(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2567)
ใน EP. 61 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา – สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก จะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับการย้ายตัวอ่อน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการของการย้ายตัวอ่อน เพื่อคนไข้จะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจในการเลือกแผนการรักษา การเตรียมตัวก่อนเริ่มกระบวนการ ควรเลือกตัวอ่อนตัวไหนดี และควรตรวจอะไรก่อนที่จะย้ายตัวอ่อนบ้าง
1. การเตรียมตัวก่อนย้ายตัวอ่อน 1:44
ถ้าคนไข้ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก เช่น ไม่มีโรคประจำตัวที่จะต้องทานยาหรือปรับยา เช่น ไทรอยด์ ที่ต้องรอให้ฮอร์โมนกลับมาปกติก่อน ก็อาจจะไม่ได้ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย
โดยทั่วไป การปฏิบัติตัวเริ่มจากการดำเนินชีวิตที่ดี ดังนี้
อาหาร
ทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นโปรตีน โดยโปรตีนที่ดี มาจากเนื้อสัตว์ที่เป็นสัตว์เล็ก เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เช่น ไก่ ปลา หรือโปรตีนจากพืช โปรตีนที่ดีและหาได้ง่ายก็คือไข่ แนะนำให้ทานไข่วันละ 1 ฟอง ซึ่งสามารถทานได้ทั้งไข่แดงและไข่ขาว แต่ถ้าทานมากกว่า 1 ฟองต่อวัน เน้นเฉพาะไข่ขาว ไข่แดงควรทานไม่เกินวันละ 1 ฟอง แม้ไข่แดงจะมีไขมันดีและโอเมก้าสูง แต่หากทานมากจะทำให้คอเลสเตอรอลสูงได้
เพิ่มทานผักผลไม้ และลดแป้งลดน้ำตาล โดยเฉพาะคนไข้ที่น้ำหนักเกิน หรือว่ากึ่งๆ จะอ้วน ถ้าไม่รีบมากควรลดน้ำหนักให้พอดี วิธีคำนวณน้ำหนักว่าควรจะหนักเท่าไหร่ แบบง่ายๆ คือเอาส่วนสูง ลบด้วย 110 เช่น ถ้าสูง 160 ซม. น้ำหนักของผู้หญิงที่ควรจะเป็นคือ 50 กก. (160-110) แต่ถ้าทำไม่ได้ อาจจะให้ลบแค่ 100 น้ำหนักไม่ควรเกิน 60 กก. (160-100) นอกจากนี้ ช่วงก่อนที่จะใส่ตัวอ่อนควรคุมน้ำหนักให้พอดีและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ยาและโรคประจำตัว
ยาที่ต้องงด คือยาที่อาจส่งผลต่อการสร้างอวัยวะของเด็กในครรภ์ เช่น
วิตามินที่ควรทานก่อนใส่ตัวอ่อน หลักๆ คือ
2. วิธีเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับใส่ตัวอ่อน 10:00
มี 2 วิธีหลัก ได้แก่
(1) การเตรียมด้วยรอบธรรมชาติ
ตามธรรมชาติ ในแต่ละรอบเดือน ผู้หญิงจะมีไข่ที่โต 1-2 ใบต่อรอบ ไข่ใบนั้นจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกค่อยๆ หนาตัวขึ้น หลังจากไข่โตเต็มที่ ไข่ก็จะตก หลังไข่ตก ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้น และเปลี่ยนโครงสร้างของโพรงมดลูกให้เหมาะกับการฝังตัวของตัวอ่อน สำหรับการเตรียมเยื่อบุด้วยรอบธรรมชาติ เป้าหมายคือให้มีไข่โตตามธรรมชาติ 1 ใบ โดยคุณหมออาจให้กินยากระตุ้นให้ไข่โต เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีไข่โตในรอบเดือนนั้นแน่ๆ หลังจากกินยาให้ไข่โต จะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ประมาณ Day 12 ของรอบเดือน เพื่อดูว่าไข่ที่ถูกกระตุ้นนั้นโตขึ้นหรือยัง เมื่อไข่โตก็จะติดตามไข่ใบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ว่าไข่ใบนี้ตกวันไหน หลังจากรู้วันไข่ตก ก็จะสามารถกำหนดวันใส่ตัวอ่อนได้
ข้อดี คือ ใช้ยาน้อย เพราะใช้ฮอร์โมนที่สร้างเองจากธรรมชาติ ข้อเสียและผลข้างเคียงจากการทานยาก็จะน้อยกว่า และการที่เป็นฮอร์โมนที่สร้างเองโดยธรรมชาติ อาจทำให้มดลูกตอบสนองรับตัวอ่อนได้ดีกว่าการใช้ยาจากภายนอก หรือเมื่อตรวจระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนใส่ตัวอ่อน จะพบว่าระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในรอบธรรมชาติ จะสูงกว่ารอบฮอร์โมนเยอะมาก หลังจากใส่ตัวอ่อน คุณหมอก็ยังให้ยาสอดช่วยประคองการตั้งครรภ์ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินก็ยังมียาจากข้างนอกมาช่วย แต่จะให้โดสที่น้อยกว่า เรียกได้ว่าวิธีนี้ผลข้างเคียงจะค่อนข้างน้อยกว่า และคนไข้มีเลือดออกหลังใส่ตัวอ่อนน้อยกว่าคนไข้ที่ใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมน
ข้อเสีย คือ ถ้ารอบนั้นกระตุ้นแล้วไข่ไม่โต อาจจะต้องถูกยกเลิกรอบนั้นไป และจะต้องเสียเวลามาตรวจอัลตราซาวด์หรือเจาะเลือดติดๆ กันหลายวันในช่วงใกล้ไข่ตก จนกว่าจะมั่นใจว่าวันไหนเป็นวันที่ไข่ตกจริง ซึ่งอาจทำไม่ได้ในคนไข้ทุกราย เพราะต้องทุ่มเทเวลามาตรวจ
(2) การใช้ฮอร์โมน
ในรอบเตรียมเยื่อบุที่ใช้ฮอร์โมน คุณหมอก็จะให้ทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดหนาตัวขึ้น เมื่อเยื่อบุหนาถึงระดับที่ต้องการ ประมาณ 8-10 มม. และเห็นเรียงตัวเป็น 3 ชั้นสวยๆ ก็จะเพิ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไป จากนั้นจึงนัดวันใส่ตัวอ่อน
ข้อดีของการใช้ฮอร์โมน คือ ง่าย ควบคุมด้วยการกินยา และนัดมาทำอัลตราซาวด์ หากเยื่อบุหนาดีก็สอดยา ไม่ต้องมาตรวจบ่อย หรือเจาะเลือดบ่อย แต่ข้อเสียคือต้องใช้ฮอร์โมนประคองการตั้งครรภ์ จนถึงอายุครรภ์โดยเฉลี่ยประมาณ 10 สัปดาห์ หากลืมกินยาหรือท้องเสียทำให้การดูดซึมยาไม่ดี อาจทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดลดลง จนมีเลือดออกหรือภาวะแท้งคุกคาม นอกจากนี้อาจมีผลข้างเคียงจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว
อัตราการตั้งครรภ์ของทั้ง 2 วิธี เป็นอย่างไร?
อัตราการตั้งครรภ์ใกล้เคียงกันมาก ที่ Superior A.R.T. เปอร์เซ็นต์ท้องโดยเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 70-75% แต่ความสะดวกสบายอาจจะต่างกัน แต่สิ่งที่สังเกตได้คือ ในรอบธรรมชาติคนไข้มีปัญหาเรื่องแท้งคุกคามหรือเลือดออกน้อยกว่ารอบที่ใช้ฮอร์โมน
ลักษณะเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยเป็นอย่างไร?
เยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยงามจะเห็นเป็น 3 ชั้น เห็นขอบชัดเจน และมีความหนา 8-12 มม.
3. วิธีการเลือกตัวอ่อน 19:25
ปัจจุบันการใส่ตัวอ่อน จะเลี้ยงตัวอ่อนไปจนถึงระยะ Blastocyst หรือ Day 5 โดยถ้ามีตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมแล้ว จะเลือกตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติก่อน
หากมีตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติหลายตัว ควรเลือกตัวไหน?
ตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst จะยังมีเปลือกเหลืออยู่ ซึ่งช่วยเป็นที่หลบภัย เมื่อทำการแช่แข็ง ตัวอ่อนจะกลับเข้าไปในเปลือก และเมื่อละลาย ตัวอ่อนก็จะบานกลับมาและฟักออกจากเปลือก การมีเปลือกจึงช่วยให้ตัวอ่อนไม่โดนสัมผัสกับน้ำยาแช่แข็งหรือละลายโดยตรง ทำให้เปอร์เซ็นต์ที่ตัวอ่อนหลังละลายจะดีกว่า Full Hatch Blastocyst
ส่วน Full Hatch Blastocyst ตัวอ่อนจะฟักออกจากเปลือกหมดแล้ว จากเดิมที่มีรูปร่างเป็นเลข 8 จะกลายเป็นตัวกลมๆ ทำให้เซลล์ทุกเซลล์จะโดนน้ำยาโดยตรง โดยเฉพาะ Full Hatch Blastocyst Day 6 นักวิทยาศาสตร์ที่ละลายจะต้องมีฝีมือมาก เพราะตัวอ่อนตัวใหญ่และ Timing การเปลี่ยนน้ำยาในการละลายต้องแม่น หากน้ำยาโดนตัวอ่อนมากไปอาจทำให้เซลล์บางส่วนเสียไปได้
คุณหมอจึงแนะนำว่า ถ้ามีตัวอ่อนทั้ง Hatching Blastocyst กับ Full Hatch Blastocyst จะเลือก Hatching Blastocyst ก่อน และเลือกจาก Day โดยเลือกตัวอ่อนที่ Day 5 มากกว่า Day 6
ถ้ามีตัวอ่อนให้เลือกเยอะ ก็จะเลือก Hatching Blastocyst Day 5 ก่อน รองลงมาคือ Hatching Blastocyst Day 6 ส่วน Full Hatch Blastocyst จะเก็บไว้ท้ายๆ
4. การเจาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนใส่ตัวอ่อนจำเป็นหรือไม่? 23:56
ขึ้นอยู่กับสไตล์ของคุณหมอแต่ละท่าน โปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะมาจากฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างเองหลังไข่ตก หรือจากยาที่ทานหรือสอด เช่น Duphaston, Cyclogest, Crinone, Utrogestan สำหรับคนไข้ที่ทานแค่ Duphaston ตัวเดียว และไม่ได้สอดยาโปรเจสเตอโรนด้วย อาจตรวจไม่เจอระดับโปรเจสเตอโรนในเลือด ในกรณีนี้ จึงไม่จำเป็นต้องวัดระดับโปรเจสเตอโรนในเลือด แต่ถ้าโปรเจสเตอโรนที่ใช้ เป็นรุปแบบยาสอดช่องคลอด จะสามารถตรวจวัดโปรเจสเตอโรนในกระแสเลือดได้
ถ้าตรวจ จะตรวจโปรเจสเตอโรน 1 วันก่อนวันใส่ตัวอ่อน เพื่อดูว่าระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ที่เป็นตัวประคองการตั้งครรภ์ต่ำหรือไม่ โดยระดับที่เหมาะสมคือเกิน 10 ขึ้นไป หากน้อยกว่า 5 คุณหมอบางคนอาจยกเลิกการใส่ตัวอ่อนในรอบนั้น
การจัดการติ่งเนื้อและเนื้องอกในโพรงมดลูก
หากตรวจพบมีติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือเนื้องอกที่เบียดโพรงมดลูก ขนาดใหญ่เกิน 1 ซม. หรือตำแหน่งอยู่ตรงบริเวณที่ตัวอ่อนจะฝังตัว และมีตัวอ่อนไม่เยอะก็ควรจะต้องเอาออกก่อน ซึ่งการตัดติ่งเนื้อในโพรงมดลูกไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ สามารถทำได้จากการส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อตัดหรือจี้เฉพาะตัวติ่งเนื้อออก และพยายามรบกวนมดลูกให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพังผืดหลังผ่าตัด หลังตัดติ่งเนื้อในโพรงมดลูกแล้ว รอบเดือนต่อไปสามารถเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อนได้เลย
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยว่า หลังจากการส่องกล้องในโพรงมดลูก รอบเดือนต่อมาเปอร์เซ็นต์ท้องจะเพิ่มมากขึ้น เพราะเหมือนเป็นการกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกให้ตอบสนองรับตัวอ่อนได้ดีขึ้น ยกเว้นในกรณีที่มีเนื้องอกในโพรงมดลูกแล้วมีการผ่าตัดเยอะ มีแผลเป็นเยอะ อาจจะต้องรอให้โพรงมดลูกหายดีก่อน ประมาณ 2 รอบเดือน แต่ถ้าเป็นการผ่าตัดเนื้องอกในโพรงมดลูกแบบผ่าตัดเปิด ส่วนใหญ่จะให้พัก 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้มดลูกแตกหลังตั้งครรภ์
นอกจากตรวจฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนแล้ว มีค่าอื่นที่ต้องตรวจอีกไหม?
หากไม่รวมการตรวจที่เกี่ยวกับโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องตรวจก่อนอยู่แล้ว อาจมีการตรวจแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณหมอแต่ละคน APS (Antiphospholipid Syndrome) เป็นกลุ่มแอนติบอดี้ที่อาจมีผลรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน ที่สำคัญคืออาจมีผลทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2
แอนติบอดี้ มีผลอะไร?
แอนติบอดี้คือภูมิคุ้มกันที่ปกติร่างกายจะสร้างไปทำลายเชื้อโรค แต่บางครั้งที่เรารับสารก่อภูมิแพ้ สารพิษต่างๆ มากเกินไป ร่างกายจะเริ่มงงว่าอันไหนคือเชื้อโรค หรืออันไหนคือเซลล์ของตัวเอง ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันมาทำร้ายเซลล์ของตัวเอง (Autoimmune) ซึ่งภูมิคุ้มกันพวกนี้มักจะเรียกเกล็ดเลือดให้มารวมตัวกัน และอุดตันเส้นเลือด ซึ่งเส้นเลือดที่เล็กมากๆ เช่น เส้นเลือดของตัวอ่อนในช่วงฝังตัว หรือช่วงตั้งครรภ์อ่อนๆ เกล็ดเลือดอาจไปอุดตันเส้นเลือด ทำให้การฟอร์มรกไม่สมบูรณ์ และเด็กขาดเลือด ฝังตัวไม่ได้ หรือฝังตัวไปแล้วหลุด
เนื่องจากแอนติบอดี้มีเยอะมาก คุณหมอจะเจาะเฉพาะบางตัวที่ขึ้นบ่อยๆ เท่านั้น หากภูมิคุ้มกันต่อตัวเองขึ้นสูง อาจพิจารณาให้ยาในกลุ่มของ Aspirin Prednisolone หรือยาฉีด Enaoxaparin เพื่อช่วยให้การฝังตัวของตัวอ่อนดีขึ้น โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป
5. การคัดกรองโรคทางพันธุกรรมหรือโครโมโซม 30:49
โครโมโซมของร่างกายมนุษย์มี 23 คู่ โดยโครโมโซม 22 คู่แรก จะควบคุมการสร้างอวัยวะต่างๆ และคู่สุดท้าย คือโครโมโซมเพศ ปกติจะอยู่ 2 แท่งคู่กัน ตัวโครโมโซมใหญ่ ถ้าขาดหรือเกินจะมีผลต่อตัวเด็กมาก เช่น โครโมโซมที่มียีนส์ที่ควบคุมการสร้างอวัยวะ ถ้าหายไปตัวอ่อนจะไม่ฝังตัวเลย
การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนจะตรวจดูทั้ง 23 คู่ ตัวอย่างตัวอ่อนที่ผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม โครโมโซม 21 จะมี 3 แท่ง แทนที่จะมี 2 แท่ง เป็นตัน สำหรับในกรณีที่ครอบครัวมีประวัติโรคพันธุกรรม โดยมีประวัติคนในครอบครัวเป็น หรือเคยมีลูกคนแรกที่ผิดปกติ ก็สามารถตรวจโครโมโซมคู่กับการตรวจยีนที่ผิดปกตินั้นได้ เช่น โรคธาลัสซีเมีย ที่คนไทยเป็นพาหะประมาณ 40% สามารถตรวจได้ว่าตัวอ่อนมีโครโมโซมปกติไหม เป็นพาหะหรือเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ หรือสามารถตรวจยีนอื่นๆ ได้ เช่น โรคหูหนวกทางพันธุกรรม โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยจะต้องมีประวัติในครอบครัวว่ามียีนที่ผิดปกติชัดเจนมาก่อน
แต่ในปัจจุบัน มีการนำเลือดพ่อกับเลือดแม่ไปตรวจคัดกรองยีนได้ โดยบางยี่ห้อตรวจได้ถึง 500-600 ยีน เพื่อตรวจว่ามีโรคทางพันธุกรรมแฝงโดยที่ไม่รู้หรือไม่ หากทั้งสามีภรรยามีโรคพันธุกรรมแฝงอยู่ ก็อาจมีโอกาสที่จะมีลูกเป็นโรคได้ อย่างไรก็ตาม ต้องมาปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะผลลัพธ์ที่ได้อาจแปลผลยาก ทำให้เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็นได้
6. อุปกรณ์เสริมในการใส่ตัวอ่อน 34:26
กาวติดตัวอ่อน Embryo Glue
หลังละลายตัวอ่อน นักวิทยาศาตร์จะเลี้ยงตัวอ่อนในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน โดยก่อนใส่ตัวอ่อนจะนำ Embryo Glue มาใส่ไว้ประมาณ 10-30 นาที หลังจากนั้นจะดูดตัวอ่อนพร้อมกับ Glue เข้าไปใส่ในโพรงมดลูก ซึ่งข้อดีของ Embryo Glue คือมีความเข้มข้น และสารอาหารใกล้เคียงกับน้ำในโพรงมดลูกก่อนที่จะถึงชั้นเยื่อบุโพรงมดลูก ช่วยให้ตัวอ่อนผ่านน้ำในชั้นของโพรงมดลูก และเข้าไปถึงโพรงมดลูกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมี CD44 และ Hyaluronic acid ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ตัวอ่อนจับกับเยื่อบุโพรงมดลูกได้แน่นขึ้น
Embryo Glue อาจมีประโยชน์ในกลุ่มคนไข้ที่มีประวัติใส่ตัวอ่อนหลายครั้งแล้วไม่ท้อง แต่ในคนไข้ทั่วไป หรือการใส่ตัวอ่อนครั้งแรกอาจไม่ได้เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น คุณหมอมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวย ฮอร์โมนที่ดี และคุณภาพของตัวอ่อนที่ดี สำหรับ Embryo Glue อาจเป็นเหมือน Accessory ประโยชน์อาจยังไม่ชัดเจน แต่คุณหมอรู้สึกว่าถ้าใช้ Glue เวลาฉีดตัวอ่อนเข้าไปจะมีความหนืดกว่า ตัวอ่อนมักจะอยู่ในตำแหน่งที่อยากให้อยู่ และไม่ค่อยขยับ มากกว่าแบบไม่ใช้ Glue
ยาที่ทำให้มดลูกคลายตัว (Atosiban/Tractocile)
คือ ยาที่ให้ทางน้ำเกลือก่อนใส่ตัวอ่อน เพื่อทำให้มดลูกคลายตัว ลดการบีบตัวไล่ตัวอ่อนหลังจากใส่ตัวอ่อน โดยฤทธิ์ของยาอาจอยู่ประมาณ 4-6 ชั่วโมงหลังรับยา ซึ่งมีงานวิจัยชัดเจนว่ามีประโยชน์ในการช่วยให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากการลดการบีบตัวของมดลูก โดยบางที่อาจให้หลังใส่ตัวอ่อนด้วย แต่โดยส่วนตัวคุณหมอจะใช้แค่วันที่ใส่ตัวอ่อนเท่านั้น
การฉีด PRP
คือ การเก็บเลือดของตัวเองมาปั่น แล้วเลือกเฉพาะชั้น ที่เรียกว่า Platelet-Rich Plasma ซึ่งมี Growth Factor ที่ต่างๆ เยอะ แล้วฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก
ในอดีตเคยใช้ PRP เพื่อเพิ่มความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก ในกรณีที่เตรียมเยื่อบุแล้วบาง
แต่ปัจจุบัน มีการปรับมาฉีดก่อนใส่ตัวอ่อนประมาณ 1-2 วัน เพื่อเพิ่มให้เยื่อบุโพรงมดลูกรับกับตัวอ่อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังไม่มากพอที่จะบอกว่ามีประโยชน์ ซึ่งคุณหมอก็กำลังเก็บข้อมูลในเคสที่ทำอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลดี เปอร์เซ็นต์ท้องดี แต่อาจเป็นเพราะคนไข้ไม่ได้มีปัญหามากหรือตัวอ่อนดีอยู่แล้ว อาจจะยังสรุปไม่ได้แน่ชัด ซึ่ง PRP มีราคาสูง จึงอาจต้องรอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ ถึงจะบอกได้ว่าคุ้มค่าหรือไม่
Endometrial Receptivity Assay (ERA Test)
การตรวจ ERA Test จะเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูกส่งไปตรวจยีน เพื่อดูว่าหลังสอดยาไปแล้วกี่ชั่วโมง เป็นเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกรับตัวอ่อนได้ดีที่สุด ใช้เป็นแนวทางว่าเราควรจะใส่ตัวอ่อนในรอบถัดไปในเวลานี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข้อมูลออกมาพอสมควร พบว่ามันไม่ช่วย การใช้จึงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ซึ่งผลที่คุณหมอพบมีทั้งช่วยและไม่ช่วย
7. การดูแลตัวเองหลังใส่ตัวอ่อน 43:15
8. การตรวจการตั้งครรภ์ 45:58
สามารถตรวจการตั้งครรภ์จากเลือดได้ ตั้งแต่ 7 วันหลังย้ายตัวอ่อนระยะ Day 5
แล้ว HCG จะขึ้นอย่างไร?
การขึ้นของ HCG ที่ดี จะขึ้น 2 เท่าทุก 2 วัน หรืออย่างน้อยขึ้น 66% ในช่วงเวลา 48 ชั่วโมง
หลังท้องแล้วควรอัลตราซาวด์เมื่อไร?
ส่วนใหญ่จะสามารถอัลตราซาวด์ได้ช่วงประมาณ 5 สัปดาห์ เพราะจะเห็นถุงการตั้งครรภ์ ช่วง 6 สัปดาห์จะเห็นหัวใจ 7 สัปดาห์เห็นตัวเด็กชัดๆ
เมื่อไรที่เรียกว่าปลอดภัย สามารถการแจ้งข่าวดี หรือเดินทางได้?
ส่วนใหญ่จะรอให้เกิน 10-12 สัปดาห์ สามารถแจ้งข่าวดีให้คนทางบ้านได้ หรือถ้าจะวางแผนไปเที่ยวคือหลัง 12 สัปดาห์จนถึงประมาณไม่เกิน 32 สัปดาห์ ในคนไข้ท้องเดี่ยว ไม่ใช่ท้องแฝด
คำแนะนำในการเลือกแพทย์ฝากครรภ์
คุณหมอจะถามก่อนว่าเคยฝากท้องที่ไหน หากเคยมีลูกแล้วอาจฝากกับคุณหมอท่านเดิมที่รู้สึกสะดวกใจ และสบายใจ โดยควรพิจารณาสุขภาพและโรคประจำตัว ของคุณแม่ว่ามีต้องได้รับการดูแลมากกว่าคนอื่นหรือไม่ เช่น อายุเกิน 38 ปี มีปัญหาเรื่องเนื้องอก มีปัญหาเด็กโตช้าในครรภ์
หากมีความเสี่ยงสูงจะส่งไปฝากท้องกับแพทย์เฉพาะทางที่เรียกว่า MFM (เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอัลตราซาวด์เด็ก และการดูแลคุณแม่ที่เป็น High Risk Pregnancy มีโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ เบาหวาน ความดัน หรืออายุเยอะ หากไม่มีปัญหาอะไรมากคุณหมอสูติฯ ปกติ ก็สามารถดูแลได้ เพราะปัจจุบันไกด์ไลน์ในการฝากท้องค่อนข้างชัดเจน
คำถามเพิ่มเติมจากไลฟ์
บำรุงไข่อย่างไรให้ได้ไข่เพิ่ม? 47:32
หากคนไข้ยังมีค่าฮอร์โมน AMH ที่ไม่ต่ำมาก การบำรุงไข่ทำได้ดังนี้
Lifestyle Modification (ปรับปรุงตัวเองที่ต้นเหตุ)
วิตามิน
การเลือก Cycle ในการกระตุ้นไข่
ในแต่ละรอบเดือน อาจมีไข่ที่รอโตไม่เท่ากัน ถ้าไข่น้อยมากๆ ควรลองมาอัลตราซาวด์ดูก่อนว่ารอบนี้ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรฝืนกระตุ้นไข่
หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.
LIVE โดย

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก
ข่าวสารและบทความอื่นๆ





