𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.65 ❝เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2567)

ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำ ICSI หลายคนอาจมีความกังวลอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ใครบ้างที่เหมาะกับวิธีนี้ ต้องผ่านการตรวจประเมินอะไรบ้าง หรือจำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมที่สุด อีกทั้งขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร รวมถึงประสบการณ์ในวันเก็บไข่ว่าจะเจ็บหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนว่าจำเป็นหรือไม่ ใน EP. 65 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูด เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมที่สุด

1. ทำความรู้จักเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (IUI vs. ICSI) 01:12

  • ความแตกต่างและข้อจำกัดของ IUI: 01:34
  • IUI (Intrauterine Insemination) คือ การคัดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยฝ่ายชายจะหลั่งแล้วก็เก็บน้ำเชื้อออกมา หลังจากนั้นนักวิทย์ฯ ก็จะเอาน้ำเชื้อไปปั่นเพื่อผ่านกระบวนการคัดสเปิร์มที่มีคุณภาพดีและเคลื่อนไหวดี แล้วฉีดกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยอาจจะใช้ยากระตุ้นให้ไข่โต แล้วฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • IUI เหมาะกับใคร: เหมาะกับฝ่ายชายที่น้ำเชื้อมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย และฝ่ายหญิงที่ท่อนำไข่ไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง สามารถไข่ตกได้อย่างน้อย 1 ใบ
  • ข้อจำกัดของ IUI: การมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ เมื่อผู้ชายหลั่งน้ําเชื้อในช่องคลอด ตัวอสุจิจะต้องวิ่งผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก แล้วก็ไปที่ท่อนำไข่ เพื่อที่จะปฏิสนธิ ในขณะที่การทำ IUI จะเป็นการฉีดน้ำเชื้อที่มีตัวอสุจิเข้มข้นเข้าไปด้านบนของโพรงมดลูกโดยตรง จะช่วยย่นระยะทางให้อสุจิ อีกทั้งจํานวนตัวอสุจิที่ไปถึงตัวเซลล์ไข่ก็จะสูงขึ้น ทำให้โอกาสในการปฏิสนธิสูงขึ้น แต่สุดท้ายอสุจิต้องว่ายไปปฏิสนธิเอง และไม่สามารถคัดกรองคุณภาพไข่หรือโครโมโซมตัวอ่อนได้ ทำให้โอกาสสำเร็จจึงอยู่ที่ประมาณ 10-15% ต่อรอบ หากทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนมาทำ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น อายุ หากอายุมาก อาจจะตัดสินใจที่จะเปลี่ยนไปทำอิ๊กซี่เร็วขึ้น หรือดูค่า AMH หรือฮอร์โมนที่บอกปริมาณของเซลล์ไข่ในรังไข่ ถ้าค่าค่อนข้างน้อย อาจจะตัดสินใจข้ามไปทํา ICSI เร็วขึ้น

2. ใครบ้างที่เหมาะและควรทำ ICSI? 05:14

หากเคยรักษาด้วยการทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ ก็จะพิจารณาการทำ ICSI นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแยกเป็นกรณีดังต่อไปนี้

  • ปัจจัยฝ่ายหญิง:
  • ท่อนำไข่อุดตัน (ทำให้ไม่สามารถทำ IUI ได้ ต้องข้ามมาทำ ICSI ทันที)
  • อายุมากกว่า 35 ปี (คุณภาพและจำนวนไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว โอกาสตั้งครรภ์ลดลงมากขึ้น) หรือสามารถทดลองทำ IUI ก่อนได้ แต่ไม่ควรเกิน 2-3 รอบ
  • มีประวัติแท้งบ่อยครั้ง หรือเคยตั้งครรภ์ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ (การทำ ICSI จะช่วยให้สามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนใส่ได้)
  • ปัจจัยฝ่ายชาย:
  • มีอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี จำนวนน้อยกว่า 5-10 ล้านตัวต่อการหลั่ง 1 ครั้ง
  • เป็นหมัน หรือไม่มีอสุจิในน้ำหลั่งเลย (ต้องเจาะเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง)
  • รูปร่างอสุจิผิดปกติอย่างรุนแรงจนไม่สามารถปฏิสนธิเองได้

3. กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่ 09:00

  • ไข่ในรอบธรรมชาติ vs ไข่ในรอบการทำเด็กหลอดแก้ว:
  • ในรังไข่จะมีฟองไข่ใบเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กัน ขนาดประมาณ 4 – 6 มม. โดยไข่จะถูกเรียกขึ้นมาเพื่อที่จะโตแข่งกันในแต่ละรอบเดือน ซึ่งจะมีเพียงแค่ 1 ใบต่อรอบเดือนที่สามารถโตจนตกได้ในช่วงกลางรอบเดือน ดังนั้นตามธรรมชาติผู้หญิงจะตกไข่เพียงเดือนละ 1 ใบเท่านั้น ส่วนใบที่เหลือจะฝ่อและสลายไป สาเหตุที่ได้แค่ใบเดียว เนื่องจากมีการหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นไข่ หรือ FSH ที่จํากัด ซึ่งเพียงพอที่จะกระตุ้นให้ไข่โตได้แค่ใบเดียวในรอบเดือน ธรรมชาติกําหนดให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ได้ครั้งละ 1 คน
  • ส่วนการทำเด็กหลอดแก้ว ที่ต้องการเก็บไข่ให้ได้หลายๆ ใบพร้อมกัน จึงต้องฉีดฮอร์โมน (FSH) ภายนอกเข้าไปในปริมาณที่สูง เพื่อกระตุ้นให้ไข่ใบเล็กๆ ในรังไข่ที่ถูกเรียกขึ้นมาในต้นรอบเดือนนั้นโตขึ้นพร้อมกันหลายใบในหนึ่งรอบ
  • กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่:
  • คนไข้ต้องมาพบแพทย์ช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่ออัลตราซาวด์ดูไข่ตั้งต้นหรือไข่ใบเล็กๆ ที่สามารถกระตุ้นได้ว่ามีกี่ใบ เจาะเลือดดูฮอร์โมน (เช่น ค่า FSH, LH, E2 (Estradiol)) และดูปัจจัยอื่นประกอบ เช่น อายุ น้ำหนัก เพื่อช่วยแพทย์ประเมินว่าชนิดและปริมาณการใช้ยากระตุ้นไข่ 
  • สำหรับค่า AMH ที่ใช้ดูปริมาณ Ovarian Reserve หรือจำนวนฟองไข่ที่เหลือ ควรมีค่าเกิน 1.5-2 หากน้อยกว่า 1 แสดงว่าเหลือไข่น้อย หากเกิน 5 บ่งชี้ว่าอาจเป็น PCOS
  • ให้ฉีดยากระตุ้นไข่ต่อเนื่องทุกวัน ประมาณ 8-12 วัน โดยจะมีนัดทำอัลตราซาวด์ดูขนาดของฟองไข่ทุกๆ 3-4 วัน จนฟองไข่มีขนาดใหญ่กว่า 17 มิลลิเมตร จากนั้นจึงฉีดยาให้ไข่สุก และนัดเก็บไข่ในอีก 2 วันถัดไป
  • วันเก็บไข่: จะมีการให้ยาแก้ปวดและยานอนหลับ คนไข้จะไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บ เซลล์ไข่มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถเห็นจาก ultrasound ได้ ในขั้นตอนของการเก็บไข่ แพทย์จะทำใช้เข็มเจาะเข้าไปดูดน้ำที่อยู่ในฟองไข่แต่ละใบ แล้วส่งให้นักวิทย์นำไปตรวจในห้องแล็บเพื่อหาเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ได้ โดยจะพักไว้ก่อนประมาณ 3-4 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะแยกเซลล์พี่เลี้ยงที่อยู่รอบนอกออก เพื่อเก็บเอาแต่เซลล์ไข่ โดยเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ปฏิสนธิได้ คือระยะ MII หรือระยะที่ไข่สุก มีลักษณะกลม และมีเซลล์เล็กๆ อยู่ด้านข้าง ส่วนไข่ระยะอื่น หรือไข่อ่อน ระยะ MI ที่ยังไม่มีเซลล์เล็กๆ ด้านข้าง หรือ GV ก็จะถูกเลี้ยงต่อไปอีก 1 วัน หากสามารถพัฒนาไปจนถึงระยะ MII ได้ก็สามารถนำไปทำ ICSI เพิ่ม
  • เนื่องจากการกระตุ้นไข่ทำให้ไข่ที่โตขึ้นพร้อมกันหลายใบ ขนาดของรังไข่โตขึ้นค่อนข้างมาก หลังทำอาจมีอาการหน่วงท้องหรือท้องอืดเล็กน้อย ถือเป็นเรื่องปกติ
  • บางคนอาจมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออารมณ์หงุดหงิด เนื่องมาจากผลของการใช้ฮอร์โมน ซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นในรอบเดือนถัดไป

4. กระบวนการในห้องแล็บ: การปฏิสนธิ และการเลี้ยงตัวอ่อน 16:52

  • เทคนิคการปฏิสนธิ (Conventional IVF vs. ICSI):
  • IVF แบบดั้งเดิม: ปล่อยอสุจิหลายหมื่นตัวให้ว่ายเจาะไข่และปฏิสนธิกันเอง
  • ICSI: นักวิทย์จะคัดเลือก “อสุจิที่สมบูรณ์ที่สุด 1 ตัว” (คุณภาพ รูปร่าง การเคลื่อนไหว) เจาะฉีดเข้าไปในเนื้อไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ (ปัจจุบันกว่า 90% ของคลินิกในไทยใช้วิธีนี้ เพราะสามารถควบคุมได้ ช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิได้สูงกว่ามาก)
  • การเลี้ยงตัวอ่อน (Day 1 – Day 5/6):
  • Day 1: ตรวจสอบการปฏิสนธิ โดยทั่วไปอัตราการปฏิสนธิสําเร็จควรเกิน 80% โดยต้องเห็นเป็นเซลล์กลมๆ 1 เซลล์ และข้างในเห็นเป็นวงเล็กๆ เรียกว่า Pronuclei หรือ PN หากปฏิสนธิสำเร็จ ปกติจะมี 2 อัน หรือ 2PN ที่มาจากพ่อและแม่อย่างละ 1 อัน แต่หากผิดปกติ เห็นแค่ 1 อัน หรือเกินเป็น 3 อัน สามารถเลี้ยงต่อไปได้ โดยในกลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมว่าผิดปกติหรือไม่ ถ้าปกติก็สามารถใส่ตัวอ่อนได้ แต่ถ้าไม่ได้ตรวจโครโมโซมก็จะไม่แนะนําให้ใส่เลย
  • Day 3: ตามเกณฑ์ตัวอ่อนควรแบ่งเซลล์ได้อย่างน้อย 7-8 เซลล์
  • Day 5-6 (ระยะ Blastocyst): ใน Day 5 ตัวอ่อนจะแบ่งเซลล์เป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ เซลล์ที่อยู่ด้านในที่จะพัฒนาไปเป็นตัวเด็ก (Inner Cell Mass) และเซลล์ที่อยู่ด้านนอกที่จะพัฒนาไปเป็นรก (Trophectoderm) ในระยะนี้สามารถดึงเซลล์รกบางส่วนไป “ตรวจโครโมโซม” ได้ ในกรณีที่ตัวอ่อนยังมีจำนวนเซลล์น้อยเกินไป ตัวเล็กเกินไป ยังไม่สามารถตรวจได้ ก็จะเลี้ยงต่อไปจนถึง Day 6 
  • หลังจากเราตัดเซลล์ไปตรวจแล้ว ก็จะแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ เพื่อรอผลการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน และรอบเดือนถัดไปที่ผนังมดลูกพร้อมก็สามารถใส่ตัวอ่อนที่ผลการตรวจผ่านได้
  • ตู้เลี้ยงตัวอ่อน มี  2 แบบ คือ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Time-Lapse Technology (Geri®) เป็นระบบปิด สามารถดูวิดีโอเพื่อมอนิเตอร์ตัวอ่อนได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และย้อนกลับไปดูได้ และตู้เลี้ยงตัวอ่อนมาตรฐาน ที่จำเป็นต้องนำออกมาจากตู้ไปส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อเป็นการรบกวนตัวอ่อนให้น้อยที่สุด จึงจะดูแค่ 3 ครั้งคือ Day 1, 3, 5-6
  • เกรดของตัวอ่อน ประกอบด้วย
  • ตัวเลข ที่บอกระยะการฟักตัว เช่น 5 = Hatching เริ่มฟักออกจากเปลือก, 6 = ฟักออกจากเปลือกแล้ว, 4 = บลาสที่ยังไม่ฟักออกจากเปลือก, 3 = บลาสเล็ก, 2 = early blast
  • ตัวอักษรตัวแรกบอกคุณภาพเซลล์ตัวเด็ก พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์มีมากน้อยแค่ไหน การจับตัวของเซลล์จับกันแน่นดีไหม มีรอยต่อระหว่างเซลล์หรือไม่ ถ้าเห็นรอยชัดก็อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
  • ตัวอักษรตัวหลังบอกคุณภาพเซลล์รก  พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์ การแบ่งเซลล์เท่ากันดีไหม ความหนาแน่นของเซลล์เป็นอย่างไร 
  • ตัวอักษรจะแบ่งเป็นเกรด A B C เช่น เกรด A คือดีเยี่ยม เกรด B คืออยู่ในเกณฑ์ดี เกรด C คือด้อย โดยส่วนตัวคุณหมอมองว่า ถ้าทั้ง 2 ตัวเป็นเกรด B ขึ้นไป ถือว่าเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี

5. การเตรียมโพรงมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อน 25:26

  • การแช่แข็งตัวอ่อนและเตรียมผนังมดลูก:
  • การแช่แข็งตัวอ่อน: ตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งเก็บไว้จะหยุดโต ไม่พัฒนาต่อ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี ไม่จำเป็นต้องรีบใส่ในรอบเดือนถัดไป สามารถรอในวันที่พร้อมก็สามารถมาเตรียมผนังมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อนได้
  • การเตรียมผนังมดลูก: แพทย์จะนัดมาทำอัลตราซาวด์ภายในวันที่ 3 ที่ประจําเดือนมา เพื่อตรวจดูมดลูกและรังไข่ เช่น มีซีสต์หรือถุงน้ําที่รังไข่ที่สร้างฮอร์โมนรบกวนหรือไม่ มีก้อนเนื้องอกหรือติ่งเนื้อที่ต้องรักษาก่อนไหม หากไม่มี ก็สามารถเตรียมผนังมดลูกได้ ซึ่งสามารถทำได้ 2 แบบ วิธีแรกคือการใช้ยาฮอร์โมนจากภายนอก เป็นวิธีที่ยืดหยุ่น สามารถกำหนดวันใส่ตัวอ่อนได้ โดยยาชุดแรกจะกินเพื่อให้ผนังมดลูกหนาขึ้น และชุดที่ 2 เป็นยากินและยาสอดเพื่อให้ผนังมดลูกพร้อมรับตัวอ่อน โดยใช้ยาก่อนใส่ตัวอ่อน 5 วัน ส่วนวิธีที่ 2 คือการเตรียมมดลูกด้วยรอบธรรมชาติ มีข้อดีคือใช้ยาน้อยกว่า แต่มีความยืดหยุ่นน้อย ต้องกำหนดตามวันที่ไข่ตกเท่านั้น
  • ความหนาของโพรงมดลูก: ควรหนาประมาณ 8-12 มม. (หรืออย่างน้อยที่สุด 7 มม.)

6. การเตรียมตัวและดูแลสุขภาพก่อนทำ ICSI 29:45

การดูแลสุขภาพโดยรวม เป็นปัจจัยสําคัญมากที่มีผลต่อคุณภาพและจำนวนไข่ การตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ และคุณภาพสเปิร์ม

  • การปรับพฤติกรรม:
  • คุมน้ำหนัก: หากน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักลงประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตัว
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือสารเสพติดทุกชนิด
  • ทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน (0.8 – 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน)
  • วิตามินบำรุง: ผู้หญิงควรทานวิตามินเตรียมตั้งครรภ์, โฟลิก (Folic) โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) และเมลาโทนิน ส่วนผู้ชายเน้นวิตามินรวมที่มี ซิงค์ (Zinc), โฟลิก และโคเอนไซม์คิวเทน
  • วงจรการสร้างไข่และอสุจิใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ดังนั้นพฤติกรรมสุขภาพในช่วง 3 เดือนก่อนทำ จึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพเซลล์
  • หากยังพอมีเวลา ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน แต่ก็สามารถพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากอายุมากแล้ว หรือค่า AMH ไม่ดี ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวนานขนาดนั้น

7. การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) จำเป็นหรือไม่? 37:10

  • ความสำคัญของการตรวจโครโมโซม:
  • ตัวอ่อนที่โครโมโซมผิดปกติส่วนใหญ่มักจะไม่ฝังตัว หรือแท้งในไตรมาสแรก แต่มีบางกรณีที่ฝังตัวแล้วคลอดออกมาเป็นเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมได้ (โครโมโซมคู่ที่ 21 ผิดปกติ ซึ่งเป็นโครโมโซมแท่งเล็ก ที่มีโอกาสที่เด็กจะรอดชีวิตจนถึงคลอดได้) หรือคลอดออกมาแต่อยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิต (โครโมโซมคู่ที่ 13 หรือ 18 ผิดปกติ ซึ่งก็เป็นโครโมโซมแท่งเล็กเช่นเดียวกัน)
  • หากไม่ตรวจโครโมโซม โอกาสตั้งครรภ์ต่อการใส่ตัวอ่อน 1 ครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 40% แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่าตัวอ่อนปกติ โอกาสตั้งครรภ์จะสูงถึง 60-70% และช่วยลดความเสี่ยงในการแท้ง
  • กลุ่มที่ควรตรวจ PGT : ผู้หญิงอายุเกิน 35 ปี, มีประวัติแท้งบ่อย (>2 ครั้ง), ใส่ตัวอ่อนแล้วไม่ติดหลายครั้ง, มีลูกคนก่อนมีความผิดปกติ หรือพ่อแม่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรม (เช่น ธาลัสซีเมีย)
  • Q&A: ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ตอนตั้งครรภ์ยังต้องตรวจ NIPT (เจาะเลือดแม่) อีกหรือไม่?
  • จำเป็นต้องตรวจ แม้การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนในระยะ Day 5 จะแม่นยำกว่า 90% แต่เป็นการดึงเซลล์จากส่วนที่ “จะเป็นรก” ไปตรวจ ดังนั้นจึงควรเจาะเลือดตรวจ NIPT เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.64 ❝การเตรียมตัวก่อน-หลังเก็บไข่ และการใส่ตัวอ่อน❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2567)

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาภาวะมีบุตรยาก ถึงแม้จะเป็นวิธีที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด แต่ก็มีขั้นตอนและกระบวนการที่โหดสุดเช่นกัน ไม่ว่าจะต้องฉีดยาทุกวัน เก็บไข่ และใส่ตัวอ่อน ทั้งยังเป็นวิธีที่ค่าใช้จ่ายสูงด้วย ใน EP. 64 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติตนและดูแลตัวเอง เมื่อจะต้องทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ 01:02

[00:01:12] – การตรวจประเมินร่างกาย:

ก่อนเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ ควรตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูขนาดมดลูก ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ (เช่น ช็อกโกแลตซีสต์) หากซีสต์มีขนาดใหญ่มากจนบังไข่ อาจทำให้เก็บไข่ไม่ได้ หรือถ้าเก็บผ่านซีสต์อาจทำให้ปวดท้องรุนแรงจากการระคายเคือง แพทย์จะประเมินว่าต้องผ่าตัดหรือให้ยาลดขนาดซีสต์ก่อนเริ่มกระตุ้นไข่หรือไม่

[00:03:37] – การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (คุณผู้หญิง):

  • การนอนหลับ: ควรเข้านอนก่อน 23:00 น. เพื่อให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ช่วยเพิ่มจำนวนไข่และการตอบสนองของไข่ดีขึ้น
  • การคุมน้ำหนัก: พยายามคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 110] หรืออย่างน้อย [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 100] คือน้ำหนักที่เหมาะสม
  • โภชนาการ: ลดอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล (โดยเฉพาะน้ำตาลทรายในเครื่องดื่ม)

[00:05:15] – การทานอาหารบำรุงและวิตามิน (ทั้งสองฝ่าย):

  • งดสารเสพติด: ควรงดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • โปรตีน: เน้นโปรตีนจากสัตว์เล็ก (ไก่, ปลา) และโปรตีนจากพืช (ถั่วต่างๆ) ลดเนื้อสัตว์ใหญ่ติดมัน ทานไข่วันละ 1 ฟอง ในช่วงก่อนกระตุ้นไข่
  • วิตามิน (ผู้หญิง): ทาน Folic, Vitamin C, Coenzyme Q10 และวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (กรณีคนไข้ไข่น้อย แพทย์อาจพิจารณาให้ DHEA แต่ต้องประเมินก่อน เพราะไม่เหมาะกับคนที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น ภาวะ PCOS)
  • การเตรียมตัว (ผู้ชาย): ให้หลั่งอสุจิทิ้งทุก 4-5 วัน เพื่อให้ได้อสุจิที่มีคุณภาพดี ทั้งจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่าง และทานวิตามินกลุ่ม Zinc, Vitamin B, E, C และ Folic

2. การปฏิบัติตัวระหว่างการ “กระตุ้นไข่” 07:42

[00:07:49] – เน้นโปรตีนป้องกันรังไข่ตอบสนองมากเกินไป (OHSS):

เพิ่มการทานโปรตีน (เช่น ไข่ขาว 1 ฟอง/มื้อ หรือผลิตภัณฑ์ไข่ขาว) เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมจากเส้นเลือดเข้าสู่ช่องท้อง ช่วยลดภาวะบวมน้ำหลังเก็บไข่

[00:08:20] – ข้อควรระวังระหว่างกระตุ้นไข่:

  • งดมีเพศสัมพันธ์: รังไข่จะขยายขนาดใหญ่ขึ้น (จาก 3 เซนติเมตร เป็น 5-10 เซนติเมตร) การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ “รังไข่บิดขั้ว” ทำให้ไข่ขาดเลือดและปวดท้องรุนแรงได้ ควรงดไปจนกว่าประจำเดือนรอบถัดไปจะมา
  • คุณผู้ชาย: หลั่งอสุจิทุก 3-4 วัน ก่อนถึงวันเก็บไข่ เพื่อให้ได้อสุจิที่ดีที่สุด
  • พฤติกรรม อาหาร และวิตามินต่างๆ : ยังคงปฏิบัติต่อเนื่องจากก่อนกระตุ้นไข่ไปจนถึงในระหว่างการกระตุ้นไข่

[00:09:38] – ความสำคัญของ “ยาเข็มสุดท้าย” (ยาให้ไข่ตก):

  • ต้องฉีดให้ ตรงเวลา อย่างเคร่งครัด (ปกติฉีดก่อนเวลาเก็บไข่ 35-36 ชั่วโมง)
  • หากฉีดผิดเวลา (เร็วไป/ช้าไป) ถ้าเร็วไป ไข่จะไม่หลุดออกจากเปลือกฟองไข่ ทำให้แพทย์ดูดไข่ออกมาไม่ได้ หรือถ้าช้าไป ไข่อาจตกไปก่อน หากมีเหตุฉุกเฉินไม่สามารถฉีดยาได้ในเวลาที่กำหนดเอาไว้ ให้รีบแจ้งคลินิกเพื่อปรับเวลาเก็บไข่

3. การเตรียมตัว “วันเก็บไข่” และการดูแลหลังเก็บไข่ 12:40

[00:12:42] – การเตรียมตัวในวันเก็บไข่:

  • การเก็บไข่ด้วยการดมยาสลบ
  • งดน้ำและอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนเก็บไข่
  • ล้างสีทาเล็บ 1 นิ้ว (เพื่อหนีบวัดค่าออกซิเจนในเลือด)
  • งดฉีดน้ำหอม และงดใช้เจลแอลกอฮอล์: สารระเหย (VOC) จะส่งผลเสียต่อคุณภาพของไข่ในห้องแล็บ

[00:14:35] – อาการหลังเก็บไข่ และ ภาวะรังไข่บิดขั้ว:

  • อาจมีอาการหน่วงท้อง (คล้ายปวดประจำเดือน) ในวันแรกหลังเก็บไข่ และมีอาการเจ็บแปลบๆ เวลาขยับตัว เนื่องจากอาจมีการอักเสบจากการใช้เข็มเจาะเก็บไข่ (2-3 วัน) หรือท้องอืด (3-7 วัน) เป็นอาการปกติ
  • งดเพศสัมพันธ์/กิจกรรมผาดโผน/ยกของหนัก/เกร็งหน้าท้อง/เบ่งถ่ายแรงๆ เพื่อป้องกัน “รังไข่บิดขั้ว”: ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ปวดตลอดเวลาไม่ทุเลา คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที หากปล่อยไว้อาจทำให้รังไข่ขาดเลือดจนเนื้อเยื่อที่รังไข่ตายได้

[00:18:11] – อาการอื่นๆ หลังเก็บไข่:

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย 1-2 วัน (ซึ่งอาจเป็นเลือดเก่าหลังทำหัตถการ หรืออาจเป็นคราบเบตาดีน) เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเลือดออกปริมาณมาก ให้รีบพบแพทย์
  • ประจำเดือนรอบถัดไปอาจมาเร็ว (5-10 วัน) หรือมาช้ากว่าปกติ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้
  • สามารถทานยาสามัญประจำบ้านได้ (เช่น พาราฯ, ยาแก้ไอ, ยาแก้หวัด, ยาฆ่าเชื้อ) แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

4. การเตรียมตัว “ก่อน” ใส่ตัวอ่อน 20:13

[00:20:23] – การเตรียมและประเมินเยื่อบุโพรงมดลูก:

  • แพทย์จะประเมินความหนาและลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • เยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยงาม: ต้องเห็นเป็น “3 ชั้น” (Triple Line) ชัดเจน
  • ความหนา: ปกติควรอยู่ที่ 8-12 มิลลิเมตร (หากเตรียมยากจริงๆ ขั้นต่ำ 6.5 – 7 มิลลิเมตร และเรียงตัว 3 ชั้น ก็ยังพอรับได้ แต่ต้องอาศัยตัวอ่อนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีด้วย)
  • หากโพรงมดลูกไม่หนา อาจลองใช้ฮอร์โมนรอบธรรมชาติ, การสอดยาขยายหลอดเลือด (Viagra) หรือเทคโนโลยี PRP เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหรือเพื่อให้เยื่อบุรับกับตัวอ่อนได้ดีขึ้น
  • ถ้ามีติ่งเนื้อ (Polyp), มีพังผืด หรือมีน้ำขัง (สงสัยติดเชื้อ) อาจต้องส่องกล้องรักษาและทานยาให้เรียบร้อยก่อน
  • ติ่งเนื้อที่อยู่ด้านบนของโพรงมดลูก (จุดที่ตัวอ่อนจะฝังตัว) ต้องผ่าตัดออกก่อน
  • เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาได้ตามเกณฑ์แล้ว ก็จะสอดยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อปรับโครงสร้างของเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมรับกับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยจะสอดยา 5 วัน และใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6

[00:23:14] – การดูแลตัวเองช่วงเตรียมโพรงมดลูก:

  • ทานไข่วันละฟอง นอนก่อน 23:00 น.
  • ทานเฉพาะ Folic หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (งด DHEA และยาจีนในช่วงเตรียมโพรงมดลูก)
  • การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในรอบการเตรียมแบบฮอร์โมนธรรมชาติ ควรสวมถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ ที่อาจเสี่ยงได้ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ หากครอบครัวมีประวัติโรคทางพันธุกรรม นอกจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์อาจมีผลต่อการดูดซึมยา
  • หากป่วยหนัก เป็นไข้สูง ให้พิจารณายกเลิกรอบการใส่ตัวอ่อนไปก่อน
  • สามารถฝังเข็มได้ (ระวังจ้ำเลือดในคนที่ทานยาละลายลิ่มเลือด)
  • ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิดในช่วงนี้ (หรือเว้นระยะ 2-3 เดือนก่อนทำ) ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้ฉีดหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

5. การปฏิบัติตัวในวันใส่ตัวอ่อน และ หลังใส่ตัวอ่อน 38:40

[00:38:40] – วันใส่ตัวอ่อน (Embryo Transfer):

  • ไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร
  • สามารถแต่งหน้า อาบน้ำ สระผมได้ตามปกติ แต่งดใส่น้ำหอม
  • ให้ดื่มน้ำและกลั้นปัสสาวะ: การที่กระเพาะปัสสาวะเต็ม จะช่วยดันมดลูกให้นอนลง ทำให้แพทย์สอดอุปกรณ์ได้ง่าย ไม่เจ็บ และเห็นภาพอัลตราซาวด์ชัดเจน (ถ้าปวดมากเกินไป อนุญาตให้ไปปัสสาวะออกเล็กน้อยได้)
  • แพทย์จะฉีดตัวอ่อนเข้าไป ตำแหน่งที่ดีคือ 1 เซนติเมตรจากขอบด้านบนของโพรงมดลูก โดยมักเลือกใส่ตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst (Day 5) เมื่อตัวอ่อนเคลื่อนตัวไปหาตำแหน่งที่จะฝังตัว ก็จะฟักออกจากเปลือก (ระยะ Full Hatch) และแทรกตัวเข้าไปในชั้นของเยื่อบุโพรงมดลูก ถ้าหากใส่ตัวอ่อนในระยะที่ยังมีเปลือกอยู่ ก็จะทำให้การฝังตัวช้าลง เพราะตัวอ่อนต้องใช้เวลาฟักออกจากเปลือก 3-6 ชั่วโมง
  • เทคนิคเสริม: ยาช่วยให้มดลูกคลายตัว, การใช้ Embryo Glue ซึ่งมีความเข้มข้นและส่วนประกอบใกล้เคียงกับน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก เพื่อช่วยในการฝังตัวให้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่ทำให้การฝังตัวสำเร็จ คือ คุณภาพตัวอ่อน เยื่อบุโพรงมดลูก และฮอร์โมน

[00:44:48] – การดูแลหลังใส่ตัวอ่อน 1 สัปดาห์:

  • งดออกกำลังกาย, งดยกของหนัก, งดการไอ/เบ่งถ่ายแรงๆ (ระวังท้องผูก/ท้องเสีย), งดขึ้นลงบันไดบ่อยๆ (ถ้าจำเป็นให้เดินช้าๆ)
  • สามารถนั่งทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ห้ามกลั้นปัสสาวะ
  • การเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์ (HCG) ปกติจะเจาะที่ 10-14 วันหลังใส่ตัวอ่อน ค่าฮอร์โมน HCG เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ของรก ถ้าเจาะในวันที่ 7 จะอยู่ที่อย่างน้อย 40 และควรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 48 ชั่วโมง

[00:46:13] – สาเหตุที่ฮอร์โมน HCG ขึ้นแล้วตกลง (แท้งคุกคาม/ไม่ฝังตัว):

  • ตัวอ่อนอาจฝังตัวแล้ว แต่เซลล์ไม่แข็งแรงพอที่จะแบ่งตัวต่อ
  • เยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อมรองรับ
  • ขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (ลืมทานยา/สอดยา ในรอบการเตรียมโดยใช้ฮอร์โมน)
  • ปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของคุณแม่
  • แม้จะตรวจโครโมโซมแล้ว (NGS) ก็ยังมีโอกาสไม่ท้องได้ เนื่องจากอาจมีความผิดปกติระดับยีนที่มองไม่เห็น
  • เลือดไปเลี้ยงตัวเด็กไม่เพียงพอ หรือท้องลม

[00:51:11] – การติดตามหลังตั้งครรภ์ & เกร็ดความรู้เพิ่มเติม:

  • ตรวจเลือดคอนเฟิร์มอีกครั้ง และอัลตราซาวด์ครั้งแรกที่อายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ เพื่อดูถุงตั้งครรภ์และหัวใจเด็ก
  • ลดยาฮอร์โมนได้หลัง 7-10 สัปดาห์ และแนะนำให้ไปฝากครรภ์ต่อ
  • แม้จะคัดโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ก็ยังแนะนำให้ตรวจ NIPT (คัดกรองดาวน์ซินโดรม) เมื่ออายุครรภ์ 10-11 สัปดาห์ เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง เนื่องจากจำนวนเซลล์ที่นำไปตรวจมากกว่า
  • หลังจากที่คลอดลูกแล้ว อีกนานแค่ไหนถึงจะมาใส่ตัวอ่อนลูกคนต่อไปได้? ควรรอ 1 ปีหลังคลอดธรรมชาติ หรือ 1-2 ปีสำหรับการผ่าคลอด โดยที่ต้องหยุดให้นมบุตร และมีประจำเดือนมา 2-3 รอบ
  • เกร็ดความรู้ (เทคนิค MACS): คือการคัดกรองอสุจิตัวที่วิ่งและแข็งแรงที่สุดที่ผ่านแผ่นกรองได้ มีการแตกหักของ DNA น้อยลง โดยไม่ผ่านการปั่น (ลดความบอบช้ำของอสุจิ) ช่วยเพิ่มคุณภาพของอสุจิในการนำไปทำอิ๊กซี่ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.63 ❝ถึงเวลาต้องฝากไข่หรือยัง❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2567)

โอกาสตั้งครรภ์จะลดลงไปเรื่อยๆ ตามอายุของผู้หญิง โดยเฉพาะหลัง 35 ปีที่คุณภาพไข่ลดลง ทำให้โอกาสตั้งครรภ์น้อยลงและเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซมมากขึ้น ดังนั้น การฝากไข่จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเก็บรักษาคุณภาพไข่ในช่วงอายุที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสมีบุตรในอนาคต ใน EP. 63 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดเรื่องการฝากไข่ ถึงเวลาต้องฝากไข่หรือยัง?

ทำไมผู้หญิงต้องฝากไข่? 01:32

ปกติแล้วโอกาสการตั้งครรภ์ของผู้หญิงจะลดลงตามอายุ โดยจะลดลงอย่างมากหลังอายุ 35 ปีเป็นต้นไป สำหรับช่วงอายุที่ผู้หญิงมีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุดคือ 25-29 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งอายุ 35 ปีก็จะลดลงค่อนข้างรวดเร็ว และเมื่ออายุเกิน 40 ปีโอกาสตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติจะเหลือไม่ถึง 5-10% ต่อเดือน

สาเหตุที่ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลงตามอายุของผู้หญิง หลักๆ เกิดจากคุณภาพของไข่ โดยเฉพาะเรื่องโครโมโซม ซึ่งโอกาสการตั้งครรภ์ในผู้หญิงจะลดลงชัดเจน ในขณะที่ผู้ชายไม่ได้ลดลงขนาดนั้น เนื่องจากไข่ของผู้หญิงถูกสร้างขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ หลังจากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุ เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ไข่จะถูกนำมาใช้ให้มีการตกไข่ในแต่ละรอบเดือน ดังนั้นไข่ที่ตกในแต่ละรอบเดือนเป็นไข่ที่สร้างมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ไม่ใช่ไข่ที่สร้างขึ้นมาใหม่

เมื่ออายุเยอะขึ้น ร่างกายเริ่มเสื่อมโทรม ไม่ใช่แค่ผิวหนังหน้าตาที่หย่อนคล้อย แต่รวมไปถึงเซลล์ไข่ที่เสื่อมไปตามอายุเช่นเดียวกัน ซึ่งเราจะเห็นว่าความเสื่อมเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนหลังอายุสัก 35 ปี ทำให้โอกาสการตั้งครรภ์เมื่ออายุเกิน 35 ปี ลดลงค่อนข้างชัดเจน ส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมที่สูงขึ้น ตัวอ่อนที่มีความผิดปกติของโครโมโซม จะไม่สามารถผ่านกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติได้ หรือทำให้ไม่ท้อง บางส่วนก็อาจจะผ่านกลไกการคัดเลือกธรรมชาติระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายไม่สามารถตั้งครรภ์จนคลอดได้ มีเพียงส่วนน้อยที่จะหลุดรอดกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติ จนสามารถตั้งครรภ์แล้วก็คลอดออกมาเป็นตัวเด็กได้ แต่สุดท้ายก็อาจจะมีความพิการ อย่างที่เรารู้จักกันบ่อยๆ คือดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 เด็กจะมีความผิดปกติทางด้านสติปัญญา อาจจะมีอวัยวะต่างๆ ที่ผิดปกติ เช่น มีหัวใจผิดปกติ มีไตผิดปกติ เป็นต้น

โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติตามอายุคือเท่าไร? 05:02

โอกาสการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติต่อรอบเดือนจะลดลงตามอายุ จะสูงที่สุดช่วงอายุประมาณ 20 กลางๆ ถึงปลายๆ คือประมาณ 25-29 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ต่อรอบเดือนจะอยู่ประมาณ 20-25% หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง พออายุ 30-35 ปี จะเหลือประมาณ 15-20% เมื่ออายุ 35 ปี จะลดลงค่อนข้างเร็ว โอกาสการตั้งครรภ์จะเหลือประมาณ 10-15% และเมื่ออายุเกิน 40 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ต่อรอบเดือนจะเหลือน้อยกว่า 5% ทำให้โอกาสที่ผู้หญิงอายุเกิน 40 ปีจะตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติเป็นไปได้น้อยมาก สาเหตุหลักๆ มาจากความผิดปกติของโครโมโซมของตัวอ่อน

โอกาสในการได้ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติจากการทำอิ๊กซี่ลดลงตามอายุ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากคุณภาพไข่ โดยโอกาสสูงที่สุดอยู่ที่ 70% ในช่วงอายุ 25-30 ปี และลดลงเหลือ 60-70% ในช่วงอายุ 30-35 ปี และ 50-60% ในช่วงอายุ 35-38 ปี และน้อยกว่า 20% เมื่ออายุเกิน 40 ปี

ดังนั้น ถ้าเราสามารถแช่แข็งไข่หรือเก็บเซลล์ไข่ไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะได้ไข่ที่มีคุณภาพดีกว่า และมีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติน้อยกว่า เซลล์ไข่ที่ผ่านกระบวนการแช่แข็งเหมือนเป็นการหยุดเวลาไว้ รักษาคุณภาพไว้เท่ากับอายุตอนที่เราเก็บไข่ ทำให้โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติเท่ากับอายุตอนที่เก็บไข่ โดยสามารถเก็บไว้ได้นานเป็น 10 ปี

เมื่อไรควรเริ่มตัดสินใจฝากไข่ ควรเริ่มเก็บไข่ตอนอายุเท่าไร? 08:05

ปัจจัยที่ควรพิจารณา คือ อายุ ความคุ้มค่า และแพลนการแต่งงาน

  • อายุ

จะเห็นว่าโอกาสที่ไข่จะคุณภาพเสื่อมลง โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติ รวมไปถึงโอกาสที่จะตั้งครรภ์ ลดลงค่อนข้างชัดเจนหลังอายุ 35 ไป โดยทั่วไปแนะนำว่าควรฝากไข่ไว้ก่อนอายุ 35 ปี น่าจะได้ประโยชน์สูงสุด มีโอกาสที่จะได้ไข่ที่มีคุณภาพดีที่สุด และเหมาะที่จะเอาไปใช้ในการทำ ICSI ในอนาคตเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์

สำหรับคนที่อายุเกิน 35 ปี อย่างน้อยการเก็บไข่ไว้ปีนี้ คุณภาพไข่ก็ยังดีกว่าปีหน้า แต่คุณภาพอาจจะไม่ดีเท่ากับตอนเราเก็บก่อนอายุ 35 ปี รวมไปถึงจำนวนเซลล์ไข่ที่เก็บได้ในแต่ละรอบเดือนก็อาจจะน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการกระตุ้นไข่ตอนที่เราอายุน้อยกว่า แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย สรุปว่าถ้าเป็นไปได้แนะนำให้เก็บก่อนอายุ 35 ปี แต่ถ้าอายุเกิน 35 ปีไปแล้ว อย่างน้อยรีบเข้ามาเก็บดีกว่ารอไปเก็บปีหน้าหรือ 2 ปีข้างหน้า อย่างไรคุณภาพก็จะดีกว่า

  • ความคุ้มค่า

โอกาสการตั้งครรภ์สูงสุดอยู่ในช่วงอายุประมาณ 25-29 ปี หลังจากนั้นค่อยๆ ลดลง ช่วงอายุ 30 ต้นๆ ก็ลดลงอย่างช้าๆ แต่จะลดลงอย่างชัดเจนหลังอายุ 35 ปี

ทำไมไม่แนะนำให้มาเก็บเซลล์ไข่ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น?

สามารถฝากไข่ได้ แต่ถ้าพิจารณาในแง่ของความคุ้มค่า เช่น เก็บไข่ไว้ตอนอายุ 27 ปี และแต่งงาน 3-4 ปีถัดมา ซึ่งก็คืออายุ 31-32 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ยังสูงอยู่ สามารถมีลูกเองตามธรรมชาติได้ ไข่ที่เก็บไว้ก็อาจจะไม่ได้ใช้ จึงไม่ได้แนะนำให้คนที่อายุน้อยมาเก็บไข่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นหรือสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว

เมื่อมองในประเด็นอายุกับความคุ้มค่า การฝากไข่ในช่วงอายุ 30-35 ปีจะมีความคุ้มค่าสูงที่สุด เพราะว่าถ้าอายุเกิน 35 ปีไปแล้ว คุณภาพไข่จะลดลงค่อนข้างชัดเจน และเมื่อแต่งงานหลังอายุ 35 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ก็จะลดลงค่อนข้างมาก ทำให้มีโอกาสได้ใช้ไข่ที่เก็บไว้มากกว่าการเก็บไข่ตอนอายุยังน้อย ยกเว้นบางกรณีที่มีความจำเป็น มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่มีผลกระทบต่อเซลล์ไข่ เช่น เป็นมะเร็งที่ต้องได้รับเคมีบำบัด มีความจำเป็นต้องตัดรังไข่ มีเนื้องอกหรือซีสต์ที่รังไข่ขนาดใหญ่ กรณีเหล่านี้อาจแนะนำให้แช่แข็งไข่เก็บไว้ก่อนการรักษา

  • แพลนแต่งงาน

ปกติการแช่แข็งเก็บเป็นเซลล์ไข่ ตามข้อมูลหลายประเทศทั่วโลก พบว่าเมื่อละลายไข่แช่แข็ง โอกาสที่เซลล์ไข่จะรอดและใช้ได้จะอยู่ที่ประมาณ 60-80% แต่ถ้าเป็นของ Superior A.R.T. จะอยู่ที่ประมาณ 80-90% ซึ่งค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยจากทั่วโลก

ส่วนการแช่แข็งตัวอ่อนที่มีเซลล์หลายเซลล์ เมื่อนำมาละลาย โอกาสที่จะเกิดความเสียหายจะน้อยกว่าการแช่แข็งเซลล์ไข่ที่เป็นเซลล์เดียว อัตราการรอดของตัวอ่อนจะสูงกว่า โดยข้อมูลทั่วโลกจะอยู่ประมาณ 80-90% ส่วนข้อมูลของ Superior A.R.T. จะอยู่ที่เกิน 95%

หากมีแพลนที่จะแต่งงานเร็วๆ นี้ แนะนำให้แช่แข็งตัวอ่อนดีกว่า แต่ถ้ายังโสด หรือคิดว่าแพลนการมีบุตรยังอีกนาน การแช่แข็งไข่ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ดีกว่าปล่อยไว้ให้ไข่เสื่อมไปตามอายุ

สรุปแล้ว เมื่อไรถึงควรจะต้องฝากไข่ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ อายุ แนะนำก่อนอายุ 35 ปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 35 ปี ควรมาเก็บให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

ปัจจัยด้านความคุ้มค่า แนะนำว่าช่วงอายุ 30-35 ปีเป็นช่วงที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสที่จะได้ใช้มากกว่าการฝากไข่ไว้ตอนอายุน้อย

สุดท้ายคือแพลนแต่งงาน ถ้ามีแพลนแต่งงานไม่นานมาก อาจจะแนะนำให้ทำ ICSI หรือแช่แข็งตัวอ่อนดีกว่าการแช่แข็งเซลล์ไข่ แต่ถ้ายังไม่มีแพลน หรือว่ายังอีกนาน แนะนำให้แช่แข็งไข่

ต้องเก็บไข่กี่รอบถึงจะพอ หรือต้องมีไข่แช่แข็งไว้กี่ใบถึงจะพอ? 15:25

ในแต่ละรอบ แต่ละคนอาจจะเก็บไข่ได้จำนวนไม่เท่ากัน จากข้อมูลจากการศึกษาที่ค่อนข้างเก่า ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีการแช่แข็งไข่ ซึ่งเดิมใช้เทคนิคที่เรียกว่า Slow Freezing ทำให้หลังละลายแล้วโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อเซลล์ไข่สูงกว่าวิธีในปัจจุบัน ซึ่งจากตัวเลขของเทคนิคนี้บอกว่า ถ้าเก็บไข่ได้ประมาณ 15-20 ใบ ในคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปี พบว่ามีโอกาสได้ลูกประมาณ 80-85% 

ปัจจุบันยังสามารถใช้ตัวเลขนี้เป็นแนวทางได้ การฝากไข่แช่แข็งในคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปี อย่างน้อย 10-15 ใบขึ้นไปก็น่าจะเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเก็บเพิ่ม แต่ถ้าเก็บได้น้อยกว่า 10 ใบ อาจจะแนะนำให้กระตุ้นและเก็บเพิ่มอีกรอบ

ถ้าอายุเกิน 35 ปี ต้องเก็บไข่กี่ใบ? 16:50

บางข้อมูลบอกว่าต้องเก็บ 20-30 ใบ หรือถ้าอายุเยอะกว่านั้นอาจจะต้องเก็บถึง 40-50 ใบ โอกาสตั้งครรภ์ถึงจะสูงประมาณ 85% ซึ่งในความเป็นจริงอาจทำได้ยาก เพราะอายุเยอะขึ้น ไม่ใช่แค่คุณภาพไข่ที่ลดลง แต่จำนวนไข่ที่เก็บได้ต่อรอบก็ลดลงด้วย บางคนกระตุ้นไข่ 2-3 รอบ ก็อาจจะเก็บไข่ได้ไม่ถึง 10 ใบ 

คำแนะนำคือ เก็บเท่าที่สามารถเก็บได้ ถ้าสามารถกระตุ้นได้รอบเดียวก็เก็บไว้ หรือถ้าทำได้มากกว่านั้นก็ถือว่าดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้อง 20-30 ใบ เพราะอาจเป็นไปได้ยาก

ขั้นตอนการกระตุ้นไข่และการเก็บไข่เพื่อแช่แข็งไข่ 17:56

จากภาพบนจอมอนิเตอร์ แถวบนเป็นกระบวนการที่ไข่โตและตกตามธรรมชาติ ในช่วง 3 วันแรกของรอบเดือน จะมีฟองไข่ใบเล็กหลายใบถูกเรียกขึ้นมาเพื่อโตแข่งกัน หลังจากนั้นช่วงกลางรอบเดือน จะเหลือเพียงแค่ใบเดียวที่โตชนะใบอื่นและตกได้ 1 ใบใน 1 รอบเดือน ส่วนใบอื่นๆก็จะฝ่อและหายไปในแต่ละรอบเดือน สาเหตุที่ได้เพียงใบเดียว เพราะฮอร์โมนจากธรรมชาติที่สร้างจากต่อมใต้สมองของผู้หญิงมีเพียงพอสำหรับการกระตุ้นไข่ได้แค่ใบเดียวในรอบเดือน

สำหรับรอบที่ใช้ยากระตุ้นไข่ จะใช้ฮอร์โมนตัวนี้ในขนาดที่สูงขึ้น ทำให้สามารถกระตุ้นไข่หลายใบให้โตพร้อมกัน และสามารถเก็บได้หลายใบใน 1 รอบ ปกติการกระตุ้นไข่จะใช้เวลาฉีดยาประมาณ 8-12 วัน หลังจากนั้นประมาณ 12-14 วันก็สามารถเก็บไข่ได้

ขั้นตอนการเก็บไข่ 20:00

ระหว่างทำจะใช้ยาสลบแบบฉีด คนไข้จะไม่เจ็บและไม่รู้สึกตัว โดยมีวิสัญญีแพทย์ดูแล เมื่อเริ่มขั้นตอนการเก็บไข่ หมอสูติฯ จะใช้หัวตรวจอัลตราซาวด์เหมือนที่อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด ร่วมกับเข็มที่อยู่คู่กับหัวตรวจเจาะผ่านผนังช่องคลอด เพื่อดูดเซลล์ไข่ออกจากฟองไข่โดยตรง โดยจะได้เป็นน้ำออกมา แล้วส่งให้นักวิทย์ฯ ในห้องแล็บตรวจหาเซลล์ไข่

ซึ่งเซลล์ไข่ที่ต้องการจะเป็นไข่สุกสมบูรณ์ ลักษณะเป็นเซลล์กลม มีจุดหรือโพลาร์บอดี เรียกว่า MII พร้อมสำหรับการปฏิสนธิ ส่วนไข่ที่ยังไม่สุกหรือเป็นไข่อ่อนจะยังไม่พร้อมใช้งาน มีลักษณะเป็นเซลล์กลม ไม่มีจุดด้านข้าง เห็นนิวเคลียสตรงกลาง หรือเป็นเซลล์กลม ไม่มีจุดด้านข้าง แต่ไม่มีนิวเคลียสตรงกลาง

หลังจากนั้นนักวิทย์ฯ จะนำเซลล์ไข่ไปแช่แข็งด้วยเทคนิค Vitrification และเก็บไว้ในไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิประมาณ -196 องศาเซลเซียส เพื่อหยุดการทำงานของเซลล์ไข่ และรักษาคุณภาพไว้เท่าๆ กับตอนที่เก็บ โดยสามารถเก็บได้นานเป็น 10 ปี จากรายงานในต่างประเทศ พบว่ามีการตั้งครรภ์จากไข่ที่แช่แข็งไว้นานถึงประมาณ 14 ปี หากสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิในการเก็บเหมาะสม ก็สามารถเก็บได้ยาวๆ

การเตรียมตัวก่อนเก็บไข่ 22:58

การรักษาสุขภาพ ปรับไลฟ์สไตล์ให้เป็นไปในทางที่ดี

  • ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน ช่วยให้คุณภาพไข่และเซลล์ต่างๆ ของร่างกายดีขึ้น
  • ออกกำลังกายแบบพอดี ระดับปานกลาง 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 30 นาทีขึ้นไป เช่น วิ่งเหยาะๆ ให้พอหายใจเหนื่อย การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน นอนก่อน 4 ทุ่ม ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ได้ดี ส่งผลดีต่อคุณภาพของเซลล์ไข่
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด
  • จดบันทึกประจำเดือน มีประโยชน์อย่างมากเมื่อเข้ามาตรวจกับคุณหมอ เป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบในการกระตุ้นไข่
  • กินวิตามิน วิตามินพื้นฐาน คือ วิตามินก่อนตั้งครรภ์ ที่เป็นวิตามินรวมและมีส่วนประกอบของโฟลิค ถัดมาคือ กลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น Coenzyme Q10 ขนาดตั้งแต่ 50 มก.- 600 มก., แอสตาแซนทีน, วิตามิน C วิตามิน E และวิตามิน D หลายคนมีวิตามิน D ต่ำกว่าเกณฑ์ อาจทำให้คุณภาพไข่ การทำเด็กหลอดแก้ว หรือการใส่ตัวอ่อนน้อยลงได้ สุดท้ายคือเมลาโทนิน สามารถช่วยเรื่องคุณภาพเซลล์ไข่ได้ ส่วนคนไข้กลุ่ม PCOS อาจใช้ไมโอ-อิโนซิทอล

สำหรับผู้หญิงอายุ 30-35 ปี หรือยังไม่มีแพลนแต่งงานในเร็วๆ นี้ การแช่แข็งไข่ ฝากไข่ไว้ก่อน เป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกในอนาคต และลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีโอกาสมีความผิดปกติทางโครโมโซม

แต่สำหรับคนที่มีอายุเกิน 40 ปี คุณภาพไข่จะลดลงมาก โอกาสที่ไข่จะมีความผิดปกติสูงมาก การแช่แข็งไข่อาจไม่ค่อยได้ประโยชน์ หากแต่งงานแล้วแนะนำทำ ICSI ร่วมกับการตรวจโครโมโซม และแช่แข็งเป็นตัวอ่อนเก็บไว้ ดีกว่าการแช่แข็งเป็นเซลล์ไข่ สามารถเก็บตัวอ่อนได้นานโดยยังคุณภาพดีอยู่ เหมาะสำหรับวางแผนมีลูกคนที่ 2 หรือ 3 ในอนาคตได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

➡️ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บริการฝากไข่

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x แอร์ ภัณฑิลา : จริงไหม? ที่มีลูกคนแรกแล้ว คนที่ 2 จะมีง่ายขึ้น

หมอนิ x แอร์ ภัณฑิลา : จริงไหม? ถ้ามีลูกคนแรกแล้ว คนที่สองจะมาง่ายขึ้น

เรื่องจริงไหม.. ถ้ามีลูกคนแรกแล้ว คนที่สองจะมาง่ายขึ้น?

หลายคนเชื่อว่าร่างกายของผู้หญิงเมื่อเคยตั้งครรภ์มาแล้ว กลไกในร่างกาย “เคยทำสำเร็จมาแล้ว” ทำให้การมีลูกครั้งถัดไปเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นโดยธรรมชาติ ความเชื่อนี้มีน้ำหนักแค่ไหน และเป็นจริงสำหรับทุกคนหรือไม่?

ใครที่กำลังสงสัยอยู่ คลิปนี้มีคำตอบ 👶🏻✨ 

ถามหมอ EP. พิเศษ! วันนี้ คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. ไม่ได้มาตอบคำถามคนเดียว แต่มีแขกรับเชิญสุดพิเศษ “คุณแอร์ ภัณฑิลา” มาร่วมเป็นตัวแทนว่าที่คุณแม่ลูกสอง ยิงถามคำถามแทนใจสาวๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

ใครกำลังวางแผนครอบครัว หรือเตรียมตัวมีเบบี๋คนที่สอง ห้ามพลาดคลิปนี้นะคะ 💙


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : PM2.5 ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่ยังทำลายโอกาสมีลูกด้วย

ถามหมอกับหมอจิว PM2.5 ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่ยังทำลายโอกาสมีลูกด้วย

รู้หรือไม่? ฝุ่นจิ๋ว PM2.5  ไม่ได้ทำร้ายแค่ “ปอด” แต่ยังแอบทำร้าย “โอกาสในการมีลูก” ของเราด้วย!! 💔

มลภาวะขนาดเล็กที่กลายเป็นปัญหาใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ระบบทางเดินหายใจหรือปอดเท่านั้น แต่อาจกระทบต่อสุขภาพร่างกายในหลายด้าน รวมถึงระบบสืบพันธุ์ ทำให้มีบุตรยากมากกว่าที่คิด 😷💨

ฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อโอกาสในการมีลูกมากแค่ไหน? เราจะรับมือและป้องกันตัวเองได้อย่างไร? วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ในคลิปนี้ 🎬


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.62 ❝ปัญหามีลูกยากในฝ่ายชาย❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2567)

การวินิจฉัยเรื่องภาวะมีบุตรยากต้องอาศัยข้อมูลจากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ปกติแล้วจะใช้เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก เมื่อผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันสม่ำเสมอ มีเพศสัมพันธ์ปกติเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 6 เดือนถึง 1 ปี แล้วยังไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น จะเรียกได้ว่ามีปัญหาภาวะมีลูกยาก ใน EP. 62 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับปัญหา มีลูกยาก ในฝ่ายชาย

ภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย มีโอกาสมากน้อยแค่ไหน? 02:33

ภาวะมีบุตรยากประมาณครึ่งหนึ่งมีปัญหาของฝ่ายชายร่วมด้วย โดยประมาณ 20% เป็นปัญหาจากฝ่ายชายอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้มีปัญหาจากฝ่ายหญิง ซึ่งจะเห็นได้ว่าก็พบได้ค่อนข้างเยอะ แต่ก็มีอีกประมาณ 10-15% ที่มีภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ

จะรู้ได้อย่างไรว่าปัญหามีบุตรยากเกิดจากฝ่ายชาย? 03:12

ง่ายที่สุดคือนำน้ำเชื้อของฝ่ายชายมาตรวจดูคุณภาพของน้ำอสุจิ ปกติจะแนะนำให้เตรียมตัวโดยการงดหลั่งประมาณ 2-5 วัน ก่อนจะมาเก็บน้ำเชื้อเพื่อทำการตรวจ เพื่อให้ได้คุณภาพน้ำเชื้อที่ดีที่สุด ถ้าตรวจพบว่ามีความผิดปกติ ก็แสดงว่าน่าจะมีปัญหาภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย

นอกจากนั้น อาจจะตรวจลูกอัณฑะ อวัยวะเพศ หรือสอบถามปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ เช่น สมรรถภาพทางเพศ ถ้าผู้ชายมีปัญหาเรื่องการแข็งตัว การหลั่ง หรือว่าปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ อาจจะบอกได้ว่ามีปัญหาภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย

ขนาดของลูกอัณฑะ 04:09

มีข้อมูลว่า ผู้ชายที่มีลูกได้ตามปกติ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องมีลูกยาก ขนาดของลูกอัณฑะที่อ้างอิงจากค่าเฉลี่ยที่มาจากสถิติจะอยู่ที่ประมาณ 20 cc ในขณะที่ผู้ชายที่มีปัญหาเรื่อง มีลูกยาก พบว่าลูกอัณฑะจะมีขนาดเล็กกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 15-18 cc

ขนาดของลูกอัณฑะเท่าไร ถึงจะนับว่า มีลูกยาก ? 04:56

ไม่ได้มีเกณฑ์ชัดเจนว่าขนาดเท่าไรถึงจะเรียกว่ามีลูกยาก สุดท้ายจะดูจากคุณภาพน้ำเชื้อ ความสามารถในการมีลูก จากการที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปีหรือมากกว่า การดูลูกอัณฑะอาจจะเป็นสิ่งที่ใช้ประกอบ ไม่ใช่เป็นปัจจัยหลักที่ใช้ในการวินิจฉัยคนไข้

สาเหตุของการเกิดภาวะมีลูกยากในฝ่ายชาย 05:26

ต้องทำความเข้าใจเรื่องการทำงานของระบบสืบพันธุ์เพศชายก่อน ปกติแล้วอวัยวะที่จะมีบทบาทในการสร้างน้ำอสุจิ ก็คือลูกอัณฑะ ซึ่งจะทำหน้าที่ 2 อย่าง คือสร้างฮอร์โมนเพศชาย ที่ทำให้มีลักษณะของเพศชาย เช่น มีหนวด มีขน เสียงแตก เป็นต้น

นอกจากนี้ ลูกอัณฑะยังมีบทบาทในการสร้างตัวอสุจิ หลังจากที่สร้างตัวอสุจิ ลูกอัณฑะก็จะปล่อยตัวอสุจิผ่านไปตามท่อ แล้วจะออกมาสู่โลกภายนอกผ่านทางอวัยวะเพศ ดังนั้นการสร้างตัวอสุจิก็จะเกิดที่อัณฑะ แล้วก็ผ่านทางท่อที่มารวมท่อเดียวกับท่อปัสสาวะ แล้วก็ออกมาสู่ภายนอก

ซึ่งศูนย์ที่ควบคุมเหนือลูกอัณฑะก็คือสมอง สมองจะเป็นตัวที่สร้างฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ในการสั่งการให้ลูกอัณฑะสามารถสร้างฮอร์โมนเพศชาย และสร้างตัวอสุจิได้ตามปกติ ซึ่งสมองทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า FSH กับ LH มีหน้าที่สั่งลูกอัณฑะให้สร้างสเปิร์มและสร้างฮอร์โมนเพศชาย

ปัญหาเรื่องมีลูกยากในผู้ชายจะแบ่งสาเหตุออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. ปัญหาที่เกิดจากสมองสั่งการผิดปกติ ทำให้มีการสร้างฮอร์โมน FSH หรือ LH ที่ผิดปกติ ทำให้การทำงานของลูกอัณฑะผิดปกติไปด้วย
  2. ความผิดปกติของลูกอัณฑะ เช่น ลูกอัณฑะฝ่อหรือมีการทำงานที่ผิดปกติ ไม่สามารถสร้างสเปิร์มหรือฮอร์โมนเพศชายได้
  3. ปัญหาที่เกิดจากท่อหรือทางขนส่ง เป็นที่ตำแหน่งไหนก็ได้หลังจากลูกอันฑะ อาจจะมีการตีบตันของท่อ หรือตำแหน่งของท่อปัสสาวะ ทำให้สเปิร์มไม่สามารถจะขนส่งออกมาสู่ภายนอกได้ ทำให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอสุจิ

1. ปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง 07:46

1.1 ความผิดปกติที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด

ที่พบบ่อยแต่ก็ไม่ได้เจอเยอะมาก คือ Kallmann Syndrome เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมใต้สมองที่ไม่สามารถสร้างฮอร์โมน FSH และ LH จึงทำให้ไม่สามารถกระตุ้นลูกอัณฑะให้สร้างสเปิร์มและสร้างฮอร์โมนเพศชายได้ ในคนไข้กลุ่มนี้จะมีปัญหาการรับรู้กลิ่นร่วมด้วย เพราะต่อมใต้สมองนี้พัฒนามาพร้อมกับประสาทรับกลิ่น และจะมีความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น เมื่ออายุ 13-14 ปีแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเข้าสู่วัยรุ่น ไม่มีนมแตกพาน ไม่มีขนขึ้นตามอวัยวะเพศ ไม่มีขนรักแร้ แล้วไม่มีน้ำอสุจิหลั่งออกมา คือไม่สามารถที่จะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้ตามปกติ

1.2 ความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลัง 

  • คนไข้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคอ้วน หรือโรคร่วมอื่นๆ ที่ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่ป่วยหนัก ทำให้สมองไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้ตามปกติ จึงทำให้มีปัญหาเรื่องมีลูกยากได้
  • คนไข้ที่มีปัญหาเรื่องการกิน เช่น โรคคลั่งผอม ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ อยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมที่จะสร้างฮอร์โมนเพศชายหรือสร้างสเปิร์มได้ ทำให้มีลูกยากได้เช่นกัน
  • มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง หรือมีเนื้องอกที่มากดเบียดต่อมใต้สมอง ทำให้การทำงานของฮอร์โมนต่อมใต้สมองผิดปกติได้
  • นักเพาะกาย หรือเล่นกล้าม ที่มีการใช้ฮอร์โมนเพศชาย หรือ Anabolic Steroid เพื่อช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ ซึ่งพบได้มากขึ้นในปัจจุบัน การรับฮอร์โมนจากภายนอกเข้าไป จะทำให้ร่างกายเข้าใจว่าเรามีฮอร์โมนเพศชายเยอะแล้ว เมื่อต่อมใต้สมองรู้ว่ามีฮอร์โมนเพศชายมาก ก็จะทำงานลดลง สร้างฮอร์โมน FSH กับ LH ลดลง ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นอัณฑะให้สร้างตัวอสุจิได้ตามปกติ ทำให้มีปัญหาคุณภาพน้ำอสุจิ เมื่อตรวจน้ำอสุจิแล้วอาจไม่พบตัวอสุจิเลย หลังจากที่หยุดยา จะกลับสู่สภาวะปกติได้เร็วมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปริมาณของยาและระยะเวลาใช้ หากใช้ปริมาณไม่มากและระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หลังจากหยุดยาฮอร์โมนส่วนใหญ่จะกลับมาสู่สภาวะปกติภายใน 1-3 เดือน ส่วนการสร้างอสุจิจะใช้เวลานานกว่านั้น ประมาณ 3-6 เดือน สำหรับรายที่มีการใช้ฮอร์โมนเพศชายจากภายนอกเป็นระยะเวลานานมากกว่า 1 ปี เมื่อสมองถูกกด ไม่ได้สร้างตัวฮอร์โมนเป็นระยะเวลานาน ก็จะมีการฝ่อ จึงใช้เวลานานขึ้นกว่าที่จะกลับมาคืนสู่สภาพปกติ อาจจะนานถึง 6 เดือน 1 ปี หรือบางคนอาจจะนานกว่านั้น

2. ปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของลูกอัณฑะ 11:50

ตัวอัณฑะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศชาย หรือสร้างสเปิร์มได้ แบ่งเป็น

2.1 ความผิดปกติที่เป็นตั้งแต่กำเนิด ที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ที่พบบ่อยคือความผิดปกติของโครโมโซมเพศ

  • ความผิดปกติที่เกิดจากโครโมโซม X เกินมา 1 ตัว จะทำให้คนนั้นมีปัญหา คือเป็นเพศชาย มีอวัยวะเพศชาย แต่การทำงานของลูกอัณฑะอาจจะไม่ปกติ จะเป็นผู้ชายที่มีลักษณะสูงใหญ่กว่าปกติ อาจจะมีเต้านม มีอวัยวะเพศเล็ก และอาจจะมีการสร้างตัวอสุจิที่ไม่ดี
  • ความผิดปกติที่เกิดจากโครโมโซม Y ที่บางส่วนของโครโมโซมมีความผิดปกติหรือเสียหาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสเปิร์ม ทำให้สร้างตัวสเปิร์มหรือสร้างฮอร์โมนเพศชายผิดปกติ ในกลุ่มของคนไข้ที่มีความผิดปกติของน้ำเชื้อมากๆ หรือว่ามีจำนวนตัวของอสุจิที่อยู่ในน้ำอสุจิที่น้อยมาก อาจจะเป็นข้อบ่งชี้หนึ่งในการพิจารณาตรวจโครโมโซมผู้ชายคนนั้น เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของโครโมโซมเพศ หรือมีความผิดปกติของโครโมโซม Y หรือไม่

2.2 ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ที่ลูกอัณฑะอยู่ผิดตำแหน่ง 

ในร่างกายเราอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมกับการสร้างตัวอสุจิ ปกติแล้วอสุจิจะสร้างได้จำเป็นที่จะต้องอยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 2-3 องศาเซลเซียส เป็นสาเหตุให้อัณฑะอยู่ภายนอกร่างกาย เพื่อที่จะได้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมในการสร้างตัวอสุจิ

ในบางคนที่มีความผิดปกติ เช่น มีอัณฑะทองแดง คือข้างหนึ่งอยู่ภายนอก และอีกข้างหนึ่งที่อยู่ในช่องท้อง ซึ่งอัณฑะข้างนั้นก็จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการสร้างตัวอสุจิ ทำให้คุณภาพของน้ำเชื้อไม่ดี นอกจากนั้น พบว่ามันมีส่วนที่จะเหนี่ยวนำทำให้อัณฑะอีกข้างหนึ่งทำงานผิดปกติไปด้วย ดังนั้นถ้ามีอัณฑะข้างหนึ่งอยู่ในช่องท้อง แนะนำให้ผ่าตัดแก้ไข นอกจากนี้อัณฑะที่อยู่ในช่องท้องยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของลูกอัณฑะที่อยู่ในช่องท้องได้ แนะนำให้ผ่าตัดแก้ไข หรือว่าตัดอัณฑะข้างนั้นที่อยู่ในช่องท้องออกไป เพื่อป้องกันปัญหา

2.3 ความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • เส้นเลือดขอดที่อัณฑะ ที่พบได้บ่อย เป็นเส้นเลือดดำที่มีการขยายตัวและมาอยู่บริเวณรอบๆ อัณฑะ ทำให้อุณหภูมิบริเวณลูกอัณฑะสูงกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้สร้างอสุจิได้แย่ลง รวมไปถึงพอมีเส้นเลือดขอด มีเส้นเลือดดำมาก มีเลือดเสียที่คั่งอยู่บริเวณลูกอันฑะเยอะขึ้น มีสารพิษต่างๆ สะสม มีผลทำให้สร้างตัวอสุจิแย่ลงได้ ในคนที่มีปัญหาเรื่องเส้นเลือดขอดที่อัณฑะ ร่วมกับมีผลตรวจน้ำเชื้อที่ผิดปกติ แนะนำให้ผ่าตัดแก้ไขเส้นเลือดขอด อาจจะทำให้คุณภาพของตัวอสุจิดีขึ้นได้
  • โรคติดเชื้อ ถ้าเชื้อลงไปที่ลูกอัณฑะ จะทำให้ลูกอัณฑะอักเสบและทำงานผิดปกติได้ เช่น คางทูม วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม
  • สาเหตุอื่นๆ ที่ทำลายลูกอัณฑะ เช่น อุบัติเหตุ การกระทบกระแทกรุนแรง การได้รับการฉายแสง หรือเคมีบำบัด
  • การแช่น้ำร้อนหรือซาวน่าบ่อยๆ ทำให้อุณหภูมิของลูกอัณฑะสูงกว่าปกติ ทำให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพของอสุจิได้ มีข้อมูลว่าในผู้ชายที่แช่น้ำร้อนหรือซาวน่าเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะทำให้คุณภาพของน้ำเชื้อแย่ลง

3. ปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของท่อนำอสุจิ 17:26

ถึงแม้ว่าต่อมใต้สมองทำงานปกติ ลูกอัณฑะทำงานปกติ แต่หากท่อทำงานผิดปกติ ตัวอสุจิก็ไม่สามารถออกมาสู่ภายนอกทำให้เกิดการปฏิสนธิได้

3.1 ความผิดปกติแต่กำเนิด ก็คือในคนที่ไม่มีท่อตั้งแต่กำเนิด
3.2 เกิดขึ้นภายหลัง เช่น การทำหมัน ที่มีการผูกตัดท่อ จะทำให้ตัวท่อทำงานไม่ได้ อสุจิก็ออกมาไม่ได้
3.3 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม ถ้าทิ้งไว้นาน ไม่ได้รับการรักษา ทำให้มีการอักเสบภายในท่อตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ท่อปัสสาวะ ท่อนำอสุจิ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการตีบตันของท่อ ตัวอสุจิก็ออกมาไม่ได้ ทำให้มีปัญหามีลูกยาก
3.4 ความผิดปกติที่เกิดจากระบบประสาท จะทำให้ตัวท่อไม่สามารถที่จะขยับแล้วนำตัวอสุจิให้เคลื่อนออกมาภายนอกได้ ที่พบบ่อย เช่น ในคนที่มีปัญหาเรื่องเบาหวานที่คุมไม่ดี จะมีปัญหาเรื่องท่อไม่สามารถขยับได้ดี ทำให้ไม่สามารถบีบอสุจิออกมาภายนอกได้ และอาจไหลย้อนเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้การตรวจคุณภาพของน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาไม่เห็นตัวอสุจิ หรือปริมาณของน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาน้อย ในคนไข้เบาหวานอาจจะต้องตรวจดูว่ามีน้ำอสุจิไหลย้อนเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ ซึ่งการตรวจทำได้ง่ายมาก คือให้คนไข้ช่วยตัวเอง โดยอาจจะมีน้ำหลั่งออกมาหรือไม่มีก็ได้ หลังจากนั้นจึงเก็บปัสสาวะมาตรวจ หากพบว่ามีตัวอสุจิอยู่ในปัสสาวะ ก็คือพิสูจน์ได้ว่ามีปัญหาเรื่องของอสุจิไหลย้อนเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ

อายุในฝ่ายชาย เป็นปัจจัยทำให้มีภาวะมีบุตรยากมากขึ้นหรือไม่? 20:27

อย่างที่ทราบกันว่า ในผู้หญิง คุณภาพไข่และจำนวนไข่จะลดลงตามอายุ ทำให้ผู้หญิงมีปัญหาเรื่องมีลูกยากมากขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 35 ปี และเมื่ออายุ 40 ปลายจนถึง 50 ปี ก็จะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน และไม่สามารถมีลูกได้

ในผู้ชาย คุณภาพของน้ำอสุจิเปลี่ยนแปลงช้ากว่านั้น โดยทั่วไปจะเริ่มพบว่ามีความถดถอยของคุณภาพน้ำอสุจิ หลังจากที่ผู้ชายอายุเกิน 45-50 ปีเป็นต้นไป โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ชายที่มีโรคร่วม มีโรครื้อรังต่างๆ เช่น อ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันที่คุมไม่ดี จะมีปัญหาคุณภาพของน้ำอสุจิที่ลดลงตามอายุได้มากกว่าปกติ ในขณะที่ผู้ชายที่อายุเยอะขึ้นแต่สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี คุณภาพน้ำเชื้อก็ลดลง แต่ไม่ได้ลดลงมาก ซึ่งในบางคนที่อายุ 60-70 ปี ก็ยังสามารถที่จะมีลูกได้

แต่ปัญหาที่เราพบในผู้ชายที่อายุเยอะขึ้นคือ อาจจะมีความผิดปกติของ DNA เยอะขึ้น หรือมีความแตกหักของ DNA ของตัวสเปิร์ม ซึ่งจะพบมากขึ้นตามอายุ อาจจะส่งผลทำให้คุณภาพของตัวอ่อนที่เกิดจากการทำ ICSI ลดลงได้ แต่ก็มีเทคโนโลยีหรือว่าเทคนิคที่ใช้ในการคัดตัวสเปิร์มที่มีปัญหาเรื่องความแตกหักของโครโมโซมเพื่อคัดออกไป แล้วก็เลือกตัวที่มีความแตกหักของโครโมโซมน้อย เพื่อใช้ในการทำ ICSI ก็จะทำให้คุณภาพของตัวอ่อนดีขึ้นได้ เทคโนโลยีนั้นเรียกว่า Sperm MACS

นอกจากนี้ในคนที่อายุเยอะขึ้น จะมีปัญหาเรื่องสมรรถภาพทางเพศ เช่น ความต้องการทางเพศลดลง ความสามารถในการแข็งตัวลดลง การหลั่งอสุจิสำเร็จได้น้อยลงตามอายุ

การรักษาภาวะมีบุตรยากของฝ่ายชาย 23:00

อันแรกเป็นเรื่องของการรักษาตามสาเหตุ หากมีเส้นเลือดขอดที่อัณฑะ ก็ผ่าตัดรักษา หรือเป็นหนองใน หนองในเทียม แนะนำให้รักษาการติดเชื้อให้เร็ว ก็จะลดความเสี่ยงของการเกิดท่อนำอสุจิตีบตัน

นอกจากนี้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ การปรับพฤติกรรมสุขภาพให้เป็นไปในทางที่ดี เช่น การลดน้ำหนักในคนที่มีน้ำหนักเกิน การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การลดดื่มสุรา การงดสูบบุหรี่ รวมถึงการเลิกสารเสพติดต่างๆ ก็จะทำให้คุณภาพของอสุจิดีขึ้นได้

สำหรับยาบำรุงที่แนะนำให้ใช้ เพื่อช่วยเรื่องของคุณภาพอสุจิ คือ ซิงค์ (Zinc) โฟลิค (Folic) และ CoQ10 รวมถึงผู้หญิงก็สามารถทานได้ด้วย

ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาได้ หรือไม่รู้สาเหตุ จำเป็นต้องใช้วิธีทางการแพทย์ช่วย หรือใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ช่วยในการมีลูก

  • การทำ IUI เหมาะกับผู้ชายที่มีปัญหาเรื่องเชื้อไม่มาก โดยทั่วไปน้ำเชื้อที่หลั่งมาครั้งหนึ่งต้องมีตัวที่เคลื่อนไหวดีเกิน 10 ล้านตัว โดยที่ผู้หญิงต้องสามารถกระตุ้นให้ไข่ตกได้ และต้องมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อยหนึ่งข้าง ถึงจะทำ IUI ได้
  • การทำ ICSI เหมาะในผู้ชายที่มีปัญหาเรื่องสเปิร์มมากๆ หรือในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาร่วมด้วยเยอะ หรือมีท่อนำไข่ตัน หรือว่าไม่สามารถที่จะกระตุ้นให้ผู้หญิงไข่ตกได้ ก็จะต้องข้ามไปทำ ICSI

การเลือกสเปิร์มคุณภาพดี 25:25

เพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่คุณภาพดี จะมีขั้นตอนและหลักการที่แตกต่างกันไป โดยจะดูเป็นรายๆ ไป ดังนี้

โดยทั่วไปจะใช้การปั่นตกของตัวสเปิร์ม แล้วก็ใช้การ Swim Up คือการทำให้สเปิร์มวิ่งขึ้นมาที่ด้านบนของสารละลาย แล้วเก็บตัวสเปิร์มตรงนั้นมา ก็จะได้ตัวสเปิร์มที่แข็งแรงดีพอสมควร เพราะสามารถที่จะวิ่งขึ้นมาด้านบนได้ และจะไปดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูรูปร่างหน้าตาของตัวอสุจิ ดูหัว ดูตัว ดูหาง ว่ารูปร่างหน้าตาโอเค แล้วนักวิทย์ก็จะเลือกตัวที่ดีเพื่อยิงเข้าไปในไข่ให้เกิดการปฏิสนธิ ซึ่งเป็นเทคนิคมาตรฐานที่ใช้ในการคัดตัวสเปิร์ม

ในกรณีที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอสุจิ ตัวเคลื่อนไหวไม่ดี หรือมีปัญหา DNA ที่แตกหัก หรือว่ามี Fragmentation ของสเปิร์มที่เยอะ จะใช้ Microfluidics ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้คัดแยกสเปิร์มที่เคลื่อนไหวดี เพื่อเอามาใช้ โดยจะใส่อสุจิเข้าไปที่ช่องตรงกลางหรือด้านบนในบางยี่ห้อ โดยตัวอสุจิจะว่ายผ่าน filter ช่องเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าไปที่ปลายทาง และจะคัดเอาตัวอสุจิที่เดินทางมาถึงปลายทางเพื่อมาใช้ในการทำอิ๊กซี่

ในคนที่มีปัญหาเรื่อง Fragmentation เยอะๆ หรือในคนที่อายุเกิน 45-50 ปีขึ้นไป แล้วตรวจพบว่ามีความผิดปกติของ DNA หรือว่ามีการแตกหักของ DNA เยอะ ซึ่งปกติจะตัดเกณฑ์ที่ประมาณ 25-30% ถ้าเกินเกณฑ์ที่กำหนดจะแนะนำให้คนไข้ใช้เทคนิคที่สามารถแยกตัวสเปิร์มที่มีปัญหาเรื่อง DNA ออกไป ซึ่งเรียกว่า MACS Sperm เป็นเทคนิคที่ใช้สนามแม่เหล็กมาช่วยในการคัดตัวสเปิร์มที่มีคุณภาพให้ได้ในตอนปลายทาง หลักการก็คือใช้น้ำยา Annexin V ใส่เข้าไปในน้ำอสุจิที่ผ่านกระบวนการแล้ว ซึ่ง Annexin V สามารถจับกับสเปิร์มที่มีปัญหาเรื่อง DNA ได้ หลังจากนั้นจะเอาน้ำอสุจิที่ผ่านการจับกับ Annexin V ผ่านเข้าไปในสนามแม่เหล็ก จากนั้นตัวสเปิร์มที่มี DNA แตกหักที่จับกับ Annexin V จะถูกดูดด้วยสนามแม่เหล็ก ฉะนั้นก็จะไม่สามารถลอดท่อไปได้ สเปิร์มที่ว่ายมาที่ปลายทางได้คือสเปิร์มที่ไม่มีปัญหาเรื่อง DNA นั่นเอง ซึ่งสามารถช่วยเรื่องคุณภาพตัวอ่อนได้ 

หากลองทุกวิธีแล้ว แต่คุณภาพตัวอ่อนไม่ดี อาจจะพิจารณาการทำ TESE หรือการเอาตัวอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง พบว่าในคนที่มีปัญหา DNA แตกหักในสเปิร์มที่หลั่งออกมาสูง ถ้าไปเก็บตัวสเปิร์มจากตัวลูกอัณฑะโดยตรง อาจจะมี DNA Fragmentation ที่น้อยลงได้ อาจทำให้คุณภาพของตัวอ่อนดีขึ้นได้

ถ้าอสุจิไม่เคลื่อนที่ทำอย่างไร? 30:50

ต้องดูว่าตัวอสุจิตายหรือไม่ หรือมีปัญหาเรื่องหางที่ทำให้เคลื่อนที่ไม่ได้ ต้องตรวจดูว่าตายหรือไม่ตาย และเลือกตัวที่ไม่ตายมาใช้ในการทำ ICSI ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีตัวที่ปกติ หรือมีจำนวนตัวอสุจิตัวเป็นในน้ำหลั่งน้อยมาก อาจต้องพิจารณาทำ TESE เก็บอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง เพื่อให้ได้ตัวอสุจิที่มีชีวิตอยู่มาใช้ในการทำ ICSI

นอกจากนั้นต้องตรวจดูว่าสาเหตุที่ตายเกิดจากอะไร การติดเชื้อเรื้อรังในตัวท่อนำอสุจิ มีสารเคมีหรือสารพิษต่างๆ ทำให้ตัวอสุจิตายไม่เคลื่อนที่ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าตรวจเจอว่าตัวอสุจิไม่เคลื่อนที่และเป็นการตรวจครั้งแรก แนะนำให้ทานยาบำรุง การปรับพฤติกรรมสุขภาพ ดื่มน้ำเยอะๆ และนัดมาตรวจซ้ำอีกครั้ง 1-3 เดือนหลังจากที่ตรวจครั้งแรก ซึ่งก็อาจจะกลับมาเป็นปกติหรือดีขึ้นก็ได้

การทำ PESA และ TESE 32:23

กรณีที่หลั่งออกมาแล้ว ตรวจน้ำอสุจิ ไม่มีตัวอสุจิเลย หรือในคนที่เคยทำหมันชาย ต้องไปเอาจากตัวลูกอัณฑะโดยตรง ซึ่งมี 2 เทคนิค คือ

  1. PESA เป็นการแทงเข็มเล็กๆ ผ่านทางผิวหนังเข้าไปในท่อพักตัวอสุจิ แล้วดูดเอาน้ำที่อยู่ในท่อเพื่อไปตรวจดูว่ามีตัวอสุจิอยู่ในท่อตรงนี้หรือไม่ จากนั้นก็เอาตัวอสุจิในนี้ไปทำ ICSI
  2. TESE ในกรณีที่เก็บตัวอสุจิจากท่อพักไม่ได้ หรือเก็บมาได้น้อยมาก ไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้ทำ ICSI ก็จะต้องเก็บด้วยวิธี TESE โดยจะเก็บจากลูกอัณฑะโดยตรง โดยระหว่างที่ทำคนไข้จะได้รับยาสลบผ่านทางเส้นเลือด ซึ่งคนไข้จะไม่รู้สึกตัว แล้วฉีดยาชาเพื่อบล็อกไม่ให้อัณฑะข้างนี้รู้สึกได้ หลังจากฉีดยาชาก็จะลงแผลเล็กๆ ประมาณ 5-6 มม. แล้วกรีดเข้าไปที่ลูกอัณฑะ เก็บเซลล์ในลูกอัณฑะโดยตรง โดยเซลล์ที่อยู่ในลูกอัณฑะจะเป็นท่อขดๆ สีเหลืองๆ ซึ่งจะนำเอาท่อนี้ไปตรวจดูว่ามีตัวอสุจิหรือไม่ ถ้าได้ตัวอสุจิ ก็จะเอาไปใช้ในการทำ ICSI หรือว่าแช่แข็งเก็บไว้ใช้ในอนาคต จากนั้นก็จะเย็บปิดแผลโดยใช้ไหมละลาย ไม่ต้องกลับมาตัดไหม คนไข้กลับไปได้ตามปกติ หลังทำอาจจะหน่วงๆ ท้องนิดหน่อย 1-2 วันก็จะดีขึ้น

จะรู้ได้ยังไงว่าผู้ชายเป็นหมันหรือไม่? 35:04

เป็นหมัน หมายความว่าไม่สามารถมีลูกได้ ถ้าไม่สามารถมีลูกได้ตามธรรมชาติ ก็คือตรวจน้ำอสุจิมาแล้วไม่มีตัวอสุจิเลย อันนั้นเรียกว่าเป็นหมัน ตราบใดก็ตามที่น้ำหลั่งอสุจิยังมีตัวอสุจิอยู่ ไม่ว่าจะหลักหมื่น หลักแสน หรือเท่าไรก็ตาม ก็ยังมีโอกาสที่จะมีลูกได้ เพียงแต่โอกาสน้อยกว่าปกติ แม้ว่าจะตกเกณฑ์ปกติ แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถมีลูกได้ แม้ค่าอสุจิจะตกเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นหมัน เว้นแต่ว่าค่าอสุจิที่ได้จากน้ำหลั่งมันเป็น 0 อันนั้นถึงจะสรุปได้ว่าเป็นหมัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าตัวอสุจิที่หลั่งออกมาไม่มีเลย อาจจะใช้วิธีทางการแพทย์ช่วย ไม่ว่าจะเป็น การทำ PESA หรือว่าการทำ TESE เพื่อเอาตัวสเปิร์มจากลูกอัณฑะโดยตรงมาใช้ในการปฏิสนธิ หรือการทำ ICSI หากทำ PESA หรือ TESE แล้วไม่ได้ตัวอสุจิ ก็อาจจะต้องใช้อสุจิบริจาค เพื่อใช้ในการทำ IUI หรือ ICSI ต่อไป ก็ต้องดูเป็นรายๆ ไป

ถ้ากินยารักษาเรื่องผม จะทำให้ มีลูกยาก ไหม? 36:58

ปัญหาผมร่วงที่เกิดในเพศชาย สาเหตุเป็นเพราะฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ผมร่วงในลักษณะร่วงกลางหัว อาจจะร่วงตั้งแต่หน้าผากขึ้นไป ร่วงกลางกระหม่อม หรือร่วงด้านบน ซึ่งเป็นผมร่วงในบางตำแหน่ง โดยการรักษาผมร่วง จะพยายามกดฮอร์โมนเพศชายให้ต่ำลง ทำงานได้น้อยลง ซึ่งพอฮอร์โมนเพศชายในร่างกายที่เราสร้างเองทำงานได้น้อยลง อาจจะทำให้คุณภาพของน้ำอสุจิลดลงได้ ดังนั้นในคนที่รักษาเรื่องผมร่วงอยู่แนะนำให้หยุดยาผมร่วงอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป เพื่อให้คุณภาพอสุจิดีขึ้น เนื่องจากรอบในการสร้างสเปิร์มใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แล้วค่อยมาเริ่มกระบวนการรักษาก็จะดีกว่า

ถ้าเป็นมะเร็งอัณฑะยังสามารถมีลูกได้ไหม? 38:10

ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคว่าเป็นมากน้อยแค่ไหน สำหรับคนที่เป็นมะเร็งอัณฑะแล้วจำเป็นที่ต้องได้รับการผ่าตัดรักษา แนะนำให้แช่แข็งตัวสเปิร์มไว้ก่อน โดยหากสามารถหลั่งได้และมีตัวสเปิร์มที่อยู่ในน้ำหลั่ง ก็สามารถที่จะแช่แข็งเก็บไว้ก่อนได้ เพราะการผ่าตัดรักษาอาจจำเป็นต้องตัดลูกอัณฑะ หรือให้เคมีบำบัด ฉายแสง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของอสุจิในอนาคต ทำให้โอกาสมีลูกน้อยลง จึงแนะนำให้มาแช่แข็งสเปิร์มเก็บไว้ ก่อนที่จะไปเริ่มกระบวนการรักษา

ผู้ชายกลุ่มไหนที่อสุจิคุณภาพดี? 39:10

พฤติกรรมสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การสัมผัสสารเคมีต่างๆ รวมถึงมลภาวะในสิ่งแวดล้อม PM 2.5 ก็ส่งผลต่อคุณภาพของอสุจิเหมือนกัน พฤติกรรมสุขภาพที่หลีกเลี่ยงคือการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เพื่อให้คุณภาพอสุจิดีขึ้น การใช้สารเสพติด หรือสารเคมีต่างๆ เป็นระยะเวลานาน มีผลต่อคุณภาพอสุจิ

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน รู้ลึกแค่ไหน? ทำไมต้องตรวจ?

ถามหมอกับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน

เคยสงสัยไหม? ทำไมขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้วถึงต้องมีการ ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน และสิ่งที่ตรวจเจอ บอกอะไรเราได้บ้าง? วันนี้คุณมิ้น มิณฑิตา วัฒนกุล จะมาเป็นตัวแทนในการค้นหาคำตอบกับคุณหมอนิ

🧬 1. ตรวจโครโมโซม VS ตรวจยีน ต่างกันอย่างไร?

ปกติแล้วใน 1 เซลล์ของคนเราจะมีโครโมโซม 23 คู่ ซึ่งคู่สุดท้ายคือโครโมโซมเพศ การตรวจโครโมโซม (PGT-A) จะช่วยดูความสมบูรณ์ว่าโครโมโซมขาดหรือเกินหรือไม่ เช่น การคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม

แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลกว่านั้น! เราสามารถ “ตรวจยีน” (PGT-M/A) ได้ลึกขึ้น เพื่อคัดกรองโรคทางพันธุกรรมเฉพาะเจาะจงได้อีก เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคตาบอดสี หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และอื่นๆ อีกมากมายกว่า 500 โรค

🚩 2. ใครบ้างที่ “ควร” ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน?

คุณหมอแนะนำว่า แม้การตรวจโครโมโซมทำได้ทุกช่วงอายุ แต่กลุ่มที่จำเป็นต้องตรวจจริงๆ คือ:

ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป: เพราะความเสี่ยงที่จะเจอโครโมโซมผิดปกติ (เช่น ดาวน์ซินโดรม) จะสูงขึ้นชัดเจน
ผู้ที่มีประวัติแท้งบ่อย: หรือเคยมีประวัติมีบุตรโครโมโซมผิดปกติในท้องก่อนหน้า
ผู้ที่เคยมีบุตร หรือมีญาติสายตรง: ที่มีความผิดปกติทางโครโมโซม

💪 3. เด็กหลอดแก้ว = เด็กไม่แข็งแรง จริงหรือ?

“ไม่จริง” ในทางกลับกัน กระบวนการนี้ช่วยให้เรา “คัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุด” การตรวจโครโมโซมช่วยตัดความเสี่ยง ลดปัญหาการใส่ตัวอ่อนแล้วไม่ท้อง หรือลดปัญหาการแท้งบุตร ทำให้เรามั่นใจได้ว่าลูกน้อยที่จะเกิดมา มีพันธุกรรมที่สมบูรณ์และลดความเสี่ยงจากโรคร้ายแรงได้ดีกว่าการปล่อยให้ตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติในกลุ่มเสี่ยง

💡อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เด็กหลอดแก้ว

อยากปรึกษาเรื่องการวางแผนมีบุตร หรือตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน กดที่ นัดปรึกษาแพทย์ ได้เลยค่ะ


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.61 ❝ว่าด้วยเรื่อง… การย้ายตัวอ่อน❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2567)

ใน EP. 61 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับการย้ายตัวอ่อน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการของการย้ายตัวอ่อน เพื่อคนไข้จะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจในการเลือกแผนการรักษา การเตรียมตัวก่อนเริ่มกระบวนการ ควรเลือกตัวอ่อนตัวไหนดี และควรตรวจอะไรก่อนที่จะย้ายตัวอ่อนบ้าง

1. การเตรียมตัวก่อนย้ายตัวอ่อน 1:44

ถ้าคนไข้ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก เช่น ไม่มีโรคประจำตัวที่จะต้องทานยาหรือปรับยา เช่น ไทรอยด์ ที่ต้องรอให้ฮอร์โมนกลับมาปกติก่อน ก็อาจจะไม่ได้ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย

โดยทั่วไป การปฏิบัติตัวเริ่มจากการดำเนินชีวิตที่ดี ดังนี้

อาหาร

ทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นโปรตีน โดยโปรตีนที่ดี มาจากเนื้อสัตว์ที่เป็นสัตว์เล็ก เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เช่น ไก่ ปลา หรือโปรตีนจากพืช โปรตีนที่ดีและหาได้ง่ายก็คือไข่ แนะนำให้ทานไข่วันละ 1 ฟอง ซึ่งสามารถทานได้ทั้งไข่แดงและไข่ขาว แต่ถ้าทานมากกว่า 1 ฟองต่อวัน เน้นเฉพาะไข่ขาว ไข่แดงควรทานไม่เกินวันละ 1 ฟอง แม้ไข่แดงจะมีไขมันดีและโอเมก้าสูง แต่หากทานมากจะทำให้คอเลสเตอรอลสูงได้

เพิ่มทานผักผลไม้ และลดแป้งลดน้ำตาล โดยเฉพาะคนไข้ที่น้ำหนักเกิน หรือว่ากึ่งๆ จะอ้วน ถ้าไม่รีบมากควรลดน้ำหนักให้พอดี วิธีคำนวณน้ำหนักว่าควรจะหนักเท่าไหร่ แบบง่ายๆ คือเอาส่วนสูง ลบด้วย 110 เช่น ถ้าสูง 160 ซม. น้ำหนักของผู้หญิงที่ควรจะเป็นคือ 50 กก. (160-110) แต่ถ้าทำไม่ได้ อาจจะให้ลบแค่ 100 น้ำหนักไม่ควรเกิน 60 กก. (160-100) นอกจากนี้ ช่วงก่อนที่จะใส่ตัวอ่อนควรคุมน้ำหนักให้พอดีและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ยาและโรคประจำตัว

ยาที่ต้องงด คือยาที่อาจส่งผลต่อการสร้างอวัยวะของเด็กในครรภ์ เช่น

  • ยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ Retin-A หรือโรแอคคิวเทน เป็นยารักษาสิว จะต้องหยุดก่อนใส่ตัวอ่อนหรือตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน เพราะอาจทำให้เด็กมีความผิดปกติหรือพิการรุนแรงได้ แม้ว่าจะอยู่ในรูปแบบยาทา อย่าง Retin-A หรือ Retinoic Acid ก็ควรต้องหยุดด้วย เพราะอาจจะยังมีการดูดซึมเข้ากระแสเลือด และส่งผลต่อลูกในท้องได้
  • กลุ่มยาจิตเวช เช่น ยาต้านซึมเศร้า ยาบางตัวมีผลต่อเด็ก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับลดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น หรือเปลี่ยนเป็นตัวที่ปลอดภัยมากกว่า
  • หากมีโรคประจำตัว เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมัน ควรไปเช็คก่อนว่าทุกอย่างดีแล้ว
  • อีกโรคที่สำคัญมากคือไทรอยด์ หากไทรอยด์ผิดปกติก่อนใส่ตัวอ่อน มักมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันต่อไทรอยด์สูงกว่าปกติ ซึ่งอาจรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อนได้ ดังนั้นควรต้องกินยาปรับไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นปกติก่อน นอกจากนั้นหลังตั้งครรภ์แล้วค่าไทรอยด์จะแกว่งมาก ควรตรวจทุก 3 เดือน หากระดับฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กได้
  • งดยาลดไขมัน เนื่องจากคนท้องกินไม่ได้
  • โรคความดันโลหิตสูงไม่ค่อยมีผลต่อการใส่ตัวอ่อน แต่ระหว่างตั้งครรภ์มีโอกาสอย่างมากที่จะกลายเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีความดันเลือดสูง และมีโปรตีนรั่วออกมาทางปัสสาวะ หากเป็นมากจนควบคุมไม่ได้ อาจถึงขั้นชักเป็นอันตรายได้ ดังนั้นก่อนท้องต้องปรึกษาแพทย์อายุรกรรมก่อน เพื่อเปลี่ยนยาเป็นตัวที่ปลอดภัยสำหรับคนท้องและควบคุมให้ได้ดีก่อน ถึงค่อยมาใส่ตัวอ่อน

วิตามินที่ควรทานก่อนใส่ตัวอ่อน หลักๆ คือ

  • Folic Acid ขนาดเม็ดละ 4 มิลลิกรัม สามารถทานได้ 1 เม็ด อย่างน้อยประมาณ 1 เดือนก่อนเริ่มใส่ตัวอ่อน
  • วิตามินรวมสำหรับคนท้อง ที่มีวิตามินที่คนท้องต้องการหลายๆ อย่าง เช่น โฟลิค วิตามิน B D ธาตุเหล็ก เป็นต้น
  • วิตามินซี และ Coenzyme Q10 สามารถทานได้จนถึงวันใส่ตัวอ่อน แต่หลังใส่ตัวอ่อนแล้วควรเหลือแค่โฟลิคหรือวิตามินรวมสำหรับคนท้องอย่างเดียว เพราะยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า CoQ10 ปลอดภัยในคนท้องหรือไม่

2. วิธีเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับใส่ตัวอ่อน 10:00

มี 2 วิธีหลัก ได้แก่

(1) การเตรียมด้วยรอบธรรมชาติ

ตามธรรมชาติ ในแต่ละรอบเดือน ผู้หญิงจะมีไข่ที่โต 1-2 ใบต่อรอบ ไข่ใบนั้นจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกค่อยๆ หนาตัวขึ้น หลังจากไข่โตเต็มที่ ไข่ก็จะตก หลังไข่ตก ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้น และเปลี่ยนโครงสร้างของโพรงมดลูกให้เหมาะกับการฝังตัวของตัวอ่อน สำหรับการเตรียมเยื่อบุด้วยรอบธรรมชาติ เป้าหมายคือให้มีไข่โตตามธรรมชาติ 1 ใบ โดยคุณหมออาจให้กินยากระตุ้นให้ไข่โต เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีไข่โตในรอบเดือนนั้นแน่ๆ หลังจากกินยาให้ไข่โต จะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ประมาณ Day 12 ของรอบเดือน เพื่อดูว่าไข่ที่ถูกกระตุ้นนั้นโตขึ้นหรือยัง เมื่อไข่โตก็จะติดตามไข่ใบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ว่าไข่ใบนี้ตกวันไหน หลังจากรู้วันไข่ตก ก็จะสามารถกำหนดวันใส่ตัวอ่อนได้ 

ข้อดี คือ ใช้ยาน้อย เพราะใช้ฮอร์โมนที่สร้างเองจากธรรมชาติ ข้อเสียและผลข้างเคียงจากการทานยาก็จะน้อยกว่า และการที่เป็นฮอร์โมนที่สร้างเองโดยธรรมชาติ อาจทำให้มดลูกตอบสนองรับตัวอ่อนได้ดีกว่าการใช้ยาจากภายนอก หรือเมื่อตรวจระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนใส่ตัวอ่อน จะพบว่าระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในรอบธรรมชาติ จะสูงกว่ารอบฮอร์โมนเยอะมาก หลังจากใส่ตัวอ่อน คุณหมอก็ยังให้ยาสอดช่วยประคองการตั้งครรภ์ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินก็ยังมียาจากข้างนอกมาช่วย แต่จะให้โดสที่น้อยกว่า เรียกได้ว่าวิธีนี้ผลข้างเคียงจะค่อนข้างน้อยกว่า และคนไข้มีเลือดออกหลังใส่ตัวอ่อนน้อยกว่าคนไข้ที่ใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมน

ข้อเสีย คือ ถ้ารอบนั้นกระตุ้นแล้วไข่ไม่โต อาจจะต้องถูกยกเลิกรอบนั้นไป และจะต้องเสียเวลามาตรวจอัลตราซาวด์หรือเจาะเลือดติดๆ กันหลายวันในช่วงใกล้ไข่ตก จนกว่าจะมั่นใจว่าวันไหนเป็นวันที่ไข่ตกจริง ซึ่งอาจทำไม่ได้ในคนไข้ทุกราย เพราะต้องทุ่มเทเวลามาตรวจ

(2) การใช้ฮอร์โมน

ในรอบเตรียมเยื่อบุที่ใช้ฮอร์โมน คุณหมอก็จะให้ทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดหนาตัวขึ้น เมื่อเยื่อบุหนาถึงระดับที่ต้องการ ประมาณ 8-10 มม. และเห็นเรียงตัวเป็น 3 ชั้นสวยๆ ก็จะเพิ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไป จากนั้นจึงนัดวันใส่ตัวอ่อน

ข้อดีของการใช้ฮอร์โมน คือ ง่าย ควบคุมด้วยการกินยา และนัดมาทำอัลตราซาวด์ หากเยื่อบุหนาดีก็สอดยา ไม่ต้องมาตรวจบ่อย หรือเจาะเลือดบ่อย แต่ข้อเสียคือต้องใช้ฮอร์โมนประคองการตั้งครรภ์ จนถึงอายุครรภ์โดยเฉลี่ยประมาณ 10 สัปดาห์ หากลืมกินยาหรือท้องเสียทำให้การดูดซึมยาไม่ดี อาจทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดลดลง จนมีเลือดออกหรือภาวะแท้งคุกคาม นอกจากนี้อาจมีผลข้างเคียงจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว

อัตราการตั้งครรภ์ของทั้ง 2 วิธี เป็นอย่างไร?

อัตราการตั้งครรภ์ใกล้เคียงกันมาก ที่ Superior A.R.T. เปอร์เซ็นต์ท้องโดยเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 70-75% แต่ความสะดวกสบายอาจจะต่างกัน แต่สิ่งที่สังเกตได้คือ ในรอบธรรมชาติคนไข้มีปัญหาเรื่องแท้งคุกคามหรือเลือดออกน้อยกว่ารอบที่ใช้ฮอร์โมน

ลักษณะเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยเป็นอย่างไร?

เยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยงามจะเห็นเป็น 3 ชั้น เห็นขอบชัดเจน และมีความหนา 8-12 มม. 

3. วิธีการเลือกตัวอ่อน 19:25

ปัจจุบันการใส่ตัวอ่อน จะเลี้ยงตัวอ่อนไปจนถึงระยะ Blastocyst หรือ Day 5 โดยถ้ามีตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมแล้ว จะเลือกตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติก่อน

หากมีตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติหลายตัว ควรเลือกตัวไหน?

ตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst จะยังมีเปลือกเหลืออยู่ ซึ่งช่วยเป็นที่หลบภัย เมื่อทำการแช่แข็ง ตัวอ่อนจะกลับเข้าไปในเปลือก และเมื่อละลาย ตัวอ่อนก็จะบานกลับมาและฟักออกจากเปลือก การมีเปลือกจึงช่วยให้ตัวอ่อนไม่โดนสัมผัสกับน้ำยาแช่แข็งหรือละลายโดยตรง ทำให้เปอร์เซ็นต์ที่ตัวอ่อนหลังละลายจะดีกว่า Full Hatch Blastocyst

ส่วน Full Hatch Blastocyst ตัวอ่อนจะฟักออกจากเปลือกหมดแล้ว จากเดิมที่มีรูปร่างเป็นเลข 8 จะกลายเป็นตัวกลมๆ ทำให้เซลล์ทุกเซลล์จะโดนน้ำยาโดยตรง โดยเฉพาะ Full Hatch Blastocyst Day 6 นักวิทยาศาสตร์ที่ละลายจะต้องมีฝีมือมาก เพราะตัวอ่อนตัวใหญ่และ Timing การเปลี่ยนน้ำยาในการละลายต้องแม่น หากน้ำยาโดนตัวอ่อนมากไปอาจทำให้เซลล์บางส่วนเสียไปได้

คุณหมอจึงแนะนำว่า ถ้ามีตัวอ่อนทั้ง Hatching Blastocyst กับ Full Hatch Blastocyst จะเลือก Hatching Blastocyst ก่อน และเลือกจาก Day โดยเลือกตัวอ่อนที่ Day 5 มากกว่า Day 6 
ถ้ามีตัวอ่อนให้เลือกเยอะ ก็จะเลือก Hatching Blastocyst Day 5 ก่อน รองลงมาคือ Hatching Blastocyst Day 6 ส่วน Full Hatch Blastocyst จะเก็บไว้ท้ายๆ

4. การเจาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนใส่ตัวอ่อนจำเป็นหรือไม่? 23:56

ขึ้นอยู่กับสไตล์ของคุณหมอแต่ละท่าน โปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะมาจากฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างเองหลังไข่ตก หรือจากยาที่ทานหรือสอด เช่น Duphaston, Cyclogest, Crinone, Utrogestan สำหรับคนไข้ที่ทานแค่ Duphaston ตัวเดียว และไม่ได้สอดยาโปรเจสเตอโรนด้วย อาจตรวจไม่เจอระดับโปรเจสเตอโรนในเลือด ในกรณีนี้ จึงไม่จำเป็นต้องวัดระดับโปรเจสเตอโรนในเลือด แต่ถ้าโปรเจสเตอโรนที่ใช้ เป็นรุปแบบยาสอดช่องคลอด จะสามารถตรวจวัดโปรเจสเตอโรนในกระแสเลือดได้ 

ถ้าตรวจ จะตรวจโปรเจสเตอโรน 1 วันก่อนวันใส่ตัวอ่อน เพื่อดูว่าระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ที่เป็นตัวประคองการตั้งครรภ์ต่ำหรือไม่ โดยระดับที่เหมาะสมคือเกิน 10 ขึ้นไป หากน้อยกว่า 5 คุณหมอบางคนอาจยกเลิกการใส่ตัวอ่อนในรอบนั้น

การจัดการติ่งเนื้อและเนื้องอกในโพรงมดลูก

หากตรวจพบมีติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือเนื้องอกที่เบียดโพรงมดลูก ขนาดใหญ่เกิน 1 ซม. หรือตำแหน่งอยู่ตรงบริเวณที่ตัวอ่อนจะฝังตัว และมีตัวอ่อนไม่เยอะก็ควรจะต้องเอาออกก่อน ซึ่งการตัดติ่งเนื้อในโพรงมดลูกไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ สามารถทำได้จากการส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อตัดหรือจี้เฉพาะตัวติ่งเนื้อออก และพยายามรบกวนมดลูกให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพังผืดหลังผ่าตัด หลังตัดติ่งเนื้อในโพรงมดลูกแล้ว รอบเดือนต่อไปสามารถเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อนได้เลย

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยว่า หลังจากการส่องกล้องในโพรงมดลูก รอบเดือนต่อมาเปอร์เซ็นต์ท้องจะเพิ่มมากขึ้น เพราะเหมือนเป็นการกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกให้ตอบสนองรับตัวอ่อนได้ดีขึ้น ยกเว้นในกรณีที่มีเนื้องอกในโพรงมดลูกแล้วมีการผ่าตัดเยอะ มีแผลเป็นเยอะ อาจจะต้องรอให้โพรงมดลูกหายดีก่อน ประมาณ 2 รอบเดือน แต่ถ้าเป็นการผ่าตัดเนื้องอกในโพรงมดลูกแบบผ่าตัดเปิด ส่วนใหญ่จะให้พัก 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้มดลูกแตกหลังตั้งครรภ์

นอกจากตรวจฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนแล้ว มีค่าอื่นที่ต้องตรวจอีกไหม? 

หากไม่รวมการตรวจที่เกี่ยวกับโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องตรวจก่อนอยู่แล้ว อาจมีการตรวจแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณหมอแต่ละคน APS (Antiphospholipid Syndrome) เป็นกลุ่มแอนติบอดี้ที่อาจมีผลรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน ที่สำคัญคืออาจมีผลทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2

แอนติบอดี้ มีผลอะไร?

แอนติบอดี้คือภูมิคุ้มกันที่ปกติร่างกายจะสร้างไปทำลายเชื้อโรค แต่บางครั้งที่เรารับสารก่อภูมิแพ้ สารพิษต่างๆ มากเกินไป ร่างกายจะเริ่มงงว่าอันไหนคือเชื้อโรค หรืออันไหนคือเซลล์ของตัวเอง ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันมาทำร้ายเซลล์ของตัวเอง (Autoimmune) ซึ่งภูมิคุ้มกันพวกนี้มักจะเรียกเกล็ดเลือดให้มารวมตัวกัน และอุดตันเส้นเลือด ซึ่งเส้นเลือดที่เล็กมากๆ เช่น เส้นเลือดของตัวอ่อนในช่วงฝังตัว หรือช่วงตั้งครรภ์อ่อนๆ เกล็ดเลือดอาจไปอุดตันเส้นเลือด ทำให้การฟอร์มรกไม่สมบูรณ์ และเด็กขาดเลือด ฝังตัวไม่ได้ หรือฝังตัวไปแล้วหลุด

เนื่องจากแอนติบอดี้มีเยอะมาก คุณหมอจะเจาะเฉพาะบางตัวที่ขึ้นบ่อยๆ เท่านั้น หากภูมิคุ้มกันต่อตัวเองขึ้นสูง อาจพิจารณาให้ยาในกลุ่มของ Aspirin Prednisolone หรือยาฉีด Enaoxaparin เพื่อช่วยให้การฝังตัวของตัวอ่อนดีขึ้น โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป

5. การคัดกรองโรคทางพันธุกรรมหรือโครโมโซม 30:49

โครโมโซมของร่างกายมนุษย์มี 23 คู่ โดยโครโมโซม 22 คู่แรก จะควบคุมการสร้างอวัยวะต่างๆ และคู่สุดท้าย คือโครโมโซมเพศ ปกติจะอยู่ 2 แท่งคู่กัน ตัวโครโมโซมใหญ่ ถ้าขาดหรือเกินจะมีผลต่อตัวเด็กมาก เช่น โครโมโซมที่มียีนส์ที่ควบคุมการสร้างอวัยวะ ถ้าหายไปตัวอ่อนจะไม่ฝังตัวเลย

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนจะตรวจดูทั้ง 23 คู่ ตัวอย่างตัวอ่อนที่ผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม โครโมโซม 21 จะมี 3 แท่ง แทนที่จะมี 2 แท่ง เป็นตัน สำหรับในกรณีที่ครอบครัวมีประวัติโรคพันธุกรรม โดยมีประวัติคนในครอบครัวเป็น หรือเคยมีลูกคนแรกที่ผิดปกติ ก็สามารถตรวจโครโมโซมคู่กับการตรวจยีนที่ผิดปกตินั้นได้ เช่น โรคธาลัสซีเมีย ที่คนไทยเป็นพาหะประมาณ 40% สามารถตรวจได้ว่าตัวอ่อนมีโครโมโซมปกติไหม เป็นพาหะหรือเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ หรือสามารถตรวจยีนอื่นๆ ได้ เช่น โรคหูหนวกทางพันธุกรรม โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยจะต้องมีประวัติในครอบครัวว่ามียีนที่ผิดปกติชัดเจนมาก่อน

แต่ในปัจจุบัน มีการนำเลือดพ่อกับเลือดแม่ไปตรวจคัดกรองยีนได้ โดยบางยี่ห้อตรวจได้ถึง 500-600 ยีน เพื่อตรวจว่ามีโรคทางพันธุกรรมแฝงโดยที่ไม่รู้หรือไม่ หากทั้งสามีภรรยามีโรคพันธุกรรมแฝงอยู่ ก็อาจมีโอกาสที่จะมีลูกเป็นโรคได้ อย่างไรก็ตาม ต้องมาปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะผลลัพธ์ที่ได้อาจแปลผลยาก ทำให้เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็นได้

6. อุปกรณ์เสริมในการใส่ตัวอ่อน 34:26

กาวติดตัวอ่อน Embryo Glue

หลังละลายตัวอ่อน นักวิทยาศาตร์จะเลี้ยงตัวอ่อนในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน โดยก่อนใส่ตัวอ่อนจะนำ Embryo Glue มาใส่ไว้ประมาณ 10-30 นาที หลังจากนั้นจะดูดตัวอ่อนพร้อมกับ Glue เข้าไปใส่ในโพรงมดลูก ซึ่งข้อดีของ Embryo Glue คือมีความเข้มข้น และสารอาหารใกล้เคียงกับน้ำในโพรงมดลูกก่อนที่จะถึงชั้นเยื่อบุโพรงมดลูก ช่วยให้ตัวอ่อนผ่านน้ำในชั้นของโพรงมดลูก และเข้าไปถึงโพรงมดลูกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมี CD44 และ Hyaluronic acid ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ตัวอ่อนจับกับเยื่อบุโพรงมดลูกได้แน่นขึ้น

Embryo Glue อาจมีประโยชน์ในกลุ่มคนไข้ที่มีประวัติใส่ตัวอ่อนหลายครั้งแล้วไม่ท้อง แต่ในคนไข้ทั่วไป หรือการใส่ตัวอ่อนครั้งแรกอาจไม่ได้เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น คุณหมอมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวย ฮอร์โมนที่ดี และคุณภาพของตัวอ่อนที่ดี สำหรับ Embryo Glue อาจเป็นเหมือน Accessory ประโยชน์อาจยังไม่ชัดเจน แต่คุณหมอรู้สึกว่าถ้าใช้ Glue เวลาฉีดตัวอ่อนเข้าไปจะมีความหนืดกว่า ตัวอ่อนมักจะอยู่ในตำแหน่งที่อยากให้อยู่ และไม่ค่อยขยับ มากกว่าแบบไม่ใช้ Glue

ยาที่ทำให้มดลูกคลายตัว (Atosiban/Tractocile)

คือ ยาที่ให้ทางน้ำเกลือก่อนใส่ตัวอ่อน เพื่อทำให้มดลูกคลายตัว ลดการบีบตัวไล่ตัวอ่อนหลังจากใส่ตัวอ่อน โดยฤทธิ์ของยาอาจอยู่ประมาณ 4-6 ชั่วโมงหลังรับยา ซึ่งมีงานวิจัยชัดเจนว่ามีประโยชน์ในการช่วยให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากการลดการบีบตัวของมดลูก โดยบางที่อาจให้หลังใส่ตัวอ่อนด้วย แต่โดยส่วนตัวคุณหมอจะใช้แค่วันที่ใส่ตัวอ่อนเท่านั้น

การฉีด PRP

คือ การเก็บเลือดของตัวเองมาปั่น แล้วเลือกเฉพาะชั้น ที่เรียกว่า Platelet-Rich Plasma ซึ่งมี Growth Factor ที่ต่างๆ เยอะ แล้วฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก

ในอดีตเคยใช้ PRP เพื่อเพิ่มความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก ในกรณีที่เตรียมเยื่อบุแล้วบาง
แต่ปัจจุบัน มีการปรับมาฉีดก่อนใส่ตัวอ่อนประมาณ 1-2 วัน เพื่อเพิ่มให้เยื่อบุโพรงมดลูกรับกับตัวอ่อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังไม่มากพอที่จะบอกว่ามีประโยชน์ ซึ่งคุณหมอก็กำลังเก็บข้อมูลในเคสที่ทำอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลดี เปอร์เซ็นต์ท้องดี แต่อาจเป็นเพราะคนไข้ไม่ได้มีปัญหามากหรือตัวอ่อนดีอยู่แล้ว อาจจะยังสรุปไม่ได้แน่ชัด ซึ่ง PRP มีราคาสูง จึงอาจต้องรอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ ถึงจะบอกได้ว่าคุ้มค่าหรือไม่

Endometrial Receptivity Assay (ERA Test) 

การตรวจ ERA Test จะเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูกส่งไปตรวจยีน เพื่อดูว่าหลังสอดยาไปแล้วกี่ชั่วโมง เป็นเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกรับตัวอ่อนได้ดีที่สุด ใช้เป็นแนวทางว่าเราควรจะใส่ตัวอ่อนในรอบถัดไปในเวลานี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข้อมูลออกมาพอสมควร พบว่ามันไม่ช่วย การใช้จึงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ซึ่งผลที่คุณหมอพบมีทั้งช่วยและไม่ช่วย

7. การดูแลตัวเองหลังใส่ตัวอ่อน 43:15

  • ไม่ต้องนอนติดเตียงตลอดเวลา แต่ควรพักผ่อนให้มากขึ้น เพื่อลดกิจกรรมไม่ให้มดลูกบีบตัว ควรหลีกเลี่ยงการเดินเยอะ ออกกำลังกาย ยกของ มีเพศสัมพันธ์ หรือเพิ่มแรงเบ่งในช่องท้อง เพราะอาจกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว ให้พัก 2-3 วันหลังใส่ตัวอ่อน ควรหยุดอยู่บ้าน ใช้ชีวิตในบ้านสบายๆ พยายามลดการขึ้น-ลงบันได ถ้าจำเป็นก็ให้เดินช้าๆ ส่วนการเดินธรรมดาในบ้านได้ไม่มีปัญหา
  • การขับถ่าย ไม่ให้กลั้นฉี่ การเบ่งอุจจาระ ท้องเสียหรือท้องผูก อาจมีผลไปกระตุ้นมดลูกให้บีบตัวได้ ควรทานผลไม้หรือกากใย เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องผูก ถ้าท้องผูกมากลองกินลูกพรุนแบบเป็นเม็ด
  • ห้ามลืมการใช้ยาประคองการตั้งครรภ์ตามที่คุณหมอสั่ง
  • อาบน้ำอุณหภูมิห้องได้ตามปกติ สระผมได้ตามปกติ แต่ห้ามแช่น้ำร้อน เพราะอุณหภูมิที่สูง หรือเป็นไข้ไม่สบายอาจมีผลต่อการปิดของหลอดสมองของเด็กได้
  • กินวิตามิน Prenatal Vitamin เช่น Obimin, Nataral ควรหยุด CoQ10 หรือวิตามินอื่นๆ ไปก่อน หรือบางคนอาจกินแค่โฟลิคอย่างเดียว

8. การตรวจการตั้งครรภ์ 45:58

สามารถตรวจการตั้งครรภ์จากเลือดได้ ตั้งแต่ 7 วันหลังย้ายตัวอ่อนระยะ Day 5

แล้ว HCG จะขึ้นอย่างไร?

การขึ้นของ HCG ที่ดี จะขึ้น 2 เท่าทุก 2 วัน หรืออย่างน้อยขึ้น 66% ในช่วงเวลา 48 ชั่วโมง

หลังท้องแล้วควรอัลตราซาวด์เมื่อไร?

ส่วนใหญ่จะสามารถอัลตราซาวด์ได้ช่วงประมาณ 5 สัปดาห์ เพราะจะเห็นถุงการตั้งครรภ์ ช่วง 6 สัปดาห์จะเห็นหัวใจ 7 สัปดาห์เห็นตัวเด็กชัดๆ

เมื่อไรที่เรียกว่าปลอดภัย สามารถการแจ้งข่าวดี หรือเดินทางได้?

ส่วนใหญ่จะรอให้เกิน 10-12 สัปดาห์ สามารถแจ้งข่าวดีให้คนทางบ้านได้ หรือถ้าจะวางแผนไปเที่ยวคือหลัง 12 สัปดาห์จนถึงประมาณไม่เกิน 32 สัปดาห์ ในคนไข้ท้องเดี่ยว ไม่ใช่ท้องแฝด

คำแนะนำในการเลือกแพทย์ฝากครรภ์

คุณหมอจะถามก่อนว่าเคยฝากท้องที่ไหน หากเคยมีลูกแล้วอาจฝากกับคุณหมอท่านเดิมที่รู้สึกสะดวกใจ และสบายใจ โดยควรพิจารณาสุขภาพและโรคประจำตัว ของคุณแม่ว่ามีต้องได้รับการดูแลมากกว่าคนอื่นหรือไม่ เช่น อายุเกิน 38 ปี มีปัญหาเรื่องเนื้องอก มีปัญหาเด็กโตช้าในครรภ์ 

หากมีความเสี่ยงสูงจะส่งไปฝากท้องกับแพทย์เฉพาะทางที่เรียกว่า MFM (เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอัลตราซาวด์เด็ก และการดูแลคุณแม่ที่เป็น High Risk Pregnancy มีโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ เบาหวาน ความดัน หรืออายุเยอะ หากไม่มีปัญหาอะไรมากคุณหมอสูติฯ ปกติ ก็สามารถดูแลได้ เพราะปัจจุบันไกด์ไลน์ในการฝากท้องค่อนข้างชัดเจน

คำถามเพิ่มเติมจากไลฟ์

บำรุงไข่อย่างไรให้ได้ไข่เพิ่ม? 47:32

หากคนไข้ยังมีค่าฮอร์โมน AMH ที่ไม่ต่ำมาก การบำรุงไข่ทำได้ดังนี้

Lifestyle Modification (ปรับปรุงตัวเองที่ต้นเหตุ)

  • นอนก่อน 23:00 น. เพราะช่วง 23:00 น.- 01:00 น. เป็นช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone
  • กินโปรตีน เช่น ไข่ขาววันละฟอง ห้ามอ้วน ลดแป้งลดน้ำตาล โดยเฉพาะคนไข้ที่เป็น PCOS ที่อ้วน การลดน้ำหนักจะลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในการกระตุ้นไข่ก็จะทำให้ใช้ยาน้อยลงและดื้อยาน้อยลง ทำให้ไข่โตดีขึ้น ไม่ว่าจะท้องธรรมชาติหรือใส่ตัวอ่อน ก็จะทำให้การเตรียมตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกดีขึ้น 

วิตามิน

  • บำรุงคุณภาพไข่
    หลักๆ คือ Folic Acid, Prenatal Multivitamin หรือกลุ่มของ Antioxidant, Coenzyme Q10, Vitamin C อาจกิน Astaxanthin เพิ่มได้
  • เพิ่มจำนวนไข่
    DHEA บางคนกินแล้วได้ผล บางคนไม่ได้ผล ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ข้อควรระวังของการกิน DHEA ในระยะยาว อาจทำให้เกิดตับอักเสบได้ ซึ่งระยะเวลาที่แนะนำคือประมาณ 1-3 เดือนไม่ควรเกินนี้ เพราะถ้าเกิน 3 เดือนแล้วไม่เห็นผล ก็คือไม่ได้ผล ปริมาณ DHEA ที่แนะนำคือ 50-75 มิลลิกรัมต่อวัน

การเลือก Cycle ในการกระตุ้นไข่

ในแต่ละรอบเดือน อาจมีไข่ที่รอโตไม่เท่ากัน ถ้าไข่น้อยมากๆ ควรลองมาอัลตราซาวด์ดูก่อนว่ารอบนี้ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรฝืนกระตุ้นไข่

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : มีโรคประจำตัวฝากไข่ได้ไหม

ถามหมอกับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ฝากไข่ แต่มีโรคประจำตัว ทำอย่างไร

🛑 อยาก ฝากไข่ แต่มีโรคประจำตัว ต้องหยุดยาไหม?
🛑 ติดเชื้อ HPV เก็บไข่ได้รึเปล่า?
🛑 เป็นมะเร็งแต่อยากมีลูก ต้องวางแผนยังไง?

คลิปนี้มีคำตอบ! 😃

ถามหมอ EP. พิเศษ! วันนี้ คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา ไม่ได้มาคนเดียว แต่มีแขกรับเชิญสุดพิเศษ “คุณมิ้น มิณฑิตา” มาร่วมยิงคำถามแทนใจสาวๆ ที่มีปัญหาสุขภาพ แต่อยากวางแผนมีเบบี๋ในอนาคต 👶🏻✨

การฝากไข่🥚❄️ เป็นหนึ่งในทางเลือกของการวางแผนมีบุตร แต่การตัดสินใจจำเป็นต้องประเมินจากหลายปัจจัยด้านสุขภาพร่วมกัน และแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล


👩🏻‍⚕️ ใครที่กังวลว่าสุขภาพไม่พร้อม อย่าเพิ่งถอดใจ ลองมาฟังคำแนะนำดีๆ จากคุณหมอนิและคุณมิ้นกันก่อนค่ะ การวางแผนที่ดี… มีชัยไปกว่าครึ่ง!


📍 ปรึกษาวางแผนฝากไข่ หรือ นัดหมายคุณหมอ กดที่ นัดปรึกษาแพทย์ ได้เลยค่ะ


🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : วินาทีปลุกชีวิต จากน้ำแข็งสู่อ้อมกอดแม่

วินาทีปลุกชีวิต

นักวิทย์อยากเล่า 👩🏻‍🔬💬

คุณดวงสมร – ผู้จัดการแผนกห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน พาทุกท่านชม วินาทีปลุกชีวิต … จากน้ำแข็ง สู่อ้อมกอดแม่ ชมเบื้องหลังในห้องแล็บ กับกระบวนการละลายตัวอ่อนอย่างละเมียดละไม …จุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์เล็กๆ ที่กำลังเติบโต

เพราะสำหรับเรา… “ชีวิตใหม่” ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อได้ยินเสียงหัวใจ แต่เริ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่ “ปลุกน้องตัวอ่อนให้ตื่น” พร้อมไปเป็นเบบี๋ตัวน้อยๆ อย่างปลอดภัย ด้วยความรักความใส่ใจ ภายใต้การดูแลอย่างประณีต จากทีม Embryologist ของ Superior A.R.T. ❤️