ข่าวสารและบทความ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.72 ❝ย้ายตัวอ่อนไม่ติด ทำไงดี? เจาะลึก ERA Test & ORA Test คืออะไร ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้อย่างไร❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 โดยหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)


📑 สารบัญเนื้อหา (คลิกเพื่ออ่านตามหัวข้อ)


บทนำ: ทำความรู้จักการตรวจผนังมดลูกเพื่อการย้ายตัวอ่อน

Timestamp 00:01:55

หัวข้อที่เราจะเจาะลึกกันในไลฟ์นี้ คือ “ERA Test คืออะไร และใครบ้างที่จำเป็นต้องตรวจ?” ซึ่งเป็นข้อสงสัยยอดฮิตสำหรับคนที่กำลังอยู่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) หลายคนอาจสงสัยว่าการ ตรวจ ERA Test จำเป็นต้องทำทุกคนหรือไม่ ตรวจแล้วมีประโยชน์อย่างไร และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการใส่ตัวอ่อนแล้วตั้งครรภ์สำเร็จได้อย่างไรบ้าง

กระบวนการย้ายตัวอ่อนและการเตรียมผนังมดลูกในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI)

Timestamp 00:02:15

ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจเรื่องการ ตรวจ ERA Test เราต้องเข้าใจกระบวนการพื้นฐานในการทำเด็กหลอดแก้ว และขั้นตอนการเตรียมผนังมดลูกเสียก่อน

ในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ขั้นตอนแรกเริ่มจากการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ นำมาปฏิสนธิกับอสุจิในห้องปฏิบัติการจนได้เป็นตัวอ่อน จากนั้นอาจมีการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของตัวอ่อน (PGT) และทำการแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ โดยตัวอ่อนที่แช่แข็งส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ซึ่งเป็นตัวอ่อนระยะเจริญเติบโตเต็มที่ในวันที่ 5 ถึงวันที่ 6 หลังการปฏิสนธิ

ในรอบเดือนถัดมาเมื่อพร้อมย้ายตัวอ่อน แพทย์จะเข้าสู่ขั้นตอน การเตรียมผนังมดลูก ซึ่งเปรียบเสมือน “บ้านหลังแรก” ของลูกน้อยที่จะเข้ามาฝังตัวและเติบโตก่อนที่จะคลอดออกมา

ขั้นตอนการเตรียมผนังมดลูกด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน

ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมผนังมดลูกในรอบธรรมชาติ หรือการเตรียมด้วยฮอร์โมนทดแทนจากภายนอก ขั้นตอนแรกคือการทำให้ผนังมดลูกมีความหนาและสมบูรณ์เต็มที่ โดยอาศัย ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)

  • แหล่งที่มาของเอสโตรเจน: อาจมาจากฟองไข่ที่โตตามธรรมชาติ หรือได้จากฮอร์โมนภายนอกในรูปแบบยากินหรือยาทา
  • ความหนาผนังมดลูกที่เหมาะสม: แพทย์ต้องการให้ผนังมดลูกมีความหนาในช่วง 8 ถึง 12 มิลลิเมตรขึ้นไป
  • ลักษณะผนังมดลูกที่สวยงาม: ต้องมีลักษณะเรียงตัวเป็น 3 ชั้นสวยงาม (Triple-line pattern) ซึ่งจะเห็นเป็นเส้นขอบสีขาวเรียงกัน 3 ชั้นชัดเจนจากการตรวจอัลตราซาวด์
ตรวจอัลตราซาวด์ ผนังมดลูก ย้ายตัวอ่อนไม่ติด ตรวจ ERA Test

ความสำคัญของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และ 3 ปัจจัยหลักในการตั้งครรภ์

Timestamp 00:05:28

เมื่อเตรียมผนังมดลูกได้ความหนา 8-12 มิลลิเมตร และเห็นลักษณะ Triple-line เป็น 3 ชั้นเรียงสวยเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะเริ่มยาชุดที่ 2 นั่นคือ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone)

หน้าที่ของโปรเจสเตอโรนและการนับเวลาฝังตัว

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพเยื่อบุผนังมดลูกที่หนาตัวแล้ว ให้พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยการเริ่มยาจะอ้างอิงตามอายุของตัวอ่อนที่จะนำมาใส่:

  • ตัวอ่อนระยะ Blastocyst (Day 5 หรือ Day 6) จะต้องเริ่มยาโปรเจสเตอโรนล่วงหน้า 5 วัน (หรือประมาณ 120 ชั่วโมง) ก่อนวันย้ายตัวอ่อน
  • ตัวอย่างการให้ยา: หากมีกำหนดใส่ตัวอ่อนใน วันเสาร์ คนไข้จะต้องเริ่มใช้ยาโปรเจสเตอโรน (ซึ่งมักใช้ยาสอดช่องคลอดร่วมกับยากิน) ตั้งแต่ วันจันทร์ (จันทร์, อังคาร, พุธ, พฤหัสบดี, ศุกร์ รวม 5 วันเต็ม) แล้วจึงทำการย้ายตัวอ่อนในวันเสาร์

สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ (ประมาณ 70-80%) การให้ยาโปรเจสเตอโรนครบ 5 วัน ผนังมดลูกจะเปิดรับการฝังตัวได้พอดี แต่ยังมีผู้หญิงอีกบางกลุ่มที่ให้ยาครบ 5 วันแล้ว ผนังมดลูกกลับยังไม่พร้อมรับตัวอ่อน

3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำ IVF

  • คุณภาพและโครโมโซมของตัวอ่อน: เกรดของตัวอ่อน และความปกติทางโครโมโซม
  • สภาพผนังมดลูก: ความหนาได้มาตรฐาน โครงสร้างสวย ไม่มีติ่งเนื้อหรือพังผืดขัดขวาง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างผนังมดลูกกับตัวอ่อน (Window of Implantation): ตัวอ่อนต้องถูกย้ายในเวลาที่ผนังมดลูกเปิดรับพอดี หากอายุผนังมดลูกกับอายุตัวอ่อนไม่สอดคล้องกัน (Implantation Mismatch) ก็จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้

ปัจจัยข้อที่ 3 นี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมการตรวจ ERA Test

ใครบ้างที่จำเป็นต้องตรวจ ERA Test? เช็กลิสต์กลุ่มเสี่ยง

Timestamp 00:07:50

โดยปกติคนส่วนใหญ่เริ่มยาโปรเจสเตอโรนครบ 5 วันแล้วผนังมดลูกจะพร้อมรับตัวอ่อน แต่หากมีความสงสัยว่า “หน้าต่างการฝังตัว” ของตนเองอาจไม่ตรงกับคนทั่วไป ใครบ้างที่ควรพิจารณาตรวจ ERA Test?

ข้อบ่งชี้และกลุ่มคนที่ควรพิจารณา ตรวจ ERA Test :

  • ผู้ที่มีประวัติย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีแล้วไม่ตั้งครรภ์ (Recurrent Implantation Failure): เคยย้ายตัวอ่อนที่ผ่านการตรวจโครโมโซมปกติ (Euploid embryo) ไปแล้ว 1-2 ครั้ง แต่ผลออกมาไม่ท้อง
  • ผู้ที่มีจำนวนตัวอ่อนจำกัด: เช่น ผู้หญิงอายุมาก กระตุ้นไข่ได้ยาก และได้ตัวอ่อนที่ผ่านการตรวจโครโมโซมปกติเพียงแค่ 1 ตัวเท่านั้น การตรวจ ERA Test ล่วงหน้าจะช่วยปิดช่องโหว่และเพิ่มความมั่นใจสูงสุดก่อนการย้ายตัวอ่อนที่มีอยู่อย่างจำกัด
  • ผู้ที่มีประวัติการตั้งครรภ์ไม่สมบูรณ์ (Chemical Pregnancy): เคยย้ายตัวอ่อนแล้วตรวจเลือดพบค่าฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (HCG) ขึ้น แต่ต่อมาค่าลดลง

ERA Test คืออะไร? ขั้นตอนการตรวจและการวิเคราะห์ผลยีนผนังมดลูก

Timestamp 00:09:06

ERA Test (Endometrial Receptivity Analysis) คือ การตรวจวิเคราะห์ระดับการแสดงออกของยีน (Gene Expression) ที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมในการรับการฝังตัวของตัวอ่อนในเยื่อบุผนังมดลูกมากกว่า 200 ยีน

ขั้นตอนการตรวจ ERA Test

  • 1. ทำการเตรียมผนังมดลูกเหมือนรอบย้ายตัวอ่อนจริง โดยให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจนผนังหนาได้ที่
  • 2. ให้ยาโปรเจสเตอโรนล่วงหน้า 5 วัน
  • 3. ในวันที่ 6 (ซึ่งปกติจะเป็นวันย้ายตัวอ่อน) จะไม่มีการย้ายตัวอ่อน แต่แพทย์จะทำการตัดเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อบุช่องท้องมดลูก (Endometrial Biopsy) ส่งเข้าห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ยีน

การแปลผลการตรวจ ERA Test

  • Receptive (ผนังมดลูกพร้อมรับ): แสดงว่าการเริ่มยาโปรเจสเตอโรน 5 วัน (120 ชม.) เป็นระยะเวลาที่ถูกต้อง เหมาะสมสำหรับการย้ายตัวอ่อนในรอบถัดไป
  • Pre-Receptive (ผนังมดลูกยังอ่อนไป / ช้ากว่าปกติ): ผนังมดลูกยังไม่พร้อม ต้องเพิ่มระยะเวลาการเริ่มยา เช่น ผลระบุว่าผนังมดลูกเหมือนเพิ่งได้อายุ 4 วัน ในรอบถัดไปจึงต้องปรับเพิ่มเวลาเริ่มยาโปรเจสเตอโรนล่วงหน้าเป็น 6 วัน ก่อนย้ายตัวอ่อน
  • Post-Receptive (ผนังมดลูกแก่ไป / เร็วกว่าปกติ): ผนังมดลูกข้ามช่วงเวลาฝังตัวไปแล้ว รอบถัดไปจะต้องลดระยะเวลาการให้ยาลง เช่น ลดลง 12 หรือ 24 ชั่วโมง และอาจต้องทำรอบตรวจซ้ำเพื่อยืนยันเวลาที่แม่นยำ

ทางเลือกใหม่ ORA Test: ตรวจความพร้อมผนังมดลูกด้วยการเจาะเลือด

Timestamp 00:11:16

แม้การตรวจ ERA Test จะมีประโยชน์สูง แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่คนไข้ต้อง เสียเวลาไป 1 รอบเดือน ในการเตรียมผนังเพื่อเจาะเก็บชิ้นเนื้อโดยไม่สามารถย้ายตัวอ่อนในรอบนั้นได้

ปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมการตรวจใหม่ที่เรียกว่า ORA Test

ข้อดีและความต่างของ ORA Test

  • ตรวจจากเลือดของคุณแม่: วิเคราะห์การแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับผนังมดลูกจากการเจาะเลือด ไม่ต้องตัดชิ้นเนื้อเยื่อบุมดลูก
  • ไม่ต้องเสียรอบย้ายตัวอ่อน: ในรอบที่จะย้ายตัวอ่อนจริง สามารถเตรียมผนังมดลูกและเจาะเลือดเก็บไว้ในวันที่ย้ายตัวอ่อนได้เลย
  • หากย้ายตัวอ่อนแล้วไม่ตั้งครรภ์: ค่อยส่งตรวจตัวอย่างเลือดที่ได้เจาะเก็บไว้ ไปตรวจดูว่าสาเหตุที่ไม่ตั้งครรภ์มาจากผนังมดลูกไม่พร้อมรับตัวอ่อนหรือไม่ ทำให้สามารถนำข้อมูลมาปรับสูตรยาในรอบถัดไปได้ทันทีโดยไม่เสียเวลา

สรุปประโยชน์ของ ERA & ORA Test ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์

Timestamp 00:13:49

การตรวจความพร้อมของผนังมดลูก ทั้งรูปแบบ ERA Test (เก็บชิ้นเนื้อผนังมดลูก) และ ORA Test (เจาะเลือด) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยประเมินระยะเวลาในการเริ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ให้สอดคล้องกับอายุของตัวอ่อนอย่างแม่นยำที่สุด

การตรวจนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ:

  • 1. ผู้ที่เคยย้ายตัวอ่อนคัดโครโมโซมปกติแล้วไม่ตั้งครรภ์ 1-2 ครั้ง
  • 2. ผู้ที่มีจำนวนตัวอ่อนจำกัดมากๆ และต้องการลดทุกความเสี่ยง เพื่อเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงที่สุด

การรู้ระยะเวลาฝังตัวที่แน่นอน ช่วยให้แพทย์สามารถปรับแผนการให้ยาสอดและยากินฮอร์โมนได้อย่างตรงจุด ช่วยเพิ่มโอกาสในการอุ้มท้องสำเร็จและเติมเต็มความฝันในการมีบุตรได้อย่างมั่นใจ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม / นัดหมายปรึกษาแพทย์

หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจ ERA Test, ORA Test หรือปัญหาการรักษาภาวะมีบุตรยาก สามารถติดต่อคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก Superior A.R.T. ได้ทุกช่องทางทาง

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.71 ❝มีลูกหนึ่งคน ต้องมีไข่เท่าไหร่ถึงเพียงพอ เจาะลึกกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) และปัจจัยที่ควรรู้❞

จากคำถามว่า อยากมีลูกหนึ่งคน ต้องมีไข่เท่าไหร่ ถึงเพียงพอ? และ ทำไมตอนเก็บไข่ได้ตั้ง 10 ใบ แต่สุดท้ายพอเลี้ยงเป็นตัวอ่อนกลับไม่ได้ 10 ตัว? มาดูคำตอบใน Live EP.71 นี้ได้เลย

ERA Test และ ORA Test ตรวจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน

คุณภาพตัวอ่อนไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลต่อความสำเร็จ แต่ช่วงเวลาเปิดรับตัวอ่อนของเยื่อบุโพรงมดลูกก็สำคัญ มารู้จัก ERA Test & ORA Test เทคโนโลยีที่ช่วยประเมินความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก ช่วยหาช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับย้ายตัวอ่อนเฉพาะบุคคล

ตัวอ่อนคุณภาพดีดูจากอะไร? ไม่ได้ดูแค่ความสวย แต่ต้องดูการเติบโตของเซลล์

เบื้องหลังกล้องจุลทรรศน์ในห้องปฏิบัติการ นักวิทยาศาสตร์ห้องเพาะเลี้ยงตัวอ่อนเขาดูอะไรกันแน่ ถึงรู้ว่าตัวอ่อนตัวไหนสมบูรณ์พอที่จะเติบโตไปเป็นเบบี๋? วันนี้เราจะพาทุกท่านไปส่องกล้องแล็บ ดูเกณฑ์การคัดเลือกตัวอ่อนคุณภาพดีในแต่ละระยะกัน