ข่าวสารและบทความ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.65 ❝เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2567)

ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำ ICSI หลายคนอาจมีความกังวลอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ใครบ้างที่เหมาะกับวิธีนี้ ต้องผ่านการตรวจประเมินอะไรบ้าง หรือจำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมที่สุด อีกทั้งขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร รวมถึงประสบการณ์ในวันเก็บไข่ว่าจะเจ็บหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนว่าจำเป็นหรือไม่ ใน EP. 65 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูด เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมที่สุด

1. ทำความรู้จักเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (IUI vs. ICSI) 01:12

  • ความแตกต่างและข้อจำกัดของ IUI: 01:34
  • IUI (Intrauterine Insemination) คือ การคัดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยฝ่ายชายจะหลั่งแล้วก็เก็บน้ำเชื้อออกมา หลังจากนั้นนักวิทย์ฯ ก็จะเอาน้ำเชื้อไปปั่นเพื่อผ่านกระบวนการคัดสเปิร์มที่มีคุณภาพดีและเคลื่อนไหวดี แล้วฉีดกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยอาจจะใช้ยากระตุ้นให้ไข่โต แล้วฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • IUI เหมาะกับใคร: เหมาะกับฝ่ายชายที่น้ำเชื้อมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย และฝ่ายหญิงที่ท่อนำไข่ไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง สามารถไข่ตกได้อย่างน้อย 1 ใบ
  • ข้อจำกัดของ IUI: การมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ เมื่อผู้ชายหลั่งน้ําเชื้อในช่องคลอด ตัวอสุจิจะต้องวิ่งผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก แล้วก็ไปที่ท่อนำไข่ เพื่อที่จะปฏิสนธิ ในขณะที่การทำ IUI จะเป็นการฉีดน้ำเชื้อที่มีตัวอสุจิเข้มข้นเข้าไปด้านบนของโพรงมดลูกโดยตรง จะช่วยย่นระยะทางให้อสุจิ อีกทั้งจํานวนตัวอสุจิที่ไปถึงตัวเซลล์ไข่ก็จะสูงขึ้น ทำให้โอกาสในการปฏิสนธิสูงขึ้น แต่สุดท้ายอสุจิต้องว่ายไปปฏิสนธิเอง และไม่สามารถคัดกรองคุณภาพไข่หรือโครโมโซมตัวอ่อนได้ ทำให้โอกาสสำเร็จจึงอยู่ที่ประมาณ 10-15% ต่อรอบ หากทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนมาทำ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น อายุ หากอายุมาก อาจจะตัดสินใจที่จะเปลี่ยนไปทำอิ๊กซี่เร็วขึ้น หรือดูค่า AMH หรือฮอร์โมนที่บอกปริมาณของเซลล์ไข่ในรังไข่ ถ้าค่าค่อนข้างน้อย อาจจะตัดสินใจข้ามไปทํา ICSI เร็วขึ้น

2. ใครบ้างที่เหมาะและควรทำ ICSI? 05:14

หากเคยรักษาด้วยการทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ ก็จะพิจารณาการทำ ICSI นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแยกเป็นกรณีดังต่อไปนี้

  • ปัจจัยฝ่ายหญิง:
  • ท่อนำไข่อุดตัน (ทำให้ไม่สามารถทำ IUI ได้ ต้องข้ามมาทำ ICSI ทันที)
  • อายุมากกว่า 35 ปี (คุณภาพและจำนวนไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว โอกาสตั้งครรภ์ลดลงมากขึ้น) หรือสามารถทดลองทำ IUI ก่อนได้ แต่ไม่ควรเกิน 2-3 รอบ
  • มีประวัติแท้งบ่อยครั้ง หรือเคยตั้งครรภ์ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ (การทำ ICSI จะช่วยให้สามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนใส่ได้)
  • ปัจจัยฝ่ายชาย:
  • มีอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี จำนวนน้อยกว่า 5-10 ล้านตัวต่อการหลั่ง 1 ครั้ง
  • เป็นหมัน หรือไม่มีอสุจิในน้ำหลั่งเลย (ต้องเจาะเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง)
  • รูปร่างอสุจิผิดปกติอย่างรุนแรงจนไม่สามารถปฏิสนธิเองได้

3. กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่ 09:00

  • ไข่ในรอบธรรมชาติ vs ไข่ในรอบการทำเด็กหลอดแก้ว:
  • ในรังไข่จะมีฟองไข่ใบเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กัน ขนาดประมาณ 4 – 6 มม. โดยไข่จะถูกเรียกขึ้นมาเพื่อที่จะโตแข่งกันในแต่ละรอบเดือน ซึ่งจะมีเพียงแค่ 1 ใบต่อรอบเดือนที่สามารถโตจนตกได้ในช่วงกลางรอบเดือน ดังนั้นตามธรรมชาติผู้หญิงจะตกไข่เพียงเดือนละ 1 ใบเท่านั้น ส่วนใบที่เหลือจะฝ่อและสลายไป สาเหตุที่ได้แค่ใบเดียว เนื่องจากมีการหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นไข่ หรือ FSH ที่จํากัด ซึ่งเพียงพอที่จะกระตุ้นให้ไข่โตได้แค่ใบเดียวในรอบเดือน ธรรมชาติกําหนดให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ได้ครั้งละ 1 คน
  • ส่วนการทำเด็กหลอดแก้ว ที่ต้องการเก็บไข่ให้ได้หลายๆ ใบพร้อมกัน จึงต้องฉีดฮอร์โมน (FSH) ภายนอกเข้าไปในปริมาณที่สูง เพื่อกระตุ้นให้ไข่ใบเล็กๆ ในรังไข่ที่ถูกเรียกขึ้นมาในต้นรอบเดือนนั้นโตขึ้นพร้อมกันหลายใบในหนึ่งรอบ
  • กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่:
  • คนไข้ต้องมาพบแพทย์ช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่ออัลตราซาวด์ดูไข่ตั้งต้นหรือไข่ใบเล็กๆ ที่สามารถกระตุ้นได้ว่ามีกี่ใบ เจาะเลือดดูฮอร์โมน (เช่น ค่า FSH, LH, E2 (Estradiol)) และดูปัจจัยอื่นประกอบ เช่น อายุ น้ำหนัก เพื่อช่วยแพทย์ประเมินว่าชนิดและปริมาณการใช้ยากระตุ้นไข่ 
  • สำหรับค่า AMH ที่ใช้ดูปริมาณ Ovarian Reserve หรือจำนวนฟองไข่ที่เหลือ ควรมีค่าเกิน 1.5-2 หากน้อยกว่า 1 แสดงว่าเหลือไข่น้อย หากเกิน 5 บ่งชี้ว่าอาจเป็น PCOS
  • ให้ฉีดยากระตุ้นไข่ต่อเนื่องทุกวัน ประมาณ 8-12 วัน โดยจะมีนัดทำอัลตราซาวด์ดูขนาดของฟองไข่ทุกๆ 3-4 วัน จนฟองไข่มีขนาดใหญ่กว่า 17 มิลลิเมตร จากนั้นจึงฉีดยาให้ไข่สุก และนัดเก็บไข่ในอีก 2 วันถัดไป
  • วันเก็บไข่: จะมีการให้ยาแก้ปวดและยานอนหลับ คนไข้จะไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บ เซลล์ไข่มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถเห็นจาก ultrasound ได้ ในขั้นตอนของการเก็บไข่ แพทย์จะทำใช้เข็มเจาะเข้าไปดูดน้ำที่อยู่ในฟองไข่แต่ละใบ แล้วส่งให้นักวิทย์นำไปตรวจในห้องแล็บเพื่อหาเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ได้ โดยจะพักไว้ก่อนประมาณ 3-4 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะแยกเซลล์พี่เลี้ยงที่อยู่รอบนอกออก เพื่อเก็บเอาแต่เซลล์ไข่ โดยเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ปฏิสนธิได้ คือระยะ MII หรือระยะที่ไข่สุก มีลักษณะกลม และมีเซลล์เล็กๆ อยู่ด้านข้าง ส่วนไข่ระยะอื่น หรือไข่อ่อน ระยะ MI ที่ยังไม่มีเซลล์เล็กๆ ด้านข้าง หรือ GV ก็จะถูกเลี้ยงต่อไปอีก 1 วัน หากสามารถพัฒนาไปจนถึงระยะ MII ได้ก็สามารถนำไปทำ ICSI เพิ่ม
  • เนื่องจากการกระตุ้นไข่ทำให้ไข่ที่โตขึ้นพร้อมกันหลายใบ ขนาดของรังไข่โตขึ้นค่อนข้างมาก หลังทำอาจมีอาการหน่วงท้องหรือท้องอืดเล็กน้อย ถือเป็นเรื่องปกติ
  • บางคนอาจมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออารมณ์หงุดหงิด เนื่องมาจากผลของการใช้ฮอร์โมน ซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นในรอบเดือนถัดไป

4. กระบวนการในห้องแล็บ: การปฏิสนธิ และการเลี้ยงตัวอ่อน 16:52

  • เทคนิคการปฏิสนธิ (Conventional IVF vs. ICSI):
  • IVF แบบดั้งเดิม: ปล่อยอสุจิหลายหมื่นตัวให้ว่ายเจาะไข่และปฏิสนธิกันเอง
  • ICSI: นักวิทย์จะคัดเลือก “อสุจิที่สมบูรณ์ที่สุด 1 ตัว” (คุณภาพ รูปร่าง การเคลื่อนไหว) เจาะฉีดเข้าไปในเนื้อไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ (ปัจจุบันกว่า 90% ของคลินิกในไทยใช้วิธีนี้ เพราะสามารถควบคุมได้ ช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิได้สูงกว่ามาก)
  • การเลี้ยงตัวอ่อน (Day 1 – Day 5/6):
  • Day 1: ตรวจสอบการปฏิสนธิ โดยทั่วไปอัตราการปฏิสนธิสําเร็จควรเกิน 80% โดยต้องเห็นเป็นเซลล์กลมๆ 1 เซลล์ และข้างในเห็นเป็นวงเล็กๆ เรียกว่า Pronuclei หรือ PN หากปฏิสนธิสำเร็จ ปกติจะมี 2 อัน หรือ 2PN ที่มาจากพ่อและแม่อย่างละ 1 อัน แต่หากผิดปกติ เห็นแค่ 1 อัน หรือเกินเป็น 3 อัน สามารถเลี้ยงต่อไปได้ โดยในกลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมว่าผิดปกติหรือไม่ ถ้าปกติก็สามารถใส่ตัวอ่อนได้ แต่ถ้าไม่ได้ตรวจโครโมโซมก็จะไม่แนะนําให้ใส่เลย
  • Day 3: ตามเกณฑ์ตัวอ่อนควรแบ่งเซลล์ได้อย่างน้อย 7-8 เซลล์
  • Day 5-6 (ระยะ Blastocyst): ใน Day 5 ตัวอ่อนจะแบ่งเซลล์เป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ เซลล์ที่อยู่ด้านในที่จะพัฒนาไปเป็นตัวเด็ก (Inner Cell Mass) และเซลล์ที่อยู่ด้านนอกที่จะพัฒนาไปเป็นรก (Trophectoderm) ในระยะนี้สามารถดึงเซลล์รกบางส่วนไป “ตรวจโครโมโซม” ได้ ในกรณีที่ตัวอ่อนยังมีจำนวนเซลล์น้อยเกินไป ตัวเล็กเกินไป ยังไม่สามารถตรวจได้ ก็จะเลี้ยงต่อไปจนถึง Day 6 
  • หลังจากเราตัดเซลล์ไปตรวจแล้ว ก็จะแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ เพื่อรอผลการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน และรอบเดือนถัดไปที่ผนังมดลูกพร้อมก็สามารถใส่ตัวอ่อนที่ผลการตรวจผ่านได้
  • ตู้เลี้ยงตัวอ่อน มี  2 แบบ คือ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Time-Lapse Technology (Geri®) เป็นระบบปิด สามารถดูวิดีโอเพื่อมอนิเตอร์ตัวอ่อนได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และย้อนกลับไปดูได้ และตู้เลี้ยงตัวอ่อนมาตรฐาน ที่จำเป็นต้องนำออกมาจากตู้ไปส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อเป็นการรบกวนตัวอ่อนให้น้อยที่สุด จึงจะดูแค่ 3 ครั้งคือ Day 1, 3, 5-6
  • เกรดของตัวอ่อน ประกอบด้วย
  • ตัวเลข ที่บอกระยะการฟักตัว เช่น 5 = Hatching เริ่มฟักออกจากเปลือก, 6 = ฟักออกจากเปลือกแล้ว, 4 = บลาสที่ยังไม่ฟักออกจากเปลือก, 3 = บลาสเล็ก, 2 = early blast
  • ตัวอักษรตัวแรกบอกคุณภาพเซลล์ตัวเด็ก พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์มีมากน้อยแค่ไหน การจับตัวของเซลล์จับกันแน่นดีไหม มีรอยต่อระหว่างเซลล์หรือไม่ ถ้าเห็นรอยชัดก็อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
  • ตัวอักษรตัวหลังบอกคุณภาพเซลล์รก  พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์ การแบ่งเซลล์เท่ากันดีไหม ความหนาแน่นของเซลล์เป็นอย่างไร 
  • ตัวอักษรจะแบ่งเป็นเกรด A B C เช่น เกรด A คือดีเยี่ยม เกรด B คืออยู่ในเกณฑ์ดี เกรด C คือด้อย โดยส่วนตัวคุณหมอมองว่า ถ้าทั้ง 2 ตัวเป็นเกรด B ขึ้นไป ถือว่าเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี

5. การเตรียมโพรงมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อน 25:26

  • การแช่แข็งตัวอ่อนและเตรียมผนังมดลูก:
  • การแช่แข็งตัวอ่อน: ตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งเก็บไว้จะหยุดโต ไม่พัฒนาต่อ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี ไม่จำเป็นต้องรีบใส่ในรอบเดือนถัดไป สามารถรอในวันที่พร้อมก็สามารถมาเตรียมผนังมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อนได้
  • การเตรียมผนังมดลูก: แพทย์จะนัดมาทำอัลตราซาวด์ภายในวันที่ 3 ที่ประจําเดือนมา เพื่อตรวจดูมดลูกและรังไข่ เช่น มีซีสต์หรือถุงน้ําที่รังไข่ที่สร้างฮอร์โมนรบกวนหรือไม่ มีก้อนเนื้องอกหรือติ่งเนื้อที่ต้องรักษาก่อนไหม หากไม่มี ก็สามารถเตรียมผนังมดลูกได้ ซึ่งสามารถทำได้ 2 แบบ วิธีแรกคือการใช้ยาฮอร์โมนจากภายนอก เป็นวิธีที่ยืดหยุ่น สามารถกำหนดวันใส่ตัวอ่อนได้ โดยยาชุดแรกจะกินเพื่อให้ผนังมดลูกหนาขึ้น และชุดที่ 2 เป็นยากินและยาสอดเพื่อให้ผนังมดลูกพร้อมรับตัวอ่อน โดยใช้ยาก่อนใส่ตัวอ่อน 5 วัน ส่วนวิธีที่ 2 คือการเตรียมมดลูกด้วยรอบธรรมชาติ มีข้อดีคือใช้ยาน้อยกว่า แต่มีความยืดหยุ่นน้อย ต้องกำหนดตามวันที่ไข่ตกเท่านั้น
  • ความหนาของโพรงมดลูก: ควรหนาประมาณ 8-12 มม. (หรืออย่างน้อยที่สุด 7 มม.)

6. การเตรียมตัวและดูแลสุขภาพก่อนทำ ICSI 29:45

การดูแลสุขภาพโดยรวม เป็นปัจจัยสําคัญมากที่มีผลต่อคุณภาพและจำนวนไข่ การตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ และคุณภาพสเปิร์ม

  • การปรับพฤติกรรม:
  • คุมน้ำหนัก: หากน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักลงประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตัว
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือสารเสพติดทุกชนิด
  • ทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน (0.8 – 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน)
  • วิตามินบำรุง: ผู้หญิงควรทานวิตามินเตรียมตั้งครรภ์, โฟลิก (Folic) โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) และเมลาโทนิน ส่วนผู้ชายเน้นวิตามินรวมที่มี ซิงค์ (Zinc), โฟลิก และโคเอนไซม์คิวเทน
  • วงจรการสร้างไข่และอสุจิใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ดังนั้นพฤติกรรมสุขภาพในช่วง 3 เดือนก่อนทำ จึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพเซลล์
  • หากยังพอมีเวลา ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน แต่ก็สามารถพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากอายุมากแล้ว หรือค่า AMH ไม่ดี ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวนานขนาดนั้น

7. การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) จำเป็นหรือไม่? 37:10

  • ความสำคัญของการตรวจโครโมโซม:
  • ตัวอ่อนที่โครโมโซมผิดปกติส่วนใหญ่มักจะไม่ฝังตัว หรือแท้งในไตรมาสแรก แต่มีบางกรณีที่ฝังตัวแล้วคลอดออกมาเป็นเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมได้ (โครโมโซมคู่ที่ 21 ผิดปกติ ซึ่งเป็นโครโมโซมแท่งเล็ก ที่มีโอกาสที่เด็กจะรอดชีวิตจนถึงคลอดได้) หรือคลอดออกมาแต่อยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิต (โครโมโซมคู่ที่ 13 หรือ 18 ผิดปกติ ซึ่งก็เป็นโครโมโซมแท่งเล็กเช่นเดียวกัน)
  • หากไม่ตรวจโครโมโซม โอกาสตั้งครรภ์ต่อการใส่ตัวอ่อน 1 ครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 40% แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่าตัวอ่อนปกติ โอกาสตั้งครรภ์จะสูงถึง 60-70% และช่วยลดความเสี่ยงในการแท้ง
  • กลุ่มที่ควรตรวจ PGT : ผู้หญิงอายุเกิน 35 ปี, มีประวัติแท้งบ่อย (>2 ครั้ง), ใส่ตัวอ่อนแล้วไม่ติดหลายครั้ง, มีลูกคนก่อนมีความผิดปกติ หรือพ่อแม่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรม (เช่น ธาลัสซีเมีย)
  • Q&A: ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ตอนตั้งครรภ์ยังต้องตรวจ NIPT (เจาะเลือดแม่) อีกหรือไม่?
  • จำเป็นต้องตรวจ แม้การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนในระยะ Day 5 จะแม่นยำกว่า 90% แต่เป็นการดึงเซลล์จากส่วนที่ “จะเป็นรก” ไปตรวจ ดังนั้นจึงควรเจาะเลือดตรวจ NIPT เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

สูตรเด็ดเคล็ดลับ: การเตรียม ‘ผนังมดลูก’ ให้หนานุ่ม พร้อมรับการฝังตัว

ผนังมดลูกที่หนานุ่ม คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้ว นี่คือ 5 สูตรเด็ดเคล็ดลับในการเตรียมมดลูกให้หนานุ่ม พร้อมรับลูกน้อยมาฝังตัว

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง (Autoantibody) ก่อนการฝังตัวอ่อน

สำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนทำเด็กหลอดแก้ว อาจเคยได้ยินเรื่องการตรวจ “Autoantibody” กันมาบ้าง วันนี้เราจะพามาเจาะลึกกันค่ะว่า การตรวจนี้คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับโอกาสในการตั้งครรภ์?

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.64 ❝การเตรียมตัวก่อน-หลังเก็บไข่ และการใส่ตัวอ่อน❞

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาภาวะมีบุตรยาก ถึงแม้จะเป็นวิธีที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด แต่ก็มีขั้นตอนและกระบวนการที่โหดสุดเช่นกัน ใน EP. 64 นี้ คุณหมอนิ จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติตนและดูแลตัวเอง เมื่อจะต้องทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด