ข่าวสารและบทความ

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง (Autoantibody) ก่อนการฝังตัวอ่อน

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง Autoantibody ก่อนการฝังตัวอ่อน

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง (Autoantibody) ก่อนการฝังตัวอ่อน มีประโยชน์ยังไง?

สำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนทำเด็กหลอดแก้ว อาจเคยได้ยินเรื่องการตรวจ “Autoantibody” กันมาบ้าง วันนี้เราจะพามาเจาะลึกกันค่ะว่า การตรวจนี้คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับโอกาสในการตั้งครรภ์?

ภูมิต้านทานตัวเอง หรือ Autoantibody  คือ “ภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ” ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อต้านกับเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเอง แทนที่จะไปจัดการกับเชื้อโรค ซึ่งจะส่งให้มีการทำงานของอวัยวะนั้นผิดปกติไป ในส่วนของการมีบุตร คุณแม่ที่ตรวจเจอภูมิคุ้มกันต้านทานตัวเอง อาจส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว เช่น In Vitro Fertilization (IVF) หรือ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI) และยังเพิ่มโอกาสการแท้ง เด็กเสียชีวิตในครรภ์ หรือทารกโตช้าในครรภ์ได้ 

🔬 ตรวจหาค่าอะไรบ้าง?

ภูมิต้านทานตัวเองมีเยอะมาก ตัวอย่างกลุ่มภูมิคุ้มกันที่แพทย์มักแนะนำให้ตรวจ ได้แก่:

  • Antiphospholipid antibodies (เกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน/แท้งซ้ำ)
  • ANA (Antinuclear Antibody)
  • Anti-dsDNA
  • Lupus anticoagulant
  • Anti-cardiolipin
  • Anti-TG, Anti-TPO
  • Factor 12

✨ ประโยชน์ของการตรวจ Autoantibody

  • ช่วยหาสาเหตุในเคสที่ “ฝังตัวอ่อนไม่สำเร็จซ้ำๆ” โดยเฉพาะในกรณีที่ตัวอ่อนได้ตรวจโครโมโซม แล้วปกติ และเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี
  • ลดความเสี่ยงแท้ง ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์
  • ลดอัตราการเกิดทารกโตช้าในครรภ์ หรือเสียชีวิตในครรภ์ 
  • เพิ่มโอกาสความสำเร็จของการตั้งครรภ์ในกลุ่มเสี่ยงที่ตรวจพบภูมิคุ้มกันผิดปกติ เพิ่มอัตราการฝังตัวของตัวอ่อน

ในกรณีที่ตรวจพบภูมิคุ้มกันผิดปกติ แพทย์จะวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เช่น การให้ยาปรับภูมิ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือสเตียรอยด์ (ภายใต้การดูแลแพทย์) เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์และลดความเสี่ยงต่างๆ ตามที่กล่าวมา

💡 ข้อควรรู้ : ในกรณีที่ไม่เคยมีประวัติใดๆ มาก่อน เช่น กำลังจะใส่ตัวอ่อนครั้งแรก ไม่เคยมีประวัติแท้ง การตรวจภูมิคุ้มกัน อาจจะพิจารณาตรวจเป็นรายๆ ตามความเหมาะสม เช่น หากมีตัวอ่อนน้อย เป็นตัวอ่อนทองคำจากการกระตุ้นเก็บไข่หลายๆ รอบ คุณแม่อายุมาก การตรวจภูมิคุ้มกันอาจช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้นได้ตั้งแต่การใส่ตัวอ่อนครั้งแรก

🙋‍♀️ การตรวจนี้เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่เคยฝังตัวอ่อนหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ
  • ผู้ที่เคยใส่ตัวอ่อนแล้วตั้งครรภ์ แบบตรวจเจอฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (hCG) ขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่สามารถไปต่อได้ หรือ Chemical pregnancy โดยเฉพาะในกรณีที่ตัวอ่อนตรวจโครโมโซมแล้ว
  • ผู้ที่มีประวัติแท้งซ้ำ
  • ผู้ที่มีประวัติทารกโตช้าในครรภ์ จากการตั้งครรภ์ที่ผ่านมา
  • ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันตนเอง เช่น SLE
  • ผู้ที่มีประวัติลิ่มเลือดอุดตันผิดปกติ
  • เคสที่แพทย์ประเมินว่าอาจมีปัจจัยด้านภูมิคุ้มกันเกี่ยวข้อง

🩸 ขั้นตอนการตรวจและการรักษา

จะทำการเก็บเลือด เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยจะตรวจหาค่า Autoantibodies ตามรายการที่แพทย์สั่ง ใช้ระยะเวลารอผลประมาณ 3–7 วัน 

กรณีพบความผิดปกติ ทำการวางแผนแนวทางรักษาแบบเฉพาะบุคคล เช่น

💊 ยาปรับภูมิคุ้มกัน
💉 ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น aspirin ขนาดต่ำ หรือ heparin)
💊 สเตียรอยด์ขนาดต่ำ
📅 ปรับแผนการใส่ตัวอ่อนและช่วงเวลาเริ่มยา

โดยแพทย์จะเริ่มการรักษาก่อนหรือพร้อมกับรอบการใส่ตัวอ่อน เพื่อเพิ่มโอกาสการฝังตัว

ที่ Superior A.R.T. เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางพร้อมดูแล วิเคราะห์หาสาเหตุอย่างละเอียด และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้คุณก้าวสู่การเป็นคุณแม่ได้อย่างมั่นใจค่ะ 💙

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.64 ❝การเตรียมตัวก่อน-หลังเก็บไข่ และการใส่ตัวอ่อน❞

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาภาวะมีบุตรยาก ถึงแม้จะเป็นวิธีที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด แต่ก็มีขั้นตอนและกระบวนการที่โหดสุดเช่นกัน ใน EP. 64 นี้ คุณหมอนิ จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติตนและดูแลตัวเอง เมื่อจะต้องทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.63 ❝ถึงเวลาต้องฝากไข่หรือยัง❞

หลังจากอายุ 35 ปี คุณภาพไข่จะลดลง ทำให้โอกาสตั้งครรภ์น้อยลงและเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซมมากขึ้น ดังนั้น การฝากไข่จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเก็บรักษาคุณภาพไข่ในช่วงอายุที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสมีบุตรในอนาคต ใน EP. 63 นี้ คุณหมอจิว จะมาพูดเรื่องการฝากไข่ ถึงเวลาต้องฝากไข่หรือยัง

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x แอร์ ภัณฑิลา : จริงไหม? ที่มีลูกคนแรกแล้ว คนที่ 2 จะมีง่ายขึ้น

ถามหมอ EP. นี้ คุณแอร์ ภัณฑิลา มาเป็นตัวแทนสาวๆ ถามว่า จริงไหม..ถ้ามีลูกคนแรกแล้ว คนที่สองจะมาง่ายขึ้น มาฟังคำตอบจากคุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา กันค่ะ