ไลฟ์สไตล์ที่ปรับเปลี่ยน ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยาก ในสังคมสมัยใหม่


#ภัยใกล้ตัว รู้หรือไม่ว่า การมีบุตรยากกำลังเป็นภัยเงียบในสังคมยุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ และอาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องการเจริญพันธุ์ หรือปัญหาการลดลงของจำนวนประชากร ซึ่งอาจมาจากพฤติกรรม และค่านิยมที่เปลี่ยนไปของผู้คนในยุคปัจจุบัน

 

โดยจะมีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและไลฟ์สไตล์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การมีน้ำหนักเกิน และการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ทั้งในเพศชายและหญิง 

นอกจากนี้ สารเคมีบางชนิดสามารถเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมนในร่างกาย (Endocrine-Disrupting Chemicals: EDCs) เช่น BPA และพาทาเลต (Phthalates) ซึ่งพบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ภาชนะพลาสติก ขวดนม ขวดน้ำดื่ม และสารเคลือบเม็ดยาต่างๆ การได้รับสารเคมีตกค้างเหล่านี้เป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้การทำงานของระบบสืบพันธุ์แย่ลงได้ เช่น ในฝ่ายหญิงพบว่าทำให้โอกาสการตั้งครรภ์ต่อรอบเดือนลดลง ซึ่งอาจเกิดจากคุณภาพของไข่หรือระดับฮอร์โมนที่ลดลง ส่วนในฝ่ายชายพบว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง อีกทั้งยังส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในทารกเพศชายที่คลอดจากหญิงที่ได้รับสารเคมีเหล่านี้อีกด้วย โดยมีรายงานว่า ปริมาณและคุณภาพของอสุจิลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ดังนั้น การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากสารพิษ และการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และลดปัญหาภาวะมีบุตรยากในสังคมยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


หากคุณกำลังวางแผนมีลูก หรือสงสัยว่ามีภาวะมีบุตรยาก สามารถติดต่อเพื่อนัดหมายปรึกษาคุณหมอ ผ่านช่องทางที่สะดวกได้ทันที คุณหมอจะช่วยออกแบบการรักษาเฉพาะคู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำ IUI การฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก หรือการทำเด็กหลอดแก้ (IVF) ด้วยวิธี ICSI

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.43 ❝ 𝗘𝗺𝗯𝗿𝘆𝗼 𝗚𝗹𝘂𝗲 เหมาะกับใคร แล้วช่วยให้ท้องได้อย่างไร ❞


“𝗘𝗺𝗯𝗿𝘆𝗼 𝗚𝗹𝘂𝗲 เหมาะกับใคร แล้วช่วยให้ท้องได้อย่างไร” 



เริ่มจากการปูพื้นคร่าวๆ ก่อนว่า หลังจากที่ใส่ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์เข้าไปในโพรงมดลูก ตัวอ่อนจะค่อยๆ ฟักออกจากเปลือก (Hatching) แล้วก็เคลื่อนที่ไปมาในโพรงมดลูกจนเจอตำแหน่งที่ดีที่สุดของโพรงมดลูก ซึ่งบริเวณนี้ จะมีการเรียงตัวของเยื่อบุ และมีสารที่ช่วยดึงดูดให้ตัวอ่อนมีการแทรกตัวลงไปในชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกได้ดีที่สุด

เวลาที่หมอย้ายตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก จะใช้สายย้ายตัวอ่อนที่มีลักษณะเป็นสายนุ่มๆ ยาวๆ คล้ายหลอดนมยาวๆที่มีปลายนุ่มๆ และเมื่อดูดตัวอ่อนเข้าไปในสาย นอกจากตัวอ่อนแล้ว ยังมีน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อนถูกดูดเข้าไปพร้อมกันด้วย ซึ่งในนั้นจะมีสารประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น กรดอะมิโน น้ำตาล เพื่อเป็นอาหารให้กับตัวอ่อน และเพื่อปรับความเป็นกรดด่างให้เข้ากับโพรงมดลูกหรือใกล้เคียงกับในโพรงมดลูกมากที่สุด

มีการศึกษาที่เอาน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก ในวันที่ตัวอ่อนฝังตัวไปตรวจดูว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง ก็พบว่ามีสารอยู่ตัวหนึ่ง คือ Hyaluronic Acid หรือ Hyaluronan เป็นสารที่พบมากในน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก ในวันที่ตัวอ่อนเหมาะจะฝังตัวมากที่สุด เจ้าสาร Hyaluronan  นี้ ช่วยให้ตัวอ่อนยึดติดกับโพรงมดลูกได้ดี แต่ในน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อนทั่วไปมีปริมาณของสารนี้น้อยกว่าในโพรงมดลูก จึงเป็นที่มาของ Embryo Glue ซึ่งก็คือน้ำยาสำหรับย้ายตัวอ่อน ที่มีการเพิ่มปริมาณ Hyaluronan เข้าไปใน น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนปกติ ให้มีระดับใกล้เคียงกับน้ำในโพรงมดลูกในวันที่ตัวอ่อนฝังตัวมากที่สุด และนอกจากนี้ยังมีโปรตีน Human Albumin และวิตามิน ที่เป็นเหมือนอาหารของตัวอ่อน รวมถึงสาร Heparin ที่ช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งอาจจะช่วยทำให้การฝังตัวของตัวอ่อนดีขึ้น


Embryo Glue ใช้อย่างไร?

Embryo Glue จะเป็นหลอดเล็กๆ ขนาดประมาณ 1.5 ml ซึ่งก่อนจะใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก เราจะวางตัวอ่อนไว้ใน Embryo Glue ประมาณ 30 นาที เพื่อให้เคลือบตัวอ่อน และตอนที่ใส่ตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก เราจะดูดน้ำยาของ Embryo Glue เข้าไปด้วยส่วนหนึ่ง


Embryo Glue มีประโยชน์จริงหรือไม่?

จากหลายๆ งานวิจัยพบว่า การใช้ Embryo Glue ในคนไข้ทุกคนที่ได้รับการย้ายตัวอ่อน ไม่ได้มีประโยชน์ชัดเจน ว่าสามารถเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ แต่จะเห็นประโยชน์ในคนไข้เฉพาะกลุ่ม คือกลุ่มคนไข้ที่เคยใส่ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีหลายครั้ง แต่ไม่เกิดตั้งครรภ์ (Implantation failure) Embryo Glue อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นประมาณ 10%


ข้อเสียของ Embryo Glue คืออะไร?

เนื่องจาก Embryo Glue ยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ข้อมูลการติดตามผลระยะยาวยังมีไม่มาก เช่น เด็กที่เกิดจากการย้ายตัวอ่อนร่วมกับใช้ Embryo Glue มีความผิดปกติในตอนโตหรือไม่ แต่จากข้อมูลตั้งแต่เริ่มมีการใช้ Embryo Glue มากว่า 10 ปีทั่วโลก พบว่า การใช้ Embryo Glue ร่วมกับการย้ายตัวอ่อน ไม่เพิ่มอัตราการเกิดเด็กผิดปกติระหว่างที่อยู่ในครรภ์ อัตราการแท้งและท้องนอกมดลูก ไม่ต่างกับการใช้น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนปกติที่ใช้ทั่วไป

โดยส่วนตัวคุณหมอมองว่า คนไข้ย้ายตัวอ่อนแล้วจะสำเร็จหรือไม่ มีปัจจัยที่สำคัญคือ คุณภาพของตัวอ่อน คุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูก และระดับฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ ถ้าตัวอ่อนคุณภาพดี ตรวจโครโมโซมแล้วปกติ คุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกดี ไม่ว่าจะเป็น ความหนา และการเรียงตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกดี ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์  น่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และเป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้ Embryo Glue

อย่างไรก็ตาม จากความเห็นส่วนตัว Embryo Glue อาจจะมีประโยชน์อีกแง่หนึ่ง เนื่องจากลักษณะของน้ำยาที่ค่อนข้างหนืดกว่าน้ำยาที่ใช้ย้ายตัวอ่อนทั่วไป ซึ่งความหนืดนี้อาจจะช่วยให้ตัวอ่อนหลังย้ายเข้าโพรงมดลูกอยู่ในตำแหน่งที่คุณหมอตั้งใจวางตัวอ่อนไว้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกับการย้ายตัวอ่อนมากที่สุด อาจจะช่วยลดการฝังตัวในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ส่วนล่างของโพรงมดลูก

ซึ่งคุณหมอมองว่าการใช้ Embryo Glue ไม่ได้มีข้อเสีย โดยอาจมีประโยชน์สำหรับคนไข้บางกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้แนะนำให้ใช้กับทุกคน หากใครมีคำถาม หรือมีข้อสงสัย เกี่ยวกับ Embryo Glue หรือการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถทำนัดเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : ปล่อยธรรมชาตินานแค่ไหน ถึงเข้าข่ายมีลูกยาก


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาในการตั้งครรภ์ของคู่สมรสที่ปล่อยธรรมชาติ จะมีความแตกต่างกันไป อาจจะเป็นหลักเดือนหรือหลักปี ซึ่งความแตกต่างนี้เอง ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า ต้องพยายามมีลูกตามธรรมชาติมานานแค่ไหน ถึงจะถือว่าเข้าข่ายมีบุตรยาก?

วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ หรือหากใครมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : เคยแท้งมาก่อน โอกาสมีลูกจะลดลงหรือไม่ ?


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

สำหรับคุณแม่ที่เคยสูญเสียลูกน้อยจากการแท้งลูก อาจมีความกังวลใจว่าโอกาสในการมีลูกอีกครั้งจะยากขึ้นหรือไม่? 

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยากที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ หากมีคำถามเพิ่มเติม หรือหากสนใจปรึกษาเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษาได้ค่ะ 🙂 


ชมคลิป เคยแท้งมาก่อน โอกาสมีลูกจะลดลงหรือไม่ ?

จุดกำเนิดทารกน้อย ระยะ Blastocyst หนูกำลังจะเติบโตแล้วนะ


ทุกชีวิต ล้วนเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ
และนี่คือคลิปของตัวอ่อนระยะ Blastocyst  🧫
“จุดกำเนิดของทารกน้อย” ที่จะพัฒนาไปเป็นลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่

ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ตัวอ่อนจะกำเนิดขึ้นจากการปฏิสนธิของไข่และอสุจิภายในห้องปฎิบัติการ และพัฒนาต่อในตู้เลี้ยงตัวอ่อน โดยตัวอ่อนในระยะ วันที่ 5 และ 6 จะเรียกว่า ตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสท์ หรือตัวอ่อนระยะฝังตัว ตัวอ่อนจะมีการแบ่งกลุ่มเซลล์ ออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่การตั้งครรภ์

  • กลุ่มที่ 1 เรียกว่า Inner Cell Mass คือกลุ่มเซลล์ที่เจริญไปเป็นทารก 
  • กลุ่มที่ 2 อยู่รอบนอกเรียกว่า Trophectoderm คือเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นรก ที่คอยหล่อเลี้ยงตัวอ่อนต่อไปนั่นเองค่ะ  

อัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ของสาวๆ แต่ละช่วงอายุ เมื่อเทียบกับการใช้เทคโนโลยี ART เข้ามาช่วย


รู้หรือไม่ว่า อัตราการตั้งครรภ์ด้วยการใช้เทคโนโลยีช่วยรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ของ Superior A.R.T. ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน PGT สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้นได้

จากกราฟจะเห็นได้ว่าผู้หญิงอายุ 35-39 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์สูงถึง 77% และผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปี มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 72% ซึ่งไม่ได้ต่างกับกลุ่มอายุที่น้อยกว่า 35 ปีแต่อย่างใด


Superior A.R.T. มีบริการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยี PGT เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางโครโมโซม (NGS) และตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม (Karyomapping) เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรง ปราศจากโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดสู่รุ่นลูก ก่อนการย้ายกลับสู่ครรภ์มารดา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้มากขึ้น 

การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง Superior A.R.T. พร้อมให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอน โดยจะช่วยออกแบบวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้กับคุณแม่และคุณพ่อ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ได้มีเบบี๋สมใจค่ะ

คลิกดูอัตราความสำเร็จของเรา https://thaisuperiorart.com/th/ทำไมต้อง-ซูพีเรีย-เอ-อาร์-ที/

ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากประสบการณ์ดาราสาวในวงการ

ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากประสบการณ์ดาราสาวในวงการ

Superior A.R.T. ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ แช่แข็งไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ด้วยวิธี ICSI จนได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน รวมถึงคนในวงการบันเทิงที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น คุณใบเฟิร์น, คุณอาย, คุณแอร์, คุณน้ำตาล, คุณจ๊ะ, คุณเอ๋ มณีรัตน์ และคุณนิวเคลียร์ ที่เลือกให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มครอบครัว

สำหรับใครที่สนใจ อยากติดตามประสบการณ์การฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากดารานักแสดงในวงการ สามารถติดตามดูได้จากวิดีโอคลิปนี้ได้เลยนะคะ


  • คุณใบเฟิร์น อัญชสา

  • คุณอาย กมลเนตร

  • คุณแอร์ ภัณฑิลา

  • คุณน้ำตาล พิจักขณา

  • คุณจ๊ะ จิตตาภา

  • คุณเอ๋ มณีรัตน์
https://youtube.com/watch?v=phX6JcZP8wU

  • คุณนิวเคลียร์ หรรษา

และขอขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับความไว้วางใจให้ Superior A.R.T. คลินิกรักษาผู้มีบุตรยากและวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนดูแล และภูมิใจที่ได้ช่วยทุกท่านได้เป็นคุณแม่สมใจด้วยนะคะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว จิ้มหน้าทำสวย ส่งผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI มั๊ยนะ

 

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว จิ้มหน้าทำสวย ส่งผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI มั๊ยนะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

การจิ้มหน้าทำสวย 💉เป็นหนึ่งในเคล็ดลับการดูแลตัวเองที่สาวๆ หลายคนขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจทำให้คุณแม่ที่กำลังวางแผนจะมีลูกน้อย มีความกังวลว่าการจิ้มหน้าจะส่งผลต่อการตั้งตรรภ์ หรือทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI หรือไม่?

วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ 


คุณเป็น 1 ใน 6 ของประชากรโลก ที่มีภาวะมีบุตรยาก หรือไม่?


รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากภาวะมีบุตรยาก อ้างอิงจากรายงานที่เผยแพร่ใน WHO ที่ระบุว่า กลุ่มคนเหล่านี้คิดเป็น 17.5% ของจำนวนประชากรผู้ใหญ่ หรือประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรทั่วโลกเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุว่าปัญหาภาวะมีบุตรยากนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน อ้างอิงจากอัตราการเกิดภาวะมีบุตรยาก ในประเทศที่มีรายได้สูงประมาณ 17.8% และในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำประมาณ 16.5% ซึ่งจะเห็นว่ามีตัวเลขที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน

โดย Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทาง WHO จึงให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมเรื่องการรักษาภาวะมีบุตรยาก ให้เข้าถึงได้ง่าย มีคุณภาพและมีราคาเหมาะสม

เพราะภาวะมีบุตรยากไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ตามมาอีกด้วย เพราะฉะนั้นว่าที่คุณพ่อคุณแม่อย่าชะล่าใจ จูงมือกันมาตรวจ Couple Checkup เตรียมพร้อมไว้ก่อนได้นะคะ หากคุณเป็น 1 ใน 6 ของประชากรโลกที่มีบุตรยาก จะได้รักษาอย่างทันท่วงที และสามารถมีบุตรได้ก่อนที่จะสายเกินไป

ตรวจให้พร้อม ก่อนจะเป็นคุณพ่อคุณแม่


เป็นที่รู้กันว่า ปัญหาการมีบุตรยากนั้น มีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย และหนึ่งในนั้นก็คือ “คุณภาพของอสุจิที่ไม่ดีพอ” 


คุณภาพอสุจิที่ดี เป็นอย่างไร?

  • มีจำนวนอสุจิที่มากพอ
  • มีการเคลื่อนที่ได้เร็ว
  • เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง
  • มีรูปร่างปกติทั้งส่วนหัวและหาง

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าอสุจิของคุณดีพอ?

“การตรวจวิเคราะห์อสุจิ” (Semen Analysis) คือคำตอบ เพราะการตรวจคุณภาพของอสุจิ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นคุณพ่อ ซึ่งจะทำให้เราทราบคุณภาพของอสุจิในด้านต่างๆ และช่วยหาสาเหตุการมีบุตรยากจากฝ่ายชายอีกด้วย

ดังนั้น การตรวจวิเคราะห์อสุจิจึงเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่สำคัญสำหรับว่าที่คุณพ่อ เพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวนั่นเองค่ะ