𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.56 ❝8 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก❞


คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก มาตอบคำถามและให้ความรู้เกี่ยวกับ ❝8 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก❞ ดังนี้

1. ถ้ามีไข่เหลือน้อย จะต้องรีบทำเด็กหลอดแก้วเลยไหม ลองธรรมชาติและ IUI ก่อนได้หรือไม่? 2:36

เราจะรู้ว่ามีไข่เหลืออยู่เยอะน้อยแค่ไหนได้อย่างไร ? เราสามารถรู้ได้จากการเจาะเลือด ดูค่าฮอร์โมน AMH ค่า AMH นี้ จะบ่งถึงปริมาณไข่ที่เหลืออยู่ในช่วงอายุปีนี้ ถ้าค่า AMH น้อยกว่า 0.5-1.1 ng/mL แปลว่ามีปริมาณไข่ในรังไข่เหลืออยู่น้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังสามารถรู้จำนวนไข่ได้ จากการอัลตราซาวด์ช่วงวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน เพื่อดูจำนวนฟองไข่ในรังไข่ ก็จะบ่งบอกถึงปริมาณไข่ของรอบเดือนนั้นๆ ได้  

ถ้าค่า AMH ต่ำหรือมีจำนวนไข่เหลือน้อย ต้องรีบไปทำ IVF เลยไหม

การที่ผู้หญิงจะตั้งครรภ์นั้น มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิง

  • ฝ่ายชาย ก็คืออสุจิดีหรือไม่ดี ดูได้จากจำนวนอสุจิ, % ตัววิ่งของอสุจิ, รูปร่างของอสุจิที่ปกติมีกี่เปอร์เซ็นต์
  • ฝ่ายหญิง ปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ เริ่มตั้งแต่ต้องมีช่องคลอดที่ปกติ มดลูกและโพรงมดลูกที่ปกติ มีโพรงมดลูกที่สวย เรียงตัวดี 3 ชั้น ความหนาอยู่ในเกณฑ์ปกติ 8-10 มม. ต้องมีท่อนำไข่อย่างน้อย 1 ข้างที่ไม่ตัน และมีไข่ตกอย่างน้อย 1 ใบต่อรอบเดือน ในข้างของท่อนำไข่ที่ไม่ตัน เพื่อให้อสุจิว่ายไปเจอกับไข่ได้

หากอสุจิของฝ่ายชายไม่ดี มีตัววิ่งน้อยหรือจำนวนตัวน้อย อาจจะเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจในการทำเด็กหลอดแก้วได้เร็วขึ้น เพราะจำนวนตัววิ่งของอสุจิเป็นตัวกำหนดว่าจะสามารถท้องเองตามธรรมชาติได้หรือไม่ ถ้าตัววิ่งน้อยกว่า 10-15 ล้านตัวต่อการหลั่ง 1 ครั้ง จะเป็นสิ่งที่เตือนว่าเราไม่ควรเสียเวลากับรอบธรรมชาติ หรือ IUI นานมากเกินไป ควรจะขยับไปทำเด็กหลอดแก้วเร็วขึ้น โดยเฉพาะถ้าฝ่ายหญิงอายุเยอะและมีไข่น้อย

สำหรับฝ่ายหญิง ถ้าท่อนำไข่ดี ไม่ตัน ถ้าฝ่ายหญิงอายุไม่เกิน 35 ปี ถึงไข่น้อย แต่มีไข่ที่โต และสามารถมีเพศสัมพันธ์หรือทำ IUI ฉีดเชื้อเข้าไปตรงกับวันที่ไข่ตก โอกาสท้องก็ยังดีอยู่

ฉะนั้นถ้าอายุฝ่ายหญิงไม่เยอะ ท่อนำไข่ไม่ตัน ถึงไข่จะน้อย และอสุจิฝ่ายชายดี คุณหมอคิดว่าสามารถลองวิธีธรรมชาติหรือทำ IUI ก่อนได้ โดยอาจลองวิธีธรรมชาติ 2-3 เดือน และทำ IUI 1-2 รอบ ถ้าไม่สำเร็จค่อยเปลี่ยนไปทำเด็กหลอดแก้ว ไม่ต้องรอนาน

ส่วนจำนวนรอบของการทำ IUI คนไข้สามารถทำได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าอยากจะเปลี่ยนไปทำเด็กหลอดแก้วหรือยัง ถ้าเรายังมีไข่โต เยื่อบุโพรงมดลูกดี และท่อนำไข่ไม่ตัน ก็สามารถทำ IUI ได้ แต่คนไข้ส่วนใหญ่จะท้องสำเร็จจากการทำ IUI ในช่วงรอบที่ 1-2 มากที่สุด แต่ก็สามารถทำได้เรื่อยๆ ถึง 6 รอบ เมื่อเกิน 6 รอบ เปอร์เซ็นต์ท้องจากการทำ IUI จะเริ่มคงที่ จึงมีคำแนะนำว่าถ้าคนไข้เคย IUI เกิน 6 รอบแล้วไม่สำเร็จควรจะเปลี่ยนไปทำเด็กหลอดแก้ว

หากคนไข้อายุเริ่มเยอะ บวกกับไข่เริ่มน้อย อาจจะไม่ต้องรอจนถึง 6 รอบ ถ้า 1-2 รอบแล้วยังไม่สำเร็จ ก็ควรเปลี่ยนไปทำเด็กหลอดแก้วเลย


2. ทำอย่างไรให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพดี? 8:04

แม้จะมีปัจจัยบางอย่างที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ แต่คนไข้ที่จะทำเด็กหลอดแก้วควรพยายามดูแลตัวเอง ทานวิตามิน เพื่อให้ได้ไข่ที่ดีที่สุด เพิ่มโอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่ดีในรอบแรกที่กระตุ้นไข่

2.1 การปรับไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เริ่มตั้งแต่ นอนดี ควรเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม เพราะร่างกายหลั่ง Growth Hormone ช่วงเวลา 5 ทุ่มถึงตี 1 โดย Growth Hormone มีผลต่อคุณภาพและจำนวนไข่ ถ้าข้ามเวลานอนช่วงนี้ไป ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone น้อย เพราะหลั่งขณะที่เราหลับ ส่วนระยะเวลานอนอยู่ที่ 6-8 ชม. และหากนอนครบ 8 ชม. แต่ไม่ได้นอนช่วง 5 ทุ่ม ก็อาจจะได้ประโยชน์น้อยกว่า แม้จำนวนชั่วโมงจะครบก็ตาม

2.2 กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดแป้งและน้ำตาล เพิ่มโปรตีน โดยโปรตีนที่หาได้ง่ายคือจากไข่ขาววันละ 1 ฟอง สำหรับโปรตีนจากสัตว์คุณหมอแนะนำให้เลือกสัตว์เล็กที่ไม่ติดมัน และถ้าเทียบระหว่าง Plant-based Protein กับ Whey Protein ตัว Plant-based Protein จะเป็นโปรตีนที่คุณภาพดีกว่าในเรื่องการบำรุงไข่

2.3 กินวิตามินที่จำเป็น

  • โฟลิค เป็นวิตามินหลักสำหรับคนท้อง
  • วิตามินดี ในปัจจุบันมีงานวิจัยออกมาเยอะว่า คนที่มีลูกยากขาดวิตามินดี จึงควรกินเสริมไว้
  • กลุ่ม Antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระ คือ วิตามินซี, วิตามินอี และ CoQ10 อาจจะช่วยให้คุณภาพไข่ดีขึ้น เพราะจะไปจับกับออกซิเจนที่อยู่ในร่างกายของเรา ซึ่งออกซิเจนทำให้เกิดการอักเสบ อาจจะทำให้คุณภาพของไข่และการตอบสนองของไข่น้อยลง รวมถึง Astaxanthin หนึ่งในวิตามินในกลุ่ม Antioxidant ซึ่งอาจจะทำให้คุณภาพของไข่ดีขึ้น
  • DHEA ไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณภาพ แต่อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณได้ ซึ่งไม่ได้เหมาะกับทุกคน บางคนกินแล้วจำนวนไข่ลดลง ฉะนั้นการกิน DHEA ต้องเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีจำนวนไข่น้อยหรืออายุค่อนข้างเยอะ ถึงจะได้ประโยชน์ ถ้าเป็นคนไข้ที่มีไข่เยอะ เช่น PCOS ไม่ต้องกิน DHEA เพราะจะทำให้คุณภาพไข่แย่ลง
  • Inositol เหมาะสำหรับคนไข้ที่เป็น PCOS ที่มีไข่เยอะ ไข่ไม่ตกเรื้อรัง แต่ถ้าคนไข้ไม่ได้เป็น PCOS ก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์

ส่วนวิธีทางการแพทย์ เช่น การฉีด PRP เป็นการฉีดส่วนประกอบของเลือด ส่วน Platelet-rich Plasma (PRP) เข้าไปในรังไข่ โดยเจาะเลือดของตัวเอง แล้วนำไปปั่นให้เลือดแยกชั้น และเลือกเฉพาะชั้นที่มีเกล็ดเลือดสูง ฉีดกลับเข้าไปในรังไข่ โดยจะฉีดเข้าไปในเนื้อขาวๆ ที่อยู่ข้างฟองไข่ ซึ่งใน PRP จะมีสเต็มเซลล์ต่างๆ อาจจะช่วยให้จำนวนไข่ในรอบเดือนต่อๆ ไปเพิ่มขึ้น หรือการตอบสนองของไข่ต่อการกระตุ้นดีขึ้น จากประสบการณ์ของคุณหมอที่เคยฉีด PRP เข้าไปในรังไข่ประมาณ 10 กว่าเคส คนไข้ที่ทำ PRP แล้วได้ประโยชน์ ประมาณ 3-4 ราย จาก 10 ดังนั้น การเลือกทำ PRP ต้องพิจารณาทั้งผลดี ผลเสีย ก่อนที่จะตัดสินใจทำ ความเสี่ยงจากการทำ PRP มีได้ เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอด มีผลข้างเคียงจากการดมยาสลบ ติดเชื้อหลังทำได้ แต่โอกาสเกิดน้อย


3. จากจำนวนอสุจิที่มีเยอะเป็นล้านๆ ตัว จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนดี และมีวิธีเลือกอสุจิอย่างไร? 16:39

เวลาตรวจอสุจิจะวัดจำนวนตัวอสุจิ %ตัวอสุจิที่วิ่งเร็ว วิ่งช้า %ตัววิ่งที่วิ่งไปด้านหน้า %ตัวอสุจิที่มีชีวิต และอีกสิ่งที่สำคัญก็คือ %รูปร่างของอสุจิที่ปกติ

โดยอสุจิจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนหัว ส่วนกลางตัว และส่วนหาง ด้านในส่วนหัวจะมี DNA และโครโมโซมอยู่ ตรงกลางตัวเป็นแหล่งพลังงานของอสุจิ และส่วนหางมีไว้ว่ายเพื่อไปเจอไข่ ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ รูปร่างที่ปกติ โดยเฉพาะส่วนหัว ถ้าหัวมีรูปร่างผิดปกติ เช่น มีหัวขนาดใหญ่ หรือเล็กกว่าปกติ หรือหัวรูปร่างแหลม หรืออาจจะมี 2 หัว จะบ่งบอกว่า อสุจิตัวนั้น น่าจะมีโครโมโซมที่ผิดปกติ ซึ่งถ้าอสุจิตัวที่ผิดปกติ เข้าไปผสมกับไข่ ก็มีโอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่ผิดปกติ ไม่ฝังตัวในมดลูก หรือฝังตัวแล้วก็เกิดการแท้งตามมา

นอกเหนือจากการตรวจอสุจิตามที่กล่าว ปัจจุบันนี้มีการตรวจที่ละเอียดมากขึ้น ไปถึงว่าภายในหัวอสุจิมีการแตกหักของ DNA (SDF; Sperm DNA Fragmentation) หรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้จะย้อมสีตัวอสุจิ เพื่อดูว่าลักษณะของสีที่ติดอยู่ที่หัวของอสุจิเป็นอย่างไร มีการแตกหักของ DNA เยอะหรือน้อย ซึ่งการตรวจ SDF นี้ จะสัมพันธ์กับคุณภาพของอสุจิมากกว่าการตรวจแบบปกติ  ดังนั้น หากคนไข้เคยทำเด็กหลอดแก้วมาแล้วได้ตัวอ่อนคุณภาพไม่ดี หรือตัวอ่อนมีโครโมโซมผิดปกติเยอะ อาจจะพิจารณาตรวจ Sperm DNA Fragmentation ถ้ามีการแตกหักของ DNA ที่หัวอสุจิเยอะ คุณหมอจะให้คนไข้กลับไปบำรุง ปรับพฤติกรรม ทานวิตามิน และอาจจะพิจารณาใช้ Sperm MACs เพื่อช่วยเลือกอสุจิที่ดีมีการแตกหักของ DNA น้อยที่สุด มาทำ ICSI เพื่อลดปัญหาจากฝ่ายชาย

นอกจากนี้ วิธีที่กล่าวไปแล้ว เมื่อนักวิทย์ฯ เลือกอสุจิ ตอนที่จะทำ ICSI (ฉีดอสุจิเข้าไปในไข่)  นักวิทย์ฯ ก็จะเลือกด้วยตาใต้กล้องจุลทรรศน์อีกครั้ง โดยเลือกจากอสุจิตัวที่วิ่งไปข้างหน้า และรูปร่างปกติที่สุดก่อนจะนำไปผสมกับไข่ต่อไป


4. Sperm MACs คืออะไร ทุกคนควรต้องใช้หรือไม่? 22:20

Sperm MACs เป็นการต่อยอดมาจาก Sperm DNA Fragmentation

เมื่อก่อนการทำเด็กหลอดแก้ว วิธีการผสมอสุจิกับไข่ ใช้วิธี IVF โดยการหยดอสุจิให้เข้าไปเจาะไข่โดยตรง หลังจากนั้นก็พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ โดยการเลือกอสุจิและฉีดเข้าไปในไข่ (ICSI) ในปัจจุบันนี้ นอกจากการทำ ICSI แล้ว ก่อน ICSI ก็มีเทคนิคในการเลือกอสุจิตัวที่ดี ไปผสมกับไข่

Sperm MACs เป็นหนึ่งในวิธีดังกล่าว โดยวิธีการแยกอสุจินั้น ใช้หลักการที่ว่า อสุจิตัวที่ดี มี DNA ปกติ ไม่มีการแตกหักหรือแตกหักน้อย จะมีความต่างศักย์ไฟฟ้า (ขั้วบวก ขั้วลบ) ที่แตกต่างจากอสุจิที่ไม่ดี

Sperm MACs มีลักษณะคล้ายแม่เหล็กที่จะดูดอสุจิที่ไม่ดีติดไว้ที่เครื่อง ส่วนอสุจิที่ผ่านลงไปได้นั้น จะเป็นอสุจิที่ดี มีการแตกหักของ DNA ที่หัวของอสุจิน้อย หลังจากนั้น นักวิทย์จะเลือกอสุจิด้วยตาอีกครั้ง ว่าตัวอสุจินี้มีรูปร่างปกติหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ได้อสุจิที่คุณภาพดีขึ้น

แล้วเราจำเป็นต้องตรวจ DNA Fragmentation (SDF) ในทุกรายหรือไม่ ?

เนื่องจากการตรวจ SDF เป็นการตรวจที่มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น เราสามารถดูคุณภาพของอสุจิจากการตรวจเบื้องต้นทั่วไปก่อน ถ้าจำนวนอสุจิเยอะ %ตัววิ่งดี รูปร่างปกติเยอะ อาจไม่จำเป็นต้องตรวจ SDF  

แต่หาก %รูปร่างของอสุจิปกติต่ำมาก หรือตัววิ่งน้อยมากๆ มักจะสัมพันธ์กับการแตกหักของ DNA ที่หัวอสุจิเยอะ การตรวจ SDF จะช่วยประเมินคุณภาพอสุจิได้ดีขึ้น เพื่อพิจารณาใช้ Sperm MACs เพื่อช่วยให้ได้ตัวอ่อนที่คุณภาพดีขึ้น หรือในกรณีที่คนไข้เคยทำเด็กหลอดแก้วมาแล้ว และฝ่ายหญิงอายุน้อยไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ได้ตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดี เป็นเกรด 2 หรือ 3 มีเศษเซลล์เยอะ หรือพัฒนาไปจนถึงระยะบลาสโตซิสต์น้อย ตรวจโครโมโซมแล้วผิดปกติเยอะ การใช้ Sperm MACs อาจจะช่วยปิดปัญหาของฝ่ายชายได้


5. ตู้เลี้ยงตัวอ่อนอัตโนมัติ (EmbryoScope) ที่มีอยู่ในศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากหลายที่ ควรจะต้องใช้หรือไม่ จำเป็นมากน้อยขนาดไหน? 29:41

โดยปกติแล้ว หลังผสมไข่และอสุจิ ตัวอ่อน จะถูกนำไปเลี้ยงในตู้เลี้ยงตัวอ่อน และนำออกมาตรวจดูการเจริญเติบโต (การแบ่งเซลล์) ในวันที่ 1 3 5 และ 6  ของตัวอ่อน ถ้าตัวอ่อนถูกเอาออกมานอกตู้เลี้ยงบ่อยๆ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น แสง อากาศ ความเข้มข้นของออกซิเจนหรือไนโตรเจน อุณหภูมิ ความกดอากาศ อาจจะมีผลกระทบต่อคุณภาพตัวอ่อน จึงเป็นที่มาของการพัฒนาตู้เลี้ยงตัวอ่อนอัตโนมัติ หรือ EmbryoScope เพื่อลดการรบกวนตัวอ่อนจากการที่ต้องเอาตัวอ่อนออกจากตู้เลี้ยงให้น้อยที่สุด โดยหลังจากทำ ICSI เสร็จ จะใส่ตัวอ่อนเข้าไปใน EmbryoScope แล้วเลี้ยงต่อไป 5-6 วัน แล้วค่อยนำออกมาใส่กลับเข้ามดลูก หรือแช่แข็งไว้

EmbryoScope จะมีกล้องวิดีโอเหมือน CCTV สามารถถ่ายภาพตัวอ่อนไว้ทุกๆ หลักวินาทีและทำออกมาเป็นวิดีโอ ทำให้สามารถดูการพัฒนาของตัวอ่อนได้ ว่าการแบ่งเซลล์เป็นไปตามปกติหรือไม่ เพื่อเอามาช่วยในการพิจารณาเลือกตัวอ่อนที่พัฒนาการปกติ ใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป หรือในกรณีที่มีตัวอ่อนโครโมโซมปกติหลายตัว การดูการแบ่งตัวจาก embryoscope จะช่วยให้เลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดได้


6. ควรต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อนไหม? 35:53

เราจำเป็นต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อนไหม แล้วควรจะตรวจเมื่อไหร่ คุณหมอ ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้ จากข้อมูลของผู้หญิงอายุประมาณ 35 ปี เปอร์เซ็นต์ของตัวอ่อนที่ปกติ จะอยู่ที่ประมาณ 50-60% หมายถึง หากมีตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมทั้งหมด 10 ตัวอ่อน จะมีตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ ประมาณ 5-6 ตัว และถ้าอายุฝ่ายหญิงมากกว่านั้น หรือฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิที่ไม่ดีด้วย % ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติจะยิ่งลดลงไปอีก

ซึ่งจะเห็นได้ชัดมาก เมื่ออายุเกิน 40 ปี อาจจะมีตัวอ่อนปกติแค่ 20% เท่านั้น ดังนั้น การตรวจโครโมโซมจึงช่วยให้เราเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุด ใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์และ ลดระยะเวลาที่ต้องใส่ตัวอ่อนหลายๆ ครั้ง จนกว่าจะเจอตัวอ่อนที่ปกติ

การตรวจโครโมโซมจึงเป็นวิธีเจ็บแต่จบ ในกรณีที่คนไข้อายุเยอะ แม้ว่าตรวจโครโมโซมแล้ว อาจจะไม่มีตัวอ่อนให้ใส่ เพราะมีโอกาสที่จะผิดปกติทั้งหมด คนไข้ก็ไม่ต้องเสี่ยง เพราะถ้าไม่ได้ตรวจแล้วใส่ตัวอ่อนแล้วตั้งครรภ์ แต่เป็นเด็กดาวน์ซินโดรม ก็จะเสียเวลาไปอีกหลายเดือน นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อจิตใจ กว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้ก็เสียเวลาเป็นปี ถึงตอนนั้นอาจจะไม่เหลือไข่ให้กระตุ้นแล้วก็ได้ ดังนั้นการตรวจโครโมโซมเป็นวิธีที่ช่วยเลือกตัวอ่อนที่ดีใส่กลับมดลูก เพื่อย่นระยะเวลาในการท้องให้สั้นที่สุด และลดโอกาสการแท้ง


7. การตรวจโครโมโซม จะทำให้คุณภาพของตัวอ่อนแย่ลงหรือไม่? 39:37

ปัจจุบัน การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนจะทำในตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (ระยะ Day 5 หรือ Day 6) ที่ฟักออกจากเปลือก โดยจะเลือกเฉพาะส่วนที่เป็นเซลล์ของเนื้อรก ดูดออกไปประมาณ 5-7 เซลล์ และจะใช้เลเซอร์ช่วยตัด ส่วนเซลล์ของตัวอ่อนส่วนที่จะเจริญเติบโตไปเป็นส่วนของตัวเด็กในอนาคต จะไม่ถูกรบกวน ตัวอ่อนที่จะตรวจโครโมโซมได้ จะต้องเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี แม้หลังดูดเซลล์ไปตรวจโครโมโซม ผ่านการแช่แข็งและละลายแล้ว ก็ยังมีคุณภาพดี มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ดี ถึงจะถูกเลือกไปตรวจโครโมโซม

ความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์ เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ถ้านักวิทย์ฯ ที่ตรวจมีความชำนาญ ก็แทบจะไม่มีผลเสียต่อคุณภาพของตัวอ่อนเลย

นอกจากนั้นเซลล์ที่เป็นส่วนเนื้อรก ที่จะถูกดูดออกไปตรวจ มีจำนวนมากเป็นหลักร้อยเซลล์ จะถูกดึงไปตรวจประมาณ 5-7 เซลล์ จึงแทบไม่ได้ผลอะไรต่อตัวอ่อน ดังนั้นถ้านักวิทย์มีความเชี่ยวชาญการทำ Biopsy หรือการตรวจโครโมโซม ร่วมกับตัวอ่อนที่คุณภาพดี ก็ไม่ต้องกังวลเลยว่า การตรวจโครโมโซม จะทำให้คุณภาพของตัวอ่อนลดลง


8. ถ้ามีตัวอ่อนที่ดีหลายๆ ตัว จะเลือกตัวอ่อนตัวไหนใส่ก่อนดี? 42:15

เลือกตัวที่สวยที่สุด หรือถ้าในกรณีที่ตรวจโครโมโซม ก็ให้เลือกตัวที่โครโมโซมปกติก่อน ถ้ามีตัวที่โครโมโซมปกติหลายตัวก็จะเลือกจากเกรด

การ Grading คุณภาพของตัวอ่อน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้หลักการแบบไหน แต่ที่ Superior A.R.T. นักวิทย์ของเราจะใช้ตัวอักษรแบ่งเป็น 3 เกรด คือ

A – มีจำนวนเซลล์มาก เห็นเซลล์ชัดเจน เกาะกลุ่มแน่น
B – เซลล์อยู่ในระดับที่ดี เยอะประมาณหนึ่ง
C – มีจำนวนเซลล์น้อย เรียงตัวกันไม่สม่ำเสมอ

ถ้าตัวอ่อนดีมากๆ จะเป็นเกรด AA, AB หรือถ้ากลางๆ ถึงดี จะเป็นเกรด BB ถัดลงมา คือเกรด BC ซึ่งเวลาเลือกตัวอ่อนมาตรวจโครโมโซม จะต้องมีเซลล์ในส่วนที่จะกลายเป็นตัวเด็ก (Inner cell mass) เห็นชัดเจน ถ้าส่วนของตัวเด็กเป็นเกรด C ไม่ควรนำมาตรวจโครโมโซม เพราะถ้าใส่ตัวอ่อนนั้นแล้วท้อง จะมีความเสี่ยงสูงที่ท้อง แต่ไม่มีตัวเด็ก หรือท้องลม (Blighted ovum) ได้


สรุปก็คือจะเลือกตัวอ่อนจาก..

  1. โครโมโซม
  2. Grading ทั้งส่วนของเซลล์ที่เป็นตัวเด็ก และส่วนเนื้อรก
  3. ตัวอ่อนระยะ Day 5 หรือถ้าไม่มีถึงจะเลือกตัวอ่อน Day 6
  4. เลือกระยะ Hatching Blastocyst ดีกว่า Fully Hatched Blastocyst

โดยระยะ Hatching Blastocyst ยังมีเปลือกไว้ปกป้องตัวเอง ในขั้นตอนการแช่แข็งตัวอ่อน  จะมีผลทำให้น้ำออกจากเซลล์ ตัวอ่อนก็จะแฟบลงและหดกลับเข้าไปในเปลือก เมื่อละลาย น้ำจะกลับเข้าไปในเซลล์ ตัวอ่อนจะฟูขึ้น ถ้ายังมีเปลือกที่เป็นเหมือนเกราะกำบัง น้ำยาแช่แข็งหรือละลาย จะไม่โดนเซลล์ของตัวอ่อนโดยตรง ดังนั้น %ของเซลล์ตัวอ่อนที่กลับมาดี (Survival rate) หลังจากที่ละลายของตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst ส่วนใหญ่จะดีกว่าระยะ Fully Hatched Blastocyst

ส่วน Fully Hatched Blastocyst แม้ว่าจะโตเร็วแต่ออกมาจากเปลือกแล้ว บางครั้งก็มีบ้างที่หลังละลายแล้วคุณภาพไม่ดีเหมือนก่อนละลาย นอกจากนี้ คุณภาพของตัวอ่อนก่อนแช่แข็ง ก็สามารถบ่งบอก คุณภาพตัวอ่อนหลังละลายได้ดีพอสมควร ถ้าตัวอ่อนก่อนแช่แข็ง ไม่ค่อยสวย โดยเฉพาะถ้าเป็นตัวอ่อนวันที่ 6 และเป็น ระยะที่ฟักออกจากเปลีอกหมดแล้ว full-hatched blastocyst ก็มีความเสี่ยงที่หลังละลายแล้ว คุณภาพอาจจะลดลง ไม่สวยเหมือนก่อนแช่แข็งได้ ทำให้โอกาสท้องลดลง


ครบแล้วกับ 8 คำถามยอดฮิต 👩🏻‍⚕️💬หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถฝากไว้ได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : Embryologist Day 25 July

Happy Embryologist Day

Happy Embryologist Day!

เนื่องในวันสำคัญ Embryologist Day Superior A.R.T. ขอร่วมแสดงความขอบคุณและชื่นชมจากใจ ❤️ ให้กับ “นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน” (Embryologist) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนไข้ทุกท่าน ที่ได้กลับบ้านพร้อมเบบี๋ตัวน้อย 👶🏼❤️

ในโอกาสพิเศษนี้ เราขอพาไปชมเบื้องหลังการทำงานในห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน ตั้งแต่กระบวนการแรก จนถึงการเกิดของตัวอ่อน เพื่อให้เห็นว่า กว่าชีวิตเล็กๆ หนึ่งชีวิตจะเริ่มต้นได้นั้น ผ่านขั้นตอนใดบ้าง 

ทีม Embryologist ของเราทำงานทุ่มเทใส่ใจ เพื่อเปลี่ยน “ความหวัง” ให้กลายเป็น “ชีวิต” และส่งต่อ “ความสุข” ให้คู่รักมากมายได้เป็นคุณพ่อคุณแม่อย่างที่ตั้งใจ

📅 Fun Fact: วันที่ 25 กรกฎาคมของทุกปี คือ Embryologist Day ซึ่งตรงกับวันเกิดของ Louise Brown — เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก ที่เกิดเมื่อปี 1978 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยาก


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : รังไข่เสื่อมก่อนวัย! จะมีลูกได้ไหม

ถามหมอกับหมอจิว : รังไข่เสื่อมก่อนวัย มีลูกได้มั๊ย

คุณอายุ 30 ปี … แต่รังไข่ของคุณ อายุ 50 ปีแล้วหรือไม่?


“รังไข่เสื่อมก่อนวัย” คือ ภาวะที่รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันควร ซึ่งไม่ได้เกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่ทำให้รังไข่ “แก่ก่อนวัย” ได้ แล้วหากเกิดภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ทางออกในการมีลูกคืออะไร จะยังมีโอกาสมีลูกได้อยู่ไหม? 🤔

วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาตอบอธิบายให้ฟังกันค่ะ 😊


🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : กลุ่มไหนบ้างที่มาคัดกรองลูกปลอดโรคที่ Superior A.R.T.

นักวิทย์ อยากเล่า : การคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน กลุ่มไหนบ้างที่มาคัดกรองลูกปลอดโรค

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า

การคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน คือ หนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรที่แข็งแรง ปลอดจากโรคทางพันธุกรรม ซึ่งที่ Superior A.R.T. เรามีหลายครอบครัวที่เข้ามาคัดกรองลูกน้อยให้ปลอดโรค โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

ดร.เก๋ เกษร 👩🏻‍🔬 ผู้จัดการห้องปฏิบัติการด้านพันธุศาสตร์ จะมาเล่าให้ฟังว่าทั้ง 3 กลุ่มที่ว่านี้คือใครบ้างค่ะ


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.55 ❝ทำหมันแล้ว แต่อยากมีลูก จะทำอย่างไร❞


คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ให้ความรู้ในหัวข้อ ❝ทำหมันแล้ว แต่อยากมีลูก จะทำอย่างไร❞ พร้อมไขข้อข้องใจ การทำหมันในฝ่ายหญิง และฝ่ายชายคืออะไร แล้วสามารถแก้หมันได้ไหม หรือมีแนวทางการรักษาใดบ้างที่จะช่วยให้มีลูกได้อีกครั้ง


2:09 การทำหมัน

คือการคุมกำเนิดแบบถาวร เมื่อทำไปแล้ว โอกาสที่จะแก้แล้วกลับมาตั้งครรภ์ได้ค่อนข้างที่จะยาก แต่ก็สามารถทำการต่อหมันได้


2:26 คนไข้จะมีลูกได้อย่างไร ในกรณีที่ทำหมันไปแล้ว?

ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยจะแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้


2:45 1. การทำหมันหญิง

โดยทั่วไปจะตัดบริเวณท่อนำไข่ส่วนกลาง และจะผูกปลายทั้ง 2 ด้าน ทำให้ท่อนำไข่ไม่สามารถทำหน้าที่ในการนำเซลล์ไข่มาปฏิสนธิกับอสุจิแล้วเคลื่อนตัวไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้

ในกรณีที่ผู้หญิงที่ทำหมันแล้วเกิดเปลี่ยนใจในอนาคต เช่น แต่งงานใหม่ หรือเปลี่ยนแผนอยากจะมีลูกอีกครั้ง บางคนอาจจะต้องการต่อหมัน ซึ่งต้องพิจารณาจากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ปกติคนที่ทำหมันหญิงแนวทางที่จะมีลูกในอนาคตแบ่งเป็น 2 วิธี คือการต่อหมันใหม่ และการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ซึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงว่าสามารถต่อหมันหญิงได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาทั้งด้านฝ่ายชายและหญิง

  1. ปัจจัยทางฝ่ายชาย ได้แก่
    • ผลน้ำเชื้ออสุจิอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี แนะนำให้ทำ ICSI
    • ผลน้ำเชื้ออสุจิยังดีอยู่ อาจจะมีข้อบ่งชี้ในการต่อหมันได้
  2. ปัจจัยทางฝ่ายหญิง ได้แก่
    • อายุ โอกาสการตั้งครรภ์ในผู้หญิงลดลงอย่างมากตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 35 หรือ 38 ปีขึ้นไป โอกาสการตั้งครรภ์จะลดลงอย่างชัดเจน ฉะนั้นผู้หญิงที่อายุค่อนข้างเยอะ โอกาสที่จะตั้งครรภ์สำเร็จหลังจากต่อหมันจะค่อนข้างต่ำ คุณหมอจึงแนะนำว่าให้ไปทำ ICSI ไม่แนะนำให้ต่อหมันในคนไข้ที่อายุเกิน 38 ปี
    • การทำงานของรังไข่ ยังสามารถผลิตไข่ หรือยังมีไข่คงเหลืออยู่ในรังไข่มากน้อยแค่ไหน โดยการประเมินรังไข่สามารถดูได้จากค่าต่างๆ เช่น การตรวจค่า AMH ฮอร์โมนจากรังไข่ที่ช่วยบอกว่ารังไข่มีไข่มากน้อยแค่ไหน โดยเกณฑ์ที่ค่อนข้างดีจะอยู่ที่ 1.5-2 ขึ้นไป แต่ถ้าน้อยกว่า 1 อาจจะแปลว่าในรังไข่เหลือไข่น้อย การที่จะต่อหมันแล้วรอให้ตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ อาจจะไม่ดีเท่าไร จึงแนะนำให้ทำ ICSI
    • ท่อนำไข่ ต้องดูว่าท่อนำไข่ส่วนที่เหลือเป็นอย่างไร ถ้าท่อนำไข่มีพังผืด มีช็อกโกแลตซีสต์ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีพังผืดในช่องท้องเยอะ โอกาสในการต่อหมันสำเร็จก็จะค่อนข้างต่ำ คุณหมอก็แนะนำให้ข้ามไปทำ ICSI เช่นกัน

สรุปก็คือ ในผู้หญิง แนวทางการรักษาในกรณีที่เคยทำหมันไปแล้วมี 2 ทาง คือการต่อหมัน หรือการทำ ICSI ซึ่งการต่อหมันเหมาะสำหรับคนไข้ที่อายุน้อย ยังมีไข่เยอะ ตรวจค่า AMH และ AFC แล้วยังค่อนข้างสูง และไม่มีรอยโรคในช่องท้อง (ไม่มีพังผืดในช่องท้อง ไม่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ไม่มีบริเวณอื่นของท่อนำไข่ที่อุดตัน) ก็สามารถต่อหมันได้

หากนอกเหนือจากนี้ หรือฝ่ายชายมีปัญหาด้วย คุณหมอแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว หรือทำ ICSI ไปเลย


7:14 2. การทำหมันชาย

คือการผ่าตัดโดยการตัดและผูกบริเวณท่อนำอสุจิ

แนวทางการรักษาถ้าต้องการมีลูกอีกในอนาคต ก็มี 2 วิธีเช่นกัน คือ การต่อหมัน หรือการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ทาง คือการพิจารณาฝ่ายหญิง และการพิจารณาฝ่ายชาย โดยฝ่ายหญิงพิจารณาเรื่องอายุ มีไข่ตั้งต้นเหลือน้อย ค่า AMH น้อย หรือฝ่ายหญิงมีรอยโรคในช่องท้องทำให้มีลูกยาก ทำให้โอกาสที่การต่อหมันชายจะประสบความสำเร็จอาจจะค่อนข้างต่ำ เพราะฝ่ายหญิงมีปัญหา คุณหมอแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว หรือทำ ICSI ไปเลย

แต่หากฝ่ายหญิงยังอายุน้อย ท่อนำไข่ดี ไข่ตกปกติสม่ำเสมอ จะกลับมาดูที่ฝ่ายชาย ซึ่งการทำหมันชายจะมีลักษณะที่แตกต่างจากการทำหมันหญิงที่ระยะเวลานับจากวันที่ทำหมัน จนถึงวันที่ตัดสินใจจะต่อหมัน ค่อนข้างมีผลต่อโอกาสสำเร็จ

จากข้อมูลอัตราการสำเร็จในคนไข้ที่ต่อหมันชาย

การต่อหมันชายหลังจากที่ทำหมันในระยะเวลาน้อยกว่า 3 ปี โอกาสสำเร็จจะค่อนข้างสูงประมาณ 97% ที่ท่อนำอสุจิจะกลับมาต่อได้ปกติ และโอกาสการตั้งครรภ์อยู่ที่ประมาณ 79%

หากระยะเวลาเป็น 3-8 ปี โอกาสสำเร็จจะเหลือแค่ 88% และโอกาสการตั้งครรภ์เหลือ 53%

หากนานกว่า 8 ปี โอกาสสำเร็จจะอยู่ที่ 79% และโอกาสการตั้งครรภ์จะเหลือ 44%

หรือหากนานกว่านั้น โอกาสสำเร็จจะเหลือแค่ 70% และโอกาสการตั้งครรภ์เหลือ 30%

เห็นได้ว่าระยะเวลาหลังจากที่ทำหมันค่อนข้างมีผลต่อโอกาสที่จะสำเร็จในผู้ชาย หมายความว่าถ้านับจากวันที่ทำหมันไปแล้ว จนมาตัดสินใจที่จะต่อหมัน หากระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน โอกาสที่จะต่อหมันสำเร็จจะค่อนข้างต่ำ จึงไม่แนะนำให้ต่อหมัน

ซึ่งก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะต่อหมันชายหรือทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องประเมินก่อนว่าอัณฑะยังสามารถสร้างเซลล์อสุจิได้หรือไม่ โดยการวัดขนาดของลูกอัณฑะว่าขนาดยังปกติอยู่ไหม เล็กหรือฝ่อไปหรือไม่ และการเจาะเลือดดูฮอร์โมนเพศชาย อย่างเทสโทสเตอโรนและฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง (FSH) ซึ่งการตรวจฮอร์โมนและการตรวจลูกอัณฑะจะบอกว่าได้อัณฑะยังมีศักยภาพที่สามารถสร้างเซลล์อสุจิได้หรือไม่ ถ้ายังมีศักยภาพก็จะพิจารณาต่อว่าเราจะต่อหมันไหม หรือนำอสุจิไปทำเด็กหลอดแก้ว รวมกับพิจารณาปัจจัยอื่นๆ แต่ถ้าประเมินทุกอย่างแล้วคิดว่าอัณฑะไม่สามารถสร้างอสุจิได้แล้ว จะแนะนำให้ใช้อสุจิบริจาค

หากระยะเวลาที่ทำหมันผ่านไปค่อนข้างนาน โอกาสสำเร็จค่อนข้างต่ำ หรือผู้หญิงมีปัญหาแล้วต้องทำ ICSI ขั้นตอนต่อไปที่จะทำคือการเก็บอสุจิออกมา ซึ่งผู้ชายที่ทำหมันไปแล้ว อสุจิจะไม่สามารถผ่านท่อนำอสุจิออกมาภายนอกได้ ก็จะทำการเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง หรือเก็บจากท่อส่วนต้นเพื่อให้ได้อสุจิมาทำ ICSI


11:59 การเก็บอสุจิมาทำ ICSI มีวิธีไหนบ้าง?

มีอยู่ 3 วิธีหลักๆ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งว่าจะนำอสุจิมาจากตรงไหน

ในคนไข้ที่ทำหมันแล้ว จะมีการผูกและตัดบริเวณท่อนำอสุจิ ฉะนั้นถ้าอัณฑะยังสร้างอสุจิได้ อสุจิจะอยู่บริเวณลูกอัณฑะหรือท่อพักอสุจิ (Epididymis) ซึ่งการเก็บอสุจิจะเก็บได้จาก 2 ตำแหน่ง คือบริเวณท่อพักอสุจิ ซึ่งเป็นกระเปาะ และบริเวณลูกอัณฑะ 

  1. การเก็บอสุจิจากบริเวณกระเปาะด้วยวิธี PESA จะเจาะเข็มเข้าไปที่บริเวณกระเปาะนี้ และดูดเอาน้ำออกมา เมื่อนำไปตรวจจะพบว่ามีตัวอสุจิ โดยโอกาสที่จะได้ตัวอสุจิจากการดูดน้ำบริเวณนี้อยู่ที่ 40-70%
  2. การเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะ โดยการใช้เข็มเจาะดูดจากลูกอัณฑะ โอกาสที่จะได้ตัวอสุจิจากการดูดน้ำบริเวณนี้อยู่ที่ 40-70% เช่นกัน
  3. การทำ TESE เป็นการผ่าตัดโดยการลงแผลเล็กๆ ประมาณ 5 มม. บริเวณถุงหุ้มอัณฑะและลงแผลบริเวณลูกอัณฑะ เพื่อเก็บเซลล์ภายในลูกอัณฑะออกมาโดยตรง เซลล์นี้จะเรียกว่าท่อ seminiferous tubule หลังจากนั้นจะนำท่อนี้ไปดูในห้องปฏิบัติการเพื่อหาตัวอสุจิออกมา ซึ่งตัวอสุจิที่ได้จากลูกอัณฑะจะนำไปเข้าสู่กระบวนการทำ ICSI ต่อไป

โดยทั่วไปโอกาสการตั้งครรภ์จากการทำ ICSI เป็นไปตามอายุของผู้หญิงอย่างมาก ฉะนั้นหากอายุค่อนข้างเยอะ หรือเกิน 35-38 ปีขึ้นไป คุณหมอแนะนำให้รีบเข้ามาปรึกษา เพราะโอกาสการตั้งครรภ์ลดลงตามอายุอย่างมาก เวลาเป็นของมีค่า ถ้าปล่อยให้ผ่านไปโอกาสการตั้งครรภ์อาจจะลดลงจนไม่มีโอกาสจะตั้งครรภ์แล้ว ถ้าอายุมากไป กระตุ้นไข่ไปแล้วเก็บไข่ไม่ได้ หรือได้ตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดี อาจจะลงเอยด้วยการใช้ไข่บริจาค


16:17 ทำหมันแล้วต่อหมัน เมื่อไรจะท้อง?

ในกรณีของผู้หญิงที่ทำหมันไปแล้ว เมื่อต่อใหม่ ท่อนำไข่จะสามารถต่อได้ตามปกติ ถ้าสามารถตกไข่ได้ตั้งแต่รอบเดือนแรก ก็มีโอกาสจะตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ในรอบเดือนแรก แต่หากหลังต่อหมันเกิน 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นไป แล้วยังไม่ตั้งครรภ์อาจจะต้องประเมินว่าท่อนำไข่ที่ต่อมีการกลับมาตีบหรือตันเหมือนเดิมหรือไม่ ทำให้ไม่ตั้งครรภ์ อาจจะต้องฉีดสีดูว่าท่อนำไข่ตันหรือไม่ ถ้าตันอาจจะต้องข้ามไปทำ ICSI

ส่วนผู้ชาย หลังจากการต่อหมันก็ลักษณะเดียวกัน คือถ้าอัณฑะยังสามารถสร้างอสุจิได้อยู่ ก็สามารถจะผ่านที่ต่อไปแล้วออกมาได้เลย ถ้ารอ 6 เดือน ถึง 1 ปี แล้วยังไม่ตั้งครรภ์ อาจจะต้องดูว่าท่อนำอสุจิตันหรือไม่ แต่ของผู้ชายสามารถตรวจได้จากการตรวจน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาว่าพบตัวอสุจิไหม ถ้าพบแปลว่าการต่อหมันสามารถกลับมาต่อได้ตามปกติ แต่ถ้าเจอตัวอสุจิแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ อาจจะต้องดูปัจจัยอื่นที่ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ไหม ถ้ามีก็ต้องแก้ปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุด้วย


18:35 คนไข้ที่เป็นโรคไต หรือกินยาบางประเภท มีผลต่อตัวอสุจิไหม?

โดยทั่วไป ในคนไข้ที่เป็นโรคไต พอมีของเสียในร่างกายคั่ง จะส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย รวมถึงระบบสืบพันธุ์ ทั้งในผู้หญิง เรื่องการตกไข่ คุณภาพไข่ที่ไม่ดี และผู้ชายคือเรื่องการสร้างอสุจิที่อาจจะสร้างได้ไม่ดี อสุจิมีปัญหาเรื่อง DNA สูงขึ้น บางคนที่เป็นโรคไตระยะสุดท้ายอาจจะไม่มีตัวอสุจิผลิตออกมาจากลูกอัณฑะเลย ส่วนหลังจากปลูกถ่ายไตไปแล้ว บางคนอาจจะได้ยากดภูมิ ซึ่งยากดภูมิในคนไข้ที่ปลูกถ่ายไตมีหลายชนิด บางชนิดอาจจะมีผลต่อลูกอัณฑะในการสร้างตัวอสุจิ ทำให้คุณภาพตัวอสุจิลดลง หรือไม่มีตัวอสุจิที่หลั่งออกมาได้เลย จึงต้องดูว่าคนไข้ใช้ยาอะไรบ้าง ยาบางประเภทถ้ามีผลอาจจะต้องหยุดก่อน หรือเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่น และต้องรออย่างน้อย 3 เดือน เพราะรอบของการสร้างตัวอสุจิใช้เวลาประมาณ 3 เดือน


20:12 เมื่อต่อหมันแล้วมีโอกาสท้องนอกมดลูกไหม?

การต่อหมันคือการต่อท่อนำไข่ส่วนต้นกับส่วนปลาย ซึ่งจะเกิดแผล ไม่เหมือนท่อนำไข่ที่สุขภาพดีเหมือนเดิม ถ้าต่อได้ แล้วไข่สามารถเดินทางได้ปกติ ก็ไม่มีปัญหา

แต่บางครั้งแผลบริเวณนั้นทำให้ไข่ไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ แล้วไปติดอยู่บริเวณนั้น ทำให้เกิดการท้องนอกมดลูก ซึ่งยังไม่มีวิธีป้องกัน การต่อหมันจึงมีโอกาสท้องนอกมดลูกสูงขึ้นประมาณ 4-8% ถ้าเทียบกับการทำ ICSI โอกาสการท้องนอกมดลูกจะอยู่ที่ประมาณ 1-2% เท่านั้น

👩🏻‍⚕️💬 หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ ICSI สามารถเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้ที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ทำ IVF / ICSI อย่างเดียวเพียงพอไหม

ถามหมอกับหมอนิ : IVF / ICSI อย่างเดียวเพียงพอไหม

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

IVF / ICSI หรือการทำเด็กหลอดแก้ว เหมาะกับคู่ไหนบ้าง และควรรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้วเพียงอย่างเดียว หรือควรทำร่วมกับการตรวจโครโมโซม และในกรณีใดบ้างที่จำเป็นต้องตรวจยีนร่วมด้วย?

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กันค่ะ 😊


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.54 ❝รังไข่เสื่อม มีลูกได้ไหม❞


ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (Primary ovarian insufficiency) คืออะไร จะมีลักษณะอาการอะไรบ่งบอก แล้วส่งผลกระทบอะไรบ้าง ❝รังไข่เสื่อม มีลูกได้ไหม❞

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ 👩🏻‍⚕️💬


1:30 รังไข่เสื่อม

หมายถึง รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยที่ควรจะเป็น ปกติรังไข่จะหยุดทำงานช่วงอายุประมาณ 48-50 ปี

ในผู้หญิงที่รังไข่เสื่อม การทำงานของรังไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ แทนที่จะยังสามารถมีบุตรได้จนถึงอายุ 48-50 ปี กลับมีโอกาสที่จะมีลูกในช่วงอายุที่สั้นกว่านั้น

ซึ่งรังไข่เสื่อม ไม่ได้มีความหมายตรงกับภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย รังไข่เสื่อมเป็นคำที่พูดคุณหมอพูดเพื่อเตือนคนไข้ว่าตอนนี้ฟองไข่ที่เห็นของคนไข้มีจำนวนน้อยกว่าที่ควรตามอายุนั้นๆ อาจจะมีรังไข่เสื่อม ส่วนรังไข่เสื่อมก่อนวัยจะเป็นชื่อโรค ซึ่งการจะบอกว่าคนไข้เป็นโรคนี้ จะต้องมีเกณฑ์การวินิจฉัยที่ชัดเจนร่วมด้วย

โดยปกติแล้วรังไข่จะหยุดทำงานที่อายุเฉลี่ยประมาณ 48-50 ปี หากเป็นโรครังไข่เสื่อมก่อนวัย รังไข่จะหยุดทำงานที่ก่อนอายุ 40 ปี ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย ตรวจหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ร่วมกับการรักษา เพื่อป้องกันภาวะความเสี่ยงที่จะเกิดตามมาในอนาคต

ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยมีผลต่อสุขภาพและการมีบุตร ตามธรรมชาติแล้วหากรังไข่ยังทำงานอยู่ รังไข่จะผลิตฟองไข่ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ รวมถึงผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในร่างกาย เช่น เกี่ยวกับมวลกระดูก ความจำ สมอง หลอดเลือดและหัวใจ หากรังไข่เสื่อมก่อนวัย ฮอร์โมนเพศหญิงก็จะลดลง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพตามมา


4:13 รู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย?

หากเป็นช่วงแรกหรือยังเป็นไม่รุนแรงมาก โดยทั่วไปมักจะไม่มีอาการใดๆ อาจจะทราบเมื่อวางแผนจะมีลูก เมื่อคุณหมอทำอัลตราซาวด์แล้วไม่เห็นฟองไข่ หรือเจาะเลือดตรวจฮอร์โมนแล้วคุณหมอสงสัยว่าเป็นรังไข่เสื่อมก่อนวัย

สำหรับกรณีที่มีอาการ ก็จะสังเกตได้จากประจำเดือนเป็นหลัก โดยเกณฑ์ในการวินิจฉัย ไม่ได้ดูที่ปริมาณประจำเดือนมามากหรือน้อย แต่จะดูที่ระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือน ซึ่งผู้หญิงที่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ส่วนใหญ่แล้วประจำเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอ ระยะห่างระหว่างรอบอาจจะสั้นบ้างยาวบ้าง โดยทั่วไปแล้วรอบประจำเดือนจะประมาณ 31 วัน หรือบวกลบ 7 วัน จะอยู่ที่ 24-38 วัน หากมีรอบสั้นหรือยาวกว่านี้ ประกอบกับการมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่าเสี่ยงเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย อย่างไรก็ตาม การที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ก็อาจมีสาเหตุที่เกิดจากอีกหลายโรคได้เช่นกัน หากมีอาการผิดปกติ แนะนำให้มาพบคุณหมอและปรึกษาว่ามีความเสี่ยงจะเป็นรังไข่เสื่อมก่อนวัยหรือไม่

นอกจากนั้นในคนที่มีภาวะรังไข่เสื่อมรุนแรงมาก อาจจะมีอาการหงุดหงิดง่ายเหมือนกับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง ปกติแล้ววัยทองอายุเฉลี่ยประมาณ 48-50 ปี ก็จะมีอาการหงุดหงิดง่ายช่วงอายุนั้น แต่ถ้ารังไข่เสื่อมรุนแรงคนไข้อาจจะมีอาการในช่วงอายุประมาณ 30 หรือ 40 ปี หรือช่วงที่รังไข่หยุดทำงานนั่นเอง หากสงสัยก็แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอ โดยจะคุณหมอจะวินิจฉัยจากอาการร่วมกับการตรวจเลือด ซึ่งดูค่าฮอร์โมนเพศหญิง คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่สร้างจากรังไข่ และฮอร์โมน FSH ที่สร้างมาจากต่อมใต้สมอง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นรังไข่ให้ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน หากรังไข่หยุดทำงานก่อนวัยหรือเสื่อมก่อนวัย ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีระดับต่ำ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองหรือ FSH ก็จะมีค่าสูงกว่าปกติ โดยคุณหมอจะเจาะเพื่อเป็นการยืนยัน 2 ครั้ง ก่อนที่จะวินิจฉัยว่ารังไข่เสื่อม โดยจะแจ้งคนไข้ว่าเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนก่อนวัย และมีโอกาสมีบุตรยากตามมา

อีกหนึ่งฮอร์โมนที่จะช่วยบอกเรื่องการทำงานของรังไข่ได้ก็คือฮอร์โมน AMH สำหรับผู้หญิงรักษาภาวะมีบุตรยาก หรือกำลังวางแผนจะมีลูกน่าจะรู้จักฮอร์โมนตัวนี้ ซึ่งเป็นการดูตั้งต้นว่ารังไข่ทำงานจะมีฟองไข่มากน้อยแค่ไหน โดยปกติแล้วฮอร์โมน AMH จะ Report เป็นช่วงอายุ ฮอร์โมน AMH จึงมีระยะค่อนข้างกว้างมาก ซึ่งในบางงานวิจัยจะมีบอกว่าอายุเท่านี้ ฮอร์โมน AMH ควรจะอยู่ประมาณเท่าไหร่

ในปัจจุบัน ฮอร์โมน AMH มีการนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น คุณหมอจึงดูค่านี้และอ้างอิงจากเกณฑ์ตามอายุ ปกติแล้วถ้าค่า AMH สูง แปลว่าการทำงานของรังไข่จะยังดี มีฟองไข่เยอะอยู่ แต่ถ้าค่า AMH ต่ำ แปลว่าการทำงานของรังไข่เริ่มไม่ดี เริ่มเสื่อมลง


9:05 ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยมีสาเหตุจากอะไร?

ส่วนใหญ่จะไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งคุณหมอจะรักษาตามผลกระทบที่ตามมาจากภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย แต่ในกรณีที่ทราบสาเหตุก็จะรักษาตามโรค เช่น ภูมิคุ้มกันตัวเองบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็น SLE หรือโรคไทรอยด์ โรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ซึ่งจะต้องมีคุณหมอเฉพาะทางที่รักษาโรคนี้ด้วย

อีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้ คือ สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น สูบบุหรี่ ได้รับสารเคมี ยาฆ่าแมลง ทำงานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี รวมไปถึงพวกโลหะหนัก ซึ่งทั้งหมดนี้มีความเสี่ยงที่อาจจะทำให้การทำงานของรังไข่ลดลงได้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของโครโมโซม หรือสารพันธุกรรมภายในร่างกาย ซึ่งโรคที่ทำให้เกิดภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยที่เจอได้ คือ Fragile X syndrome และ Turner Syndrome ที่โครโมโซม X หายไปทั้งแท่ง หรือเป็นแบบ Mosaic บางเนื้อเยื่อมีโครโมโซมที่ปกติ แต่บางเนื้อเยื่อมีโครโมโซม X หายไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนไข้จะมาด้วยเรื่องหมดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อตรวจโครโมโซมก็อาจจะเจอว่าเป็นโครโมโซมผิดปกติได้

แต่ที่พบเจอได้บ่อยในปัจจุบัน คือการรักษาโรคที่เกี่ยวกับการผ่าตัดรังไข่ หรือการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเส้นเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือมดลูก ทำให้การทำงานของรังไข่ลดลงเร็วกว่าปกติ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่เคยผ่าตัดที่มีการทำงานของรังไข่ที่ดีกว่า

อีกทั้งปัจจุบัน มีการตรวจพบโรคมะเร็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งทางเลือด ที่จะต้องได้รับเคมีบำบัด ซึ่งออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย อาจจะส่งผลต่อการทำงานของรังไข่ลดลงหรือเสื่อมลงเร็วกว่าปกติได้


13:09 ทำอย่างไรให้ฟองไข่เสื่อมน้อยลง เสื่อมช้าลง หรือให้เสื่อมลงตามอายุ?

หนึ่งในสาเหตุที่ทำทำให้รังไข่เสื่อมก่อนวัย ก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมี หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้รังไข่เสื่อมลงเร็ว คุณหมอแนะนำว่าให้ดูแลตัวเอง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีนและธัญพืช งดอาหารหวาน หรืออาหารประเภทไขมัน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลเสียต่อร่างกาย และหากไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดอาจจะอุดตัน และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่ก็อาจจะมีปัญหาได้เช่นกัน

รวมไปถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มเส้นเลือด และเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะบริเวณรังไข่หรืออวัยวะสืบพันธุ์ ช่วยให้ความเสื่อมของรังไข่อาจจะน้อยลง

หากรังไข่เสื่อมแล้ว คุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย การรักษาก็คือให้ดูแลสุขภาพโดยรวม และจะพิจารณาการให้ฮอร์โมนเพื่อทดแทนฮอร์โมนที่ขาดหายไป ที่จะช่วยเรื่องหลอดเลือด ความจำ สมอง และกระดูกด้วย


15:09 ฮอร์โมนเสริมช่วยเรื่องการมีลูกหรือไม่?

ฮอร์โมนที่คุณหมอให้เป็นการทดแทนฮอร์โมนที่หายไป แต่การทำงานของรังไข่จะไม่ได้ดีขึ้น ดังนั้นรังไข่ก็ยังจะผลิตฟองไข่น้อยเหมือนเดิม ตามทฤษฎีแล้วแม้ว่ารังไข่จะหยุดทำงาน หรือเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ก็มีรายงานว่าสามารถตั้งครรภ์ได้ เพียงแต่มีโอกาสตั้งครรภ์น้อยกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้มีภาวะรังไข่เสื่อม โดยจะมีโอกาสตั้งครรภ์อยู่ที่ประมาณ 2-5% เพราะปกติการที่จะตั้งครรภ์ได้ ต้องมีการตกไข่ ถ้าใน 1 เดือนไข่ตก 1 ใบ หากรังไข่ทำงานดีมีฟองไข่ตก ก็อาจจะมีโอกาสตั้งครรภ์เดือนละ 1 ครั้ง

สำหรับผู้หญิงที่รังไข่เสื่อม การทำงานของรังไข่ไม่ดี ในช่วง 1-3 เดือน ไข่อาจจะยังไม่ตก หรือคุณภาพฟองไข่อาจจะไม่ดี ใน 1 ปีอาจจะมีไข่ตกเพียง 4 ครั้ง โอกาสตั้งครรภ์ก็จะน้อยลง นอกจากนี้การทำงานของรังไข่ที่เสื่อมลง คุณภาพฟองไข่ก็จะลดลงไปด้วย และแม้จะมีไข่ตกแต่คุณภาพฟองไข่อาจจะไม่ได้ดีเทียบเท่ากับฟองไข่ที่มาจากรังไข่ที่ทำงานปกติ


16:49 สรุปแล้ว รังไข่เสื่อมสามารถมีลูกได้หรือไม่?

ถ้าตามธรรมชาติมีโอกาสมีลูกได้ แต่เปอร์เซ็นต์ค่อนข้างน้อยประมาณ 2-5%

สำหรับผู้หญิงที่รังไข่เสื่อม การทำงานของรังไข่น้อย ควรต้องรีบ เพราะหากรอต่อไปการทำงานของรังไข่ก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆ โอกาสที่จะได้จำนวนฟองไข่และฟองไข่ที่คุณภาพดีก็จะน้อยลง

ในกรณีที่ยังไม่ได้แต่งงาน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และไม่แน่ใจว่าเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยหรือไม่ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอเพื่อวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ โดยคุณหมออาจจะแนะนำให้ฝากไข่และเก็บฟองไข่แช่แข็งไว้ก่อนที่รังไข่จะหยุดทำงาน เพื่อให้สามารถวางแผนมีลูกในอนาคตได้

หรือในกรณีที่แต่งงานแล้ว และเคยปรึกษาคุณหมอว่ามีภาวะรังไข่เสื่อม กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วอาจเป็นการเพิ่มโอกาส เนื่องจากว่าเป็นการกระตุ้นฟองไข่ และเก็บฟองไข่มาปฏิสนธิกับอสุจิภายนอก หากได้ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีก็จะย้ายกลับเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ที่สูงกว่าแบบธรรมชาติ

โดยสรุปก็คือหากมีอาการประจำเดือนผิดไม่ปกติ รอบสั้นบ้างรอบยาวบ้าง มาไม่สม่ำเสมอ หรือเริ่มมีอาการหงุดหงิดง่าย ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวัยที่จะหมดประจำเดือน อาจจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่ามีภาวะรังไข่เสื่อมหรือไม่ และควรหันมาดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานวิตามินบำรุงเสริม เพื่อเป็นการชะลอการเสื่อมของรังไข่

👩🏻‍⚕️💬 หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ IUI สามารถเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้ที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.30 ❝IUI ก็ท้องได้ ไม่ใช่เรื่องยาก❞


IUI ก็ท้องได้ ไม่ใช่เรื่องยาก วิธีนี้จะเหมาะกับใคร มีวิธีการและเปอร์เซ็นความสำเร็จเป็นอย่างไร

คุณหมอนิ-นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ 👩🏻‍⚕️💬


1:07 การทำ IUI คืออะไร

IUI (Intrauterine Insemination) คือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก ถือเป็นวิธีการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น

ในแต่ละรอบเดือน หลังจากประจำเดือนมา ไข่ในรังไข่ของฝ่ายหญิงจะค่อยๆ โตขึ้น ส่วนใหญ่จะมีไข่ 1 ใบ ที่เก่งและสามารถโตเต็มที่ จนเกิดการตกไข่ หากมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตก อสุจิจะว่ายเข้าไปเจอไข่

ถ้าไข่กับอสุจิผสมกันสำเร็จ ก็จะกลายเป็นตัวอ่อน หลังจากนั้นตัวอ่อนจะค่อยๆ แบ่งตัวระหว่างที่อยู่ในท่อนำไข่ และค่อยๆ เคลื่อนตัวมาฝังตัวในโพรงมดลูก

การทำ IUI เป็นการทำทุกอย่างให้เหมือนกับการตั้งท้องเองตามธรรมชาติ เพียงแต่คุณหมอจะมีการจัดให้ทุกอย่างแมตช์กัน นั่นคือ ให้มั่นใจว่าจะมีไข่โตในรอบเดือนนั้นๆ มีไข่ตกแน่ๆ (จากการให้ยาฉีดให้ไข่ตก) และอสุจิเข้าไปเจอไข่ในวันไข่ตกพอดี เพื่อเพิ่มโอกาสให้ท้องได้ง่ายขึ้น

เมื่อเทียบกับการมีเพศสัมพันธ์เองตามธรรมชาติ อสุจิจะถูกหลั่งอยู่ที่บริเวณปลายช่องคลอด หลังจากนั้นอสุจิจะว่ายเข้าไปในโพรงมดลูกจนถึงท่อนำไข่ และผสมกับไข่บริเวณท่อนำไข่

ระยะที่อสุจิต้องว่ายมาเจอไข่ จากช่องคลอดขึ้นมาที่โพรงมดลูกจะอยู่ที่ประมาณ 8 เซนติเมตร ส่วนท่อนำไข่ก็ประมาณ 8 เซนติเมตรเช่นกัน อสุจิจึงต้องเดินทางไกลเกือบ 15-20 เซนติเมตร ในระหว่างทางนี้ อสุจิที่ไม่แข็งแรง ก็ทยอยตายไป และอาจไปไม่ถึงไข่ก็ได้

ในการฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก จะปล่อยอสุจิที่ด้านบนของโพรงมดลูก ซึ่งเป็นการย่นระยะทางที่อสุจิต้องว่ายไปเจอไข่ครึ่งหนึ่ง การทำ IUI จึงช่วยให้ไข่กับอสุจิเจอกันได้ง่ายขึ้น และเจอกันได้ตรงวันมากขึ้น เพื่อให้ทุกอย่างแมตช์กันมากที่

4:24 การทำ IUI เหมาะกับใคร?

ฝ่ายหญิง

  • ผู้หญิงที่อายุไม่มาก แม้จะไม่ได้มีการตัดเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าอายุเท่าไหร่ถึงไม่ควรทำ IUI แต่โดยเฉลี่ยหากอายุเกิน 38 ปี ซึ่งอาจมีจำนวนไข่น้อยลง บางรอบเดือนอาจไม่มีไข่ตก และไข่ที่ตกก็อาจจะเป็นไข่ที่โครโมโซมผิดปกติได้ ทำให้เปอร์เซ็นต์การท้องจากการทำ IUI ลดลงตามอายุที่มากขึ้น
  • ผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องความผิดปกติของการโตและตกของไข่ เช่น PCOS หากคนไข้เป็น PCOS ที่ไม่ดื้อยา ตอบสนองต่อยากินหรือยาฉีด อายุไม่มาก ถือเป็นคนไข้ที่เหมาะสมสำหรับการทำ IUI อีกทั้งยังมีโอกาสท้องมากกว่าคนไข้อื่นๆ
  • ผู้หญิงที่ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น แฟนหลั่งไม่ได้ หรืออวัยวะเพศไม่แข็งตัว ทำให้ไม่สามารถปล่อยอสุจิเข้าไปในช่องคลอดได้ การทำ IUI จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยส่งอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้
  • ฝ่ายหญิงต้องมีท่อนำไข่ที่ไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง เพราะหากท่อนำไข่ตัน ไข่กับอสุจิจะไม่สามารถมาเจอกันได้

ฝ่ายชาย

อสุจิของฝ่ายชายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของ IUI พอสมควร โดยอสุจิควรจะอยู่ในค่าปกติ หรือต่ำกว่าปกติไม่มาก จำนวนความเข้มข้นของอสุจิหลังจากที่ปั่นล้างควรมีจำนวนตัววิ่งอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัวขึ้นไป ถ้าจะให้ดีควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 ล้านตัว ซึ่งมีโอกาสฉีดเชื้อแล้วสำเร็จได้ดี

หากอสุจิมีจำนวนน้อยมาก เช่น มีแค่ 1 ล้านตัวหรือน้อยกว่า โอกาสท้องจาก IUI ก็จะน้อย คุณหมออาจจะแนะนำให้เลือกทำเด็กหลอดแก้วแทน

9:15 ขั้นตอนของการทำ IUI เป็นอย่างไร?

เริ่มจากมีประจำเดือนมาวันแรก จะนับเป็นวันที่ 1 ของรอบเดือน คุณหมอจะนัดคนไข้มารับยากระตุ้นไข่ประมาณวันที่ 3 หรือไม่เกินวันที่ 5 ของรอบเดือน

หลังจากนั้นประมาณวันที่ 12-14 ของรอบเดือน คุณหมอจะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อดูว่ามีไข่โตไหม ขนาดใช้ได้หรือยัง เยื่อบุโพรงมดลูกหนาพอเหมาะสมหรือไม่ หากไข่โตประมาณ 18-20 มิลลิเมตร คุณหมอจะฉีดยาให้ไข่ตก หลังจากนั้น 36-42 ชั่วโมง คุณหมอจะนัดให้คนไข้มาทำ IUI หรือฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก

10:33 การเตรียมตัวสำหรับคู่ที่จะทำ IUI

ฝ่ายชายคุณหมอแนะนำให้หลั่งอสุจิทิ้งก่อน หลังจากนั้นให้งดหลั่งก่อนถึงวันที่จะเก็บอสุจิเพื่อใช้ IUI ประมาณ 3-5 วัน เพื่อให้ได้อสุจิที่จำนวนและ % ตัววิ่งที่เหมาะสมที่สุด

ส่วนฝ่ายหญิงทำตัวสบายๆ เมื่อมาถึงคลินิก ฝ่ายชายก็ไปเก็บอสุจิเองและนำใส่ในถ้วยปราศจากเชื้อ หลังจากนั้นอสุจิจะถูกนำไปปั่นล้างด้วยวิธี Density Gradients หรือ Swim-up ขึ้นอยู่กับจำนวนอสุจิเริ่มต้นว่ามีมากน้อยแค่ไหน และจะล้างเอาเม็ดเลือดขาวและเซลล์อักเสบออก

หลังจากนั้นจะถึงขั้นตอนทำ IUI คุณหมอจะใส่เครื่องมือ speculum เข้าไปในช่องคลอดเพื่อให้เห็นปากมดลูกของฝ่ายหญิง และจะใช้สายอ่อนๆ นุ่มๆ เหมือนหลอดนมยาวๆ สอดเข้าไปจนถึงด้านบนของโพรงมดลูก และจะฉีดอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกด้านบน ซึ่งแรงฉีดจะทำให้อสุจิวิ่งเข้าไปในท่อนำไข่ได้ดีขึ้น ช่วงเวลาที่ฉีดจะเป็นช่วงใกล้ไข่ตกมากที่สุด

เมื่อไข่และอสุจิผสมกันแล้วจะกลายเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนจะค่อยๆ แบ่งตัวพัฒนาไปเรื่อยๆ ระหว่างที่เดินทางจากท่อนำไข่เข้ามาฝังตัวในโพรงมดลูก โดยจะใช้เวลาประมาณ 7 วันหลังจากวันที่ทำ IUI

หลังจากที่ฉีดเชื้อเรียบร้อย ฝ่ายหญิงจะนอนพักประมาณ 30 นาที เพื่อให้อสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้ดีขึ้น และในวันนั้นแนะนำให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย เพื่อจะได้เพิ่มจำนวนอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกมากที่สุด

ถึงแม้ว่าปริมาณอสุจิในการมีเพศสัมพันธ์ตามหลังจะน้อยลง แต่เป็นการเพิ่มอสุจิเข้าไปอยู่ในมดลูกให้มากที่สุด เพิ่มโอกาสที่อสุจิจะเข้าไปเจอกับไข่ได้มากขึ้น

หลังจากฉีดเชื้อประมาณ 1-2 วัน คุณหมอจะให้ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น หลังจากฉีดเชื้อแล้ว คนไข้ไม่จำเป็นต้องนอนนิ่งๆ เหมือนกับกรณีคนไข้ที่ย้ายตัวอ่อนจากการทำเด็กหลอดแก้ว โดยสามารถทำกิจกรรมทุกอย่างได้ตามปกติ เพราะหลังจากที่ตัวอ่อนปฏิสนธิยังต้องใช้เวลาเกือบ 1 สัปดาห์ ถึงจะเข้ามาฝังตัวในโพรงมดลูก เพราะฉะนั้นการทำ IUI จึงไม่จำเป็นต้องหยุดงานเพื่อนอนพักอยู่ที่บ้าน สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

15:21 หลังจากทำ IUI นานแค่ไหนควรตรวจการตั้งครรภ์?

ประมาณ 14 วัน หลังจากวันที่ทำ IUI ก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์แบบตรวจจากปัสสาวะได้แล้ว หากตรวจพบว่าตั้งครรภ์ คุณหมอแนะนำให้มาตรวจเจาะเลือดเพื่อคอนเฟิร์ม และนัดอัลตราซาวด์เพื่อตรวจติดตามดูถุงการตั้งครรภ์และหัวใจลูกต่อไป

16:45 เปอร์เซ็นต์ท้องของ IUI อยู่ที่เท่าไหร่?

โดยเฉลี่ยแล้ว เปอร์เซ็นต์ท้องเองตามธรรมชาติรวมกันทุกช่วงอายุ จะอยู่ที่ประมาณ 4% ต่อรอบ

การทำ IUI เปอร์เซ็นต์ท้องจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า อยู่ที่ประมาณ 10-15% แต่หากฝ่ายหญิงอายุน้อย เช่น อายุไม่เกิน 30 ปี และฝ่ายชายไม่มีปัญหาเรื่องอสุจิ โอกาสท้องจะสูงขึ้นได้ถึง 20% ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีปัญหาอะไร เช่น อาจจะมีเพศสัมพันธ์ไม่ตรงวัน อสุจิวิ่งช้านิดหน่อย ก็อาจจะท้องได้จากการทำ IUI รอบที่ 1-2

18:01 IUI สามารถทำได้กี่รอบ?

ปกติแล้วเปอร์เซ็นต์ท้องของ IUI 1 รอบ จะอยู่ที่ 10-15% หากทำหลายรอบ อัตราการท้องสะสมจะสูงขึ้น และจะสูงสุดอยู่ที่ 6 รอบ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าเราควรทำ IUI ไม่เกิน 6 รอบ เพราะหากทำเกิน 6 รอบ เปอร์เซ็นต์ท้องก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งคุณหมอสังเกตว่า ถ้าคนไข้จะท้องจาก IUI มักจะท้องที่รอบแรกหรือรอบสอง หากคนไข้ยังไม่อยากทำเด็กหลอดแก้ว ก็สามารถทำ IUI ต่อได้เรื่อยๆ แต่โอกาสท้องอาจจะไม่ได้มากนัก

19:14 หากทำ IUI แล้วไม่สำเร็จ ควรจะทำอย่างไร?

หากทำ 1-2 รอบแล้วไม่สำเร็จ โดยทุกรอบมีไข่โตดี เยื่อบุโพรงมดลูกสวย ฉีดอสุจิตรงกับวันที่ไข่ตกพอดี คุณหมออาจจะให้ไปฉีดสีเพื่อตรวจว่าท่อนำไข่ตันหรือไม่ หากฉีดสีแล้วพบว่าท่อไม่ตัน และคนไข้ยังอยากทำ IUI ต่อ ก็สามารถทำได้ แต่หากฉีดสีแล้วพบว่าท่อตัน ก็ควรเลือกไปทำเด็กหลอดแก้วแทน

โดยส่วนใหญ่ หาก IUI ไม่สำเร็จ แล้วคนไข้ยังอยากทำ IUI ต่อ ก็สามารถทำได้ หากไม่ได้มีปัจจัยที่ไม่ควรทำต่อ แต่ถ้าหากพิจารณาเลือกไปทำเด็กหลอดแก้ว ก็จะมีเปอร์เซ็นต์ท้องที่สูงกว่า

ข้อแตกต่างของเด็กหลอดแก้วกับ IUI คือ จำนวนไข่ต่อรอบ เนื่องจาก IUI คือการท้องเองตามธรรมชาติ ดังนั้นสามารถกระตุ้นให้มีไข่โตได้อย่างมากประมาณ 1-2 ใบต่อรอบ ถ้าไข่มากกว่านี้ อาจจะเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์แฝดโดยเฉพาะแฝด 3 แฝด 4 ซึ่งจะอันตรายต่อคุณแม่อย่างมาก

ดังนั้น แม้ว่าตอน Day 2 หรือ Day 3 จะเห็นไข่ 15 ใบ หลังทานยากระตุ้นให้ไข่โตเพื่อทำ IUI สุดท้ายจะเหลือไข่เพียง 1-2 ใบ แต่การทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งใช้ยาฉีดกระตุ้นให้ไข่โต จะทำให้ไข่ทั้ง 15 ใบโตขึ้นพร้อมๆ กัน ได้จำนวนไข่ต่อรอบมากกว่า จึงมีโอกาสมากกว่าท้องตามธรรมชาติหรือ IUI เพราะฉะนั้นในกรณีคนไข้ที่อายุค่อนข้างมาก เช่น ใกล้ 40 ปี หรือเคยตรวจพบว่ามีจำนวนไข่ไม่เยอะมาก หรืออสุจิไม่ได้ดีมาก หาก IUI แล้วไม่สำเร็จ คุณหมออาจจะไม่แนะนำให้คนไข้ทำ IUI ต่อไปเรื่อยๆ ถึง 5-6 รอบ แต่จะแนะนำให้ไปทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อจะได้มีโอกาสตั้งครรภ์ที่ดีกว่าและเร็วกว่าการทำ IUI

21:58 กินยากระตุ้นไข่กับฉีดยากระตุ้นไข่ใน IUI มีความแตกต่างกันหรือไม่?

ปกติจะเริ่มจากยากินเป็นหลักก่อน โดยหวังผลให้ได้ไข่จำนวนประมาณ 1-2 ใบต่อรอบ

หากทานยาแล้วตอนสนองไม่ดี ก็จะพิจารณาใช้ยาฉีดกระตุ้นไข่ในปริมาณต่ำๆ เพื่อกระตุ้นให้ไข่โต

24:03 ฉีดสีท่อนำไข่จำเป็นหรือไม่?

หากสงสัยว่าอาจจะมีท่อนำไข่ตัน เช่น มีประวัติเคยผ่าตัด โดยเฉพาะตรงบริเวณรังไข่หรือท่อนำไข่ เช่น ซีสต์หรือถุงน้ำรังไข่ โดยเฉพาะช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งด้วยตัวโรคเองทำให้เกิดพังผืด รวมถึงพังผืดจากการผ่าตัด จะทำให้ท่อนำไข่ตันได้ หรือคนที่มีประวัติปวดท้องประจำเดือนเรื้อรัง มีประวัติมดลูกอักเสบติดเชื้อ อัลตราซาวด์แล้วเห็นท่อนำไข่บวม ก่อนทำ IUI คุณหมอจะแนะนำให้ฉีดสีเพื่อตรวจดูท่อนำไข่ก่อน แต่ถ้าไม่ได้มีประวัติชัดเจน คุณหมออาจจะลองฉีดเชื้อก่อน หากไม่สำเร็จถึงจะแนะนำให้ตรวจเพิ่ม

25:36 วันที่ฉีดเชื้ออสุจิ 5 ล้านตัว ปริมาณเป็นอย่างไร?

ในการเตรียมเชื้อสำหรับทำ IUI อสุจิจะหายไปประมาณ 1 ใน 10 หากเริ่มต้นมีอสุจิ 50 ล้านตัว หลังจากเตรียมแล้วส่วนใหญ่จะเหลือประมาณ 5-10 ล้านตัว เพราะฉะนั้นในคนไข้ที่อสุจิน้อยมากตั้งแต่แรก หลังจากเตรียมอสุจิอาจจะเหลือน้อยจนมีโอกาสที่จะสำเร็จยาก อย่างไรก็ตาม คุณหมอเคยฉีด IUI หลังจากที่เตรียมแล้ว เชื้อตัววิ่งเหลืออยู่ 3 แสน คนไข้ก็ท้องได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส ในการฉีดเชื้อที่มีปริมาณน้อย คุณหมอจะใส่สายเข้าไปให้ลึกขึ้น เพื่อให้ฉีดเข้าไปให้อสุจิได้ใกล้ไข่มากขึ้น ซึ่งอาจจะต้องดูผลของน้ำเชื้อร่วมด้วย แต่ตัวเลขที่เหมาะสมก็คือ หลังจากที่เตรียมแล้ว ได้ตัววิ่งอยู่ที่ 5-10 ล้านตัวขึ้นไป เป็นตัวเลขที่ถือว่าเหมาะสม โอกาสท้องดีสำหรับการทำ IUI

27:17 หลังจากทำ IUI แล้วให้มีเพศสัมพันธ์ แนะนำเป็นช่วงเช้าหรือกลางคืน?

แนะนำเป็นช่วงกลางคืน ถ้านัดมาทำ IUI ในช่วงเวลากลางวัน และคาดว่าไข่จะตกในช่วงวันนั้น กลับบ้านไปคืนนั้นไปมีเพศสัมพันธ์กัน ถ้าไปทำเช้าอีกวันหนึ่งไข่อาจจะตกเลยไปไกล สรุปก็คือให้อสุจิเข้าไปอยู่ในโพรงมดลูกให้มากที่สุด ในช่วงเวลาที่ใกล้ไข่ตกมากที่สุด

👩🏻‍⚕️💬 หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ IUI สามารถเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้ที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : Checklist 3 กลุ่มเสี่ยง ได้ลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม

Checklist 3 กลุ่มเสี่ยงได้ลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า

3 กลุ่มเสี่ยงได้ลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม … คุณพ่อคุณแม่บางคนแม้จะดูสุขภาพแข็งแรง แต่ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมให้กับลูกได้โดยไม่รู้ตัว

ดร.เก๋ เกษร ผู้จัดการห้องปฏิบัติการด้านพันธุศาสตร์ จะมาเล่าให้ฟังว่าคุณพ่อคุณแม่กลุ่มไหนบ้างที่มีความเสี่ยง เพื่อจะได้เตรียมตัวตั้งแต่แรก และสร้างความแข็งแรงให้กับลูกน้อยที่จะเกิดมาในอนาคตกันค่ะ 👩🏻‍🔬


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ธาลัสซีเมีย รักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกได้โดยตรง จึงเป็นเรื่องที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังวางแผนจะมีบุตรเกิดความกังวลไม่น้อย และมีคำถามตามมาว่า

“ ธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่? ”

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาไขข้อสงสัยให้ได้ทราบกันค่ะ 😊