5 สิ่งที่ต้องรู้ หากอยากมีลูกหลังอายุ 35 ปี


ปัจจุบัน ผู้หญิงหลายคนเลือกที่จะสร้างความมั่นคงในชีวิต ก่อนที่จะตัดสินใจมีลูก ทำให้การมีลูกหลังอายุ 35 ปี เป็นเรื่องปกติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อมูลสำคัญสำหรับว่าที่คุณแม่ควรรู้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม หากอยากมีลูกหลังอายุ 35 ปี


5 สิ่งที่ต้องรู้ 🤓💡

1. แม้อายุจะมากขึ้น แต่โอกาสในการมีลูกก็ยังคงมีอยู่ ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์

เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว ทำให้ผู้หญิงหลายคนสามารถมีลูกได้ แม้ว่าจะอายุเกิน 35 ปี เพราะปัจจุบันมีคลินิคและโรงพยาบาลในไทยที่นำเทคโนโลยีมาใช้และให้บริการมากขึ้น

2. การตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

เช่น ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง และครรภ์เป็นพิษ แต่สิ่งเหล่านี้สามารถควบคุมได้ด้วยการดูแลสุขภาพ และไปตามนัดแพทย์เพื่อตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ

3. การมีลูกหลัง 35 ปี อาจมีความเสี่ยงที่ลูกจะมีความผิดปกติทางโครโมโซมมากขึ้น

เช่น ดาวน์ซินโดรม แต่ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่มดลูก (PGT-A) รวมไปถึงการตรวจคัดกรองทารกที่อยู่ในครรภ์ (NIPT) ที่มีความแม่นยำสูง และสามารถตรวจพบความผิดปกติทางโครโมโซมได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้คุณเตรียมตัว ป้องกัน และรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

4. ปัจจุบัน มีการบริการและการตรวจคัดกรองแบบครบวงจร ที่ออกแบบมาเพื่อคุณแม่ที่ตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปีโดยเฉพาะ

เช่น การตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกที่อยู่ในครรภ์ (NIPT), การตรวจอัลตราซาวด์เพื่อหาความผิดปกติของทารกอย่างละเอียด, การติดตามการเจริญเติบโตของทารกอย่างสม่ำเสมอ หรือการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้การตั้งครรภ์ของคุณแม่ปลอดภัยมากขึ้น

5. การมีสุขภาพที่ดี ในช่วงเตรียมตัวก่อนและระหว่างตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปีนั้นสำคัญมาก

โดยคุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

สำหรับสาวๆ คนไหนที่มีความกังวลว่าจะมีน้องได้ไหม สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอ เพื่อตรวจประเมินก่อนได้นะคะ 🙂 รายละเอียดการตรวจวิเคราะห์ภาวะมีบุตรยาก คลิก

คุณพนาภรณ์ มาแชร์ประสบการณ์การใช้ Embryo Glue ช่วยเพิ่มโอกาสให้น้องติดในครั้งแรก

“🧬 Embryo Glue ช่วยเพิ่มโอกาส ให้น้องติดในครั้งแรก” 

คุณพนาภรณ์ปล่อยธรรมชาติมาประมาณ 2 ปี แต่น้องก็ไม่มาสักที…

จนสุดท้าย อยากมั่นใจว่าจะมีน้องได้อย่างปลอดภัย เลยตัดสินใจเข้ามาปรึกษาคุณหมอที่ Superior A.R.T. และเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI ร่วมกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน NGS และเสริมเทคนิคพิเศษ “Embryo Glue” กาวติดตัวอ่อนที่ช่วยเพิ่มความสำเร็จในการตั้งครรภ์ เพื่อให้ตัวอ่อนเกาะติดแน่นขึ้น จนครั้งเดียวก็เข้าวิน ได้ลูกสมใจ

ไขทุกข้อสงสัย! Embryo Glue คืออะไร? เหมาะกับใครบ้าง? ใช้ในขั้นตอนไหนของการทำเด็กหลอดแก้ว?


ไขทุกข้อสงสัย! Embryo Glue คืออะไร? เหมาะกับคุณหรือไม่? และใช้ในขั้นตอนไหนของการทำเด็กหลอดแก้ว IVF | ICSI? 

 

Embryo Glue 🧬คือกาวติดตัวอ่อน ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนของกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือการทำ ICSI  

ส่วนประกอบหลักของ Embryo Glue คือ Hyaluronic Acid (HA) ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับของเหลวในมดลูกตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มความหนืด เพื่อเพิ่มการยึดเกาะของตัวอ่อนกับผนังมดลูกได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกระบวนการย้ายตัวอ่อนแบบเดิม ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติให้เหมาะสมสำหรับตัวอ่อนในการฝังตัว อีกทั้งยังมีสารอาหารและโปรตีนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อน

โดย Embryo Glue จะถูกนำมาใช้ในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการทำ IVF หรือ ICSI ซึ่งก็คือ “ขั้นตอนการย้ายตัวอ่อน” โดยตัวอ่อนจะถูกแช่ใน Embryo Glue ประมาณ 30 นาที ก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง


ใครบ้างที่เหมาะจะใช้ Embryo Glue?

  • ผู้ที่เคยมีประวัติการย้ายตัวอ่อนไม่สำเร็จ
  • คู่รักที่มีภาวะมีบุตรยากเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่มีตัวอ่อนคุณภาพดีแต่ยังตั้งครรภ์ไม่สำเร็จ
  • ผู้ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Embryo Glue ได้จากวิดีโอ 𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.43 ❝ 𝗘𝗺𝗯𝗿𝘆𝗼 𝗚𝗹𝘂𝗲 เหมาะกับใคร แล้วช่วยให้ท้องได้อย่างไร ❞

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : แช่แข็งไข่เก็บไว้ 10 ปี ทำได้หรือไม่

แช่แข็งไข่เก็บไว้ 10 ปี ทำได้หรือไม่

สำหรับสาวๆ ที่วางแผนจะมีลูกในอนาคต หรือคู่รักที่อยากมีลูก แต่กำลังเตรียมความพร้อมครอบครัว แล้วต้องการจะฝากไข่เอาไว้ก่อน อาจมีความกังวลเรื่องระยะเวลาในการเก็บรักษาไข่ที่แช่แข็ง ว่าจะสามารถเก็บไว้ได้นานแค่ไหน แช่แข็งไข่เก็บไว้ 10 ปี ทำได้หรือไม่? 🤔

วันนี้ #นักวิทย์อยากเล่า คุณดวงสมร เลียงกลกิจ ผู้จัดการแผนกห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน👩🏻‍🔬จะมาช่วยไขทุกข้อสงสัยให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ 🤓


ถามหมอ 💬 กับหมอโฟม : ผนังมดลูกควรจะหนาเท่าไหร่ ถึงจะพร้อมใส่ตัวอ่อน

ถามหมอ 💬 กับหมอโฟม : ผนังมดลูกควรจะหนาเท่าไหร่ ถึงจะพร้อมใส่ตัวอ่อน

เยื่อบุโพรงมดลูก คือ เยื่อบุผนังด้านในของมดลูก มีหน้าที่ในการรับการฝังตัวของตัวอ่อน ในแต่ละรอบเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกของแต่ละคนจะหนาไม่เท่ากัน และในคนเดียวกันนั้นในแต่ละรอบเดือนก็หนาไม่เท่ากัน แล้ว ผนังมดลูกควรจะหนาเท่าไหร่ ถึงจะพร้อมใส่ตัวอ่อน?

วันนี้คุณหมอโฟม พญ.ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยความหนาของผนังมดลูกที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน ที่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การย้ายตัวอ่อนประสบความสำเร็จ 🙂 หรือหากใครมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.50 ❝ มีบุตรยาก..ทำอย่างไรให้ท้อง ❞


มีบุตรยาก ควรเริ่มต้นตรวจหรือปรึกษาแพทย์อย่างไรดี?
มีวิธีใดที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้บ้าง?


เนื้อหาในตอนนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่


1. การมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติ

ปกติการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติจะเกิดขึ้นได้ ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะต้องมีอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งด้านโครงสร้าง และด้านการทำงานที่ปกติ โดยฝ่ายชายจะต้องมีตัวอสุจิที่สมบูรณ์แข็งแรง มีการสร้างอสุจิที่ปกติ รวมถึงการหลั่งออกมาภายนอกที่ปกติ ส่วนฝ่ายหญิงจะต้องมีฟองไข่ที่โต คุณภาพไข่ที่สมบูรณ์ ตกมารอการปฏิสนธิกับตัวอสุจิตรงบริเวณท่อนำไข่ ในผู้หญิงที่มีอายุมาก จำนวนฟองไข่จะน้อยลง คุณภาพอาจจะลดลง ซึ่งก็เป็นปัญหาหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้เช่นกัน


เกิดอะไรขึ้นเมื่อฟองไข่ตก?

หลังจากฟองไข่ตกตรงบริเวณท่อนำไข่ ฟองไข่จะมีอายุราวประมาณ 24 ชั่วโมง ซึ่งจะต้องมีตัวอสุจิ มาปฏิสนธิภายใน 24 ชั่วโมง โดยตัวอสุจิจะวิ่งจากช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก และวิ่งเข้าไปถึงบริเวณท่อนำไข่ ถ้าหากฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตกพอดี ตัวอสุจิก็มีโอกาสที่จะมาปฏิสนธิกับฟองไข่ที่บริเวณท่อนำไข่ และจะเจริญพัฒนากลายเป็นตัวอ่อน จะเห็นได้ว่านอกจากฝ่ายหญิงจะต้องมีฟองไข่ที่สมบูรณ์แล้ว ท่อนำไข่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะตัวอสุจิจะต้องวิ่งมาปฏิสนธิกับฟองไข่ที่บริเวณท่อนำไข่

เมื่อมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ตัวอ่อนที่ปกติจะเดินทางเคลื่อนจากท่อนำไข่เพื่อย้ายไปฝังตัวในบริเวณโพรงมดลูก และเติบโตกลายเป็นทารกในครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์จนครบ 9 เดือน ก็จะคลอดออกมาเป็นเด็กน้อยที่แข็งแรง


จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อท้องธรรมชาติแล้วจะมีตัวอ่อนที่ปกติ?

หากตั้งครรภ์โดยวิธีธรรมชาติจะไม่สามารถทราบได้ ยกเว้นจะรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI จึงจะสามารถดูรูปร่างลักษณะและพัฒนาการของตัวอ่อนได้ภายในตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน

จะเห็นได้ว่า การจะเกิดการตั้งครรภ์ต้องอาศัยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นตัวอสุจิที่สมบูรณ์แข็งแรงของฝ่ายชาย การมีจำนวนอสุจิ การวิ่ง รูปร่างหน้าตา และความสามารถในการเจาะฟองไข่ที่ดี รวมถึงการมีฟองไข่ที่คุณภาพดีสมบูรณ์ของฝ่ายหญิง มีการตกไข่ที่ปกติ ท่อนำไข่ไม่ตีบตัน ผนังโพรงมดลูกที่หนาดีและปกติ ไม่มีก้อนเนื้องอกหรือติ่งเนื้อที่ขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน

ส่วนปัจจัยของเรื่องตัวอ่อน ก็ต้องเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์แข็งแรง รูปร่างลักษณะ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของตัวอ่อนสมบูรณ์ตามเกณฑ์ และมีโครโมโซมปกติ ก็จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นถ้าหากมีการฝังตัวที่ดี


เมื่อตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ทำไมถึงแท้งหรือท้องนอกมดลูก อะไรคือการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก?

  • การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นความผิดปกติในการปฏิสนธิของฟองไข่ที่ไม่มีจำนวนชุดโครโมโซมกับตัวอสุจิที่มีโครโมโซมปกติ
  • ท้องนอกมดลูก คือ ตัวอ่อนที่ควรจะเลื่อนตัวมาฝังบริเวณโพรงมดลูก กลับไปฝังบริเวณอื่น เช่น ฝังที่ท่อนำไข่ ซึ่งทำให้เกิดท้องนอกมดลูก
  • การแท้ง คือ การที่ตัวอ่อนฝังในบริเวณโพรงมดลูกปกติ แต่อาจจะยึดเกาะไม่ดี หรืออาจจะมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ตัวอ่อนไม่สมบูรณ์ มีโครโมโซมผิดปกติ รวมถึงฮอร์โมนอื่นๆ ที่สนับสนุนการฝังตัวมีความผิดปกติ

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยที่ศึกษาเรื่องอัตราการตั้งครรภ์ของผู้หญิงในอายุที่แตกต่างกันไป แสดงให้เห็นว่าเมื่ออายุที่มากขึ้น โอกาสตั้งครรภ์ก็จะน้อยลง หากอายุประมาณ 20-30 ปี ไม่เกิน 35 ปี โอกาสตั้งครรภ์ก็จะสูงกว่า ซึ่งในแต่ละรอบเดือน โอกาสตั้งครรภ์ของผู้หญิงในแต่ละช่วงอายุก็จะแตกต่างกันไป โดยเปอร์เซ็นต์การตั้งครรภ์ก็จะลดลงตามอายุ

  • อายุ 20-30 ปี หรือไม่เกิน 35 ปี โอกาสตั้งครรภ์ในแต่ละรอบเดือนอยู่ที่ประมาณ 20%
  • อายุ 35 ปี โอกาสตั้งครรภ์ในแต่ละรอบเดือนอยู่ที่ประมาณ 10%
  • อายุมากกว่า 40 ปี โอกาสตั้งครรภ์ในแต่ละรอบเดือนอยู่ที่ประมาณ 5%

อย่างไรก็ตาม ในคู่สมรสที่ไม่ได้คุมกำเนิด และมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ โดยส่วนใหญ่ภายใน 3 เดือนแรกมีโอกาสตั้งครรภ์ 50 คู่ จาก 100 คู่ และใน 1 ปีมีโอกาสตั้งครรภ์ 85 คู่ จาก 100 คู่


หากปล่อยธรรมชาติแต่ยังไม่มีลูก ต้องรอต่อไปอีกนานแค่ไหนถึงควรปรึกษาคุณหมอ?

ในคู่สมรสที่อยากมีบุตร และมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ โดยไม่ได้คุมกำเนิดเป็นเวลา 1 ปีแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ ควรเข้ามาปรึกษาคุณหมอเพราะอาจจะเข้าข่ายมีภาวะมีบุตรยาก แต่ในกรณีที่อายุมากไม่จำเป็นต้องรอนานถึง 1 ปีก็สามารถเข้ามาปรึกษาได้ หรืออาจจะไม่ได้มีภาวะมีบุตรยาก แต่กำลังวางแผนจะมีบุตร ก็แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอ เพื่อหาแนวทางที่จะช่วยส่งเสริมทำให้ตั้งครรภ์ได้เร็วขึ้นหรือตามแผนที่วางไว้ ซึ่งก็คือการวางแผนร่วมกันกับแพทย์ โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาก็ได้


เมื่อไหร่ที่ควรเข้ามาปรึกษาคุณหมอ?

  • มีภาวะมีบุตรยาก
  • พร้อมวางแผนมีบุตร
  • คู่สมรสที่มีโรคบางอย่างหรือมีแนวโน้มมีบุตรยาก เช่น ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีก้อนเนื้องอกมดลูก ช็อกโกแลตซีสต์ หรือผู้ชายที่เคยผ่านการผ่าตัดเส้นเลือดขอดบริเวณอัณฑะ หรือที่กินยาบางชนิดที่กดฮอร์โมนเพศชาย เช่น ยารักษาผมร่วง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้น้ำเชื้อมีจำนวนตัวอสุจิน้อย

แนะนำให้นัดคุณหมอเพื่อรับคำปรึกษาการมีบุตร โดยอาจยังไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา เพราะสาเหตุที่ทำให้แต่ละคู่มีบุตรยากอาจจะไม่เหมือนกัน การเข้ามาพูดคุยกับคุณหมอเป็นการช่วยกันหาสาเหตุและหาวิธีปรับพฤติกรรมที่อาจจะเป็นปัจจัยของภาวะมีบุตรยากในอนาคต ทำให้การวางแผนมีบุตรง่ายขึ้นและเร็วขึ้น


วิธีเตรียมตัวหรือการปฏิบัติตัวเมื่อพร้อมมีบุตร สำหรับคุณแม่ที่อยากท้องด้วยวิธีธรรมชาติ

  • ต้องวางแผนร่วมกันว่าเมื่อไหร่จะพร้อมมีบุตร

ซึ่งคุณหมอแนะนำว่าให้พร้อมมีบุตรที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ เพราะการมีบุตรเมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยเรื่องฟองไข่ของผู้หญิง ทั้งเรื่องปริมาณ คุณภาพ จะลดลงอย่างชัดเจน

  • เมื่อพร้อมแล้วแนะนำวางแผนเพื่อจะมีบุตร

แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเพื่อพูดคุยกัน เพื่อลดปัจจัยที่อาจจะเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยากในอนาคต เช่น

  • ฝ่ายชายที่กินยารักษาโรคผมร่วง อาจจะต้องหยุดกินยา เพื่อให้อัณฑะกลับมาทำงาน หรืออสุจิจะกลับมาอยู่ในระดับปกติ
  • ฝ่ายหญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ มีภาวะอ้วน หรือมีภาวะ PCOS ซึ่งน้ำหนักหรือไขมันใน ร่างกาย อาจจะมีผลทำให้มีภาวะไข่ไม่ตก หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ โดยปรึกษากับคุณหมอ เพื่อทำการรักษา ควบคุมอาหารและน้ำหนัก เพื่อลดความเสี่ยงการมีบุตรยากในอนาคต

สำหรับฝ่ายหญิงที่ไม่เคยตรวจภายใน อาจจะต้องเข้ามา Check-up ก่อน เพื่อหาสาเหตุว่ามีโรคอะไรที่อาจจะทำให้มีบุตรยากในอนาคตหรือไม่ บางท่านอาจจะพบว่ามีช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดก่อน ซึ่งเป็นการวางแผนร่วมกัน เพื่อจะมีบุตรได้ในเวลาที่พร้อม และอาจจะมีเองตามธรรมชาติได้

  • สังเกตว่าประจำเดือนมาสม่ำเสมอหรือไม่

โดยคุณหมอแนะนำให้จดบันทึกประจำเดือนย้อนหลัง ประมาณ 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อดูว่าการทำงานของรังไข่ในแต่ละรอบเดือนสม่ำเสมอหรือไม่ จะทำให้คุณหมอจะรู้ได้ง่ายขึ้นว่าสาเหตุใดที่อาจจะทำให้มีบุตรยากในตอนนี้หรือในอนาคต อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไร หรือหาสาเหตุว่าภาวะประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเกิดจากอะไร โดยสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอที่พบเจอได้บ่อยคือ

  • ภาวะ PCOS หรือภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ ซึ่งจะมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ มีการทำงานของฮอร์โมนเพศชายที่เด่น ไม่ว่าจะเป็น สิว หน้ามัน ขนดก
  • อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ คือภาวะการหลั่งน้ำนมหรือฮอร์โมนโพรแลคติน (Prolactin) ที่สูง ซึ่งผู้หญิงบางท่านอาจจะมีน้ำนมไหลโดยที่ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือไม่ได้ให้นมบุตร ขณะเดียวกันผู้หญิงบางท่าน แม้ว่าจะไม่มีน้ำนมไหล แต่ค่าฮอร์โมนโพรแลคตินก็อาจจะสูงได้ ซึ่งจะทำให้รังไข่ทำงานไม่ดี และเกิดภาวะไข่ไม่ตกตามมา
  • ส่วนปัจจัยอื่นที่อาจจะทำให้ไข่ไม่ตก คือโรคไทรอยด์ หากเป็นน้อยๆ อาจจะไม่มีอาการใดๆ โดยฮอร์โมนไทรอยด์และฮอร์โมนการหลั่งน้ำนมสามารถตรวจดูได้ด้วยการเจาะเลือด
  • การนับวันไข่ตก

เช่น การดูวันไข่ตกในแอปพลิเคชั่นที่จะบอกว่าไข่ตกวันไหน โดยจะใช้การคาดคะเนจากรอบเดือนในอดีต แต่คุณหมออาจจะแนะนำให้ตรวจฮอร์โมนไข่ตก ซึ่งเป็นการตรวจที่แม่นยำกว่าการใช้แอปพลิเคชั่น โดยการตรวจชุด LH Test เป็นการตรวจฮอร์โมนในร่างกาย ณ รอบประจำเดือนนั้นว่าไข่น่าจะตกประมาณวันไหน ซึ่งเมื่อไข่ตกจะอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อรอตัวอสุจิมาปฏิสนธิ ดังนั้นก็จะต้องมีเพศสัมพันธ์ในช่วงวันที่ไข่ตก หรือภายหลังไข่ตกไม่เกิน 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์

  • การมีเพศสัมพันธ์

ในฝ่ายหญิงที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ มีการตรวจ LH Test แล้วไข่ตกทุกเดือน หากมีเพศสัมพันธ์ในวันไข่ตก โอกาสตั้งครรภ์ก็จะสูงขึ้นตามเปอร์เซ็นต์ในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งหากไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ที่สม่ำเสมอ โอกาสตั้งครรภ์ก็จะลดน้อยลง ที่สำคัญก็คือ หลังมีเพศสัมพันธ์ คุณหมอจะแนะนำให้ฝ่ายหญิงนอนและยกสะโพกให้สูง ไม่ลุกทันที และไม่สวนล้างช่องคลอด เพื่อที่ตัวอสุจิจะได้ขังอยู่ในบริเวณปากมดลูกและมีโอกาสวิ่งผ่านปากมดลูกเข้าไปด้านในให้มากที่สุด โดยตัวอสุจิจะอยู่ในอุ้งเชิงกรานฝ่ายหญิงได้ประมาณ 2-3 วัน หรือหากไม่ทราบวันไข่ตก อาจจะต้องมีเพศสัมพันธ์ถี่ขึ้น ทุกๆ 2-3 วัน แต่หากถี่เกินไปก็อาจจะไม่ดี เพราะเมื่อปล่อยอสุจิออกไปแล้ว ฝ่ายชายต้องใช้เวลาในการสร้างและลำเลียงเชื้ออสุจิออกมาใหม่

  • การปฏิบัติตัว 3 ดี และ 3 งด

3 ดี คือ

  • กินอาหารดี มีประโยชน์ กินอาหารที่มีโปรตีนสูง กินผักผลไม้ รวมถึงวิตามิน และอาหารเสริมต่างๆ
  • แข็งแรงดี โดยการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ ไม่ให้มีไขมันเยอะเกินไป ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
  • นอนดี พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ตามเวลาที่ Growth Hormone หลั่ง ซึ่งมีผลต่อการสร้างฟองไข่ที่ดี

3 งด คือ

  • งดดื่มแอลกอฮอล์
  • งดสูบบุหรี่
  • งดหวาน หากกินหวานเกินไป อาจมีผลทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของฟองไข่

2. การรักษาภาวะมีบุตรยาก

เมื่อเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุการมีบุตรยาก คุณหมอจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการสืบค้น เช่น ทำอัลตราซาวน์เพื่อดูมดลูกและรังไข่ การเจาะเลือดตรวจฮอร์โมนเพื่อดูการทำงานของรังไข่

โดยมีอีกหนึ่งทางเลือกในการมีบุตรแบบผสมผสานด้วยวิธีธรรมชาติพร้อมกับการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งคุณหมอจะช่วยตรวจเรื่องการตกไข่ และรักษาเรื่องไข่ไม่โตหรือไข่ไม่ตก ด้วยการจ่ายยาฮอร์โมนช่วยกระตุ้นให้ฟองไข่โต พร้อมกับทำอัลตราซาวน์เพื่อตรวจดูวันที่ฟองไข่โต และจะฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก หลังจากนั้นจะนัดวันให้คนไข้ไปมีเพศสัมพันธ์ด้วยวิธีธรรมชาติได้

สำหรับการรักษาภาวะมีบุตรยากจะมี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่

1) IUI กระบวนการฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก

การทำ IUI จะเริ่มจากการกินยากระตุ้นไข่ อัลตราซาวด์ดูฟองไข่ และฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก โดยเมื่อถึงวันที่ไข่ตกคุณหมอจะนัดมาฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก แทนการไปมีเพศสัมพันธ์เอง ซึ่งวิธีนี้เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ เพราะมีการปฏิสนธิภายในร่างกาย โดยอัตราความสำเร็จจะอยู่ที่ราวๆ 10-15% ต่อรอบการรักษา

ข้อดีของกระบวนการนี้ คือมีฟองไข่ที่โต และตกมารออสุจิบริเวณท่อนำไข่ และแทนที่จะให้ตัวอสุจิวิ่งเข้าไปในโพรงมดลูกเอง ซึ่งอาจจะมีการติดมูกที่อยู่ตรงปากมดลูก ทำให้มีจำนวนอสุจิเข้าไปน้อยลง ก็จะเป็นการฉีดน้ำเชื้อโดยการสอดสายเข้าไปในโพรงมดลูก ตัวอสุจิจะวิ่งระยะทางสั้นลง แล้วมาเจอฟองไข่ในวันที่ไข่ตก ทำให้เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์มากกว่าแบบธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายหญิงมีประวัติท่อนำไข่ตัน ตัวอสุจิก็ไม่สามารถวิ่งไปเจอฟองไข่ได้ ดังนั้นก็จะไม่เกิดการปฏิสนธิและจะไม่เกิดการตั้งครรภ์ หากต้องการใช้วิธีนี้ก็ต้องมั่นใจก่อนว่าท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างตันหรือไม่

การทำ IUI จึงถูกใช้ในการรักษาคนไข้ที่มีข้อบ่งชี้ที่สามารถทำได้ เช่น ฝ่ายหญิงอาจจะมีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายชาย อาจจะมีอาการเจ็บหรือกลัวการมีเพศสัมพันธ์ การมาฉีดเชื้อโดยใส่สายเล็กๆ อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือฝ่ายชายที่มีการตรวจน้ำเชื้อแล้ว พบความผิดปกติของอสุจิเพียงเล็กน้อย ก็สามารถรักษาด้วยวิธี IUI ได้

ส่วนคู่สมรสที่ไม่เหมาะจะทำ IUI คือ มีท่อนำไข่ตัน และผู้ที่ต้องการบุตรที่ไม่มีโรคทางพันธุกรรม เพราะบางท่านอาจจะมีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว และจำเป็นต้องการมีบุตรที่ไม่เป็นโรคทางพันธุกรรมนั้นๆ ซึ่งวิธี IUI จะไม่สามารถตรวจได้ว่าตัวอ่อนผิดปกติหรือไม่ มีโรคทางพันธุกรรมหรือไม่ จะต้องรักษาโดยใช้วิธี ICSI ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมก่อนที่จะใส่ตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเท่านั้น

2) การทำ IVF/ICSI หรือทำเด็กหลอดแก้ว

ในปัจจุบัน กระบวนการทำ IVF ได้รับความนิยมน้อยกว่าวิธี ICSI เนื่องจาก ICSI ประสบความสำเร็จมากกว่า โดยวิธี IVF จะเป็นการนำอสุจิหลายตัวมาวางในจานเพาะเลี้ยงเพื่อให้เข้าไปปฏิสนธิกับไข่ 1 ฟอง ในขณะที่วิธี ICSI จะเป็นการเลือกตัวอสุจิ 1 ตัวและฉีดเข้าไปในฟองไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ ซึ่งวิธีนี้ไม่ว่าฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายจะมีความผิดปกติในเรื่องไหน เช่น ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ที่ตันทั้ง 2 ข้าง มีช็อกโกแลตซีสต์ หรือฝ่ายชายมีอสุจิที่ผิดปกติ มีจำนวนน้อยมากๆ ก็สามารถรักษาด้วยวิธี ICSI ได้

โดยอัตราความสำเร็จจะอยู่ที่ราวๆ 40-50% ต่อรอบการรักษา แต่หากมีการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนร่วมด้วยแล้วผลออกมาปกติ อัตราความสำเร็จจะสูงขึ้นถึง 60-70% ต่อรอบการรักษา

ขั้นตอนการทำ ICSI เริ่มจากการกระตุ้นไข่โดยการฉีดยา เพื่อให้ฟองไข่โตไปพร้อมๆ กัน ส่วนใหญ่จะฉีดยาประมาณ 10-12 วัน หลังจากนั้นจะมีการเก็บไข่ เจาะฟองไข่มาปฏิสนธิกับอสุจิ ดังนั้นจะมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นแน่นอน และเมื่อตัวอ่อนเจริญพัฒนาขึ้น เราก็สามารถดูรูปร่างลักษณะและพัฒนาการของตัวอ่อนได้ภายในตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน รวมถึงสามารถนำเซลล์บางส่วนไปตรวจโรคทางพันธุกรรมได้ ก่อนย้ายตัวอ่อนมาวางและฝังในโพรงมดลูก หลังจากนั้นก็จะเจาะเลือดเพื่อดูการตั้งครรภ์

วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีท่อนำไข่ตันทั้ง 2 ข้าง หรือในกรณีที่การทำงานของรังไข่น้อย มีจำนวนฟองไข่เหลือน้อย หรือมีอายุมาก หากเลือกรักษาด้วยวิธี IUI ทุกรอบเดือน อัตราความสำเร็จอาจจะต่ำ การทำงานของรังไข่ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ แนะนำตรวจดูค่าฮอร์โมน AMH เพื่อดูการทำงานของรังไข่ ว่ามีฟองไข่เหลือมากหรือน้อย ควรจะรีบหรือไม่ ซึ่งในกรณีที่จำนวนไข่เหลือน้อยหรือมีอายุมาก อาจจำเป็นต้องเร่งรีบในการรักษาด้วยวิธี ICSI มากกว่าด้วยวิธี IUI (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AMH : 𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄: 🅔🅟.49 ❝AMH ต่ำ ทำอย่างไรดี❞) รวมถึงฝ่ายชายที่มีเชื้ออสุจิผิดปกติมาก การทำ ICSI จะช่วยคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงมาปฏิสนธิกับฟองไข่เพื่อเป็นตัวอ่อนนั่นเอง

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่มีข้อสงสัยหรือสนใจแพ็กเกจต่างๆ ของ Superior A.R.T. สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอได้ทุกวันนะคะ

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.49 ❝ AMH ต่ำ ทำอย่างไรดี ❞


“AMH ต่ำ ทำอย่างไรดี” 


โดยปกติแล้ว ไข่ของผู้หญิงจะถูกสร้างขึ้นมาเพียงครั้งเดียว ตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ในช่วงนั้นจะมีฟองไข่เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 5,000,000-7,000,000 ใบ หลังจากนั้น จำนวนไข่จะไม่มีการสร้างเพิ่ม แต่จะค่อยๆ ทยอยฝ่อไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนที่เราเกิด จำนวนไข่จะลดลงเหลือเพียง 1,000,000-2,000,000 ใบเท่านั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มมีการเจริญเติบโตของไข่และมีการตั้งครรภ์ได้ ไข่จะเหลืออยู่ประมาณ 400,000 ใบ จำนวนไข่จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น จนกระทั่งรังไข่หยุดการทำงานเมื่อเข้าสู่วัยทอง ซึ่งเป็นช่วงวัยที่แทบจะไม่เหลือไข่ในร่างกายแล้ว

ในอดีต หากต้องการจะเช็คดูว่าจำนวนไข่เหลือมากหรือน้อย คุณหมอจะทำอัลตราซาวด์เพื่อวัดจำนวนฟองไข่เล็กๆ ในช่วงวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน หรือเจาะเลือดดูค่าฮอร์โมน เช่น FSH, LH และ Estradiol ซึ่งค่าฮอร์โมนกับการอัลตราซาวด์ดูฟองไข่ก็จะพอบอกได้ว่ารอบนี้ไข่เราเยอะหรือน้อยขนาดไหน แต่ทั้ง 2 ค่านี้จะช่วยบอกได้แค่จำนวนไข่ของรอบเดือนนั้นๆ เท่านั้น แต่ AMH จะเป็นการบอกภาพรวมในช่วง 1-2 ปี และสามารถตรวจช่วงไหนของรอบเดือนก็ได้ เพราะเป็นค่าคงที่ ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะอยู่ในระยะที่เท่าๆ กันในช่วง 1-2 ปี

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ค่า AMH ผิดปกติ หรือต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เช่น การทานยาคุมมาเป็นระยะเวลานาน ยาคุมอาจจะกดให้ไข่ฟองเล็กมากๆ จนกระทั่งสร้างค่าฮอร์โมน AMH ที่น้อยกว่าความเป็นจริง


ใครที่ควรตรวจ AMH?

ในคนไข้ที่อายุเริ่มเยอะ เช่น มากกว่า 38 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัญหามีบุตรยาก การตรวจ AMH จะเป็นตัวบอกว่าตอนนี้ไข่เราเหลือเยอะหรือน้อย และควรรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีไหน เช่น คู่รักที่อยากจะลองมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติก่อน ก็จะทำให้รู้ว่ามีช่วงเวลาสำหรับการลองมีแบบธรรมชาติได้นานแค่ไหน ถ้ายังมีค่าฮอร์โมน AMH สูงอยู่ ก็อาจจะลองวิธีธรรมชาติก่อนได้ แต่ถ้าจำนวนไข่เหลือน้อย ก็อาจจะต้องใช้วิธีอื่นที่มีโอกาสตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น


ค่า AMH ที่ไม่ดี คือเท่าไร?

โดยทั่วไป เราใช้เกณฑ์ที่ค่า AMH น้อยกว่า 1.1 ng/dL บ่งบอกว่ามีจำนวนไข่น้อย และหากน้อยกว่า 0.5 ถือว่าต่ำมาก แต่อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาควบคู่กับอายุของผู้หญิงด้วย เช่น ผู้หญิงอายุ 25 ปี ซึ่งยังอายุน้อยอยู่ แต่มีค่า AMH อยู่ที่ประมาณ 1.5 ในกรณีนี้แม้ว่าค่า AMH ยังมากกว่า 1.1 แต่ถือว่าค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับผู้หญิงอายุ 25 ปี ซึ่งควรจะมีค่า AMH โดยเฉลี่ยที่ประมาณ 5-6


ค่า AMH สัมพันธ์กับคุณภาพของไข่หรือไม่?

ค่า AMH มักจะสัมพันธ์กับจำนวนของไข่ มากกว่าคุณภาพของไข่ แม้ว่า AMH จะไม่สามารถบอกถึงคุณภาพไข่ได้ แต่ช่วยบอกถึงเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น ปริมาณไข่ที่เห็นในรอบเดือนนี้ ถือว่าเยอะหรือไม่ ถ้าเทียบกับค่า AMH เพื่อใช้เลือกรอบเดือนที่ดี ในการเริ่มรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว เช่น ถ้าคนไข้มีค่า AMH ดี หรือประมาณ 3 กว่า ซึ่งควรจะเห็นไข่เริ่มต้นประมาณ 10-15 ใบ แต่เจอไข่เพียงแค่ 6 ใบ ตอนวันที่ 2 ของรอบเดือน แปลว่าในรอบนี้ จำนวนไข่ที่รอจะอาจจะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จึงควรจะข้ามรอบนี้ไปก่อน และรอรอบเดือนอื่นที่มีจำนวนไข่มากกว่า และเหมาะสม สัมพันธ์กับค่า AMH เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


ค่า AMH สูงมาก บอกอะไรเรา?

หากมีค่า AMH สูงมาก จะสัมพันธ์กับการที่มีจำนวนไข่เยอะมาก ซึ่งก็สัมพันธ์กับภาวะ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) หรือที่เรียกว่าภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ โดยภาวะนี้จะทำให้มีปัญหาเรื่องประจำเดือนมาผิดปกติ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือไม่มาเลย มีภาวะฮอร์โมนเพศชายที่สูงเกินไป อาจจะทำให้หน้ามัน สิวขึ้น ขนดก และมีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก เพราะไข่เยอะมากเกินไป ไข่ก็จะดื้อ ไม่โตตามเกณฑ์ หรือเมื่อกระตุ้นไข่ทำเด็กหลอดแก้ว จะพบว่าไข่ผสมกับอสุจิออกมาได้เป็นตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดี เท่ากับคนไข้ที่ไม่ได้เป็น PCOS


ค่า AMH ต่ำ ควรทำอย่างไร

ถ้าค่า AMH ต่ำ จะไม่สามารถแก้ไขให้เพิ่มขึ้นได้ เพราะผู้หญิงไม่มีการสร้างฟองไข่เพิ่มอีกแล้ว (ไข่ถูกสร้างมาเพียงครั้งเดียว ตอนที่อยู่ในท้องคุณแม่ แล้วค่อยๆ ทยอยฝ่อไปเรื่อยๆ หลังเกิด) ซึ่งต่างกับอสุจิของฝ่ายชาย ที่มีการสร้างใหม่ได้เรื่อยๆ ดังนั้นจะต้องเลือกรอบที่วัดจำนวนไข่ได้เยอะ + ฮอร์โมนอยู่ในระดับที่ดี โดยดูจากค่า FSH ไม่ควรสูงมาก ซึ่งจะพอช่วยบอกได้ว่าการกระตุ้นไข่ในรอบนั้นๆ จะมีการตอบสนองที่ดีหรือไม่ เช่น สมมติว่าเห็นไข่อยู่ไม่เยอะ เช่น 6 ใบ แต่ค่าฮอร์โมน FSH ดี หลังจากกระตุ้นไข่ไปก็อาจจะได้ไข่ทั้ง 6 ใบที่โตขึ้นมาได้ทั้งหมด แต่หากค่า FSH สูง ไข่ที่เห็นเริ่มต้น 6 ใบนั้น อาจจะโตไม่พร้อมกัน มีไข่ที่ใช้ได้แค่ 2-3 ใบก็เป็นได้


ถ้าค่า AMH ค่อนข้างน้อย ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้รอบของไข่ที่ดี?

เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็น

  • การดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่ดี เช่น ไม่เครียด เพราะเวลาที่ร่างกายเครียดจะมีการหลั่งสารที่ไม่เป็นผลดีต่อไข่ อีกทั้งคนไข้ที่เครียด รอบเดือนจะผิดปกติ และสัมพันธ์กับภาวะไข่ไม่ตก
  • งดดื่มเหล้า งดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่โดยเฉพาะในผู้หญิง จะทำให้ร่างกายมีภาวะขาดฮอร์โมนเพศหญิง ส่งผลต่อคุณภาพไข่ และทำให้ไข่ตายเร็วขึ้นมากกว่าคนทั่วไป
  • กินอาหารที่ช่วยบำรุงคุณภาพไข่ เช่น อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี เนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และไข่ขาว หรือโปรตีนจากพืช ถั่วอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง และนมอัลมอนด์
  • กินผักผลไม้ที่มีสาร Antioxidant จะช่วยเรื่องคุณภาพของไข่ เช่น ผักใบเขียว บรอกโคลี หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และมะเขือเทศ
  • หลีกเลี่ยงอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตที่มีแป้งสูง และลดปริมาณน้ำตาล เพราะน้ำตาลเป็นเหมือนสารพิษต่อเซลล์ อีกทั้งยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งในคนไข้ที่มีภาวะ PCOS จะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินอยู่แล้ว ยิ่งถ้าทานหวานมากเท่าไร ไข่ก็อาจจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น เช่น เวลาที่กระตุ้นไข่ ถ้าเห็นว่ามีไข่เยอะมากประมาณ 20 ใบ แต่เมื่อฉีดยากระตุ้นไปแล้วไข่อาจจะโตมาแค่ 10 ใบเท่านั้น
  • การควบคุมน้ำหนัก เพราะน้ำหนักก็สัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยน้ำหนักที่เหมาะสม สำหรับผู้หญิง คิดง่ายๆ ก็คือนำส่วนสูง ลบด้วย 100-110 ก็จะเป็นน้ำหนักที่เหมาะสม
  • นอนหลับก่อน 5 ทุ่ม เพราะในช่วงเวลา 5 ทุ่มจนถึงตี 1 เป็นช่วงที่ร่างกายมีการหลั่ง Growth Hormone ซึ่งเป็นหนึ่งในฮอร์โมนที่นำมาใช้ช่วยกระตุ้นไข่ในคนไข้ที่มีไข่น้อย อายุเยอะ หรือคนที่มีไข่ที่ตอบสนองไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้น Growth Hormone จะสามารถสร้างขึ้นได้ตามธรรมชาติจากการนอนหลับของเรา
  • การทานวิตามินก่อนที่จะกระตุ้นไข่ หรือในช่วงตั้งครรภ์ เช่น
  • Folic เพราะมีผลต่อกระบวนการหลายๆ อย่างในไข่ รวมถึงหากตั้งครรภ์แล้ว Folic จะช่วยสร้างหลอดสมองของเด็กทารกในครรภ์
  • วิตามินรวม สำหรับคนท้อง ซึ่งจะมีวิตามินอยู่หลายประเภท รวมถึงมี Folic อยู่ในนั้น
  • Vitamin D ซึ่งอาจจะสัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยาก
  • Coenzyme Q10 และ Astaxanthin ช่วยเรื่องคุณภาพของไข่
  • Antioxidant พวก Vitamin C และ Vitamin E
  • DHEA ซึ่งออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งจะใช้เพื่อเพิ่มจำนวนไข่ ก่อนที่จะเริ่มกระตุ้นไข่ โดยจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะคนไข้บางคนใช้ DHEA แล้วได้ผล เห็นไข่เยอะขึ้น แต่บางคนอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม จึงจำเป็นจะต้องเลือกจ่ายยาเฉพาะคนไข้ที่ AMH ต่ำมากๆ หรือคนไข้ที่อายุค่อนข้างเยอะ รวมถึงควรให้โดสที่ 50-75 mg ต่อวัน หรือสูงสุดไม่เกิน 100 mg ในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือนเพื่อป้องกันการเกิดตับอักเสบจากยา หรือในกรณีที่มีจำนวนไข่น้อยมาก อาจจะได้รับฮอร์โมนเพศชายแบบทา แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียง

สรุปก็คือการตรวจหาค่า AMH อาจไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก หรือคนไข้ที่อายุค่อนข้างเยอะ และอยากวางแผนในการมีลูก รวมถึงสาวๆ ที่ยังไม่ได้วางแผนเรื่องการแต่งงาน มีลูก แต่กังวลว่าในอนาคตถ้าแต่งงานไปแล้วจะมีปัญหาเรื่องมีลูกยากหรือไม่ ซึ่ง AMH จะเป็นตัวที่บอกว่าเราจะต้องวางแผนชีวิตอย่างไร จำเป็นจะต้องแช่แข็งไข่ไว้ก่อนหรือไม่ หรือเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะเข้ากระบวนการรักษาผู้มีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF

สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรตรวจ AMH หรือไม่ สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวันเลยนะคะ 🙂

Happy Chinese New Year เตรียมพร้อมเป็นคุณพ่อคุณแม่ของ #เด็กปีงูเล็ก


💰🧧Happy Chinese New Year 🍊🐉

 

ปี 2568 นี้ เป็นปีนักษัตรมะเส็งหรือปีงูเล็ก ซึ่งเชื่อว่าปีนี้เป็นปีที่หลายๆ ครอบครัวตั้งตารอคอยที่จะมีสมาชิกใหม่อย่างแน่นอน

ตามความเชื่อ ลักษณะนิสัยของ #เด็กปีงูเล็ก จะมีความจำเป็นเลิศ มีอารมณ์ขัน ไหวพริบดี ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ จิตใจเด็ดเดี่ยว ขยัน อดทน และชอบช่วยเหลือผู้อื่น

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากได้เบบี๋ที่เกิดในปีงูเล็ก Superior A.R.T. แนะนำว่าควรเตรียมตั้งครรภ์ภายในเดือนเมษายน สามารถติดต่อเพื่อนัดหมายปรึกษาคุณหมอได้ทุกวัน ผ่านช่องทางที่สะดวก คุณหมอจะช่วยออกแบบการรักษาเฉพาะคู่ ด้วยการทำ IUI การฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก หรือการทำเด็กหลอดแก้ (IVF) ด้วยวิธี ICSI


Embryo Glue และ MSS เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้อย่างไร


รู้หรือไม่ว่า Embryo Glue และ MSS สามารถเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้

 

สำหรับฝ่ายหญิง Embryo Glue 🧬 เป็นน้ำยาที่ใช้ในการย้ายตัวอ่อน โดยมีส่วนประกอบหลัก คือ Hyaluronan ที่จะพบอยู่ในเยื่อบุโพรงมดลูกเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาที่จะมีการฝังตัวของตัวอ่อนตามธรรมชาติ ซึ่งในกลุ่มคนไข้ที่เคยใส่ตัวอ่อนมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่เกิดการตั้งครรภ์ (Implantation failure) Embryo Glue จะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นได้

ส่วนฝ่ายชาย เทคนิคการคัดกรองสเปิร์ม MSS (Microfluidic Sperm Sorting) 🔬 คือการคัดกรองสเปิร์มแบบใหม่ เพื่อเลือกสเปิร์มให้คงคุณภาพดีที่สุด โดยหลักการของเทคโนโลยีนี้คือการเลียนแบบกระบวนการปฏิสนธิตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการปั่นที่เป็นสาเหตุให้สเปิร์มเครียด ที่อาจทำให้ DNA ในสเปิร์มเกิดความเสียหาย จึงช่วยให้อัตราความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น

โดยเดือนนี้ Superior A.R.T. มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับแพ็กเกจเด็กหลอดแก้ว ICSI Plus+NGS รับเพิ่มฟรี! Embryo Glue และ MSS มูลค่ากว่า 13,000 บาท รีบมาจองโปรโมชั่นนี้กันนะคะ 🙂


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ต้องมีสเปิร์มเท่าไหร่ จึงจะไม่อยู่ในเกณฑ์มีลูกยาก

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ต้องมีสเปิร์มเท่าไหร่ จึงจะไม่อยู่ในเกณฑ์มีลูกยาก

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

นอกจากสุขภาพของคุณแม่แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การตั้งครรภ์ประสบความสำเร็จ คือจำนวนสเปิร์มของคุณพ่อที่ควรอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพราะหากสเปิร์มมีปัญหา เช่น จำนวนหรือ %ตัววิ่งน้อยเกินไป อาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ ได้จำนวนตัวอ่อนน้อย และมีคุณภาพลดลง ทำให้มีบุตรยากได้

แล้วต้องมีสเปิร์มเท่าไหร่ ถึงจะไม่อยู่ในเกณฑ์มีลูกยาก?

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา – สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยากที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​

หรือหากใครที่อยากปรึกษาเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถทำนัดเข้ามาได้เลยค่ะ