สาวๆ ภาคไหนมีภาวะโลหิตจางมากที่สุด

สาวๆ ภาคไหนมีภาวะโลหิตจางมากที่สุด

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ได้มาพูดถึงเรื่องภาวะโลหิตจางบนเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ว่า ปัญหาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในกลุ่มวัยเจริญพันธุ์มีอัตราที่สูง โดยเฉพาะใน “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น การขาดสารอาหาร, การสูญเสียเลือดอย่างฉับพลัน หรือจากการตั้งครรภ์ โดยผลกระทบของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก จะส่งผลทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เวียนหัว และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น 

ที่สำคัญก็คือ ในกลุ่มผู้หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรง จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของมารดาและทารกที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์จะสูญเสียธาตุเหล็กจากการมีประจำเดือนทุกเดือน ทำให้เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางและภาวะขาดโฟเลท ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์

สำหรับคู่รักที่กำลังจะวางแผนมีเบบี๋ แต่ยังมีความกังวลเรื่องสุขภาพ ที่ Superior A.R.T. มีการตรวจสุขภาพสำหรับคู่รัก ตรวจหาสาเหตุภาวะมีบุตรยาก ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นดีๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนมีลูกน้อย ประเมินความพร้อมในการตั้งครรภ์ และช่วยตรวจดูปัญหาสุขภาพที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ล่วงหน้า ทำให้คุณสามารถวางแผนการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อความปลอดภัยของลูกในอนาคต

ถามหมอ 💬 กับหมอโฟม : เป็นโรคซึมเศร้าส่งผลต่อการมีบุตรยากไหม ?

 


ถามหมอ 💬 กับหมอโฟม

ปัจจุบัน โรคซึมเศร้า กลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้มากขึ้นในสังคม โดยเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด, ฮอร์โมน, เหตุการณ์สำคัญในชีวิต และอื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งการเผชิญกับโรคซึมเศร้า อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยในหลายด้าน จนทำให้เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิต รวมถึงสร้างความกังวลใจให้กับคู่รักที่กำลังวางแผนจะมีลูก ที่อาจจะมีความกังวลว่าโรคซึมเศร้าที่กำลังเผชิญอยู่นั้น จะส่งผลกระทบต่อการมีลูกยากหรือไม่?

วันนี้คุณหมอโฟม พญ.ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ 


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 39 : Mosaic โครโมโซม ไปต่อหรือพอก่อนดี



ในสมัยก่อนเราอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องผลตรวจโครโมโซมก้ำกึ่ง แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีขึ้น  จากการทำเด็กหลอดแก้วทั่วๆ ไป ก็พัฒนาเป็นการแช่แข็งตัวอ่อนและมีการตรวจโครโมโซมของตัวอ่อน

การตรวจโครโมโซมในสมัยก่อนใช้เทคนิคที่เรียกว่า Fish ที่สามารถตรวจโครโมโซมได้แค่ 5 คู่ ก็ได้พัฒนาให้สามารถตรวจเพิ่มเป็น 9 คู่ 12 คู่ และพัฒนาไปเป็นเทคนิค CGH จนถึงเทคนิคในปัจจุบันที่ใช้กันทั่วไป ก็คือเทคนิค NGS หรือ Next Generation Sequencing ที่มีความละเอียดสูง ทำให้สามารถแปลออกผลมาได้ละเอียดมาก จนมีความก้ำกึ่งเกิดขึ้น หรือที่เรียกว่า Mosaic Embryo


สาเหตุของ Mosaic เกิดได้จากอะไรบ้าง?

หลังจากที่ทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ที่ยิงอสุจิเข้าไปในไข่ จะมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นเป็นตัวอ่อนที่ Day 1 หรือเรียกว่า 2PN หลังจากนั้นตัวอ่อนจะแบ่งจาก 1 เซลล์ เป็น 2 เซลล์ เป็น 4 เซลล์ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่ 5 ตัวอ่อนจะแบ่งเซลล์มากขึ้น ไปจนถึงระยะ Blastocyst ซึ่งจะมีเซลล์อยู่ทั้งหมดประมาณ 50-100 เซลล์ โดยเซลล์จะแบ่งกันทำหน้าที่เป็น 2 ส่วน คือ เซลล์กลุ่มที่เกาะกลุ่มกันอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เรียกว่า Inner Cell Mass ซึ่งในอนาคตจะกลายไปเป็นตัวเด็ก ส่วนเซลล์รอบๆ เรียกว่า Trophectoderm ในอนาคตจะกลายไปเป็นเนื้อรก และตรงกลางก็จะกลายไปเป็นน้ำ

โดย Mosaic เกิดขึ้นจากความผิดปกติในขณะที่เซลล์กำลังแบ่งตัว เช่น จาก 1 ไปเป็น 2 เซลล์ แล้วมีโครโมโซมผิดปกติเกิดขึ้น เซลล์ที่ผิดปกตินี้เพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับเซลล์ที่ปกติ ทำให้ตัวอ่อนที่มาจาก 1 เซลล์ ที่ปกติควรจะมีโครโมโซมแบบเดียวกันทั้งหมด กลายเป็นมีโครโมโซม 2 แบบ ทำให้ตรวจออกมามีผลเป็น Mosaic Embryo ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 5-15% ในทุกกลุ่มอายุ

โดยปกติแล้วในทุกๆ เซลล์ของตัวอ่อนควรจะมีโครโมโซมแบบเดียวกันทั้งหมด เช่น สีน้ำเงินคือปกติ ก็จะต้องปกติทุกเซลล์ สีแดงคือผิดปกติ ก็จะผิดปกติทุกเซลล์ แต่ในกรณีที่เป็น Mosaic จะมีทั้งเซลล์ที่ปกติและผิดปกติปะปนกัน

ในขั้นตอนในการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน จะดูดเซลล์ของตัวอ่อนในส่วนที่จะกลายไปเป็นเนื้อรกประมาณ 5-10 เซลล์ จากตัวอ่อนในระยะที่มี 50-100 เซลล์ หากดูดได้เซลล์สีฟ้าทั้งหมด ผลโครโมโซมของตัวอ่อนจะออกมาว่าปกติทั้งหมด หากดูดได้เซลล์สีแดงคือผิดปกติ แต่ถ้าเป็นตัวอ่อน Mosaic ก็คือจะได้ทั้งสีฟ้าและสีแดง ทำให้ผลโครโมโซมออกมาเป็นก้ำกึ่ง


Mosaic เกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง?

1. ความผิดปกติของตัวอ่อน ที่มีการแบ่งตัวผิดปกติจริง

2. เทคนิคของแล็บที่ทำ IVF ในช่วงการทำ Biopsy หรือการดูดเซลล์จากตัวอ่อน หากนักวิทยาศาสตร์ทำไม่ถูกต้อง เช่น ตัดเซลล์ไม่ถึงขอบเซลล์ แต่ตัดแค่ตรงกลางของเซลล์ใดเซลล์หนึ่ง ก็อาจจะทำให้ได้ผลโครโมโซมที่ก้ำกึ่ง หรืออาจเกิดจากวิธีการขนส่งและการเตรียมไม่ถูกต้อง ก็อาจจะมีโอกาสทำให้เกิด Mosaic มากขึ้นได้


การย้ายตัวอ่อนที่เป็น Mosaic จะมีผลกระทบอะไรบ้าง?

1. อัตราการตั้งครรภ์น้อยลง เพราะโอกาสที่ตัวอ่อนจะสามารถฝังตัวเข้าไปในโพรงมดลูกจะต่ำกว่าตัวอ่อนที่ปกติ

2. อัตราการแท้งเพิ่มขึ้น


การแปลผล NGS แบบไหนถึงเรียกว่าเป็น Mosaic?

โดยทั่วไปหากการแปลผลออกมาชัดเจน เช่น ผลปกติแน่นอน จะเห็นเส้นอยู่ในระดับปกติทั้งหมด หรือผลผิดปกติชัดเจน เช่น โครโมโซมที่ 7 ขาดหายไป ซึ่งจะเห็นว่าเส้นมันขาดหายไป

แต่หากผลเป็น Mosaic เส้นจะขาดหายไปแค่กึ่งกลาง ทำให้การแปลผลออกมาว่าโครโมโซมนั้นขาดหายไปกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปอร์เซ็นต์จะมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะย้ายตัวอ่อนหรือไม่

เปอร์เซ็นต์การตั้งครรภ์จากตัวอ่อนที่ปกติ จะอยู่ที่ประมาณ 50-70% ของการตั้งครรภ์ ต่อการย้ายตัวอ่อน 1 ครั้ง ในกรณีที่มี Mosaic หลายโครโมโซม เปอร์เซ็นต์การตั้งครรภ์จะลดลงเหลือแค่ 12%

แต่ถ้ามี Mosaic ของโครโมโซมแค่บางตัว เปอร์เซ็นต์การตั้งครรภ์จะอยู่ที่ 12-60% เรียกได้ว่าโอกาสการตั้งครรภ์จะลดลง เมื่อเทียบกับตัวอ่อนปกติ


Mosaic แบบไหนที่สามารถย้ายได้?

ในกรณีที่มีตัวอ่อนปกติ แน่นอนว่าต้องเลือกตัวอ่อนที่ปกติใส่ก่อน แต่ถ้าในกรณีที่ไม่มีตัวอ่อนที่ปกติเลย ถึงจะพิจารณาการย้ายตัวอ่อน Mosaic หรือหากคนไข้กังวลการใส่ตัวอ่อน Mosaic อาจจะต้องพิจารณาการกระตุ้นไข่ใหม่อีกครั้ง จนกว่าจะได้ตัวอ่อนที่ปกติ

ส่วนกรณีที่มีจำนวนไข่น้อยและกระตุ้นไข่ทำมาแล้วหลายรอบ แต่ไม่ได้ตัวอ่อนที่ปกติเลย การใส่ตัวอ่อน Mosaic จะพิจารณาจาก

1. เปอร์เซ็นต์ของ Mosaic ยิ่งเปอร์เซ็นต์ของ Mosaic สูงตัวอ่อนมีโอกาสที่จะผิดปกติมาก การเลือกใส่ตัวอ่อนที่มีเปอร์เซ็นต์ของ Mosaic น้อยที่สุดก็จะปลอดภัยที่สุด

จากข้อมูลงานวิจัยอ้างอิงของ PGDIS 2021 พบว่าในกรณีที่คนไข้ที่ไม่ได้เอาตัวอ่อนไปใส่ และบริจาคให้กับศูนย์ โดยศูนย์ได้นำเอาตัวอ่อนไปตรวจโครโมโซมซ้ำอีกครั้ง พบว่าตัวอ่อนที่ Mosaic เปอร์เซ็นต์ต่ำบางครั้งก็อาจพบผลเป็นปกติ หรืออาจยังเป็น Mosaic ที่เปอร์เซ็นต์ต่ำๆ อยู่ แต่ถ้าเปอร์เซ็นต์ของ Mosaic สูงก็มีโอกาสมากที่ตัวอ่อนนั้นจะผิดปกติจริงๆ

2. การเลือกแท่งของโครโมโซมที่ผิดปกติ ซึ่งวิธีนี้อาจจะมีความซับซ้อนมาก เพราะต้องเช็กให้แน่ใจว่าโครโมโซมแท่งไหนที่อันตรายไม่ควรใส่ และดูว่าจำนวนของโครโมโซมที่เป็น Mosaic กี่แท่ง เช่น ถ้าผิดปกติ 3 แท่งก็มีความเสี่ยงสูงมากกว่าผิดปกติแค่ 1 แท่ง สำหรับในกรณีที่เปอร์เซ็นต์ของ Mosaic เท่ากัน เช่น 30% เท่ากันทั้ง 2 ตัว และเป็นโครโมโซมแท่งที่ใส่ได้ ไม่อันตราย ควรจะเลือกจากรูปร่างของตัวอ่อนที่สวยกว่าเป็นหลัก


เปอร์เซนต์การตั้งครรภ์ ในกรณีที่ย้ายตัวอ่อน Mosaic อยู่ที่เท่าไหร่?

อยู่ที่ 15-47% โดยจะขึ้นอยู่กับชนิดของ Mosaic, เปอร์เซ็นต์ของ Mosaic, และจำนวนแท่งโครโมโซมที่ผิดปกติ โดยมีเปอร์เซ็นต์แท้ง 7-31%

ในคนไข้ที่ท้องและสามารถประคับประคองได้จนถึงคลอด แล้วพบว่าเด็กไม่ผิดปกติหรือพิการเลย อาจเป็นเพราะว่าร่างกายมีการปรับตัวและมีกลไกทางธรรมชาติให้ตัวเองอยู่รอดได้ ในตัวอ่อน Mosaic ที่มีเซลล์ปกติ ถ้าท้องได้ เซลล์ปกตินั้นจะแบ่งตัวไปทดแทนเซลล์ที่ผิดปกติ นอกจากนี้ร่างกายยังมีกลไกบางอย่างที่ผลักเซลล์ที่ผิดปกติให้ไปอยู่ที่เนื้อรก ให้เหลือแค่เซลล์ปกติที่จะกลายไปเป็นตัวเด็ก ซึ่งถือเป็นกลไกของร่างกายที่พยายามช่วยเหลือตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ใส่ตัวอ่อน Mosaic แล้วตั้งครรภ์ คุณแม่จะต้องตรวจคอนเฟิร์มว่าตัวอ่อนตัวนั้นเป็น Mosaic จริงๆ หรือร่างกายสามารถชดเชยและกลายเป็นตัวอ่อนที่ปกติได้ โดยการตรวจ NIPT หรือ Fetal Cell-Free DNA ที่หลายคนอาจจะรู้จักในนาม Panorama หรือ Nifty โดยบางครั้งการตรวจ NIPT จะครอบคลุมแค่ 5 โครโมโซมหลักๆ คือ 13, 18, 21, X, Y ซึ่งต้องเลือก NIPT ชนิดที่ครอบคลุมโครโมโซมที่เป็น Mosaic ด้วย แต่หากยังไม่มั่นใจควรไปเจาะน้ำคร่ำ เพื่อให้ได้ผลตรวจที่คอนเฟิร์มและแม่นยำกว่า

ส่วนกรณีที่มีความซับซ้อน และมีแค่บางส่วนของโครโมโซมที่ผิดปกติ อาจจะต้องเจาะน้ำคร่ำ และนำไปตรวจโครโมโซมที่ละเอียดมากกว่าการเจาะน้ำคร่ำทั่วไป


จากประสบการณ์ของ Superior A.R.T. ที่ใส่ตัวอ่อนที่เป็น Mosaic ทั้งหมด 14 เคส คนไข้ตั้งครรภ์ 7 เคส และคอนเฟิร์มว่าเป็นตัวอ่อนปกติจนถึงคลอดลูกออกมาปกติ 5 จาก 7 เคส อีก 2 เคสยังอยู่ในระหว่างรอผลเจาะน้ำคร่ำ

สรุปสั้นๆ ก็คือ Mosaic สามารถใส่ได้ถ้าไม่มีตัวอ่อนปกติ แต่จะต้องคอยติดตามและดูแลเรื่อยๆ ว่าจะมีปัญหาอะไรหรือไม่

World Embryologist Day 25 July 2024 นักวิทย์มือทองที่มีส่วนช่วยสร้างโอกาสความสำเร็จ

รู้หรือไม่? ทุกๆ วันที่ 25 กรกฎาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวัน World Embryologist Day หรือวันนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน บุคคลสำคัญในกระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยากของคุณพ่อคุณแม่หลายคู่ทั่วโลก

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทำเด็กหลอดแก้วในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกสเปิร์มที่สมบูรณ์ เพื่อนำมาผสมกับไข่ จนกลายเป็นตัวอ่อน การดูแลสุขภาพตัวอ่อน (embryo culture) ให้สมบูรณ์แข็งแรง ไปจนถึงการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ให้กับคุณแม่

โดยทุกๆ ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะเฉพาะของนักวิทย์ศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน เพราะนักวิทย์มือทองจะรู้ดีว่าตัวอ่อนจะเติบโตอย่างไร และอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโต ซึ่งความรู้เหล่านี้สำคัญมากในการทำให้กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วประสบความสำเร็จ

สรุปง่ายๆ ก็คือการทำเด็กหลอดแก้วนั้นจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่มี “นักวิทย์มือทอง” ผู้ช่วยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการสานฝันคู่รักที่อยากจะมีเบบี๋ให้เป็นจริง

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ทานไข่อย่างไร ให้ช่วยบำรุงก่อนตั้งครรภ์ ?


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

“ไข่” 🥚 เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องการบำรุงสำหรับคุณแม่ก่อนตั้งตรรภ์ เพราะเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่มีคุณประโยชน์มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน หากทานไข่ในปริมาณที่มากเกินไป ระดับไขมันคอเลสเตอรอลก็จะสูง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ได้

แล้วสำหรับคุณแม่ที่อยากทานไข่เพื่อบำรุงก่อนตั้งครรภ์ ต้องทานวันละกี่ฟองถึงจะพอดี ?

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยากที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 38 : ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน ลดความเสี่ยงได้ลูก “ดาวน์ซินโดรม”


ภาวะดาวน์ซินโดรม เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 ที่เกินมา 1 แท่ง ซึ่งโครโมโซมที่เกินมานั้นก่อให้เกิดความผิดปกติในการสร้างอวัยวะหลายๆ ระบบของร่างกาย เช่น สมอง ทำให้เกิดความบกพร่องทางด้านปัญญา โครงสร้างของหัวใจ เช่น หัวใจรั่ว ต่อมไร้ท่อ และระบบเลือด

ซึ่งส่วนใหญ่ภาวะดาวน์ซินโดรมจะเกิดขึ้นจากความผิดปกติของไข่ผู้หญิง มากกว่าสเปิร์มของผู้ชาย โดยปกติเมื่อไข่พัฒนาจนถึงขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะมาผสมกับสเปิร์มตามธรรมชาติ หรือก่อนที่จะเก็บไข่มาผสมเป็นเด็กหลอดแก้ว โครโมโซมที่อยู่ในไข่ควรแยกออกจากกัน แต่ในกรณีคุณแม่ที่มีอายุมาก โครโมโซมติดกันอยู่นานเกินไป ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเหมาะสม ทำให้ไข่มีโครโมโซมเกิน ดังนั้นคุณแม่ที่มีอายุเยอะ โอกาสที่จะคลอดบุตรที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย โดยจะเริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่อคุณแม่อายุ 35 ปี มีโอกาสคลอดลูกที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม 40 คนจาก 10,000 คน

แล้วคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ด้วยวิธีตามธรรมชาติ มีวิธีในการตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมอย่างไร ?

  1. อัลตราซาวด์ เพื่อวัดค่า NT หรือความหนาคอของทารก หากมีภาวะดาวน์ซินโดรม หนังคอจะหนากว่าค่าปกติ และอีกหนึ่งข้อบ่งชี้คือการดูกระดูกดั้งจมูกของทารก หากมีภาวะดาวน์ซินโดรมจะไม่มี nasal bone หรือกระดูกสันจมูก
  2. เจาะเลือดเพื่อตรวจฮอร์โมนหรือสารบ่งชี้ในเลือดของคุณแม่ แล้วนำค่ามาคำนวณเพื่อประเมินโอกาสที่จะมีภาวะดาวน์ซินโดรม หากมึความเสี่ยงสูง ก็จะทำการตรวจในขั้นต่อไปนั่นคือ
  3. การเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมของลูกเพิ่มเติม

แต่ปัจจุบัน มีวิธีที่ง่ายและมีความแม่นยำสูง นั่นก็คือ “การตรวจ NIPT” ในคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 10 สัปดาห์ขึ้นไป โดยวิธีนี้จะเจาะเลือดคุณแม่ และกรองหา cell-free DNA ของลูก เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์โครโมโซม หากแปลผลแล้วมีความเสี่ยงสูง ควรคอนเฟิร์มอีกครั้งด้วยการเจาะน้ำคร่ำ

ส่วนกรณีที่ยังไม่ตั้งท้อง แต่มีอายุเกิน 35 ปี หรือมีประวัติแท้งบุตรหลายครั้ง หรือในครอบครัวมีประวัติคลอดเด็กที่มีความผิดปกติ พิการ หรือดาวน์ซินโดรม ก็สามารถป้องกันให้เกิดภาวะดาวน์ซินโดรมให้น้อยที่สุด ด้วยการตรวจ “PGT” หรือการตรวจวิฉัยตัวอ่อนก่อนการใส่กลับเข้าไปยังโพรงมดลูก ซึ่งถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด

การตรวจ PGT จะเริ่มจากกระตุ้นไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว โดยการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8-10 วัน พอไข่โตเต็มที่ก็จะเก็บไข่ออกมาและนำไปผสมกับสเปิร์ม หลังจากนั้นนักวิทย์จะเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ และทำการดูดเซลล์บางส่วนจากเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นรกของตัวอ่อนเพื่อนำไปตรวจโครโมโซมทั้ง 23 คู่ สุดท้ายคุณหมอจะคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ เพื่อนำใส่กลับเข้าไปยังโพรงมดลูกของคุณแม่อีกครั้ง

MSS เทคนิคการเตรียมสเปิร์มแบบใหม่ เพื่อเลือกสเปิร์มที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

MSS (Microfluidic Sperm Sorting) เทคนิคการเตรียมสเปิร์มแบบใหม่ เพื่อเลือกสเปิร์มที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

ภาวะมีบุตรยาก เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่า มีสาเหตุมาจากฝ่ายชายถึงประมาณ 30% และหนึ่งในปัญหานั้นก็เกิดจากความผิดปกติที่เกี่ยวกับคุณภาพของสเปิร์ม

ซึ่งปัจจุบัน Superior A.R.T. มีเทคนิคการเตรียมสเปิร์มแบบใหม่ เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการคัดเลือกสเปิร์มมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ก่อนนำไปใช้ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งการทำ IVF หรือ ICSI นั่นก็คือเทคนิค “MSS”

MSS (Microfluidic Sperm Sorting) 🔬คือวิธีการคัดกรองสเปิร์มแบบใหม่ ที่ลดการปั่น ซึ่งจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยหลักการของเทคโนโลยีนี้ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบกระบวนการปฏิสนธิตามธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการปั่นที่เป็นสาเหตุให้สเปิร์มเครียด และอาจทำให้ DNA ในสเปิร์มเกิดความเสียหายได้

เทคนิค Sperm Sorting เหมาะกับใคร ? 

  • ผู้ชายที่มี Sperm DNA fragmentation index สูงมากกว่า 30% 
  • สำหรับคู่สามีภรรยาที่เคยแท้ง 
  • เคยรักษาด้วยการทำ IVF/ICSI แล้วได้ ตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดี
  • คู่สมรสที่มีประวัติการทำ IVF/ICSI แล้วไม่ประสบความสำเร็จ
  • คู่ที่มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ


สรุปแล้วข้อดีของเทคนิค MSS คือสามารถคัดกรองสเปิร์มที่มีคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิ และทำให้ได้ตัวอ่อนมีคุณภาพดี และแน่นอนว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ​

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว “ไข่ร้อน ไข่แข็ง มีผลต่อสเปิร์มจริงไหม?”


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

คุณผู้ชายหลายคนอาจเคยสงสัยว่าความร้อนส่งผลต่อคุณภาพภาพอสุจิและทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากหรือไม่ 

วันนี้ “ถามหมอ” กับหมอจิว (นพ.สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา) จะมาไขข้อสงสัยให้ค่ะ


ควรเริ่มกิน Folic เมื่อไหร่ และต้องกินนานแค่ไหน?

ควรเริ่มกิน Folic เมื่อไหร่ และต้องกินนานแค่ไหน?

กรดโฟลิก (Folic Acid) เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ ช่วยป้องกันและลดความผิดปกติของท่อประสาทและความบกพร่องของกระดูกสันหลัง ผู้หญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ควรทานโฟเลตเป็นประจำก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน และรับประทานต่อเนื่องไปจนอายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามกรดโฟลิกสามารถทานได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สำหรับในกรณีคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วแต่ยังไม่ได้รับประทานกรดโฟลิกก็ให้เริ่มรับประทานกรดโฟลิกโดยเร็วที่สุด

ทานกรดโฟลิกเท่าไหร่ดี?

ปริมาณกรดโฟลิกที่แนะนำโดยทั่วไปคือ 400 ไมโครกรัมต่อวัน ทานทุกวันจนถึงสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์ แต่ในบางรายที่มีความเสี่ยงอันอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ มีประวัติในครอบครัว หรือมีบุตรคนก่อนที่มีความผิดปกติท่อประสาท สมอง หรือกระดูกสันหลัง จำเป็นต้องทานกรดโฟลิกในปริมาณที่มากขึ้น คือ 4,000 ไมโครกรัม หรือ 4 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ และจนกว่าอายุครรภ์อย่างน้อย 12 สัปดาห์เป็นต้นไป

การทานโฟลิกเป็นประจำก่อนและระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญมาก ช่วยป้องกันความพิการท่อประสาทในทารก อาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิก ได้แก่ ผักใบเขียว ไข่ นม ถั่ว สำหรับคุณแม่ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติ หรือการทำเด็กหลอดแก้ว แนะนำให้ทานโฟลิกในรูปแบบของอาหารเสริมร่วมด้วยนะคะ

ดูโปรโมชั่นแพ็กเกจเด็กหลอดแก้ว

Superior A.R.T. เสริมทัพความแข็งแกร่ง กับทีมแพทย์มากประสบการณ์

Superior A.R.T. เสริมทัพความแข็งแกร่ง กับทีมแพทย์มากประสบการณ์

คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

คุณหมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา

เราพร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบการรักษาแบบเฉพาะแต่ละคู่ เพื่อให้คนไข้ประสบความสำเร็จในการมีลูกน้อยที่น่ารักแข็งแรงสมบูรณ์

และอย่าลืมติดตามชมคลิป “ถามหมอ” กับการตอบคำถามที่หลายคนสงสัยกันนะคะ

นัดปรึกษามีบุตรยากได้ทุกวัน ที่ Superior A.R.T. 💙