𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.72 ❝ย้ายตัวอ่อนไม่ติด ทำไงดี? เจาะลึก ERA Test & ORA Test คืออะไร ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้อย่างไร❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 โดยหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)


📑 สารบัญเนื้อหา (คลิกเพื่ออ่านตามหัวข้อ)


บทนำ: ทำความรู้จักการตรวจผนังมดลูกเพื่อการย้ายตัวอ่อน

Timestamp 00:01:55

หัวข้อที่เราจะเจาะลึกกันในไลฟ์นี้ คือ “ERA Test คืออะไร และใครบ้างที่จำเป็นต้องตรวจ?” ซึ่งเป็นข้อสงสัยยอดฮิตสำหรับคนที่กำลังอยู่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) หลายคนอาจสงสัยว่าการ ตรวจ ERA Test จำเป็นต้องทำทุกคนหรือไม่ ตรวจแล้วมีประโยชน์อย่างไร และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการใส่ตัวอ่อนแล้วตั้งครรภ์สำเร็จได้อย่างไรบ้าง

กระบวนการย้ายตัวอ่อนและการเตรียมผนังมดลูกในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI)

Timestamp 00:02:15

ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจเรื่องการ ตรวจ ERA Test เราต้องเข้าใจกระบวนการพื้นฐานในการทำเด็กหลอดแก้ว และขั้นตอนการเตรียมผนังมดลูกเสียก่อน

ในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ขั้นตอนแรกเริ่มจากการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ นำมาปฏิสนธิกับอสุจิในห้องปฏิบัติการจนได้เป็นตัวอ่อน จากนั้นอาจมีการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของตัวอ่อน (PGT) และทำการแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ โดยตัวอ่อนที่แช่แข็งส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ซึ่งเป็นตัวอ่อนระยะเจริญเติบโตเต็มที่ในวันที่ 5 ถึงวันที่ 6 หลังการปฏิสนธิ

ในรอบเดือนถัดมาเมื่อพร้อมย้ายตัวอ่อน แพทย์จะเข้าสู่ขั้นตอน การเตรียมผนังมดลูก ซึ่งเปรียบเสมือน “บ้านหลังแรก” ของลูกน้อยที่จะเข้ามาฝังตัวและเติบโตก่อนที่จะคลอดออกมา

ขั้นตอนการเตรียมผนังมดลูกด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน

ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมผนังมดลูกในรอบธรรมชาติ หรือการเตรียมด้วยฮอร์โมนทดแทนจากภายนอก ขั้นตอนแรกคือการทำให้ผนังมดลูกมีความหนาและสมบูรณ์เต็มที่ โดยอาศัย ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)

  • แหล่งที่มาของเอสโตรเจน: อาจมาจากฟองไข่ที่โตตามธรรมชาติ หรือได้จากฮอร์โมนภายนอกในรูปแบบยากินหรือยาทา
  • ความหนาผนังมดลูกที่เหมาะสม: แพทย์ต้องการให้ผนังมดลูกมีความหนาในช่วง 8 ถึง 12 มิลลิเมตรขึ้นไป
  • ลักษณะผนังมดลูกที่สวยงาม: ต้องมีลักษณะเรียงตัวเป็น 3 ชั้นสวยงาม (Triple-line pattern) ซึ่งจะเห็นเป็นเส้นขอบสีขาวเรียงกัน 3 ชั้นชัดเจนจากการตรวจอัลตราซาวด์
ตรวจอัลตราซาวด์ ผนังมดลูก ย้ายตัวอ่อนไม่ติด ตรวจ ERA Test

ความสำคัญของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และ 3 ปัจจัยหลักในการตั้งครรภ์

Timestamp 00:05:28

เมื่อเตรียมผนังมดลูกได้ความหนา 8-12 มิลลิเมตร และเห็นลักษณะ Triple-line เป็น 3 ชั้นเรียงสวยเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะเริ่มยาชุดที่ 2 นั่นคือ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone)

หน้าที่ของโปรเจสเตอโรนและการนับเวลาฝังตัว

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพเยื่อบุผนังมดลูกที่หนาตัวแล้ว ให้พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยการเริ่มยาจะอ้างอิงตามอายุของตัวอ่อนที่จะนำมาใส่:

  • ตัวอ่อนระยะ Blastocyst (Day 5 หรือ Day 6) จะต้องเริ่มยาโปรเจสเตอโรนล่วงหน้า 5 วัน (หรือประมาณ 120 ชั่วโมง) ก่อนวันย้ายตัวอ่อน
  • ตัวอย่างการให้ยา: หากมีกำหนดใส่ตัวอ่อนใน วันเสาร์ คนไข้จะต้องเริ่มใช้ยาโปรเจสเตอโรน (ซึ่งมักใช้ยาสอดช่องคลอดร่วมกับยากิน) ตั้งแต่ วันจันทร์ (จันทร์, อังคาร, พุธ, พฤหัสบดี, ศุกร์ รวม 5 วันเต็ม) แล้วจึงทำการย้ายตัวอ่อนในวันเสาร์

สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ (ประมาณ 70-80%) การให้ยาโปรเจสเตอโรนครบ 5 วัน ผนังมดลูกจะเปิดรับการฝังตัวได้พอดี แต่ยังมีผู้หญิงอีกบางกลุ่มที่ให้ยาครบ 5 วันแล้ว ผนังมดลูกกลับยังไม่พร้อมรับตัวอ่อน

3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำ IVF

  • คุณภาพและโครโมโซมของตัวอ่อน: เกรดของตัวอ่อน และความปกติทางโครโมโซม
  • สภาพผนังมดลูก: ความหนาได้มาตรฐาน โครงสร้างสวย ไม่มีติ่งเนื้อหรือพังผืดขัดขวาง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างผนังมดลูกกับตัวอ่อน (Window of Implantation): ตัวอ่อนต้องถูกย้ายในเวลาที่ผนังมดลูกเปิดรับพอดี หากอายุผนังมดลูกกับอายุตัวอ่อนไม่สอดคล้องกัน (Implantation Mismatch) ก็จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้

ปัจจัยข้อที่ 3 นี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมการตรวจ ERA Test

ใครบ้างที่จำเป็นต้องตรวจ ERA Test? เช็กลิสต์กลุ่มเสี่ยง

Timestamp 00:07:50

โดยปกติคนส่วนใหญ่เริ่มยาโปรเจสเตอโรนครบ 5 วันแล้วผนังมดลูกจะพร้อมรับตัวอ่อน แต่หากมีความสงสัยว่า “หน้าต่างการฝังตัว” ของตนเองอาจไม่ตรงกับคนทั่วไป ใครบ้างที่ควรพิจารณาตรวจ ERA Test?

ข้อบ่งชี้และกลุ่มคนที่ควรพิจารณา ตรวจ ERA Test :

  • ผู้ที่มีประวัติย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีแล้วไม่ตั้งครรภ์ (Recurrent Implantation Failure): เคยย้ายตัวอ่อนที่ผ่านการตรวจโครโมโซมปกติ (Euploid embryo) ไปแล้ว 1-2 ครั้ง แต่ผลออกมาไม่ท้อง
  • ผู้ที่มีจำนวนตัวอ่อนจำกัด: เช่น ผู้หญิงอายุมาก กระตุ้นไข่ได้ยาก และได้ตัวอ่อนที่ผ่านการตรวจโครโมโซมปกติเพียงแค่ 1 ตัวเท่านั้น การตรวจ ERA Test ล่วงหน้าจะช่วยปิดช่องโหว่และเพิ่มความมั่นใจสูงสุดก่อนการย้ายตัวอ่อนที่มีอยู่อย่างจำกัด
  • ผู้ที่มีประวัติการตั้งครรภ์ไม่สมบูรณ์ (Chemical Pregnancy): เคยย้ายตัวอ่อนแล้วตรวจเลือดพบค่าฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (HCG) ขึ้น แต่ต่อมาค่าลดลง

ERA Test คืออะไร? ขั้นตอนการตรวจและการวิเคราะห์ผลยีนผนังมดลูก

Timestamp 00:09:06

ERA Test (Endometrial Receptivity Analysis) คือ การตรวจวิเคราะห์ระดับการแสดงออกของยีน (Gene Expression) ที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมในการรับการฝังตัวของตัวอ่อนในเยื่อบุผนังมดลูกมากกว่า 200 ยีน

ขั้นตอนการตรวจ ERA Test

  • 1. ทำการเตรียมผนังมดลูกเหมือนรอบย้ายตัวอ่อนจริง โดยให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจนผนังหนาได้ที่
  • 2. ให้ยาโปรเจสเตอโรนล่วงหน้า 5 วัน
  • 3. ในวันที่ 6 (ซึ่งปกติจะเป็นวันย้ายตัวอ่อน) จะไม่มีการย้ายตัวอ่อน แต่แพทย์จะทำการตัดเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อบุช่องท้องมดลูก (Endometrial Biopsy) ส่งเข้าห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ยีน

การแปลผลการตรวจ ERA Test

  • Receptive (ผนังมดลูกพร้อมรับ): แสดงว่าการเริ่มยาโปรเจสเตอโรน 5 วัน (120 ชม.) เป็นระยะเวลาที่ถูกต้อง เหมาะสมสำหรับการย้ายตัวอ่อนในรอบถัดไป
  • Pre-Receptive (ผนังมดลูกยังอ่อนไป / ช้ากว่าปกติ): ผนังมดลูกยังไม่พร้อม ต้องเพิ่มระยะเวลาการเริ่มยา เช่น ผลระบุว่าผนังมดลูกเหมือนเพิ่งได้อายุ 4 วัน ในรอบถัดไปจึงต้องปรับเพิ่มเวลาเริ่มยาโปรเจสเตอโรนล่วงหน้าเป็น 6 วัน ก่อนย้ายตัวอ่อน
  • Post-Receptive (ผนังมดลูกแก่ไป / เร็วกว่าปกติ): ผนังมดลูกข้ามช่วงเวลาฝังตัวไปแล้ว รอบถัดไปจะต้องลดระยะเวลาการให้ยาลง เช่น ลดลง 12 หรือ 24 ชั่วโมง และอาจต้องทำรอบตรวจซ้ำเพื่อยืนยันเวลาที่แม่นยำ

ทางเลือกใหม่ ORA Test: ตรวจความพร้อมผนังมดลูกด้วยการเจาะเลือด

Timestamp 00:11:16

แม้การตรวจ ERA Test จะมีประโยชน์สูง แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่คนไข้ต้อง เสียเวลาไป 1 รอบเดือน ในการเตรียมผนังเพื่อเจาะเก็บชิ้นเนื้อโดยไม่สามารถย้ายตัวอ่อนในรอบนั้นได้

ปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมการตรวจใหม่ที่เรียกว่า ORA Test

ข้อดีและความต่างของ ORA Test

  • ตรวจจากเลือดของคุณแม่: วิเคราะห์การแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับผนังมดลูกจากการเจาะเลือด ไม่ต้องตัดชิ้นเนื้อเยื่อบุมดลูก
  • ไม่ต้องเสียรอบย้ายตัวอ่อน: ในรอบที่จะย้ายตัวอ่อนจริง สามารถเตรียมผนังมดลูกและเจาะเลือดเก็บไว้ในวันที่ย้ายตัวอ่อนได้เลย
  • หากย้ายตัวอ่อนแล้วไม่ตั้งครรภ์: ค่อยส่งตรวจตัวอย่างเลือดที่ได้เจาะเก็บไว้ ไปตรวจดูว่าสาเหตุที่ไม่ตั้งครรภ์มาจากผนังมดลูกไม่พร้อมรับตัวอ่อนหรือไม่ ทำให้สามารถนำข้อมูลมาปรับสูตรยาในรอบถัดไปได้ทันทีโดยไม่เสียเวลา

สรุปประโยชน์ของ ERA & ORA Test ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์

Timestamp 00:13:49

การตรวจความพร้อมของผนังมดลูก ทั้งรูปแบบ ERA Test (เก็บชิ้นเนื้อผนังมดลูก) และ ORA Test (เจาะเลือด) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยประเมินระยะเวลาในการเริ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ให้สอดคล้องกับอายุของตัวอ่อนอย่างแม่นยำที่สุด

การตรวจนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ:

  • 1. ผู้ที่เคยย้ายตัวอ่อนคัดโครโมโซมปกติแล้วไม่ตั้งครรภ์ 1-2 ครั้ง
  • 2. ผู้ที่มีจำนวนตัวอ่อนจำกัดมากๆ และต้องการลดทุกความเสี่ยง เพื่อเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงที่สุด

การรู้ระยะเวลาฝังตัวที่แน่นอน ช่วยให้แพทย์สามารถปรับแผนการให้ยาสอดและยากินฮอร์โมนได้อย่างตรงจุด ช่วยเพิ่มโอกาสในการอุ้มท้องสำเร็จและเติมเต็มความฝันในการมีบุตรได้อย่างมั่นใจ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม / นัดหมายปรึกษาแพทย์

หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจ ERA Test, ORA Test หรือปัญหาการรักษาภาวะมีบุตรยาก สามารถติดต่อคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก Superior A.R.T. ได้ทุกช่องทางทาง

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.71 ❝มีลูกหนึ่งคน ต้องมีไข่เท่าไหร่ถึงเพียงพอ เจาะลึกกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) และปัจจัยที่ควรรู้❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

สำหรับคู่ที่กำลังเผชิญกับปัญหามีบุตรยาก หรือผู้ที่กำลังวางแผนครอบครัว มักจะมีคำถามยอดฮิตว่า “ถ้าอยากมีลูก 1 คน เราจะต้องเก็บไข่ให้ได้กี่ใบถึงจะเพียงพอ?” และ “ทำไมตอนเก็บไข่ได้ตั้ง 10 ใบ แต่สุดท้ายพอเลี้ยงเป็นตัวอ่อนกลับไม่ได้ 10 ตัว?” บทความนี้เรียบเรียงเนื้อหาโดยละเอียดจากไลฟ์ Superior A.R.T. EP.71 ที่จะไขข้อข้องใจตั้งแต่กลไกการตกไข่ตามธรรมชาติ กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) ในห้องปฏิบัติการ อัตราการเจริญเติบโตของตัวอ่อนตามสถิติ ปัจจัยเรื่องอายุต่อความผิดปกติของโครโมโซม ตลอดจนเทคนิคการบำรุงร่างกายเพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์


📑 สารบัญเนื้อหา (คลิกเพื่ออ่านตามหัวข้อ)


อยากมีลูก 1 คน ต้องใช้ไข่กี่ใบ? ทำไมเก็บไข่ได้เยอะแต่ได้ตัวอ่อนน้อย?

Timestamp 00:01:16

หลายคนเมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยากมักตั้งคำถามว่า หากเราต้องการมีลูกที่สมบูรณ์แข็งแรง 1 คน เราควรจะต้องกระตุ้นและเก็บไข่ให้ได้จำนวนกี่ใบ? และเมื่อเก็บไข่ได้ เช่น เก็บได้ 10 ใบ ทำไมถึงไม่ได้ตัวอ่อน 10 ตัวเท่าจำนวนไข่ที่เก็บได้?

ความเข้าใจผิดส่วนใหญ่เกิดจากการคิดว่าไข่ทุกใบที่เก็บได้จะสามารถเจริญเติบโตไปเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ได้ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง กระบวนการปฏิสนธิและการพัฒนาของตัวอ่อนตามธรรมชาติต้องผ่านการคัดสรรหลายขั้นตอน บทความนี้จะนำเสนอคำตอบว่าเหตุใดจำนวนไข่จึงลดลงในแต่ละขั้นตอน รวมถึงแนวทางการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่มีภาวะไข่เยอะ หรือไข่น้อย และผู้ที่ต้องการมีลูกมากกว่า 1 คน

กลไกการตกไข่และการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ VS ผู้มีภาวะมีบุตรยาก

Timestamp 00:02:34

ในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง แต่ละรอบเดือนร่างกายจะเตรียม “กลุ่มไข่ตั้งต้น” ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง

  • ผู้หญิงอายุประมาณ 30 ปี ที่มีระดับฮอร์โมน AMH (Anti-Müllerian Hormone) และจำนวนไข่สำรองอยู่ในเกณฑ์ปกติ ในช่วงต้นรอบเดือนจะมีไข่ตั้งต้นขนาดเล็กเท่าๆ กัน (ประมาณ 4–7 มิลลิเมตร) อยู่ที่ประมาณ 10++ใบ
  • เมื่อผ่านไปประมาณ 5 วันนับจากประจำเดือนมาวันแรก ร่างกายจะคัดเลือกไข่เพียง 1 ใบที่เก่งที่สุด ซึ่งก็คือไข่ที่มีตัวรับฮอร์โมน (Hormone Receptor) มากที่สุด ให้เจริญเติบโตต่อจนถึงช่วงกลางรอบเดือนและเกิดการตกไข่ ส่วนไข่ใบอื่นๆ ในกลุ่มจะฝ่อไป
  • หากไข่ใบที่ตกได้ผสมกับอสุจิที่แข็งแรง ในช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกมีความพร้อม ก็จะเกิดการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

ข้อสังเกต: สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อย (ไม่เกิน 30–35 ปี) แม้จะมีจำนวนไข่น้อย แต่ถ้ามีไข่ตกเพียง 1 ใบ และไข่นั้นมีคุณภาพดี โครโมโซมปกติ สเปิร์มแข็งแรง ก็สามารถตั้งครรภ์ธรรมชาติได้ง่ายๆ แต่ในผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากและไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ การทำเด็กหลอดแก้วจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการกระตุ้นไข่เพื่อให้ได้ไข่หลายใบโตพร้อมๆ กันในรอบเดียว เพื่อนำมาผ่านกระบวนการคัดสรรในห้องปฏิบัติการต่อไป

กระบวนการเด็กหลอดแก้ว (ICSI) และขั้นตอนการเจริญเติบโตของตัวอ่อน

Timestamp 00:04:54

ในวันที่ฝ่ายหญิงเข้ารับการเก็บไข่ ฝ่ายชายก็จะทำการเก็บอสุจิ จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการจะคัดเลือกอสุจิที่มีรูปร่างปกติและว่ายน้ำได้ดีที่สุด นำมาทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) โดยการฉีดอสุจิ 1 ตัว เข้าไปในไข่สุก 1 ใบ (ระยะ Metaphase II หรือ MII) หลังเก็บไข่ประมาณ 4 ชั่วโมง

หลังจากการปฏิสนธิ นักวิทยาศาสตร์จะเฝ้าติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อนทุกวัน ดังนี้:

  • Day 1 (หลังทำ ICSI 1 วัน): ตรวจเช็กการปฏิสนธิ หากปกติจะเห็นเป็นตัวอ่อนระยะ 1 เซลล์ที่มี 2 Pronuclei (2PN) วงกลมเล็กๆ 2 วงภายในเซลล์ โดยมาจากไข่ของแม่ 1 วง และจากสเปิร์มของพ่อ 1 วง
  • Day 2 (ระยะ 2–4 เซลล์): เซลล์จะเริ่มแบ่งตัวทวีคูณจาก 1 เป็น 2 เซลล์ และเพิ่มเป็น 4 เซลล์ในช่วงปลายวันที่ 2
  • Day 3 (ระยะ 6–8 เซลล์): ตัวอ่อนที่สวยงามสมบูรณ์ เซลล์จะต้องมีขนาดเท่ากันทุกเซลล์ ขอบเขตชัดเจน แต่หากเซลล์บางส่วนแบ่งตัวไม่ไหวหมดแรง ก็จะกลายสภาพเป็น “เศษเซลล์” (Fragmentation) ยิ่งมีเศษเซลล์เยอะ แปลว่าคุณภาพตัวอ่อนไม่ดี
  • Day 4 (ระยะ Morula): เซลล์จะเริ่มรวมตัวกอดกันเป็นก้อน (Compaction) ลักษณะคล้ายผลน้อยหน่า
  • Day 5 (ระยะ Blastocyst): เป็นระยะที่ตัวอ่อนเจริญเติบโตสมบูรณ์ โดยจะแบ่งเซลล์ออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน ได้แก่:
  • 1. Inner Cell Mass: กลุ่มเซลล์ด้านในที่จะพัฒนากลายเป็นตัวเด็กในอนาคต
  • 2. Trophectoderm: กลุ่มเซลล์ด้านนอกที่จะพัฒนากลายเป็นรก ทำหน้าที่ยึดฝังตัวกับโพรงมดลูก

Attrition Rate: ทำไมจำนวนตัวอ่อนถึงลดลงในแต่ละระยะ?

Timestamp 00:08:57

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ตัวอ่อนเท่ากับจำนวนไข่ที่เก็บได้ เกิดจากอัตราการคัดทิ้งตามธรรมชาติในห้องปฏิบัติการ (Attrition Rate) ซึ่งสถิติค่ากลางมาตรฐาน มีดังนี้:

ขั้นตอนการพัฒนา

อัตราส่วนรอดชีวิต

ตัวอย่างคำนวณจากไข่ 10 ใบ

ไข่สุกที่เก็บได้ (MII)

100%

10 ใบ

ปฏิสนธิสำเร็จเป็น Day 1 (2PN)

~60-80%

6 – 8 ตัวอ่อน

พัฒนาถึงระยะ Blastocyst (Day 5)

~50% ของ Day 1

3 – 4 ตัวอ่อน

ปัจจัยที่ทำให้จำนวนตัวอ่อนลดลงมากกว่าปกติ:

  • คุณภาพไข่ของแม่: ฝ่ายหญิงมีโรคประจำตัว เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ ช็อกโกแลตซีสต์ (Endometriosis) ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและการปฏิสนธิของไข่ หรือภาวะ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) ที่อาจทำให้ได้ไข่ปริมาณมากแต่คุณภาพต่ำ รวมถึงคุณแม่ที่อายุมาก
  • คุณภาพสเปิร์มของพ่อ: หากสเปิร์มมีรูปร่างผิดปกติมาก หรือมีอัตราการแตกหักของ DNA ที่หัวสเปิร์มสูง (High DNA Fragmentation) จะส่งผลให้อัตราการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน Day 1 ต่ำลงอย่างชัดเจน

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) และอายุคุณแม่

Timestamp 00:11:43

เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตมาถึงระยะ Blastocyst ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจโครโมโซม (PGT-A) ทั้ง 23 คู่ โดยนักวิทยาศาสตร์จะตัดดึงเซลล์ออกมาประมาณ 5–7 เซลล์ เฉพาะบริเวณที่จะพัฒนากลายเป็นรก (Trophectoderm) โดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเซลล์ส่วนที่จะโตเป็นตัวเด็ก (Inner Cell Mass) เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์

ปัจจัยในการคัดเลือกตัวอ่อนที่จะนำไปตรวจโครโมโซม

  • ตัวอ่อนคุณภาพดี 
  • เห็นเซลล์ส่วนที่เป็นตัวเด็กและตัวรกชัดเจน
  • ยังคงมีคุณภาพดีหลังละลายตัวอ่อนที่แช่แข็ง

ปัจจัยที่มีผลต่อโครโมโซมตัวอ่อนมากที่สุด

ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “อายุของคุณแม่” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ซึ่งเกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง (มี 3 แท่ง)

  • อายน้อยกว่า 25 ปี: โอกาสเกิดดาวน์ซินโดรมต่ำมาก
  • อายุ 35 ปี: อัตราความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 250
  • อายุ 40 ปี: อัตราความเสี่ยงพุ่งสูงถึง 1 ต่อ 69
5 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก กราฟแสดงจำนวนไข่กับอายุ

ที่มา: www.cdc.gov/birth-defects/

อยากมีลูกหนึ่งคน ต้องมีไข่เท่าไหร่ ถึงเพียงพอ
5 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย

ที่มา:  Munne et al. Reprod Biomed Online

สถิติตัวอ่อนโครโมโซมปกติจำแนกตามอายุคุณแม่จากกรณีที่ตรวจตัวอ่อน 10 ตัว:

  • อายน้อยกว่า 35 ปี: มีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติประมาณ 63%
  • อายุ 35 – 37 ปี: มีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติประมาณ 55%
  • อายุ 38 – 40 ปี: มีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติประมาณ 37%
  • อายุ 41 – 42 ปี: มีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติประมาณ 25%

Safe Zone: จำนวนไข่ที่ควรเก็บเพื่อให้ได้ลูกที่แข็งแรง 1 คน

Timestamp 00:17:08

จากข้อมูลทางสถิติข้างต้น สามารถสรุปจำนวนไข่ที่ควรเก็บเพื่อเป้าหมายการมีลูก 1 คน ได้ดังนี้:

  • คุณแม่อายน้อย (ต่ำกว่า 35 ปี): เก็บไข่ได้ประมาณ 10 ใบ ถือว่าเพียงพอในการได้ตัวอ่อนที่ปกติ และมีโอกาสได้ลูก 1 คน หรืออาจจะมากกว่า 1 คน
  • คุณแม่อายุเยอะ (มากกว่า 35 ปีขึ้นไป): ไข่ 10 ใบอาจจะไม่เพียงพอ จำนวนไข่ที่เป็น Safe Zone สำหรับการกระตุ้น 1 รอบ คือประมาณ 15 – 20 ใบ เพื่อเผื่ออัตราการลดลงในแต่ละขั้นตอน

ข้อคิดสำคัญ: สถิติเป็นเพียงตัวเลขค่าเฉลี่ย แม้คุณแม่อายุเยอะหรือเก็บไข่ได้น้อย แต่ถ้าหากไข่ในรอบนั้นมีไข่ที่เป็น “Golden Egg” หรือไข่ที่โครโมโซมสมบูรณ์ปกติอยู่ ก็มีโอกาสได้ตัวอ่อนที่ปกติและตั้งครรภ์สำเร็จได้เช่นกัน สรุปคือ “อายุน้อย ไข่น้อยหมอไม่ค่อยกังวล แต่อายุเยอะ การมีไข่เยอะไว้ก่อนจะปลอดภัยกว่า”

วิธีบำรุงไข่ ปรับไลฟ์สไตล์เพิ่มคุณภาพไข่ก่อนกระตุ้นไข่

Timestamp 00:18:41

แม้เราจะไม่สามารถสั่งให้ร่างกายสร้างปริมาณไข่ขึ้นมาใหม่ได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อบำรุงคุณภาพของไข่ที่มีอยู่ให้ดีที่สุดก่อนเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ได้ดังนี้:

  • 1. เข้านอนให้ตรงเวลา: ควรนอนในช่วง 23:00 – 02:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ออกมาเต็มที่ ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนารอบไข่
  • 2. โภชนาการเน้นโปรตีนและลดน้ำตาล: รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือโปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) และลดหวาน/ลดน้ำตาล หากน้ำหนักเกินควรลดน้ำหนักก่อน เพื่อให้ตอบสนองต่อยากระตุ้นได้ดีขึ้น
  • 3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ออกกำลังกายปานกลาง ไม่หนักเกินไป ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง
  • 4. ทานวิตามินเตรียมพร้อมตั้งครรภ์: ทาน Folic Acid และวิตามินรวมสำหรับคนท้อง
  • 5. ทานสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants): ทาน CoQ10, Vitamin C ล่วงหน้าประมาณ 2–3 เดือนก่อนกระตุ้นไข่ ส่วน DHEA ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทาน เนื่องจากมีประโยชน์เฉพาะบางราย และอาจทำให้ไข่ลดลงในบางคน

โอกาสตั้งครรภ์ต่อการย้ายตัวอ่อน และข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีไข่น้อย

Timestamp 00:20:38

หากอยู่ในภาวะ Perfect Condition ได้แก่:

  • มดลูกเรียบสวย เยื่อบุโพรงมดลูกหนาประมาณ 8–12 มิลลิเมตร เรียงตัวสวย 3 ชั้น
  • ระดับฮอร์โมนดี
  • ตัวอ่อนผ่านการตรวจโครโมโซมปกติ และหลังละลายออกมาคุณภาพยังคงดี

อัตราการตั้งครรภ์ต่อการย้ายตัวอ่อน 1 ครั้ง ที่คลินิก Superior A.R.T. คือ 70-75%

แนวทางสำหรับคนไข้ที่มีไข่น้อย:

สำหรับผู้ที่มีไข่น้อย แนะนำให้เตรียมร่างกายให้พร้อมที่สุด และ “เลือกรอบเดือนที่เหมาะสมในการกระตุ้น” โดยเข้ามาตรวจอัลตราซาวด์ในวันที่ 2 ของประจำเดือน เพื่อประเมินจำนวนไข่ตั้งต้น (AFC) ควบคู่กับการตรวจระดับฮอร์โมน AMH หากรอบเดือนไหนมีจำนวนไข่สวยและระดับฮอร์โมนดี ค่อยตัดสินใจเริ่มกระตุ้นไข่ในรอบนั้น

Case Study ถอดบทเรียนเคสประทับใจ: ไข่ตกก่อนเก็บแต่ประสบความสำเร็จด้วย IUI

Timestamp 00:22:39

คุณหมอได้แชร์เคสประทับใจจากประสบการณ์จริงเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะรักษาภาวะมีบุตรยาก

  • ประวัติผู้ป่วย: คนไข้เคยทำ ICSI จากหลายแห่งมาแล้ว 5 รอบ ได้จำนวนไข่พอใช้ แต่ผสมปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน Day 1 ต่ำมาก (เพียง 30%–40%) และตัวอ่อนพัฒนาถึง Day 5 น้อยมาก
  • เหตุการณ์วันเก็บไข่: คนไข้มารักษาที่คลินิกในวัย 43–44 ปี กระตุ้นไข่ได้ประมาณ 5 ใบ แต่เมื่อเข้าห้องผ่าตัด คุณหมออัลตราซาวด์พบว่า ไข่ทั้ง 5 ใบได้ตกไปหมดแล้ว ไม่เหลือให้เก็บไข่
  • การแก้ไขปัญหา: คุณหมอตัดสินใจเปลี่ยนแผนเฉพาะหน้าด้วยการทำ IUI (ฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูก) แทนเพื่อไม่ให้เสียโอกาส
  • ผลลัพธ์ปาฏิหาริย์: คนไข้ตั้งครรภ์จากการทำ IUI ในรอบนั้น ผลอัลตราซาวด์และผลตรวจ NIPT คัดกรองดาวน์ซินโดรมออกมาปกติสมบูรณ์ จนคลอดบุตรที่แข็งแรงได้สำเร็จ

บทเรียนที่ได้รับ: แม้จะอายุมาก ไข่น้อย หรือไข่ตกก่อนกำหนด แต่หากไข่ในรอบนั้นเป็นไข่ที่ดี (Golden Egg) ธรรมชาติและร่างกายของคุณแม่ก็สามารถทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ บางครั้งไข่ที่เจริญเติบโตอยู่ภายในร่างกายตามธรรมชาติอาจทำหน้าที่ได้ดีกว่าการนำออกมาเลี้ยงนอกร่างกาย

สรุป: การวางแผนและการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่อยากมีบุตร

Timestamp 00:25:49

  • หากยังไม่พร้อมมีบุตรแต่เริ่มมีอายุ: แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อประเมินและพิจารณา “ฝากไข่ แช่แข็งไข่” (Egg Freezing) วางแผนสต๊อกไข่ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาคุณภาพไข่เสื่อมตามอายุในอนาคต
  • หากแต่งงานแล้วปล่อยธรรมชาติไม่มา: ควรรีบเข้ามาตรวจเช็กระบบสืบพันธุ์ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายเพื่อหาสาเหตุ หากพบปัญหาจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที
  • หากอายุมากและมีไข่น้อย: ไม่ต้องหมดหวัง ให้เน้นการดูแลสุขภาพ ปรับไลฟ์สไตล์ ทานวิตามินบำรุง และเลือกรอบกระตุ้นไข่ที่ดีที่สุดร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อมุ่งให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนทางการแพทย์และสถิติตามจริง หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามหรือรับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีบุตรยากเพื่อวางแผนเป็นรายบุคคลได้ที่ Superior A.R.T. Clinic

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ERA Test และ ORA Test ตรวจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน

ในกระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยาก คู่สมรสบางคู่อาจผ่านขั้นตอนการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ มีตัวอ่อนคุณภาพดี และมีความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมแล้ว แต่หลังจากย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ตัวอ่อนกลับยังไม่สามารถฝังตัวได้สำเร็จ

สาเหตุหนึ่งที่แพทย์อาจพิจารณาประเมินเพิ่มเติม คือ ช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า Window of Implantation: WOI

ความสำเร็จของการฝังตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของตัวอ่อนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกและจังหวะเวลาในการย้ายตัวอ่อนที่สอดคล้องกันด้วย หากตัวอ่อนถูกย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกเร็วหรือช้ากว่าช่วงเวลาที่เยื่อบุพร้อมรับตัวอ่อน โอกาสในการฝังตัวอาจลดลงได้

ปัจจุบันมีการตรวจที่ช่วยประเมินช่วงเวลาฝังตัวเฉพาะบุคคล ได้แก่ ERA Test ซึ่งวิเคราะห์จากชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก และ ORA Test ซึ่งเป็นการตรวจจากตัวอย่างเลือดโดยไม่ต้องเก็บชิ้นเนื้อ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการออกแบบวันย้ายตัวอ่อนให้เหมาะสมกับผู้เข้ารับการรักษาแต่ละราย

ERA Test และ ORA Test

Window of Implantation คืออะไร?

Window of Implantation หรือ WOI คือช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกมีความพร้อมเหมาะสมต่อการรับตัวอ่อนและเริ่มกระบวนการฝังตัว

อาจเปรียบเยื่อบุโพรงมดลูกเสมือนมี “ประตูรับตัวอ่อน” ซึ่งจะเปิดอยู่เพียงช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละรอบการรักษา หากย้ายตัวอ่อนในช่วงที่เยื่อบุโพรงมดลูกยังไม่พร้อม หรือเลยช่วงเวลาที่เหมาะสมไปแล้ว ตัวอ่อนและเยื่อบุโพรงมดลูกอาจไม่อยู่ในจังหวะที่สอดคล้องกัน

โดยทั่วไป แพทย์จะกำหนดวันย้ายตัวอ่อนตามจำนวนวันที่ผู้รับการรักษาได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน แต่ช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมรับตัวอ่อนอาจไม่เหมือนกันในผู้หญิงทุกคน

ในผู้หญิงบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติการฝังตัวล้มเหลว ช่วง Window of Implantation อาจเกิดเร็วหรือช้ากว่ารอบมาตรฐานได้ ซึ่งพบว่าผู้หญิงกว่า 20-30% ที่มีภาวะฝังตัวล้มเหลวซ้ำ อาจมีช่วงเวลาฝังตัวที่คลาดเคลื่อนไปจากเวลามาตรฐาน

การตรวจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลจึงอาจช่วยให้แพทย์สามารถวางแผน Personalized Embryo Transfer หรือการย้ายตัวอ่อนตามช่วงเวลาที่เหมาะกับเยื่อบุโพรงมดลูกของผู้ป่วยแต่ละรายได้

ทำไมตัวอ่อนโครโมโซมปกติจึงอาจไม่ฝังตัว?

แม้ตัวอ่อนจะผ่านการตรวจคัดกรองและพบว่ามีจำนวนโครโมโซมปกติ หรือมีลักษณะและพัฒนาการอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่การฝังตัวยังต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้านร่วมกัน ได้แก่

  • คุณภาพและพัฒนาการของตัวอ่อน
  • ความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • ความสอดคล้องระหว่างระยะของตัวอ่อนกับ Window of Implantation
  • ระดับและระยะเวลาในการได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
  • ลักษณะทางกายวิภาคของโพรงมดลูก
  • ภาวะสุขภาพและปัจจัยเฉพาะของผู้รับการรักษาแต่ละราย

ดังนั้น การตรวจพบว่าเยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาตามเกณฑ์ จึงยังไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดว่าเยื่อบุอยู่ในสถานะพร้อมรับการฝังตัวในระดับโมเลกุลหรือไม่

หากเคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีแล้วยังไม่เกิดการตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาทบทวนทั้งปัจจัยจากตัวอ่อน โพรงมดลูก ฮอร์โมน และช่วงเวลาการย้ายตัวอ่อน ก่อนเลือกการตรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสม

ERA Test คืออะไร?

ERA Test หรือ Endometrial Receptivity Analysis เป็นการตรวจเพื่อประเมินว่า ในวันที่เก็บตัวอย่างนั้น เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในช่วงที่พร้อมรับการฝังตัวหรือยัง

การตรวจทำโดยเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากเยื่อบุโพรงมดลูก หรือ Endometrial Biopsy ในรอบจำลองที่มีการเตรียมเยื่อบุและให้ฮอร์โมนในรูปแบบเดียวกับรอบที่วางแผนจะย้ายตัวอ่อน

จากนั้นตัวอย่างชิ้นเนื้อจะถูกนำไปวิเคราะห์การแสดงออกของยีนจำนวนกว่า 236 ชนิด ซึ่งเกี่ยวข้องกับความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อประเมิน Window of Implantation ของผู้รับการรักษาแต่ละราย

ERA Test ได้รับการออกแบบมาเพื่อประเมินสถานะความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก และนำข้อมูลไปใช้กำหนดเวลาสำหรับการย้ายตัวอ่อนเฉพาะบุคคล

ERA Test ตรวจอย่างไร?

การตรวจ ERA Test มีขั้นตอนหลักดังนี้

1. เตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก

แพทย์จะวางแผนรอบจำลองให้เหมือนกับรอบย้ายตัวอ่อนจริง โดยอาจใช้ฮอร์โมนเพื่อเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก และกำหนดเวลาเริ่มให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างชัดเจน

2. เก็บตัวอย่างเยื่อบุโพรงมดลูก

เมื่อถึงช่วงเวลาที่กำหนด แพทย์จะเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อขนาดเล็กจากเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

3. วิเคราะห์การแสดงออกของยีน

ห้องปฏิบัติการจะประเมินรูปแบบการแสดงออกของยีนที่สัมพันธ์กับความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก

4. นำผลมาวางแผนวันย้ายตัวอ่อน

ผลตรวจจะช่วยบอกว่าเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในช่วงพร้อมรับตัวอ่อนหรือไม่ และควรปรับระยะเวลาในการได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้นหรือลดลงกี่ชั่วโมง

แพทย์สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปออกแบบวันย้ายตัวอ่อนในรอบต่อไป เพื่อให้ช่วงเวลาของตัวอ่อนและความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกสอดคล้องกันมากขึ้น

ผล ERA Test บอกอะไรได้บ้าง?

ผลตรวจ ERA Test อาจแบ่งสถานะความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกออกเป็นกลุ่มหลัก เช่น

Receptive

หมายถึง ในช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่าง เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในช่วงพร้อมรับการฝังตัว การย้ายตัวอ่อนในรอบถัดไปจำทำโดยวางแผนตามระยะเวลาการให้ฮอร์โมนในลักษณะเดียวกับรอบจำลองได้

Pre-receptive

หมายถึง เยื่อบุโพรงมดลูกอาจยังไม่เข้าสู่ช่วงพร้อมรับตัวอ่อน แพทย์อาจพิจารณาเพิ่มระยะเวลาการได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนย้ายตัวอ่อน หรือบางรายอาจต้องทำการปรับระยะเวลาการเริ่มโปรเจสเตอโรนและทำ ERA test ซ้ำก่อนที่จะวางแผนการใส่ตัวอ่อน

Post-receptive

หมายถึง ช่วงเวลาที่เหมาะสมอาจผ่านไปแล้ว แพทย์อาจพิจารณาลดระยะเวลาการได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนย้ายตัวอ่อน หรือปรับระยะเวลาการเริ่มโปรเจสเตอโรนและทำ ERA test ซ้ำก่อนที่จะวางแผนการใส่ตัวอ่อน

การแปลผลและการปรับแผนต้องดำเนินการโดยแพทย์ เพราะต้องพิจารณาร่วมกับชนิดของรอบการรักษา ระยะของตัวอ่อน ยาที่ใช้ และข้อมูลทางการแพทย์อื่นของผู้รับการรักษา

ORA Test คืออะไร?

ORA Test หรือ Non-Invasive Endometrial Receptivity Test เป็นการตรวจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวโดยไม่ต้องเก็บชิ้นเนื้อจากเยื่อบุโพรงมดลูก

การตรวจใช้เพียงตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปวิเคราะห์ microRNA หรือ miRNA ซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่อยู่ในกระแสเลือดของผู้หญิง ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและส่งสัญญาณระหว่างเซลล์

ORA Test จะวิเคราะห์รูปแบบของ miRNA ในกระแสเลือดที่สัมพันธ์กับสถานะของเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อประเมินว่าในช่วงเวลาที่ตรวจนั้น เยื่อบุอยู่ในระยะพร้อมรับการฝังตัวหรือไม่

ข้อมูลจากผู้พัฒนาการตรวจระบุว่า ORA Test ออกแบบมาเพื่อระบุ Window of Implantation จากรูปแบบของ microRNA ในเลือด โดยไม่ต้องทำ Endometrial Biopsy

ORA Test ตรวจอย่างไร?

ขั้นตอนของ ORA Test เริ่มจากการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกและให้ฮอร์โมนตามแผนที่แพทย์กำหนด เช่นเดียวกับการจำลองรอบย้ายตัวอ่อน

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผู้รับการรักษาจะได้รับการเจาะเลือดเพื่อนำตัวอย่างไปวิเคราะห์รูปแบบของ miRNA และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก

ผลที่ได้จะช่วยประเมินว่า Window of Implantation ตรงกับช่วงเวลามาตรฐานหรือไม่ และแพทย์ควรปรับเวลาการให้ฮอร์โมนหรือกำหนดวันย้ายตัวอ่อนอย่างไร

เนื่องจากไม่ต้องเก็บชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก ORA Test จึงช่วยลดความเจ็บปวด ความกังวล และความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นจากการทำ Endometrial Biopsy 

นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บตัวอย่างเลือดไว้ล่วงหน้าในรอบการย้ายตัวอ่อนจริง เพื่อใช้เป็นแผนสำรองในการส่งตรวจ หากการย้ายตัวอ่อนครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ผลการตรวจที่ได้จะช่วยให้สามารถวางแผนการย้ายตัวอ่อนในรอบถัดไปได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อทำรอบจำลองสำหรับการตรวจเพิ่มเติม

ERA Test และ ORA Test ต่างกันอย่างไร?

ทั้ง ERA Test และ ORA Test มีเป้าหมายหลักคล้ายกัน คือการประเมิน Window of Implantation เพื่อช่วยวางแผนวันย้ายตัวอ่อนเฉพาะบุคคล แต่แตกต่างกันในวิธีเก็บตัวอย่างและข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์

หัวข้อเปรียบเทียบERA TestORA Test
ชื่อเต็มEndometrial Receptivity AnalysisNon-Invasive Endometrial Receptivity Test
วิธีเก็บตัวอย่างเก็บชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกเจาะเลือด
สิ่งที่นำมาวิเคราะห์การแสดงออกของยีนในเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกรูปแบบของ microRNA ในกระแสเลือด
การเก็บชิ้นเนื้อจำเป็นไม่จำเป็น
การเตรียมผนังรอบจำลอง (Mock Cycle)จำเป็นไม่จำเป็น ในกรณีวางแผนเก็บเลือดไว้ล่วงหน้า
ความรู้สึกขณะตรวจอาจรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บขณะเก็บตัวอย่างใกล้เคียงกับการเจาะเลือดทั่วไป
จุดประสงค์ประเมินช่วงเวลาที่เยื่อบุพร้อมรับตัวอ่อนประเมินช่วงเวลาที่เยื่อบุพร้อมรับตัวอ่อน
การนำผลไปใช้วางแผน Personalized Embryo Transferวางแผน Personalized Embryo Transfer

การเลือกตรวจ ERA หรือ ORA Test ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวกเพียงอย่างเดียว แพทย์จะพิจารณาจากประวัติการรักษา จำนวนตัวอ่อนที่มีอยู่ ลักษณะของรอบย้ายตัวอ่อน ความเหมาะสมของผู้ป่วย และข้อมูลทางการแพทย์ที่ต้องการประเมิน

การตรวจ ERA Test หรือ ORA Test เหมาะกับใคร?

แพทย์อาจพิจารณาการตรวจความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกในผู้รับการรักษาบางกลุ่ม ได้แก่

ผู้ที่เคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดี แต่ยังไม่เกิดการฝังตัว

หากผ่านการย้ายตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีหรือมีโครโมโซมปกติแล้ว แต่ยังไม่เกิดการตั้งครรภ์ แพทย์อาจประเมินว่า Window of Implantation เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ควรตรวจเพิ่มเติมหรือไม่

ผู้ที่มีตัวอ่อนคุณภาพดีจำนวนจำกัด

สำหรับผู้ที่มีตัวอ่อนพร้อมย้ายจำนวนไม่มาก การมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมรับตัวอ่อน อาจช่วยให้แพทย์ออกแบบแผนการย้ายตัวอ่อนได้ละเอียดขึ้น

ผู้ที่ต้องการกำหนดวันย้ายตัวอ่อนให้ตรงกับสรีระของตนเอง

ผู้หญิงแต่ละคนอาจมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนและช่วงเวลาความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกแตกต่างกัน การตรวจจึงอาจช่วยระบุเวลาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลแทนการใช้ช่วงเวลามาตรฐานเพียงอย่างเดียว

ผู้ที่มีประวัติการฝังตัวล้มเหลวซ้ำ

ในกรณีที่เคยย้ายตัวอ่อนหลายครั้งแล้วยังไม่สำเร็จ แพทย์อาจพิจารณาการตรวจ ERA หรือ ORA Test เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินเชิงลึก ร่วมกับการตรวจหาปัจจัยอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการฝังตัว

อย่างไรก็ตาม การตรวจความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้เข้ารับการทำ IVF หรือ ICSI ทุกคน การตรวจควรมีข้อบ่งชี้และผ่านการประเมินโดยแพทย์เป็นรายบุคคล โดยเฉพาะหลักฐานและคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้การตรวจในผู้ที่มีการฝังตัวล้มเหลวซ้ำยังคงได้รับการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การตรวจ ERA หรือ ORA Test ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้อย่างไร?

จุดประสงค์ของการตรวจไม่ใช่การเปลี่ยนคุณภาพของตัวอ่อนหรือทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้นโดยตรง แต่เป็นการเพิ่มข้อมูลให้แพทย์สามารถวางแผนช่วงเวลาของการย้ายตัวอ่อนได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

หากผลตรวจพบว่า Window of Implantation ของผู้รับการรักษาไม่ตรงกับช่วงเวลามาตรฐาน แพทย์อาจปรับระยะเวลาในการได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนย้ายตัวอ่อน เช่น

  • กำหนดวันและเวลาย้ายตัวอ่อนให้ตรงกับ Personalized Window โดยเพิ่ม/ลดจำนวนชั่วโมงของการได้รับโปรเจสเตอโรนตามผลการตรวจ
  • แนะนำตรวจ ERA/ORA test ซ้ำ โดยเพิ่ม/ลดจำนวนชั่วโมงของการได้รับโปรเจสเตอโรนตามผลการตรวจ

แนวทางนี้ช่วยให้การย้ายตัวอ่อนไม่ได้อาศัยเพียงช่วงเวลามาตรฐาน แต่ใช้ข้อมูลระดับยีนหรือโมเลกุลมาประกอบการวางแผนเฉพาะบุคคล

อย่างไรก็ตาม ผลสำเร็จของการรักษายังขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ เช่น อายุ คุณภาพไข่และอสุจิ คุณภาพและโครโมโซมของตัวอ่อน สุขภาพของโพรงมดลูก และปัจจัยเฉพาะของผู้เข้ารับการรักษา

ERA Test และ ORA Test จึงไม่สามารถรับประกันการฝังตัวหรือการตั้งครรภ์ได้ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มข้อมูลสำหรับการวางแผนการรักษาอย่างละเอียดและตรงจุดมากขึ้น

ก่อนตรวจ ERA หรือ ORA Test ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

การตรวจต้องดำเนินการในรอบที่แพทย์วางแผนอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถจำลองสภาวะของเยื่อบุโพรงมดลูกให้ใกล้เคียงกับรอบย้ายตัวอ่อนจริง

สิ่งสำคัญคือ

  • ใช้ยาตามแผนและเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • ไม่ปรับหรือหยุดฮอร์โมนด้วยตนเอง
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยา อาหารเสริม และโรคประจำตัว
  • เข้ารับการตรวจเลือดหรืออัลตราซาวนด์ตามนัด
  • บันทึกเวลาที่เริ่มใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนให้ถูกต้อง
  • เข้ารับการเก็บชิ้นเนื้อหรือเจาะเลือดตามวันและเวลาที่กำหนด

เนื่องจากผลตรวจมีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการได้รับฮอร์โมน ความคลาดเคลื่อนของเวลาอาจส่งผลต่อการแปลผลและแผนการย้ายตัวอ่อนในรอบต่อไปได้

สรุป ERA Test และ ORA Test เลือกการย้ายตัวอ่อนในจังหวะที่เหมาะสม

การฝังตัวที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยทั้งตัวอ่อนที่มีศักยภาพและเยื่อบุโพรงมดลูกที่พร้อมในช่วงเวลาที่เหมาะสม

แม้จะมีตัวอ่อนโครโมโซมปกติและมีความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในเกณฑ์ดี แต่หากช่วงเวลาการย้ายตัวอ่อนไม่ตรงกับ Window of Implantation ตัวอ่อนอาจไม่สามารถฝังตัวได้ตามที่คาดหวัง

ERA Test ใช้การเก็บชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อวิเคราะห์การแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมของเยื่อบุ ส่วน ORA Test ใช้การเจาะเลือดเพื่อวิเคราะห์รูปแบบของ microRNA โดยไม่ต้องเก็บชิ้นเนื้อ

ข้อมูลจากการตรวจสามารถช่วยให้แพทย์ออกแบบ Personalized Embryo Transfer ด้วยการปรับระยะเวลาการให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและกำหนดวันย้ายตัวอ่อนให้สอดคล้องกับสรีระของผู้รับการรักษาแต่ละราย

สำหรับผู้ที่เคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีแล้วยังไม่สำเร็จ มีตัวอ่อนจำนวนจำกัด หรือมีประวัติการฝังตัวล้มเหลวซ้ำ การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการตรวจ ERA หรือ ORA Test อาจช่วยให้ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับวางแผนการรักษาในครั้งต่อไป

ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับ ERA Test และ ORA Test

หากคุณกำลังเตรียมย้ายตัวอ่อน เคยย้ายตัวอ่อนแล้วไม่ฝังตัว หรือมีประวัติการฝังตัวล้มเหลวซ้ำ สามารถนัดหมายเข้ารับคำปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

แพทย์จะทบทวนประวัติการรักษา คุณภาพตัวอ่อน การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินว่าการตรวจ ERA Test หรือ ORA Test เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อแผนการรักษาของคุณหรือไม่

ตัวอ่อนคุณภาพดีดูจากอะไร? ไม่ได้ดูแค่ความสวย แต่ต้องดูการเติบโตของเซลล์

เมื่อพูดถึง ตัวอ่อนคุณภาพดี หลายคนอาจนึกถึงตัวอ่อนที่มีรูปร่างสวย เซลล์เรียงตัวเป็นระเบียบ หรือได้รับการจัดอยู่ในเกรดที่ดี แต่ในมุมมองของ นักวิทยาศาสตร์ห้องเพาะเลี้ยงตัวอ่อน หรือ Embryologist การประเมินตัวอ่อนไม่ได้พิจารณาเพียงรูปลักษณ์ที่เห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์เท่านั้น

สิ่งสำคัญคือการติดตามว่า ตัวอ่อนมีการปฏิสนธิและแบ่งเซลล์ตามลำดับอย่างเหมาะสมหรือไม่ เซลล์มีขนาดใกล้เคียงกันเพียงใด มีเศษเซลล์หรือ Fragmentation มากน้อยแค่ไหน รวมถึงสามารถพัฒนาต่อเนื่องจากระยะเริ่มต้นไปจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ได้หรือไม่

ภายในห้องปฏิบัติการ นักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนจึงมีทั้งเกณฑ์การประเมินและไทม์ไลน์ในการติดตามพัฒนาการอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าตัวอ่อนแต่ละตัวมีความสมบูรณ์และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อมากน้อยเพียงใด

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ในแต่ละช่วงของการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน นักวิทยาศาสตร์พิจารณาอะไรบ้าง และเหตุใดการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับเซลล์จึงมีความสำคัญต่อการวางแผนรักษาภาวะมีบุตรยาก

ตัวอ่อนคุณภาพดี

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนประเมินอะไรภายใต้กล้องจุลทรรศน์?

หลังจากนำเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่กระบวนการปฏิสนธิ ไม่ว่าจะเป็นการทำ IVF หรือ ICSI ตัวอ่อนจะได้รับการเพาะเลี้ยงภายในห้องปฏิบัติการที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม

ตลอดช่วงเวลาการเพาะเลี้ยง นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนในแต่ละวัน โดยพิจารณาหลายองค์ประกอบร่วมกัน เช่น

  • ลักษณะของการปฏิสนธิ
  • จำนวนเซลล์ในแต่ละช่วงเวลา
  • ความสม่ำเสมอของขนาดเซลล์
  • ปริมาณ Fragmentation หรือเศษเซลล์
  • การรวมตัวของเซลล์
  • การเกิดโพรงภายในตัวอ่อน
  • ลักษณะของกลุ่มเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นตัวเด็กและรก
  • ความต่อเนื่องของการพัฒนาตั้งแต่ระยะแรกจนถึงระยะบลาสโตซิสต์

การประเมินเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์มีข้อมูลสำหรับจัดลำดับตัวอ่อน และใช้ประกอบการวางแผนว่าจะเพาะเลี้ยงต่อ แช่แข็ง ตรวจเพิ่มเติม หรือพิจารณาย้ายตัวอ่อนตามความเหมาะสม

Day 1: ระยะ Zygote จุดเริ่มต้นของการปฏิสนธิ

ใน Day 1 ตัวอ่อนจะอยู่ในระยะที่เรียกว่า Zygote หรือไซโกต ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นหลังจากเซลล์ไข่และอสุจิเกิดการปฏิสนธิ

สิ่งแรกที่นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนมองหาคือ Pronuclei หรือ PN จำนวน 2 อัน โดย Pronuclei ทั้งสองควรมีขนาดใกล้เคียงกัน Pronucleus หนึ่งได้รับสารพันธุกรรมมาจากฝ่ายหญิง และอีกหนึ่งได้รับสารพันธุกรรมมาจากฝ่ายชาย

ลักษณะนี้เรียกว่า 2PN ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้เบื้องต้นว่าเกิดการปฏิสนธิขึ้นตามลักษณะที่คาดหวัง

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังตรวจดู Polar Body จำนวน 2 อัน เพื่อใช้ประกอบการประเมินว่ากระบวนการปฏิสนธิได้เกิดขึ้น และตัวอ่อนมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การแบ่งเซลล์ในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม การพบ 2PN เป็นการประเมินลักษณะการปฏิสนธิในระยะแรก ไม่ได้หมายความว่าตัวอ่อนจะสามารถพัฒนาไปถึงระยะบลาสโตซิสต์หรือเกิดการตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอน นักวิทยาศาสตร์จึงต้องติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในวันถัดไป

Day 2–3: ระยะ Cleavage การแบ่งเซลล์อย่างสม่ำเสมอ

หลังจากเกิดการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะเริ่มเข้าสู่ระยะ Cleavage ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์ภายในตัวอ่อนแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงนี้ นักวิทยาศาสตร์จะพิจารณาทั้งจำนวนเซลล์ ขนาดของเซลล์ ความสม่ำเสมอของการแบ่งตัว และปริมาณ Fragmentation เพื่อประเมินพัฒนาการของตัวอ่อน

Day 2: ระยะ 2-Cell Stage

ในช่วง Day 2 ตัวอ่อนจะเริ่มแบ่งตัวเป็น 2 เซลล์ ตามเวลาที่เหมาะสม

ตัวอ่อนที่มีพัฒนาการดีควรมีเซลล์ทั้งสองที่มีขนาดใกล้เคียงกัน และมีการแบ่งตัวอย่างสมดุล ไม่พบความแตกต่างของขนาดเซลล์อย่างชัดเจน

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญคือ Fragmentation หรือเศษเซลล์ที่เกิดจากการแบ่งตัวที่ไม่สมบูรณ์และแทรกอยู่ในตัวอ่อน

ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีในระยะนี้ควรมี Fragmentation ในระดับต่ำมาก หรือมีปริมาณน้อยกว่า 10% ซึ่งสะท้อนถึงการแบ่งเซลล์ที่ค่อนข้างเป็นระเบียบและมีความสมบูรณ์ในระดับเซลล์

Day 2–3: ระยะ 4-Cell Stage

เมื่อตัวอ่อนพัฒนาต่อจากระยะ 2 เซลล์ จะเข้าสู่ระยะ 4-Cell Stage

ในระยะนี้ เซลล์ควรแบ่งตัวอย่างสม่ำเสมอเป็น 4 เซลล์ โดยแต่ละเซลล์ควรมีขนาดใกล้เคียงกัน และไม่พบเซลล์ที่มีลักษณะเสื่อมสภาพ มีเศษเซลล์หรือ fragmentation น้อย

การที่เซลล์สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระเบียบ เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ช่วยบ่งบอกว่าตัวอ่อนยังคงมีพัฒนาการที่เหมาะสม

จะเห็นได้ว่า นักวิทยาศาสตร์จะไม่ประเมินจากจำนวนเซลล์เพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาร่วมกับคุณภาพของเซลล์ ความสมมาตร และปริมาณ Fragmentation ด้วย

Day 3: ระยะ 8-Cell Stage

ใน Day 3 ตัวอ่อนคุณภาพดี ควรพัฒนามาถึงประมาณ 7–8 เซลล์

เซลล์ควรเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ มีขนาดสม่ำเสมอ และมี Fragmentation ในระดับน้อย

นักวิทยาศาสตร์จะติดตามว่า ตัวอ่อนสามารถแบ่งเซลล์ต่อเนื่องตามช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ รวมถึงตรวจดูว่ามีเซลล์ที่หยุดพัฒนา เสื่อมสภาพ หรือมีความผิดปกติที่เห็นได้จากลักษณะทางกายภาพหรือไม่

หากตัวอ่อนสามารถแบ่งตัวได้อย่างต่อเนื่องตามเกณฑ์ มีจำนวนเซลล์ประมาณ 7–8 เซลล์ เซลล์เรียงตัวสวยงาม และมี Fragmentation ต่ำ จะถือว่าเป็นตัวอ่อนที่มีพัฒนาการดี และมีความพร้อมที่จะพัฒนาเข้าสู่ระยะต่อไป

Day 3–4: ระยะ Morula มหัศจรรย์แห่งการรวมตัวของเซลล์

เมื่อตัวอ่อนแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนมากขึ้น จะเริ่มเข้าสู่ระยะ Morula หรือมอรูลา ในช่วง Day 3–4

ลักษณะสำคัญของระยะนี้คือ เซลล์ทั้งหมดจะเริ่มรวมตัวกันแน่นในกระบวนการที่เรียกว่า Compaction

เมื่อเกิด Compaction ขอบเขตของแต่ละเซลล์จะเริ่มมองเห็นได้ยากขึ้น เนื่องจากเซลล์เชื่อมต่อและรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่มีความแน่นมากขึ้น

การรวมตัวที่สมบูรณ์และสม่ำเสมอเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่า เซลล์ต่างๆ สามารถทำงานและพัฒนาร่วมกันได้อย่างเหมาะสม

ระยะ Morula ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เนื่องจากตัวอ่อนกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ระยะ Blastocyst หรือบลาสโตซิสต์ ซึ่งจะเริ่มมีการสร้างโพรงภายในตัวอ่อนที่เรียกว่า Blastocyst Cavity หรือ Blastocoel

หากเซลล์สามารถรวมตัวได้ดีและพัฒนาต่อเนื่อง ตัวอ่อนก็จะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ระยะบลาสโตซิสต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ

Day 4–7: ระยะ Blastocyst เป้าหมายสำคัญของการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

ในช่วง Day 4–7 ตัวอ่อนจะเริ่มพัฒนาเข้าสู่ระยะ Blastocyst หรือบลาสโตซิสต์

ระยะนี้เป็นช่วงที่โครงสร้างภายในตัวอ่อนเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยจะเกิดโพรงน้ำภายในตัวอ่อน และเซลล์เริ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มตามหน้าที่อย่างชัดเจน

โครงสร้างสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ประเมินประกอบด้วย

  • Inner Cell Mass: ICM กลุ่มเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นตัวเด็ก
  • Trophectoderm: TE กลุ่มเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นรกและถุงน้ำคร่ำ และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการฝังตัว
  • Blastocoel โพรงน้ำภายในตัวอ่อนที่จะพัฒนาไปเป็นน้ำคร่ำ

ในระยะบลาสโตซิสต์ นักวิทยาศาสตร์จะประเมินทั้งการขยายตัวของโพรง ลักษณะของ ICM จำนวนและการเรียงตัวของเซลล์ TE ตลอดจนระดับการฟักออกจากเปลือกหุ้มตัวอ่อน

Early Blastocyst: ช่วง Day 4–5

ในระยะ Early Blastocyst จะเริ่มเกิดโพรงน้ำหรือ Blastocoel ภายในตัวอ่อน

แม้โพรงอาจยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เป็นสัญญาณว่าตัวอ่อนได้เริ่มเปลี่ยนจากกลุ่มเซลล์ที่รวมตัวกันแน่นในระยะ Morula ไปสู่โครงสร้างที่มีการแบ่งหน้าที่ของเซลล์อย่างชัดเจนขึ้น

ในช่วงนี้ นักวิทยาศาสตร์จะเริ่มสังเกตเห็นกลุ่มเซลล์สำคัญ 2 กลุ่ม ได้แก่

  • Inner Cell Mass หรือ ICM ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นตัวเด็ก
  • Trophectoderm หรือ TE ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นรกและถุงน้ำคร่ำ

การเริ่มเห็นโพรง Blastocoel และการแบ่งกลุ่มเซลล์ดังกล่าว เป็นสัญญาณของพัฒนาการที่สำคัญก่อนที่ตัวอ่อนจะขยายตัวมากขึ้นในระยะถัดไป

Expanded Blastocyst: ช่วง Day 5–7

เมื่อตัวอ่อนพัฒนาต่อ โพรง Blastocoel จะขยายใหญ่ขึ้น ทำให้ตัวอ่อนมีขนาดเพิ่มขึ้น และเปลือกหุ้มตัวอ่อนที่เรียกว่า Zona Pellucida เริ่มบางลง

ในระยะ Expanded Blastocyst นักวิทยาศาสตร์จะให้ความสำคัญกับลักษณะของกลุ่มเซลล์ ICM และ TE

กลุ่มเซลล์ ICM ควรรวมตัวกันแน่น สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และมีลักษณะเป็นกลุ่มเซลล์ที่เป็นระเบียบ เนื่องจากเป็นส่วนที่จะพัฒนาไปเป็นตัวเด็ก

ส่วนกลุ่มเซลล์ TE ควรมีเซลล์จำนวนมากและเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบบริเวณรอบนอกของตัวอ่อน เพราะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฝังตัวและการพัฒนาไปเป็นรกในระยะต่อไป

นอกจากลักษณะของ ICM และ TE แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังประเมินระดับการขยายตัวของโพรง และความบางของ Zona Pellucida เพื่อดูว่าตัวอ่อนมีความพร้อมที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการฟักออกจากเปลือกหรือไม่

Hatching Blastocyst: ช่วง Day 5–7

ในระยะ Hatching Blastocyst ตัวอ่อนจะเริ่มฟักออกจากเปลือกหุ้ม Zona Pellucida โดยจะเห็นเซลล์บางส่วนยื่นออกมาจากช่องเปิดของเปลือก

การฟักออกจากเปลือกเป็นหนึ่งในกระบวนการตามธรรมชาติของตัวอ่อน ก่อนที่จะสามารถสัมผัสและเริ่มกระบวนการฝังตัวกับเยื่อบุโพรงมดลูก

การที่ตัวอ่อนสามารถพัฒนามาถึงระยะ Hatching Blastocyst แสดงให้เห็นว่าตัวอ่อนมีพัฒนาการต่อเนื่อง และมีความพร้อมในระดับหนึ่งสำหรับการเข้าสู่ขั้นตอนการฝังตัว

อย่างไรก็ตาม การอยู่ในระยะ Hatching ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการฝังตัวหรือการตั้งครรภ์สำเร็จในทุกกรณี เนื่องจากผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของตัวอ่อน ความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก และปัจจัยเฉพาะของผู้เข้ารับการรักษาแต่ละราย

ตัวอ่อนที่ดูสวยเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?

การดูรูปร่างของตัวอ่อนมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียวในการประเมินคุณภาพตัวอ่อน

นักวิทยาศาสตร์ต้องพิจารณาพัฒนาการตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การเกิด 2PN ใน Day 1 การแบ่งตัวเป็น 2 เซลล์ 4 เซลล์ และ 7–8 เซลล์ในช่วง Day 2–3 การรวมตัวของเซลล์ในระยะ Morula ไปจนถึงการเกิดโพรงและการแบ่งกลุ่มเซลล์ในระยะ Blastocyst

ตัวอ่อนที่มีรูปลักษณ์ดีในวันใดวันหนึ่ง แต่ไม่สามารถแบ่งเซลล์หรือพัฒนาต่อได้ตามลำดับ อาจมีศักยภาพแตกต่างจากตัวอ่อนที่มีการเติบโตต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงความสวยของภาพตัวอ่อน แต่รวมถึง “เส้นทางการเติบโตของเซลล์” ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในห้องปฏิบัติการ

ตัวอ่อนรูปร่างดีหมายถึงโครโมโซมปกติหรือไม่?

การประเมินคุณภาพและการให้เกรดตัวอ่อนจากรูปร่างหรือพัฒนาการ เป็นการประเมินลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์

ตัวอ่อนที่มีรูปร่างสวย เซลล์สม่ำเสมอ มี Fragmentation ต่ำ หรือพัฒนาได้ถึงระยะบลาสโตซิสต์ อาจได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพทางสัณฐานวิทยาที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวอ่อนนั้นจะมีโครโมโซมปกติเสมอไป

ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ แพทย์อาจพิจารณา การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว หรือ PGT-A เพื่อประเมินจำนวนโครโมโซมของตัวอ่อนเพิ่มเติม โดยแพทย์จะพิจารณาความเหมาะสมตามอายุ ประวัติการตั้งครรภ์ ผลการรักษา และปัจจัยของผู้ป่วยแต่ละราย

ตัวอ่อนคุณภาพดี รับประกันการตั้งครรภ์หรือไม่?

แม้ตัวอ่อนที่มีพัฒนาการดีจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการรักษา แต่ไม่สามารถรับประกันผลสำเร็จของการตั้งครรภ์ได้

โอกาสในการฝังตัวและตั้งครรภ์ยังขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ เช่น

  • อายุของฝ่ายหญิง
  • คุณภาพของเซลล์ไข่และอสุจิ
  • ความสมบูรณ์ของตัวอ่อน
  • สถานะโครโมโซมของตัวอ่อน
  • ความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • สุขภาพโดยรวมและโรคประจำตัว
  • เทคนิคการแช่แข็ง ละลาย และย้ายตัวอ่อน
  • ปัจจัยเฉพาะของผู้เข้ารับการรักษาแต่ละราย

การประเมินตัวอ่อนจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ แต่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์จะต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางการแพทย์ด้านอื่นๆ ด้วย

เพราะเหตุใดห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจึงมีความสำคัญ?

พัฒนาการของตัวอ่อนเกิดขึ้นในระดับเซลล์และมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจึงต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม

ปัจจัยสำคัญภายในห้องปฏิบัติการ ได้แก่

  • การควบคุมอุณหภูมิ
  • การควบคุมก๊าซและสภาพแวดล้อมภายในตู้อบ
  • คุณภาพของน้ำยาเพาะเลี้ยง
  • คุณภาพอากาศ
  • การลดการรบกวนตัวอ่อน
  • กระบวนการตรวจติดตามและบันทึกพัฒนาการ
  • ประสบการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อน

นอกเหนือจากเทคโนโลยีและอุปกรณ์แล้ว ความละเอียดรอบคอบของ Embryologist ยังมีบทบาทสำคัญ เพราะนักวิทยาศาสตร์ต้องติดตามรายละเอียดของตัวอ่อนแต่ละตัวตั้งแต่การปฏิสนธิ การแบ่งเซลล์ การรวมตัว ไปจนถึงระยะบลาสโตซิสต์

ที่ Superior A.R.T. เราให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดภายในห้องปฏิบัติการ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนมากประสบการณ์ทำงานร่วมกับทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินพัฒนาการและคัดเลือกตัวอ่อนที่มีความพร้อมเหมาะสมกับแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

สรุป: ตัวอ่อนที่ดีต้องดูทั้งความสวยและการเติบโตของเซลล์

การประเมินตัวอ่อนคุณภาพดีไม่ได้พิจารณาเพียงรูปลักษณ์ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แต่ต้องติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

ใน Day 1 นักวิทยาศาสตร์จะตรวจดูการปฏิสนธิจาก 2PN และ Polar Body จากนั้นจึงติดตามการแบ่งเซลล์ในระยะ Cleavage ตั้งแต่ 2 เซลล์ 4 เซลล์ จนถึงประมาณ 7–8 เซลล์ใน Day 3

เมื่อเข้าสู่ Day 3–4 ตัวอ่อนจะเริ่มรวมตัวกันแน่นในระยะ Morula ก่อนพัฒนาต่อไปเป็นระยะ Blastocyst ในช่วง Day 4–7 ซึ่งจะมีการสร้างโพรง Blastocoel และแบ่งกลุ่มเซลล์ออกเป็น ICM และ TE

นักวิทยาศาสตร์จะประเมินทั้งจำนวนเซลล์ ความสม่ำเสมอ Fragmentation การรวมตัวของเซลล์ ลักษณะของ ICM และ TE รวมถึงระดับการขยายตัวและการฟักออกจากเปลือกของตัวอ่อน

เพราะตัวอ่อนที่ดีไม่ได้ดูเพียงว่า “สวยแค่ไหน” แต่ต้องดูว่าเซลล์สามารถเติบโต แบ่งตัว และพัฒนาต่อเนื่องได้อย่างไรตลอดเส้นทางภายในห้องปฏิบัติการ

ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาภาวะมีบุตรยาก

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร พยายามตั้งครรภ์มาระยะหนึ่งแล้วยังไม่สำเร็จ หรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ การทำ IVF การทำ ICSI การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน และการประเมินคุณภาพตัวอ่อน สามารถนัดหมายเข้ารับคำปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

ทีมแพทย์จะประเมินข้อมูลของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เพื่อวางแผนการตรวจและการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคู่

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.70 ❝การย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติ VS รอบเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยฮอร์โมน ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้โอกาสท้องสูงสุด❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF หรือ ICSI) ขั้นตอนที่สำคัญและถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการประสบความสำเร็จก็คือ “การย้ายตัวอ่อน” กลับเข้าสู่โพรงมดลูก แต่ก่อนที่จะถึงวันย้ายตัวอ่อน สิ่งที่คุณหมอและคนไข้จะต้องร่วมกันวางแผนก็คือ “วิธีการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก” ซึ่งในปัจจุบันมี 2 วิธีหลักที่นิยมใช้ คือ การย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติ และ การย้ายตัวอ่อนรอบใช้ฮอร์โมนเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก

หลายคนเกิดคำถามว่า สองวิธีนี้แตกต่างกันอย่างไร? มีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง? และวิธีไหนที่จะช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้มากกว่ากัน? บทความนี้สรุปข้อมูลเชิงลึกจากไลฟ์สด Superior A.R.T. มาให้คนไข้ได้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมตัวอย่างมั่นใจ


📑 สารบัญเนื้อหา (คลิกเพื่ออ่านตามหัวข้อ)


ทำไมต้องเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก? กลไกธรรมชาติตามรอบเดือน [01:52]

ในการเตรียมย้ายตัวอ่อน ก่อนที่เราจะไปเลือกว่าจะใช้ฮอร์โมนเตรียมหรือใช้รอบธรรมชาติ เราต้องทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมดลูกตามธรรมชาติกันก่อน

รอบเดือน รอบธรรมชาติ การย้ายตัวอ่อน

โดยปกติแล้ว ในช่วงที่มีประจำเดือนมา จะเป็นช่วงที่เยื่อบุโพรงมดลูกชุดเดิมหลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ซึ่งเราจะนับวันแรกที่มีเลือดประจำเดือนออกเป็น “วันที่ 1 ของรอบเดือน” หลังจากที่เยื่อบุหลุดลอกออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยฮอร์โมนสำคัญ 2 ชนิดตามลำดับ ดังนี้:

  • 1. ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen / Estradiol): เป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่จะช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกค่อยๆ หนาตัวขึ้น ในรอบธรรมชาติ ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกสร้างมาจากไข่ในรังไข่ที่กำลังโตในรอบเดือนนั้นๆ
  • 2. ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone): เมื่อไข่โตเต็มที่และเกิด “การตกไข่” เปลือกไข่ที่เหลืออยู่จะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเยื่อบุโพรงมดลูกให้มีต่อมและเส้นเลือดมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน

สรุปคือไม่ว่าจะเตรียมแบบธรรมชาติหรือใช้ยาฮอร์โมน หลักการสำคัญคือต้องมี ฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อสร้างความหนา และตามด้วย ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง

สูตรคำนวณวันย้ายตัวอ่อน โดยทั่วไปหลังจากไข่ตก (หรือหลังเริ่มได้รับยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน) ครบ 5 วันเต็ม และจะทำการ ย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ 6 หลังไข่ตก หรือหลังได้ยา

การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วย “รอบฮอร์โมน” คืออะไร? [03:54]

การเตรียมแบบรอบฮอร์โมน คือการที่แพทย์ใช้ยาฮอร์โมนสังเคราะห์จากภายนอกเข้าไปควบคุมและกำหนดการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก ทดแทนการทำงานของร่างกายทั้งหมด โดยที่ร่างกายของคนไข้ไม่มีการตกไข่และการสร้างฮอร์โมนเองในรอบนั้น

ขั้นตอนการรับยาในรอบฮอร์โมน

  • เฟสที่ 1 สร้างความหนาเยื่อบุโพรงมดลูก: เมื่อประจำเดือนมา แพทย์จะให้เริ่มรับฮอร์โมนเพศหญิงกลุ่ม Estradiol ซึ่งมีทั้งรูปแบบยากิน (เช่น Progynova, Postmenop, Estrofem) หรือรูปแบบเจลสำหรับทา โดยจะใช้เวลาเตรียมตัวในช่วงครึ่งแรกของรอบเดือน จนถึงประมาณวันที่ 12 – 14 ของรอบเดือน แพทย์จะนัดอัลตราซาวด์ หากเยื่อบุหนาถึงจุดที่เหมาะสม (ประมาณ 8-12 มิลลิเมตร) และเรียงตัวเป็นสามชั้น ก็จะถือว่าผ่านเกณฑ์
  • เฟสที่ 2 ปรับโครงสร้างโพรงมดลูก: เมื่อเยื่อบุหนาได้ตามเกณฑ์ แพทย์จะเริ่มให้ฮอร์โมน Progesterone เสริมเข้ามา มีทั้งรูปแบบยากิน (เช่น Duphaston, Utrogestan) และรูปแบบยาสอดช่องคลอด (เช่น Utrogestan, Cyclogest, Crinone, Endometrin) โดยต้องสอดยาติดต่อกันให้ครบ 5 วันเต็ม และทำการ ย้ายตัวอ่อนในวันที่ 6 ของการสอดยา
  • เฟสที่ 3 ตรวจการตั้งครรภ์: หลังย้ายตัวอ่อนประมาณ 10 วัน คนไข้จะเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาค่า beta-hCG ในการยืนยันการตั้งครรภ์

ข้อควรระวังสำคัญในรอบฮอร์โมน [05:18]

เนื่องจากรอบนี้ร่างกายไม่มีการสร้างฮอร์โมนเองเลย ฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์จึงมาจาก “ยา” ที่คนไข้ทานและสอดจากภายนอก หากลืมทานยาหรือลืมสอดยา จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดเลือดออกผิดปกติหรือเกิดการแท้งได้ง่ายขึ้น คนไข้จำเป็นต้องใช้ยา Progesterone ต่อเนื่องไปจนกระทั่งอายุครรภ์ประมาณ 8 – 10 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่รกพัฒนาสมบูรณ์และสามารถสร้างฮอร์โมนขึ้นมาประคองการตั้งครรภ์แทนยาได้ แพทย์จะค่อยๆ พิจารณาลดยาบางตัวที่ทําให้คลื่นไส้อาเจียนหลังจากช่วง 7 สัปดาห์ขึ้นไป และหยุดยาในช่วงอายุครรภ์ 9-10 สัปดาห์

ข้อดีและข้อเสียของการเตรียมด้วย “รอบฮอร์โมน” [06:30]

ข้อดี:

  • วางแผนง่ายและแม่นยำ: เมื่อประจำเดือนมาสามารถเริ่มทานยา และคำนวณวันนัดอัลตราซาวด์ วันสอดยา วันย้ายตัวอ่อนล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน เหมาะกับคนไข้ที่ไม่ค่อยมีเวลา หรือรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

ข้อเสีย:

  • ต้องใช้ยาต่อเนื่องยาวนาน: จำเป็นต้องทานยาและสอดยาเป็นเวลานานจนถึงอายุครรภ์ 10 สัปดาห์
  • ผลข้างเคียงจากยา: อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และยาสอดอาจทำให้ระคายเคืองช่องคลอด
  • ผลต่อน้ำหนักเด็กแรกคลอด: แม้ยาฮอร์โมนที่ใช้จะใกล้เคียงธรรมชาติมากและไม่ทำให้เด็กผิดปกติ แต่มีรายงานทางสถิติพบว่า เด็กที่เกิดจากการย้ายตัวอ่อนรอบฮอร์โมนอาจมีแนวโน้มน้ำหนักตัวแรกคลอดมากกว่าเด็กที่ตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วย “รอบธรรมชาติ” คืออะไร? [07:56]

การเตรียมรอบธรรมชาติ คือการอาศัย “ฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง” จากการเจริญเติบโตของฟองไข่ในรอบเดือนนั้นๆ เป็นหลัก

ขั้นตอนการเตรียมรอบธรรมชาติ

เมื่อประจำเดือนมา แพทย์จะอัลตราซาวด์ดูไข่ตั้งต้น จากนั้นอาจมีการจ่าย ยากระตุ้นไข่แบบกิน (ประมาณ 5 วัน) เพื่อให้มีไข่โตขึ้นมา 1-2 ใบ เป้าหมายคือให้ฟองไข่เหล่านี้สร้างฮอร์โมน Estradiol ออกมาทำให้เยื่อบุหนาตัวเองตามธรรมชาติ

ในช่วงกลางรอบเดือน (ประมาณวันที่ 12) แพทย์จะนัดอัลตราซาวด์ดูขนาดของฟองไข่และติดตามไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้แน่ชัดว่า “ไข่ตกวันไหน” เมื่อทราบวันไข่ตกที่แน่นอนแล้ว เปลือกไข่จะเริ่มสร้างโปรเจสเตอโรนตามธรรมชาติ แพทย์จะนับไปอีก 5 วัน และนัดมา ย้ายตัวอ่อนในวันที่ 6

ข้อดีและข้อเสียของการเตรียมด้วย “รอบธรรมชาติ” [09:16]

ข้อดี:

  • ตอบสนองได้ดีและเป็นธรรมชาติ: การใช้ฮอร์โมนตัวเองมักจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างมดลูกได้ดีกว่า เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการดูดซึมยาฮอร์โมนจากภายนอก ที่เมื่อให้ในโดสที่เท่ากัน คนไข้แต่ละคนอาจจะดูดซึมยาได้แตกต่างกัน
  • ลดอาการข้างเคียง: แม้แพทย์จะมีการจ่ายยาฮอร์โมนเสริมให้บ้าง แต่จะใช้ปริมาณยาน้อยลงเหลือเพียงประมาณ 1/4 ของปริมาณยาที่ใช้ในรอบฮอร์โมน ทำให้คนไข้มีผลข้างเคียงจากยา เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียนน้อยกว่า
  • ลดปัญหาเลือดออกกะปริบกะปรอย: เนื่องจากมีฮอร์โมนของตัวเองคอย Backup อยู่ตลอด แม้จะทานยาคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ไม่ค่อยมีปัญหาเลือดออกหลังย้ายตัวอ่อน รวมถึงสามารถหยุดยาประคองครรภ์ได้เร็วกว่า

ข้อเสีย:

  • ควบคุมตารางเวลายากและอาจโดนยกเลิก: หากคนไข้ทานยาแล้วไม่มีไข่โต (เช่น กลุ่ม PCOS) หรือไข่ตกไปก่อน ที่จะมาตรวจ ก็ไม่สามารถใช้วิธีรอบธรรมชาติได้ และจำเป็นต้องยกเลิกในรอบเดือนนั้น
  • ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย: ในช่วงที่ใกล้ไข่ตก คนไข้อาจจำเป็นต้องมาตรวจอัลตราซาวด์หรือเจาะเลือดแบบวันต่อวัน เพื่อหาวันไข่ตกที่แท้จริง ทำให้เจ็บตัวบ่อยและยุ่งยากกว่า

ลักษณะเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยพร้อมฝังตัว [11:42]

ในการอัลตราซาวด์ช่วงกลางรอบเดือน (วันที่ 12-14) ก่อนเริ่มสอดยาโปรเจสเตอโรน แพทย์จะประเมินลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้:

การย้ายตัวอ่อน อัลตราซาวด์เยื่อบุโพรงมดลูก

ที่มา: https://www.researchgate.net/

รูปแบบเยื่อบุ

ลักษณะที่เห็นจากอัลตราซาวด์

การประเมินทางการแพทย์

เยื่อบุ 3 ชั้น ชัดเจน

เห็นขอบชัดเจนเรียงตัวเป็น 3 เส้น (Triple-Line Pattern) สลับขาว-ดำ-ขาว-ดำ-ขาว ผิวเรียบ ไม่มีติ่งเนื้อ (Polyp) วัดตั้งฉากจากขอบชั้นที่ 1 ถึง 3 ความหนาอยู่ที่ 8-12 มิลลิเมตร

สมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมสำหรับการเริ่มยาเฟสต่อไปและย้ายตัวอ่อน

เยื่อบุ 3 ชั้นแต่ยังบาง

เห็นโครงสร้าง 3 ชั้นชัดเจน แต่ความหนายังไม่ถึง 8 มิลลิเมตร

ปรับยาเพิ่มได้ แพทย์สามารถเพิ่มโดสฮอร์โมน Estradiol เพื่อรอให้เยื่อบุหนาตัวเพิ่มขึ้นได้

เยื่อบุขาวเบลอ มองไม่เห็นชั้น

ภาพเบลอขุ่น มองไม่เห็นเส้นแบ่ง 3 ชั้นที่ชัดเจน

ต้องยกเลิกรอบ เพราะเยื่อบุเปลี่ยนสภาพหลังไข่ตกไปแล้ว อายุเยื่อบุไม่สัมพันธ์กับตัวอ่อน โอกาสฝังตัวจะต่ำมาก (ลักษณะนี้จะถือว่าปกติก็ต่อเมื่อเกิด “หลัง” จากที่คนไข้สอดยาโปรเจสเตอโรนไปแล้วเท่านั้น)

อัตราความสำเร็จ: รอบธรรมชาติ VS รอบฮอร์โมน แบบไหนท้องมากกว่ากัน? [14:00]

จากสถิติและประสบการณ์การรักษาของ Superior A.R.T. พบว่า อัตราความสำเร็จหรือโอกาสการตั้งครรภ์ของทั้งสองวิธีนี้ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในปัจจุบันอัตราการตั้งครรภ์เฉลี่ยในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 70-78% ซึ่งสัดส่วนของคนไข้ที่เลือกใช้รอบธรรมชาติและรอบฮอร์โมนก็มีความคละเคล้ากันไป

ดังนั้นการจะเลือกใช้วิธีใด แพทย์จะพิจารณาจากบริบทและความเหมาะสมของคนไข้ เช่น ความสะดวกในการเดินทางมาพบแพทย์ ประวัติการรักษาที่ผ่านมา เช่น หากเคยใช้รอบฮอร์โมนแล้วเยื่อบุไม่สวย รอบถัดไปอาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นรอบธรรมชาติ

ERA Test คืออะไร? จำเป็นต้องตรวจทุกคนไหม? [15:05]

ERA Test (Endometrial Receptivity Analysis) คือนวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์เพื่อหา “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน” (Window of Implantation) เพื่อดูว่าเยื่อบุโพรงมดลูกของคนไข้รายนั้นๆ จะมีช่วงรับการฝังตัวของตัวอ่อนได้ดีที่สุดหลังเริ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เวลากี่ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

ตามมาตรฐานทั่วไป เราจะสอดยาโปรเจสเตอโรน 5 วัน และย้ายตัวอ่อนวันที่ 6 แต่จะมีคนไข้ประมาณ 10-15% ที่ร่างกายตอบสนองต่อยาช้าหรือเร็วกว่าคนทั่วไป เช่น เยื่อบุเปลี่ยนสภาพช้า ต้องสอดยานานถึง 6-7 วัน หรือบางรายตอบสนองดีมากเกินไป สอดยาเพียง 3-4 วันก็ต้องรีบย้ายตัวอ่อนแล้ว

จำเป็นต้องทำ ERA Test ทุกคนไหม?

คำตอบคือ “ไม่ต้องทำทุกคน”

ใครบ้างที่จำเป็นต้องตรวจ ERA Test?

  • คนไข้ที่เคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดี ตรวจโครโมโซมปกติ ผลฮอร์โมนดี ความหนาเยื่อบุโพรงมดลูกได้เกณฑ์ การย้ายราบรื่นแต่ “ไม่ท้อง” การตรวจ ERA จะช่วยหาคำตอบที่มองไม่เห็นจากการเจาะเลือดหรืออัลตราซาวด์ได้
  • คนไข้ที่ได้ตัวอ่อนมายากมาก มีจำนวนจำกัด และต้องการโอกาสที่ดีที่สุดในรอบนั้น

(หมายเหตุ: ปัจจุบันการตรวจ ERA ยังต้องใช้วิธีเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก ซึ่งอาจเจ็บเล็กน้อย แต่ในอนาคตอันใกล้ กำลังจะมีเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถเจาะเลือดตรวจได้ ซึ่งต้องรอผลการรับรองความแม่นยำเพื่อนำมาใช้งานต่อไป)

สรุปการเลือกวิธีดูแลรักษา

การเตรียมตัวก่อนย้ายตัวอ่อนถือเป็นก้าวสำคัญของว่าที่คุณแม่ การย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติและรอบฮอร์โมนต่างมีข้อเด่นและข้อจำกัดที่เกื้อกูลต่อสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน สิ่งที่ดีที่สุดคือการปรึกษาร่วมกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินประวัติการรักษา โครงสร้างมดลูก และไลฟ์สไตล์ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและสร้างโอกาสในการอุ้มรักครั้งสำคัญให้ประสบความสำเร็จสูงสุด

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.69 ❝5 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก ก่อนเตรียมตัวทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

สำหรับคู่สมรสที่กำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก การตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF หรือ ICSI) มักตามมาด้วยคำถามและความกังวลใจมากมาย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมอย่างมั่นใจที่สุด บทความนี้ได้ทำการถอดรหัสความรู้จากคลิปวิดีโอ Superior A.R.T. LIVE EP.69 เลือก 5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก มาตอบแบบเจาะลึก ครบถ้วนทุกประเด็น


📌 สารบัญ


1. จำนวนไข่ “เยอะหรือน้อย” มีผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วหรือไม่? [01:45]

คำถามแรกที่มักพบเสมอก่อนเริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่คือ จำนวนไข่มีผลต่อความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน? คำตอบโดยพื้นฐานคือ หากมีจำนวนไข่ที่เยอะกว่า ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้วมากกว่า ผู้ที่มีไข่น้อย แต่ทว่า “จำนวน” ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ชี้วัดความสำเร็จ เพราะปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “อายุ” ของฝ่ายหญิง

5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก กราฟแสดงจำนวนไข่กับอายุ

ที่มา: www.cdc.gov/birth-defects/

  • อายุน้อย (ต่ำกว่า 35 ปี) แต่จำนวนไข่น้อย: แม้จะกระตุ้นไข่ได้ไม่มาก แต่หากอายุยังน้อย คุณภาพของไข่มักจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติจากการทำเด็กหลอดแก้วจึงยังค่อนข้างสูงและน่าพอใจ
  • อายุมาก และไข่น้อย: เมื่ออายุมากขึ้นความผิดปกติของโครโมโซมในเซลล์ไข่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความเสี่ยงในการเกิดภาวะดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ที่สูงขึ้นตามอายุของมารดาที่มากขึ้น จากกราฟจะเห็นได้ว่าโอกาสมีลูกเป็นดาวซินโดรมมีได้ในทุกช่วงอายุ เช่น มารดาที่ท้องและคลอดบุตรตอนอายุ 25 ปี 1,000 คน มีโอกาสมีลูกเป็นเด็กดาวน์ซินโดรมประมาณ 1 คน (คือ 1:1000) และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุ 35 ปี โอกาสเกิดประมาณ 1:350 และเพิ่มชัดเจนหลังอายุ 40 ปี ยิ่งหากมีจำนวนไข่น้อยร่วมด้วย โอกาสที่จะคัดกรองเจอตัวอ่อนที่สมบูรณ์ไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) และมีโครโมโซมที่ปกติก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก
  • เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย: จากตารางด้านล่างนี้ จะเห็นได้ว่า สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติจากการทำเด็กหลอดแก้วจะอยู่ที่ประมาณ 50-60% แต่ตัวเลขนี้จะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนไข่ที่มากหรือน้อย ไม่ส่งผลต่อ % ตัวอ่อนที่ปกติหรือไม่ปกติ แค่มีโอกาสได้ตัวอ่อนที่ปกติมากขึ้นเท่านั้น
5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย

ที่มา:  Munne et al. Reprod Biomed Online

💡 ทางออกและการเตรียมตัว:

  • หากยังไม่มีแผนแต่งงาน หรือมีแนวโน้มจะแต่งงานช้า แนะนำให้มาตรวจประเมินและพิจารณา “การแช่แข็งไข่” (Egg Freezing) ไว้ล่วงหน้า โดยควรจะต้องเตรียมตัวให้ดีก่อน และเลือกรอบกระตุ้นไข่ที่มีไข่จํานวนน่าพอใจในระดับนึง เช่น หากค่าฮอร์โมน AMH อยู่ที่ 1 อาจจะเก็บไข่ได้ประมาณ 7-12 ใบ แต่หากอัลตราซาวด์แล้วเห็นไข่แค่ 3-4 ใบ ก็อาจจะพิจารณาเลื่อนไปทำรอบถัดไปที่มีจำนวนไข่ดี หากยังสามารถรอได้
  • ควรเก็บไข่แช่แข็งไว้กี่ฟอง: เพื่อให้การทำเด็กหลอดแก้วให้สำเร็จ ได้ตัวอ่อนที่ปกติอย่างน้อย 1 ตัวอ่อน  จำนวนไข่ที่เหมาะสมที่ควรเก็บจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 ใบ แต่สำหรับคนไข้อายุน้อยอาจไม่จำเป็นต้องถึง 15 ใบ ในทางกลับกัน หากอายุมาก เช่น เกิน 40 ปี แม้จะได้ไข่ 15-20 ใบ ก็อาจไม่ได้ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติเลยก็ได้ ดังนั้นการมาปรึกษาแพทย์เพื่อเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

2. อสุจิน้อย ตัววิ่งไม่ดี รูปร่างผิดปกติ ส่งผลต่อตัวอ่อนมากแค่ไหน? [08:15]

เนื่องจากตัวอ่อน เกิดจากการรวมตัวกันของ “1 ไข่ และ 1 อสุจิ” ดังนั้นคุณภาพของตัวอ่อนที่ดีจึงต้องมาจากคุณภาพของไข่ที่ดีร่วมกับคุณภาพของอสุจิ (สเปิร์ม) ที่ดีด้วย โดยอสุจิที่ดีประเมินได้จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ จำนวน, เปอร์เซ็นต์การเคลื่อนที่ (ตัววิ่ง), และรูปร่างลักษณะที่ปกติ

โครงสร้างของอสุจิและความสำคัญ: อสุจิประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว (บรรจุโครโมโซมหรือหน่วยพันธุกรรมของพ่อ), ส่วนกลางตัว (เป็นแหล่งพลังงาน), และ ส่วนหาง (ใช้ว่ายไปหาไข่) หากส่วนหัวของอสุจิมีความผิดปกติ เช่น หัวใหญ่ หัวเล็ก หรือมีสองหัว มักสัมพันธ์กับความผิดปกติของโครโมโซมภายใน นอกจาก 3 องค์ประกอบที่ว่ามา ในปัจจุบันยังมีการตรวจวิเคราะห์อสุจิที่ลึกขึ้น เพื่อดูการแตกหักของโครงสร้าง DNA ที่ส่วนห้วของอสุจิ (Sperm DNA fragmentation index, DFI) ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงคุณภาพของอสุจิได้มากขึ้นกว่าเดิม

โครงสร้างของอสุจิ

ผลกระทบเมื่ออสุจิไม่มีคุณภาพ (DFI สูง): ในปัจจุบันมีการตรวจหาภาวะการแตกหักของดีเอ็นเอที่หัวอสุจิ (Sperm DNA Fragmentation หรือ DFI) หากพบว่าอสุจิมีการแตกหักของ DNA สูง จะส่งผลกระทบชัดเจน ดังนี้:

  • อัตราการปฏิสนธิต่ำ: อสุจิเจาะไข่ได้น้อยกว่าปกติ หรือถ้าทำ ICSI จำนวนตัวอ่อนที่ปฏิสนธิปกติ (ตัวอ่อนระยะ 2PN) ในวันที่ 1 จะต่ำกว่าปกติ
  • ตัวอ่อนคุณภาพต่ำในวันที่ 3: ตัวอ่อนจะมีเศษเซลล์ (Fragmentation) เยอะ เป็นตัวอ่อนเกรด 2 หรือเกรด 3 แปลว่า การแบ่งเซลล์ไม่สำเร็จ ทำให้เซลล์ที่แบ่งไม่ได้กลายเป็นเศษเซลล์
  • อัตราการเลี้ยงถึงระยะบลาสโตซิสต์ต่ำ: ตัวอ่อนเจริญเติบโตไปไม่ถึงระยะ Day 5 (ฺBlastocyst)
  • ความเสี่ยงโครโมโซมผิดปกติและการแท้ง: แม้จะท้องธรรมชาติ การที่ฝ่ายชายมีค่า DFI สูงก็เพิ่มโอกาสเสี่ยงแท้ง หรือทารกหัวใจหยุดเต้นในครรภ์ได้มากกว่าผู้ชายที่มีค่า DFI ปกติ ถ้าหากทำเด็กหลอดแก้วแล้วตรวจโครโมโซม ก็จะพบว่าโอกาสได้ตัวอ่อนปกติน้อยลง

💡 การเตรียมตัวของคุณผู้ชายก่อนกระตุ้นไข่:

  • งดพฤติกรรมเสี่ยง: งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่
  • ระวังการใช้ยาบางกลุ่ม: โดยเฉพาะยาปลูกผมที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน หรือยาต้านฮอร์โมนเพศชาย ควรปรึกษาแพทย์และอาจต้องหยุดยาก่อน
  • ทานวิตามินบำรุง: วิตามินที่ช่วยเรื่องคุณภาพอสุจิ ได้แก่ ซิงค์ (Zinc), ไบโอติน (Biotin), วิตามินดี (Vitamin D) และกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น วิตามินซี (Vitamin C), โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10), น้ำมันปลา (Fish Oil)
  • การหลั่งอสุจิ: ควรมีการหลั่งอสุจิสม่ำเสมอ ประมาณ 4-5 วัน/ครั้ง การเก็บไว้นานเกินไปจะทำให้มีอสุจิตัวที่ตายสะสมมาก % ตัววิ่ง และตัวอสุจิที่รูปร่างปกติลดลง
  • ในเคสที่อสุจิผิดปกติมาก แพทย์อาจต้องตรวจระดับฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ที่มากระตุ้นการสร้างสเปิร์มที่ลูกอัณฑะ โดยอาจพิจารณาใช้ยากระตุ้นเพื่อช่วยเพิ่มการสร้างสเปิร์มและเพิ่มคุณภาพของสเปิร์ม

3. เตรียมตัวก่อนใส่ตัวอ่อน ควรทานวิตามินอะไรบ้าง? [13:14]

การเตรียมร่างกายเพื่อรับการฝังตัวอ่อนมีความสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนการทำตัวอ่อน นอกจากการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานอย่างการ คุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน (ความอ้วนทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกเรียงตัวและตอบรับตัวอ่อนได้ไม่ดี), การเข้านอนก่อน 23.00 น. (เพื่อให้ฮอร์โมนแห่งการเจริญวัย หรือ Growth Hormone หลั่งออกมาเต็มที่) และการเสริมวิตามินดังต่อไปนี้

  • วิตามินที่ “จำเป็นต้องทาน”: คือ กรดโฟลิก (Folic Acid) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างหลอดสมองของทารก ควรทานล่วงหน้าก่อนใส่ตัวอ่อนหรือตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน
  • วิตามินเสริมก่อนย้ายตัวอ่อน: สามารถทานวิตามินรวมสำหรับคนท้อง วิตามินซี วิตามินบีรวม หรือ โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี
  • “หลัง” ย้ายตัวอ่อน: เหลือทานเพียง กรดโฟลิก หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้องโดยเฉพาะเท่านั้น เนื่องจากวิตามินเสริมบางตัวยังไม่มีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจนในสตรีมีครรภ์ จึงควรเน้นความปลอดภัยต่ออวัยวะและการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ไว้ก่อน

4. ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ “ท้อง” หรือ “ไม่ท้อง” หลังย้ายตัวอ่อน? [15:59] 

การย้ายตัวอ่อนแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการที่ต้องทำงานประสานกันอย่างลงตัว ได้แก่ มดลูก (บ้าน), ตัวอ่อน (ผู้อยู่อาศัย), และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ

🏠 ปัจจัยที่ 1: มดลูก (บ้านที่เตรียมพร้อม)

  • ความหนาและการเรียงตัว: เยื่อบุโพรงมดลูกที่สมบูรณ์แบบควรมีความหนาประมาณ 8-10 มิลลิเมตร (หรือถึง 12 มิลลิเมตร) และเมื่ออัลตราซาวด์ดูจะต้องเห็นการเรียงตัวสวยงามเป็น 3 ชั้น (Triple-line)
เยื่อบุโพรงมดลูก

ที่มา: https://midwives.gehealthcare.com/nl-nl/wp-content/uploads/sites/3/2021/05/endometrium-assessment-poster-2021-voluson.pdf

  • รูปร่างของโพรงมดลูก: การทำอัลตราซาวด์ 3 มิติ (3D) หรือการฉีดสี จะช่วยให้เห็นมิติของโพรงมดลูกชัดเจนขึ้น หากมดลูกมีรูปทรงผิดปกติ เช่น มดลูกแฝด, มีผนังกั้น, มดลูกรูปหัวใจ, มดลูกไม่สมมาตร หรือเป็นรูปตัวที อาจขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนและเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งได้
รูปร่างของโพรงมดลูก

ที่มา: https://obgyn.onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1002/uog.7551

👶 ปัจจัยที่ 2: คุณภาพของตัวอ่อน

  • ความปกติของโครโมโซม: หากตัวอ่อนมีโครโมโซมผิดปกติ โอกาสตั้งครรภ์ย่อมน้อยลง
  • ระยะของตัวอ่อนช่วง Blastocyst: แบ่งเป็น
  • 1. ตัวอ่อนที่ยังมีเปลือกหุ้ม (ฺBlastocyst, Expanded Blastocyst)
  • 2. ตัวอ่อนที่เริ่มฟักตัวออกจากเปลือกบางส่วน (Hatching Blastocyst)
  • 3. ตัวอ่อนที่ฟักตัวออกจากเปลือกทั้งหมด (Hatched/Full Hatch)
  • แพทย์มักจะชอบตัวอ่อนที่ยังมีเปลือกหรือกำลังฟักตัวมากกว่า เพราะเปลือกจะเป็นเกราะกำบังเซลล์ตัวอ่อนจากน้ำยาละลายตัวอ่อน ทำให้ไม่ได้สัมผัสกับตัวอ่อนโดยตรง ส่วนระยะ Full Hatch จริงๆแล้วเป็นตัวอ่อนระยะที่เติบโตมากที่สุด แต่เนื่องจากได้ฟักออกจากเปลือกหมดแล้ว จึงทำให้ต้องสัมผัสกับน้ำยาเมื่อโดนแช่แข็งหรือละลาย ซึ่งอาจมีผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนได้ นอกจากนั้นตัวอ่อนระยะนี้ บางครั้งตัวใหญ่มาก ทำให้ละลายยากขึ้น จําเป็นต้องใช้นักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูง
ระยะของตัวอ่อนช่วง Blastocyst
  • เกรดของตัวอ่อน (ตัวอักษร 2 ตัว เช่น AB, BB): 
  • ตัวอักษรตัวแรก แทนคุณภาพเซลล์ที่จะเจริญไปเป็น ทารก ควรเป็น A หรือ B (จำนวนเซลล์มาก เห็นชัด แน่น) หากเป็น C (จำนวนเซลล์น้อยมาก) แพทย์จะไม่แนะนำให้ใส่ตัวอ่อนนี้ เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดภาวะท้องลมสูง
  • ตัวอักษรตัวที่สอง แทนคุณภาพเซลล์ที่จะเจริญไปเป็น รก (ทำหน้าที่ฝังตัวเกาะกับมดลูก หากเซลล์ส่วนนี้น้อย การเกาะยึดมดลูกก็อาจทำได้ไม่ดี)
  • ตัวอ่อนที่เหมาะกับการย้ายคือกลุ่ม AA, AB, BA, BB, BC

🩸 ปัจจัยที่ 3: ฮอร์โมนและปัจจัยแฝงอื่นๆ

  • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone): เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยประคองการตั้งครรภ์
  • ระบบภูมิคุ้มกันและลิ่มเลือด: ภาวะภูมิคุ้มกันบางชนิด หรือโรคเลือดแข็งตัวผิดปกติ (APS) อาจส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงตัวอ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ฝังตัวไม่สำเร็จหรือเกิดการแท้ง
  • จังหวะเวลาในการใส่ตัวอ่อน (Window of Implantation): ในการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนใส่ตัวอ่อน จะใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน 5 วันแล้วจึงใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6 ของการสอดโปรเจสเตอโรน อายุของเยื่อบุมดลูกกับระยะของตัวอ่อนจึงต้องตรงกันเป๊ะเหมือนจิ๊กซอว์ แต่การตอบสนองของยาของผู้หญิงแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน หากร่างกายตอบสนองต่อยาสอดโปรเจสเตอโรนเร็วหรือช้าเกินไป อาจทำให้ความพร้อมของมดลูกไม่สัมพันธ์กับตัวอ่อน (พบได้ราว 10-20%) ซึ่งสามารถตรวจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ด้วยการทำ ERA Test
  • เทคนิคการย้ายตัวอ่อน: แพทย์จะคำนวณตำแหน่งวางตัวอ่อนให้ห่างจากขอบบนมดลูกประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการรับมือกับสภาพมดลูกที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

5. ต้องพักผ่อนนานแค่ไหน หลังจากย้ายตัวอ่อนเสร็จ? [27:46]

นี่คือคำถามที่คนไข้ทุกคนอยากรู้เพื่อปกป้องตัวอ่อนให้ดีที่สุด โดยระยะเวลาในการฝังตัวจะขึ้นอยู่กับระยะของตัวอ่อนที่ย้ายเข้าไป หากเป็นตัวอ่อนที่ยังมีเปลือก จะใช้เวลาประมาณ 1-5 ชั่วโมงเพื่อฟักตัว (Hatch) แต่หากเป็นระยะที่ฟักตัวออกจากเปลือกแล้ว (Full Hatch) เมื่อใส่เข้าไปก็พร้อมฝังตัวได้ทันที

  • ช่วงเวลาชี้ชะตา: 
  • 3 วันแรก: เป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังหาตำแหน่งและเริ่มฝังตัว ขอให้งดกิจกรรมทุกอย่างที่กระตุ้นให้มดลูกบีบตัว
  • 7-10 วันแรก: เป็นช่วงที่ตัวอ่อนจะหยั่งรากสร้างฐานฝังตัวลงไปให้แน่นและแข็งแรง
  • การลางาน: แนะนำให้ลางานเพื่อพักผ่อนอยู่บ้านอย่างน้อย 3 วัน เพื่อความสบายใจและลดความเสี่ยงจากการทำกิจกรรมต่างๆ
  • ❌ “นอนติดเตียง” ช่วยให้ท้องมากขึ้นหรือไม่: งานวิจัยระบุชัดเจนว่า การนอนติดเตียงไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลง เนื่องจากความเครียดที่สะสม

💡 การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องหลังย้ายตัวอ่อน:

  • ให้อยู่บ้านใช้ชีวิตตามปกติ สามารถเดินในบ้านได้ แต่ไม่ควรเดินมากเกินไป ขึ้นลงบันไดได้ แต่ให้ “เดินช้าๆ”
  • งดพฤติกรรมเกร็งหน้าท้องทุกชนิด: งดยกของหนัก งดออกกำลังกาย งดมีเพศสัมพันธ์ ระมัดระวังเรื่องอาหารเพื่อป้องกันอาการท้องผูกหรือท้องเสียที่ต้องออกแรงเบ่ง
  • หากมีอาการไอ ให้ใช้หมอนมากดประคองบริเวณหน้าท้องไว้ เพื่อช่วยลดแรงกระเทือนและลดการเกร็งหน้าท้องได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ผลตรวจน้ำเชื้อ (Semen Analysis) อ่านอย่างไร? 7 ค่าสำคัญที่ว่าที่คุณพ่อต้องรู้

สำหรับคู่รักที่ปล่อยให้ตั้งครรภ์ตามธรรมชาติมาเกิน 1 ปีแล้วยังไม่สำเร็จ รู้หรือไม่ว่าสาเหตุของภาวะมีบุตรยากไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายหญิงเสมอไป สิ่งแรกๆ ที่คุณผู้ชายควรทำเพื่อเช็กความพร้อมของตัวเองคือ การตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ หรือ Semen Analysis

เมื่อเข้ารับการตรวจแล้ว การทำความเข้าใจตัวเลขบนใบรายงานผลเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เรารู้สถานการณ์ของตัวเองว่า คุณภาพอสุจิอยู่ในระดับไหน มีความพร้อมมากน้อยเพียงใด และมีจุดไหนที่ต้องให้แพทย์ช่วยดูแลเป็นพิเศษเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนครอบครัวที่ตรงจุด

7 ตัวเลขสำคัญบนใบรายงานผล ตรวจน้ำเชื้อ (อ้างอิงเกณฑ์ WHO ล่าสุด ฉบับที่ 6)

ลองมาเช็กลิสต์ตัวเลขสำคัญ 7 พารามิเตอร์ ซึ่งเป็นค่าเกณฑ์ขั้นต่ำตามองค์การอนามัยโลก (WHO) กันว่ามีค่าอะไรที่ต้องให้ความสนใจบ้าง

  • ปริมาตรน้ำเชื้อ (Volume) ≥ 1.4 mL ปริมาตรเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะเป็นตัวช่วยพาน้องอสุจิเดินทางไปหาไข่ หากมีปริมาตรต่ำกว่าเกณฑ์ อาจบ่งชี้ถึงปัญหาของต่อมสร้างน้ำอสุจิ หรือเกิดการอุดตันของท่อนำอสุจิได้
  • ความเข้มข้นอสุจิ (Sperm Concentration) ≥ 16 ล้าน/มล. เป็นการวัดจำนวนอสุจิในน้ำอสุจิ 1 มิลลิลิตร ถ้าน้อยกว่านี้แปลว่าอาจมีปริมาณตัวอสุจิไม่เพียงพอต่อการปฏิสนธิ
  • จำนวนอสุจิรวม (Total Sperm Count) ≥ 39 ล้าน คือจำนวนอสุจิทั้งหมดในการหลั่ง 1 ครั้ง ยิ่งมีปริมาณเยอะยิ่งดี หากต่ำกว่าเกณฑ์จะทำให้โอกาสที่ไข่และอสุจิจะปฏิสนธิกันลดลงอย่างชัดเจน
  • การเคลื่อนไหวไปข้างหน้า (Progressive Motility) ≥ 30% อสุจิที่แข็งแรงต้อง “ว่ายไปข้างหน้าได้ดี” เพื่อเดินทางไปเจาะไข่ที่บริเวณท่อนำไข่ หากเปอร์เซ็นต์ในส่วนนี้ต่ำ จะทำให้อสุจิเคลื่อนที่ช้าและเดินทางไปถึงไข่ได้ยาก
  • การเคลื่อนไหวโดยรวม (Total Motility) ≥ 42% ค่านี้บอกถึงศักยภาพโดยรวมในการเคลื่อนไหวของอสุจิ (รวมทั้งที่ว่ายตรงและว่ายวน) หากต่ำกว่าเกณฑ์ โอกาสปฏิสนธิก็จะลดลงตามไปด้วย
  • รูปร่างลักษณะของอสุจิปกติ (Normal Morphology) ≥ 4% ข้อนี้สำคัญมาก! อสุจิที่มีรูปร่างสมบูรณ์ (ส่วนหัว ลำตัว และหางปกติ) จะมีประสิทธิภาพในการเจาะไข่ได้สำเร็จมากกว่า ถ้ารูปร่างผิดปกติเยอะ การปฏิสนธิก็จะยิ่งยากขึ้น
  • ความมีชีวิตของอสุจิ (Viability) ≥ 54% บ่งบอกถึงสัดส่วนของอสุจิที่ยังมีชีวิตอยู่ หากมีอสุจิตายในปริมาณมาก โอกาสที่ไข่จะได้รับการผสมก็จะลดลง

นอกเหนือจาก 7 ค่านี้ ยังมีการประเมินส่วนอื่นๆ อีกหรือไม่?

ในใบรายงานผล อาจมีการประเมินข้อมูลเพิ่มเติมที่แพทย์จะใช้ประกอบการวินิจฉัย เช่น สีของน้ำเชื้อ, ค่า pH, ความหนืด (Viscosity), การเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลว (Liquefaction), การพบสิ่งตกค้าง รวมถึงการเกาะกลุ่มกันของอสุจิ (Agglutination) และการพบเซลล์กลม (Round Cells) ซึ่งอาจเป็นเม็ดเลือดแดงที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อ หรือเป็นเซลล์อสุจิที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ก็ได้

ตรวจน้ำเชื้อ อ่านผลอย่างไร

ผลตรวจน้ำเชื้อปกติ… แต่ทำไมยังไม่ตั้งครรภ์?

แม้ผลตรวจน้ำเชื้อเบื้องต้นจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทราบข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับภาวะเจริญพันธุ์ของฝ่ายชาย ในบางกรณีที่ยังคงมีบุตรยาก แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเชิงลึกเพิ่มเติม เช่น:

  • การตรวจการแตกหักของ DNA อสุจิ (Sperm DNA Fragmentation Test): เพื่อประเมินความเสียหายของสารพันธุกรรมภายในตัวอสุจิ
  • การตรวจการจับกับไฮยาลูโรแนนของตัวอสุจิ (Sperm Hyaluronan Binding Assay): ประเมินความสามารถของอสุจิในการเข้าปฏิสนธิกับไข่
  • การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic Testing): อาจเหมาะสมสำหรับผู้ชายบางรายที่มีความผิดปกติของอสุจิในระดับรุนแรง

หากคุณและคู่พยายามมีลูกมานานแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ การตรวจ Semen Analysis อาจเป็นก้าวแรกที่ช่วยให้รู้สาเหตุได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รู้ตัวเลข = รู้สถานการณ์ รู้เร็ว = วางแผนได้ตรงจุดกว่า แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก เพื่อแปลผลตรวจอย่างถูกต้องและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

👉 สนใจปรึกษาปัญหาภาวะมีบุตรยาก หรือสอบถามแพ็กเกจ ตรวจน้ำเชื้อ คลิก

นัดปรึกษาแพทย์

World Embryologist Day: ทำความรู้จัก “นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน” ฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของครอบครัว

วันที่ 25 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวัน World Embryologist Day หรือ วันนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนโลก เนื่องในโอกาสพิเศษนี้ เราขอพาว่าที่คุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับ “ฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลัง” ความสำเร็จของหลายๆ ครอบครัว พร้อมเจาะลึกความมหัศจรรย์ของการเจริญเติบโตของ “ตัวอ่อน” ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน embryologist

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) คือใคร?

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) คือ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลและประคบประหงมตัวอ่อนแทนคุณแม่ ตลอดช่วงเวลาที่ตัวอ่อนยังอยู่ในห้องปฏิบัติการ การทำงานนี้ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียดอ่อน และความใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าตัวอ่อนจะได้รับการดูแลในสภาวะที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

หน้าที่ของฮีโร่ในห้องปฏิบัติการ: ทุกวันคือการเฝ้าฟูมฟักด้วยหัวใจ

ตลอดกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะทำหน้าที่ติดตามการพัฒนาของตัวอ่อนอย่างใกล้ชิดในทุกๆ ระยะการเติบโต โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมและการปฏิสนธิ: ตั้งแต่กระบวนการรับไข่และเตรียมอสุจิ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หรือ ICSI
  • การตรวจยืนยันการปฏิสนธิ (Day 1): เฝ้าสังเกตการณ์ว่าไข่และอสุจิสามารถปฏิสนธิกันได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่
  • การติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อน: ดูแลการเจริญเติบโต การแบ่งเซลล์ ไปจนถึงการรวมตัวของเซลล์ (Compaction)
  • การพัฒนาสู่ระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst): เลี้ยงดูตัวอ่อนจนถึงระยะที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนทำการย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูกคุณแม่

ทุกขั้นตอนเหล่านี้ต้องดำเนินการภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อมของห้องปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ตัวอ่อนสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ความละเอียดอ่อนในการ “คัดเลือกตัวอ่อน” ที่ดีที่สุด

ในแต่ละวัน นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะประเมินคุณภาพของตัวอ่อนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเซลล์, รูปแบบการแบ่งตัว, ความสม่ำเสมอของเซลล์ รวมถึงการประเมินคุณภาพของเซลล์ที่จะกลายเป็นทารก (Inner Cell Mass – ICM) และเซลล์ที่จะกลายเป็นรก (Trophectoderm – TE) ในระยะ Blastocyst

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกอย่างละเอียด เพื่อนำไปประกอบการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพสูงที่สุด เตรียมพร้อมสำหรับกระบวนการทางการแพทย์ขั้นต่อไป เช่น:

  • การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A)
  • การตรวจโรคทางพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT-M)
  • การย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก
  • การแช่แข็งตัวอ่อน (Embryo Freezing)

“เพราะสำหรับนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนของเรา… ตัวอ่อนเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่เพียงเซลล์ที่ต้องดูแล แต่คือความหวัง ความรัก และความฝันของคุณพ่อคุณแม่ 💙

ทุกความสำเร็จของการมีลูกน้อย ไม่ได้เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความทุ่มเท ความละเอียด และความใส่ใจของทีมผู้ชำนาญการทุกคน โดยเฉพาะ “นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน” ผู้เป็นฮีโร่ที่อยู่เบื้องหลังทุกการเริ่มต้นของชีวิต ✨

Happy World Embryologist Day 🧫✨ แด่ฮีโร่ในห้องแล็บ ผู้อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มของหลายครอบครัว

👉 สนใจปรึกษาเรื่องการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลิก

นัดปรึกษาแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : เจาะลึกความลับผู้ชาย “DNA ของสเปิร์ม” คืออะไร? และมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร?

ถามหมอกับหมอจิว เจาะลึกความลับผู้ชาย DNA ของสเปิร์ม

DNA ของสเปิร์ม สำคัญแค่ไหน? ทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพตัวอ่อนและโอกาสตั้งครรภ์

หลายคนอาจเข้าใจว่า “สเปิร์มที่ดี” หมายถึงสเปิร์มที่มีจำนวนมาก เคลื่อนไหวได้ดี และมีรูปร่างปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา นั่นคือ DNA ของสเปิร์ม ซึ่งมีบทบาทโดยตรงต่อการปฏิสนธิ การพัฒนาของตัวอ่อน และโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จ

ตัวอ่อนที่แข็งแรงไม่ได้เกิดจากคุณภาพของไข่หรือสเปิร์มเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากการรวมตัวของสารพันธุกรรมจากทั้ง เซลล์ไข่ของคุณแม่ และ สเปิร์มของคุณพ่อ หากสารพันธุกรรมของฝ่ายชายเกิดความเสียหาย แม้ว่าผลตรวจสเปิร์มทั่วไปจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนและผลลัพธ์ของการรักษาภาวะมีบุตรยากได้

คลิปวิดีโอจาก หมอจิว – นพ.สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า DNA ของสเปิร์มคืออะไร สำคัญอย่างไร และเหตุใดการตรวจสุขภาพสเปิร์มในระดับ DNA จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยค้นหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากได้อย่างตรงจุด


รับชมคลิป: DNA ของสเปิร์มสำคัญอย่างไรต่อการมีบุตร?


DNA ของสเปิร์มคืออะไร?

ภายในหัวของสเปิร์มจะบรรจุ DNA หรือสารพันธุกรรมของฝ่ายชาย ซึ่งมีหน้าที่ส่งต่อข้อมูลทางพันธุกรรมครึ่งหนึ่งให้กับตัวอ่อนหลังการปฏิสนธิ เมื่อ DNA มีความสมบูรณ์ ตัวอ่อนก็มีโอกาสพัฒนาได้ตามปกติ แต่หาก DNA เกิดความเสียหาย (DNA Fragmentation) ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในระยะต่อมา

แม้ว่าสเปิร์มจะมีจำนวนดี เคลื่อนไหวดี และรูปร่างปกติ แต่หาก DNA ภายในเกิดความเสียหาย ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การตั้งครรภ์ไม่ประสบความสำเร็จ


การตรวจ DNA ของสเปิร์มเหมาะกับใครบ้าง?

การตรวจความสมบูรณ์ของ DNA ในสเปิร์ม (Sperm DNA Fragmentation Test) อาจเป็นประโยชน์สำหรับคู่สมรสที่มีภาวะดังต่อไปนี้

  • พยายามมีบุตรตามธรรมชาติมาเป็นเวลานานแต่ยังไม่สำเร็จ
  • เคยทำ IUI หรือ IVF/ICSI หลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
  • มีประวัติแท้งซ้ำ
  • ผลตรวจน้ำเชื้อปกติ แต่ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
  • ฝ่ายชายมีอายุมาก หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัมผัสความร้อนและสารเคมีเป็นประจำ

การตรวจเชิงลึกนี้จะช่วยให้แพทย์ประเมินคุณภาพของสเปิร์มได้ละเอียดกว่าการตรวจน้ำเชื้อทั่วไป และสามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับแต่ละคู่สมรสมากยิ่งขึ้น


ทำไมการตรวจระดับ DNA จึงมีความสำคัญ?

ในหลายกรณี คู่สมรสอาจได้รับผลตรวจน้ำเชื้อที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจาก ความเสียหายของ DNA ภายในสเปิร์ม ซึ่งการตรวจน้ำเชื้อมาตรฐานไม่สามารถประเมินได้

การตรวจ Sperm DNA Fragmentation จึงเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ช่วยให้แพทย์ค้นหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก วางแผนการรักษาได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จของการรักษาในอนาคต


สรุป

คุณภาพของตัวอ่อนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเซลล์ไข่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ คุณภาพของ DNA ในสเปิร์ม ด้วย การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้คู่สมรสเห็นภาพรวมของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ และสามารถเลือกแนวทางการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสมได้

หากคุณและคู่ครองพยายามมีบุตรมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ การตรวจสุขภาพสเปิร์มในระดับ DNA อาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ช่วยค้นหาสาเหตุและนำไปสู่การวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การตรวจ DNA ของ สเปิร์ม (Sperm DNA Fragmentation Test) หรือต้องการนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ สามารถติดต่อทีมงานเพื่อรับคำแนะนำและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ประจำเดือนผิดปกติ ส่งผลต่อจำนวนไข่ในอนาคตจริงหรือ?

ถามหมอกับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ประจำเดือนผิดปกติ ส่งผลต่อจำนวนไข่ในอนาคตจริงหรือ

สาวๆ หลายคนอยากฝากไข่แช่แข็ง (Egg Freezing) แต่ติดที่ว่า ประจำเดือนผิดปกติ มาบ้างไม่มาบ้าง มีปวดท้องประจำเดือน เลยกังวลว่าจะทำให้ไข่ที่เก็บมาไม่ดีหรือเปล่า?

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของรังไข่ มีการตกไข่ที่ผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้ง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” ของไข่ในอนาคต

ประจำเดือนที่มาไม่สม่ำเสมอ อาจบ่งชี้ว่ารอบเดือนนั้นไม่มีการตกไข่ (Anovulation) ซึ่งพบได้ในคนไข้ที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS หรือ PMOS) หรือในคนไข้ที่ปริมาณไข่สำรองลดลงเร็วกว่าวัย (Diminished Ovarian Reserve) เช่น ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (POI) ทำให้ไข่เจริญเติบโตได้ไม่สมบูรณ์ คุณภาพไข่ไม่ดี

ส่วนอาการปวดท้องประจำเดือน อาจเป็นสัญญาณของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือโรคถุงน้ำรังไข่ Chocolate Cyst ซึ่งทำให้เกิดพังผืดในช่องท้อง ส่งผลให้ปริมาณไข่ในรังไข่ลดลงเร็วกว่าปกติ 

สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม ⚠️ อย่าปล่อยผ่านจนเสียโอกาสทองในการเก็บไข่คุณภาพดี!

▶️ มาหาคำตอบและเตรียมความพร้อมกับ “คุณหมอนิ” (พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา) ในคลิปนี้กันค่ะ

🙋‍♀️ ใครมีอาการตรงกับข้อไหน หรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามมาที่ Superior A.R.T. ได้เลยค่ะ

อยากปรึกษาเรื่องการวางแผนมีบุตร กดที่

นัดปรึกษาแพทย์