ข่าวสารและบทความ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.61 ❝ว่าด้วยเรื่อง… การย้ายตัวอ่อน❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2567)

ใน EP. 61 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา – สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก จะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับการย้ายตัวอ่อน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการของการย้ายตัวอ่อน เพื่อคนไข้จะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจในการเลือกแผนการรักษา การเตรียมตัวก่อนเริ่มกระบวนการ ควรเลือกตัวอ่อนตัวไหนดี และควรตรวจอะไรก่อนที่จะย้ายตัวอ่อนบ้าง

1. การเตรียมตัวก่อนย้ายตัวอ่อน 1:44

ถ้าคนไข้ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก เช่น ไม่มีโรคประจำตัวที่จะต้องทานยาหรือปรับยา เช่น ไทรอยด์ ที่ต้องรอให้ฮอร์โมนกลับมาปกติก่อน ก็อาจจะไม่ได้ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย

โดยทั่วไป การปฏิบัติตัวเริ่มจากการดำเนินชีวิตที่ดี ดังนี้

อาหาร

ทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นโปรตีน โดยโปรตีนที่ดี มาจากเนื้อสัตว์ที่เป็นสัตว์เล็ก เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เช่น ไก่ ปลา หรือโปรตีนจากพืช โปรตีนที่ดีและหาได้ง่ายก็คือไข่ แนะนำให้ทานไข่วันละ 1 ฟอง ซึ่งสามารถทานได้ทั้งไข่แดงและไข่ขาว แต่ถ้าทานมากกว่า 1 ฟองต่อวัน เน้นเฉพาะไข่ขาว ไข่แดงควรทานไม่เกินวันละ 1 ฟอง แม้ไข่แดงจะมีไขมันดีและโอเมก้าสูง แต่หากทานมากจะทำให้คอเลสเตอรอลสูงได้

เพิ่มทานผักผลไม้ และลดแป้งลดน้ำตาล โดยเฉพาะคนไข้ที่น้ำหนักเกิน หรือว่ากึ่งๆ จะอ้วน ถ้าไม่รีบมากควรลดน้ำหนักให้พอดี วิธีคำนวณน้ำหนักว่าควรจะหนักเท่าไหร่ แบบง่ายๆ คือเอาส่วนสูง ลบด้วย 110 เช่น ถ้าสูง 160 ซม. น้ำหนักของผู้หญิงที่ควรจะเป็นคือ 50 กก. (160-110) แต่ถ้าทำไม่ได้ อาจจะให้ลบแค่ 100 น้ำหนักไม่ควรเกิน 60 กก. (160-100) นอกจากนี้ ช่วงก่อนที่จะใส่ตัวอ่อนควรคุมน้ำหนักให้พอดีและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ยาและโรคประจำตัว

ยาที่ต้องงด คือยาที่อาจส่งผลต่อการสร้างอวัยวะของเด็กในครรภ์ เช่น

  • ยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ Retin-A หรือโรแอคคิวเทน เป็นยารักษาสิว จะต้องหยุดก่อนใส่ตัวอ่อนหรือตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน เพราะอาจทำให้เด็กมีความผิดปกติหรือพิการรุนแรงได้ แม้ว่าจะอยู่ในรูปแบบยาทา อย่าง Retin-A หรือ Retinoic Acid ก็ควรต้องหยุดด้วย เพราะอาจจะยังมีการดูดซึมเข้ากระแสเลือด และส่งผลต่อลูกในท้องได้
  • กลุ่มยาจิตเวช เช่น ยาต้านซึมเศร้า ยาบางตัวมีผลต่อเด็ก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับลดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น หรือเปลี่ยนเป็นตัวที่ปลอดภัยมากกว่า
  • หากมีโรคประจำตัว เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมัน ควรไปเช็คก่อนว่าทุกอย่างดีแล้ว
  • อีกโรคที่สำคัญมากคือไทรอยด์ หากไทรอยด์ผิดปกติก่อนใส่ตัวอ่อน มักมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันต่อไทรอยด์สูงกว่าปกติ ซึ่งอาจรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อนได้ ดังนั้นควรต้องกินยาปรับไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นปกติก่อน นอกจากนั้นหลังตั้งครรภ์แล้วค่าไทรอยด์จะแกว่งมาก ควรตรวจทุก 3 เดือน หากระดับฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กได้
  • งดยาลดไขมัน เนื่องจากคนท้องกินไม่ได้
  • โรคความดันโลหิตสูงไม่ค่อยมีผลต่อการใส่ตัวอ่อน แต่ระหว่างตั้งครรภ์มีโอกาสอย่างมากที่จะกลายเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีความดันเลือดสูง และมีโปรตีนรั่วออกมาทางปัสสาวะ หากเป็นมากจนควบคุมไม่ได้ อาจถึงขั้นชักเป็นอันตรายได้ ดังนั้นก่อนท้องต้องปรึกษาแพทย์อายุรกรรมก่อน เพื่อเปลี่ยนยาเป็นตัวที่ปลอดภัยสำหรับคนท้องและควบคุมให้ได้ดีก่อน ถึงค่อยมาใส่ตัวอ่อน

วิตามินที่ควรทานก่อนใส่ตัวอ่อน หลักๆ คือ

  • Folic Acid ขนาดเม็ดละ 4 มิลลิกรัม สามารถทานได้ 1 เม็ด อย่างน้อยประมาณ 1 เดือนก่อนเริ่มใส่ตัวอ่อน
  • วิตามินรวมสำหรับคนท้อง ที่มีวิตามินที่คนท้องต้องการหลายๆ อย่าง เช่น โฟลิค วิตามิน B D ธาตุเหล็ก เป็นต้น
  • วิตามินซี และ Coenzyme Q10 สามารถทานได้จนถึงวันใส่ตัวอ่อน แต่หลังใส่ตัวอ่อนแล้วควรเหลือแค่โฟลิคหรือวิตามินรวมสำหรับคนท้องอย่างเดียว เพราะยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า CoQ10 ปลอดภัยในคนท้องหรือไม่

2. วิธีเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับใส่ตัวอ่อน 10:00

มี 2 วิธีหลัก ได้แก่

(1) การเตรียมด้วยรอบธรรมชาติ

ตามธรรมชาติ ในแต่ละรอบเดือน ผู้หญิงจะมีไข่ที่โต 1-2 ใบต่อรอบ ไข่ใบนั้นจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกค่อยๆ หนาตัวขึ้น หลังจากไข่โตเต็มที่ ไข่ก็จะตก หลังไข่ตก ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้น และเปลี่ยนโครงสร้างของโพรงมดลูกให้เหมาะกับการฝังตัวของตัวอ่อน สำหรับการเตรียมเยื่อบุด้วยรอบธรรมชาติ เป้าหมายคือให้มีไข่โตตามธรรมชาติ 1 ใบ โดยคุณหมออาจให้กินยากระตุ้นให้ไข่โต เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีไข่โตในรอบเดือนนั้นแน่ๆ หลังจากกินยาให้ไข่โต จะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ประมาณ Day 12 ของรอบเดือน เพื่อดูว่าไข่ที่ถูกกระตุ้นนั้นโตขึ้นหรือยัง เมื่อไข่โตก็จะติดตามไข่ใบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ว่าไข่ใบนี้ตกวันไหน หลังจากรู้วันไข่ตก ก็จะสามารถกำหนดวันใส่ตัวอ่อนได้ 

ข้อดี คือ ใช้ยาน้อย เพราะใช้ฮอร์โมนที่สร้างเองจากธรรมชาติ ข้อเสียและผลข้างเคียงจากการทานยาก็จะน้อยกว่า และการที่เป็นฮอร์โมนที่สร้างเองโดยธรรมชาติ อาจทำให้มดลูกตอบสนองรับตัวอ่อนได้ดีกว่าการใช้ยาจากภายนอก หรือเมื่อตรวจระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนใส่ตัวอ่อน จะพบว่าระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในรอบธรรมชาติ จะสูงกว่ารอบฮอร์โมนเยอะมาก หลังจากใส่ตัวอ่อน คุณหมอก็ยังให้ยาสอดช่วยประคองการตั้งครรภ์ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินก็ยังมียาจากข้างนอกมาช่วย แต่จะให้โดสที่น้อยกว่า เรียกได้ว่าวิธีนี้ผลข้างเคียงจะค่อนข้างน้อยกว่า และคนไข้มีเลือดออกหลังใส่ตัวอ่อนน้อยกว่าคนไข้ที่ใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมน

ข้อเสีย คือ ถ้ารอบนั้นกระตุ้นแล้วไข่ไม่โต อาจจะต้องถูกยกเลิกรอบนั้นไป และจะต้องเสียเวลามาตรวจอัลตราซาวด์หรือเจาะเลือดติดๆ กันหลายวันในช่วงใกล้ไข่ตก จนกว่าจะมั่นใจว่าวันไหนเป็นวันที่ไข่ตกจริง ซึ่งอาจทำไม่ได้ในคนไข้ทุกราย เพราะต้องทุ่มเทเวลามาตรวจ

(2) การใช้ฮอร์โมน

ในรอบเตรียมเยื่อบุที่ใช้ฮอร์โมน คุณหมอก็จะให้ทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดหนาตัวขึ้น เมื่อเยื่อบุหนาถึงระดับที่ต้องการ ประมาณ 8-10 มม. และเห็นเรียงตัวเป็น 3 ชั้นสวยๆ ก็จะเพิ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไป จากนั้นจึงนัดวันใส่ตัวอ่อน

ข้อดีของการใช้ฮอร์โมน คือ ง่าย ควบคุมด้วยการกินยา และนัดมาทำอัลตราซาวด์ หากเยื่อบุหนาดีก็สอดยา ไม่ต้องมาตรวจบ่อย หรือเจาะเลือดบ่อย แต่ข้อเสียคือต้องใช้ฮอร์โมนประคองการตั้งครรภ์ จนถึงอายุครรภ์โดยเฉลี่ยประมาณ 10 สัปดาห์ หากลืมกินยาหรือท้องเสียทำให้การดูดซึมยาไม่ดี อาจทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดลดลง จนมีเลือดออกหรือภาวะแท้งคุกคาม นอกจากนี้อาจมีผลข้างเคียงจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว

อัตราการตั้งครรภ์ของทั้ง 2 วิธี เป็นอย่างไร?

อัตราการตั้งครรภ์ใกล้เคียงกันมาก ที่ Superior A.R.T. เปอร์เซ็นต์ท้องโดยเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 70-75% แต่ความสะดวกสบายอาจจะต่างกัน แต่สิ่งที่สังเกตได้คือ ในรอบธรรมชาติคนไข้มีปัญหาเรื่องแท้งคุกคามหรือเลือดออกน้อยกว่ารอบที่ใช้ฮอร์โมน

ลักษณะเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยเป็นอย่างไร?

เยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยงามจะเห็นเป็น 3 ชั้น เห็นขอบชัดเจน และมีความหนา 8-12 มม. 

3. วิธีการเลือกตัวอ่อน 19:25

ปัจจุบันการใส่ตัวอ่อน จะเลี้ยงตัวอ่อนไปจนถึงระยะ Blastocyst หรือ Day 5 โดยถ้ามีตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมแล้ว จะเลือกตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติก่อน

หากมีตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติหลายตัว ควรเลือกตัวไหน?

ตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst จะยังมีเปลือกเหลืออยู่ ซึ่งช่วยเป็นที่หลบภัย เมื่อทำการแช่แข็ง ตัวอ่อนจะกลับเข้าไปในเปลือก และเมื่อละลาย ตัวอ่อนก็จะบานกลับมาและฟักออกจากเปลือก การมีเปลือกจึงช่วยให้ตัวอ่อนไม่โดนสัมผัสกับน้ำยาแช่แข็งหรือละลายโดยตรง ทำให้เปอร์เซ็นต์ที่ตัวอ่อนหลังละลายจะดีกว่า Full Hatch Blastocyst

ส่วน Full Hatch Blastocyst ตัวอ่อนจะฟักออกจากเปลือกหมดแล้ว จากเดิมที่มีรูปร่างเป็นเลข 8 จะกลายเป็นตัวกลมๆ ทำให้เซลล์ทุกเซลล์จะโดนน้ำยาโดยตรง โดยเฉพาะ Full Hatch Blastocyst Day 6 นักวิทยาศาสตร์ที่ละลายจะต้องมีฝีมือมาก เพราะตัวอ่อนตัวใหญ่และ Timing การเปลี่ยนน้ำยาในการละลายต้องแม่น หากน้ำยาโดนตัวอ่อนมากไปอาจทำให้เซลล์บางส่วนเสียไปได้

คุณหมอจึงแนะนำว่า ถ้ามีตัวอ่อนทั้ง Hatching Blastocyst กับ Full Hatch Blastocyst จะเลือก Hatching Blastocyst ก่อน และเลือกจาก Day โดยเลือกตัวอ่อนที่ Day 5 มากกว่า Day 6 
ถ้ามีตัวอ่อนให้เลือกเยอะ ก็จะเลือก Hatching Blastocyst Day 5 ก่อน รองลงมาคือ Hatching Blastocyst Day 6 ส่วน Full Hatch Blastocyst จะเก็บไว้ท้ายๆ

4. การเจาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนใส่ตัวอ่อนจำเป็นหรือไม่? 23:56

ขึ้นอยู่กับสไตล์ของคุณหมอแต่ละท่าน โปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะมาจากฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างเองหลังไข่ตก หรือจากยาที่ทานหรือสอด เช่น Duphaston, Cyclogest, Crinone, Utrogestan สำหรับคนไข้ที่ทานแค่ Duphaston ตัวเดียว และไม่ได้สอดยาโปรเจสเตอโรนด้วย อาจตรวจไม่เจอระดับโปรเจสเตอโรนในเลือด ในกรณีนี้ จึงไม่จำเป็นต้องวัดระดับโปรเจสเตอโรนในเลือด แต่ถ้าโปรเจสเตอโรนที่ใช้ เป็นรุปแบบยาสอดช่องคลอด จะสามารถตรวจวัดโปรเจสเตอโรนในกระแสเลือดได้ 

ถ้าตรวจ จะตรวจโปรเจสเตอโรน 1 วันก่อนวันใส่ตัวอ่อน เพื่อดูว่าระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ที่เป็นตัวประคองการตั้งครรภ์ต่ำหรือไม่ โดยระดับที่เหมาะสมคือเกิน 10 ขึ้นไป หากน้อยกว่า 5 คุณหมอบางคนอาจยกเลิกการใส่ตัวอ่อนในรอบนั้น

การจัดการติ่งเนื้อและเนื้องอกในโพรงมดลูก

หากตรวจพบมีติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือเนื้องอกที่เบียดโพรงมดลูก ขนาดใหญ่เกิน 1 ซม. หรือตำแหน่งอยู่ตรงบริเวณที่ตัวอ่อนจะฝังตัว และมีตัวอ่อนไม่เยอะก็ควรจะต้องเอาออกก่อน ซึ่งการตัดติ่งเนื้อในโพรงมดลูกไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ สามารถทำได้จากการส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อตัดหรือจี้เฉพาะตัวติ่งเนื้อออก และพยายามรบกวนมดลูกให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพังผืดหลังผ่าตัด หลังตัดติ่งเนื้อในโพรงมดลูกแล้ว รอบเดือนต่อไปสามารถเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อนได้เลย

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยว่า หลังจากการส่องกล้องในโพรงมดลูก รอบเดือนต่อมาเปอร์เซ็นต์ท้องจะเพิ่มมากขึ้น เพราะเหมือนเป็นการกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกให้ตอบสนองรับตัวอ่อนได้ดีขึ้น ยกเว้นในกรณีที่มีเนื้องอกในโพรงมดลูกแล้วมีการผ่าตัดเยอะ มีแผลเป็นเยอะ อาจจะต้องรอให้โพรงมดลูกหายดีก่อน ประมาณ 2 รอบเดือน แต่ถ้าเป็นการผ่าตัดเนื้องอกในโพรงมดลูกแบบผ่าตัดเปิด ส่วนใหญ่จะให้พัก 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้มดลูกแตกหลังตั้งครรภ์

นอกจากตรวจฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนแล้ว มีค่าอื่นที่ต้องตรวจอีกไหม? 

หากไม่รวมการตรวจที่เกี่ยวกับโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องตรวจก่อนอยู่แล้ว อาจมีการตรวจแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณหมอแต่ละคน APS (Antiphospholipid Syndrome) เป็นกลุ่มแอนติบอดี้ที่อาจมีผลรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน ที่สำคัญคืออาจมีผลทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2

แอนติบอดี้ มีผลอะไร?

แอนติบอดี้คือภูมิคุ้มกันที่ปกติร่างกายจะสร้างไปทำลายเชื้อโรค แต่บางครั้งที่เรารับสารก่อภูมิแพ้ สารพิษต่างๆ มากเกินไป ร่างกายจะเริ่มงงว่าอันไหนคือเชื้อโรค หรืออันไหนคือเซลล์ของตัวเอง ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันมาทำร้ายเซลล์ของตัวเอง (Autoimmune) ซึ่งภูมิคุ้มกันพวกนี้มักจะเรียกเกล็ดเลือดให้มารวมตัวกัน และอุดตันเส้นเลือด ซึ่งเส้นเลือดที่เล็กมากๆ เช่น เส้นเลือดของตัวอ่อนในช่วงฝังตัว หรือช่วงตั้งครรภ์อ่อนๆ เกล็ดเลือดอาจไปอุดตันเส้นเลือด ทำให้การฟอร์มรกไม่สมบูรณ์ และเด็กขาดเลือด ฝังตัวไม่ได้ หรือฝังตัวไปแล้วหลุด

เนื่องจากแอนติบอดี้มีเยอะมาก คุณหมอจะเจาะเฉพาะบางตัวที่ขึ้นบ่อยๆ เท่านั้น หากภูมิคุ้มกันต่อตัวเองขึ้นสูง อาจพิจารณาให้ยาในกลุ่มของ Aspirin Prednisolone หรือยาฉีด Enaoxaparin เพื่อช่วยให้การฝังตัวของตัวอ่อนดีขึ้น โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป

5. การคัดกรองโรคทางพันธุกรรมหรือโครโมโซม 30:49

โครโมโซมของร่างกายมนุษย์มี 23 คู่ โดยโครโมโซม 22 คู่แรก จะควบคุมการสร้างอวัยวะต่างๆ และคู่สุดท้าย คือโครโมโซมเพศ ปกติจะอยู่ 2 แท่งคู่กัน ตัวโครโมโซมใหญ่ ถ้าขาดหรือเกินจะมีผลต่อตัวเด็กมาก เช่น โครโมโซมที่มียีนส์ที่ควบคุมการสร้างอวัยวะ ถ้าหายไปตัวอ่อนจะไม่ฝังตัวเลย

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนจะตรวจดูทั้ง 23 คู่ ตัวอย่างตัวอ่อนที่ผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม โครโมโซม 21 จะมี 3 แท่ง แทนที่จะมี 2 แท่ง เป็นตัน สำหรับในกรณีที่ครอบครัวมีประวัติโรคพันธุกรรม โดยมีประวัติคนในครอบครัวเป็น หรือเคยมีลูกคนแรกที่ผิดปกติ ก็สามารถตรวจโครโมโซมคู่กับการตรวจยีนที่ผิดปกตินั้นได้ เช่น โรคธาลัสซีเมีย ที่คนไทยเป็นพาหะประมาณ 40% สามารถตรวจได้ว่าตัวอ่อนมีโครโมโซมปกติไหม เป็นพาหะหรือเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ หรือสามารถตรวจยีนอื่นๆ ได้ เช่น โรคหูหนวกทางพันธุกรรม โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยจะต้องมีประวัติในครอบครัวว่ามียีนที่ผิดปกติชัดเจนมาก่อน

แต่ในปัจจุบัน มีการนำเลือดพ่อกับเลือดแม่ไปตรวจคัดกรองยีนได้ โดยบางยี่ห้อตรวจได้ถึง 500-600 ยีน เพื่อตรวจว่ามีโรคทางพันธุกรรมแฝงโดยที่ไม่รู้หรือไม่ หากทั้งสามีภรรยามีโรคพันธุกรรมแฝงอยู่ ก็อาจมีโอกาสที่จะมีลูกเป็นโรคได้ อย่างไรก็ตาม ต้องมาปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะผลลัพธ์ที่ได้อาจแปลผลยาก ทำให้เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็นได้

6. อุปกรณ์เสริมในการใส่ตัวอ่อน 34:26

กาวติดตัวอ่อน Embryo Glue

หลังละลายตัวอ่อน นักวิทยาศาตร์จะเลี้ยงตัวอ่อนในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน โดยก่อนใส่ตัวอ่อนจะนำ Embryo Glue มาใส่ไว้ประมาณ 10-30 นาที หลังจากนั้นจะดูดตัวอ่อนพร้อมกับ Glue เข้าไปใส่ในโพรงมดลูก ซึ่งข้อดีของ Embryo Glue คือมีความเข้มข้น และสารอาหารใกล้เคียงกับน้ำในโพรงมดลูกก่อนที่จะถึงชั้นเยื่อบุโพรงมดลูก ช่วยให้ตัวอ่อนผ่านน้ำในชั้นของโพรงมดลูก และเข้าไปถึงโพรงมดลูกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมี CD44 และ Hyaluronic acid ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ตัวอ่อนจับกับเยื่อบุโพรงมดลูกได้แน่นขึ้น

Embryo Glue อาจมีประโยชน์ในกลุ่มคนไข้ที่มีประวัติใส่ตัวอ่อนหลายครั้งแล้วไม่ท้อง แต่ในคนไข้ทั่วไป หรือการใส่ตัวอ่อนครั้งแรกอาจไม่ได้เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น คุณหมอมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวย ฮอร์โมนที่ดี และคุณภาพของตัวอ่อนที่ดี สำหรับ Embryo Glue อาจเป็นเหมือน Accessory ประโยชน์อาจยังไม่ชัดเจน แต่คุณหมอรู้สึกว่าถ้าใช้ Glue เวลาฉีดตัวอ่อนเข้าไปจะมีความหนืดกว่า ตัวอ่อนมักจะอยู่ในตำแหน่งที่อยากให้อยู่ และไม่ค่อยขยับ มากกว่าแบบไม่ใช้ Glue

ยาที่ทำให้มดลูกคลายตัว (Atosiban/Tractocile)

คือ ยาที่ให้ทางน้ำเกลือก่อนใส่ตัวอ่อน เพื่อทำให้มดลูกคลายตัว ลดการบีบตัวไล่ตัวอ่อนหลังจากใส่ตัวอ่อน โดยฤทธิ์ของยาอาจอยู่ประมาณ 4-6 ชั่วโมงหลังรับยา ซึ่งมีงานวิจัยชัดเจนว่ามีประโยชน์ในการช่วยให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากการลดการบีบตัวของมดลูก โดยบางที่อาจให้หลังใส่ตัวอ่อนด้วย แต่โดยส่วนตัวคุณหมอจะใช้แค่วันที่ใส่ตัวอ่อนเท่านั้น

การฉีด PRP

คือ การเก็บเลือดของตัวเองมาปั่น แล้วเลือกเฉพาะชั้น ที่เรียกว่า Platelet-Rich Plasma ซึ่งมี Growth Factor ที่ต่างๆ เยอะ แล้วฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก

ในอดีตเคยใช้ PRP เพื่อเพิ่มความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก ในกรณีที่เตรียมเยื่อบุแล้วบาง
แต่ปัจจุบัน มีการปรับมาฉีดก่อนใส่ตัวอ่อนประมาณ 1-2 วัน เพื่อเพิ่มให้เยื่อบุโพรงมดลูกรับกับตัวอ่อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังไม่มากพอที่จะบอกว่ามีประโยชน์ ซึ่งคุณหมอก็กำลังเก็บข้อมูลในเคสที่ทำอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลดี เปอร์เซ็นต์ท้องดี แต่อาจเป็นเพราะคนไข้ไม่ได้มีปัญหามากหรือตัวอ่อนดีอยู่แล้ว อาจจะยังสรุปไม่ได้แน่ชัด ซึ่ง PRP มีราคาสูง จึงอาจต้องรอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ ถึงจะบอกได้ว่าคุ้มค่าหรือไม่

Endometrial Receptivity Assay (ERA Test) 

การตรวจ ERA Test จะเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูกส่งไปตรวจยีน เพื่อดูว่าหลังสอดยาไปแล้วกี่ชั่วโมง เป็นเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกรับตัวอ่อนได้ดีที่สุด ใช้เป็นแนวทางว่าเราควรจะใส่ตัวอ่อนในรอบถัดไปในเวลานี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข้อมูลออกมาพอสมควร พบว่ามันไม่ช่วย การใช้จึงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ซึ่งผลที่คุณหมอพบมีทั้งช่วยและไม่ช่วย

7. การดูแลตัวเองหลังใส่ตัวอ่อน 43:15

  • ไม่ต้องนอนติดเตียงตลอดเวลา แต่ควรพักผ่อนให้มากขึ้น เพื่อลดกิจกรรมไม่ให้มดลูกบีบตัว ควรหลีกเลี่ยงการเดินเยอะ ออกกำลังกาย ยกของ มีเพศสัมพันธ์ หรือเพิ่มแรงเบ่งในช่องท้อง เพราะอาจกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว ให้พัก 2-3 วันหลังใส่ตัวอ่อน ควรหยุดอยู่บ้าน ใช้ชีวิตในบ้านสบายๆ พยายามลดการขึ้น-ลงบันได ถ้าจำเป็นก็ให้เดินช้าๆ ส่วนการเดินธรรมดาในบ้านได้ไม่มีปัญหา
  • การขับถ่าย ไม่ให้กลั้นฉี่ การเบ่งอุจจาระ ท้องเสียหรือท้องผูก อาจมีผลไปกระตุ้นมดลูกให้บีบตัวได้ ควรทานผลไม้หรือกากใย เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องผูก ถ้าท้องผูกมากลองกินลูกพรุนแบบเป็นเม็ด
  • ห้ามลืมการใช้ยาประคองการตั้งครรภ์ตามที่คุณหมอสั่ง
  • อาบน้ำอุณหภูมิห้องได้ตามปกติ สระผมได้ตามปกติ แต่ห้ามแช่น้ำร้อน เพราะอุณหภูมิที่สูง หรือเป็นไข้ไม่สบายอาจมีผลต่อการปิดของหลอดสมองของเด็กได้
  • กินวิตามิน Prenatal Vitamin เช่น Obimin, Nataral ควรหยุด CoQ10 หรือวิตามินอื่นๆ ไปก่อน หรือบางคนอาจกินแค่โฟลิคอย่างเดียว

8. การตรวจการตั้งครรภ์ 45:58

สามารถตรวจการตั้งครรภ์จากเลือดได้ ตั้งแต่ 7 วันหลังย้ายตัวอ่อนระยะ Day 5

แล้ว HCG จะขึ้นอย่างไร?

การขึ้นของ HCG ที่ดี จะขึ้น 2 เท่าทุก 2 วัน หรืออย่างน้อยขึ้น 66% ในช่วงเวลา 48 ชั่วโมง

หลังท้องแล้วควรอัลตราซาวด์เมื่อไร?

ส่วนใหญ่จะสามารถอัลตราซาวด์ได้ช่วงประมาณ 5 สัปดาห์ เพราะจะเห็นถุงการตั้งครรภ์ ช่วง 6 สัปดาห์จะเห็นหัวใจ 7 สัปดาห์เห็นตัวเด็กชัดๆ

เมื่อไรที่เรียกว่าปลอดภัย สามารถการแจ้งข่าวดี หรือเดินทางได้?

ส่วนใหญ่จะรอให้เกิน 10-12 สัปดาห์ สามารถแจ้งข่าวดีให้คนทางบ้านได้ หรือถ้าจะวางแผนไปเที่ยวคือหลัง 12 สัปดาห์จนถึงประมาณไม่เกิน 32 สัปดาห์ ในคนไข้ท้องเดี่ยว ไม่ใช่ท้องแฝด

คำแนะนำในการเลือกแพทย์ฝากครรภ์

คุณหมอจะถามก่อนว่าเคยฝากท้องที่ไหน หากเคยมีลูกแล้วอาจฝากกับคุณหมอท่านเดิมที่รู้สึกสะดวกใจ และสบายใจ โดยควรพิจารณาสุขภาพและโรคประจำตัว ของคุณแม่ว่ามีต้องได้รับการดูแลมากกว่าคนอื่นหรือไม่ เช่น อายุเกิน 38 ปี มีปัญหาเรื่องเนื้องอก มีปัญหาเด็กโตช้าในครรภ์ 

หากมีความเสี่ยงสูงจะส่งไปฝากท้องกับแพทย์เฉพาะทางที่เรียกว่า MFM (เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอัลตราซาวด์เด็ก และการดูแลคุณแม่ที่เป็น High Risk Pregnancy มีโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ เบาหวาน ความดัน หรืออายุเยอะ หากไม่มีปัญหาอะไรมากคุณหมอสูติฯ ปกติ ก็สามารถดูแลได้ เพราะปัจจุบันไกด์ไลน์ในการฝากท้องค่อนข้างชัดเจน

คำถามเพิ่มเติมจากไลฟ์

บำรุงไข่อย่างไรให้ได้ไข่เพิ่ม? 47:32

หากคนไข้ยังมีค่าฮอร์โมน AMH ที่ไม่ต่ำมาก การบำรุงไข่ทำได้ดังนี้

Lifestyle Modification (ปรับปรุงตัวเองที่ต้นเหตุ)

  • นอนก่อน 23:00 น. เพราะช่วง 23:00 น.- 01:00 น. เป็นช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone
  • กินโปรตีน เช่น ไข่ขาววันละฟอง ห้ามอ้วน ลดแป้งลดน้ำตาล โดยเฉพาะคนไข้ที่เป็น PCOS ที่อ้วน การลดน้ำหนักจะลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในการกระตุ้นไข่ก็จะทำให้ใช้ยาน้อยลงและดื้อยาน้อยลง ทำให้ไข่โตดีขึ้น ไม่ว่าจะท้องธรรมชาติหรือใส่ตัวอ่อน ก็จะทำให้การเตรียมตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกดีขึ้น 

วิตามิน

  • บำรุงคุณภาพไข่
    หลักๆ คือ Folic Acid, Prenatal Multivitamin หรือกลุ่มของ Antioxidant, Coenzyme Q10, Vitamin C อาจกิน Astaxanthin เพิ่มได้
  • เพิ่มจำนวนไข่
    DHEA บางคนกินแล้วได้ผล บางคนไม่ได้ผล ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ข้อควรระวังของการกิน DHEA ในระยะยาว อาจทำให้เกิดตับอักเสบได้ ซึ่งระยะเวลาที่แนะนำคือประมาณ 1-3 เดือนไม่ควรเกินนี้ เพราะถ้าเกิน 3 เดือนแล้วไม่เห็นผล ก็คือไม่ได้ผล ปริมาณ DHEA ที่แนะนำคือ 50-75 มิลลิกรัมต่อวัน

การเลือก Cycle ในการกระตุ้นไข่

ในแต่ละรอบเดือน อาจมีไข่ที่รอโตไม่เท่ากัน ถ้าไข่น้อยมากๆ ควรลองมาอัลตราซาวด์ดูก่อนว่ารอบนี้ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรฝืนกระตุ้นไข่

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

ไขความลับ ‘Golden Window’ ช่วงเวลาทองของการฝังตัวอ่อน

ทำไมแม้จะคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ และมดลูกดูสมบูรณ์แล้ว แต่การย้ายตัวอ่อนกลับยังไม่ประสบความสำเร็จ คำตอบถูกซ่อนอยู่ นั่นคือ ความพร้อมของเยื่อบุมดลูกในระดับโมเลกุล ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

เปลี่ยน “ตัวเลข” เป็น “แผนการรักษา” ที่แม่นยำด้วย AI Precision

ที่ Superior A.R.T. ใช้เทคโนโลยี AI Precision เปลี่ยน “ตัวเลข” จากผลแล็บธรรมดา ให้กลายเป็น “แผนการรักษา” ที่แม่นยำและออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยาก

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน รู้ลึกแค่ไหน? ทำไมต้องตรวจ?

ถามหมอกับหมอนิ EP. นี้ คุณมิ้น มิณฑิตา จะมาเป็นตัวแทนในการค้นหาคำตอบกับหมอนิ ว่าในการทำเด็กหลอดแก้ว ทำไมต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อน? และสิ่งที่ตรวจเจอ บอกอะไรได้บ้าง?