ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ IVF หรือการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งเป็นกระบวนการปฏิสนธิไข่และอสุจิภายนอกร่างกาย ก่อนนำตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อพัฒนาเป็นการตั้งครรภ์ แม้ IVF จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตร แต่หลายคู่ยังคงมีข้อสงสัยและความกังวล ทั้งเรื่องขั้นตอนการรักษา ค่าใช้จ่าย รวมถึงโอกาสความสำเร็จและความคุ้มค่า
บทความนี้ Superior A.R.T. จะพาไปทำความเข้าใจ IVF อย่างละเอียด ตั้งแต่วิธี IVF เหมาะกับใคร มีกระบวนการอย่างไร ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง และมีปัจจัยใดที่ส่งผลต่อโอกาสความสำเร็จ เพื่อช่วยให้คุณประเมินทางเลือกและเตรียมความพร้อมสำหรับการวางแผนมีบุตรได้อย่างมั่นใจ

การทำ IVF คืออะไร? เหมาะกับใครบ้าง
IVF ย่อมาจาก In Vitro Fertilization คือ การปฏิสนธินอกร่างกาย เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล และมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาภาวะมีบุตรยาก ช่วยให้คู่รักที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เองตามธรรมชาติ มีโอกาสอุ้มบุตรได้อย่างที่ตั้งใจ
กระบวนการทำงานของ IVF แพทย์จะคัดเลือกไข่ที่สมบูรณ์จากฝ่ายหญิง มาผสมกับอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายชายในห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีการควบคุมสภาพแวดล้อม อุณหภูมิ และความชื้นอย่างแม่นยำเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ เมื่อไข่และอสุจิปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน นักวิทยาศาสตร์จะทำการเพาะเลี้ยงจนถึงระยะที่เหมาะสม ก่อนจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการฝังตัวและเจริญเติบโตเป็นการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติต่อไป
การทำ IVF เหมาะกับใคร? แพทย์มักแนะนำในกรณีใดบ้าง
การทำ IVF ไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มีปัจจัยหรือข้อจำกัดที่อาจส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ โดยแพทย์จะพิจารณาความเหมาะสมจากสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก อายุ ประวัติการรักษา และสุขภาพของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย
โดยทั่วไป แพทย์อาจพิจารณาแนะนำการทำ IVF ในกรณีต่างๆ เช่น
- มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ตรวจหาสาเหตุเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่พบปัจจัยที่ชัดเจน หรือพยายามมีบุตรตามธรรมชาติเป็นระยะเวลานานแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
- เคยรักษาด้วยวิธีกระตุ้นไข่หรือ IUI แล้วไม่สำเร็จ สำหรับคู่ที่ผ่านการรักษาด้วยการกระตุ้นการตกไข่ หรือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาวิธี IVF เป็นทางเลือกถัดไปตามความเหมาะสม
- มีความเสี่ยงในการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม IVF สามารถใช้ร่วมกับการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน หรือ PGT (Preimplantation Genetic Testing) เพื่อช่วยประเมินตัวอ่อนก่อนพิจารณาย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์
ดังนั้น การประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากที่สุด
การทำ IVF อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคู่สมรสที่มีปัจจัยด้านสุขภาพ
การทำ IVF คืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคู่สมรสที่มีปัจจัยด้านสุขภาพของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิสนธิตามธรรมชาติ โดยแพทย์จะประเมินสาเหตุและความเหมาะสมของแต่ละคู่ก่อนวางแผนการรักษา
ปัจจัยด้านสุขภาพของฝ่ายชาย
- ปัญหาด้านคุณภาพของอสุจิ เช่น มีจำนวนอสุจิน้อย อสุจิเคลื่อนที่ได้ไม่ดี หรือมีรูปร่างผิดปกติ ซึ่งอาจลดโอกาสที่อสุจิจะเดินทางไปปฏิสนธิกับไข่ได้ตามธรรมชาติ หากผลตรวจน้ำเชื้ออยู่ในระดับที่เหมาะสม อาจใช้ IVF แบบดั้งเดิมได้ แต่หากมีความผิดปกติของจำนวน การเคลื่อนไหว หรือรูปร่างของอสุจิอย่างชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาใช้ ICSI ตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี
ปัจจัยด้านสุขภาพของฝ่ายหญิง
- ภาวะท่อนำไข่อุดตันหรือตีบตัน เมื่อท่อนำไข่มีการอุดตันหรือได้รับความเสียหาย จะทำให้ไข่และอสุจิไม่สามารถเดินทางมาพบกันเพื่อเกิดการปฏิสนธิได้ตามปกติ
- พังผืดในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Adhesions) พังผืดที่เกิดขึ้นบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจส่งผลต่อการทำงานของท่อนำไข่ รังไข่ หรืออวัยวะสืบพันธุ์โดยรอบ และอาจเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์
- ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ภาวะนี้อาจส่งผลต่อการทำงานของระบบสืบพันธุ์และลดโอกาสในการตั้งครรภ์ รวมถึงอาจมีอาการปวดประจำเดือนหรือปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย
- ภาวะไข่ไม่ตกหรือตกไข่ผิดปกติ (Anovulation) การตกไข่ที่ไม่สม่ำเสมออาจทำให้โอกาสในการปฏิสนธิลดลง และทำให้การคาดการณ์ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการมีบุตรตามธรรมชาติทำได้ยาก
- ภาวะรังไข่ทำงานบกพร่องก่อนวัย (Premature Ovarian Insufficiency: POI) เป็นภาวะที่การทำงานของรังไข่ลดลงก่อนอายุ 40 ปี ซึ่งส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของไข่ และทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง
ด้วยเหตุนี้ การทำ IVF จึงอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยลดข้อจำกัดบางประการของการปฏิสนธิตามธรรมชาติ โดยแพทย์สามารถนำไข่และอสุจิมาช่วยให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย และติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนก่อนพิจารณาย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกตามความเหมาะสมได้
การทำ IVF กับ ICSI ต่างกันอย่างไร อันไหนดีกว่ากัน?
แม้ IVF และ ICSI จะเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือช่วยให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกาย จากนั้นจึงเพาะเลี้ยงตัวอ่อนและย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ วิธีการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ
IVF (In Vitro Fertilization) การปฏิสนธินอกร่างกาย
IVF เป็นวิธีที่นำไข่และอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกมาอยู่ร่วมกันในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้อสุจิเข้าปฏิสนธิกับไข่ด้วยกระบวนการที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด โดยอสุจิจะต้องสามารถเคลื่อนที่และเจาะเข้าสู่ไข่ได้ด้วยตัวเอง เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้ว จึงนำตัวอ่อนมาเพาะเลี้ยงและพิจารณาย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) การฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง
ICSI (อิ๊กซี่) เป็นเทคนิคที่ใช้ร่วมกับกระบวนการ IVF โดยผู้เชี่ยวชาญจะคัดเลือกอสุจิ 1 ตัว แล้วใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษฉีดอสุจิเข้าไปภายในเซลล์ไข่โดยตรง เพื่อช่วยให้อสุจิเข้าสู่ไข่และเกิดการปฏิสนธิ เทคนิคนี้จึงมักถูกนำมาใช้ในกรณีที่มีปัจจัยด้านอสุจิ หรือมีความเสี่ยงที่ไข่จะไม่สามารถปฏิสนธิได้ด้วยวิธี IVF แบบมาตรฐาน ดังนั้น ICSI อาจเป็นทางเลือกสำหรับ
- ฝ่ายชายมีความผิดปกติของอสุจิอย่างรุนแรง เช่น จำนวนอสุจิน้อยมาก อสุจิเคลื่อนที่ไม่ดี หรือมีความผิดปกติของรูปร่างอสุจิ
- ผู้ที่ไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ และจำเป็นต้องเก็บอสุจิจากอัณฑะหรือบริเวณระบบสืบพันธุ์โดยตรง เช่น TESE หรือ PESA
- ผู้ที่เคยทำ IVF แล้วพบว่าไม่ปฏิสนธิ หรือมีอัตราการปฏิสนธิต่ำ
- คู่ที่มีข้อบ่งชี้ที่แพทย์ประเมินว่าการใช้ ICSI อาจเหมาะสมกับแผนการรักษา
นอกจากนี้ เนื่องจาก ICSI ให้โอกาสการปฏิสนธิที่สูงกว่า IVF ดั้งเดิมอย่างชัดเจน แพทย์ส่วนใหญ่จึงเลือกใช้ ICSI เป็นวิธีหลัก และวิธีแรกสำหรับคนไข้ทุกรายที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง IVF กับ ICSI
| หัวข้อเปรียบเทียบ | IVF | ICSI |
|---|---|---|
| ขั้นตอนปฏิสนธิ | คัดอสุจิหลายตัวใส่ในจานเพาะเลี้ยง แล้วปล่อยให้ว่ายแข่งกันเจาะไข่เองตามธรรมชาติ | คัดอสุจิที่เหมาะสมที่สุดเพียง 1 ตัว แล้วใช้เข็มฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง |
| ความซับซ้อน | ซับซ้อนน้อยกว่า (เน้นการปฏิสนธิเองตามธรรมชาติ) | ซับซ้อนสูงกว่า (ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนักวิทยาศาสตร์ที่มีความชำนาญสูง) |
| ค่าใช้จ่าย | ประหยัดกว่า เมื่อเทียบกับ ICSI | สูงกว่า เนื่องจากต้องใช้เครื่องมือพิเศษและเทคโนโลยีขั้นสูง |
| เหมาะสำหรับ | • ฝ่ายชายมีอสุจิปกติดี หรือผิดปกติเล็กน้อย • ฝ่ายหญิงมีปัญหาท่อนำไข่, พังผืด หรือภาวะไข่ไม่ตก • คู่รักที่หาสาเหตุของการมีบุตรยากไม่พบ | • ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิขั้นรุนแรง หรือต้องเจาะเก็บเชื้อจากอัณฑะ • ฝ่ายหญิงมีจำนวนไข่น้อย หรืออายุมากกว่า 35 ปี • คู่รักที่เคยทำ IVF แล้วไม่สำเร็จ |
| อัตราการปฏิสนธิ | ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของอสุจิในการเจาะไข่เอง | สูงกว่า ในกรณีที่อสุจิมีปัญหา เพราะเป็นการช่วยปฏิสนธิโดยตรง |
ขั้นตอนการทำ IVF ตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
การทำ IVF เป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยหลายขั้นตอน โดยทั่วไป คลินิกหรือโรงพยาบาลจะจัดเตรียม ตารางการทำ IVF ไว้อย่างชัดเจน โดยรายละเอียดและระยะเวลาของการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะประเมินสุขภาพ ประวัติการรักษา และปัจจัยด้านการเจริญพันธุ์ เพื่อปรับแผนการทำ IVF ให้เหมาะกับแต่ละคู่มากที่สุด
1. ปรึกษาแพทย์และตรวจร่างกาย
เมื่อไหร่: ทำนัดหมายช่วงใดของเดือนก็ได้ตามสะดวก
ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที
เริ่มต้นด้วยการนัดพบแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อซักประวัติสุขภาพ สไตล์การใช้ชีวิต และประวัติการมีบุตร จากนั้นจะตรวจประเมินความพร้อมของร่างกายอย่างละเอียด ได้แก่
- ตรวจอัลตราซาวนด์: เพื่อเช็กความสมบูรณ์ของมดลูก และนับจำนวนฟองไข่ในรังไข่
- ตรวจระดับฮอร์โมน: เจาะเลือดประเมินการทำงานของรังไข่และฮอร์โมนการเจริญพันธุ์
- ตรวจวิเคราะห์น้ำเชื้อ: ประเมินปริมาณ ความแข็งแรง และรูปร่างของอสุจิฝ่ายชาย
ใครที่กำลังสงสัยว่าตรวจอะไรบ้างก่อนเริ่มทำ IVF การตรวจทั้งหมดนี้จะช่วยให้แพทย์เข้าใจสาเหตุของภาวะมีบุตรยากได้อย่างแม่นยำ และสามารถออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคู่
2. การกระตุ้นรังไข่
เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน
ใช้เวลานานแค่ไหน: 8 – 12 วัน
ในแต่ละรอบเดือนจะมีฟองไข่หลายใบเริ่มเจริญเติบโต แต่โดยทั่วไปจะมีไข่ที่พัฒนาเป็นฟองไข่เด่นและมีไข่สุกพร้อมตกไข่เพียง 1 ใบ ในการทำ IVF แพทย์จะให้ยาฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ฟองไข่ในรอบเดือนนั้นเจริญเติบโตพร้อมกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเก็บไข่สุกได้หลายใบ สำหรับนำไปปฏิสนธิและพัฒนาเป็นตัวอ่อน
- เริ่มฉีดยากระตุ้นไข่: แพทย์จะเริ่มให้ยาฉีดในช่วงวันที่ 2–3 ของรอบประจำเดือน และฉีดต่อเนื่องประมาณ 8–12 วัน ทั้งนี้ระยะเวลาและขนาดยาจะแตกต่างกันตามการตอบสนองของรังไข่ในแต่ละบุคคล
- ติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่: ระหว่างการกระตุ้นไข่ แพทย์จะนัดติดตามผลเป็นระยะทุก 3-4 วัน โดยใช้อัลตราซาวนด์และอาจตรวจระดับฮอร์โมนร่วมด้วย เพื่อประเมินการตอบสนองของรังไข่และปรับยาให้เหมาะสม
- ฉีดยากระตุ้นให้ไข่สุกเต็มที่: เมื่อฟองไข่เจริญเติบโตถึงขนาดที่เหมาะสม แพทย์จะให้ยากระตุ้นให้เซลล์ไข่เข้าสู่ระยะสุกเต็มที่ เช่น hCG หรือ GnRH Agonist เพื่อเตรียมไข่ให้พร้อมสำหรับการเก็บไข่ในขั้นตอนถัดไป จากนั้นจะนัดเก็บไข่ประมาณ 34–36 ชั่วโมงหลังฉีดยา
3. การเก็บไข่และการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ
เมื่อไหร่: 34-36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่สุกเต็มที่
ใช้เวลานานแค่ไหน: การเก็บไข่ประมาณ 15–20 นาที และพักฟื้นที่คลินิกประมาณ 1–2 ชั่วโมง
กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นหลังจากฉีดยากระตุ้นให้ไข่สุกเต็มที่ประมาณ 34–36 ชั่วโมง โดยเป็นการเก็บไข่และเตรียมอสุจิสำหรับนำไปปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ
- การเก็บไข่ (ฝ่ายหญิง)
แพทย์จะใช้อัลตราซาวนด์นำทางเพื่อให้เห็นฟองไข่ชัดเจน แล้วใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านช่องคลอดเข้าไปดูดของเหลวจากฟองไข่เพื่อนำเซลล์ไข่ออกมา ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที มีการให้ยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ จึงไม่รู้สึกเจ็บขณะเก็บไข่ หลังทำจะพักฟื้นที่คลินิกประมาณ 1–2 ชั่วโมงก็สามารถกลับบ้านได้ - การเก็บน้ำเชื้ออสุจิ (ฝ่ายชาย)
โดยทั่วไป ฝ่ายชายจะเข้ามาเก็บน้ำเชื้อที่คลินิกในวันเดียวกับที่ฝ่ายหญิงเก็บไข่ เพื่อนำอสุจิไปเตรียมและใช้ในการปฏิสนธิได้ทันที แต่หากฝ่ายชายไม่สะดวกในวันดังกล่าว อาจเข้ามาเก็บและแช่แข็งน้ำเชื้อไว้ล่วงหน้า แล้วค่อยนำมาละลายเพื่อใช้งานในวันเก็บไข่ได้เช่นกัน
วิธีการเก็บและเตรียมน้ำเชื้ออสุจิสำหรับทำ IVF
วิธีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิที่ดีที่สุดคือ การช่วยตัวเองและเก็บน้ำเชื้อลงในภาชนะที่คลินิกจัดเตรียมให้ โดยควรหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนน้ำลาย สารคัดหลั่งจากช่องคลอด สารหล่อลื่นทั่วไป หรือสารอื่นที่อาจปนเปื้อนและมีผลต่อคุณสมบัติของอสุจิ หลังจากฝ่ายชายเก็บน้ำเชื้อเรียบร้อยแล้ว จะส่งต่อให้ห้องปฏิบัติการทันที นักวิทยาศาสตร์จะนำน้ำเชื้อมาพักไว้ประมาณ 30 นาทีเพื่อให้เกิดการเหลวตัว ก่อนนำไปปั่นล้างเพื่อคัดแยกอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหวและเศษเซลล์ต่างๆ ออก
หลังเตรียมน้ำเชื้อ นักวิทยาศาสตร์จะทำการวิเคราะห์คุณภาพอสุจิร่วมกับข้อมูลการรักษาอื่น เพื่อเลือกวิธีปฏิสนธิที่เหมาะสม หากคุณภาพอสุจิอยู่ในเกณฑ์ปกติ อาจเลือกใช้วิธี IVF โดยปล่อยให้อสุจิว่ายไปปฏิสนธิกับไข่เองตามธรรมชาติ แต่หากอสุจิมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน หรือรอบ IVF ก่อนหน้ามีการปฏิสนธิต่ำกว่าที่คาดหรือไม่เกิดการปฏิสนธิ แพทย์จะพิจารณาใช้วิธี ICSI ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์ในการคัดเลือกอสุจิตัวที่เหมาะสมเพียง 1 ตัว ฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรงเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ และเมื่อกระบวนการปฏิสนธิเสร็จสิ้นลง ไข่ที่ได้รับการผสมกับอสุจิเรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ระยะการพัฒนาเป็นตัวอ่อนในขั้นตอนต่อไป
4. การเลี้ยงตัวอ่อน
เมื่อไหร่: หลังจากการปฏิสนธิ
ใช้เวลานานแค่ไหน: 5-6 วัน
หลังปฏิสนธิจนได้ตัวอ่อนแล้ว ตัวอ่อนจะถูกนำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการประมาณ 5–6 วัน เพื่อให้พัฒนาไปสู่ระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสำหรับการพิจารณาย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก โดยทีมนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะติดตามการเจริญเติบโตและประเมินคุณภาพของตัวอ่อนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงที่สุด
การเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) เป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยความละเอียด และความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนอย่างมาก รวมถึงการควบคุมสภาพแวดล้อมในห้องปฏิบัติการอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาของตัวอ่อนให้เป็นไปอย่างดีที่สุด
การเลี้ยงตัวอ่อนที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที.
ที่ ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เรานำตู้เลี้ยงตัวอ่อน GERI® (Time-lapse IVF Incubator) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาใช้ในการเลี้ยงตัวอ่อน โดยจุดเด่นของตู้ GERI® คือการติดตั้งกล้องจุลทรรศน์คุณภาพสูงแยกเฉพาะสำหรับจานเพาะเลี้ยงแบบ 1 ตู้ต่อ 1 คนไข้
ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เฝ้าติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนได้อย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ โดยลดความจำเป็นในการนำจานเพาะเลี้ยงออกมาภายนอก รบกวนตัวอ่อนน้อยลง โดยแต่ละช่องเลี้ยงยังแยกเป็นอิสระจากกัน จึงสามารถควบคุมและปรับสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวอ่อนแต่ละตัว ช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของตัวอ่อนที่สมบูรณ์ และส่งผลให้อัตราการตั้งครรภ์สำเร็จสูงขึ้น
5. การย้ายตัวอ่อน
เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน
ใช้เวลานานแค่ไหน: 2 ชั่วโมง
เมื่อได้ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ที่เหมาะสม แพทย์จะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก โดยเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่นาน ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ และโดยทั่วไปไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด แพทย์จะบรรจุตัวอ่อนลงในสายย้ายตัวอ่อนขนาดเล็ก จากนั้นสอดผ่านปากมดลูกเข้าสู่โพรงมดลูก โดยใช้อัลตราซาวนด์ช่วยนำทางและตรวจสอบตำแหน่ง ก่อนปล่อยตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนมีโอกาสฝังตัวและพัฒนาต่อไปเป็นการตั้งครรภ์
การตรวจยืนยันการตั้งครรภ์
- หลังย้ายตัวอ่อนประมาณ 7–10 วัน สามารถเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับฮอร์โมน hCG สำหรับทดสอบการตั้งครรภ์เบื้องต้นได้
- หลังย้ายตัวอ่อนประมาณ 2-3 สัปดาห์ แพทย์จะนัดทำอัลตราซาวนด์เพื่อตรวจดูถุงการตั้งครรภ์และยืนยันการตั้งครรภ์อย่างสมบูรณ์
6. การแช่แข็งตัวอ่อน
เมื่อไหร่: หลังการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน เมื่อมีตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการแช่แข็งตามแผนการรักษา
ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง
สำหรับตัวอ่อนที่เหมาะสม สามารถนำมาแช่แข็งเพื่อเก็บไว้สำหรับการย้ายในรอบถัดไปได้ โดยใช้วิธีการแช่แข็งตัวอ่อนแบบผลึกแก้ว (Vitrification) ซึ่งเป็นการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วเพื่อลดการเกิดผลึกน้ำแข็งและช่วยรักษาสภาพของตัวอ่อน
บางแผนการรักษาอาจย้ายตัวอ่อนในรอบเดียวกันและแช่แข็งตัวอ่อนที่เหลือ ขณะที่บางกรณีอาจแช่แข็งตัวอ่อนทั้งหมด หรือเก็บตัวอย่างเซลล์จากตัวอ่อนเพื่อตรวจ PGT แล้วแช่แข็งตัวอ่อนไว้ก่อน เพื่อรอผลตรวจและวางแผนย้ายตัวอ่อนในรอบถัดไป
เมื่อต้องการตั้งครรภ์ในอนาคต สามารถนำตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้มาละลายและย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกได้ โดยไม่จำเป็นต้องกระตุ้นไข่และเก็บไข่ใหม่ ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการเก็บรักษาไข่หรือฝากไข่ไว้เพื่อวางแผนการมีบุตรในอนาคต สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแช่แข็งไข่ได้เช่นกัน
FAQs. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ IVF
1. การทำ IVF ราคาเท่าไร?
ค่าใช้จ่ายในการทำ IVF โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 150,000–600,000 บาทต่อรอบ โดยส่วนใหญ่มักอยู่ที่ประมาณ 300,000–500,000 บาท ทั้งนี้ ราคาจะแตกต่างกันตามสถานพยาบาล (รัฐบาลหรือเอกชน) แผนการรักษา เทคโนโลยีที่ใช้ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
ค่าใช้จ่ายอาจประกอบด้วย ค่าตรวจประเมิน ค่ายากระตุ้นไข่ ค่าหัตถการ IVF/ICSI ค่าเพาะเลี้ยงและแช่แข็งตัวอ่อน รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การตรวจ PGT ควรสอบถามรายละเอียดแพ็กเกจและค่าใช้จ่าย IVF ทั้งหมดจาก Superior A.R.T. ก่อนเริ่มรักษา
2. อัตราความสำเร็จของการทำ IVF อยู่ที่เท่าไหร่?
อัตราความสำเร็จของการทำ IVF โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 30–50% ต่อรอบการรักษา แต่หากมีการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน (PGT) ร่วมด้วย อัตราการตั้งครรภ์สำเร็จจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 70–80% ต่อการย้ายตัวอ่อน 1 รอบ
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อโอกาสสำเร็จ ได้แก่
- อายุของฝ่ายหญิง: ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปีจะมีปริมาณและคุณภาพไข่ดีกว่า จึงมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่อายุมากก็ยังมีโอกาสสำเร็จได้เช่นกัน
- คุณภาพของไข่และอสุจิ: สุขภาพและความสมบูรณ์ของเซลล์ไข่และสเปิร์มส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาของตัวอ่อน
- สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก: ปัจจัยด้านสุขภาพ มดลูก หรือฮอร์โมนของแต่ละบุคคล
- ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต: การดูแลสุขภาพ ความเครียด อาหาร และการพักผ่อน
การเข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยประเมินความพร้อม วางแผนการรักษาได้ตรงจุด และช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์สำเร็จให้สูงขึ้นได้
3. IVF กับ IUI ต่างกันอย่างไร?
IVF และ IUI ต่างกันที่สถานที่เกิดการปฏิสนธิและความซับซ้อนของกระบวนการ โดย IUI เป็นการนำอสุจิที่ผ่านการเตรียมแล้วฉีดเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้อสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ภายในร่างกาย ส่วน IVF เป็นการนำไข่และอสุจิออกมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ และเพาะเลี้ยงเป็นตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าสู่มดลูก
การเลือก IUI หรือ IVF ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ระยะเวลาที่มีภาวะมีบุตรยาก การทำงานของท่อนำไข่ คุณภาพอสุจิ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก และประวัติการรักษาก่อนหน้า บางรายอาจเหมาะกับการเริ่มรักษาด้วย IUI ขณะที่ผู้ที่มีข้อบ่งชี้บางอย่าง เช่น ท่อนำไข่อุดตัน หรือมีปัจจัยด้านภาวะมีบุตรยากที่ชัดเจน อาจเหมาะกับ IVF โดยไม่จำเป็นต้องทำ IUI ก่อน
โดยทั่วไป IUI มีขั้นตอนน้อยกว่า ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และมีอัตราความสำเร็จต่อรอบต่ำกว่า IVF อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเปรียบเทียบอัตราความสำเร็จด้วยตัวเลขเดียว เนื่องจากผลการรักษาขึ้นอยู่กับอายุ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก และปัจจัยเฉพาะบุคคลของผู้เข้ารับการรักษา
4. IVF เลือกเพศได้ไหม?
ในทางเทคนิค การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนสามารถตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนและสามารถทราบเพศได้ แต่ในประเทศไทยไม่อนุญาตให้ทำ IVF หรือการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนเพื่อเลือกเพศลูกตามความต้องการส่วนบุคคล การตรวจจำเป็นต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดทางโครโมโซมเพศเท่านั้น
- ตรวจข้อมูลโครโมโซมได้จากอะไร: การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนทั้ง 23 คู่ เช่น PGT-A ใช้เพื่อประเมินความผิดปกติของจำนวนโครโมโซม เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรม ซึ่งการตรวจนี้ครอบคลุมโครโมโซมเพศด้วย
- กรณีที่มีความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศ: หากครอบครัวมีประวัติโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศ เช่น โรคฮีโมฟีเลีย โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน แพทย์อาจพิจารณาการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนที่เหมาะสม เพื่อประเมินว่าตัวอ่อนมีความผิดปกติหรือมีความเสี่ยงต่อการถ่ายทอดโรคนั้นหรือไม่
5. ย้ายตัวอ่อนกี่ตัวจึงเหมาะสม? การทำ IVF มีความเสี่ยงหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสภาพร่างกายของฝ่ายหญิงและคุณภาพตัวอ่อน โดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนครั้งละ 1 ตัว โดยเฉพาะตัวอ่อนที่ผ่านการตรวจโครโมโซมและมีผลปกติ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ลูกแฝดและภาวะแทรกซ้อน แม้การทำ IVF จะมีความปลอดภัยสูง แต่ยังอาจมีความเสี่ยง เช่น ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS) ซึ่งอาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง หรือมีน้ำในช่องท้อง รวมถึงภาวะแทรกซ้อนจากการเก็บไข่ เช่น เลือดออกหรือติดเชื้อ ซึ่งพบได้น้อยมาก โดยแพทย์จะปรับแผนและปริมาณยากระตุ้นไข่ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล พร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยตลอดการรักษา
6. อสุจิน้อยควรเลือก ICSI หรือ IVF?
การมีจำนวนอสุจิน้อยไม่ได้หมายความว่าจำเป็นต้องเลือก ICSI ในทุกกรณี แพทย์จะพิจารณาร่วมกับการเคลื่อนไหว รูปร่าง และคุณภาพโดยรวมของอสุจิ รวมถึงประวัติการรักษาก่อนหน้า หากอสุจิยังมีจำนวนและคุณภาพอยู่ในระดับที่เหมาะสม อาจใช้ IVF แบบดั้งเดิมได้
แต่หากมีภาวะอสุจิน้อยอย่างชัดเจน อสุจิเคลื่อนไหวไม่ดี มีรูปร่างผิดปกติมาก หรือต้องเก็บอสุจิด้วยหัตถการ เช่น PESA หรือ TESE แพทย์อาจพิจารณา ICSI ซึ่งเป็นการคัดเลือกอสุจิที่เหมาะสม 1 ตัว แล้วฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในขั้นตอนการปฏิสนธิ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ICSI ให้โอกาสการปฏิสนธิที่สูงกว่า IVF ดั้งเดิมอย่างชัดเจน แพทย์อาจแนะนำให้เลือกใช้ ICSI เป็นวิธีหลัก และวิธีแรกสำหรับคนไข้ทุกรายที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว
7. IVF vs ICSI แบบไหนเหมาะกับอายุ 40 ปี อายุ 45 ปี ทำ IVF ได้ไหม?
ผู้หญิงอายุ 40–45 ปียังสามารถทำ IVF ได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น จำนวนและคุณภาพของไข่มักลดลง ทำให้โอกาสได้ตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการย้ายและโอกาสตั้งครรภ์ลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อใช้ไข่ของตนเอง ดังนั้นการวางแผนรักษาในช่วงวัยนี้จึงควรประเมินหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ใช่ดูจากอายุเพียงอย่างเดียว
- อายุ 40–45 ปี ยังทำ IVF ได้: แพทย์จะประเมินความพร้อมของรังไข่ ปริมาณไข่ที่คาดว่าจะเก็บได้ คุณภาพอสุจิ สุขภาพมดลูก รวมถึงประวัติการรักษาก่อนหน้า เพื่อวางแผนว่าควรใช้วิธีใดและคาดหวังผลการรักษาได้มากน้อยเพียงใด
- อายุไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าต้องเลือก ICSI: หากคุณภาพอสุจิอยู่ในระดับที่เหมาะสม อาจใช้ IVF ได้ แต่หากมีปัจจัยด้านอสุจิอย่างชัดเจน ต้องเก็บอสุจิด้วยหัตถการ หรือเคยมีการปฏิสนธิต่ำหรือไม่เกิดการปฏิสนธิจาก IVF มาก่อน แพทย์อาจพิจารณาใช้ ICSI
- สิ่งสำคัญคือวางแผนให้เหมาะกับแต่ละคน: ในวัย 40 ปีขึ้นไป โอกาสสำเร็จของการรักษาอาจแตกต่างกันมากในแต่ละคน แพทย์จึงอาจพิจารณาผลตรวจปริมาณไข่สำรอง จำนวนไข่ที่คาดว่าจะได้ คุณภาพอสุจิ และจำนวนตัวอ่อนที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
อย่างไรก็ตาม การเลือกสถานพยาบาลถือเป็นหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จในการทำ IVF โดยควรพิจารณาจากความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน มาตรฐานห้องปฏิบัติการที่มีเทคโนโลยีทันสมัย อัตราความสำเร็จที่โปร่งใส ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับงบประมาณ หากคุณมีความกังวลใจเรื่องอายุหรือภาวะมีบุตรยาก สามารถเข้ารับคำปรึกษาและประเมินทางเลือกการรักษาที่เหมาะกับคุณที่สุดได้ที่ ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที.
บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับกับ เด็กหลอดแก้ว และ IVF
- การทำ ICSI (อิ๊กซี่) คืออะไร? แตกต่างอย่างไรกับ IVF?
- การทำเด็กหลอดแก้ว In Vitro Fertilization (IVF) และ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI)
- การนำตัวอ่อนแช่แข็งฝังในโพรงมดลูก (Frozen Embryo Transfer: FET)
อ้างอิง:
- Unlock สารพันเรื่องมีลูกยาก by หมอนิ
- Infertility and In Vitro Fertilization
- Why IVF (in vitro fertilisation) is done
บทความโดย

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก
ข่าวสารและบทความอื่นๆ
𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.73 ❝ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก มีผลต่อการย้ายตัวอ่อนและการฝังตัวหรือไม่?❞
ใน Live EP.73 นี้ จะพูดถึงการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) ก่อนย้ายตัวอ่อน โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินทั้งความหนา ลักษณะการเรียงตัวของเยื่อบุ ความผิดปกติภายในโพรงมดลูก และความพร้อมของฮอร์โมน ไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลขความหนาเพียงอย่างเดียว





