ข่าวสารและบทความ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.69 ❝5 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก ก่อนเตรียมตัวทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

สำหรับคู่สมรสที่กำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก การตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF หรือ ICSI) มักตามมาด้วยคำถามและความกังวลใจมากมาย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมอย่างมั่นใจที่สุด บทความนี้ได้ทำการถอดรหัสความรู้จากคลิปวิดีโอ Superior A.R.T. LIVE EP.69 เลือก 5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก มาตอบแบบเจาะลึก ครบถ้วนทุกประเด็น


📌 สารบัญ


1. จำนวนไข่ “เยอะหรือน้อย” มีผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วหรือไม่? [01:45]

คำถามแรกที่มักพบเสมอก่อนเริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่คือ จำนวนไข่มีผลต่อความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน? คำตอบโดยพื้นฐานคือ หากมีจำนวนไข่ที่เยอะกว่า ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้วมากกว่า ผู้ที่มีไข่น้อย แต่ทว่า “จำนวน” ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ชี้วัดความสำเร็จ เพราะปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “อายุ” ของฝ่ายหญิง

5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก กราฟแสดงจำนวนไข่กับอายุ

ที่มา: www.cdc.gov/birth-defects/

  • อายุน้อย (ต่ำกว่า 35 ปี) แต่จำนวนไข่น้อย: แม้จะกระตุ้นไข่ได้ไม่มาก แต่หากอายุยังน้อย คุณภาพของไข่มักจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติจากการทำเด็กหลอดแก้วจึงยังค่อนข้างสูงและน่าพอใจ
  • อายุมาก และไข่น้อย: เมื่ออายุมากขึ้นความผิดปกติของโครโมโซมในเซลล์ไข่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความเสี่ยงในการเกิดภาวะดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ที่สูงขึ้นตามอายุของมารดาที่มากขึ้น จากกราฟจะเห็นได้ว่าโอกาสมีลูกเป็นดาวซินโดรมมีได้ในทุกช่วงอายุ เช่น มารดาที่ท้องและคลอดบุตรตอนอายุ 25 ปี 1,000 คน มีโอกาสมีลูกเป็นเด็กดาวน์ซินโดรมประมาณ 1 คน (คือ 1:1000) และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุ 35 ปี โอกาสเกิดประมาณ 1:350 และเพิ่มชัดเจนหลังอายุ 40 ปี ยิ่งหากมีจำนวนไข่น้อยร่วมด้วย โอกาสที่จะคัดกรองเจอตัวอ่อนที่สมบูรณ์ไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) และมีโครโมโซมที่ปกติก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก
  • เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย: จากตารางด้านล่างนี้ จะเห็นได้ว่า สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติจากการทำเด็กหลอดแก้วจะอยู่ที่ประมาณ 50-60% แต่ตัวเลขนี้จะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนไข่ที่มากหรือน้อย ไม่ส่งผลต่อ % ตัวอ่อนที่ปกติหรือไม่ปกติ แค่มีโอกาสได้ตัวอ่อนที่ปกติมากขึ้นเท่านั้น
5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย

ที่มา:  Munne et al. Reprod Biomed Online

💡 ทางออกและการเตรียมตัว:

  • หากยังไม่มีแผนแต่งงาน หรือมีแนวโน้มจะแต่งงานช้า แนะนำให้มาตรวจประเมินและพิจารณา “การแช่แข็งไข่” (Egg Freezing) ไว้ล่วงหน้า โดยควรจะต้องเตรียมตัวให้ดีก่อน และเลือกรอบกระตุ้นไข่ที่มีไข่จํานวนน่าพอใจในระดับนึง เช่น หากค่าฮอร์โมน AMH อยู่ที่ 1 อาจจะเก็บไข่ได้ประมาณ 7-12 ใบ แต่หากอัลตราซาวด์แล้วเห็นไข่แค่ 3-4 ใบ ก็อาจจะพิจารณาเลื่อนไปทำรอบถัดไปที่มีจำนวนไข่ดี หากยังสามารถรอได้
  • ควรเก็บไข่แช่แข็งไว้กี่ฟอง: เพื่อให้การทำเด็กหลอดแก้วให้สำเร็จ ได้ตัวอ่อนที่ปกติอย่างน้อย 1 ตัวอ่อน  จำนวนไข่ที่เหมาะสมที่ควรเก็บจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 ใบ แต่สำหรับคนไข้อายุน้อยอาจไม่จำเป็นต้องถึง 15 ใบ ในทางกลับกัน หากอายุมาก เช่น เกิน 40 ปี แม้จะได้ไข่ 15-20 ใบ ก็อาจไม่ได้ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติเลยก็ได้ ดังนั้นการมาปรึกษาแพทย์เพื่อเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

2. อสุจิน้อย ตัววิ่งไม่ดี รูปร่างผิดปกติ ส่งผลต่อตัวอ่อนมากแค่ไหน? [08:15]

เนื่องจากตัวอ่อน เกิดจากการรวมตัวกันของ “1 ไข่ และ 1 อสุจิ” ดังนั้นคุณภาพของตัวอ่อนที่ดีจึงต้องมาจากคุณภาพของไข่ที่ดีร่วมกับคุณภาพของอสุจิ (สเปิร์ม) ที่ดีด้วย โดยอสุจิที่ดีประเมินได้จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ จำนวน, เปอร์เซ็นต์การเคลื่อนที่ (ตัววิ่ง), และรูปร่างลักษณะที่ปกติ

โครงสร้างของอสุจิและความสำคัญ: อสุจิประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว (บรรจุโครโมโซมหรือหน่วยพันธุกรรมของพ่อ), ส่วนกลางตัว (เป็นแหล่งพลังงาน), และ ส่วนหาง (ใช้ว่ายไปหาไข่) หากส่วนหัวของอสุจิมีความผิดปกติ เช่น หัวใหญ่ หัวเล็ก หรือมีสองหัว มักสัมพันธ์กับความผิดปกติของโครโมโซมภายใน นอกจาก 3 องค์ประกอบที่ว่ามา ในปัจจุบันยังมีการตรวจวิเคราะห์อสุจิที่ลึกขึ้น เพื่อดูการแตกหักของโครงสร้าง DNA ที่ส่วนห้วของอสุจิ (Sperm DNA fragmentation index, DFI) ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงคุณภาพของอสุจิได้มากขึ้นกว่าเดิม

โครงสร้างของอสุจิ

ผลกระทบเมื่ออสุจิไม่มีคุณภาพ (DFI สูง): ในปัจจุบันมีการตรวจหาภาวะการแตกหักของดีเอ็นเอที่หัวอสุจิ (Sperm DNA Fragmentation หรือ DFI) หากพบว่าอสุจิมีการแตกหักของ DNA สูง จะส่งผลกระทบชัดเจน ดังนี้:

  • อัตราการปฏิสนธิต่ำ: อสุจิเจาะไข่ได้น้อยกว่าปกติ หรือถ้าทำ ICSI จำนวนตัวอ่อนที่ปฏิสนธิปกติ (ตัวอ่อนระยะ 2PN) ในวันที่ 1 จะต่ำกว่าปกติ
  • ตัวอ่อนคุณภาพต่ำในวันที่ 3: ตัวอ่อนจะมีเศษเซลล์ (Fragmentation) เยอะ เป็นตัวอ่อนเกรด 2 หรือเกรด 3 แปลว่า การแบ่งเซลล์ไม่สำเร็จ ทำให้เซลล์ที่แบ่งไม่ได้กลายเป็นเศษเซลล์
  • อัตราการเลี้ยงถึงระยะบลาสโตซิสต์ต่ำ: ตัวอ่อนเจริญเติบโตไปไม่ถึงระยะ Day 5 (ฺBlastocyst)
  • ความเสี่ยงโครโมโซมผิดปกติและการแท้ง: แม้จะท้องธรรมชาติ การที่ฝ่ายชายมีค่า DFI สูงก็เพิ่มโอกาสเสี่ยงแท้ง หรือทารกหัวใจหยุดเต้นในครรภ์ได้มากกว่าผู้ชายที่มีค่า DFI ปกติ ถ้าหากทำเด็กหลอดแก้วแล้วตรวจโครโมโซม ก็จะพบว่าโอกาสได้ตัวอ่อนปกติน้อยลง

💡 การเตรียมตัวของคุณผู้ชายก่อนกระตุ้นไข่:

  • งดพฤติกรรมเสี่ยง: งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่
  • ระวังการใช้ยาบางกลุ่ม: โดยเฉพาะยาปลูกผมที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน หรือยาต้านฮอร์โมนเพศชาย ควรปรึกษาแพทย์และอาจต้องหยุดยาก่อน
  • ทานวิตามินบำรุง: วิตามินที่ช่วยเรื่องคุณภาพอสุจิ ได้แก่ ซิงค์ (Zinc), ไบโอติน (Biotin), วิตามินดี (Vitamin D) และกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น วิตามินซี (Vitamin C), โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10), น้ำมันปลา (Fish Oil)
  • การหลั่งอสุจิ: ควรมีการหลั่งอสุจิสม่ำเสมอ ประมาณ 4-5 วัน/ครั้ง การเก็บไว้นานเกินไปจะทำให้มีอสุจิตัวที่ตายสะสมมาก % ตัววิ่ง และตัวอสุจิที่รูปร่างปกติลดลง
  • ในเคสที่อสุจิผิดปกติมาก แพทย์อาจต้องตรวจระดับฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ที่มากระตุ้นการสร้างสเปิร์มที่ลูกอัณฑะ โดยอาจพิจารณาใช้ยากระตุ้นเพื่อช่วยเพิ่มการสร้างสเปิร์มและเพิ่มคุณภาพของสเปิร์ม

3. เตรียมตัวก่อนใส่ตัวอ่อน ควรทานวิตามินอะไรบ้าง? [13:14]

การเตรียมร่างกายเพื่อรับการฝังตัวอ่อนมีความสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนการทำตัวอ่อน นอกจากการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานอย่างการ คุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน (ความอ้วนทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกเรียงตัวและตอบรับตัวอ่อนได้ไม่ดี), การเข้านอนก่อน 23.00 น. (เพื่อให้ฮอร์โมนแห่งการเจริญวัย หรือ Growth Hormone หลั่งออกมาเต็มที่) และการเสริมวิตามินดังต่อไปนี้

  • วิตามินที่ “จำเป็นต้องทาน”: คือ กรดโฟลิก (Folic Acid) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างหลอดสมองของทารก ควรทานล่วงหน้าก่อนใส่ตัวอ่อนหรือตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน
  • วิตามินเสริมก่อนย้ายตัวอ่อน: สามารถทานวิตามินรวมสำหรับคนท้อง วิตามินซี วิตามินบีรวม หรือ โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี
  • “หลัง” ย้ายตัวอ่อน: เหลือทานเพียง กรดโฟลิก หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้องโดยเฉพาะเท่านั้น เนื่องจากวิตามินเสริมบางตัวยังไม่มีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจนในสตรีมีครรภ์ จึงควรเน้นความปลอดภัยต่ออวัยวะและการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ไว้ก่อน

4. ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ “ท้อง” หรือ “ไม่ท้อง” หลังย้ายตัวอ่อน? [15:59] 

การย้ายตัวอ่อนแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการที่ต้องทำงานประสานกันอย่างลงตัว ได้แก่ มดลูก (บ้าน), ตัวอ่อน (ผู้อยู่อาศัย), และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ

🏠 ปัจจัยที่ 1: มดลูก (บ้านที่เตรียมพร้อม)

  • ความหนาและการเรียงตัว: เยื่อบุโพรงมดลูกที่สมบูรณ์แบบควรมีความหนาประมาณ 8-10 มิลลิเมตร (หรือถึง 12 มิลลิเมตร) และเมื่ออัลตราซาวด์ดูจะต้องเห็นการเรียงตัวสวยงามเป็น 3 ชั้น (Triple-line)
เยื่อบุโพรงมดลูก

ที่มา: https://midwives.gehealthcare.com/nl-nl/wp-content/uploads/sites/3/2021/05/endometrium-assessment-poster-2021-voluson.pdf

  • รูปร่างของโพรงมดลูก: การทำอัลตราซาวด์ 3 มิติ (3D) หรือการฉีดสี จะช่วยให้เห็นมิติของโพรงมดลูกชัดเจนขึ้น หากมดลูกมีรูปทรงผิดปกติ เช่น มดลูกแฝด, มีผนังกั้น, มดลูกรูปหัวใจ, มดลูกไม่สมมาตร หรือเป็นรูปตัวที อาจขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนและเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งได้
รูปร่างของโพรงมดลูก

ที่มา: https://obgyn.onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1002/uog.7551

👶 ปัจจัยที่ 2: คุณภาพของตัวอ่อน

  • ความปกติของโครโมโซม: หากตัวอ่อนมีโครโมโซมผิดปกติ โอกาสตั้งครรภ์ย่อมน้อยลง
  • ระยะของตัวอ่อนช่วง Blastocyst: แบ่งเป็น
  • 1. ตัวอ่อนที่ยังมีเปลือกหุ้ม (ฺBlastocyst, Expanded Blastocyst)
  • 2. ตัวอ่อนที่เริ่มฟักตัวออกจากเปลือกบางส่วน (Hatching Blastocyst)
  • 3. ตัวอ่อนที่ฟักตัวออกจากเปลือกทั้งหมด (Hatched/Full Hatch)
  • แพทย์มักจะชอบตัวอ่อนที่ยังมีเปลือกหรือกำลังฟักตัวมากกว่า เพราะเปลือกจะเป็นเกราะกำบังเซลล์ตัวอ่อนจากน้ำยาละลายตัวอ่อน ทำให้ไม่ได้สัมผัสกับตัวอ่อนโดยตรง ส่วนระยะ Full Hatch จริงๆแล้วเป็นตัวอ่อนระยะที่เติบโตมากที่สุด แต่เนื่องจากได้ฟักออกจากเปลือกหมดแล้ว จึงทำให้ต้องสัมผัสกับน้ำยาเมื่อโดนแช่แข็งหรือละลาย ซึ่งอาจมีผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนได้ นอกจากนั้นตัวอ่อนระยะนี้ บางครั้งตัวใหญ่มาก ทำให้ละลายยากขึ้น จําเป็นต้องใช้นักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูง
ระยะของตัวอ่อนช่วง Blastocyst
  • เกรดของตัวอ่อน (ตัวอักษร 2 ตัว เช่น AB, BB): 
  • ตัวอักษรตัวแรก แทนคุณภาพเซลล์ที่จะเจริญไปเป็น ทารก ควรเป็น A หรือ B (จำนวนเซลล์มาก เห็นชัด แน่น) หากเป็น C (จำนวนเซลล์น้อยมาก) แพทย์จะไม่แนะนำให้ใส่ตัวอ่อนนี้ เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดภาวะท้องลมสูง
  • ตัวอักษรตัวที่สอง แทนคุณภาพเซลล์ที่จะเจริญไปเป็น รก (ทำหน้าที่ฝังตัวเกาะกับมดลูก หากเซลล์ส่วนนี้น้อย การเกาะยึดมดลูกก็อาจทำได้ไม่ดี)
  • ตัวอ่อนที่เหมาะกับการย้ายคือกลุ่ม AA, AB, BA, BB, BC

🩸 ปัจจัยที่ 3: ฮอร์โมนและปัจจัยแฝงอื่นๆ

  • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone): เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยประคองการตั้งครรภ์
  • ระบบภูมิคุ้มกันและลิ่มเลือด: ภาวะภูมิคุ้มกันบางชนิด หรือโรคเลือดแข็งตัวผิดปกติ (APS) อาจส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงตัวอ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ฝังตัวไม่สำเร็จหรือเกิดการแท้ง
  • จังหวะเวลาในการใส่ตัวอ่อน (Window of Implantation): ในการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนใส่ตัวอ่อน จะใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน 5 วันแล้วจึงใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6 ของการสอดโปรเจสเตอโรน อายุของเยื่อบุมดลูกกับระยะของตัวอ่อนจึงต้องตรงกันเป๊ะเหมือนจิ๊กซอว์ แต่การตอบสนองของยาของผู้หญิงแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน หากร่างกายตอบสนองต่อยาสอดโปรเจสเตอโรนเร็วหรือช้าเกินไป อาจทำให้ความพร้อมของมดลูกไม่สัมพันธ์กับตัวอ่อน (พบได้ราว 10-20%) ซึ่งสามารถตรวจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ด้วยการทำ ERA Test
  • เทคนิคการย้ายตัวอ่อน: แพทย์จะคำนวณตำแหน่งวางตัวอ่อนให้ห่างจากขอบบนมดลูกประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการรับมือกับสภาพมดลูกที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

5. ต้องพักผ่อนนานแค่ไหน หลังจากย้ายตัวอ่อนเสร็จ? [27:46]

นี่คือคำถามที่คนไข้ทุกคนอยากรู้เพื่อปกป้องตัวอ่อนให้ดีที่สุด โดยระยะเวลาในการฝังตัวจะขึ้นอยู่กับระยะของตัวอ่อนที่ย้ายเข้าไป หากเป็นตัวอ่อนที่ยังมีเปลือก จะใช้เวลาประมาณ 1-5 ชั่วโมงเพื่อฟักตัว (Hatch) แต่หากเป็นระยะที่ฟักตัวออกจากเปลือกแล้ว (Full Hatch) เมื่อใส่เข้าไปก็พร้อมฝังตัวได้ทันที

  • ช่วงเวลาชี้ชะตา: 
  • 3 วันแรก: เป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังหาตำแหน่งและเริ่มฝังตัว ขอให้งดกิจกรรมทุกอย่างที่กระตุ้นให้มดลูกบีบตัว
  • 7-10 วันแรก: เป็นช่วงที่ตัวอ่อนจะหยั่งรากสร้างฐานฝังตัวลงไปให้แน่นและแข็งแรง
  • การลางาน: แนะนำให้ลางานเพื่อพักผ่อนอยู่บ้านอย่างน้อย 3 วัน เพื่อความสบายใจและลดความเสี่ยงจากการทำกิจกรรมต่างๆ
  • ❌ “นอนติดเตียง” ช่วยให้ท้องมากขึ้นหรือไม่: งานวิจัยระบุชัดเจนว่า การนอนติดเตียงไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลง เนื่องจากความเครียดที่สะสม

💡 การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องหลังย้ายตัวอ่อน:

  • ให้อยู่บ้านใช้ชีวิตตามปกติ สามารถเดินในบ้านได้ แต่ไม่ควรเดินมากเกินไป ขึ้นลงบันไดได้ แต่ให้ “เดินช้าๆ”
  • งดพฤติกรรมเกร็งหน้าท้องทุกชนิด: งดยกของหนัก งดออกกำลังกาย งดมีเพศสัมพันธ์ ระมัดระวังเรื่องอาหารเพื่อป้องกันอาการท้องผูกหรือท้องเสียที่ต้องออกแรงเบ่ง
  • หากมีอาการไอ ให้ใช้หมอนมากดประคองบริเวณหน้าท้องไว้ เพื่อช่วยลดแรงกระเทือนและลดการเกร็งหน้าท้องได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

ตรวจสุขภาพรังไข่ก่อนฝากไข่ ดูอะไรบ้าง? รู้ค่า AFC และ AMH เพื่อวางแผนอนาคตให้เหมาะกับตัวเอง

คุณอาจยังไม่พร้อมมีลูก… แต่รู้ไหมว่า ตอนนี้รังไข่ของคุณอยู่ในจุดไหนแล้ว? ไม่ใช่เพื่อบอกว่าคุณต้องรีบมีลูก แต่เพื่อให้รู้ว่า ร่างกายของเรามีข้อมูลอะไรให้ใช้วางแผนอนาคตบ้าง

การได้ยินเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมมากกว่าที่คิด

หากในครอบครัวมีประวัติปัญหาการได้ยินโดยเฉพาะที่เป็นตั้งแต่กำเนิดหรืออายุยังน้อย การตรวจพาหะโรคทางพันธุกรรม Carrier Screening จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยประเมินความเสี่ยงและวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.73 ❝ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก มีผลต่อการย้ายตัวอ่อนและการฝังตัวหรือไม่?❞

ใน Live EP.73 นี้ จะพูดถึงการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) ก่อนย้ายตัวอ่อน โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินทั้งความหนา ลักษณะการเรียงตัวของเยื่อบุ ความผิดปกติภายในโพรงมดลูก และความพร้อมของฮอร์โมน ไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลขความหนาเพียงอย่างเดียว