การมีลูกอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคู่ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหามีบุตรยาก แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์หลายรูปแบบที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ เช่น IUI, IVF และ ICSI (อิ๊กซี่) ซึ่งแต่ละวิธีมีขั้นตอนและเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกัน แล้ววิธีไหนจึงจะเหมาะกับคุณมากที่สุด?
บทความนี้ Superior A.R.T. จะพาไปรู้จัก ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) เทคนิคช่วยการปฏิสนธิที่คัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุด 1 ตัว ฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง เพื่อเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิ พร้อมทำความเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด และขั้นตอนการทำตั้งแต่ต้นจนจบ
การทำอิ๊กซี่ (ICSI) คืออะไร? เหมาะกับใครบ้าง
ICSI ย่อมาจาก Intracytoplasmic Sperm Injection หรือที่นิยมเรียกว่า อิ๊กซี่ คือ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นสูงในห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการปฏิสนธิ โดยนักวิทยาศาสตร์จะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษ คัดเลือกอสุจิตัวที่สมบูรณ์ แข็งแรง และมีรูปร่างดีเหมาะสมตามเกณฑ์ 1 ตัว แล้วฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่ทีละใบ
วิธีนี้เป็นเทคนิคช่วยปฏิสนธิของกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วแบบดั้งเดิม (IVF) ที่ปล่อยให้อสุจิเจาะเข้าเซลล์ไข่เอง ซึ่งหากอสุจิไม่ดี ไม่สามารถเจาะไข่ได้ จะทำให้ไม่ได้ หรือได้ตัวอ่อนน้อย ดังนั้นวิธีอิ๊กซี่ (ICSI) จึงช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิให้สูงขึ้นจากประมาณ 50-60% ใน IVF เป็น 70-80% ด้วยวิธี ICSI (ขึ้นอยู่กับอายุฝ่ายหญิง คุณภาพของไข่ สเปิร์ม และสุขภาพโดยรวมของคู่สมรสทั้งสองคน)
การทำอิ๊กซี่ (ICSI) เหมาะกับใคร แพทย์มักใช้ในกรณีใดบ้าง?
การทำ ICSI ถูกคิดค้นมาเพื่อแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะปัญหาจากฝ่ายชาย โดยมักนำมาใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหา ดังนี้
จากภาวะที่กล่าวมาข้างต้น การรักษาด้วยเทคนิค IVF มักได้ผลการรักษาที่ไม่ดี การทำอิ๊กซี่ (ICSI) จะช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มโอกาสให้ได้จำนวนตัวอ่อนที่ปฏิสนธิปกติมากขึ้น นอกจากนี้ สำหรับกรณีที่ต้องทำการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรม (PGT-M/A) ควรใช้เทคนิค ICSI เพื่อป้องกันการปนเปื้อน DNA ของอสุจิตัวอื่นๆ ที่เกาะอยู่รอบๆ เซลล์ไข่ ซึ่งอาจกระทบความแม่นยำของผลตรวจ
การทำอิ๊กซี่ (ICSI) กับ IVF ต่างกันอย่างไร?
แม้ว่า ICSI และ IVF จะเป็นเทคโนโลยีการทำเด็กหลอดแก้ว ที่ช่วยให้คู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากสามารถตั้งครรภ์ได้เหมือนกัน แต่จุดแตกต่างสำคัญอยู่ที่ วิธีการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
การทำเด็กหลอดแก้วแบบ IVF (In-vitro Fertilization)
คือวิธีการปฏิสนธิภายนอกร่างกายแบบดั้งเดิม โดยมีกระบวนการสำคัญคือ
การทำเด็กหลอดแก้วแบบ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection)
ICSI มีขั้นตอนการกระตุ้นไข่และการเก็บไข่เหมือนกับการทำ IVF ทุกประการ แต่มีความพิเศษในขั้นตอนการปฏิสนธิ
ข้อดีและข้อเสียของการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
แม้การทำอิ๊กซี่ (ICSI) จะเป็นนวัตกรรมรักษาภาวะมีบุตรยากที่มีประสิทธิภาพสูงมากในปัจจุบัน แต่การทําอิ๊กซี่ ข้อดี ข้อเสียก็มีเช่นกัน ควรทำความเข้าใจข้อจำกัดของการรักษา เพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสมและมั่นใจยิ่งขึ้น
ข้อดีของการทำอิ๊กซี่ (ICSI)
ข้อเสียและความเสี่ยงของการทำอิ๊กซี่ (ICSI)
ขั้นตอนการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
สำหรับคู่สมรสที่กำลังวางแผนทำ ICSI การทำความเข้าใจกระบวนการอย่างละเอียดทุกขั้นตอน จะช่วยลดความกังวล เตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด โดยมี 7 ขั้นตอนหลักดังนี้
1. ปรึกษาแพทย์และตรวจร่างกาย
เมื่อไหร่: ทำนัดหมายช่วงใดของเดือนก็ได้ตามสะดวก
ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที
การพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อซักประวัติ ตรวจวิเคราะห์สุขภาพของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด
การเตรียมตัวฝ่ายชาย ควรงดการมีเพศสัมพันธ์และการหลั่งน้ำเชื้อล่วงหน้าประมาณ 2–7 วัน ก่อนวันตรวจน้ำเชื้อ เพื่อให้ได้ผลวิเคราะห์ที่แม่นยำที่สุด
2. การกระตุ้นรังไข่
เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน
ใช้เวลานานแค่ไหน: 10 – 12 วัน
การฉีดยาฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ฟองไข่ในรังไข่เจริญเติบโตพร้อมกันหลายใบ เพิ่มโอกาสให้ได้จำนวนไข่ที่สมบูรณ์มากที่สุด ฝ่ายหญิงต้องฉีดยากระตุ้นไข่ทุกวันตามแพทย์สั่ง โดยแพทย์จะนัดติดตามผลด้วยการเจาะเลือดและอัลตราซาวด์ทุกๆ 3–5 วัน เพื่อปรับปริมาณยาตามการตอบสนองของรังไข่ เมื่อฟองไข่โตได้ขนาดที่เหมาะสม แพทย์จะสั่งฉีดยากระตุ้นไข่ตก เพื่อให้ไข่พร้อมสำหรับการเก็บในขั้นตอนถัดไป
3. การเก็บไข่และการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ
เมื่อไหร่: 34-36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก
ใช้เวลานานแค่ไหน: 2 ชั่วโมง
กระบวนการนำไข่และอสุจิออกจากร่างกายมาเตรียมพร้อมสำหรับปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ
ฝ่ายหญิงต้องงดน้ำและอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนเก็บไข่ ส่วนฝ่ายชายควรรักษาสุขภาพ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดเหล้าและบุหรี่
4. การปฏิสนธิด้วยเทคนิค ICSI
เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเก็บไข่และเตรียมอสุจิเสร็จสิ้น
ใช้เวลานานแค่ไหน: Process การปฏิสนธิและประเมินผล ประมาณ 24 ชั่วโมง
นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงและรูปร่างปกติ 1 ตัว ฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่ทีละใบผ่านกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง ในขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการภายในห้องปฏิบัติการ คู่สมรสสามารถพักผ่อนและรอฟังผลการปฏิสนธิจากทีมแพทย์ในวันถัดไป
5. การเลี้ยงตัวอ่อน
เมื่อไหร่: หลังจากการปฏิสนธิด้วยการทําอิ๊กซี่
ใช้เวลานานแค่ไหน: 5-7 วัน
การเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) เป็นการนำไข่ที่ปฏิสนธิแล้วเข้าตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่ควบคุมสภาวะแวดล้อมอย่างเข้มงวด เพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตจนถึงระยะที่พร้อมฝังตัว นักวิทยาศาสตร์จะเฝ้าติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ ซึ่งเป็นระยะที่มีอัตราการฝังตัวสูง เพราะเป็นตัวอ่อนระยะเดียวกับตัวอ่อนที่ตั้งครรภ์ธรรมชาติ ฝังตัวในโพรงมดลูก ที่ Superior A.R.T. ใช้ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® ซึ่งมีระบบบันทึกภาพแบบ time-lapse ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนได้อย่างต่อเนื่อง โดยลดความจำเป็นในการนำตัวอ่อนออกจากตู้เลี้ยงเพื่อสังเกตพัฒนาการ ลดการรบกวนตัวอ่อน ช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้ตัวอ่อนที่คุณภาพดีขึ้น
6. การย้ายตัวอ่อน
เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน
ใช้เวลานานแค่ไหน: 2-4 ชั่วโมง
เมื่อได้ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ที่มีคุณภาพดีแล้ว จะเลือกตัวอ่อน 1-2 ตัวอ่อน ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ แพทย์จะสอดสายย้ายตัวอ่อนขนาดเล็กผ่านช่องคลอดและปากมดลูก แล้ววางตัวอ่อนในตำแหน่งที่เหมาะสมในโพรงมดลูก โดยทำอัลตราซาวด์หน้าท้องร่วมไปด้วย เพื่อช่วยให้เห็นโพรงมดลูกชัดเจน ขั้นตอนนี้ไม่เจ็บและไม่ต้องดมยาสลบ
โดยทั่วไปจะทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือด (β-hCG) ประมาณ 7–10 วัน หลังการย้ายตัวอ่อน และนัดตรวจอัลตราซาวด์ยืนยันการตั้งครรภ์ในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป
7. การแช่แข็งตัวอ่อน
เมื่อไหร่: หลังการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน
ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง
ในกรณีที่มีตัวอ่อนคุณภาพดีหลายตัว ตัวอ่อนที่ไม่ได้ย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก สามารถแช่แข็งไว้ได้ หรือในกรณีที่ตัวอ่อนต้องตรวจโครโมโซมหรือยีนก่อน (PGT) หลังเก็บเซลล์รกไปตรวจแล้ว ต้องแช่แข็งตัวอ่อนไว้ระหว่างรอผลตรวจ ก่อนการย้ายตัวอ่อนต่อไป ตัวอ่อนจะถูกแช่แข็งด้วยเทคโนโลยี Vitrification เป็นวิธีการคงสภาพตัวอ่อนด้วยการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว ป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งในเซลล์ ทำให้คุณภาพตัวอ่อนหลังละลายใกล้เคียงกับก่อนแช่แข็ง สามารถเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ได้หลายปี เมื่อพร้อมก็สามารถนำตัวอ่อนมาละลายและย้ายเข้าโพรงมดลูกได้โดยไม่ต้องเริ่มกระตุ้นไข่ใหม่
FAQs. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำอิ๊กซี่ (ICSI)
1. ทำอิ๊กซี่ (ICSI) ราคาเท่าไร?
ค่าใช้จ่ายการทําอิ๊กซี่ในประเทศไทยเฉลี่ยประมาณ 200,000 – 400,000 บาท ต่อ 1 รอบการรักษา ขึ้นอยู่กับปัจจัยสุขภาพและเทคโนโลยีที่ใช้ ดังนี้
2. อัตราความสำเร็จของการทำอิ๊กซี่ (ICSI) อยู่ที่เท่าไหร่?
อัตราความสำเร็จของ ICSI แยกออกเป็นหลายระดับ ได้แก่ อัตราการปฏิสนธิ อัตราการตั้งครรภ์ และอัตราการเกิดมีชีพ
จากข้อมูลห้องปฏิบัติการล่าสุดของ Superior A.R.T. พบว่า การทำ ICSI มีอัตราการปฏิสนธิสำเร็จสูงถึง 78% โดยวัดจากไข่ระยะ MII ที่เกิดการปฏิสนธิปกติเป็นตัวอ่อนระยะ 2PN ในวันแรก ซึ่งอัตราสูงกว่าการทำเด็กหลอดแก้วแบบดั้งเดิม (IVF) โดยเฉพาะกรณีที่ภาวะมีบุตรยากเกิดจากฝ่ายชาย สำหรับอัตราการตั้งครรภ์เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 60-70% ต่อรอบการรักษา ขึ้นกับคุณภาพไข่ อายุฝ่ายหญิง อสุจิ และมดลูก
อย่างไรก็ตามโอกาสสำเร็จของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ดังนี้
การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจประเมินร่างกายอย่างละเอียด จะช่วยให้แพทย์วิเคราะห์อัตราความสำเร็จเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำที่สุด
3. IUI กับ ICSI ต่างกันอย่างไร เลือกทำแบบไหนดี?
ทั้ง IUI และ ICSI ต่างเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แต่มีจุดแตกต่างกันที่ขั้นตอนการปฏิสนธิ และความซับซ้อนของการรักษา
การเลือก IUI หรือ ICSI ไม่ได้พิจารณาจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่แพทย์จะประเมินร่วมกันทั้งคุณภาพอสุจิ การทำงานของท่อนำไข่ ปริมาณและคุณภาพไข่ ระยะเวลาที่มีภาวะมีบุตรยาก ประวัติการรักษาก่อนหน้า และปัจจัยอื่นของแต่ละคู่ เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
4. วางแผนทําอิ๊กซี่ที่ไหนดี ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?
การเลือกศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากถือเป็นก้าวสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จโดยตรง ควรพิจารณาจากปัจจัยหลัก ดังนี้
5. ทำไมต้องทำอิ๊กซี่ (ICSI) ที่ Superior A.R.T.?
ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. (Superior A.R.T.) เป็นคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก ดูแลโดยทีมแพทย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน พร้อมห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับสากล
อ้างอิง
บทความโดย

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก
ข่าวสารและบทความอื่นๆ
𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.73 ❝ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก มีผลต่อการย้ายตัวอ่อนและการฝังตัวหรือไม่?❞
ใน Live EP.73 นี้ จะพูดถึงการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) ก่อนย้ายตัวอ่อน โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินทั้งความหนา ลักษณะการเรียงตัวของเยื่อบุ ความผิดปกติภายในโพรงมดลูก และความพร้อมของฮอร์โมน ไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลขความหนาเพียงอย่างเดียว





