ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : อายุยังไม่ถึง 40 ก็เสี่ยงรังไข่เสื่อมก่อนวัยได้ รู้ได้อย่างไร? เช็กจากอะไรบ้าง

ผู้หญิงหลายคนอาจเข้าใจว่า ภาวะรังไข่เสื่อม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่ออายุมากแล้วเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง รังไข่เสื่อมก่อนวัย (Premature Ovarian Insufficiency: POI) สามารถเกิดขึ้นได้แม้อายุยังไม่ถึง 40 ปี และในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติที่สังเกตได้ชัดเจน
บางคนเริ่มสังเกตว่ารอบเดือนเปลี่ยนแปลง แต่หลายคนยังมีประจำเดือนมาตามปกติ จึงไม่ทราบว่าการทำงานของรังไข่เริ่มลดลง จนกระทั่งเริ่มวางแผนมีบุตรแล้วพบว่าตั้งครรภ์ได้ยากกว่าที่คาดหวัง
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาณของภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยที่ควรเข้ารับการประเมิน?
ในบทความพร้อมคลิปนี้ คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะมีบุตรยาก จะช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
รับชมคลิป: อายุยังไม่ถึง 40 ก็รังไข่เสื่อมก่อนวัยได้ จริงหรือ?
รังไข่เสื่อมก่อนวัย คืออะไร?
ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (Premature Ovarian Insufficiency: POI) คือภาวะที่รังไข่ทำงานลดลงก่อนอายุ 40 ปี ส่งผลให้จำนวนและคุณภาพของไข่ลดลงเร็วกว่าปกติ รวมถึงการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงที่ลดลงตามไปด้วย
ภาวะนี้อาจส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ และหากไม่ได้รับการประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ อาจทำให้การวางแผนมีบุตรในอนาคตมีข้อจำกัดมากขึ้น
อายุยังไม่ถึง 40 ก็เป็นรังไข่เสื่อมก่อนวัยได้หรือไม่?
คำตอบคือ สามารถเกิดขึ้นได้
แม้อายุจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการทำงานของรังไข่ แต่ผู้หญิงบางคนอาจมีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยจากสาเหตุอื่น เช่น พันธุกรรม โรคเรื้อรังบางชนิด การรักษาทางการแพทย์บางประเภท หรือปัจจัยที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างชัดเจน
จึงไม่ควรใช้เพียงอายุเป็นเกณฑ์ในการประเมินสุขภาพของรังไข่อย่างเดียว
สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่ารังไข่เริ่มเสื่อม
อาการของภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยอาจแตกต่างกันในแต่ละคน และบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน
สัญญาณที่อาจพบ ได้แก่
ด้วยเหตุนี้ การมีประจำเดือนสม่ำเสมอจึงไม่ได้หมายความว่าปริมาณไข่หรือการทำงานของรังไข่ยังอยู่ในระดับปกติเสมอไป
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการประเมินรังไข่?
การประเมินการทำงานของรังไข่อาจเหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
การตรวจประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้มีข้อมูลสำหรับวางแผนการรักษาหรือวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม
รังไข่เสื่อมก่อนวัย ตรวจเช็กได้อย่างไร?
การประเมินการทำงานของรังไข่ทำได้หลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ และผลการตรวจเพิ่มเติม
การตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่
ตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมน AMH
AMH (Anti-Müllerian Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ช่วยสะท้อนปริมาณไข่คงเหลือ (Ovarian Reserve) การตรวจ AMH เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยประเมินการทำงานของรังไข่ และช่วยประกอบการวางแผนการรักษาหรือการวางแผนมีบุตร
อัลตราซาวนด์นับจำนวนไข่ตั้งต้น
แพทย์จะใช้อัลตราซาวนด์เพื่อตรวจดูรังไข่และประเมินจำนวนฟอลลิเคิล (Antral Follicle Count: AFC) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญในการประเมินปริมาณไข่ที่เหลืออยู่
โดยแพทย์จะนำผลตรวจทั้งหมดมาประกอบกัน ไม่ได้อาศัยเพียงผลตรวจชนิดใดชนิดหนึ่งในการวินิจฉัย
รู้เร็ว ไม่ได้แปลว่าหมดหวัง
หลายคนกังวลเมื่อได้ยินคำว่า “รังไข่เสื่อม”
แต่ในความเป็นจริง การทราบข้อมูลตั้งแต่ระยะแรกถือเป็นข้อได้เปรียบ เพราะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาหรือการวางแผนมีบุตรได้เหมาะสมกับช่วงเวลาของแต่ละคน
ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มรักษาภาวะมีบุตรยาก การวางแผนตั้งครรภ์ หรือการพิจารณาทางเลือกอย่างการฝากไข่ในผู้ที่เหมาะสม ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับการประเมินโดยแพทย์เป็นรายบุคคล
สรุป
ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยสามารถเกิดขึ้นได้แม้อายุยังไม่ถึง 40 ปี และในหลายกรณีอาจไม่มีอาการที่ชัดเจน การมีประจำเดือนปกติไม่ได้หมายความว่าการทำงานของรังไข่ยังเป็นปกติเสมอไป
หากกำลังวางแผนมีบุตร มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพรังไข่ การเข้ารับการประเมินด้วยการตรวจระดับ ฮอร์โมน AMH ร่วมกับ การอัลตราซาวนด์รังไข่ จะช่วยให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของรังไข่และวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม
สนใจตรวจประเมินการทำงานของรังไข่
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การตรวจระดับฮอร์โมน AMH, การอัลตราซาวนด์ประเมินรังไข่ หรือการวางแผนมีบุตร สามารถนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อรับการประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ข่าวสารและบทความอื่นๆ
𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.72 ❝ย้ายตัวอ่อนไม่ติด ทำไงดี? เจาะลึก ERA Test & ORA Test คืออะไร ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้อย่างไร❞
ใน Live EP.72 นี้ จะพูดถึง ERA Test ซึ่งหัวข้อนี้เหมาะกับคนที่กำลังอยู่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ที่มักตั้งคำถามว่าเราจำเป็นต้องตรวจ ERA Test หรือไม่ ตรวจแล้วมีประโยชน์อย่างไร และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการใส่ตัวอ่อนแล้วตั้งครรภ์สำเร็จได้อย่างไร





