ไม่มีความสุขไหนเทียบได้กับความรู้สึกเมื่อรู้ว่ากำลังจะได้เป็นแม่ และความสุขนั้นจะทวีคูณหากรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด เด็กแฝดน่ารักและผูกพันกันมาก จนบางครั้งคุณแทบจะแยกไม่ออกว่าคนไหนเป็นใคร แต่… ลูกแฝดคืออะไร? การตั้งครรภ์แฝด (multiple pregnancy) มีกี่ประเภท? และปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลูกแฝดเพิ่มขึ้น? ในบทความนี้ เราจะพาไปรู้ลึกทุกเรื่องเกี่ยวกับการมีลูกแฝด พร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย
การตั้งครรภ์แฝด (Multiple Pregnancy) คืออะไร
การตั้งครรภ์แฝด (Multiple Pregnancy) คือ การตั้งครรภ์ที่มีทารกมากกว่า 1 คนในครรภ์ โดยลูกแฝด ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Twins หรือ “แฝดสอง” หากมีสองคน และเรียกว่า Triplets หรือ “แฝดสาม” หากมีสามคน) และเรียกว่า Quadruplets หรือ “แฝดสี่” หากมีสี่คน
“การตั้งครรภ์ทารกตั้งแต่สามคนขึ้นไป” จะเรียกว่า “High-Order Multiples” ในภาษาอังกฤษ
ฝาแฝด คือ อะไร แฝดแท้ แฝดเทียม คืออะไร
การตั้งครรภ์ลูกแฝด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ฝาแฝดเทียม (Fraternal Twins)
แฝดเทียม คือ ฝาแฝดที่เกิดจากที่ฝ่ายหญิงมีไข่ตก 2 ใบ ในรอบเดือนเดียวกัน โดยไข่แต่ละใบปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว และพัฒนาจนเป็นตัวอ่อน (Embryos) หรือทารก 2 คนที่เติบโตอยู่ภายในมดลูกของฝ่ายหญิงในช่วงเวลาเดียวกัน
เนื่องจากฝาแฝดเทียมเกิดจากไข่คนละใบที่ปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว ฝาแฝดจึงอาจมีรูปร่างหน้าตาและเพศที่แตกต่างกันได้ ฝาแฝดเทียมจึงถูกเรียกว่า Non-Identical Twins หรือ Dizygotic Twins ซึ่งหมายถึง “สองเซลล์” หรือ “ที่มาจากไข่คนละใบ”
2. ฝาแฝดแท้ (Identical Twins)
แฝดแท้ คือ ฝาแฝดที่เกิดจากไข่เพียง 1 ใบที่ปฏิสนธิกับอสุจิแล้วแบ่งตัวออกเป็นตัวอ่อน 2 ตัวในระหว่างกระบวนการแบ่งเซลล์ จนพัฒนากลายเป็นทารกในครรภ์ 2 คน ที่มีหน่วยพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ เป็นเพศเดียวกันและมีหน้าตาเหมือนกัน “ฝาแฝดแท้” ยังรู้จักกันในชื่อ Monozygotic Twins ซึ่งหมายถึง”เซลล์เดียวกัน”
ลูกแฝดเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง
หลายคนอาจสงสัยว่า ฝาแฝดเกิดจากอะไร จากข้อมูลของ American Society for Reproductive Medicine (ASRM) พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์แฝด ได้แก่ เชื้อชาติ อายุ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ประวัติการตั้งครรภ์แฝดก่อนหน้า รวมถึงการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
โดยปัจจัยด้าน เชื้อชาติ อายุ พันธุกรรม และประวัติการตั้งครรภ์ก่อนหน้า จะเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์แฝดประเภทฝาแฝดเทียม (Fraternal Twins) เป็นหลัก ในขณะที่การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์แฝดได้ทั้งประเภทฝาแฝดแท้ (Identical Twins) และฝาแฝดเทียม
ลูกแฝดเกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้
ความเสี่ยงที่พบบ่อยในการตั้งครรภ์แฝด
แม้การมีลูกแฝดจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่ถือเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าครรภ์เดี่ยว ปัญหาที่ควรระวังได้แก่
ครรภ์แฝดต้องฝากครรภ์เร็ว และตรวจติดตามถี่กว่าครรภ์เดี่ยว เช่น อัลตราซาวด์บ่อยขึ้น เพื่อประเมินการเจริญเติบโตและค้นหาภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ระยะแรก เพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และทารก
วิธีมีลูกแฝด ทํายังไง
การมีลูกแฝดเป็นความฝันของหลายๆ ครอบครัว แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีวิธีไหนที่สามารถการันตีผลได้ 100% ในการมีลูกแฝดธรรมชาติ หากตั้งใจอยากมีลูกแฝด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและรับคำแนะนำที่เหมาะสม แพทย์อาจแนะนำเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกแฝดได้มากที่สุด
แฝดชายหญิงเกิดจากอะไร
แฝดชายหญิง เกิดจาก “แฝดต่างไข่” (Fraternal Twins) หรือแฝดไข่คนละใบ เพราะเพศลูกขึ้นอยู่กับโครโมโซมจากอสุจิของฝ่ายชาย การที่จะได้ลูกแฝดชายหญิงจะต้องเกิดจากการตกไข่มากกว่า 1 ใบ (Hyperovulation) และการปฏิสนธิแยกกัน ทำให้ไข่ใบที่ 1 ได้รับการปฏิสนธิจากอสุจิที่มีโครโมโซม Y แล้วกลายเป็นตัวอ่อนเพศชาย (XY) และไข่ใบที่ 2 ได้รับการปฏิสนธิจากอสุจิที่มีโครโมโซม X แล้วกลายเป็นตัวอ่อนเพศหญิง (XX) ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด แฝดชายหญิงก็คือ พี่น้องแท้ๆ 2 คน ที่บังเอิญมาปฏิสนธิและเติบโตในครรภ์พร้อมกันนั่นเอง
ฝาแฝด DNA เหมือนกันไหม
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นฝาแฝดประเภทไหน ถ้าเป็น “ฝาแฝดแท้” ที่เกิดจากไข่และอสุจิเดียวกันที่แบ่งตัวออกเป็น 2 ตัวอ่อน จึงมีรหัสพันธุกรรมหรือ DNA เหมือนกันเกือบทั้งหมด ทำให้หน้าตา บุคลิก และลักษณะหลายอย่างคล้ายกันมาก แต่ถ้าเป็น “ฝาแฝดเทียม” ที่เกิดจากไข่คนละใบและอสุจิคนละตัว จะมี DNA เหมือนกันประมาณ 50% คล้ายกับกรณีพี่น้องที่เกิดคนละครั้งอย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์ ฝาแฝดแท้ก็ไม่ได้มี DNA เหมือนกัน 100% เสมอไป เพราะอาจมีความแตกต่างเล็กน้อยที่เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การกลายพันธุ์เล็กๆ น้อยๆ ใน DNA (Somatic Mutations) ในระหว่างที่เซลล์แบ่งตัวเพื่อการเจริญเติบโต หรือเอพิเจเนติกส์ (Epigenetics) ที่เปรียบเหมือน “สวิตช์” ที่คอยเปิด-ปิดการทำงานของยีนต่างๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก เช่น อาหาร การใช้ชีวิต หรือความเครียด ที่ส่งผลต่อสวิตช์เหล่านี้ได้เช่นกัน ดังนั้น ฝาแฝดแท้จึงเหมือนกันในระดับ รหัสพันธุกรรมหลัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป การแสดงออกของยีน (Gene Expression) อาจแตกต่างกันได้
ถ้าพ่อเป็นแฝด ลูกจะเป็นแฝดไหม
ในกรณีที่พ่อเป็น “ฝาแฝดแท้” ไม่ได้เพิ่มโอกาสให้ลูกเป็นแฝดอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในทางวิทยาศาสตร์ การเกิดฝาแฝดแท้ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พ่อเป็น “ฝาแฝดเทียม” สามารถส่งต่อ “ยีนที่ทำให้ตกไข่มากกว่าหนึ่งฟอง” (Hyperovulation Gene) ไปยัง “ลูกสาว” ได้ ทำให้ลูกสาวมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดเทียมสูงกว่าผู้หญิงทั่วไป
สรุปคือ ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสมีลูกแฝดส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับฝ่ายแม่มากกว่าฝ่ายพ่อ การที่พ่อเป็นฝาแฝดไม่ได้เพิ่มโอกาสให้ลูกชาย–ลูกสาวเกิดเป็นแฝด แต่ลูกสาวของพ่ออาจมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดเทียมสูงขึ้น
ท้องแฝด ไม่มีกรรมพันธุ์ เป็นไปได้ไหม
โอกาสที่จะมีลูกฝาแฝดโดยไม่มีกรรมพันธุ์นั้นเป็นไปได้อย่างแน่นอน และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะในกรณี ฝาแฝดแท้ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์เลย แต่เป็น “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม” ซึ่งทุกครอบครัวมีโอกาสที่จะมีลูกแฝดแท้ได้เท่าๆ กันไม่ว่าจะมีประวัติแฝดหรือไม่ก็ตาม ปัจจุบันสถิติการเกิดแฝดแท้ทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-4 คู่ ต่อการคลอด 1,000 ครั้ง
สำหรับกรณี ฝาแฝดเทียม แม้จะมีความเชื่อมโยงกับกรรมพันธุ์ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถเพิ่มโอกาสให้เกิดการตกไข่มากกว่าหนึ่งฟองได้ โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับร่างกายของฝ่ายหญิง เช่น อายุที่มากขึ้น เคยตั้งครรภ์หลายครั้ง เชื้อชาติ หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน
ลูกแฝด คลอดธรรมชาติได้ไหม
การตั้งครรภ์ฝาแฝดสามารถคลอดธรรมชาติได้ แต่มีเงื่อนไขและปัจจัยที่ต้องพิจารณามากกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว โดยจะต้องประเมินจากความปลอดภัยสูงสุดของทั้งแม่และทารกทั้งสองคน ดังนี้
ปัจจัยสำคัญ: ท่าของทารก
โดยเฉพาะท่าของ “แฝดคนที่ 1” (Twin A) ซึ่งเป็นทารกที่อยู่ใกล้ปากมดลูกที่สุด
ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการคลอด
ลูกแฝดสามารถคลอดธรรมชาติได้ หากเงื่อนไขเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแฝดคนแรกอยู่ในท่าหัวลง และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ครรภ์แฝดถือเป็นครรภ์ความเสี่ยงสูง การตัดสินใจสุดท้ายควรมาจากการปรึกษาและวางแผนร่วมกับสูติแพทย์ เพื่อเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแม่และลูกทั้งสอง
ลูกแฝด ตาราง ค่า hCG แฝดเปรียบเทียบกับครรภ์เดี่ยว
โดยทั่วไป ระดับฮอร์โมน hCG ในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดจะสูงกว่าคนที่ตั้งครรภ์เดี่ยว เนื่องจากฮอร์โมน hCG สร้างขึ้นจากเซลล์ของตัวอ่อนที่จะพัฒนาไปเป็นรก (Placenta) เมื่อมีตัวอ่อน 2 ตัวฝังตัวและเจริญเติบโต ก็หมายความว่ามีแหล่งผลิตฮอร์โมน hCG 2 แห่ง ทำให้ระดับฮอร์โมนในกระแสเลือดของคุณแม่เพิ่มขึ้นเร็วและสูงกว่าครรภ์เดี่ยวในช่วงอายุครรภ์เดียวกัน โดยตารางเปรียบเทียบค่า hCG ในครรภ์เดี่ยวและครรภ์แฝด มีค่าเฉลี่ยดังต่อไปนี้
| สัปดาห์ที่ (นับจาก LMP*) | ค่า hCG เฉลี่ยในครรภ์เดี่ยว (mIU/mL) | ค่า hCG เฉลี่ยในครรภ์แฝด (mIU/mL) |
| สัปดาห์ที่ 3 (ประมาณ 14 DPO**) | 5 – 50 | 25 – 150+ |
| สัปดาห์ที่ 4 | 5 – 426 | 200 – 1,800+ |
| สัปดาห์ที่ 5 | 18 – 7,340 | 350 – 35,000+ |
| สัปดาห์ที่ 6 | 1,080 – 56,500 | 8,000 – 150,000+ |
| สัปดาห์ที่ 7-8 | 7,650 – 229,000 | 25,000 – 280,000+ |
| สัปดาห์ที่ 9-12 | 25,700 – 288,000 | 60,000 – 400,000+ |
*LMP = Last Menstrual Period (วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย)
**DPO = Days Past Ovulation (จำนวนวันที่ผ่านไปหลังไข่ตก)
จากตารางจะเห็นได้ว่า ช่วงของค่า hCG กว้างมาก และค่าของครรภ์เดี่ยวในระดับสูง (Upper range) อาจจะสูงกว่าค่าของครรภ์แฝดในระดับต่ำ (Lower range) ได้
แม้ว่าค่า hCG สูงอาจเป็น “สัญญาณแรก” ที่ทำให้สงสัยว่าอาจจะมีลูกแฝด แต่ก็ไม่สามารถใช้ค่า hCG เพียงอย่างเดียวเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์แฝดได้ เนื่องจากอาจมีข้อผิดพลาดในการคำนวณอายุครรภ์ ภาวะครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar Pregnancy) และบางคนผลิต hCG ในระดับที่สูงกว่าคนทั่วไป วิธีที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันการตั้งครรภ์แฝด คือ การทำอัลตราซาวด์ ซึ่งจะเห็นตัวอ่อนและถุงตั้งครรภ์โดยตรง
ท้องแฝดดูยังไง ก่อนการอัลตราซาวด์
ก่อนที่จะได้ทำอัลตราซาวด์ คุณแม่บางคนอาจสังเกตตัวเองแล้วสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์แฝดอยู่หรือเปล่า ซึ่งมีสัญญาณบ่งชี้บางอย่างที่พบได้บ่อย แต่ก็ไม่สามารถใช้ยืนยันได้ 100%
ลูกแฝดรู้ตอนไหน อายุครรภ์กี่เดือน
คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้ว่าตั้งครรภ์แฝดจากการทำอัลตราซาวด์ครั้งแรก ซึ่งมักอยู่ในช่วงไตรมาสแรก หรือประมาณสัปดาห์ที่ 6-12 ของการตั้งครรภ์หรือช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนแรก
โดยช่วงที่เร็วที่สุดที่อาจตรวจพบได้คือ ช่วงสัปดาห์ที่ 5-6 หรืออายุครรภ์ประมาณ 1 เดือนนิดๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นการทำอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) แพทย์อาจมองเห็นถุงตั้งครรภ์ 2 ถุง (Gestational Sacs) ซึ่งเป็นสัญญาณแรกสุดที่เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นครรภ์แฝด อย่างไรก็ตาม สัญญาณนี้อาจยังไม่ถูกต้อง 100% เพราะบางกรณีถุงตั้งครรภ์ใบหนึ่งอาจฝ่อไปในภายหลังได้ (เรียกว่า Vanishing Twin Syndrome)
ช่วงสัปดาห์ที่ 6-8 หรืออายุครรภ์ประมาณ 1.5 – 2 เดือน คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการยืนยันครรภ์แฝด เมื่อทำอัลตราซาวด์แพทย์สามารถเห็น “ตัวอ่อน 2 ตัว” และที่สำคัญคือสามารถเห็น “หัวใจเต้น 2 ดวง” ได้อย่างชัดเจน ถือเป็นการยืนยันแน่นอนว่าเป็นครรภ์แฝด
อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าตั้งครรภ์แฝดในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 8-12 หรืออายุครรภ์ประมาณ 2-3 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มักจะไปฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะทำอัลตราซาวด์เพื่อยืนยันอายุครรภ์ กำหนดวันคลอด และดูพัฒนาการทารก ซึ่งหากเป็นครรภ์แฝด ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน
ลูกแฝด ใครพี่ใครน้อง
ตามหลักสากลทั้งทางการแพทย์และทางกฎหมาย คนที่คลอดออกมาก่อน คือ “พี่” คนที่คลอดตามมา คือ “น้อง” โดยจะยึดตาม “เวลาเกิด” ที่ระบุในสูติบัตรเป็นหลัก ไม่สนใจปัจจัยอื่นๆ เช่น ขนาดตัว ลำดับการปฎิสนธิ หรือตำแหน่งในครรภ์ก่อนคลอด
ดังนั้นในกรณีคลอดธรรมชาติ ทารกที่อยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าและใกล้ปากมดลูกมากกว่าจะคลอดออกมาก่อนจึงเป็น “พี่” ขณะที่ในกรณีผ่าคลอด เมื่อสูติแพทย์ทำการผ่าตัด จะนำทารกที่อยู่ในตำแหน่งที่นำออกมาได้ง่ายที่สุดออกมาก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็คือทารกที่อยู่ต่ำกว่าหรืออยู่ใกล้กับบริเวณที่ลงแผลผ่าตัด คนที่ถูกนำตัวออกจากครรภ์แม่เป็นคนแรกจึงเป็น “พี่” นั่นเอง
ทำอย่างไรได้บ้างหากอยากมีลูกแฝด?
ดังที่กล่าวข้างต้น การตั้งครรภ์ลูกแฝดนั้นถือเป็นเรื่องซับซ้อน และไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะขึ้นกับสภาพร่างกาย ประวัติครอบครัว และปัจจัยเฉพาะของแต่ละคน อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย ความเสี่ยงต่างๆ และโอกาสในการตั้งครรภ์แฝด นอกจากนี้ การเลือกคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากที่มีมาตรฐานและมีประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณกำลังพิจารณาการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว , IVF , ICSI (อิ๊กซี่) หรือ IUI ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มความปลอดภัยตลอดการตั้งครรภ์ได้
References
บทความโดย

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก
ข่าวสารและบทความอื่นๆ





