บริการฝากไข่ (Oocyte Cryopreservation)

Egg Freezing

การฝากไข่คืออะไร?

การฝากไข่ หรือการแช่แข็งไข่ (Egg Freezing) คือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่นำเซลล์ไข่ออกมาจากรังไข่แล้วแช่แข็งเก็บรักษาไว้ เพื่อช่วยถนอมและรักษาคุณภาพของเซลล์ไข่ไว้ เหมือนเป็นการ “หยุดเวลา” อายุไข่ให้นานเท่าที่ต้องการ เพื่อลดข้อจำกัดในเรื่องจำนวนไข่และคุณภาพไข่ที่ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้ผู้หญิงวางแผนมีบุตรในเวลาที่พร้อมที่สุดได้ในอนาคต โดยมีกระบวนการฝากไข่และการนำไข่กลับมาใช้งาน ดังนี้

  • การกระตุ้นรังไข่และเจาะเก็บไข่: แพทย์จะใช้ยาฮอร์โมนฉีดกระตุ้นให้ฟองไข่หลายๆใบเจริญเติบโตขึ้นพร้อมกัน เมื่อไข่โตเหมาะสม จึงทำการเจาะเก็บเซลล์ไข่ออกมาจากรังไข่เพื่อทำการแช่แข็งต่อไป
  • การแช่แข็งแบบผลึกแก้ว (Vitrification): ไข่สุกที่เก็บได้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการแช่แข็งด้วยการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วถึง -196°C ด้วยวิธีนี้จะลดการเกิดผลึกน้ำแข็งในเซลล์ไข่ ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการแช่แข็งแบบเดิม ผลึกน้ำแข็งจะสร้างความเสียหายต่อเซลล์ไข่ หลังละลายและทำให้คุณภาพไข่ลดลง หลังจากนั้นจึงเก็บรักษาไข่ไว้ในถังไนโตรเจนเหลว
  • การปฏิสนธิและย้ายตัวอ่อน (ICSI / IVF): เมื่อพร้อมมีบุตร จะนำไข่ที่แช่แข็งไว้มาละลาย แล้วปฏิสนธิกับอสุจิด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ด้วยวิธี ICSI (อิ๊กซี่) หลังไข่และอสุจิผสมกันจนพัฒนาเป็นตัวอ่อนแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) หลังจากนั้นแพทย์จะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูกเพื่อเติบโตเป็นทารกต่อไป

ทำไมต้องฝากไข่?

ปัจจุบันผู้หญิงยุคใหม่มักวางแผนมีบุตรช้าลง เนื่องจากต้องการสร้างความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงาน ความพร้อมทางการเงิน สถานะความสัมพันธ์ หรือการทำตามเป้าหมายชีวิต การรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนมีเจ้าตัวน้อยจึงถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ไม่รอเราก็คือ เวลาและอายุของร่างกาย

เหตุผลสำคัญที่คุณควรพิจารณาการฝากไข่

  • จำนวนและคุณภาพของไข่ลดลงตามอายุ: ผู้หญิงมีจำนวนไข่จำกัดมาตั้งแต่เกิด และไข่จะลดจำนวนและเสื่อมคุณภาพลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังอายุ 35 ปีขึ้นไป คุณภาพของไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งหมดไปเมื่อเข้าสู่วัยทอง
  • รักษาความอ่อนวัยของเซลล์ไข่: การฝากไข่คือการคงสภาพเซลล์ไข่ไว้ ณ วันที่ร่างกายยังแข็งแรง ช่วยให้คุณมีเซลล์ไข่ที่สมบูรณ์พร้อมใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการ
  • ลดความเสี่ยงภาวะมีบุตรยาก: เพิ่มโอกาสสำเร็จในการตั้งครรภ์แม้ในวันที่คุณมีอายุมากขึ้น เพราะตัวอ่อนจะเกิดจากไข่ที่มีคุณภาพดีตั้งแต่ช่วงวัยที่ยังสาว
  • เพิ่มทางเลือกในการวางแผนมีบุตร: เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมมีบุตรในปัจจุบัน แต่ต้องการรักษาทางเลือกในการใช้ไข่ของตนเองในอนาคต

การฝากไข่เหมาะกับใคร?

  • ผู้หญิงที่ยังไม่พร้อมมีบุตร แต่มีแผนอยากมีลูกในอนาคต
  • ยังไม่เจอคู่ชีวิต ไม่อยากปล่อยให้โอกาสการมีลูกลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น จึงเลือกแช่แข็งไข่ไว้รอคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม
  • ผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาโรคมะเร็ง ผู้ที่ต้องเข้ารับเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี ซึ่งส่งผลกระทบต่อรังไข่และทำให้ปริมาณไข่ลดลงอย่างมาก
  • ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงรังไข่เสื่อมก่อนวัย คนที่มีประวัติคนในครอบครัวหมดประจำเดือนไว หรือตรวจพบว่าจำนวนและคุณภาพของไข่ลดลงเร็วกว่าปกติ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือต้องผ่าตัดบริเวณรังไข่ เช่น ผู้ที่เป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์ หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือเนื้องอกที่ต้องผ่าตัด
  • ผู้ที่ทำงานในภาวะเสี่ยงหรือมีความเครียดสูง ผู้ที่ต้องสัมผัสสารเคมี รังสี หรือมี Lifestyle การทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของเซลล์ไข่
  • คู่แต่งงานที่เตรียมทำเด็กหลอดแก้วแต่ฝ่ายชายยังไม่พร้อม ในวันที่เจาะเก็บไข่ หากฝ่ายชายไม่สามารถเก็บอสุจิได้ หรือคุณภาพอสุจิยังไม่พร้อมปฏิสนธิ

อัตราความสำเร็จของการฝากไข่

อัตราความสำเร็จของการฝากไข่นอกจากวิธีการเก็บรักษาแล้ว ยังขึ้นอยู่กับอายุในวันที่เจาะเก็บไข่และจำนวนไข่ที่เก็บได้ โดยมีรายละเอียดและข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการแช่แข็งแบบผลึกแก้ว (Vitrification)

ปัจจุบันเทคโนโลยี Vitrification ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับวิธีแช่แข็งแบบดั้งเดิมในอดีต จากข้อมูลทางคลินิกของซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. พบว่า

  • อัตราการรอดของเซลล์ไข่หลังละลายสูงถึง 95% (ในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 39 ปี) ขณะที่วิธีแช่แข็งแบบเก่ามีอัตราการรอดเพียง 50–60% เท่านั้น
  • เซลล์ไข่ที่ละลายออกมาสามารถนำไปทำ ICSI และปฏิสนธิได้สำเร็จสูงถึง 78% (ในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 39 ปี)

2. โอกาสการตั้งครรภ์และจำนวนไข่ที่แนะนำ

โดยเฉลี่ยแล้ว ไข่ที่สมบูรณ์ 1 ใบจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ประมาณ 7% ดังนั้น ยิ่งมีจำนวนไข่ที่เก็บแช่แข็งไว้มาก ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์ในอนาคต

  • อายุน้อยกว่า 35 ปี: แนะนำให้เก็บไข่ประมาณ 10–15 ใบ ต่อเป้าหมายการตั้งครรภ์ 1 ครั้ง เป็นกลุ่มที่มีโอกาสสำเร็จสูง เนื่องจากไข่มีคุณภาพดีและอัตราความผิดปกติของโครโมโซมต่ำ
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป: ปริมาณไข่ที่เจาะเก็บได้ต่อรอบอาจลดลง และคุณภาพไข่เสื่อมลงตามวัย โครโมโซมไข่ผิดปกติมากขึ้น จำนวนไข่ต่อเป้าหมายการตั้งครรภ์ 1 ครั้ง จึงมากขึ้นประมาณ 15–20 ใบขึ้นไป ซึ่งอาจต้องกระตุ้นไข่มากกว่า 1 รอบ

อย่างไรก็ตาม การฝากไข่ไม่ได้เป็นการการันตีการตั้งครรภ์ 100% เนื่องจากเป็นเพียงการคงสภาพไข่ไว้ภายนอกร่างกาย โอกาสสำเร็จเมื่อนำไข่กลับมาใช้งานจริง ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพของอสุจิฝ่ายชาย การพัฒนาของตัวอ่อน และความพร้อมของโพรงมดลูกฝ่ายหญิงในวันที่ทำการย้ายตัวอ่อน

ฝากไข่ เทคนิคการแช่แข็งไข่แบบผลึกแก้ว
ฝากไข่ แท้งค์เก็บไข่แช่แข็ง

ขั้นตอนการฝากไข่ตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

กระบวนการเก็บรักษาไข่ด้วยการแช่แข็ง

สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังวางแผนเรื่องการมีลูกในอนาคต และสงสัยว่าการฝากไข่ทำอย่างไร วิธีการเก็บไข่ผู้หญิงมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เรามาทำความเข้าใจวิธีฝากไข่ตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อเตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง

1. ปรึกษาแพทย์เบื้องต้นและวางแผนการรักษา

พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อซักประวัติสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และประวัติทางการแพทย์ ประเมินความพร้อม ร่วมกับเป้าหมายการมีบุตรในอนาคตของคุณ เพื่อวางแนวทาง ช่วงเวลาการฝากไข่ เพื่อให้กระบวนการรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

2. ตรวจเลือดและอัลตราซาวนด์รังไข่/มดลูก

ในวันที่ 2 หรือ 3 ของการมีประจำเดือน แพทย์จะนัดตรวจประเมินความพร้อม โดยตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมน AMH ช่วยบอกปริมาณไข่สำรอง ควบคู่กับการทำอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอดเพื่อดูจำนวนฟองไข่ (Follicle Count) และตรวจความสมบูรณ์ของมดลูก ช่วยให้แพทย์ประเมินจำนวนและประสิทธิภาพของรังไข่ได้อย่างแม่นยำก่อนเริ่มกระบวนการ

3. การสรุปผลตรวจและวางแผนรักษา

เมื่อทราบผลการตรวจประเมินรังไข่ แพทย์จะนำข้อมูลมาประกอบการเลือกชนิดและกำหนดขนาดยาฮอร์โมนที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพไข่ที่เหมาะสม และปลอดภัยสูงสุดของผู้เข้ารับการรักษา

4. เริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่

เริ่มต้นขั้นตอนสำคัญด้วยการฉีดยาฮอร์โมนบริเวณหน้าท้องวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเวลาเดิมทุกวัน เป็นเวลาประมาณ 8–12 วัน ยาสามารถฉีดเองที่บ้านได้ ยาฮอร์โมนนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้ฟองไข่ในรังไข่โตขึ้นพร้อมกันหลายใบ ต่างจากกลไกตามธรรมชาติที่ในแต่ละรอบเดือนที่จะมีไข่เจริญโตและตกเพียงใบเดียวเท่านั้น

5. การตรวจติดตามการตอบสนองของรังไข่

ในระหว่างการฉีดยากระตุ้นไข่ แพทย์จะนัดเข้ามาตรวจติดตามผลทุกๆ 3–5 วัน ด้วยการตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมนคู่กับการทำอัลตราซาวนด์ เพื่อวัดขนาดและจำนวนของฟองไข่อย่างใกล้ชิด ข้อมูลนี้ช่วยให้แพทย์ปรับขนาดยากระตุ้นไข่ให้เหมาะสมกับการตอบสนองของร่างกายในแต่ละช่วงได้อย่างแม่นยำ

6. การฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก

เมื่อฟองไข่ส่วนใหญ่โตได้ขนาดตามเกณฑ์ประมาณ 18–20 มิลลิเมตร แพทย์จะกำหนดเวลาฉีดยากระตุ้นให้ไข่สุก แล้วเจาะเก็บไข่ประมาณ 36 ชั่วโมงหลังฉีดยาให้ไข่สุก

7. กระบวนการเจาะเก็บไข่

สำหรับใครที่กังวลว่าเก็บไข่เจ็บไหม? หมดกังวลได้เลยค่ะ เพราะระหว่างเก็บไข่ วิสัญญีแพทย์จะให้ยาสลบอย่างปลอดภัย ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บขณะทำ หลังจากหลับ แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านทางช่องคลอดโดยใช้อัลตราซาวด์นำทางเพื่อดูดเก็บเซลล์ไข่ ใช้เวลาเพียง 10–20 นาที หลังทำพักฟื้นดูอาการต่อ 2 ชั่วโมง แล้วสามารถกลับบ้านได้ทันที (แนะนำให้มีผู้ติดตามพากลับและหยุดพักผ่อน 1 วัน)

8. การแช่แข็งไข่และคงสภาพเซลล์ไข่

เซลล์ไข่ที่เก็บได้จะส่งตรงไปยังห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนทันที นักวิทยาศาสตร์จะประเมินเซลล์ไข่ และนำไข่สุกไปแช่แข็งด้วยเทคโนโลยี Vitrification หรือการแช่แข็งไข่แบบผลึกแก้ว ด้วยการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วจนถึง -196°C ช่วยป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งที่อาจทำลายโครงสร้างเซลล์ไข่หลังละลาย จากนั้นจะนำไข่ไปเก็บไว้ในถังไนโตรเจนเหลว เพื่อคงคุณภาพของเซลล์ไข่ไว้อย่างปลอดภัยจนกว่าจะถึงเวลาใช้งานในอนาคต

FAQs. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝากไข่ เก็บไข่ หรือแช่แข็งไข่

1. การฝากไข่ อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มฝากได้

โดยทั่วไป การฝากไข่ในช่วงที่อายุน้อยกว่าจะมีโอกาสได้ไข่ที่มีคุณภาพและจำนวนดีกว่าเก็บตอนอายุมากขึ้น ช่วงอายุที่แนะนำให้เข้ามาประเมิน เพื่อพิจารณาฝากไข่ คือ 30–35 ปี โดยมีเหตุผลสำคัญ ดังนี้

  • คุณภาพไข่สูง: อัตราความผิดปกติของโครโมโซมต่ำ ทำให้มีโอกาสปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนที่แข็งแรงในอนาคตมากกว่า
  • ปริมาณไข่มาก: กระตุ้นไข่เพียง 1 รอบ มักได้จำนวนไข่มากเพียงพอสำหรับการมีบุตรในอนาคต อย่างน้อย 1 คน (จำนวนไข่อยู่ที่ประมาณ 15–20 ใบ)
  • คุ้มค่ากว่า: ไม่ต้องฉีดยากระตุ้นขนาดสูงและหลายรอบ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการฝากไข่ตอนอายุมาก

ผู้ที่กำลังวางแผนเลื่อนการมีบุตรควรเข้าปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อประเมินปริมาณไข่ และเป้าหมายการมีบุตร ก่อนตัดสินใจว่าควรเริ่มฝากไข่เมื่อใดและควรเก็บไข่ประมาณเท่าไร

2. ฝากไข่ได้ถึงอายุเท่าไหร่

ในทางปฏิบัติ สามารถฝากไข่ได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ยังคงมีไข่ให้กระตุ้น แต่เก็บไข่ตอนอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพจะลดลงในหลายด้าน ดังนี้

  • คุณภาพและปริมาณไข่ลดลง ไข่สมบูรณ์น้อยลง และอาจต้องใช้ปริมาณยากระตุ้นสูงขึ้นและจำนวนวันในการฉีดยานานขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น อาจต้องทำกระบวนการกระตุ้นและเจาะเก็บไข่มากกว่า 1 รอบ เพื่อให้ได้จำนวนไข่ที่เพียงพอ
  • อัตราความสำเร็จต่ำลง โอกาสการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ในอนาคตจะน้อยกว่าการฝากไข่ในช่วงอายุน้อยกว่า 35 ปีอย่างชัดเจน

ดังนั้น หากยังไม่มีแผนที่จะมีบุตรในอนาคตอันใกล้ แนะนำให้รีบเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินรังไข่และวางแผนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

3. ฝากไข่เจ็บไหม?

โดยรวมแล้ว เจ็บเล็กน้อย ในระดับที่ทนได้ โดยแบ่งความรู้สึกในแต่ละช่วงได้ดังนี้

  • ช่วงฉีดยากระตุ้นไข่: การฉีดยาบริเวณหน้าท้องจะใช้เข็มที่มีขนาดเล็กและสั้นมาก คนไข้ส่วนใหญ่สามารถฉีดเองที่บ้านได้ อาจมีอาการเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
  • ช่วงก่อนเก็บไข่: อาจรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด หรือหน่วงท้องน้อยคล้ายช่วงก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากมีฟองไข่โตพร้อมกันหลายใบ ถือเป็นอาการปกติที่แสดงว่าร่างกายตอบสนองต่อยาได้ดี
  • วันเจาะเก็บไข่: ไม่รู้สึกเจ็บขณะทำ เพราะจะให้ยาสลบ ทำให้หลับตลอดกระบวนการ (ประมาณ 10–20 นาที)
  • หลังเจาะเก็บไข่: อาจมีอาการปวดหน่วงท้องน้อยหรือแน่นท้องเล็กน้อย อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1–2 วัน เพียงพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ

4. ฝากไข่เก็บได้กี่ปี

เซลล์ไข่ที่แช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -196°C สามารถเก็บรักษาได้นานโดยไม่จำกัดเวลา โดยคุณภาพของไข่จะคงสภาพไว้เหมือนวันที่ถูกแช่แข็ง เพื่อรอเวลาที่พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่สามารถฝากเก็บได้จริงขึ้นอยู่กับข้อกำหนด การให้ความยินยอม และเงื่อนไขของสถานพยาบาล

5. การฝากไข่ปลอดภัยแค่ไหน และมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

การฝากไข่ถือเป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัยสูง แต่อาจมีผลข้างเคียงชั่วคราวจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง และอาการแทรกซ้อนเล็กน้อยที่ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนี้

  • ผลข้างเคียงทั่วไปจากการฉีดยากระตุ้นไข่: อาจมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ ปวดศีรษะ น้ำหนักขึ้นเล็กน้อย หรืออารมณ์แปรปรวน ซึ่งเกิดจากระดับฮอร์โมนในร่างกายสูงขึ้น และจะค่อยๆ หายไปเองเมื่อหมดรอบการรักษา
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะเก็บไข่: อาจมีอาการปวดเกร็งหน่วงๆ บริเวณท้องน้อย หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อยหลังทำกระบวนการ
  • ภาวะรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นมากเกินไป (OHSS): พบได้น้อย แพทย์จะคอยติดตามขนาดและจำนวนฟองไข่อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้

หากมีอาการปวดท้องรุนแรง ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือหายใจติดขัด ควรรีบแจ้งแพทย์ทันทีเพื่อรับการดูแลอย่างถูกวิธี

6. ฝากไข่ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร

โดยทั่วไปการฝากไข่ราคาต่อ 1 รอบกระบวนการจะอยู่ประมาณ 120,000 – 250,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลและขนาดยากระตุ้นไข่ที่ใช้) และหลังจากแช่แข็งแล้ว จะมีค่าฝากรักษาไข่ในถังไนโตรเจนเหลวเพิ่มเติมประมาณ 5,000 – 10,000 บาทต่อปี

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาฝากไข่

  • โรงพยาบาลหรือคลินิกที่เลือกใช้บริการ: แต่ละแห่งจะมีแพ็กเกจ มาตรฐานห้องปฏิบัติการ และโปรโมชันที่แตกต่างกัน
  • ปริมาณยากระตุ้นไข่: ผู้ที่อายุมากหรือตอบสนองต่อยาน้อย อาจต้องใช้ปริมาณยาฮอร์โมนสูงขึ้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  • จำนวนรอบในการทำ: หากการกระตุ้นไข่รอบแรกได้จำนวนไข่ไม่ครบตามเป้าหมาย เช่น ควรได้ 10–15 ใบขึ้นไป อาจจำเป็นต้องทำซ้ำรอบ 2 หรือ 3 ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงขึ้น

7. การฝากไข่หรือแช่แข็งไข่ที่ ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. ดีอย่างไร?

สำหรับใครที่กำลังพิจารณาว่า ฝากไข่ที่ไหนดี ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. (Superior A.R.T.) ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกชั้นนำด้วยจุดเด่นที่น่าเชื่อถือดังนี้

  • เทคโนโลยีและมาตรฐานระดับสากลจากออสเตรเลีย: ด้วยเทคนิคแช่แข็งไข่แบบผลึกแก้ว (Vitrification) ทำให้อัตราการรอดของเซลล์ไข่หลังละลายสูงถึง 95%
  • ห้องปฏิบัติการและทีมผู้ชำนาญการ: เพียบพร้อมด้วยห้องปฏิบัติการทันสมัย ดูแลโดยแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้มีประสบการณ์สูง ทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่กระตุ้น เจาะเก็บ จนถึงแช่แข็งเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด
  • ระบบจัดเก็บระยะยาวที่ปลอดภัยเข้มงวด: มีระบบควบคุมการเก็บรักษาไข่ในถังไนโตรเจนเหลวอย่างรัดกุม ปลอดภัย มั่นใจได้ในคุณภาพเซลล์ไข่ตลอดระยะเวลาการฝาก มีการแยกถังติดเชื้อ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของไข่ ให้ได้คุณภาพดีที่สุด
  • การวางแผนเฉพาะบุคคล: ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้รับบริการแต่ละคน เพื่อให้คุณวางแผนอนาคตได้อย่างสบายใจที่สุด

วิดีโอเกี่ยวกับการฝากไข่

รับชมคลิปสัมภาษณ์ไขข้อสงสัยเรื่องการฝากไข่ (Egg Freezing) ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัวจนถึงห้องเก็บไข่ โดยคุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ และคุณเอ๋ มณีรัตน์

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก