ข่าวสารและบทความ

การทำอิ๊กซี่ (ICSI) อีกหนึ่งวิธีรักษาภาวะมีบุตรยากที่โอกาสสำเร็จสูง

การมีลูกอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคู่ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหามีบุตรยาก แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์หลายรูปแบบที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ เช่น IUI, IVF และ ICSI (อิ๊กซี่) ซึ่งแต่ละวิธีมีขั้นตอนและเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกัน แล้ววิธีไหนจึงจะเหมาะกับคุณมากที่สุด?

บทความนี้ Superior A.R.T. จะพาไปรู้จัก ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) เทคนิคช่วยการปฏิสนธิที่คัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุด 1 ตัว ฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง เพื่อเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิ พร้อมทำความเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด และขั้นตอนการทำตั้งแต่ต้นจนจบ

การทำอิ๊กซี่ (ICSI) คืออะไร? เหมาะกับใครบ้าง

ICSI ย่อมาจาก Intracytoplasmic Sperm Injection หรือที่นิยมเรียกว่า อิ๊กซี่ คือ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นสูงในห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการปฏิสนธิ โดยนักวิทยาศาสตร์จะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษ คัดเลือกอสุจิตัวที่สมบูรณ์ แข็งแรง และมีรูปร่างดีเหมาะสมตามเกณฑ์ 1 ตัว แล้วฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่ทีละใบ

วิธีนี้เป็นเทคนิคช่วยปฏิสนธิของกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วแบบดั้งเดิม (IVF) ที่ปล่อยให้อสุจิเจาะเข้าเซลล์ไข่เอง ซึ่งหากอสุจิไม่ดี ไม่สามารถเจาะไข่ได้ จะทำให้ไม่ได้ หรือได้ตัวอ่อนน้อย ดังนั้นวิธีอิ๊กซี่ (ICSI) จึงช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิให้สูงขึ้นจากประมาณ 50-60% ใน IVF เป็น 70-80% ด้วยวิธี ICSI (ขึ้นอยู่กับอายุฝ่ายหญิง คุณภาพของไข่ สเปิร์ม และสุขภาพโดยรวมของคู่สมรสทั้งสองคน)

การทำอิ๊กซี่ (ICSI) เหมาะกับใคร แพทย์มักใช้ในกรณีใดบ้าง?

การทำ ICSI ถูกคิดค้นมาเพื่อแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะปัญหาจากฝ่ายชาย โดยมักนำมาใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหา ดังนี้

  • จำนวนอสุจิน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ
  • อสุจิเคลื่อนไหวช้า
  • อสุจิมีรูปร่างผิดปกติมากกว่าเกณฑ์
  • ฝ่ายชายมีภาวะการแตกหักของ DNA ในอสุจิมากกว่าเกณฑ์ (DNA Fragmentation Index)
  • กรณีที่ฝ่ายชายเป็นหมันหรือไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจิ และต้องใช้วิธีการผ่าตัดเอาอสุจิออกมาจากลูกอัณฑะหรือหลอดเก็บอสุจิ (PESA / TESE)
  • ผู้ป่วยที่เคยรักษาด้วยเทคนิค IVF แล้วได้ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิปกติน้อยหรือไม่ปฏิสนธิเลย
  • กรณีที่เป็นการผสมระหว่างอสุจิกับไข่ที่ผ่านการฝากไข่หรือแช่แข็งไข่มาก่อน ซึ่งเปลือกไข่จะแข็งขึ้นหลังผ่านกระบวนการแช่แข็ง
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว และจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการย้ายกลับสู่โพรงมดลูก (Preimplantation Genetic Testing, PGT-M/A)

จากภาวะที่กล่าวมาข้างต้น การรักษาด้วยเทคนิค IVF มักได้ผลการรักษาที่ไม่ดี การทำอิ๊กซี่ (ICSI) จะช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มโอกาสให้ได้จำนวนตัวอ่อนที่ปฏิสนธิปกติมากขึ้น นอกจากนี้ สำหรับกรณีที่ต้องทำการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรม (PGT-M/A) ควรใช้เทคนิค ICSI เพื่อป้องกันการปนเปื้อน DNA ของอสุจิตัวอื่นๆ ที่เกาะอยู่รอบๆ เซลล์ไข่ ซึ่งอาจกระทบความแม่นยำของผลตรวจ

การทำอิ๊กซี่ (ICSI) กับ IVF ต่างกันอย่างไร?

แม้ว่า ICSI และ IVF จะเป็นเทคโนโลยีการทำเด็กหลอดแก้ว ที่ช่วยให้คู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากสามารถตั้งครรภ์ได้เหมือนกัน แต่จุดแตกต่างสำคัญอยู่ที่ วิธีการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

การทำเด็กหลอดแก้วแบบ IVF (In-vitro Fertilization)

คือวิธีการปฏิสนธิภายนอกร่างกายแบบดั้งเดิม โดยมีกระบวนการสำคัญคือ

  • นำไข่และสเปิร์มมาพบกัน: นักวิทยาศาสตร์จะคัดไข่ของฝ่ายหญิงและอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายชายมาวางรวมกันในจานเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
  • ปฏิสนธิเองตามธรรมชาติ: ปล่อยให้อสุจิหลายๆ ตัวแข่งขันกันเจาะเข้าเซลล์ไข่เอง
  • ย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก: เมื่อไข่และอสุจิปฏิสนธิรวมเป็น “ตัวอ่อน” และเจริญเติบโตจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) แพทย์จึงจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์

การทำเด็กหลอดแก้วแบบ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection)

ICSI มีขั้นตอนการกระตุ้นไข่และการเก็บไข่เหมือนกับการทำ IVF ทุกประการ แต่มีความพิเศษในขั้นตอนการปฏิสนธิ

  • คัดตัวที่ดีที่สุด: นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิที่เหมาะสมตามเกณฑ์ 1 ตัว ผสมกับไข่ทีละใบ
  • ฉีดเจาะตรงเข้าสู่ไข่: ใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษฉีดอสุจิตัวนั้นเข้าไปในเนื้อไข่โดยตรง เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิให้สูงขึ้น

ข้อดีและข้อเสียของการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

แม้การทำอิ๊กซี่ (ICSI) จะเป็นนวัตกรรมรักษาภาวะมีบุตรยากที่มีประสิทธิภาพสูงมากในปัจจุบัน แต่การทําอิ๊กซี่ ข้อดี ข้อเสียก็มีเช่นกัน ควรทำความเข้าใจข้อจำกัดของการรักษา เพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสมและมั่นใจยิ่งขึ้น

ข้อดีของการทำอิ๊กซี่ (ICSI)

  • เพิ่มอัตราการปฏิสนธิให้สูงขึ้น ถึง 70-80%: เพราะเป็นการเลือกอสุจิฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง จึงช่วยให้ไข่และอสุจิ ปฏิสนธิกันได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีปัญหาอสุจิ หรือเคยมีอัตราการปฏิสนธิต่ำหรือไม่ปฏิสนธิจาก IVF แบบดั้งเดิม
  • แก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากจากฝ่ายชายได้ตรงจุด: ตอบโจทย์กรณีที่ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิผิดปกติขั้นรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น จำนวนน้อย เคลื่อนไหวช้า หรือมีรูปร่างผิดปกติมากกว่าเกณฑ์
  • สามารถใช้ร่วมกับอสุจิที่เก็บด้วยหัตถการ: ในกรณีที่ฝ่ายชายเคยทำหมัน หรือไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อ แต่อัณฑะยังผลิตอสุจิได้ แพทย์สามารถผ่าตัดเจาะดูดอสุจิจากอัณฑะหรือตรงส่วน Epididymis (PESA/TESE) มาทำ ICSI ได้
  • ก้าวข้ามปัญหาเปลือกไข่หนาหรือแข็ง: แก้ปัญหาเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงที่เปลือกหนาผิดปกติ รวมถึงไข่ที่ผ่านการแช่แข็ง ซึ่งมักมีเปลือกไข่แข็งกว่าปกติจนอสุจิไม่สามารถเจาะเองได้

ข้อเสียและความเสี่ยงของการทำอิ๊กซี่ (ICSI)

  • ต้องอาศัยความชำนาญสูงของนักวิทยาศาสตร์: ความสำเร็จและอัตราการปฏิสนธิขึ้นอยู่กับทักษะ ประสบการณ์ และความแม่นยำของนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการเป็นสำคัญ
  • ความเสี่ยงที่ไข่ได้รับความเสียหาย: เนื่องจากไข่มีความเปราะบาง การใช้เข็มเจาะเข้าสู่เนื้อไข่จึงมีความเสี่ยงที่อาจทำให้เซลล์ไข่เสียหายได้บ้าง การเลือกคลินิกหรือศูนย์มีบุตรยากที่มีมาตรฐานสูงจึงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้
  • ข้อกังวลด้านโครโมโซมของเด็กที่เกิดจาก ICSI: จากงานวิจัยบางฉบับพบว่า การทำ ICSI อาจมีความสัมพันธ์เล็กน้อยกับการพบความผิดปกติของโครโมโซมหรือภาวะผิดปกติแต่กำเนิดบางประเภท เมื่อเทียบกับการทำ IVF หรือการตั้งครรภ์ธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าความเสี่ยงดังกล่าวเกิดจากกระบวนการ ICSI โดยตรง หรือปัจจัยอาจเชื่อมโยงกับภาวะมีบุตรยากและปัจจัยพื้นฐานของพ่อแม่ที่มีอยู่เดิม

ขั้นตอนการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

สำหรับคู่สมรสที่กำลังวางแผนทำ ICSI การทำความเข้าใจกระบวนการอย่างละเอียดทุกขั้นตอน จะช่วยลดความกังวล เตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด โดยมี 7 ขั้นตอนหลักดังนี้

1. ปรึกษาแพทย์และตรวจร่างกาย

เมื่อไหร่: ทำนัดหมายช่วงใดของเดือนก็ได้ตามสะดวก

ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที

การพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อซักประวัติ ตรวจวิเคราะห์สุขภาพของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด

  • ฝ่ายหญิง: ตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ พร้อมเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนที่จำเป็น
  • ฝ่ายชาย: ตรวจวิเคราะห์คุณภาพอสุจิ (Semen Analysis) เพื่อประเมินจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ

การเตรียมตัวฝ่ายชาย ควรงดการมีเพศสัมพันธ์และการหลั่งน้ำเชื้อล่วงหน้าประมาณ 2–7 วัน ก่อนวันตรวจน้ำเชื้อ เพื่อให้ได้ผลวิเคราะห์ที่แม่นยำที่สุด

2. การกระตุ้นรังไข่

เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 10 – 12 วัน

การฉีดยาฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ฟองไข่ในรังไข่เจริญเติบโตพร้อมกันหลายใบ เพิ่มโอกาสให้ได้จำนวนไข่ที่สมบูรณ์มากที่สุด ฝ่ายหญิงต้องฉีดยากระตุ้นไข่ทุกวันตามแพทย์สั่ง โดยแพทย์จะนัดติดตามผลด้วยการเจาะเลือดและอัลตราซาวด์ทุกๆ 3–5 วัน เพื่อปรับปริมาณยาตามการตอบสนองของรังไข่ เมื่อฟองไข่โตได้ขนาดที่เหมาะสม แพทย์จะสั่งฉีดยากระตุ้นไข่ตก เพื่อให้ไข่พร้อมสำหรับการเก็บในขั้นตอนถัดไป

3. การเก็บไข่และการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ

เมื่อไหร่: 34-36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก

ใช้เวลานานแค่ไหน: 2 ชั่วโมง

กระบวนการนำไข่และอสุจิออกจากร่างกายมาเตรียมพร้อมสำหรับปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ

  • ฝ่ายหญิง: แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านช่องคลอด ร่วมกับทำอัลตราซาวด์เพื่อให้เห็นไข่ชัดเจนและดูดเก็บไข่ โดยระหว่างกระบวนการนี้ทำภายใต้การดมยาสลบ จึงไม่รู้สึกเจ็บปวด ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที และพักฟื้นสังเกตอาการต่ออีก 2 ชั่วโมงจึงกลับบ้านได้
  • ฝ่ายชาย: เก็บน้ำเชื้ออสุจิด้วยการช่วยตัวเองในวันเดียวกับที่ฝ่ายหญิงเก็บไข่ (หรือใช้อสุจิที่แช่แข็งไว้) จากนั้นนักวิทยาศาสตร์จะนำไปปั่นล้างคัดเลือกอสุจิที่สมบูรณ์มาปฏิสนธิกับไข่

ฝ่ายหญิงต้องงดน้ำและอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนเก็บไข่ ส่วนฝ่ายชายควรรักษาสุขภาพ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดเหล้าและบุหรี่

4. การปฏิสนธิด้วยเทคนิค ICSI

เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเก็บไข่และเตรียมอสุจิเสร็จสิ้น

ใช้เวลานานแค่ไหน: Process การปฏิสนธิและประเมินผล ประมาณ 24 ชั่วโมง

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงและรูปร่างปกติ 1 ตัว ฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่ทีละใบผ่านกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง ในขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการภายในห้องปฏิบัติการ คู่สมรสสามารถพักผ่อนและรอฟังผลการปฏิสนธิจากทีมแพทย์ในวันถัดไป

5. การเลี้ยงตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากการปฏิสนธิด้วยการทําอิ๊กซี่

ใช้เวลานานแค่ไหน: 5-7 วัน

การเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) เป็นการนำไข่ที่ปฏิสนธิแล้วเข้าตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่ควบคุมสภาวะแวดล้อมอย่างเข้มงวด เพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตจนถึงระยะที่พร้อมฝังตัว นักวิทยาศาสตร์จะเฝ้าติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ ซึ่งเป็นระยะที่มีอัตราการฝังตัวสูง เพราะเป็นตัวอ่อนระยะเดียวกับตัวอ่อนที่ตั้งครรภ์ธรรมชาติ ฝังตัวในโพรงมดลูก ที่ Superior A.R.T. ใช้ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® ซึ่งมีระบบบันทึกภาพแบบ time-lapse ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนได้อย่างต่อเนื่อง โดยลดความจำเป็นในการนำตัวอ่อนออกจากตู้เลี้ยงเพื่อสังเกตพัฒนาการ ลดการรบกวนตัวอ่อน ช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้ตัวอ่อนที่คุณภาพดีขึ้น

6. การย้ายตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 2-4 ชั่วโมง

เมื่อได้ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ที่มีคุณภาพดีแล้ว จะเลือกตัวอ่อน 1-2 ตัวอ่อน ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ แพทย์จะสอดสายย้ายตัวอ่อนขนาดเล็กผ่านช่องคลอดและปากมดลูก แล้ววางตัวอ่อนในตำแหน่งที่เหมาะสมในโพรงมดลูก โดยทำอัลตราซาวด์หน้าท้องร่วมไปด้วย เพื่อช่วยให้เห็นโพรงมดลูกชัดเจน ขั้นตอนนี้ไม่เจ็บและไม่ต้องดมยาสลบ

  • ฝ่ายหญิง: ควรดื่มน้ำและกลั้นปัสสาวะพอประมาณก่อนเข้ารับการย้ายตัวอ่อน เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะช่วยดันมดลูกให้อยู่ในตำแหน่งที่สอดสายได้ง่ายขึ้น หลังย้ายเสร็จควรพักผ่อน งดยกของหนัก งดการมีเพศสัมพันธ์ และทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

โดยทั่วไปจะทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือด (β-hCG) ประมาณ 7–10 วัน หลังการย้ายตัวอ่อน และนัดตรวจอัลตราซาวด์ยืนยันการตั้งครรภ์ในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป

7. การแช่แข็งตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

ในกรณีที่มีตัวอ่อนคุณภาพดีหลายตัว ตัวอ่อนที่ไม่ได้ย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก สามารถแช่แข็งไว้ได้ หรือในกรณีที่ตัวอ่อนต้องตรวจโครโมโซมหรือยีนก่อน (PGT) หลังเก็บเซลล์รกไปตรวจแล้ว ต้องแช่แข็งตัวอ่อนไว้ระหว่างรอผลตรวจ ก่อนการย้ายตัวอ่อนต่อไป ตัวอ่อนจะถูกแช่แข็งด้วยเทคโนโลยี Vitrification เป็นวิธีการคงสภาพตัวอ่อนด้วยการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว ป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งในเซลล์ ทำให้คุณภาพตัวอ่อนหลังละลายใกล้เคียงกับก่อนแช่แข็ง สามารถเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ได้หลายปี เมื่อพร้อมก็สามารถนำตัวอ่อนมาละลายและย้ายเข้าโพรงมดลูกได้โดยไม่ต้องเริ่มกระตุ้นไข่ใหม่

FAQs. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำอิ๊กซี่ (ICSI)

1. ทำอิ๊กซี่ (ICSI) ราคาเท่าไร?

ค่าใช้จ่ายการทําอิ๊กซี่ในประเทศไทยเฉลี่ยประมาณ 200,000 – 400,000 บาท ต่อ 1 รอบการรักษา ขึ้นอยู่กับปัจจัยสุขภาพและเทคโนโลยีที่ใช้ ดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายหลัก: ค่ายากระตุ้นไข่, หัตถการเก็บไข่และดมยาสลบ, การคัดสเปิร์มและฉีดเจาะไข่ (ICSI), ค่าเพาะเลี้ยงตัวอ่อน และค่าปรึกษาแพทย์
  • ปัจจัยที่ทำให้การทําอิ๊กซี่ราคาต่างกัน
  • ปริมาณและชนิดของยากระตุ้นไข่ ขึ้นอยู่กับอายุและฮอร์โมนรังไข่ฝ่ายหญิง
  • สถานพยาบาลที่เลือกรักษา
  • ค่าบริการเสริมที่อาจมีเพิ่มเติม
  • การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT)
  • ค่าแช่แข็งและฝากรักษาตัวอ่อนรายปี
  • การผ่าตัดเก็บอสุจิจากอัณฑะ (PESA/TESE) กรณีฝ่ายชายเป็นหมัน

2. อัตราความสำเร็จของการทำอิ๊กซี่ (ICSI) อยู่ที่เท่าไหร่?

อัตราความสำเร็จของ ICSI แยกออกเป็นหลายระดับ ได้แก่ อัตราการปฏิสนธิ อัตราการตั้งครรภ์ และอัตราการเกิดมีชีพ

จากข้อมูลห้องปฏิบัติการล่าสุดของ Superior A.R.T. พบว่า การทำ ICSI มีอัตราการปฏิสนธิสำเร็จสูงถึง 78% โดยวัดจากไข่ระยะ MII ที่เกิดการปฏิสนธิปกติเป็นตัวอ่อนระยะ 2PN ในวันแรก ซึ่งอัตราสูงกว่าการทำเด็กหลอดแก้วแบบดั้งเดิม (IVF) โดยเฉพาะกรณีที่ภาวะมีบุตรยากเกิดจากฝ่ายชาย สำหรับอัตราการตั้งครรภ์เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 60-70% ต่อรอบการรักษา ขึ้นกับคุณภาพไข่ อายุฝ่ายหญิง อสุจิ และมดลูก

อย่างไรก็ตามโอกาสสำเร็จของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ดังนี้

  • อายุของฝ่ายหญิง: เป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อคุณภาพและจำนวนของไข่ (ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 35 ปีจะมีอัตราสำเร็จสูงกว่า)
  • คุณภาพของอสุจิและตัวอ่อน: ตัวอ่อนที่สมบูรณ์และโตถึงระยะบลาสโตซิสต์จะมีโอกาสฝังตัวสูงกว่า
  • ความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก: มดลูกที่สมบูรณ์ หนาตัวเหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสการฝังตัวสำเร็จ
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม: การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) ก่อนย้ายเข้าโพรงมดลูกจะช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์และลดความเสี่ยงการแท้งได้

การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจประเมินร่างกายอย่างละเอียด จะช่วยให้แพทย์วิเคราะห์อัตราความสำเร็จเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำที่สุด

3. IUI กับ ICSI ต่างกันอย่างไร เลือกทำแบบไหนดี?

ทั้ง IUI และ ICSI ต่างเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แต่มีจุดแตกต่างกันที่ขั้นตอนการปฏิสนธิ และความซับซ้อนของการรักษา

  • IUI (การฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก)
    คัดเฉพาะอสุจิที่แข็งแรง แล้วฉีดกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงในวันที่ไข่ตก เพื่อให้อสุจิว่ายไปปฏิสนธิกับไข่เองตามธรรมชาติภายในร่างกาย เหมาะสำหรับคู่สมรสที่อายุน้อย (ฝ่ายหญิงอายุต่ำกว่า 35 ปี) ท่อนำไข่ไม่ตัน และฝ่ายชายมีปัญหาสเปิร์มไม่รุนแรง
  • ICSI (อิ๊กซี่ – การทำเด็กหลอดแก้ว)
    เป็นวิธีที่นำไข่และอสุจิออกมาปฏิสนธิภายนอกร่างกาย โดยคัดอสุจิที่รูปร่างปกติและวิ่งดี แล้วฉีดเข้าเซลล์ไข่ในห้องปฏิบัติการ หลังจากนั้นตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ แล้วจึงย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก วิธีนี้เหมาะสำหรับคู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากขั้นรุนแรง ฝ่ายชายอสุจิจำนวนน้อย วิ่งไม่ดี ฝ่ายหญิงอายุเกิน 35 ปี ท่อนำไข่อุดตัน หรือเคยทำ IUI แล้วไม่สำเร็จ

การเลือก IUI หรือ ICSI ไม่ได้พิจารณาจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่แพทย์จะประเมินร่วมกันทั้งคุณภาพอสุจิ การทำงานของท่อนำไข่ ปริมาณและคุณภาพไข่ ระยะเวลาที่มีภาวะมีบุตรยาก ประวัติการรักษาก่อนหน้า และปัจจัยอื่นของแต่ละคู่ เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

4. วางแผนทําอิ๊กซี่ที่ไหนดี ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?

การเลือกศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากถือเป็นก้าวสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จโดยตรง ควรพิจารณาจากปัจจัยหลัก ดังนี้

  • มาตรฐานห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยี: มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย สะอาด และได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนระบบแยกเลี้ยงประสิทธิภาพสูง ที่ช่วยให้ตัวอ่อนเติบโตในสภาวะคงที่
  • ความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์: มีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านรักษาภาวะมีบุตรยาก และนักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) ที่มีประสบการณ์สูงในเทคโนโลยีคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT)
  • บริการครอบคลุมและอัตราความสำเร็จสูง: มีเครื่องมือและนวัตกรรมที่รองรับการรักษาหลากหลาย ตั้งแต่ IUI, ICSI ไปจนถึงการฝากไข่ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคู่

5. ทำไมต้องทำอิ๊กซี่ (ICSI) ที่ Superior A.R.T.?

ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. (Superior A.R.T.) เป็นคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก ดูแลโดยทีมแพทย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน พร้อมห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับสากล

  • อัตราความสำเร็จสูง ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
    ด้วยสถิติความสำเร็จทั้งการทำ ICSI และการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) ช่วยลดความเสี่ยงจากการรักษาที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว ลดความเครียดทางใจของคุณพ่อและคุณแม่
  • ห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีมาตรฐานสากล
    โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเพาะเลี้ยงตัวอ่อนขั้นสูง เช่น ตู้เลี้ยงตัวอ่อนอัตโนมัติระบบแยกเลี้ยง Geri® Time-Lapse Incubator ที่ช่วยติดตามพัฒนาการตัวอ่อนอย่างต่อเนื่องโดยไม่รบกวนการเติบโต เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์และคุณภาพดีที่สุดในการฝังตัว
  • ดูแลโดยทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูง
    ให้คำปรึกษาและออกแบบแผนการรักษาเฉพาะบุคคลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจประเมิน การเตรียมตัว การฝากไข่ การทำ ICSI การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ไปจนถึงการวางแผนย้ายหรือแช่แข็งตัวอ่อน

อ้างอิง

อิ๊กซี่ หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

ตรวจสุขภาพรังไข่ก่อนฝากไข่ ดูอะไรบ้าง? รู้ค่า AFC และ AMH เพื่อวางแผนอนาคตให้เหมาะกับตัวเอง

คุณอาจยังไม่พร้อมมีลูก… แต่รู้ไหมว่า ตอนนี้รังไข่ของคุณอยู่ในจุดไหนแล้ว? ไม่ใช่เพื่อบอกว่าคุณต้องรีบมีลูก แต่เพื่อให้รู้ว่า ร่างกายของเรามีข้อมูลอะไรให้ใช้วางแผนอนาคตบ้าง

การได้ยินเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมมากกว่าที่คิด

หากในครอบครัวมีประวัติปัญหาการได้ยินโดยเฉพาะที่เป็นตั้งแต่กำเนิดหรืออายุยังน้อย การตรวจพาหะโรคทางพันธุกรรม Carrier Screening จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยประเมินความเสี่ยงและวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.73 ❝ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก มีผลต่อการย้ายตัวอ่อนและการฝังตัวหรือไม่?❞

ใน Live EP.73 นี้ จะพูดถึงการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) ก่อนย้ายตัวอ่อน โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินทั้งความหนา ลักษณะการเรียงตัวของเยื่อบุ ความผิดปกติภายในโพรงมดลูก และความพร้อมของฮอร์โมน ไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลขความหนาเพียงอย่างเดียว