ข่าวสารและบทความ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.70 ❝การย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติ VS รอบเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยฮอร์โมน ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้โอกาสท้องสูงสุด❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF หรือ ICSI) ขั้นตอนที่สำคัญและถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการประสบความสำเร็จก็คือ “การย้ายตัวอ่อน” กลับเข้าสู่โพรงมดลูก แต่ก่อนที่จะถึงวันย้ายตัวอ่อน สิ่งที่คุณหมอและคนไข้จะต้องร่วมกันวางแผนก็คือ “วิธีการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก” ซึ่งในปัจจุบันมี 2 วิธีหลักที่นิยมใช้ คือ การย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติ และ การย้ายตัวอ่อนรอบใช้ฮอร์โมนเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก

หลายคนเกิดคำถามว่า สองวิธีนี้แตกต่างกันอย่างไร? มีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง? และวิธีไหนที่จะช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้มากกว่ากัน? บทความนี้สรุปข้อมูลเชิงลึกจากไลฟ์สด Superior A.R.T. มาให้คนไข้ได้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมตัวอย่างมั่นใจ


📑 สารบัญเนื้อหา (คลิกเพื่ออ่านตามหัวข้อ)


ทำไมต้องเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก? กลไกธรรมชาติตามรอบเดือน [01:52]

ในการเตรียมย้ายตัวอ่อน ก่อนที่เราจะไปเลือกว่าจะใช้ฮอร์โมนเตรียมหรือใช้รอบธรรมชาติ เราต้องทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมดลูกตามธรรมชาติกันก่อน

รอบเดือน รอบธรรมชาติ การย้ายตัวอ่อน

โดยปกติแล้ว ในช่วงที่มีประจำเดือนมา จะเป็นช่วงที่เยื่อบุโพรงมดลูกชุดเดิมหลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ซึ่งเราจะนับวันแรกที่มีเลือดประจำเดือนออกเป็น “วันที่ 1 ของรอบเดือน” หลังจากที่เยื่อบุหลุดลอกออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยฮอร์โมนสำคัญ 2 ชนิดตามลำดับ ดังนี้:

  • 1. ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen / Estradiol): เป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่จะช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกค่อยๆ หนาตัวขึ้น ในรอบธรรมชาติ ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกสร้างมาจากไข่ในรังไข่ที่กำลังโตในรอบเดือนนั้นๆ
  • 2. ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone): เมื่อไข่โตเต็มที่และเกิด “การตกไข่” เปลือกไข่ที่เหลืออยู่จะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเยื่อบุโพรงมดลูกให้มีต่อมและเส้นเลือดมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน

สรุปคือไม่ว่าจะเตรียมแบบธรรมชาติหรือใช้ยาฮอร์โมน หลักการสำคัญคือต้องมี ฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อสร้างความหนา และตามด้วย ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง

สูตรคำนวณวันย้ายตัวอ่อน โดยทั่วไปหลังจากไข่ตก (หรือหลังเริ่มได้รับยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน) ครบ 5 วันเต็ม และจะทำการ ย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ 6 หลังไข่ตก หรือหลังได้ยา

การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วย “รอบฮอร์โมน” คืออะไร? [03:54]

การเตรียมแบบรอบฮอร์โมน คือการที่แพทย์ใช้ยาฮอร์โมนสังเคราะห์จากภายนอกเข้าไปควบคุมและกำหนดการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก ทดแทนการทำงานของร่างกายทั้งหมด โดยที่ร่างกายของคนไข้ไม่มีการตกไข่และการสร้างฮอร์โมนเองในรอบนั้น

ขั้นตอนการรับยาในรอบฮอร์โมน

  • เฟสที่ 1 สร้างความหนาเยื่อบุโพรงมดลูก: เมื่อประจำเดือนมา แพทย์จะให้เริ่มรับฮอร์โมนเพศหญิงกลุ่ม Estradiol ซึ่งมีทั้งรูปแบบยากิน (เช่น Progynova, Postmenop, Estrofem) หรือรูปแบบเจลสำหรับทา โดยจะใช้เวลาเตรียมตัวในช่วงครึ่งแรกของรอบเดือน จนถึงประมาณวันที่ 12 – 14 ของรอบเดือน แพทย์จะนัดอัลตราซาวด์ หากเยื่อบุหนาถึงจุดที่เหมาะสม (ประมาณ 8-12 มิลลิเมตร) และเรียงตัวเป็นสามชั้น ก็จะถือว่าผ่านเกณฑ์
  • เฟสที่ 2 ปรับโครงสร้างโพรงมดลูก: เมื่อเยื่อบุหนาได้ตามเกณฑ์ แพทย์จะเริ่มให้ฮอร์โมน Progesterone เสริมเข้ามา มีทั้งรูปแบบยากิน (เช่น Duphaston, Utrogestan) และรูปแบบยาสอดช่องคลอด (เช่น Utrogestan, Cyclogest, Crinone, Endometrin) โดยต้องสอดยาติดต่อกันให้ครบ 5 วันเต็ม และทำการ ย้ายตัวอ่อนในวันที่ 6 ของการสอดยา
  • เฟสที่ 3 ตรวจการตั้งครรภ์: หลังย้ายตัวอ่อนประมาณ 10 วัน คนไข้จะเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาค่า beta-hCG ในการยืนยันการตั้งครรภ์

ข้อควรระวังสำคัญในรอบฮอร์โมน [05:18]

เนื่องจากรอบนี้ร่างกายไม่มีการสร้างฮอร์โมนเองเลย ฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์จึงมาจาก “ยา” ที่คนไข้ทานและสอดจากภายนอก หากลืมทานยาหรือลืมสอดยา จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดเลือดออกผิดปกติหรือเกิดการแท้งได้ง่ายขึ้น คนไข้จำเป็นต้องใช้ยา Progesterone ต่อเนื่องไปจนกระทั่งอายุครรภ์ประมาณ 8 – 10 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่รกพัฒนาสมบูรณ์และสามารถสร้างฮอร์โมนขึ้นมาประคองการตั้งครรภ์แทนยาได้ แพทย์จะค่อยๆ พิจารณาลดยาบางตัวที่ทําให้คลื่นไส้อาเจียนหลังจากช่วง 7 สัปดาห์ขึ้นไป และหยุดยาในช่วงอายุครรภ์ 9-10 สัปดาห์

ข้อดีและข้อเสียของการเตรียมด้วย “รอบฮอร์โมน” [06:30]

ข้อดี:

  • วางแผนง่ายและแม่นยำ: เมื่อประจำเดือนมาสามารถเริ่มทานยา และคำนวณวันนัดอัลตราซาวด์ วันสอดยา วันย้ายตัวอ่อนล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน เหมาะกับคนไข้ที่ไม่ค่อยมีเวลา หรือรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

ข้อเสีย:

  • ต้องใช้ยาต่อเนื่องยาวนาน: จำเป็นต้องทานยาและสอดยาเป็นเวลานานจนถึงอายุครรภ์ 10 สัปดาห์
  • ผลข้างเคียงจากยา: อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และยาสอดอาจทำให้ระคายเคืองช่องคลอด
  • ผลต่อน้ำหนักเด็กแรกคลอด: แม้ยาฮอร์โมนที่ใช้จะใกล้เคียงธรรมชาติมากและไม่ทำให้เด็กผิดปกติ แต่มีรายงานทางสถิติพบว่า เด็กที่เกิดจากการย้ายตัวอ่อนรอบฮอร์โมนอาจมีแนวโน้มน้ำหนักตัวแรกคลอดมากกว่าเด็กที่ตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วย “รอบธรรมชาติ” คืออะไร? [07:56]

การเตรียมรอบธรรมชาติ คือการอาศัย “ฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง” จากการเจริญเติบโตของฟองไข่ในรอบเดือนนั้นๆ เป็นหลัก

ขั้นตอนการเตรียมรอบธรรมชาติ

เมื่อประจำเดือนมา แพทย์จะอัลตราซาวด์ดูไข่ตั้งต้น จากนั้นอาจมีการจ่าย ยากระตุ้นไข่แบบกิน (ประมาณ 5 วัน) เพื่อให้มีไข่โตขึ้นมา 1-2 ใบ เป้าหมายคือให้ฟองไข่เหล่านี้สร้างฮอร์โมน Estradiol ออกมาทำให้เยื่อบุหนาตัวเองตามธรรมชาติ

ในช่วงกลางรอบเดือน (ประมาณวันที่ 12) แพทย์จะนัดอัลตราซาวด์ดูขนาดของฟองไข่และติดตามไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้แน่ชัดว่า “ไข่ตกวันไหน” เมื่อทราบวันไข่ตกที่แน่นอนแล้ว เปลือกไข่จะเริ่มสร้างโปรเจสเตอโรนตามธรรมชาติ แพทย์จะนับไปอีก 5 วัน และนัดมา ย้ายตัวอ่อนในวันที่ 6

ข้อดีและข้อเสียของการเตรียมด้วย “รอบธรรมชาติ” [09:16]

ข้อดี:

  • ตอบสนองได้ดีและเป็นธรรมชาติ: การใช้ฮอร์โมนตัวเองมักจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างมดลูกได้ดีกว่า เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการดูดซึมยาฮอร์โมนจากภายนอก ที่เมื่อให้ในโดสที่เท่ากัน คนไข้แต่ละคนอาจจะดูดซึมยาได้แตกต่างกัน
  • ลดอาการข้างเคียง: แม้แพทย์จะมีการจ่ายยาฮอร์โมนเสริมให้บ้าง แต่จะใช้ปริมาณยาน้อยลงเหลือเพียงประมาณ 1/4 ของปริมาณยาที่ใช้ในรอบฮอร์โมน ทำให้คนไข้มีผลข้างเคียงจากยา เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียนน้อยกว่า
  • ลดปัญหาเลือดออกกะปริบกะปรอย: เนื่องจากมีฮอร์โมนของตัวเองคอย Backup อยู่ตลอด แม้จะทานยาคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ไม่ค่อยมีปัญหาเลือดออกหลังย้ายตัวอ่อน รวมถึงสามารถหยุดยาประคองครรภ์ได้เร็วกว่า

ข้อเสีย:

  • ควบคุมตารางเวลายากและอาจโดนยกเลิก: หากคนไข้ทานยาแล้วไม่มีไข่โต (เช่น กลุ่ม PCOS) หรือไข่ตกไปก่อน ที่จะมาตรวจ ก็ไม่สามารถใช้วิธีรอบธรรมชาติได้ และจำเป็นต้องยกเลิกในรอบเดือนนั้น
  • ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย: ในช่วงที่ใกล้ไข่ตก คนไข้อาจจำเป็นต้องมาตรวจอัลตราซาวด์หรือเจาะเลือดแบบวันต่อวัน เพื่อหาวันไข่ตกที่แท้จริง ทำให้เจ็บตัวบ่อยและยุ่งยากกว่า

ลักษณะเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยพร้อมฝังตัว [11:42]

ในการอัลตราซาวด์ช่วงกลางรอบเดือน (วันที่ 12-14) ก่อนเริ่มสอดยาโปรเจสเตอโรน แพทย์จะประเมินลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้:

การย้ายตัวอ่อน อัลตราซาวด์เยื่อบุโพรงมดลูก

ที่มา: https://www.researchgate.net/

รูปแบบเยื่อบุ

ลักษณะที่เห็นจากอัลตราซาวด์

การประเมินทางการแพทย์

เยื่อบุ 3 ชั้น ชัดเจน

เห็นขอบชัดเจนเรียงตัวเป็น 3 เส้น (Triple-Line Pattern) สลับขาว-ดำ-ขาว-ดำ-ขาว ผิวเรียบ ไม่มีติ่งเนื้อ (Polyp) วัดตั้งฉากจากขอบชั้นที่ 1 ถึง 3 ความหนาอยู่ที่ 8-12 มิลลิเมตร

สมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมสำหรับการเริ่มยาเฟสต่อไปและย้ายตัวอ่อน

เยื่อบุ 3 ชั้นแต่ยังบาง

เห็นโครงสร้าง 3 ชั้นชัดเจน แต่ความหนายังไม่ถึง 8 มิลลิเมตร

ปรับยาเพิ่มได้ แพทย์สามารถเพิ่มโดสฮอร์โมน Estradiol เพื่อรอให้เยื่อบุหนาตัวเพิ่มขึ้นได้

เยื่อบุขาวเบลอ มองไม่เห็นชั้น

ภาพเบลอขุ่น มองไม่เห็นเส้นแบ่ง 3 ชั้นที่ชัดเจน

ต้องยกเลิกรอบ เพราะเยื่อบุเปลี่ยนสภาพหลังไข่ตกไปแล้ว อายุเยื่อบุไม่สัมพันธ์กับตัวอ่อน โอกาสฝังตัวจะต่ำมาก (ลักษณะนี้จะถือว่าปกติก็ต่อเมื่อเกิด “หลัง” จากที่คนไข้สอดยาโปรเจสเตอโรนไปแล้วเท่านั้น)

อัตราความสำเร็จ: รอบธรรมชาติ VS รอบฮอร์โมน แบบไหนท้องมากกว่ากัน? [14:00]

จากสถิติและประสบการณ์การรักษาของ Superior A.R.T. พบว่า อัตราความสำเร็จหรือโอกาสการตั้งครรภ์ของทั้งสองวิธีนี้ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในปัจจุบันอัตราการตั้งครรภ์เฉลี่ยในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 70-78% ซึ่งสัดส่วนของคนไข้ที่เลือกใช้รอบธรรมชาติและรอบฮอร์โมนก็มีความคละเคล้ากันไป

ดังนั้นการจะเลือกใช้วิธีใด แพทย์จะพิจารณาจากบริบทและความเหมาะสมของคนไข้ เช่น ความสะดวกในการเดินทางมาพบแพทย์ ประวัติการรักษาที่ผ่านมา เช่น หากเคยใช้รอบฮอร์โมนแล้วเยื่อบุไม่สวย รอบถัดไปอาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นรอบธรรมชาติ

ERA Test คืออะไร? จำเป็นต้องตรวจทุกคนไหม? [15:05]

ERA Test (Endometrial Receptivity Analysis) คือนวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์เพื่อหา “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน” (Window of Implantation) เพื่อดูว่าเยื่อบุโพรงมดลูกของคนไข้รายนั้นๆ จะมีช่วงรับการฝังตัวของตัวอ่อนได้ดีที่สุดหลังเริ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เวลากี่ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

ตามมาตรฐานทั่วไป เราจะสอดยาโปรเจสเตอโรน 5 วัน และย้ายตัวอ่อนวันที่ 6 แต่จะมีคนไข้ประมาณ 10-15% ที่ร่างกายตอบสนองต่อยาช้าหรือเร็วกว่าคนทั่วไป เช่น เยื่อบุเปลี่ยนสภาพช้า ต้องสอดยานานถึง 6-7 วัน หรือบางรายตอบสนองดีมากเกินไป สอดยาเพียง 3-4 วันก็ต้องรีบย้ายตัวอ่อนแล้ว

จำเป็นต้องทำ ERA Test ทุกคนไหม?

คำตอบคือ “ไม่ต้องทำทุกคน”

ใครบ้างที่จำเป็นต้องตรวจ ERA Test?

  • คนไข้ที่เคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดี ตรวจโครโมโซมปกติ ผลฮอร์โมนดี ความหนาเยื่อบุโพรงมดลูกได้เกณฑ์ การย้ายราบรื่นแต่ “ไม่ท้อง” การตรวจ ERA จะช่วยหาคำตอบที่มองไม่เห็นจากการเจาะเลือดหรืออัลตราซาวด์ได้
  • คนไข้ที่ได้ตัวอ่อนมายากมาก มีจำนวนจำกัด และต้องการโอกาสที่ดีที่สุดในรอบนั้น

(หมายเหตุ: ปัจจุบันการตรวจ ERA ยังต้องใช้วิธีเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก ซึ่งอาจเจ็บเล็กน้อย แต่ในอนาคตอันใกล้ กำลังจะมีเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถเจาะเลือดตรวจได้ ซึ่งต้องรอผลการรับรองความแม่นยำเพื่อนำมาใช้งานต่อไป)

สรุปการเลือกวิธีดูแลรักษา

การเตรียมตัวก่อนย้ายตัวอ่อนถือเป็นก้าวสำคัญของว่าที่คุณแม่ การย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติและรอบฮอร์โมนต่างมีข้อเด่นและข้อจำกัดที่เกื้อกูลต่อสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน สิ่งที่ดีที่สุดคือการปรึกษาร่วมกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินประวัติการรักษา โครงสร้างมดลูก และไลฟ์สไตล์ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและสร้างโอกาสในการอุ้มรักครั้งสำคัญให้ประสบความสำเร็จสูงสุด

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

ตรวจสุขภาพรังไข่ก่อนฝากไข่ ดูอะไรบ้าง? รู้ค่า AFC และ AMH เพื่อวางแผนอนาคตให้เหมาะกับตัวเอง

คุณอาจยังไม่พร้อมมีลูก… แต่รู้ไหมว่า ตอนนี้รังไข่ของคุณอยู่ในจุดไหนแล้ว? ไม่ใช่เพื่อบอกว่าคุณต้องรีบมีลูก แต่เพื่อให้รู้ว่า ร่างกายของเรามีข้อมูลอะไรให้ใช้วางแผนอนาคตบ้าง

การได้ยินเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมมากกว่าที่คิด

หากในครอบครัวมีประวัติปัญหาการได้ยินโดยเฉพาะที่เป็นตั้งแต่กำเนิดหรืออายุยังน้อย การตรวจพาหะโรคทางพันธุกรรม Carrier Screening จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยประเมินความเสี่ยงและวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.73 ❝ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก มีผลต่อการย้ายตัวอ่อนและการฝังตัวหรือไม่?❞

ใน Live EP.73 นี้ จะพูดถึงการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) ก่อนย้ายตัวอ่อน โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินทั้งความหนา ลักษณะการเรียงตัวของเยื่อบุ ความผิดปกติภายในโพรงมดลูก และความพร้อมของฮอร์โมน ไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลขความหนาเพียงอย่างเดียว