ถามหมอ 💬 กับหมอจิว จิ้มหน้าทำสวย ส่งผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI มั๊ยนะ

 

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว จิ้มหน้าทำสวย ส่งผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI มั๊ยนะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

การจิ้มหน้าทำสวย 💉เป็นหนึ่งในเคล็ดลับการดูแลตัวเองที่สาวๆ หลายคนขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจทำให้คุณแม่ที่กำลังวางแผนจะมีลูกน้อย มีความกังวลว่าการจิ้มหน้าจะส่งผลต่อการตั้งตรรภ์ หรือทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI หรือไม่?

วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ 


คุณเป็น 1 ใน 6 ของประชากรโลก ที่มีภาวะมีบุตรยาก หรือไม่?


รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากภาวะมีบุตรยาก อ้างอิงจากรายงานที่เผยแพร่ใน WHO ที่ระบุว่า กลุ่มคนเหล่านี้คิดเป็น 17.5% ของจำนวนประชากรผู้ใหญ่ หรือประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรทั่วโลกเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุว่าปัญหาภาวะมีบุตรยากนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน อ้างอิงจากอัตราการเกิดภาวะมีบุตรยาก ในประเทศที่มีรายได้สูงประมาณ 17.8% และในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำประมาณ 16.5% ซึ่งจะเห็นว่ามีตัวเลขที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน

โดย Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทาง WHO จึงให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมเรื่องการรักษาภาวะมีบุตรยาก ให้เข้าถึงได้ง่าย มีคุณภาพและมีราคาเหมาะสม

เพราะภาวะมีบุตรยากไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ตามมาอีกด้วย เพราะฉะนั้นว่าที่คุณพ่อคุณแม่อย่าชะล่าใจ จูงมือกันมาตรวจ Couple Checkup เตรียมพร้อมไว้ก่อนได้นะคะ หากคุณเป็น 1 ใน 6 ของประชากรโลกที่มีบุตรยาก จะได้รักษาอย่างทันท่วงที และสามารถมีบุตรได้ก่อนที่จะสายเกินไป

ตรวจให้พร้อม ก่อนจะเป็นคุณพ่อคุณแม่


เป็นที่รู้กันว่า ปัญหาการมีบุตรยากนั้น มีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย และหนึ่งในนั้นก็คือ “คุณภาพของอสุจิที่ไม่ดีพอ” 


คุณภาพอสุจิที่ดี เป็นอย่างไร?

  • มีจำนวนอสุจิที่มากพอ
  • มีการเคลื่อนที่ได้เร็ว
  • เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง
  • มีรูปร่างปกติทั้งส่วนหัวและหาง

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าอสุจิของคุณดีพอ?

“การตรวจวิเคราะห์อสุจิ” (Semen Analysis) คือคำตอบ เพราะการตรวจคุณภาพของอสุจิ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นคุณพ่อ ซึ่งจะทำให้เราทราบคุณภาพของอสุจิในด้านต่างๆ และช่วยหาสาเหตุการมีบุตรยากจากฝ่ายชายอีกด้วย

ดังนั้น การตรวจวิเคราะห์อสุจิจึงเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่สำคัญสำหรับว่าที่คุณพ่อ เพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวนั่นเองค่ะ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.42 𝐖𝐨𝐫𝐥𝐝 𝐄𝐦𝐛𝐫𝐲𝐨𝐥𝐨𝐠𝐢𝐬𝐭 𝐃𝐚𝐲 25 กรกฎาคม วันนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนโลก


“Embryologist หรือ นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน คือใคร ปฏิบัติหน้าที่อะไรกันบ้าง” 


วันที่ 25 กรกฎาคม ของทุกปี ถือเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองของ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งวันนี้เมื่อปี 1978 เป็นวันที่เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก ที่ชื่อว่า Louise Brown ได้ถือกำเนิดขึ้น จากผลงานของ Sir Robert Geoffrey Edwards ซึ่งเป็นนักสรีรวิทยาชาวอังกฤษและเป็นผู้บุกเบิกด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และการปฏิสนธินอกร่างกาย และได้รับรางวัลโนเบลในปี 2010 

เพื่อเป็นเกียรติแก่ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จึงได้กำหนดให้วันที่ 25 กรกฎาคมของทุกปีเป็น World Embryologist Day นั่นเอง 

คุณดวงสมร เลียงกลกิจ ผู้จัดการแผนกห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน จะมาเล่าให้ฟังถึงขั้นตอนต่างๆ และความบทบาทสำคัญของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ด้วยวิธี ICSI


นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน หรือ Embryologist มีบทบาทสำคัญ เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้มีบุตรยากอย่างไร? 

นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน คือผู้ที่ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการการทำเด็กหลอดแก้วในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการเก็บไข่ การคัดเลือกอสุจิที่สมบูรณ์เพื่อนำมาผสมกับไข่ การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน การคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก รวมไปจนถึง การแช่แข็งไข่ อสุจิ และ ตัวอ่อน 

โดยทุกๆ ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะเฉพาะทาง ของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่มีคุณภาพ และเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น 


ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว มีขั้นตอนที่สำคัญได้ดังนี้ 

1. การตรวจหาสาเหตุภาวะมีบุตรยาก : 

ฝ่ายหญิงจะมีการตรวจหาสาเหตุว่ามีความผิดปกติที่ รังไข่ ท่อนำไข่ ผนังมดลูก หรือระดับฮอร์โมน ส่วนฝ่ายชายจะมีการตรวจคุณภาพของอสุจิ ทั้งจำนวน การเคลื่อนไหว ตลอดจนรูปร่างของอสุจิ 

2. กระบวนการกระตุ้นไข่ : 

สำหรับฝ่ายหญิงจะเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ โดยคุณหมอจะให้ฮอร์โมน เพื่อให้ได้ไข่ที่สุกพร้อมกัน หลายๆ ใบ ส่วนฝ่ายชายเตรียมตัวดูแลตัวเอง โดยการงดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อให้ได้อสุจิมีคุณภาพดี 

3. กระบวนการเก็บไข่ :  

เริ่มเข้าสู่กระบวนการในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน สำหรับฝ่ายหญิง เมื่อกระตุ้นไข่ 10-12 วัน ฟองไข่จะโตสมบูรณ์ จะถูกเก็บไข่ออกจากร่างกายผ่านทางช่องคลอด โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์บอกตำแหน่งของฟองไข่ และใช้เข็มเฉพาะดูดเก็บไข่ออกมาพร้อมกับสารน้ำ ส่งให้นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ตรวจหาไข่ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เมื่อพบไข่แล้ว จะทำการเก็บไข่ที่ได้มาเลี้ยงในน้ำยาเลี้ยงไข่ เพื่อรอผสมกับอสุจิในขั้นตอนต่อไป 

4. การเก็บและคัดแยกตัวอสุจิ : 

ฝ่ายชายจะเก็บน้ำเชื้ออสุจิ ด้วยวิธีการช่วยตัวเอง และส่งให้ปฏิบัติการเตรียมอสุจิ โดยการคัดเซลล์ต่างๆ ที่ไม่สมบูรณ์ออก เช่น เศษเซลล์ เม็ดเลือดต่างๆ ที่ปนมากับน้ำเชื้อ โดยจะคัดให้เหลือแต่อสุจิที่มีคุณภาพดี หากฝ่ายชายเคยทำหมัน หรือตรวจไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อ จำเป็นต้องเจาะดูดจากอัณฑะโดยตรง 

5. กระบวนการปฏิสนธิ : 

เมื่อเก็บไข่เรียบร้อย ก็จะทำการผสมด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF ซึ่งเป็นวิธีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่สุด โดยเตรียมอสุจิให้ได้จำนวนที่เหมาะสม และให้อสุจิว่ายเข้าไปหาไข่เอง หรือการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ซึ่งจะเป็นการดูดอสุจิ 1 ตัวเข้าไปในเข็ม และยิงเข้าไปในไข่ ซึ่งจะใช้เครื่องมือและกล้องจุลทรรศน์ที่มีความละเอียดมากในห้องปฏิบัติการ และใช้ความชำนาญของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนด้วย 

6. การเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ : 

กระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) เป็นการเลี้ยงตัวอ่อนด้วยน้ำยาเพาะเลี้ยงตัวอ่อนโดยเฉพาะ ในตู้ควบคุมอุณหภูมิ แสงสว่าง ความชื้น รวมไปจนถึงก๊าซต่างๆ เป็นกระบวนการเลียนแบบให้ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกายมากที่สุด โดยทำการเลี้ยงตัวอ่อนจะมีการติดตามดูพัฒนาการของตัวอ่อนในแต่ละวัน ไปจนถึง ระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst) Day 5 หรือ Day 6 ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนมีความเหมาะสมกับการฝังตัว สามารถใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเกิดการตั้งครรภ์ ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น 

Day 1 :  ติดตามการปฏิสนธิ (16-18 ชั่วโมง หลังการผสมไข่และอสุจิ) ซึ่งการปฏิสนธิปกติ คือการพบ PN หรือ Pronuclear 2 อัน ที่มาจากคุณพ่อและคุณแม่ 

Day 3 :  ติดตามการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อน (66 ชั่วโมง + 2 ชั่วโมง หลังการผสมไข่และอสุจิ) โดยตัวอ่อนที่มีจำนวนเซลล์ตั้งแต่ 6-8 เซลล์ ไม่พบเศษเซลล์อื่นๆ และ vacuole ในตัวอ่อน ถือว่ามีการแบ่งตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี  

Day 4 :  เซลล์จะเริ่มกลับมารวมกัน โดยผิวของเซลล์แต่ละเซลล์จะเข้ามาเชื่อมกัน แต่ยังมีการแบ่งเซลล์ขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าสู่ระยะ Morula มีลักษณะคล้ายๆ ลูกน้อยหน่า  

Day 5 :  เข้าสู่ตัวอ่อนระยะ Blastocyst จะมีกลุ่มเซลล์ 2 กลุ่มที่แยกกันอย่างชัดเจน โดยกลุ่มแรกเรียกว่า Inner Cell Mass หรือกลุ่มเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นทารก ส่วนเซลล์รอบๆ เรียกว่า Trophectoderm หรือกลุ่มเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นรก เกาะกับผนังเยื่อบุโพรงมดลูกของแม่  

Blastocyst Grading จะใช้พยัญชนะ 2 ตัว เช่น เกรด AA หรือเกรด AB 

  • พยัญชนะตัวแรก คือการ Grading ของกลุ่ม Inner Cell Mass  
  • พยัญชนะตัวที่ 2 คือการ Grading ของกลุ่ม Trophectoderm 

A คือดีที่สุด ส่วน B หรือ C ก็จะมีคุณภาพที่ลดลงไป โดยนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการย้ายกลับ หรือสำหรับการตรวจโครโมโซม รวมถึงการเลือกตัวอ่อนเพื่อการแช่แข็ง จะต้องมีเกรดที่ดีทั้ง Inner Cell Mass และ Trophectoderm ซึ่งตัวอ่อนที่มีเกรด CC จะมีโอกาสประสบความสำเร็จลดลง 

การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อน (PGT) จะช่วยเพิ่มโอกาสได้ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ หรือปราศจากยีนก่อโรค ก่อนการย้ายกลับสู่โพรงมดลูก ทำให้ประสบความสำเร็จการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 

7. ย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก : 

นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพดี มีศักยภาพสูงในการฝังตัว และใช้สายย้ายตัวอ่อนขนาดเล็ก ทำการดูดตัวอ่อน เพื่อให้แพทย์สอดสายย้ายตัวอ่อนผ่านปากมดลูกเพื่อวางตัวอ่อนบนเยื่อบุโพรงมดลูก  

8. การแช่แข็งตัวอ่อน : 

ตัวอ่อนที่เหลือหรือไม่ได้ใส่กลับในรอบนั้น รวมถึงตัวอ่อนที่รอผลโครโมโซม จะถูกนำไปแช่แข็งด้วยวิธี Vitrification โดยตัวอ่อนที่แช่แข็ง Blastocyst 1 ตัว จะถูกเก็บไว้ 1 straw มีการจัดเก็บที่ไม่ปนกัน และถูกเก็บในถังที่บรรจุไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ได้หลายปี เป็นวิธีที่ให้อัตราการรอดหลังละลายตัวอ่อนสูงมากถึงมากกว่า 95% และสามารถกลับมาใส่ตัวอ่อนในภายหลังได้โดยไม่ต้องกระตุ้นไข่ใหม่ 

9. การตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม (PGT) : 

ในกรณีที่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม หรือการตรวจ PGT ตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการนำไปตรวจ ควรอยู่ในระยะ Hatching Blastocyst เป็นต้นไป คือมีเซลล์บางส่วนฟักออกมาจากเปลือก โดยการทำ Biopsy หรือตัดชิ้นเนื้อออกไปประมาณ 3-5 เซลล์จากกลุ่มเซลล์ในส่วน Trophectoderm ซึ่งตัวอ่อนระยะนี้จะมีการสร้างและพัฒนาเซลล์มากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสได้รับความเสียหายจึงเกิดขึ้นได้น้อยมาก โดยอัตราการรอดของตัวอ่อนหลังจากการทำ Biopsy มีมากกว่า 95% และไม่ได้เป็นกลุ่มเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับ Inner Cell Mass 

โดยการทำ Biopsy จะใช้เครื่องมือเดียวกับการทำ ICSI แต่เข็มจะมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อใช้ดูดเซลล์เข้าไปและใช้เลเซอร์ในการยิงเพื่อตัดชิ้นเนื้อได้ง่ายขึ้น และส่งเซลล์ที่ตัดมานั้นให้กับห้องปฏิบัติการพันธุศาสตร์ 

หลังจากส่งเซลล์ไปตรวจโครโมโซมแล้ว จะรอประมาณ 2-3 ชั่วโมงเพื่อให้ตัวอ่อนกลับมาฟื้นฟูจนกลายเป็นตัวอ่อนระยะ Blastocyst เต็มที่ จึงนำตัวอ่อนไปแช่แข็งไว้ เพื่อรอผลโครโมโซมต่อไป 

10. การติดตามผลการตั้งครรภ์ : 

หลังจากย้ายตัวอ่อนไป 12 วัน จะมีการตรวจการตั้งครรภ์และตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อคอนเฟิร์มว่าตัวอ่อนมีการฝังตัว 


ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และเตรียมอสุจิของ Superior A.R.T. ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน ISO 15189 ที่วัดระบบคุณภาพและความสามารถของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ รวมไปถึงงานคุณภาพทั้งหมดของคลินิค ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพจาก ISO 9001 เพื่อการทำงานมีคุณภาพ ทั้งในเรื่องของห้องปฏิบัติการ การรายงานผล หรือการตรวจสอบเครื่องมือ ให้พร้อมใช้งานและอยู่ในเกณฑ์ตามมาตรฐานสากล 

ในทุกๆ วัน ก่อนจะเริ่มปฏิบัติงาน นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะตรวจความเรียบร้อยและความพร้อมของตู้เลี้ยงตัวอ่อนและเครื่องมือต่างๆ โดยทำการตรวจเช็ค อุณหภูมิ ระบบแก๊ส ไปจนถึง VOC  

ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วนั้น การระบุตัวตนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จำเป็นจะต้องมีการทำ Double-Checking โดยระหว่างที่คนหนึ่งทำงาน จะมีอีกหนึ่งคนคอยตรวจสอบว่าสิ่งที่กำลังปฏิบัตินั้น จะต้องตรงกับเอกสาร และที่ Superior A.R.T มีอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้การระบุตัวตนนั้นถูกต้องมากยิ่งขึ้น คือการใช้ Electronic Witness หรือที่เรียกว่า Gidget® 

การทำ Gidget® จะมี QR code ติดอยู่ที่หลอดเก็บอสุจิหลังเตรียม จานเลี้ยงไข่และตัวอ่อน โดยจะต้องสแกน QR code คู่กันให้ถูกต้อง ถ้าผิดคนจะเริ่มงานไม่ได้  

นอกจากนี้นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ยังมีส่วนช่วยแพทย์ ในการประเมินผลการรักษาของคนไข้อีกด้วย โดยวิเคราะห์จากประวัติการรักษาที่ผ่านมาทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ประวัติการเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อหาสาเหตุและใช้เทคนิคที่เหมาะสม เพื่อให้ได้คุณภาพของตัวอ่อนที่ดีขึ้นและประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากที่สุด  

ที่ Superior A.R.T. นอกจากจะมีห้องแล็บเลี้ยงตัวอ่อนเป็นของตัวเองแล้ว ยังมีห้องแล็บพันธุศาตร์ Genetics ทำให้สามารถตรวจไข่ อสุจิ และตัวอ่อน และวิเคราะห์ผลจบได้ในที่เดียว โดยไม่จำเป็นต้องขนย้ายออกไปตรวจที่อื่นเลย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาการมีบุตร สามารถติดต่อที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 41 พาชมแล็บเลี้ยงตัวอ่อน และ แล็บตรวจเซลล์ตัวอ่อน


หลายคนอาจสงสัยว่าหลังจากกระตุ้นไข่และเก็บไข่เรียบร้อยแล้ว ไข่จะถูกเก็บไว้ที่ไหน? วันนี้ดอกเตอร์เก๋จะพาไปทัวร์ห้องแล็บทั้งหมดของคลินิค Superior A.R.T. เพื่อให้เห็นภาพการทำงานว่าคุณหมอประสานงานกับนักวิทย์อย่างไร ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว


เริ่มจากก่อนเข้าห้องแล็บ จะมีโซนเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทย์ทั้ง embryologists และ geneticists เข้าได้เท่านั้น 

ห้องแล็บจะแบ่งออกเป็น 3 ห้องหลักๆ ซึ่งทุกห้องมาตรฐานระดับสากล ISO 15189, ISO 15190 และ ISO 9001 ในการรองรับคุณภาพและความสามารถ รวมถึงความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข 

1. ห้องแล็บสเปิร์ม หรือ Andrology ใช้ในการเตรียมสเปิร์มทั้งหมด  


2. ห้องเลี้ยงตัวอ่อน หรือ Embryology ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดเรื่องความสะอาด จึงต้องมีประตู 2 ชั้น เมื่อทุกคนเข้ามาหมดแล้วก็จะปิดประตูบานแรกก่อน หลังจากนั้นถึงจะสามารถเข้าไปในห้องได้ 

ภายในห้องนี้จะเป็นพื้นที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงตัวอ่อนทั้งหมด โดยมีการแบ่งโซนอย่างชัดเจน และมีการจัดการพื้นที่ให้เป็นทางเดินแบบ One-way เพื่อให้คนเดินสวนกันน้อยที่สุด เพื่อลดอันตรายและอุบัติเหตุจากการทำงาน 

ซึ่งในห้องนี้จะมีหน้าต่างหลายช่อง เช่น หน้าต่างที่เชื่อมกับห้องผ่าตัด เพื่อเพิ่มความสะดวกเวลาเก็บไข่ โดยจะมีตู้ควบคุมอุณหภูมิและแก๊ส ให้มีสภาวะที่เหมาะสม และบริเวณตรงกลางห้องจะเป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อน 2 แบบ คือ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® ซึ่งเป็นตู้ที่มีกล้องอยู่ในตัว สามารถดูตัวอ่อนได้จากหน้าจอโดยไม่ต้องนำออกมา และตู้แบบดั้งเดิม ที่ต้องนำตัวอ่อนออกมาเพื่อดูพัฒนาการของตัวอ่อนด้วยกล้องจุลทรรศน์ 

ภายในห้องนี้ยังมีเครื่องมือสำหรับทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI โดยการคัดสเปิร์ม 1 ตัว ยิงเข้าไปในไข่ 1 ใบ และการทำ Biopsy หรือการดึงเซลล์เพื่อนำไปตรวจโครโมโซมตัวอ่อนที่ห้อง Genetics ต่อไป นอกจากนี้ก็มีตู้เตรียมน้ำยา สเตชั่นสำหรับการแช่แข็งตัวอ่อนและการละลายตัวอ่อน และมีห้องแยกเพื่อใช้เก็บตัวอ่อน ไข่ หรือสเปิร์มที่ถูกแช่แข็งอยู่ในถัง 

ที่สำคัญในห้องนี้ยังมีเครื่องฟอกอากาศ 5-6 เครื่อง เพื่อควบคุมอากาศให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม รวมถึงมี HEPA ฟิลเตอร์ช่วยฟอกอากาศจากฝุ่นและกลิ่น และมีการรักษาความดันในห้องนี้ให้เป็น Positive Pressure เพื่อไม่ให้ฝุ่นที่อยู่ด้านนอกเข้ามาในห้อง 


3. ห้อง Genetics ใช้ในการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับห้องเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อลดความเสี่ยงและอุบัติเหตุในการขนย้ายตัวอย่าง ซึ่งภายในห้อง Genetics จะมีห้อง Transfer Room หรือห้องที่นำเซลล์ตัวอย่างของ Embryo ที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ มาย้ายลงหลอดทดลอง เพื่อนำไปตรวจ ด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยทุกๆ จานที่ใส่เซลล์จะมีบาร์โค้ดที่สามารถบอกได้ว่าอยู่ในขั้นตอนไหน ช่วยลดการเกิดความผิดพลาดในการหยิบจานเพาะเลี้ยงผิด หรือแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ในกรณีที่ยิงบาร์โค้ดผิด จะมีเสียงแจ้งเตือนพร้อมไฟสีแดง ทำให้ไม่สามารถทำขั้นตอนใดๆ ต่อไปได้อีกจนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง  

อีกทั้งในห้องนี้ยังมีการบันทึกวิดีโอ และมีนักวิทย์ Genetics อีก 1 ท่าน คอยช่วยสังเกตการณ์ในการทำงาน 

หลังจากที่ย้ายตัวอย่างจากจานมาใส่ในหลอดทดลองเรียบร้อยแล้ว ก็จะไปที่ห้อง PCR Cleaning Room ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ในการเตรียมน้ำยาเพื่อใช้ Amplify ให้ตัวอย่างขยายตัวเป็นล้านๆ เซลล์ มีการเตรียม ปฏิกิริยาและเตรียมน้ำยาผสมเข้าด้วยกันกับเซลล์ตัวอ่อน โดยที่ยังไม่เกิดปฏิกริยาใดๆ ทั้งสิ้น  

ซึ่งในห้องนี้จะมีหลายสเตชั่น เช่น สเตชั่นกล่อง UV เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ทุกวันก่อนเลิกงานนักวิทย์จะทำความสะอาดทุกอย่างในตู้และห้อง และมีการจดบันทึกสารเคมีและน้ำยาต่างๆ ในตู้เย็น 

ต่อมาก็จะย้ายไปที่ห้องขยายตัวอย่างจำนวนเซลล์ ที่ขยายได้ล้านๆ เซลล์ โดยใช้เครื่อง PCR เพื่อนำไปตรวจดูความผิดปกติของโครโมโซม 

และตัวอย่างที่ขยายเป็นล้านๆ เซลล์นี้จะถูกส่งไปยังห้องสุดท้าย คือ ห้อง Analysis สำหรับวิเคราะห์และแปลผล โดยจะมีส่วนที่เอาไว้ทำ Karyomapping ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการตรวจคัดกรองตัวอ่อนในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีปัญหาเรื่องโรคพันธุกรรม โดยสามารถทำได้เองทั้งหมดที่แล็บนี้ 

อีกทั้งยังมี Fume Hood ตัวช่วยในการลดสารพิษที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ เพื่อป้องกันนักวิทย์จากน้ำยาที่เป็นพิษที่ไม่ควรสูดดมนาน 

และสุดท้ายห้อง NGS สำหรับตรวจดูว่าโครโมโซมของ Embryo แต่ละตัวมีความผิดปกติไหม และมีการขาดหรือเกินของโครโมโซมหรือไม่ โดยใช้เครื่อง Next-Generation Sequencing (NGS) (MiSeq) เพื่อวิเคราะห์ผลออกมาว่าตัวอ่อนแต่ละตัวมีความผิดปกติหรือไม่ 

โดยข้างๆ กันจะมีเครื่องที่ใช้ทำ Karyomapping เพื่อใช้ตรวจดูตัวอ่อนว่ามีความปกติที่เกิดจากโรคพันธุกรรมหรือไม่ และสามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนไปพร้อมกันได้ด้วย ทำให้สามารถคัดกรองตัวอ่อนที่มีคุณภาพ เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น ซึ่งทางแล็บสามารถตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมได้หลายโรคเช่น ธาลัสซีเมีย, ตาบอดสี, หูหนวก, ผิวเผือก, กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคเมแทบอลิก ที่ทำให้มีพัฒนาการช้าในเรื่องของสติปัญญาหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย 

เรียกได้ว่า ที่คลินิค Superior A.R.T. มีห้องแล็บที่มีคุณภาพ ตอบรับทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มกระตุ้นไข่ไปจนถึงการออกผลตรวจ รวมถึงมีนักวิทย์ฯ และทีมงานที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมดูแลคุณพ่อคุณแม่ทุกคน 

การตรวจคัดกรองโครโมโซม PGT-A คืออะไร ?


PGT-A (หรือเดิมเรียกว่า PGS) คือ การตรวจคัดกรองโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว ซึ่งเป็นเทคนิคการวิเคราะห์หาความผิดปกติของโครโมโซมทั้ง 23 คู่

โดยที่ Superior A.R.T. เราใช้เทคนิค NGS (Next Generation Sequencing) ในการตรวจคัดกรองโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม และการลดความเสี่ยงของการแท้งบุตร ด้วยเทคนิคนี้จะทำให้นักพันธุศาสตร์สามารถเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติเพื่อนำไปฝังตัวต่อไปได้

ข้อดีของการตรวจคัดกรอง PGT-A คือช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จ โดยมีผลว่า ผู้ที่ตรวจคัดกรอง PGT-A มีอัตราการตั้งครรภ์ต่อการรักษา 1 ครั้ง ที่ 74% นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และลดความเสี่ยงที่จะมีบุตรที่ผิดปกติทางพันธุกรรมได้อีกด้วยค่ะ


แล้วการตรวจคัดกรอง PGT-A เหมาะกับใครบ้าง?

  • คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • คู่สมรสที่มีประวัติการตั้งครรภ์บุตรที่มีความผิดปกติของโครโมโซม
  • คู่สมรสที่มีประวัติแท้งบุตร 2 ครั้งขึ้นไป เนื่องมาจากความผิดปกติของโครโมโซมหรือไม่ทราบสาเหตุ
  • คู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยาก และเคยพบปัญหาตัวอ่อนไม่ฝังตัวอย่างน้อย 2 ครั้ง
  • คู่สมรสที่ต้องการเลือกเพศของบุตรด้วยเหตุผลทางการแพทย์
  • คู่สมรสที่มีความผิดปกติของโครโมโซม เช่น มีการสลับตำแหน่งของโครโมโซม

อัตราการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติของสาวๆ แต่ละช่วงอายุ ใน 1 ปี


รู้หรือไม่ว่า ผู้หญิงทุกคนจะมีช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตั้งครรภ์ หรือเรียกว่าช่วงอายุเจริญพันธุ์ โดยจะเป็นช่วงที่ผู้หญิงอายุประมาณ 20-30 ปี ถึงแม้จะยังคงมีประจำเดือนได้จนถึงอายุประมาณ 50 ปี แต่ในช่วง 10 ปีหลัง โอกาสที่จะมีลูกได้เองนั้นถือว่าน้อยมาก เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น จำนวนไข่ลดลง ไข่ที่มีคุณภาพดีน้อยลง ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลงตามไปด้วย 

เมื่อผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือน โดยเฉลี่ยแล้วจะมีไข่ประมาณ 300,000-500,000 ฟอง แต่เมื่ออายุ 37 ปี จำนวนไข่จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 25,000 ฟอง และลดลงเหลือเพียง 1,000 ฟองหรือน้อยกว่านั้นเมื่ออายุ 51 ปี สอดคล้องกับข้อมูลสถิติเกี่ยวกับโอกาสในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติของผู้หญิงอายุ 20-30 ต้นๆ อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 4 ในแต่ละรอบเดือน แต่เมื่ออายุ 40 ปี โอกาสจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น โดยอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี มีโอกาสตั้งครรภ์ภายใน 1 ปี อยูที่ 85% เมื่ออายุ 30 ปี โอกาสจะลดลงเหลือ 75% เมื่ออายุ 35 ปี โอกาสจะลดลงเหลือ 66% และเมื่ออายุ 40 ปี โอกาสตั้งครรภ์จะเหลือเพียง 44% เท่านั้น

แม้ว่าโอกาสในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ที่สามารถช่วยให้ความฝันของการเป็นแม่เป็นจริงได้มากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่ต้องการมีบุตรในวัยที่สูงขึ้น โดย Superior A.R.T. เป็นคลินิกชั้นนำด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะมีบุตรยากในภูมิภาคเอเชีย ด้วยประสบการณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมดูแลและให้คำปรึกษาคุณแม่ทุกท่าน เพื่อสานฝันในการมีบุตรของคุณเป็นจริงได้

ที่มา: https://www.healthline.com/health/pregnancy/how-old-is-too-old-to-have-a-baby#success-by-age

ติดตามช่องทางอื่นๆ ของเรา ผ่าน LINE OA คอนเทนต์ที่คุณจะไม่พลาด โปรโมชั่นลับเฉพาะสำหรับเพื่อนไลน์


รู้ดีลลับโปรเด็ด สำหรับเพื่อนไลน์ ใครที่ไม่อยากพลาดดีลพิเศษ คอนเทนต์ดีๆ และข่าวสารล่าสุดจากเราก่อนใคร อย่าลืมเพิ่มเพื่อน Superior A.R.T. ผ่านช่องทาง LINE OA : @superiorart

หรือคลิกที่ลิงค์นี้ https://lin.ee/PNs9KvZ เพื่อเพิ่มเพื่อนได้เลยค่ะ 
ใครที่อยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทีมงานของ Superior A.R.T. ก็พร้อมให้คำปรึกษานะคะ 💙

The magic number ไข่คุณภาพดีที่สุด คือช่วงไหนกันนะ


รู้หรือไม่ว่า หลายๆ ประเทศ เช่น สิงคโปร์ มีการกำหนดอายุสูงสุดที่เหมาะกับการแช่แข็งไข่ไว้ไม่เกิน “35 ปี” อ้างอิงจากงานวิจัยจากประเทศจีนที่ตีพิมพ์ใน Obstetrics and Gynaecology Research* ที่ระบุว่าผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี มีโอกาสคลอดบุตรจากไข่ที่ถูกแช่แข็งไว้ น้อยกว่าผู้หญิงอายุ 30-34 ปี ถึง 45% 

จากการวิจัยนี้ ทางการสิงคโปร์ จึงได้ออกนโยบายสนับสนุนให้ผู้หญิงแช่แข็งไข่ไม่เกินอายุ 35 ปี ก่อนที่การแช่แข็งไข่นั้นจะกลายเป็นการเสียเวลา พลังงาน และค่าใช้จ่าย

ดังนั้นจะบอกว่า The Magic Number หรือช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแช่แข็งไข่ คือ 31-34 ปี หรือก่อน 35 ปี คงไม่ผิดนัก เพราะเป็นช่วงที่ไข่สมบูรณ์ มีจำนวนมาก ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ในอนาคตได้นั่นเองค่ะ

สาวๆ ที่กำลังลังเลว่าเมื่อไหร่จะฝากไข่ดี อย่าปล่อยให้เวลาช่วง The Magic Number ผ่านเลยไปนะคะ

สำหรับสาวๆ ที่กำลังจะวางแผนแช่แข็งไข่ ที่ Superior A.R.T. มีแพ็กเกจให้เลือก พร้อมกับโปรโมชั่นดีๆ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : น้ำอสุจิหลั่ง ใช่ว่าจะมีลูกได้

 


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

น้ำอสุจิ มีหน้าที่หลักในการนำสเปิร์มไปยังไข่ของผู้หญิง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ คู่รักหลายคู่จึงเข้าใจว่า การมีเพศสัมพันธ์แล้วมีน้ำอสุจิหลั่ง ก็จะทำให้มีลูกได้เลย 

เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่? วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​