ข่าวสารและบทความ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.69 ❝5 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก ก่อนเตรียมตัวทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

สำหรับคู่สมรสที่กำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก การตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF หรือ ICSI) มักตามมาด้วยคำถามและความกังวลใจมากมาย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมอย่างมั่นใจที่สุด บทความนี้ได้ทำการถอดรหัสความรู้จากคลิปวิดีโอ Superior A.R.T. LIVE EP.69 เลือก 5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก มาตอบแบบเจาะลึก ครบถ้วนทุกประเด็น


📌 สารบัญ


1. จำนวนไข่ “เยอะหรือน้อย” มีผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วหรือไม่? [01:45]

คำถามแรกที่มักพบเสมอก่อนเริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่คือ จำนวนไข่มีผลต่อความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน? คำตอบโดยพื้นฐานคือ หากมีจำนวนไข่ที่เยอะกว่า ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้วมากกว่า ผู้ที่มีไข่น้อย แต่ทว่า “จำนวน” ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ชี้วัดความสำเร็จ เพราะปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “อายุ” ของฝ่ายหญิง

5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก กราฟแสดงจำนวนไข่กับอายุ
  • อายุน้อย (ต่ำกว่า 35 ปี) แต่จำนวนไข่น้อย: แม้จะกระตุ้นไข่ได้ไม่มาก แต่หากอายุยังน้อย คุณภาพของไข่มักจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติจากการทำเด็กหลอดแก้วจึงยังค่อนข้างสูงและน่าพอใจ
  • อายุมาก และไข่น้อย: เมื่ออายุมากขึ้นความผิดปกติของโครโมโซมในเซลล์ไข่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความเสี่ยงในการเกิดภาวะดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ที่สูงขึ้นตามอายุของมารดา จากกราฟจะเห็นได้ว่าโอกาสในการเป็นดาวซินโดรมมีได้ในทุกช่วงอายุ สำหรับแม่อายุ 25 ปีที่คลอดบุตร 1,000 คนจะมีลูกเป็นเด็กดาวน์ซินโดรมประมาณ 1 คน (คือ 1:1000) และตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุ 35 ปี ประมาณ 1:350 และเพิ่มอย่างมากหลังอายุ 40 ปี ยิ่งหากมีจำนวนไข่น้อยร่วมด้วย โอกาสที่จะคัดกรองเจอตัวอ่อนที่สมบูรณ์ไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) และมีโครโมโซมที่ปกติก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก
  • เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย: จากตารางด้านล่างนี้ จะเห็นได้ว่า สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติจากการทำเด็กหลอดแก้วจะอยู่ที่ประมาณ 50-60% แต่ตัวเลขนี้จะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนไข่ที่มากหรือน้อย ไม่ส่งผลต่อ % ตัวอ่อนที่ปกติหรือไม่ปกติ แค่มีโอกาสได้ตัวอ่อนที่ปกติมากขึ้นเท่านั้น
5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย

ที่มา:  Munne et al. Repro Biomed Online

💡 ทางออกและการเตรียมตัว:

  • หากยังไม่มีแผนแต่งงาน หรือมีแนวโน้มจะแต่งงานช้า แนะนำให้มาตรวจประเมินและพิจารณา “การแช่แข็งไข่” (Egg Freezing) ไว้ล่วงหน้า โดยควรจะต้องเตรียมตัวให้ดีก่อน และเลือกรอบกระตุ้นไข่ที่มีไข่จํานวนน่าพอใจในระดับนึง เช่น หากค่าฮอร์โมน AMH อยู่ที่ 0.5 อาจจะเก็บไข่ได้ประมาณ 5-6 ใบ แต่หากอัลตราซาวด์แล้วเห็นไข่แค่ 1-2 ใบ ก็อาจจะพิจารณาเลื่อนไปทำรอบถัดไปที่มีจำนวนไข่ดี หากยังสามารถรอได้
  • ควรเก็บไข่แช่แข็งไว้กี่ฟอง: เพื่อให้การทำเด็กหลอดแก้วให้สำเร็จ ได้ตัวอ่อนที่ปกติอย่างน้อย 1 ตัวอ่อน  จำนวนไข่ที่เหมาะสมที่ควรเก็บจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 ใบ แต่สำหรับคนไข้อายุน้อยอาจไม่จำเป็นต้องถึง 15 ใบ ในทางกลับกัน หากอายุมาก เช่น เกิน 40 ปี แม้จะได้ไข่ 15-20 ใบ ก็อาจไม่ได้ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติเลยก็ได้ ดังนั้นการมาปรึกษาแพทย์เพื่อเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

2. อสุจิน้อย ตัววิ่งไม่ดี รูปร่างผิดปกติ ส่งผลต่อตัวอ่อนมากแค่ไหน? [08:15]

เนื่องจากตัวอ่อน 1 ตัว เกิดจากการรวมตัวกันของ “1 ไข่ และ 1 อสุจิ” ดังนั้นคุณภาพของตัวอ่อนที่ดีจึงต้องมาจากคุณภาพของไข่ที่ดีร่วมกับคุณภาพของอสุจิ (สเปิร์ม) ที่ดีด้วย โดยอสุจิที่ดีประเมินได้จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ จำนวน, เปอร์เซ็นต์การเคลื่อนที่ (ตัววิ่ง), และรูปร่างลักษณะที่ปกติ

โครงสร้างของอสุจิและความสำคัญ: อสุจิประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว (บรรจุโครโมโซม/หน่วยพันธุกรรม), ส่วนกลาง (แหล่งพลังงาน), และ ส่วนหาง (ใช้ว่ายไปหาไข่) หากส่วนหัวของอสุจิมีความผิดปกติ เช่น หัวใหญ่ หัวเล็ก หรือมีสองหัว มักสัมพันธ์กับความผิดปกติของโครโมโซมภายใน นอกจาก 3 องค์ประกอบที่ว่ามา ในปัจจุบันยังมีการตรวจวิเคราะห์อสุจิที่ลึกขึ้น เพื่อดูการแตกหักของโครงสร้าง DNA ที่ส่วนห้วของอสุจิ (Sperm DNA fragmentation index, DFI) ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงคุณภาพของอสุจิได้มากขึ้นกว่าเดิม

โครงสร้างของอสุจิ

ผลกระทบเมื่ออสุจิไม่มีคุณภาพ (DFI สูง): ในปัจจุบันมีการตรวจหาภาวะการแตกหักของดีเอ็นเอที่หัวอสุจิ (Sperm DNA Fragmentation หรือ DFI) หากพบว่าอสุจิมีการแตกหักของ DNA สูง จะส่งผลกระทบชัดเจน ดังนี้:

  • อัตราการปฏิสนธิต่ำ: อสุจิเจาะไข่ได้น้อยกว่าปกติ หรือถ้าทำ ICSI จำนวนตัวอ่อนที่ปฏิสนธิปกติ (ตัวอ่อนระยะ 2PN) ในวันที่ 1 จะต่ำกว่าปกติ
  • ตัวอ่อนคุณภาพต่ำในวันที่ 3: ตัวอ่อนจะมีเศษเซลล์ (Fragmentation) เยอะ เป็นตัวอ่อนเกรด 2 หรือเกรด 3 แปลว่า การแบ่งเซลล์ไม่สำเร็จ ทำให้เซลล์ที่แบ่งไม่ได้กลายเป็นเศษเซลล์
  • อัตราการเลี้ยงถึงระยะบลาสโตซิสต์ต่ำ: ตัวอ่อนเจริญเติบโตไปไม่ถึงระยะ Day 5 (ฺBlastocyst)
  • ความเสี่ยงโครโมโซมผิดปกติและการแท้ง: แม้จะท้องธรรมชาติ การที่ฝ่ายชายมีค่า DFI สูงก็เพิ่มโอกาสเสี่ยงแท้ง หรือทารกหัวใจหยุดเต้นในครรภ์ได้มากกว่าผู้ชายที่มีค่า DFI ปกติ ถ้าหากทำเด็กหลอดแก้วแล้วตรวจโครโมโซม ก็จะพบว่าโอกาสได้ตัวอ่อนปกติน้อยลง

💡 การเตรียมตัวของคุณผู้ชายก่อนกระตุ้นไข่:

  • งดพฤติกรรมเสี่ยง: งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่
  • ระวังการใช้ยาบางกลุ่ม: โดยเฉพาะยาปลูกผมที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน หรือยาต้านฮอร์โมนเพศชาย ควรปรึกษาแพทย์และอาจต้องหยุดยาก่อน
  • ทานวิตามินบำรุง: วิตามินที่ช่วยเรื่องคุณภาพอสุจิ ได้แก่ ซิงค์ (Zinc), ไบโอติน (Biotin), วิตามินดี (Vitamin D) และกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น วิตามินซี (Vitamin C), โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10), น้ำมันปลา (Fish Oil)
  • การหลั่งอสุจิ: ควรมีการหลั่งอสุจิสม่ำเสมอ ประมาณ 4-5 วัน/ครั้ง การเก็บไว้นานเกินไปจะทำให้มีอสุจิตัวที่ตายสะสมมาก % ตัววิ่ง และตัวอสุจิที่รูปร่างปกติลดลง
  • ในเคสที่อสุจิผิดปกติมาก แพทย์อาจต้องตรวจระดับฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ที่มากระตุ้นการสร้างสเปิร์มที่ลูกอัณฑะ โดยอาจพิจารณาใช้ยากระตุ้นเพื่อช่วยเพิ่มการสร้างสเปิร์มและเพิ่มคุณภาพของสเปิร์ม

3. เตรียมตัวก่อนใส่ตัวอ่อน ควรทานวิตามินอะไรบ้าง? [13:14]

การเตรียมร่างกายเพื่อรับการฝังตัวอ่อนมีความสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนการทำตัวอ่อน นอกจากการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานอย่างการ คุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน (ความอ้วนทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกเรียงตัวและตอบรับตัวอ่อนได้ไม่ดี), การเข้านอนก่อน 23.00 น. (เพื่อให้ฮอร์โมนแห่งการเจริญวัย หรือ Growth Hormone หลั่งออกมาเต็มที่) และการเสริมวิตามินดังต่อไปนี้

  • วิตามินที่ “จำเป็นต้องทาน”: คือ กรดโฟลิก (Folic Acid) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างหลอดสมองของทารก ควรทานล่วงหน้าก่อนใส่ตัวอ่อนหรือก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน
  • วิตามินเสริมก่อนย้ายตัวอ่อน: สามารถทานวิตามินรวมสำหรับคนท้อง วิตามินซี วิตามินบีรวม หรือ โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี
  • ⚠️ ข้อควรระวัง “หลัง” ย้ายตัวอ่อน: ทันทีที่ใส่ตัวอ่อนเข้าไปในมดลูกแล้ว แพทย์แนะนำให้ หยุดวิตามินเสริมต่างๆ (เช่น CoQ10 หรือวิตามินซีปริมาณสูง) และให้เหลือทานเพียง กรดโฟลิก หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้องโดยเฉพาะเท่านั้น เนื่องจากวิตามินเสริมบางตัวยังไม่มีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจนในสตรีมีครรภ์ จึงควรเน้นความปลอดภัยต่ออวัยวะและการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ไว้ก่อน

4. ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ “ท้อง” หรือ “ไม่ท้อง” หลังย้ายตัวอ่อน? [15:59] 

การย้ายตัวอ่อนแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการที่ต้องทำงานประสานกันอย่างลงตัว ได้แก่ มดลูก (บ้าน), ตัวอ่อน (ผู้อยู่อาศัย), และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ

🏠 ปัจจัยที่ 1: มดลูก (บ้านที่เตรียมพร้อม)

  • ความหนาและการเรียงตัว: เยื่อบุโพรงมดลูกที่สมบูรณ์แบบควรมีความหนาประมาณ 8-10 มิลลิเมตร (หรือถึง 12 มิลลิเมตร) และเมื่ออัลตราซาวนด์ดูจะต้องเห็นการเรียงตัวสวยงามเป็น 3 ชั้น (Triple-line)
เยื่อบุโพรงมดลูก

ที่มา: https://midwives.gehealthcare.com/nl-nl/wp-content/uploads/sites/3/2021/05/endometrium-assessment-poster-2021-voluson.pdf

  • รูปร่างของโพรงมดลูก: การทำอัลตราซาวนด์ 3 มิติ (3D) หรือการฉีดสี จะช่วยให้เห็นมิติของโพรงมดลูกชัดเจนขึ้น หากมดลูกมีรูปทรงผิดปกติ เช่น มดลูกแฝด, มีผนังกั้น, มดลูกรูปหัวใจ, มดลูกไม่สมมาตร หรือเป็นรูปตัวที อาจขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนและเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งได้
รูปร่างของโพรงมดลูก

ที่มา: https://obgyn.onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1002/uog.7551

👶 ปัจจัยที่ 2: คุณภาพของตัวอ่อน

  • ความปกติของโครโมโซม: หากตัวอ่อนมีโครโมโซมผิดปกติ โอกาสตั้งครรภ์ย่อมน้อยลง
  • ระยะของตัวอ่อนช่วง Blastocyst: แบ่งเป็น
  • 1. ตัวอ่อนที่ยังมีเปลือกหุ้ม (ฺBlastocyst, Expanded Blastocyst)
  • 2. ตัวอ่อนที่เริ่มฟักตัวออกจากเปลือกบางส่วน (Hatching Blastocyst)
  • 3. ตัวอ่อนที่ฟักตัวออกจากเปลือกทั้งหมด (Hatched/Full Hatch)
  • แพทย์มักจะชอบตัวอ่อนที่ยังมีเปลือกหรือกำลังฟักตัวมากกว่า เพราะเปลือกจะเป็นเกราะกำบังเซลล์ตัวอ่อนจากน้ำยาละลายตัวอ่อน ทำให้ไม่ได้สัมผัสกับตัวอ่อนโดยตรง ส่วนระยะ Full Hatch เป็นตัวอ่อนระยะที่ดีที่สุด โตเร็วที่สุด แต่เนื่องจากได้ฟักออกจากเปลือกหมดแล้ว จึงทำให้ต้องสัมผัสกับน้ำยาเมื่อโดนแช่แข็งหรือละลาย ซึ่งอาจมีผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนได้ นอกจากนั้นตัวอ่อนระยะนี้ บางครั้งตัวใหญ่มาก ซึ่งจําเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญของนักวิทยาศาสตร์
ระยะของตัวอ่อนช่วง Blastocyst
  • เกรดของตัวอ่อน (ตัวอักษร 2 ตัว เช่น AB, BB): 
  • ตัวอักษรตัวแรก แทนคุณภาพเซลล์ที่จะเจริญไปเป็น ทารก ควรเป็น A หรือ B (จำนวนเซลล์มาก เห็นชัด แน่น) หากเป็น C (จำนวนเซลล์น้อยมาก) แพทย์จะไม่แนะนำให้ใส่ตัวอ่อนนี้ เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดภาวะท้องลมสูง
  • ตัวอักษรตัวที่สอง แทนคุณภาพเซลล์ที่จะเจริญไปเป็น รก (ทำหน้าที่ฝังตัวเกาะกับมดลูก หากเซลล์ส่วนนี้น้อย การเกาะยึดมดลูกก็อาจทำได้ไม่ดี) 
  • ตัวอ่อนที่เหมาะกับการย้ายคือกลุ่ม AA, AB, BA, BB, BC

🩸 ปัจจัยที่ 3: ฮอร์โมนและปัจจัยแฝงอื่นๆ

  • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone): เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยประคองการตั้งครรภ์
  • ระบบภูมิคุ้มกันและลิ่มเลือด: ภาวะภูมิคุ้มกันบางชนิด หรือโรคเลือดแข็งตัวผิดปกติ (APS) อาจส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงตัวอ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ฝังตัวไม่สำเร็จหรือเกิดการแท้ง
  • จังหวะเวลาในการใส่ตัวอ่อน (Window of Implantation): ในการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนใส่ตัวอ่อน จะใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน 5 วันแล้วจึงใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6 ของการสอดโปรเจสเตอโรน อายุของเยื่อบุมดลูกกับระยะของตัวอ่อนจึงต้องตรงกันเป๊ะเหมือนจิ๊กซอว์ แต่การตอบสนองของยาของผู้หญิงแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน หากร่างกายตอบสนองต่อยาสอดโปรเจสเตอโรนเร็วหรือช้าเกินไป อาจทำให้ความพร้อมของมดลูกไม่สัมพันธ์กับตัวอ่อน (พบได้ราว 10-20%) ซึ่งสามารถตรวจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ด้วยการทำ ERA Test
  • เทคนิคการย้ายตัวอ่อน: แพทย์จะคำนวณตำแหน่งวางตัวอ่อนให้ห่างจากขอบบนมดลูกประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการรับมือกับสภาพมดลูกที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

5. ต้องพักผ่อนนานแค่ไหน หลังจากย้ายตัวอ่อนเสร็จ? [27:46]

นี่คือคำถามที่คนไข้ทุกคนอยากรู้เพื่อปกป้องตัวอ่อนให้ดีที่สุด โดยระยะเวลาในการฝังตัวจะขึ้นอยู่กับระยะของตัวอ่อนที่ย้ายเข้าไป หากเป็นตัวอ่อนที่ยังมีเปลือก จะใช้เวลาประมาณ 1-5 ชั่วโมงเพื่อฟักตัว (Hatch) แต่หากเป็นระยะที่ฟักตัวออกจากเปลือกแล้ว (Full Hatch) เมื่อใส่เข้าไปก็พร้อมเทียบท่าฝังตัวได้ทันที

  • ช่วงเวลาชี้ชะตา: 
  • 3 วันแรก: เป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังหาตำแหน่งและเริ่มฝังตัว ขอให้งดกิจกรรมทุกอย่างที่กระตุ้นให้มดลูกบีบตัว
  • 7-10 วันแรก: เป็นช่วงที่ตัวอ่อนจะหยั่งรากสร้างฐานฝังตัวลงไปให้แน่นและแข็งแรง
  • การลางาน: แนะนำให้ลางานเพื่อพักผ่อนอยู่บ้านอย่างน้อย 3 วัน เพื่อความสบายใจและลดความเสี่ยงจากการทำกิจกรรมต่างๆ
  • ❌ “นอนติดเตียง” ช่วยให้ท้องมากขึ้นหรือไม่: งานวิจัยระบุชัดเจนว่า การนอนติดเตียงไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลง เนื่องจากความเครียดที่สะสม

💡 การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องหลังย้ายตัวอ่อน:

  • ให้อยู่บ้านใช้ชีวิตตามปกติ สามารถเดินในบ้านได้ แต่ไม่ควรเดินมากเกินไป ขึ้นลงบันไดได้ แต่ให้ “เดินช้าๆ”
  • งดพฤติกรรมเกร็งหน้าท้องทุกชนิด: งดยกของหนัก งดออกกำลังกาย งดมีเพศสัมพันธ์ ระมัดระวังเรื่องอาหารเพื่อป้องกันอาการท้องผูกหรือท้องเสียที่ต้องออกแรงเบ่ง
  • หากมีอาการไอ ให้ใช้หมอนมากดประคองบริเวณหน้าท้องไว้ เพื่อช่วยลดแรงกระเทือนและลดการเกร็งหน้าท้องได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

ผลตรวจน้ำเชื้อ (Semen Analysis) อ่านอย่างไร? 7 ค่าสำคัญที่ว่าที่คุณพ่อต้องรู้

ผลตรวจน้ำเชื้อ (Semen Analysis) “ตัวเลขไหนสำคัญ?” ทำไมว่าที่คุณพ่อต้องรู้! ปล่อยธรรมชาติเกิน 1 ปีแล้วยังไม่ท้อง… ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายหญิงเสมอไป สิ่งแรกที่คุณผู้ชายควรทำคือการตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ เพื่อเช็คความพร้อมและประเมินสถานการณ์

World Embryologist Day: ทำความรู้จัก “นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน” ฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของครอบครัว

เนื่องในวันนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนโลก (World Embryologist Day) ขอพาว่าที่คุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับ “ฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลัง” ความสำเร็จของหลายครอบครัว พร้อมเจาะลึกความมหัศจรรย์ของการเจริญเติบโตของ “ตัวอ่อน” ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : เจาะลึกความลับผู้ชาย “DNA ของสเปิร์ม” คืออะไร? และมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร?

DNA ของสเปิร์มมีผลต่อการปฏิสนธิ คุณภาพตัวอ่อน และโอกาสตั้งครรภ์อย่างไร? ทำความเข้าใจพร้อมชมคลิปจากแพทย์ผู้ชำนาญการ และรู้จักการตรวจ Sperm DNA Fragmentation Test ที่ช่วยค้นหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก