ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ทำ IVF / ICSI อย่างเดียวเพียงพอไหม

ถามหมอกับหมอนิ : IVF / ICSI อย่างเดียวเพียงพอไหม

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

IVF / ICSI หรือการทำเด็กหลอดแก้ว เหมาะกับคู่ไหนบ้าง และควรรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้วเพียงอย่างเดียว หรือควรทำร่วมกับการตรวจโครโมโซม และในกรณีใดบ้างที่จำเป็นต้องตรวจยีนร่วมด้วย?

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กันค่ะ 😊


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.54 ❝รังไข่เสื่อม มีลูกได้ไหม❞


ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (Primary ovarian insufficiency) คืออะไร จะมีลักษณะอาการอะไรบ่งบอก แล้วส่งผลกระทบอะไรบ้าง ❝รังไข่เสื่อม มีลูกได้ไหม❞

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ 👩🏻‍⚕️💬


1:30 รังไข่เสื่อม

หมายถึง รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยที่ควรจะเป็น ปกติรังไข่จะหยุดทำงานช่วงอายุประมาณ 48-50 ปี

ในผู้หญิงที่รังไข่เสื่อม การทำงานของรังไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ แทนที่จะยังสามารถมีบุตรได้จนถึงอายุ 48-50 ปี กลับมีโอกาสที่จะมีลูกในช่วงอายุที่สั้นกว่านั้น

ซึ่งรังไข่เสื่อม ไม่ได้มีความหมายตรงกับภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย รังไข่เสื่อมเป็นคำที่พูดคุณหมอพูดเพื่อเตือนคนไข้ว่าตอนนี้ฟองไข่ที่เห็นของคนไข้มีจำนวนน้อยกว่าที่ควรตามอายุนั้นๆ อาจจะมีรังไข่เสื่อม ส่วนรังไข่เสื่อมก่อนวัยจะเป็นชื่อโรค ซึ่งการจะบอกว่าคนไข้เป็นโรคนี้ จะต้องมีเกณฑ์การวินิจฉัยที่ชัดเจนร่วมด้วย

โดยปกติแล้วรังไข่จะหยุดทำงานที่อายุเฉลี่ยประมาณ 48-50 ปี หากเป็นโรครังไข่เสื่อมก่อนวัย รังไข่จะหยุดทำงานที่ก่อนอายุ 40 ปี ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย ตรวจหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ร่วมกับการรักษา เพื่อป้องกันภาวะความเสี่ยงที่จะเกิดตามมาในอนาคต

ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยมีผลต่อสุขภาพและการมีบุตร ตามธรรมชาติแล้วหากรังไข่ยังทำงานอยู่ รังไข่จะผลิตฟองไข่ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ รวมถึงผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในร่างกาย เช่น เกี่ยวกับมวลกระดูก ความจำ สมอง หลอดเลือดและหัวใจ หากรังไข่เสื่อมก่อนวัย ฮอร์โมนเพศหญิงก็จะลดลง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพตามมา


4:13 รู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย?

หากเป็นช่วงแรกหรือยังเป็นไม่รุนแรงมาก โดยทั่วไปมักจะไม่มีอาการใดๆ อาจจะทราบเมื่อวางแผนจะมีลูก เมื่อคุณหมอทำอัลตราซาวด์แล้วไม่เห็นฟองไข่ หรือเจาะเลือดตรวจฮอร์โมนแล้วคุณหมอสงสัยว่าเป็นรังไข่เสื่อมก่อนวัย

สำหรับกรณีที่มีอาการ ก็จะสังเกตได้จากประจำเดือนเป็นหลัก โดยเกณฑ์ในการวินิจฉัย ไม่ได้ดูที่ปริมาณประจำเดือนมามากหรือน้อย แต่จะดูที่ระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือน ซึ่งผู้หญิงที่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ส่วนใหญ่แล้วประจำเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอ ระยะห่างระหว่างรอบอาจจะสั้นบ้างยาวบ้าง โดยทั่วไปแล้วรอบประจำเดือนจะประมาณ 31 วัน หรือบวกลบ 7 วัน จะอยู่ที่ 24-38 วัน หากมีรอบสั้นหรือยาวกว่านี้ ประกอบกับการมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่าเสี่ยงเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย อย่างไรก็ตาม การที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ก็อาจมีสาเหตุที่เกิดจากอีกหลายโรคได้เช่นกัน หากมีอาการผิดปกติ แนะนำให้มาพบคุณหมอและปรึกษาว่ามีความเสี่ยงจะเป็นรังไข่เสื่อมก่อนวัยหรือไม่

นอกจากนั้นในคนที่มีภาวะรังไข่เสื่อมรุนแรงมาก อาจจะมีอาการหงุดหงิดง่ายเหมือนกับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง ปกติแล้ววัยทองอายุเฉลี่ยประมาณ 48-50 ปี ก็จะมีอาการหงุดหงิดง่ายช่วงอายุนั้น แต่ถ้ารังไข่เสื่อมรุนแรงคนไข้อาจจะมีอาการในช่วงอายุประมาณ 30 หรือ 40 ปี หรือช่วงที่รังไข่หยุดทำงานนั่นเอง หากสงสัยก็แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอ โดยจะคุณหมอจะวินิจฉัยจากอาการร่วมกับการตรวจเลือด ซึ่งดูค่าฮอร์โมนเพศหญิง คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่สร้างจากรังไข่ และฮอร์โมน FSH ที่สร้างมาจากต่อมใต้สมอง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นรังไข่ให้ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน หากรังไข่หยุดทำงานก่อนวัยหรือเสื่อมก่อนวัย ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีระดับต่ำ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองหรือ FSH ก็จะมีค่าสูงกว่าปกติ โดยคุณหมอจะเจาะเพื่อเป็นการยืนยัน 2 ครั้ง ก่อนที่จะวินิจฉัยว่ารังไข่เสื่อม โดยจะแจ้งคนไข้ว่าเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนก่อนวัย และมีโอกาสมีบุตรยากตามมา

อีกหนึ่งฮอร์โมนที่จะช่วยบอกเรื่องการทำงานของรังไข่ได้ก็คือฮอร์โมน AMH สำหรับผู้หญิงรักษาภาวะมีบุตรยาก หรือกำลังวางแผนจะมีลูกน่าจะรู้จักฮอร์โมนตัวนี้ ซึ่งเป็นการดูตั้งต้นว่ารังไข่ทำงานจะมีฟองไข่มากน้อยแค่ไหน โดยปกติแล้วฮอร์โมน AMH จะ Report เป็นช่วงอายุ ฮอร์โมน AMH จึงมีระยะค่อนข้างกว้างมาก ซึ่งในบางงานวิจัยจะมีบอกว่าอายุเท่านี้ ฮอร์โมน AMH ควรจะอยู่ประมาณเท่าไหร่

ในปัจจุบัน ฮอร์โมน AMH มีการนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น คุณหมอจึงดูค่านี้และอ้างอิงจากเกณฑ์ตามอายุ ปกติแล้วถ้าค่า AMH สูง แปลว่าการทำงานของรังไข่จะยังดี มีฟองไข่เยอะอยู่ แต่ถ้าค่า AMH ต่ำ แปลว่าการทำงานของรังไข่เริ่มไม่ดี เริ่มเสื่อมลง


9:05 ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยมีสาเหตุจากอะไร?

ส่วนใหญ่จะไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งคุณหมอจะรักษาตามผลกระทบที่ตามมาจากภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย แต่ในกรณีที่ทราบสาเหตุก็จะรักษาตามโรค เช่น ภูมิคุ้มกันตัวเองบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็น SLE หรือโรคไทรอยด์ โรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ซึ่งจะต้องมีคุณหมอเฉพาะทางที่รักษาโรคนี้ด้วย

อีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้ คือ สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น สูบบุหรี่ ได้รับสารเคมี ยาฆ่าแมลง ทำงานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี รวมไปถึงพวกโลหะหนัก ซึ่งทั้งหมดนี้มีความเสี่ยงที่อาจจะทำให้การทำงานของรังไข่ลดลงได้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของโครโมโซม หรือสารพันธุกรรมภายในร่างกาย ซึ่งโรคที่ทำให้เกิดภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยที่เจอได้ คือ Fragile X syndrome และ Turner Syndrome ที่โครโมโซม X หายไปทั้งแท่ง หรือเป็นแบบ Mosaic บางเนื้อเยื่อมีโครโมโซมที่ปกติ แต่บางเนื้อเยื่อมีโครโมโซม X หายไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนไข้จะมาด้วยเรื่องหมดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อตรวจโครโมโซมก็อาจจะเจอว่าเป็นโครโมโซมผิดปกติได้

แต่ที่พบเจอได้บ่อยในปัจจุบัน คือการรักษาโรคที่เกี่ยวกับการผ่าตัดรังไข่ หรือการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเส้นเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือมดลูก ทำให้การทำงานของรังไข่ลดลงเร็วกว่าปกติ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่เคยผ่าตัดที่มีการทำงานของรังไข่ที่ดีกว่า

อีกทั้งปัจจุบัน มีการตรวจพบโรคมะเร็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งทางเลือด ที่จะต้องได้รับเคมีบำบัด ซึ่งออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย อาจจะส่งผลต่อการทำงานของรังไข่ลดลงหรือเสื่อมลงเร็วกว่าปกติได้


13:09 ทำอย่างไรให้ฟองไข่เสื่อมน้อยลง เสื่อมช้าลง หรือให้เสื่อมลงตามอายุ?

หนึ่งในสาเหตุที่ทำทำให้รังไข่เสื่อมก่อนวัย ก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมี หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้รังไข่เสื่อมลงเร็ว คุณหมอแนะนำว่าให้ดูแลตัวเอง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีนและธัญพืช งดอาหารหวาน หรืออาหารประเภทไขมัน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลเสียต่อร่างกาย และหากไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดอาจจะอุดตัน และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่ก็อาจจะมีปัญหาได้เช่นกัน

รวมไปถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มเส้นเลือด และเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะบริเวณรังไข่หรืออวัยวะสืบพันธุ์ ช่วยให้ความเสื่อมของรังไข่อาจจะน้อยลง

หากรังไข่เสื่อมแล้ว คุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย การรักษาก็คือให้ดูแลสุขภาพโดยรวม และจะพิจารณาการให้ฮอร์โมนเพื่อทดแทนฮอร์โมนที่ขาดหายไป ที่จะช่วยเรื่องหลอดเลือด ความจำ สมอง และกระดูกด้วย


15:09 ฮอร์โมนเสริมช่วยเรื่องการมีลูกหรือไม่?

ฮอร์โมนที่คุณหมอให้เป็นการทดแทนฮอร์โมนที่หายไป แต่การทำงานของรังไข่จะไม่ได้ดีขึ้น ดังนั้นรังไข่ก็ยังจะผลิตฟองไข่น้อยเหมือนเดิม ตามทฤษฎีแล้วแม้ว่ารังไข่จะหยุดทำงาน หรือเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ก็มีรายงานว่าสามารถตั้งครรภ์ได้ เพียงแต่มีโอกาสตั้งครรภ์น้อยกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้มีภาวะรังไข่เสื่อม โดยจะมีโอกาสตั้งครรภ์อยู่ที่ประมาณ 2-5% เพราะปกติการที่จะตั้งครรภ์ได้ ต้องมีการตกไข่ ถ้าใน 1 เดือนไข่ตก 1 ใบ หากรังไข่ทำงานดีมีฟองไข่ตก ก็อาจจะมีโอกาสตั้งครรภ์เดือนละ 1 ครั้ง

สำหรับผู้หญิงที่รังไข่เสื่อม การทำงานของรังไข่ไม่ดี ในช่วง 1-3 เดือน ไข่อาจจะยังไม่ตก หรือคุณภาพฟองไข่อาจจะไม่ดี ใน 1 ปีอาจจะมีไข่ตกเพียง 4 ครั้ง โอกาสตั้งครรภ์ก็จะน้อยลง นอกจากนี้การทำงานของรังไข่ที่เสื่อมลง คุณภาพฟองไข่ก็จะลดลงไปด้วย และแม้จะมีไข่ตกแต่คุณภาพฟองไข่อาจจะไม่ได้ดีเทียบเท่ากับฟองไข่ที่มาจากรังไข่ที่ทำงานปกติ


16:49 สรุปแล้ว รังไข่เสื่อมสามารถมีลูกได้หรือไม่?

ถ้าตามธรรมชาติมีโอกาสมีลูกได้ แต่เปอร์เซ็นต์ค่อนข้างน้อยประมาณ 2-5%

สำหรับผู้หญิงที่รังไข่เสื่อม การทำงานของรังไข่น้อย ควรต้องรีบ เพราะหากรอต่อไปการทำงานของรังไข่ก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆ โอกาสที่จะได้จำนวนฟองไข่และฟองไข่ที่คุณภาพดีก็จะน้อยลง

ในกรณีที่ยังไม่ได้แต่งงาน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และไม่แน่ใจว่าเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยหรือไม่ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอเพื่อวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ โดยคุณหมออาจจะแนะนำให้ฝากไข่และเก็บฟองไข่แช่แข็งไว้ก่อนที่รังไข่จะหยุดทำงาน เพื่อให้สามารถวางแผนมีลูกในอนาคตได้

หรือในกรณีที่แต่งงานแล้ว และเคยปรึกษาคุณหมอว่ามีภาวะรังไข่เสื่อม กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วอาจเป็นการเพิ่มโอกาส เนื่องจากว่าเป็นการกระตุ้นฟองไข่ และเก็บฟองไข่มาปฏิสนธิกับอสุจิภายนอก หากได้ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีก็จะย้ายกลับเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ที่สูงกว่าแบบธรรมชาติ

โดยสรุปก็คือหากมีอาการประจำเดือนผิดไม่ปกติ รอบสั้นบ้างรอบยาวบ้าง มาไม่สม่ำเสมอ หรือเริ่มมีอาการหงุดหงิดง่าย ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวัยที่จะหมดประจำเดือน อาจจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่ามีภาวะรังไข่เสื่อมหรือไม่ และควรหันมาดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานวิตามินบำรุงเสริม เพื่อเป็นการชะลอการเสื่อมของรังไข่

👩🏻‍⚕️💬 หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ IUI สามารถเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้ที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.30 ❝IUI ก็ท้องได้ ไม่ใช่เรื่องยาก❞


IUI ก็ท้องได้ ไม่ใช่เรื่องยาก วิธีนี้จะเหมาะกับใคร มีวิธีการและเปอร์เซ็นความสำเร็จเป็นอย่างไร

คุณหมอนิ-นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ 👩🏻‍⚕️💬


1:07 การทำ IUI คืออะไร

IUI (Intrauterine Insemination) คือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก ถือเป็นวิธีการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น

ในแต่ละรอบเดือน หลังจากประจำเดือนมา ไข่ในรังไข่ของฝ่ายหญิงจะค่อยๆ โตขึ้น ส่วนใหญ่จะมีไข่ 1 ใบ ที่เก่งและสามารถโตเต็มที่ จนเกิดการตกไข่ หากมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตก อสุจิจะว่ายเข้าไปเจอไข่

ถ้าไข่กับอสุจิผสมกันสำเร็จ ก็จะกลายเป็นตัวอ่อน หลังจากนั้นตัวอ่อนจะค่อยๆ แบ่งตัวระหว่างที่อยู่ในท่อนำไข่ และค่อยๆ เคลื่อนตัวมาฝังตัวในโพรงมดลูก

การทำ IUI เป็นการทำทุกอย่างให้เหมือนกับการตั้งท้องเองตามธรรมชาติ เพียงแต่คุณหมอจะมีการจัดให้ทุกอย่างแมตช์กัน นั่นคือ ให้มั่นใจว่าจะมีไข่โตในรอบเดือนนั้นๆ มีไข่ตกแน่ๆ (จากการให้ยาฉีดให้ไข่ตก) และอสุจิเข้าไปเจอไข่ในวันไข่ตกพอดี เพื่อเพิ่มโอกาสให้ท้องได้ง่ายขึ้น

เมื่อเทียบกับการมีเพศสัมพันธ์เองตามธรรมชาติ อสุจิจะถูกหลั่งอยู่ที่บริเวณปลายช่องคลอด หลังจากนั้นอสุจิจะว่ายเข้าไปในโพรงมดลูกจนถึงท่อนำไข่ และผสมกับไข่บริเวณท่อนำไข่

ระยะที่อสุจิต้องว่ายมาเจอไข่ จากช่องคลอดขึ้นมาที่โพรงมดลูกจะอยู่ที่ประมาณ 8 เซนติเมตร ส่วนท่อนำไข่ก็ประมาณ 8 เซนติเมตรเช่นกัน อสุจิจึงต้องเดินทางไกลเกือบ 15-20 เซนติเมตร ในระหว่างทางนี้ อสุจิที่ไม่แข็งแรง ก็ทยอยตายไป และอาจไปไม่ถึงไข่ก็ได้

ในการฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก จะปล่อยอสุจิที่ด้านบนของโพรงมดลูก ซึ่งเป็นการย่นระยะทางที่อสุจิต้องว่ายไปเจอไข่ครึ่งหนึ่ง การทำ IUI จึงช่วยให้ไข่กับอสุจิเจอกันได้ง่ายขึ้น และเจอกันได้ตรงวันมากขึ้น เพื่อให้ทุกอย่างแมตช์กันมากที่

4:24 การทำ IUI เหมาะกับใคร?

ฝ่ายหญิง

  • ผู้หญิงที่อายุไม่มาก แม้จะไม่ได้มีการตัดเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าอายุเท่าไหร่ถึงไม่ควรทำ IUI แต่โดยเฉลี่ยหากอายุเกิน 38 ปี ซึ่งอาจมีจำนวนไข่น้อยลง บางรอบเดือนอาจไม่มีไข่ตก และไข่ที่ตกก็อาจจะเป็นไข่ที่โครโมโซมผิดปกติได้ ทำให้เปอร์เซ็นต์การท้องจากการทำ IUI ลดลงตามอายุที่มากขึ้น
  • ผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องความผิดปกติของการโตและตกของไข่ เช่น PCOS หากคนไข้เป็น PCOS ที่ไม่ดื้อยา ตอบสนองต่อยากินหรือยาฉีด อายุไม่มาก ถือเป็นคนไข้ที่เหมาะสมสำหรับการทำ IUI อีกทั้งยังมีโอกาสท้องมากกว่าคนไข้อื่นๆ
  • ผู้หญิงที่ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น แฟนหลั่งไม่ได้ หรืออวัยวะเพศไม่แข็งตัว ทำให้ไม่สามารถปล่อยอสุจิเข้าไปในช่องคลอดได้ การทำ IUI จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยส่งอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้
  • ฝ่ายหญิงต้องมีท่อนำไข่ที่ไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง เพราะหากท่อนำไข่ตัน ไข่กับอสุจิจะไม่สามารถมาเจอกันได้

ฝ่ายชาย

อสุจิของฝ่ายชายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของ IUI พอสมควร โดยอสุจิควรจะอยู่ในค่าปกติ หรือต่ำกว่าปกติไม่มาก จำนวนความเข้มข้นของอสุจิหลังจากที่ปั่นล้างควรมีจำนวนตัววิ่งอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัวขึ้นไป ถ้าจะให้ดีควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 ล้านตัว ซึ่งมีโอกาสฉีดเชื้อแล้วสำเร็จได้ดี

หากอสุจิมีจำนวนน้อยมาก เช่น มีแค่ 1 ล้านตัวหรือน้อยกว่า โอกาสท้องจาก IUI ก็จะน้อย คุณหมออาจจะแนะนำให้เลือกทำเด็กหลอดแก้วแทน

9:15 ขั้นตอนของการทำ IUI เป็นอย่างไร?

เริ่มจากมีประจำเดือนมาวันแรก จะนับเป็นวันที่ 1 ของรอบเดือน คุณหมอจะนัดคนไข้มารับยากระตุ้นไข่ประมาณวันที่ 3 หรือไม่เกินวันที่ 5 ของรอบเดือน

หลังจากนั้นประมาณวันที่ 12-14 ของรอบเดือน คุณหมอจะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อดูว่ามีไข่โตไหม ขนาดใช้ได้หรือยัง เยื่อบุโพรงมดลูกหนาพอเหมาะสมหรือไม่ หากไข่โตประมาณ 18-20 มิลลิเมตร คุณหมอจะฉีดยาให้ไข่ตก หลังจากนั้น 36-42 ชั่วโมง คุณหมอจะนัดให้คนไข้มาทำ IUI หรือฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก

10:33 การเตรียมตัวสำหรับคู่ที่จะทำ IUI

ฝ่ายชายคุณหมอแนะนำให้หลั่งอสุจิทิ้งก่อน หลังจากนั้นให้งดหลั่งก่อนถึงวันที่จะเก็บอสุจิเพื่อใช้ IUI ประมาณ 3-5 วัน เพื่อให้ได้อสุจิที่จำนวนและ % ตัววิ่งที่เหมาะสมที่สุด

ส่วนฝ่ายหญิงทำตัวสบายๆ เมื่อมาถึงคลินิก ฝ่ายชายก็ไปเก็บอสุจิเองและนำใส่ในถ้วยปราศจากเชื้อ หลังจากนั้นอสุจิจะถูกนำไปปั่นล้างด้วยวิธี Density Gradients หรือ Swim-up ขึ้นอยู่กับจำนวนอสุจิเริ่มต้นว่ามีมากน้อยแค่ไหน และจะล้างเอาเม็ดเลือดขาวและเซลล์อักเสบออก

หลังจากนั้นจะถึงขั้นตอนทำ IUI คุณหมอจะใส่เครื่องมือ speculum เข้าไปในช่องคลอดเพื่อให้เห็นปากมดลูกของฝ่ายหญิง และจะใช้สายอ่อนๆ นุ่มๆ เหมือนหลอดนมยาวๆ สอดเข้าไปจนถึงด้านบนของโพรงมดลูก และจะฉีดอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกด้านบน ซึ่งแรงฉีดจะทำให้อสุจิวิ่งเข้าไปในท่อนำไข่ได้ดีขึ้น ช่วงเวลาที่ฉีดจะเป็นช่วงใกล้ไข่ตกมากที่สุด

เมื่อไข่และอสุจิผสมกันแล้วจะกลายเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนจะค่อยๆ แบ่งตัวพัฒนาไปเรื่อยๆ ระหว่างที่เดินทางจากท่อนำไข่เข้ามาฝังตัวในโพรงมดลูก โดยจะใช้เวลาประมาณ 7 วันหลังจากวันที่ทำ IUI

หลังจากที่ฉีดเชื้อเรียบร้อย ฝ่ายหญิงจะนอนพักประมาณ 30 นาที เพื่อให้อสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้ดีขึ้น และในวันนั้นแนะนำให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย เพื่อจะได้เพิ่มจำนวนอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกมากที่สุด

ถึงแม้ว่าปริมาณอสุจิในการมีเพศสัมพันธ์ตามหลังจะน้อยลง แต่เป็นการเพิ่มอสุจิเข้าไปอยู่ในมดลูกให้มากที่สุด เพิ่มโอกาสที่อสุจิจะเข้าไปเจอกับไข่ได้มากขึ้น

หลังจากฉีดเชื้อประมาณ 1-2 วัน คุณหมอจะให้ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น หลังจากฉีดเชื้อแล้ว คนไข้ไม่จำเป็นต้องนอนนิ่งๆ เหมือนกับกรณีคนไข้ที่ย้ายตัวอ่อนจากการทำเด็กหลอดแก้ว โดยสามารถทำกิจกรรมทุกอย่างได้ตามปกติ เพราะหลังจากที่ตัวอ่อนปฏิสนธิยังต้องใช้เวลาเกือบ 1 สัปดาห์ ถึงจะเข้ามาฝังตัวในโพรงมดลูก เพราะฉะนั้นการทำ IUI จึงไม่จำเป็นต้องหยุดงานเพื่อนอนพักอยู่ที่บ้าน สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

15:21 หลังจากทำ IUI นานแค่ไหนควรตรวจการตั้งครรภ์?

ประมาณ 14 วัน หลังจากวันที่ทำ IUI ก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์แบบตรวจจากปัสสาวะได้แล้ว หากตรวจพบว่าตั้งครรภ์ คุณหมอแนะนำให้มาตรวจเจาะเลือดเพื่อคอนเฟิร์ม และนัดอัลตราซาวด์เพื่อตรวจติดตามดูถุงการตั้งครรภ์และหัวใจลูกต่อไป

16:45 เปอร์เซ็นต์ท้องของ IUI อยู่ที่เท่าไหร่?

โดยเฉลี่ยแล้ว เปอร์เซ็นต์ท้องเองตามธรรมชาติรวมกันทุกช่วงอายุ จะอยู่ที่ประมาณ 4% ต่อรอบ

การทำ IUI เปอร์เซ็นต์ท้องจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า อยู่ที่ประมาณ 10-15% แต่หากฝ่ายหญิงอายุน้อย เช่น อายุไม่เกิน 30 ปี และฝ่ายชายไม่มีปัญหาเรื่องอสุจิ โอกาสท้องจะสูงขึ้นได้ถึง 20% ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีปัญหาอะไร เช่น อาจจะมีเพศสัมพันธ์ไม่ตรงวัน อสุจิวิ่งช้านิดหน่อย ก็อาจจะท้องได้จากการทำ IUI รอบที่ 1-2

18:01 IUI สามารถทำได้กี่รอบ?

ปกติแล้วเปอร์เซ็นต์ท้องของ IUI 1 รอบ จะอยู่ที่ 10-15% หากทำหลายรอบ อัตราการท้องสะสมจะสูงขึ้น และจะสูงสุดอยู่ที่ 6 รอบ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าเราควรทำ IUI ไม่เกิน 6 รอบ เพราะหากทำเกิน 6 รอบ เปอร์เซ็นต์ท้องก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งคุณหมอสังเกตว่า ถ้าคนไข้จะท้องจาก IUI มักจะท้องที่รอบแรกหรือรอบสอง หากคนไข้ยังไม่อยากทำเด็กหลอดแก้ว ก็สามารถทำ IUI ต่อได้เรื่อยๆ แต่โอกาสท้องอาจจะไม่ได้มากนัก

19:14 หากทำ IUI แล้วไม่สำเร็จ ควรจะทำอย่างไร?

หากทำ 1-2 รอบแล้วไม่สำเร็จ โดยทุกรอบมีไข่โตดี เยื่อบุโพรงมดลูกสวย ฉีดอสุจิตรงกับวันที่ไข่ตกพอดี คุณหมออาจจะให้ไปฉีดสีเพื่อตรวจว่าท่อนำไข่ตันหรือไม่ หากฉีดสีแล้วพบว่าท่อไม่ตัน และคนไข้ยังอยากทำ IUI ต่อ ก็สามารถทำได้ แต่หากฉีดสีแล้วพบว่าท่อตัน ก็ควรเลือกไปทำเด็กหลอดแก้วแทน

โดยส่วนใหญ่ หาก IUI ไม่สำเร็จ แล้วคนไข้ยังอยากทำ IUI ต่อ ก็สามารถทำได้ หากไม่ได้มีปัจจัยที่ไม่ควรทำต่อ แต่ถ้าหากพิจารณาเลือกไปทำเด็กหลอดแก้ว ก็จะมีเปอร์เซ็นต์ท้องที่สูงกว่า

ข้อแตกต่างของเด็กหลอดแก้วกับ IUI คือ จำนวนไข่ต่อรอบ เนื่องจาก IUI คือการท้องเองตามธรรมชาติ ดังนั้นสามารถกระตุ้นให้มีไข่โตได้อย่างมากประมาณ 1-2 ใบต่อรอบ ถ้าไข่มากกว่านี้ อาจจะเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์แฝดโดยเฉพาะแฝด 3 แฝด 4 ซึ่งจะอันตรายต่อคุณแม่อย่างมาก

ดังนั้น แม้ว่าตอน Day 2 หรือ Day 3 จะเห็นไข่ 15 ใบ หลังทานยากระตุ้นให้ไข่โตเพื่อทำ IUI สุดท้ายจะเหลือไข่เพียง 1-2 ใบ แต่การทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งใช้ยาฉีดกระตุ้นให้ไข่โต จะทำให้ไข่ทั้ง 15 ใบโตขึ้นพร้อมๆ กัน ได้จำนวนไข่ต่อรอบมากกว่า จึงมีโอกาสมากกว่าท้องตามธรรมชาติหรือ IUI เพราะฉะนั้นในกรณีคนไข้ที่อายุค่อนข้างมาก เช่น ใกล้ 40 ปี หรือเคยตรวจพบว่ามีจำนวนไข่ไม่เยอะมาก หรืออสุจิไม่ได้ดีมาก หาก IUI แล้วไม่สำเร็จ คุณหมออาจจะไม่แนะนำให้คนไข้ทำ IUI ต่อไปเรื่อยๆ ถึง 5-6 รอบ แต่จะแนะนำให้ไปทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อจะได้มีโอกาสตั้งครรภ์ที่ดีกว่าและเร็วกว่าการทำ IUI

21:58 กินยากระตุ้นไข่กับฉีดยากระตุ้นไข่ใน IUI มีความแตกต่างกันหรือไม่?

ปกติจะเริ่มจากยากินเป็นหลักก่อน โดยหวังผลให้ได้ไข่จำนวนประมาณ 1-2 ใบต่อรอบ

หากทานยาแล้วตอนสนองไม่ดี ก็จะพิจารณาใช้ยาฉีดกระตุ้นไข่ในปริมาณต่ำๆ เพื่อกระตุ้นให้ไข่โต

24:03 ฉีดสีท่อนำไข่จำเป็นหรือไม่?

หากสงสัยว่าอาจจะมีท่อนำไข่ตัน เช่น มีประวัติเคยผ่าตัด โดยเฉพาะตรงบริเวณรังไข่หรือท่อนำไข่ เช่น ซีสต์หรือถุงน้ำรังไข่ โดยเฉพาะช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งด้วยตัวโรคเองทำให้เกิดพังผืด รวมถึงพังผืดจากการผ่าตัด จะทำให้ท่อนำไข่ตันได้ หรือคนที่มีประวัติปวดท้องประจำเดือนเรื้อรัง มีประวัติมดลูกอักเสบติดเชื้อ อัลตราซาวด์แล้วเห็นท่อนำไข่บวม ก่อนทำ IUI คุณหมอจะแนะนำให้ฉีดสีเพื่อตรวจดูท่อนำไข่ก่อน แต่ถ้าไม่ได้มีประวัติชัดเจน คุณหมออาจจะลองฉีดเชื้อก่อน หากไม่สำเร็จถึงจะแนะนำให้ตรวจเพิ่ม

25:36 วันที่ฉีดเชื้ออสุจิ 5 ล้านตัว ปริมาณเป็นอย่างไร?

ในการเตรียมเชื้อสำหรับทำ IUI อสุจิจะหายไปประมาณ 1 ใน 10 หากเริ่มต้นมีอสุจิ 50 ล้านตัว หลังจากเตรียมแล้วส่วนใหญ่จะเหลือประมาณ 5-10 ล้านตัว เพราะฉะนั้นในคนไข้ที่อสุจิน้อยมากตั้งแต่แรก หลังจากเตรียมอสุจิอาจจะเหลือน้อยจนมีโอกาสที่จะสำเร็จยาก อย่างไรก็ตาม คุณหมอเคยฉีด IUI หลังจากที่เตรียมแล้ว เชื้อตัววิ่งเหลืออยู่ 3 แสน คนไข้ก็ท้องได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส ในการฉีดเชื้อที่มีปริมาณน้อย คุณหมอจะใส่สายเข้าไปให้ลึกขึ้น เพื่อให้ฉีดเข้าไปให้อสุจิได้ใกล้ไข่มากขึ้น ซึ่งอาจจะต้องดูผลของน้ำเชื้อร่วมด้วย แต่ตัวเลขที่เหมาะสมก็คือ หลังจากที่เตรียมแล้ว ได้ตัววิ่งอยู่ที่ 5-10 ล้านตัวขึ้นไป เป็นตัวเลขที่ถือว่าเหมาะสม โอกาสท้องดีสำหรับการทำ IUI

27:17 หลังจากทำ IUI แล้วให้มีเพศสัมพันธ์ แนะนำเป็นช่วงเช้าหรือกลางคืน?

แนะนำเป็นช่วงกลางคืน ถ้านัดมาทำ IUI ในช่วงเวลากลางวัน และคาดว่าไข่จะตกในช่วงวันนั้น กลับบ้านไปคืนนั้นไปมีเพศสัมพันธ์กัน ถ้าไปทำเช้าอีกวันหนึ่งไข่อาจจะตกเลยไปไกล สรุปก็คือให้อสุจิเข้าไปอยู่ในโพรงมดลูกให้มากที่สุด ในช่วงเวลาที่ใกล้ไข่ตกมากที่สุด

👩🏻‍⚕️💬 หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ IUI สามารถเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้ที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : Checklist 3 กลุ่มเสี่ยง ได้ลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม

Checklist 3 กลุ่มเสี่ยงได้ลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า

3 กลุ่มเสี่ยงได้ลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม … คุณพ่อคุณแม่บางคนแม้จะดูสุขภาพแข็งแรง แต่ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมให้กับลูกได้โดยไม่รู้ตัว

ดร.เก๋ เกษร ผู้จัดการห้องปฏิบัติการด้านพันธุศาสตร์ จะมาเล่าให้ฟังว่าคุณพ่อคุณแม่กลุ่มไหนบ้างที่มีความเสี่ยง เพื่อจะได้เตรียมตัวตั้งแต่แรก และสร้างความแข็งแรงให้กับลูกน้อยที่จะเกิดมาในอนาคตกันค่ะ 👩🏻‍🔬


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ธาลัสซีเมีย รักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกได้โดยตรง จึงเป็นเรื่องที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังวางแผนจะมีบุตรเกิดความกังวลไม่น้อย และมีคำถามตามมาว่า

“ ธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่? ”

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาไขข้อสงสัยให้ได้ทราบกันค่ะ 😊


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.53 ❝Egg Freezing ฝากไข่ ทางเลือกสาวยุคใหม่ มีลูกได้เมื่อพร้อม❞


คุณเอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน เป็นหนึ่งในสาวโสดที่มาฝากไข่ที่คลินิก Superior A.R.T. ซึ่งหลังจากที่คุณเอ๋ได้ฝากไข่กับคุณหมอนิศารัตน์ ที่ Superior A.R.T. ก็มีคนถามคุณเอ๋มากมายเกี่ยวกับ Egg Freezing หรือการฝากไข่ ไม่ว่าจะเป็น การฝากไข่คืออะไร ทำไมต้องมีการฝากไข่ และสามารถฝากไข่ได้นานแค่ไหน

วันนี้คุณหมอนิ-นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ 👩🏻‍⚕️💬


6:41 การฝากไข่คืออะไร?

ในทุกๆ เดือน จะมีไข่ในรังไข่จำนวนหนึ่งของผู้หญิงโตขึ้นมา แต่จะมีแค่ใบเดียวจากกลุ่มไข่นี้ ที่จะโตได้ขนาดที่เหมาะสมและเกิดการตกไข่ ส่วนไข่ใบอื่นๆที่โตไม่ดี ก็จะฝ่อสลายไป การฝากไข่ ก็คือ การเก็บไข่ทั้งหมดที่จะรอโตขึ้นมาของรอบเดือนนั้นๆ มาแช่แข็งเอาไว้ แทนที่จะปล่อยให้ฝ่อไปเฉยๆ หากในอนาคต มีปัญหาเรื่องมีลูกยาก ก็สามารถใช้ไข่ที่แช่แข็งเอาไว้ นำมาละลายและผสมกับอสุจิของสามี ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งไข่ที่แช่แข็งไว้ตอนที่อายุน้อยจะมีคุณภาพและโครโมโซมที่ปกติมากกว่าตอนที่อายุมากขึ้น ช่วยลดปัญหามีบุตรยากจากอายุฝ่ายหญิงได้

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น การเก็บไข่คือการนำไข่ที่จะโตในรอบเดือนนั้นมาใช้ เมื่อจะเริ่มกระตุ้น จะมีการทำอัลตราซาวด์ในวันที่ 2 ของรอบเดือน ซึ่งจะเห็นฟองไข่ฟองเล็กหลายๆ ฟอง สมมติว่าเห็นอยู่ 20 ใบ ก็จะกระตุ้นให้ไข่ 20 ใบนั้นโตขึ้นมา แล้วก็เก็บไข่ทั้งหมด 20 ใบนั้นมาแช่แข็ง ซึ่งเราไม่ได้นำไข่จากอนาคตมาใช้ เป็นเพียงไข่มีอยู่แล้วในรอบเดือนนั้น แทนที่จะปล่อยให้ไข่ตกไปก็นำมาเก็บไว้ หากไม่ได้ทำอะไรเลยในรอบนั้น ไข่ 20 ใบ จะมี 1 ใบที่โต แล้วก็ตกตามธรรมชาติ แต่อีก 19 ใบก็จะฝ่อหายไป

9:28 อายุเท่าไรที่เหมาะกับการฝากไข่?

ไข่ถูกสร้างขึ้นมาครั้งเดียว ตั้งแต่ตอนที่เรายังอยู่ในท้องของแม่ มีมากหลักล้านฟอง หลังจากนั้น ไข่จำนวนนี้จะค่อยๆ ฝ่อสลายหายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วงที่มีประจำเดือนครั้งแรก ไข่จะลดลงเหลือหลักแสนฟอง แม้จะดูเป็นจำนวนที่เยอะ แต่มันจะค่อยๆ สลายไปเรื่อยๆ และไม่มีการสร้างใหม่เหมือนอสุจิของฝ่ายชาย เพราะฉะนั้น เมื่อผู้หญิงอายุเยอะขึ้น โอกาสที่จะตั้งครรภ์ก็จะยากขึ้น เพราะจำนวนไข่ลดลงไปเรื่อยๆ และโครโมโซมของไข่ก็จะผิดปกติมากขึ้นด้วย

ดังนั้น ช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการฝากไข่จะคำนึงถึงความเหมาะสม โดยดูจากจำนวนไข่ต่อรอบการกระตุ้นที่ได้ปริมาณเหมาะสม บวกกับคุณภาพของไข่ที่เก็บได้ ระยะเวลาที่จะต้องแช่แข็งไข่ก่อนเอามาใช้จริง รวมถึงโอกาสที่จะได้เอาไข่ที่แช่แข็งไว้มาใช้ด้วย

ตามทฤษฏีแล้ว ยิ่งอายุน้อยเท่าไร จำนวนไข่ที่เก็บได้ก็จะเยอะ และโอกาสที่ไข่จะมีโครโมโซมปกติก็จะสูงกว่าตอนที่อายุเยอะ

แต่หากอายุ 25 ปี แล้วมาเก็บไข่ก็อาจจะเร็วไป เพราะถ้าแต่งงานตอนอายุ 30 ปี (อายุยังไม่เยอะ) โอกาสท้องเองตามธรรมชาติก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้ามาแช่แข็งไข่ไว้ ก็อาจจะไม่ได้ใช้ไข่ที่แช่ไว้ก็ได้ ดังนั้น อายุที่เหมาะสมในการเก็บไข่คือ ช่วงอายุประมาณ 30-35 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ยังมีจำนวนไข่ที่กระตุ้นได้ปริมาณดี และโครโมโซมของไข่ที่ปกติยังเยอะอยู่

อย่างไรก็ตาม แม้จะฝากไข่ไว้แล้ว หากคุณแม่ยังอายุไม่เยอะเกินไป คุณหมอก็ยังแนะนำให้ลองท้องเองตามธรรมชาติก่อน หากไม่สำเร็จ ก็ค่อยพิจารณาเอาไข่ที่แช่แข็งไว้มาใช้

ดังนั้น การฝากไข่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดโอกาสที่จะมีปัญหามีลูกยากในอนาคต จากอายุที่เพิ่มขึ้นเมื่อตอนที่พร้อมมีลูก ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าเก็บไข่ตอนอายุ 35 ปี ไข่ก็จะมีคุณภาพ มีเปอร์เซ็นต์ของโครโมโซมเหมือนตอนอายุ 35 แม้ว่าจะละลายออกมาใช้ตอนอายุ 40 ก็ตาม

12:46 ฝากไข่มีข้อเสียหรือไม่ ทำให้ไข่หมดเร็วขึ้น หมดประจำเดือนก่อนวัยหรือเข้าสู่วัยทองเร็วขึ้นหรือไม่?

ถ้าไม่ได้เก็บไข่หลายๆ รอบ ไม่มีผลทำให้เข้าสู่วัยทองเร็วกว่าปกติ แต่ถ้ากระตุ้นและเก็บไข่หลายๆ รอบ เช่น 5-6 รอบขึ้นไป แล้วในแต่ละครั้งได้ไข่เยอะมาก อาจจะส่งผลได้ เพราะตอนเก็บไข่ เข็มที่ใช้เก็บไข่อาจจะโดนไข่ฟองเล็กมากๆ ที่เรามองไม่เห็น ถ้าเก็บแค่ 1-2 รอบไม่ได้มีผลแต่ถ้าหลายรอบๆก็อาจ ทำให้มีโอกาสเข้าสู่วัยทองเร็วขึ้นได้

นอกจากนี้ การฝากไข่อาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างกระตุ้นไข่ อาจจะทำมีอาการคัดตึงเต้านม มีอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้น ท้องอืด น้ำหนักขึ้นเล็กน้อย เพิ่มความอยากอาหาร และในระหว่างเก็บไข่ ในบางเคสอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น มีเลือดออก แต่โอกาสเกิดน้อยมาก เพราะตอนเก็บไข่ คุณหมอจะทำอัลตราซาวด์ควบคู่ไปด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าจะแทงเข็มเก็บไข่ไปที่ไข่โดยตรงไม่ไปโดนอวัยวะอื่นๆ หลังเก็บไข่อาจจะมีประจำเดือนผิดปกติได้ ประมาณ 1-2 รอบ หลังจากนั้นรอบเดือนจะกลับมาปกติได้เอง

15:39 ก่อนเริ่มฝากไข่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ในเคสของคุณเอ๋ คุณหมอให้ทานวิตามินล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ทั้ง CoQ10 และวิตามินรวมสำหรับคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ และกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นทานโปรตีนมากขึ้น  เพื่อเตรียมตัวให้สารอาหารครบ

นอกจากนี้ คุณหมอยังแนะนำให้ปรับไลฟ์สไตล์ เช่น นอนก่อน 5 ทุ่ม แม้จะเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่ช่วง 5 ทุ่ม-ตี 1 เป็นช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งจำนวนและคุณภาพของไข่ เพราะฉะนั้นการนอนในช่วงเวลานี้จึงได้ประโยชน์ แม้ว่าจะนอนเลทไปกว่านี้ แต่จำนวนชั่วโมงรวมแล้วได้ 6-8 ชั่วโมง ก็ไม่ดีเท่านอนช่วง 5 ทุ่ม-ตี 1 รวมถึงควรลดแป้ง น้ำตาล และควบคุมน้ำหนัก บวกกับกินวิตามิน ก็อาจจะช่วยเรื่องคุณภาพของไข่ได้

17:20 กระบวนการฝากไข่มีระยะเวลานานแค่ไหน?

กระบวนการฝากไข่ จะเริ่มตั้งแต่การกระตุ้นไข่ เก็บไข่ และแช่แข็งไข่ ซึ่งคุณหมอแนะนำให้เข้ามาปรึกษาก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไร อย่างคุณเอ๋ก็กินวิตามินก่อนล่วงหน้า มีการปรับไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพื่อให้ได้คุณภาพของไข่และจำนวนที่ดีที่สุด เมื่อถึงรอบที่จะกระตุ้น ประจำเดือนมาวันที่ 2 ของรอบเดือน คุณหมอจะนัดมาอัลตราซาวด์และเจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมน ถ้าทุกอย่างดีก็จะเริ่มฉีดยากระตุ้นให้ไข่โตประมาณ 4-5 วัน ก็จะนัดมาตรวจซ้ำว่ามีการตอบสนองดีหรือไม่ และปรับยาตามความเหมาะสม หลังจากนั้นก็ฉีดต่อจนกระทั่งไข่โตเต็มที่ ซึ่งใช้เวลาฉีดประมาณ 8-12 วัน ก่อนที่จะเก็บไข่

18:45 ในช่วงกระตุ้นไข่ ร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

สำหรับคุณเอ๋นั้นรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าท้องโตแน่นขึ้น เกิดจากที่มีไข่เยอะและตอบสนองต่อยาได้ดี รวมถึงรู้สึกหงุดหงิดและเหวี่ยงเล็กน้อย แต่รู้สึกว่าผิวสวยขึ้น เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้น

คุณหมอจึงเล่าว่า จริงๆ แล้วฮอร์โมนที่ใช้ก็คล้ายกับการกินยาคุมกำเนิด เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และที่รู้สึกอึดอัดหน้าท้องก็เป็นผลมาจากไข่ที่ใหญ่ขึ้น เหมือนมีลูกบอลเล็กๆ 2 ลูก ใส่เข้าไปในท้อง หากบางคนเซนซิทีฟมากอาจจะบวมน้ำและอยากอาหารเพิ่มขึ้นนิดหน่อย

นอกจากนี้ คุณเอ๋ยังชอบออกกำลังกายเป็นประจำ แต่คุณหมอแนะนำให้หยุดออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายหนักๆ เพราะเมื่อไข่เริ่มโตขึ้น เมื่อออกกำลังกายไข่อาจจะบิดขั้ว เลือดไปเลี้ยงไข่ไม่พอ จะทำให้เกิดอาหารปวดท้องรุนแรงได้ แต่หากออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินลู่ ก็อาจจะพอทำได้ และหลังจากนั้นจะมีการฉีดกระตุ้นไข่วันละเข็ม ซึ่งจะต้องกระตุ้นซ้ายและขวาสลับกันไปเรื่อยๆ โดยจะใช้เข็มที่มีลักษณะสั้น บาง และคม ซึ่งถูกออกแบบมาให้คนไข้สามารถฉีดเองได้

21:30 กระบวนการเก็บไข่มีอะไรบ้าง?

เมื่อเข้าห้องผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาสลบให้คนไข้หลับก่อน หลังจากนั้นคุณหมอจะทำอัลตราซาวด์สอดเข้าไปในช่องคลอด ซึ่งจะติดเข็มเข้าไปด้วย และจะใช้เข็มเจาะผ่านผนังช่องคลอดเข้าไปในฟองไข่จนเก็บไข่ได้ ปกติแล้วจะมีไข่ที่โตอยู่หลายใบ คุณหมอจะอัลตราวซาวด์ไกด์เพื่อขยับเข็มไปเรื่อยๆ และเจาะเข้าไปเก็บให้ครบ เห็นใบที่ใหญ่กี่ใบก็จะเจาะดูดเอาไข่ออกมาให้หมด โดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หลังจากนั้นก็ให้คนไข้นอนพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการประมาณ 2 ชั่วโมง และกลับบ้านได้

23:16 หลังจากเก็บไข่ไปแล้ว ไข่จะไปอยู่ที่ไหน?

หลังจากที่คุณหมอเจาะเก็บไข่แล้วจะส่งให้นักวิทย์ในห้องแล็บตัวอ่อนที่จะมีหน้าต่างติดกับห้องผ่าตัด เพื่อนำมาหาไข่ที่ตู้ควบคุมอุณหภูมิและแก๊สให้เหมาะสมเหมือนกับในท้องของคุณแม่ หลังจากเจอไข่แล้วก็จะเลี้ยงไว้อีกตู้หนึ่งประมาณ 3 ชั่วโมง ถึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการแช่แข็งไข่

ไข่จะถูกจะเก็บแช่แข็งไว้ในห้อง Cryo Storage Room โดยที่ Superior A.R.T. จะมีแทงค์ทั้งหมด 37 แทงค์ โดยแต่ละแทงค์ละมีแถบ Label เพื่อที่จะได้รู้ว่าเป็นไข่ของใคร โดยจะควบคุมอุณหภูมิ เพื่อที่จะเก็บรักษาไข่ไว้ให้คงคุณภาพเดิมได้อย่างยาวนาน ในเคสที่คนไข้มีการติดเชื้อ เช่น ตับอักเสบบี จะมีการแยกแทงค์ เพื่อไม่ให้ไปปนเปื้อนกับคนที่ไม่มีปัญหาอะไร ภายในแทงค์จะมี Liquid Nitrogen ซึ่งเมื่อเปิดก็จะเห็นเป็นไอขึ้นมา ซึ่งในนั้นจะมีก้านเพื่อใช้ดึงขึ้นมาดูแต่ละหลอดแช่แข็งได้  ถ้าเป็นตัวอ่อนจะแช่แข็ง 1 ตัวอ่อนต่อหลอด หากเป็นไข่จะแช่แข็งไข่ 3 ใบ ต่อหลอด

อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการสลับหลอดกัน เพราะคนไข้จะใส่สายรัดข้อมือที่มีชื่อและมี QR Code อยู่ พยาบาลจะถามชื่อคนไข้เพื่อยืนยันว่าตรงกับชื่อที่สายรัดข้อมือหรือไม่ และก่อนเข้าห้องผ่าตัดก็จะให้เช็คชื่ออีกหนึ่งรอบ เมื่อคนไข้ขึ้นไปนอนบนเตียงจะมีเครื่องอ่าน QR Code ซึ่งทางแล็บได้บันทึกชื่อคนไข้ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะยิง QR Code กับหลอดที่ใช้เก็บไข่ และมาสแกนเพื่อคอนเฟิร์มที่สายรัดข้อมือคนไข้อีกครั้ง หากไม่ตรงกัน จะไม่สามารถทำอะไรต่อได้เลย เพราะจะถูกล็อค ทั้งหมดนี้คือ Gidget เป็นเทคโนโลยีที่ Superior A.R.T. นำมาใช้เพื่อระบุตัวตนคนไข้ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันการเก็บไข่ผิดคน

27:24 สามารถแช่แข็งไข่เก็บไว้ได้นานแค่ไหน?

คนไข้สามารถเก็บไข่ได้นานเท่าที่อยากจะเก็บ ไม่มีหมดอายุ โดยนักวิทย์จะคอยตรวจเช็คว่าปริมาณของ Liquid Nitrogen ในแทงค์ว่าพร่องไปหรือไม่ โดยจะมีการเติมเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการรักษาอุณหภูมิ -196 องศาไว้ตลอดเวลา

โดย Superior A.R.T. เคยนำไข่ที่คนไข้แช่แข็งไว้นานที่สุดประมาณ 6-7 ปีมาละลายใช้ ซึ่งคนไข้ได้แช่แข็งไข่ไว้ตอนอายุ 38 ปีและมาใช้ตอนอายุ 44-45 ปี

29:26 หากต้องการนำไข่มาใช้ สามารถทำได้อย่างไร?

ในปัจจุบันหากต้องการทำเด็กหลอดแก้ว ตามกฎหมายไทยจะต้องมีการจดทะเบียนสมรสก่อน  เมื่อต้องการจะใช้ไข่ คู่สมรสสามารถเข้ามารับคำปรึกษาและตรวจสุขภาพว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ โดยฝ่ายชายจะตรวจคุณภาพอสุจิ เจาะเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจคัดกรองธาลัสซีเมีย กรุ๊ปเลือด หากทุกอย่างปกติดีไม่มีปัญหา ก็เก็บอสุจิและละลายไข่เพื่อปฏิสนธิต่อไป

หลังจากที่ละลายไข่แล้ว จะมีการประเมินว่า ไข่กลับมามีชีวิตหรือกลับมาใช้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ โดยคลินิก Superior A.R.T. มีอัตราความสำเร็จในการนำไข่แช่แข็งกลับมาใช้สูงถึง 95-98% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทคโนโลยีการแช่แข็งไช่ที่ดีขึ้น ซึ่งในอดีต ตัวเลขจะอยู่ที่ราวๆ 85%

หลังจากนั้น ก็จะเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI โดยการเลือกอสุจิตัวที่ดี ฉีดเข้าไปในไข่ เมื่อไข่กับอสุจิปฏิสนธิกันสำเร็จ เป็นตัวอ่อน ก็จะเลี้ยงตัวอ่อนต่อในตู้เลี้ยงตัวอ่อน ประมาณ 5-6 วัน ก่อนจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปสู่โพรงมดลูกของคุณแม่ ในกรณีที่ต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อน นักวิทยาศาสตร์ก็จะดูดเซลล์ส่วนที่จะเจริญกลายเป็นรกบางส่วนของตัวอ่อนไปตรวจ และแช่แข็งตัวอ่อนไว้ เมื่อรู้ผลตรวจโครโมโซมว่าตัวอ่อนตัวนี้ปกติ ก็จะเตรียมย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูกต่อไป

การตรวจโครโมโซมช่วยเลือกตัวอ่อนที่ดีมาย้ายกลับเข้าโพรงมดลูกแม่ ลดความเสี่ยงของการแท้งจากการที่เด็กมีโครโมโซมผิดปกติ ลดโรคที่เกิดจากจำนวนแท่งโครโมโซมผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม และเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น  

แต่หากครอบครัวไหนมีประวัติโรคพันธุกรรมที่ถ่ายทอดในครอบครัว นอกจากตรวจโครโมโซมแล้ว อาจจำเป็นต้องมีการตรวจยีนส์เพื่อคัดกรองโรคพันธุกรรมนั้นๆ ด้วย

32:17 หากสนใจอยากฝากไข่ ต้องทำอย่างไรบ้าง?

เริ่มจากปรึกษาคุณหมอก่อน ว่าอายุตอนนี้เหมาะสมที่จะแช่แข็งไข่หรือยัง สามารถรอได้ไหม บางคนอายุยังน้อยแต่จำนวนไข่ที่เหลืออยู่น้อยมาก เช่น อายุ 27-28 ปี แต่ไข่เหลือน้อย ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ควรจะฝากไข่เร็วกว่าคนในอายุช่วงเดียวกัน ถ้ายังไม่มีแผนจะแต่งงานมีลูกเร็วๆนี้ เวลามาตรวจ คุณหมอจะตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ จำนวนไข่ในรังไข่มากน้อยขนาดไหน มีเนื้องอกหรือถุงน้ำรังไข่ที่จำเป็นต้องรับการรักษาก่อนไหม และให้คำแนะนำการเตรียมตัวก่อนมาเริ่มกระตุ้นไข่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติตัว ทานวิตามิน เมื่อพร้อมก็เริ่มกระบวนการรักษาได้  

33:10 วิตามินที่แนะนำให้กินในช่วงเตรียมตัว มีอะไรบ้าง?

หากไม่ได้มีปัญหาเรื่องไข่หรือจำนวนไข่ที่น้อยมาก ก็สามารถทานวิตามินรวมสำหรับคนท้อง และ CoQ10 ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพของไข่ ในกรณีคนไข้ที่มีลูกยากอาจจะเพิ่ม Astaxanthin วิตามินซี และวิตามินอี หากจำนวนไข่น้อยมากๆ อาจจะให้กิน DHEA ควบคู่กันไป รวมถึงการทานโปรตีนเพิ่ม เช่น ไข่ขาววันละฟอง

นอกจากนี้ คุณหมอยังแนะนำให้ลดแป้งและน้ำตาล งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่

35:58 กรณีที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ สามารถฝากไข่ได้หรือไม่?

ปกติการทำอัลตราซาวด์ จะทำผ่านทางช่องคลอด เพราะจะสามารถเห็นรายละเอียดของมดลูกและรังไข่ ได้ชัดเจนกว่าอัลตราซาวด์ทางหน้าท้อง แต่ในกรณีที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ สามารถทำอัลตราซาวด์ผ่านทางก้นแทน ซึ่งจะไม่เจ็บเท่ากับอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดสำหรับคนไข้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

36:58 จำเป็นต้องทำอัลตราซาวด์ในวันที่ 2 ของการมีประจำเดือนเท่านั้นหรือไม่?

สำหรับการเตรียมตัวก่อนเริ่มกระตุ้นไข่ สามารถทำอัลตราซาวด์วันไหนของรอบเดือนก็ได้ จะพอบอกจำนวนไข่คร่าวๆ ได้ และสามารถดูมดลูกว่ามีความผิดปกติ เช่น เนื้องอกมดลูกได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงกระตุ้นไข่ จะต้องอัลตราซาวด์ครั้งแรกตอนประมาณวันที่ 2-3 ของรอบเดือน เพื่อวัดจำนวนไข่เริ่มต้น

37:55 หากปวดท้องประจำเดือน จะสามารถฝากไข่ได้หรือไหม?

สามารถทำได้ การปวดท้องประจำเดือนเกิดจากมดลูกบีบตัว ซึ่งไม่ได้มีผลต่อกับการเก็บไข่ แต่ก็ต้องมาดูว่าอาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากซีสต์ เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ หรือเนื้องอกมดลูกหรือไม่ ซึ่งบางครั้งการมีช็อกโกแลตซีสต์อาจจะขัดขวางการเก็บไข่ หรือถ้าซีสต์ใหญ่มากอาจจะเก็บไข่ไม่ได้ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาซีสต์ออกก่อน เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเก็บไข่แล้วเข็มเก็บไข่ไปจิ้มโดนซีสต์แตก และเกิดอาการปวดท้องมากได้

38:54 จำนวนไข่มากน้อยของแต่ละคนขึ้นอยู่กับอะไร และมีวิธีที่ทำให้ไข่เยอะขึ้นได้หรือไม่?

จำนวนไข่เยอะหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าพันธุกรรมคุณแม่ให้มามากน้อยแค่ไหน หากเป็นคนที่มีไข่เยอะ จำนวนไข่ในแต่ละรอบก็จะเยอะ แม้จะอายุมากชึ้น เช่น เกิน 40 ปี ก็ยังมีไข่เยอะอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่ออัตราการสลายตัวของไข่ เช่น เคยได้รับยาบางชนิด ฉายแสง หรือเคมีบำบัด ที่มีผลทำให้จำนวนไข่ในรังไข่ลดลงเร็วมาก อาจจะทำให้จำนวนไข่หายไปมากกว่าคนทั่วไปได้ที่อายุพอๆ กันได้

ส่วนวิธีที่ทำให้ไข่เพิ่มขึ้น คุณหมอตอบว่าไม่มีวิธี เพราะผู้หญิงจะมีจำนวนไข่ตั้งต้นจำกัด และจะทยอยสลายตัวลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ไม่เหมือนผู้ชาย ที่มีการสร้างอสุจิใหม่ได้เรื่อยๆ ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการแช่แข็งไข่ เพื่อลดปัญหามีบุตรยาก เมื่ออายุมากขึ้น

40:22 ควรฝากไข่ไว้จำนวนเท่าไหร่ ถึงจะพอสำหรับการนำไปใช้ในอนาคต?

หากเป็นตัวเลขเฉลี่ยของจำนวนไข่ในทุกช่วงอายุ อยู่ที่ประมาณ 15 ใบ แต่ถ้าได้มากกว่านี้ ก็จะมีโอกาสมากขึ้น เพราะหลังจากที่ละลายไข่และผสมกับอสุจิ แล้วเลี้ยงเป็นตัวอ่อนแล้ว โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่ปกติอย่างน้อยประมาณ 2-3 ตัว (จากไข่เริ่มต้นประมาณ 15 ใบ) และเปอร์เซ็นต์ท้องในแต่ละครั้งที่ย้ายตัวอ่อนที่คุณภาพดี กลับเข้าสู่มดลูก จะอยู่ที่ประมาณ 70-80%  

อย่างไรก็ตาม จำนวนไข่ 15 ฟองอาจจะมีอัตราความสำเร็จไม่เท่ากันในแต่ละช่วงอายุ เช่น ไข่ 15 ฟองของผู้หญิงอายุ 28 ปี อาจจะได้ตัวอ่อนเยอะมาก และตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมผลมีผลปกติเยอะมาก ในทางกลับกัน ไข่ 15 ฟองของผู้หญิงอายุ 43 ปี อาจมีโอกาสที่จะไม่สามารถผสมเป็นตัวอ่อนได้สำเร็จเลยก็เป็นได้ เรียกได้ว่า เมื่ออายุเยอะอาจจะต้องเก็บไข่มากขึ้น เพราะเปอร์เซ็นต์ของไข่ที่ปกติจะลดลงตามอายุที่มากขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าหากเราเก็บไข่ตอนอายุยังไม่เยอะมาก เปอร์เซ็นต์ที่จะได้ไข่คุณภาพดีจะมีมากกว่า

42:17 การฉีดกระตุ้นไข่ จะต้องฉีดเวลาเดิมทุกวัน หากวันไหนลืมและเลยเวลาฉีดมาแล้วต้องทำอย่างไร?

ต้องรีบฉีดทันทีที่นึกได้ และรีบแจ้งคุณหมอว่ามีการฉีดยาผิดเวลา

42:36 ช่วงการฉีดกระตุ้นไข่ มีผลข้างเคียงหรือไม่ สามารถใช้ชีวิตปกติและออกกำลังกายได้ไหม?

ระหว่างที่ฉีดกระตุ้นไข่ คุณเอ๋มีผลข้างเคียง คืออารมณ์เหวี่ยง แต่ก็ดีขึ้นและกลับมาปกติใน 1-2 วัน จะรู้สึกว่าหิวและกินอาหารอร่อยขึ้น ผิวพรรณดีขึ้น มีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เว้นการออกกำลังกายหนัก

ซึ่งคุณหมอแชร์ว่าปกติทั่วไปก็จะมีอาการคล้ายๆ กับคุณเอ๋ แต่บางคนอาจจะคัดตึงเต้านมบ้าง หรือบางคนอาจจะนอนไม่หลับ ท้องอืด ส่วนใครที่อยากออกกำลังกาย ก็สามารถเดินเบาๆ ได้

43:59 อาการอะไรบ้าง ที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังเก็บไข่?

สำหรับคุณเอ๋รู้สึกว่าท้องอืดมาก เมื่อกระตุ้นไข่แล้วตอบสนองกับยาได้ดี ไข่จึงเยอะมาก

คุณหมอนิเล่าว่าอาการท้องอืด ปวดหน่วงๆ เป็นเรื่องปกติ ยิ่งใครที่ไข่เยอะมาก เมื่อขยับตัวก็จะรู้สึกตึง ส่วนเรื่องน้ำหนักอาจจะขึ้นสักช่วงหนึ่ง พอประจำเดือนมาก็จะดีขึ้น รวมถึงอาจมีเลือดออกติดกางเกงในประมาณ 1-2 วัน

44:59 กรณีที่มีโรคประจำตัว ต้องกินยาเป็นประจำ สามารถฝากไข่ได้หรือไม่?

ต้องดูก่อนว่าเป็นโรคอะไร ใช้ยาอะไร จำเป็นต้องหยุดยาก่อนที่จะเก็บไข่หรือไม่ ยานั้นมีผลทำให้เลือดออกเยอะมากไหม ซึ่งต้องดูเป็นรายบุคคลไป แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอก่อน

45:23 มีเชื้อ HPV สามารถฝากไข่ได้ไหม และยากระตุ้นไข่มีผลกระทบหรือไม่?

ฝากได้ เพราะ HPV คือการติดเชื้อที่ปากมดลูก เวลาที่เก็บไข่จะใช้เข็มเจาะเข้าไป ไม่ได้ผ่านในส่วนของปากมดลูกอยู่แล้ว ส่วนยากระตุ้นไข่ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรเช่นกัน

45:59 หากเพิ่งฉีดวัคซีนมาสามารถเข้ากระบวนการฝากไข่ได้หรือไม่?

ปกติแล้ว คุณหมอไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในระหว่างที่กระตุ้นไข่ แนะนำให้ฉีดให้เรียบร้อยก่อน 1 เดือน หรือ 2 สัปดาห์ เพราะส่วนใหญ่วัคซีนจะเริ่มกระตุ้นภูมิที่ 2 สัปดาห์ คุณหมอจึงไม่อยากให้มีอะไรมารบกวนในช่วงนี้

46:29 ระหว่างกระตุ้นไข่สามารถฉีดโบทอกซ์ ฉีดสิว ฉีดฟิลเลอร์ ฉีดสลายไขมัน รวมถึงทำเล็บได้หรือไม่?

ทำได้ แต่คุณหมอแนะนำว่าอย่าเพิ่งทำ เพราะบางคนอาจจะมีสิวขึ้นเมื่อฉีดยากระตุ้น ให้รอจนกระตุ้นไข่เสร็จแล้วประจำเดือนมา ฮอร์โมนก็จะกลับมาปกติ ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

ส่วนการทำเล็บ ก็สามารถทำได้ แต่เมื่อเข้าห้องเก็บไข่คุณหมอจะขอเว้นไว้ 1 เล็บ สำหรับวัดค่าออกซิเจน แสงจะต้องผ่านเล็บ หากต่อเล็บหรือทาเล็บเจลจนเล็บหนาอาจจะวัดออกซิเจนไม่ได้ แต่หากแค่ทาสีเล็บไม่จำเป็นต้องล้างออก เพราะแสงสามารถผ่านได้

48:20 จากสถิติไข่ที่ถูกแช่แข็งสูงสุดนานกี่ปี ที่ละลายแลนำมาใช้จริงแล้วตั้งครรภ์?

สำหรับที่ Superior A.R.T. เคยมีเคสสูงสุดนาน 6-7 ปี

49:02 จริงหรือไม่ เด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วจะไม่แข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป?

จากข้อมูลที่รวบรวมเด็กที่เกิดด้วยวิธีเด็กหลอดแก้วทั่วโลก พบว่า เด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้ว เจอความผิดปกติมากกว่าเด็กที่เกิดตามธรรมชาติเล็กน้อย อาจจะเกิดจากภาวะมีบุตรยากที่ทำให้ไม่สามารถมีลูกเองตามธรรมชาติได้ และเทคโนโลยีที่พยายามเอาชนะธรรมชาติ เช่น ในฝ่ายชายที่ไม่มีอสุจิเลย ก็จะไม่สามารถมีลูกเองตามธรรมชาติได้ แต่การทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการดึงสเปิร์มมาจากลูกอัณฑะโดยตรง ก็สามารถทำให้มีลูกได้ แต่ก็เพิ่มโอกาสที่จะพบยีนผิดปกติในเด็กได้

แต่ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีในการตรวจหลายอย่าง เช่น การตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนจะใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งเป็นการคัดกรองตัวอ่อนที่ดีได้ ในระดับหนึ่ง เช่น ในคุณแม่ที่อายุมากกว่า 40 ปี การตั้งท้องธรรมชาติอาจจะมีโอกาสเป็นเด็กดาวน์ซินโดรม แต่การทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อน ก็จะช่วยป้องกันปัญหาเรื่องนี้ได้ เรียกได้ว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยสรุปก็คือในเคสคนไข้ปกติไม่ได้มีโอกาสที่จะเกิดเด็กที่ผิดปกติจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วแต่อย่างใด รวมถึงหากในครอบครัวมีประวัติโรคพันธุกรรมที่ส่งทอดกันมา เราสามารถตรวจได้ทั้งจำนวนโครโมโซมและโรคพันธุกรรมนั้นๆ ไปพร้อมกันได้

51:15 กรณีตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติตอนอายุเยอะ มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

มีความเสี่ยง 2 กรณี  คือ

– เสี่ยงลูก หากคุณแม่อายุเยอะมีโอกาสที่เด็กจะผิดปกติ เช่น เป็นเด็กดาวน์ซินโดรมมากขึ้น ซึ่งถ้าอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะได้ลูกเป็นดาวน์ซินโดรม 1:350 คือคนท้องอายุ 35 ปี จำนวน 350 คน เจอว่าคลอดลูกออกมาเป็นดาวน์ซินโดรม 1 คน และความเสี่ยงนี้จะสูงขึ้นตามอายุแม่ที่มากขึ้น

– เสี่ยงแม่ หากคุณแม่ท้องตอนที่อายุเยอะจะมีโอกาสเป็นความดันสูงและเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากขึ้น ถ้าอายุค่อนข้างเยอะ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาก่อน เพื่อจะได้วางแผนว่าจะต้องไปตรวจอะไรก่อนหรือไม่ เตรียมตัวเตรียมร่างกายอะไรก่อนหรือไม่

52:12 กรณีเป็นโรคมะเร็งแล้วรักษาอยู่ สามารถฝากไข่ได้หรือไม่?

การแช่แข็งไข่ จริงๆแล้วถูกออกแบบมาเพื่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง เพราะจะต้องไปรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือฉายแสง ซึ่งจะมีผลทำให้จำนวนไข่ในรังไข่ลดลง หรือรังไข่หยุดทำงาน ทำให้มีบุตรยากในอนาคต จึงมีการกระตุ้นและนำไข่มาแช่แข็งเก็บไว้ก่อน เมื่อหายจากโรค และพร้อมมีลูกจะได้ลดปัญหามีบุตรยาก

อย่างไรก็ตาม ต้องมาดูก่อนว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน หากเป็นมะเร็งระยะลุกลามก็จะยังไม่สามารถทำได้

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลดีๆ จาก Superior A.R.T. ที่นำมาแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ สำหรับใครที่สนใจอยากจะฝากไข่ หรืออยากจะมีลูกแต่ยังไม่พร้อมในตอนนี้ ก็สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอที่คลินิก Superior A.R.T. ได้ทุกวันเลยนะคะ

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.52 ❝รอบรู้เกี่ยวกับ(รัง)ไข่ และ(ฟอง)ไข่❞


❝รอบเกี่ยวกับ(รัง)ไข่ และ(ฟอง)ไข่❞ โดยคุณหมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก สำหรับ 𝐋𝐈𝐕𝐄 รอบนี้ คุณหมอโฟมจะมาให้ความรู้เรื่องรังไข่มีหน้าที่ทำอะไร สาวๆ เรามีไข่จำนวนเท่าใดกัน แล้วเวลาอัลตราซาวด์เราเห็นฟองไข่หรือไม่ อย่างไร การกระตุ้นไข่บ่อยๆ จะทำให้ไข่จะหมดเร็วไหม กรณีมีซีสต์ทำให้มีลูกยากจริงไหม และต้องผ่าตัดก่อนหรือไม่ 👩🏻‍⚕️


1:26 รังไข่คืออะไร

รังไข่เป็นอวัยวะที่มีเฉพาะในผู้หญิง อยู่ในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้องส่วนล่าง ซึ่งจะเป็นอวัยวะเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง 2 ข้างของมดลูก โดยอยู่ติดกับท่อนำไข่ ซึ่งมดลูกที่อยู่ตรงกลางเปรียบเสมือนลำตัว และท่อนำไข่จะเหมือนแขนทั้ง 2 ข้าง ซึ่งปกติขนาดรังไข่ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีขนาดประมาณ 3 x 2 x 1 เซนติเมตร หรือขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ

2:22 หน้าที่ของรังไข่ หลักๆ มี 2 อย่าง คือ

1. การสร้างหรือผลิตฮอร์โมนเพศหญิง

อย่างฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญในร่างกาย ทั้งเรื่องการตกไข่ การควบคุมประจำเดือนให้มาสม่ำเสมอ และการแสดงออกลักษณะทางเพศของเพศหญิง เช่น เสียงแหลม มีหน้าอก สะโพกผาย มีการสะสมของไขมันที่ทำให้มีรูปร่างเป็นผู้หญิง รวมไปถึงระบบอื่นๆ อย่างการยับยั้งการสลายของมวลกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมีบทบาทในการเตรียมเยื่อบุผนังโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ และยังช่วยพยุงการตั้งครรภ์ให้ไปตลอดรอดฝั่ง โดยในช่วงแรกฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะถูกสร้างมาจากรังไข่ ที่เรียกว่าคอร์ปัสลูเทียม (Corpus Luteum) หลังจากที่พ้นระยะไตรมาสแรกไปแล้ว ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนหลักจะสร้างมาจากรก ดังนั้นผู้หญิงที่เคยมีประวัติแท้ง หรือทำเด็กหลอดแก้ว คุณหมอจะให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในปริมาณที่สูงขึ้น เพื่อช่วยพยุงการตั้งครรภ์

ส่วนผู้หญิงที่รังไข่หยุดทำงาน ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็จะลดต่ำลง หรืออยู่ในระดับที่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ก็จะทำให้มีอาการวัยทอง เช่น หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ มีอาการร้อนวูบวาบ หรือบางคนที่หมดประจำเดือนเร็วอาจจะมีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น ปัญหามวลกระดูกลดลง เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือปัญหาเรื่องความจำ โดยจะเกิดได้เร็วกว่าผู้หญิงที่หมดประจำเดือนปกติ

2. การผลิตและปล่อยเซลล์ไข่ หรือเซลล์สืบพันธุ์

ใน 1 รอบเดือน ผู้หญิงที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ จะมีฟองไข่ที่โตที่สุดและสุก ซึ่งจะตกลงมาที่บริเวณท่อนำไข่เพื่อรอผสมกับอสุจิ หากเกิดการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะเคลื่อนไปฝังในโพรงมดลูก เซลล์ไข่กับอสุจิจึงมีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตไปตัวอ่อนและทารก

หากลองเปรียบเทียบอวัยวะของผู้หญิงและผู้ชาย รังไข่จะเปรียบเทียบได้กับลูกอัณฑะของผู้ชาย ส่วนเซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิงอย่างฟองไข่หรือเซลล์ไข่ จะเปรียบเทียบได้กับตัวอสุจิ ดังนั้นรังไข่จึงเป็นอวัยวะเล็กๆ ที่มีบทบาทสำคัญที่ต่อการเกิดการตั้งครรภ์

6:23 รังไข่ใหญ่ขนาดไหน สามารถมองเห็นรังไข่ขนาดปกติ หรือคลำจากหน้าท้องได้ไหม?

โดยปกติเราจะไม่สามารถมองเห็นรังไข่ และไม่สามารถคลำจากหน้าท้องสำหรับรังไข่ที่มีขนาดปกติ แต่สามารถดูได้ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด โดยหัวตรวจอัลตราซาวด์จะไปชิดกับปากมดลูก จะทำให้เราเห็นรังไข่และฟองไข่ได้ชัดขึ้น แต่หากตรวจอัลตราซาวด์ผ่านทางหน้าท้อง ซึ่งหัวตรวจอัลตราซาวด์จะต้องผ่านผิวหนังและชั้นผนังหน้าท้องที่มีไขมัน รวมถึงการมีแก็สในลำไส้ ก็จะทำให้เห็นรังไข่หรือฟองไข่ได้ยากขึ้นและไม่ชัดเจน

การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดจะเห็นเซลล์ไข่หรือฟองไข่เล็กๆ ซึ่งสิ่งที่เห็นจริงๆ แล้วคือสารน้ำในฟองไข่ เซลล์ไข่หรือฟองไข่จริงๆ จะมองไม่เห็น ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ แต่หากมีความผิดปกติของรังไข่ เช่น ถุงน้ำหรือซีสต์ คุณหมอก็จะสามารถเห็นจากการตรวจอัลตราซาวด์ได้ ซึ่งซีสต์ที่มีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร ก็จะตรวจพบได้ยากจากตรวจภายในโดยใช้มือคลำผ่านทางช่องคลอดและผนังหน้าท้อง ดังนั้นคุณหมอแนะนำให้ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์และมีเพศสัมพันธ์แล้ว ตรวจเช็คอัลตราซาวด์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูอวัยวะในอุ้งเชิงกรานสตรี ไม่ว่าจะเป็น มดลูก และรังไข่ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งสามารถทำพร้อมกับการตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำปีได้

8:34 ซีสต์ที่รังไข่ คืออะไร?

ทางการแพทย์ ซีสต์จะใช้เรียกถุงน้ำที่มีลักษณะเรียบ ข้างในเป็นน้ำใสหรือน้ำขุ่น เนื้อไม่ตัน ซึ่งถือว่าเป็นถุงน้ำเนื้อดี โอกาสเป็นเป็นเนื้อร้ายหรือเป็นมะเร็งน้อย

หากคุณหมอทำการตรวจอัลตราซาวด์แล้วเห็นก้อนมีลักษณะผิดปกติ ซึ่งก็คือเนื้องอกที่รังไข่ สามารถแบ่งได้ 2 แบบ คือเนื้องอกที่เป็นเนื้อดี กับเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย โดยส่วนใหญ่เนื้องอกแบบเป็นเนื้อดี จะมีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก ส่วนเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย จะมีทั้งน้ำและเนื้อตันประกอบกัน

9.57 เมื่ออัลตราซาวด์ คุณหมอจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นซีสต์?

ถ้าเป็นรังไข่ธรรมดา จะเห็นเป็นฟองไข่เล็กๆ แต่หากเป็นซีสต์ จะเห็นเป็นถุงน้ำใหญ่ๆ ซึ่งถ้าเป็นถุงน้ำที่สะท้อนแสงจากคลื่นอัลตราซาวด์ แบ่งได้เป็น

10:41 ประเภทของซีสต์ มีดังนี้ 

1. ซีสต์ปกติที่ไม่ได้เป็นรอยโรคหรือพยาธิสภาพ คือซีสต์หรือถุงน้ำที่เกิดได้ตามรอบการตกไข่หรือรอบการมีประจำเดือน โดยแบ่งเป็น

  • ถุงน้ำที่เกิดจากไข่ไม่ตก หากรอบประจำเดือนก่อนหน้าไม่มีการตกไข่ ถุงฟองไข่นั้นจะโตขึ้นและจะคงอยู่จนถึงรอบประจำเดือนถัดไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำอะไร สามารถตรวจติดตามได้
  • ถุงน้ำที่เกิดจากไข่ตก ส่วนใหญ่จะเจอในช่วง 14 วันหลังจากวันแรกของการมีประจำเดือน หรือช่วงครึ่งหลังจากที่ไข่ตก จนถึงก่อนรอบประจำเดือนรอบถัดไป โดยซีสต์ประเภทนี้เกิดจากฟองไข่ตกไปแล้ว แต่มีเปลือกไข่ที่เหลืออยู่มีเลือดออกและขังอยู่ภายในถุงหรือเปลือกไข่นั้น หากซีสต์แตก อาจทำให้ปวดท้องและมีเลือดออกในท้องได้ แต่หากเลือดหยุดเอง ก็จะหยุดโต และกลายเป็นถุงซีสต์

ซึ่งซีสต์ทั้ง 2 ประเภทนี้ มีโอกาสหายได้เอง สามารถตรวจติดตามได้ ไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดใดๆ ยกเว้นว่ามีซีสต์แตก และมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น หรือปวดท้องเฉียบพลัน อาจจะต้องได้รับการรักษา โดยซีสต์ที่เกิดตามรอบประจำเดือน ทั้งเกี่ยวกับการตกไข่หรือไม่ตกไข่ จะไม่มีผลต่อการมีบุตรยากในอนาคต อาจจะรักษาโดยการใช้ยาฮอร์โมนหรือตรวจติดตามได้

2. ซีสต์ที่เป็นพยาธิสภาพหรือรอยโรค สามารถพบได้บ่อยในถุงน้ำ และเซลล์เยื่อบุผิว เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ PCOS และเดอร์มอยด์ซีสต์ ซึ่งซีสต์ที่มีผลต่อภาวะมีบุตรยากในกลุ่มนี้ คือ

  • PCOS หรือถุงน้ำในรังไข่หลายใบ เกิดจากภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยภายในร่างกายที่สัมพันธ์กับความไม่สมดุลของฮอร์โมน มีการทำงานของฮอร์โมนเพศชายเด่น รวมไปถึงภาวะไขมันหรือน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ ทำให้เกิดภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังเกิดขึ้น ซึ่งซีสต์ประเภทนี้ส่งผลทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากจากปัญหาเรื่องการตกไข่
  • ช็อกโกแลตซีสต์ โดยเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาหรือภาวะมีบุตรยากได้หลายกลไก ภายในช็อกโกแลตซีสต์จะมีลักษณะเป็นสารน้ำสีน้ำตาลคล้ายกับสีช็อกโกแลต เกิดจากเลือดเก่าๆ ที่สะสมอยู่ภายใน การอักเสบบริเวณส่วนผิวของรังไข่จะเห็นเป็นจุดเลือดออกสีแดงๆ ซึ่งจะทำให้มีพังผืดเกิดขึ้น หากพังผืดไปรัดรังไข่ จะทำให้ไข่ไม่สามารถหลุดหรือตกออกมาภายนอกได้ หรือหากรัดบริเวณท่อนำไข่ ก็ทำให้ท่อนำไข่อุดตันได้
    หากซีสต์มีขนาดใหญ่ ก็จะกินพื้นที่เนื้อรังไข่ที่ดี ทำให้การทำงานของรังไข่ลดน้อยลง หากรังไข่นั้นยังทำงานได้ดี โอกาสที่จะผลิตเซลล์ไข่ที่สมบูรณ์หรือมีคุณภาพดีออกมา น้อยกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นช็อกโกแลตซีสต์ 8ส่วนการรักษาช็อกโกแลตซีสต์จะมี 2 แบบ คือการให้ยาฮอร์โมนและการผ่าตัด ซึ่งหลักการของการให้ยาฮอร์โมน คือยับยั้งการตกไข่เพื่อไม่ให้มีประจำเดือน โอกาสที่ช็อกโกแลตซีสต์จะยุบลงหรือไม่โตขึ้นก็จะมีมากขึ้น แต่เนื่องจากจุดประสงค์ของการให้ยาฮอร์โมนนี้ เพื่อยับยั้งการตกไข่ ดังนั้นฝ่ายหญิงอาจจะต้องตัดสินใจเลือกว่าจะวางแผนมีบุตรเลยหรือจะรักษาซีสต์ก่อน
    ส่วนการผ่าตัด คุณหมออาจจะพิจารณาเป็นรายบุคคล ขึ้นอยู่กับอาการที่มี เช่น มีอาการปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยเป็นๆ หายๆ หรือเจ็บขณะที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งหากมีอาการมาก การผ่าตัดจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการ และช่วยให้การมีบุตรเองตามธรรมชาติมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    นอกจากอาการแล้ว การพิจารณาผ่าตัดยังขึ้นอยู่กับขนาดของซีสต์ ส่วนใหญ่แล้วการรักษาช็อกโกแลตซีสต์ด้วยยาจะเหมาะสำหรับซีสต์ที่มีขนาดไม่เกิน 4-5 เซนติเมตร หากขนาดใหญ่กว่านั้น ยาฮอร์โมนอาจจะไม่สามารถไปกดซีสต์ได้เพียงพอ คุณหมอจึงแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด โดยจะต้องประเมินก่อนว่าสามารถผ่าตัดทันทีได้หรือไม่ หรืออาจต้องให้ยาฮอร์โมนก่อนผ่าตัด ซึ่งบางท่านอาจจะขอเก็บไข่ก่อนแล้วค่อยผ่าตัด

โดยทั่วไปแล้วหากพบว่ามีซีสต์หรือเนื้องอก หลายคนอาจต้องการผ่าตัดออก แต่การผ่าตัดที่รังไข่อาจมีข้อเสียที่อาจจะทำให้การทำงานของรังไข่ลดน้อยลง แม้ว่าจะเป็นเพียงซีสต์ขนาดเล็กๆ แค่ 3-4 เซนติเมตร  เมื่อต้องเลาะซีสต์ที่เป็นตัวรอยโรคออก อาจจะมีส่วนของรังไข่ที่ปกติบริเวณรอบๆ ซีสต์ออกไปด้วยเช่นกัน ทำให้การทำงานของรังไข่อาจจะลดน้อยลง ซึ่งมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและขนาดของซีสต์

ส่วนซีสต์ที่เป็นพยาธิสภาพ แต่ตามทฤษฎีแล้วไม่ได้ส่งผลต่อการมีบุตร คือ

  • เดอร์มอยด์ซีสต์ ซึ่งเป็นการเจริญของเยื่อบุที่รังไข่ และเจริญมาเป็นเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ บริเวณรังไข่ หากต้องมีการผ่าตัด จะต้องระมัดระวังว่าเนื้อเยื่อรังไข่ที่ดีอาจจะหลุดออกไปหรือได้รับการผ่าตัดออกไปด้วย ทำให้การทำงานของรังไข่อาจจะลดน้อยลงได้
    โดยข้างในของเดอร์มอยด์ซีสต์เป็นไขมัน ขน ผม ฟัน อาจจะมีน้ำหนัก และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากซีสต์นั้น เช่น อาจจะบิดขั้วหรือแตกได้ ทำให้สารน้ำกระจายไปทั่วช่องท้องจนเกิดการอักเสบ หรือเกิดพังผืดเต็มช่องท้องได้ ดังนั้นตามทฤษฎีแล้ว เดอร์มอยด์ซีสต์ที่ีมีขนาดประมาณ 5-6 เซนติเมตร มีโอกาสที่จะบิดขั้วได้ง่ายและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย คุณหมอจึงแนะนำว่าควรจะผ่าตัดเอาซีสต์ออกออก
  • ซีสต์ที่เป็นเซลล์เยื่อบุผิว ข้างในเป็นน้ำใส ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อการมีบุตร การผ่าตัดจึงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยขนาด 7-8 เซนติเมตร หากไม่ได้สงสัยว่าจะมีส่วนของเนื้อร้าย ก็ยังเป็นขนาดที่สามารถตรวจติดตามได้ทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน

เรียกได้ว่า ซีสต์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่คุณหมอแนะนำว่าให้มาตรวจ Check-up อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อที่จะเช็คดูว่ามีซีสต์อยู่หรือไม่ หรือหากอายุประมาณ 20 ปี เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือมีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็สามารถเริ่มมาตรวจโดยอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดได้

ขณะเดียวกัน เด็กๆ ก็มีโอกาสจะเกิดซีสต์ได้เช่นกัน แต่พบได้ไม่บ่อย โดยจะเป็นซีสต์ที่จำกัดเฉพาะช่วงอายุนั้นๆ หากสังเกตตัวเองแล้วไม่ได้มีอาการอะไร อาจจะเริ่มต้นตรวจที่อายุ 20 ปี แต่หากมีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก คลำเจอก้อน หรือประจำเดือนมาผิดปกติ แนะนำให้มาพบคุณหมอเพื่อพิจารณาว่าควรตรวจอ้ลตราซาวด์หรือไม่

25:19 ฟองไข่คืออะไร

ฟองไข่ เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ที่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ซึ่งจะมีจำนวนมากที่สุดตอนอายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ ประมาณ 6-7 ล้านฟอง หลังจากนั้นฟองไข่จะค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ  โดยจะมีฟองไข่ที่ไม่ได้ใช้ และฟองไข่ที่สลายไปค่อนข้างเยอะประมาณ 5 ล้านใบ จนถึงเมื่อคลอดจะเหลือแค่ 1-2 ล้านฟอง เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือวัยรุ่นและเริ่มมีประจำเดือน ฟองไข่ก็จะเริ่มตกออกมา โดยจะมีจำนวนฟองไข่เริ่มตั้งต้นที่ 300,000 ใบ

หากลองตีตัวเลขง่ายๆ ช่วงวัยรุ่นอายุ 15 ปี จนถึงวัยทองอายุประมาณ 50 ปี รวมเป็นเวลา 35 ปี ฟองไข่ 300,000 ฟอง จะตกออกมาเดือนละ 1 ใบ เท่ากับว่าฟองไข่ที่เราใช้จริงๆ มีเพียง 400-500 ใบ เพราะฉะนั้นใน 1 รอบเดือน จะมีไข่จะตกแค่ใบเดียว ที่เหลือจะสลายไป จึงเป็นที่มาของหลักการกระตุ้นไข่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ที่จะกระตุ้นไข่ที่ปกติแล้วจะสลายไป ให้เจริญเติบโตเพื่อเก็บไว้ใช้ แทนที่จะปล่อยให้สลายไป เป็นการตอบข้อสงสัยในกรณีที่กังวลว่าการกระตุ้นไข่จะทำให้ไข่หมดเร็วหรือรังไข่หยุดทำงานเร็วขึ้นหรือไม่ ซึ่งก็ไม่มีผลแต่อย่างใด

สำหรับรอบประจำเดือนที่สม่ำเสมอ ฟองไข่จะตกเดือนละ 1 ใบ โดยแต่ละเดือนจะไม่รู้ว่าไข่ตกข้างไหน เพราะไข่จะตกแบบสุ่ม โดยบางคนอาจจะรู้สึกหน่วงในบริเวณข้างที่ไข่ตกได้หากมีสารน้ำในฟองไข่ไหลมาในอุ้งเชิงกราน การอัลตราซาวด์ก่อนที่ฟองไข่จะตก จะเห็นว่าฟองไข่โตด้านไหน ซึ่งจะทำให้เราพอจะคาดเดาได้ว่าในรอบเดือนนี้ไข่น่าจะตกข้างนั้น ซึ่งจะช่วยสำหรับกรณีที่เคยท้องนอกมดลูก เคยผ่าตัดท่อนำไข่ด้านหนึ่ง หรือมีท่อนำไข่ตันด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้รู้ได้ว่าในเดือนนี้ฟองไข่จะตกข้างไหน มีโอกาสในการตั้งครรภ์ในรอบนี้มากน้อยแค่ไหน หรือสามารถใช้ร่วมเพื่อวางแผนงดการฉีดเชื้อ IUI หรือมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติในกรณีที่ไข่ตกในด้านที่ท่อนำไข่ตัน เพื่อปัองการการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเรื่องไข่

30:49 หากเข้ากระบวนการรักษา ICSI แล้ว กระตุ้นไข่หลายๆ รอบ ไข่จะหมดเร็วจริงไหม?

คำตอบคือ ไม่จริง เพราะเป็นการกระตุ้นฟองไข่ในรอบเดือนนั้นที่กำลังจะสลายไป ให้เจริญเติบโตสามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งถ้าไม่กระตุ้นไข่ก็จะสลายไปอยู่ดี เพราะในรอบเดือนหน้าก็จะเป็นฟองไข่ล็อตใหม่

31:30 การทำงานของรังไข่หรือฟองไข่เสื่อมเร็วกว่าอายุ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

ส่วนใหญ่การทำงานของรังไข่ที่เสื่อมเร็ว หรือหยุดทำงานเร็วกว่าอายุ เกิดจากปัจจัยดังนี้

  1. ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น มีโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมผิดปกติ ที่ทำให้รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยเร็ว แม้จะไม่ได้พบบ่อยๆ แต่ก็ถือเป็นสาเหตุหนึ่งได้ สามารถทราบด้วยการตรวจโครโมโซม
  2. ปัจจัยภายนอก หลักๆ เกิดจากการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดซีสต์ รังไข่ เลาะพังผืด หรือบริเวณปีกมดลูก ซึ่งอาจจะกระทบต่อเส้นเลือดที่มาเลี้ยงรังไข่ เพราะท่อนำไข่กับมดลูกอยู่บริเวณเดียวกัน เส้นเลือดมาเลี้ยงจะเป็นเส้นเลือดที่ใกล้เคียงกัน เมื่อมีเส้นเลือดไปเลี้ยงรังไข่น้อยลง อาจจะทำให้รังไข่เสื่อมได้เร็วกว่าปกติ

นอกจากนี้ หากมีโรคประจำตัว จำเป็นต้องกินยาหรือเคยได้รับเคมีบำบัด เช่น เคยเป็นมะเร็งเต้านม จะมีผลทำให้รังไข่เสื่อมหรือหยุดทำงานเร็วกว่าอายุโดยปกติ รวมถึงโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันภายใน ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการอักเสบที่รังไข่ ทำให้รังไข่ทำงานน้อยลง ผลิตฟองไข่ได้น้อยลงและรังไข่หยุดทำงานเร็วกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีนั้นไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจนที่ทำให้รังไข่หยุดทำงานเร็ว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 80-90% โดยสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มลพิษ PM 2.5 ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต อาหารการกินที่ไม่ดี ไม่ออกกำลังกาย ก็อาจจะมีผลทำให้รังไข่เสื่อมเร็วได้เช่นกัน

34:28 วิธีการป้องกันไม่ให้รังไข่เสื่อมเร็วคืออะไร?

เนื่องจากไม่รู้สาเหตุ จึงไม่รู้วิธีป้องกัน แต่เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อช่วยชะลอการทำงานของรังไข่ที่ลดลงได้ เช่น การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์, กินวิตามินเสริม, การลดความเครียดที่เป็นปัจจัยส่งผลต่อฮอร์โมนภายใน, การออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นเลือดให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงรังไข่ได้ดีขึ้น งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และสารเคมีที่อาจจะมีผลทำให้การทำงานของรังไข่เสื่อมลง

35:21 จะรู้ได้อย่างไรว่ารังไข่ของเราเสื่อมเร็วกว่าอายุ?

ส่วนใหญ่จะมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ รอบประจำเดือนห่าง ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งที่บ่งบอกว่ารังไข่อาจจะทำงานน้อยลง หรือบางคนอาจจะมีอาการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เพราะหากรังไข่หยุดทำงาน ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็จะลดลง ส่งผลให้มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ร้อนวูบวาบ อาการเหมือนเข้าสู่วัยทอง ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวก็แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอ

36:28 ปัจจัยประเมินการทำงานของรังไข่เพื่อดูว่ามีฟองไข่กี่ใบ มีอะไรบ้าง?

  • อายุ
  • ฮอร์โมน AMH
  • อัลตราซาวด์ดูฟองไข่ตั้งต้นในช่วงที่มีประจำเดือน
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน

บทสรุป

สรุปก็คือฟองไข่จะมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การอัลตราซาวด์ก็ไม่สามารถเห็นฟองไข่ได้ แต่ใช้ตรวจดูสารน้ำในฟองไข่ เพื่อประเมินว่าน่าจะมีฟองไข่กี่ใบ เมื่อเก็บไข่จะดูดน้ำในฟองไข่ และนำไปตรวจดูฟองไข่ด้วยกล้องจุลทรรศน์

อย่างไรก็ตาม หากกระตุ้นไข่ได้หลายใบ ก็ไม่ได้หมายความว่าไข่จะสมบูรณ์เสมอไป โดยจะต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ และดูฟองไข่ที่ผ่านการล้างเซลล์รอบฟองไข่แล้วอีกรอบว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นก็ต้องดูอีกว่าหลังปฏิสนธิได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์หรือไม่

หรือหากฉีดยากระตุ้นไข่ไปแล้ว มีไข่โต 10 ใบ แต่เก็บไข่ได้เพียง 1 ใบ หมายความว่าอีก 9 ใบ อาจจะเป็นสารน้ำที่ไม่มีฟองไข่อยู่ในนั้น

อย่างไรก็ตาม Superior A.R.T. มีการเจาะฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นวิธีที่จะมาช่วยสนับสนุนว่าสารน้ำที่เราเห็น 10 ใบนั้น จะมีฟองไข่ 10 ใบหรือไม่ โดยในรังไข่ ในไข่ที่สมบูรณ์นอกจากจะสร้างสารน้ำแล้ว ก็ยังสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ไข่ที่โตสมบูรณ์หรือไข่ที่พร้อมเก็บแล้ว จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนในระดับที่สูงประมาณ 200-300 พิโกกรัมต่อมิลลิลิตร (pg/mL) ยกตัวอย่างเมื่อเก็บไข่ เห็นฟองไข่ 10 ใบ ก็ควรจะเจาะฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมได้ 2,000-3,000 pg/mL แต่หากตรวจได้ 500 pg/mL ก็จะบอกได้ว่า 10 ใบที่เห็นนั้น อาจจะเก็บไข่ที่สมบูรณ์ได้เพียง 2-3 ใบ

นอกจากการประเมินจำนวนฟองไข่ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์แล้ว  ก็จะใช้การตรวจวัดค่าฮอร์โมนเอสโตรเจนร่วมด้วย

สุดท้ายขนาดของฟองไข่ที่สามารถอัลตราซาวด์ดูได้ว่ามีความสมบูรณ์

จะมีขนาดมาตราฐานอยู่ที่ 18 มม. ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่ระบุว่าขนาดของไข่ที่เหมาะสมที่จะเก็บและมีโอกาสได้ฟองไข่ที่สมบูรณ์ ควรจะมีขนาดสารน้ำอยู่ที่ 16-24 มม. ขึ้นไป ก็จะมีโอกาสที่จะได้ฟองไข่ที่สมบูรณ์กว่าขนาดน้อยกว่านั้น

ดังนั้น เมื่อกระตุ้นไข่ คุณหมอจะดูฟองไข่ที่อัลตราซาวด์ ว่ามีขนาดที่เกิน 16-20 มม. กี่ใบ หากขนาดยังเล็กกว่าอาจจะกระตุ้นเพิ่มให้ถึงขนาดที่ต้องการ เพื่อที่จะได้มีโอกาสได้ฟองไข่ที่สมบูรณ์มากขึ้น

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : อายุ 40+ มีลูกได้ไหม

อายุ 40+ มีลูกได้ไหม

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

เมื่อผู้หญิงเริ่มมีอายุมากขึ้น ความกังวลเรื่องการมีบุตรก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ ในร่างกายอาจจะไม่พร้อมเท่าเดิม จนหลายคนมีคำถามว่า “อายุ 40+ มีลูกได้ไหม?” จะเพิ่มโอกาสมีลูกได้อย่างไร? 🤔

คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบ เรามาฟังคำตอบไปด้วยกันนะคะ​ 😊


สเปิร์มน้อย สเปิร์มไม่แข็งแรง แก้ไขได้ ถ้ารู้ก่อน

ปัญหา สเปิร์มน้อย สเปิร์มไม่แข็งแรง ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย ซึ่งอาจจะเกิดจากโรคประจำตัวหรือภาวะเจ็บป่วย

แต่รู้หรือไม่❓ว่าเรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ ด้วยการตรวจความพร้อมของสเปิร์มก่อนวางแผนมีบุตร ซึ่งที่ Superior A.R.T. ก็มีโปรแกรมตรวจสุขภาพคู่รัก Couple Checkup 💞 ในราคาพิเศษเพียง 4,999 บาท (จากราคาเต็ม 7,999 บาท) ซึ่งจะตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของทั้งคู่ เพื่อให้พร้อมสำหรับการมีบุตร ให้ทราบปัญหา สามารถแก้ไขและรักษาได้ทันท่วงทีค่ะ 🤓

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : Geri® Time Lapse Incubator พี่เลี้ยงตัวตึงของน้องๆ ตัวอ่อน

Geri® Time Lapse Incubator ตัวช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า

Geri® Time Lapse Incubator คือ ตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน ที่มีหน้าที่เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงคนสำคัญของน้องๆ ตัวอ่อน แถมยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่สามารถติดตามพัฒนาการตัวอ่อนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นพี่เลี้ยงตัวตึงของน้องๆ ตัวอ่อนกันเลยทีเดียว

วันนี้ #นักวิทย์อยากเล่า คุณดวงสมร เลียงกลกิจ ผู้จัดการแผนกห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน👩🏻‍🔬จะพาไปดูวิธีการทำงานของพี่เลี้ยงคนสำคัญนี้ในห้องแล็บกันค่ะ 🙂