ข่าวสารและบทความ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.66 ❝ไข่น้อย กระตุ้นไข่ แล้วไม่ได้ไข่ ทำอย่างไรได้บ้าง❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2567 โดยหมอโฟม พญ.ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

⏱️ ปัญหาไข่น้อย กระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 01:04)

คุณผู้หญิงที่เคยเข้ารับกระบวนการกระตุ้นไข่หรือทำเด็กหลอดแก้วมาแล้ว แล้วพบว่าตัวเองมีปัญหา “จำนวนไข่ตั้งต้นน้อย” และเมื่อกระตุ้นไปแล้ว “เก็บไข่ไม่ได้ไข่” สามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้การรักษารอบหน้าได้ฟองไข่ที่ดีและมีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างยากในการรักษา วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไข่ตั้งต้นน้อย รวมถึงแนวทางแก้ไขให้การรักษารอบหน้าได้ไข่ที่มีคุณภาพ ทั้งในมุมของการเตรียมตัวของคนไข้ และกระบวนการทางการแพทย์จากฝั่งของคุณหมอ

⏱️ “ไข่น้อย” คืออะไร?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 02:30)

โดยปกติแล้ว คำว่า “ไข่น้อย” หมายถึง ไข่ตั้งต้นมีจำนวนน้อย ในการทำเด็กหลอดแก้วแต่ละรอบ คุณหมอจะอัลตราซาวด์เพื่อนับฟองไข่ใบเล็กๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ไข่ตั้งต้น” ว่าในแต่ละรอบมีจํานวนฟองไข่เท่าไหร่ เพื่อประเมินว่าหลังจากที่เราให้ยากระตุ้นไปแล้ว จะได้ฟองไข่ที่สมบูรณ์หรือไข่สุก (Mature) จำนวนกี่ใบในรอบนั้น

  • การนับฟองไข่ตั้งต้น จะทำการนับในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน
  • คำว่าน้อยหมายถึงเท่าไหร่? คือมีจำนวนฟองไข่ที่นับได้ในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน น้อยกว่า 5 ใบ

⏱️ สาเหตุที่ทำให้ไข่ตั้งต้นน้อย เกิดจากอะไรได้บ้าง?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 03:24)

ไข่ตั้งต้นที่น้อยสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้:

  • 1. อายุที่มากขึ้น: เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้น การทำงานของรังไข่จะลดลง จำนวนฟองไข่หรือฟองไข่สำรองที่อยู่ในรังไข่ก็จะลดลงตามธรรมชาติ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า
  • 2. รังไข่เสื่อมก่อนวัย (Premature Ovarian Failure): รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันสมควร หรือรังไข่ทำงานน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็นตามอายุ ซึ่งเกิดจากพันธุกรรมหรือยีนที่ธรรมชาติให้มา แทนที่รังไข่จะหยุดทำงานตอนอายุประมาณ 40 ปลายๆ ถึง 50 ปีตามปกติของผู้หญิงส่วนใหญ่ กลับกำหนดให้รังไข่มีอายุสั้นกว่าปกติ ทำให้หยุดทำงานในวัยที่เร็วกว่าปกติ อาจจะเป็นช่วง 30 ปลายๆ หรือ 40 ต้นๆ
  • 3. โรคประจำตัวบางชนิด: โดยเฉพาะกลุ่มโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) เช่น โรคพุ่มพวง (SLE) ที่ภูมิคุ้มกันไปต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่อและเซลล์รังไข่ ทำให้เนื้อเยื่อรังไข่เสื่อมสภาพหรือทำงานน้อยลงเร็วกว่าปกติ
  • 4. ประวัติการผ่าตัดรังไข่: เคยเป็นถุงน้ำในรังไข่หรือซีสต์ และได้รับการผ่าตัดที่รังไข่ การผ่าตัดจะทำให้เนื้อเยื่อรังไข่ที่ดีมีปริมาณลดลง ส่งผลให้ปริมาณฟองไข่ที่เหลืออยู่น้อยลงไปด้วย
  • 5. ปัจจัยอื่นๆ: บางครั้งอาจเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ หรือการสัมผัสกับสารเคมี ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้การทำงานของรังไข่เสื่อมลงเร็วกว่าปกติ ทำให้มีจำนวนไข่ตั้งต้นน้อยลง

⏱️ วิธีตรวจประเมินยืนยันว่ารังไข่ทำงานน้อย

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 06:08)

นอกจากการพิจารณาจากอายุและประวัติสุขภาพแล้ว เราสามารถยืนยันการทำงานของรังไข่ได้จากทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้:

  • 1. การทำอัลตราซาวด์ ดูจำนวนฟองไข่ (AFC – Antral Follicle Count): ทำในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่อนับฟองไข่ตั้งต้นขนาดประมาณ 3 – 9 มิลลิเมตร หากนับได้น้อยกว่า 5 ใบ จะถือว่าไข่ตั้งต้นน้อย
  • 2. การเจาะเลือดตรวจฮอร์โมน AMH (Anti-Mullerian Hormone): ฮอร์โมนตัวนี้สร้างมาจากฟองไข่ใบเล็กๆ ที่เป็นไข่สำรองในรังไข่ ถ้าค่าฮอร์โมนสูง บ่งบอกว่าปริมาณไข่สำรองยังมีเยอะ แต่ถ้าค่านี้ต่ำ บ่งบอกว่าการทำงานของรังไข่ไม่ดี มีไข่สำรองน้อย โดยค่า AMH ที่ถือว่าน้อยจะอยู่ที่ ต่ำกว่า 1.2 ng/mL (ฮอร์โมนตัวนี้สามารถเจาะตรวจวันไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอิงกับรอบประจำเดือน)
  • 3. การเจาะเลือดตรวจฮอร์โมน FSH: เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าเพื่อมากระตุ้นการทำงานของรังไข่ ถ้ารังไข่ทำงานดี ค่า FSH จะต่ำ แต่ถ้ารังไข่เสื่อมสภาพหรือทำงานน้อย ค่า FSH ก็จะสูง การตรวจฮอร์โมนตัวนี้ต้องทำในช่วง 1-3 วันแรกของประจำเดือน หากค่า FSH เกิน 10 mIU/mL จะบ่งบอกว่าการทำงานของรังไข่ไม่ค่อยดี เริ่มมีการเสื่อมสภาพ

⏱️ ปัญหา “กระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่” เกิดจากอะไร?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 09:33)

ในกระบวนการกระตุ้นไข่จะต้องผ่านขั้นตอนการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไข่ โดยเฉลี่ยประมาณ 10-12 วัน โดยปัญหาการกระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่ แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

  • 1. ไข่ไม่โตตั้งแต่แรก: คนไข้อาจฉีดยากระตุ้นไปได้ประมาณ 4-5 วัน เมื่อคุณหมอนัดมาอัลตราซาวด์ติดตามขนาดฟองไข่ กลับพบว่าฟองไข่ไม่ตอบสนองต่อยาฮอร์โมน ขนาดไม่โตขึ้นเลย คุณหมออาจจะต้องคุยกับคนไข้เพื่อยกเลิกการรักษาในรอบนั้น ซึ่งพบได้เป็นครั้งคราว
  • 2. ฟองไข่โตดี แต่เก็บแล้วไม่ได้ไข่หรือได้ไข่ที่ไม่สมบูรณ์: กรณีนี้ฉีดยาครบ อัลตราซาวด์ดูแล้วฟองไข่โตดี แต่กลับไม่สามารถเก็บไข่ได้ ซึ่งแบ่งได้อีก 3 กรณีย่อย คือ
  • ไม่มีเซลล์ไข่ (Empty Follicle): สิ่งที่เราเห็นจากอัลตราซาวด์ว่ามีขนาดโตขึ้น จริงๆ แล้วคือ “สารน้ำในฟองไข่” ตัวเซลล์ไข่ไม่สามารถมองเห็นได้จากอัลตราซาวด์ บางคลินิกจึงตรวจฮอร์โมนเอสตราไดออล (Estradiol) ร่วมด้วยเพื่อยืนยันว่าฟองไข่มีความสมบูรณ์จริง หากไม่ได้ตรวจเช็กค่าฮอร์โมน เมื่อเก็บไข่อาจจะพบว่ามีแต่น้ำ ไม่มีเซลล์ไข่อยู่ภายใน
  • ไข่ไม่หลุดจากเปลือก: เมื่อฟองไข่โตดีแล้ว จะต้องฉีดยาตัวสุดท้ายเพื่อให้ไข่สุกและพร้อมเก็บ (Trigger Shot) หากได้รับยาตัวนี้ได้ไม่เต็มที่ เช่น ฉีดไม่เข้า ฉีดผิดวิธี หรือฉีดผิดเวลา จะทำให้เซลล์ไข่ไม่สามารถหลุดลอกออกมาจากเปลือกได้ เมื่อคุณหมอเจาะเก็บไข่ ก็จะไม่สามารถดูดไข่ออกมาได้
  • ไข่ตกไปก่อนเวลา: ฟองไข่สุก หลุดจากเปลือกแล้ว แต่เกิดการตกไข่ไปก่อนที่คุณหมอจะเข้าไปเก็บไข่ ทำให้เมื่ออัลตราซาวด์ดูในห้องผ่าตัดแล้วไม่พบฟองไข่

⏱️ หากกระตุ้นแล้วไม่สำเร็จ ควรพัก หรือ กระตุ้นต่อเลย?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 14:40)

การที่มีไข่ตั้งต้นน้อยนั้น ในแต่ละรอบเดือนอาจจะมีจำนวนไข่ไม่เท่ากัน (เช่น รอบที่แล้ว 2 ใบ รอบนี้ 4 ใบ รอบหน้าอาจจะไม่มีเลย) โดยค่าจะแกว่งไปมาระหว่าง 0-5 ใบ จุดประสงค์ของการรักษานั้นไม่ได้ต้องการฟื้นฟูรังไข่ที่เสื่อมสภาพให้กลับมาเป็นปกติ แต่ต้องการกระตุ้นฟองไข่ตามศักยภาพของรังไข่ที่ยังเหลืออยู่ ณ ตอนนั้น ซึ่งดูได้จากค่าฮอร์โมน AMH จากงานวิจัย หากค่า AMH 1 ng/mL จะได้ฟองไข่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 ใบ

  • ทฤษฎี vs ภาคปฏิบัติ: หากรอบก่อนกระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่ ควรกระตุ้นต่อเลยไหม? ตามทฤษฎีแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหยุดพัก สามารถกระตุ้นรอบใหม่ต่อเนื่องได้เลย เหตุผลคือ ไข่ที่จะโตในรอบเดือนนี้ เป็นไข่ที่ถูกคัดเลือกมาตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว การฉีดยากระตุ้นในรอบก่อนได้ช่วยกระตุ้นไข่ใบเล็กๆ ให้เริ่มโตขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว การกระตุ้นต่อเนื่องในรอบติดๆ กันจึงอาจช่วยให้ฟองไข่เหล่านั้นถูกกระตุ้นให้โตต่อจนสำเร็จและได้จำนวนไข่เพิ่มขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนไข้ ทั้งในด้านสภาพจิตใจ ตารางการทำงาน และค่าใช้จ่าย

⏱️ วิธีดูแลตัวเองของ “คนไข้” เพื่อเตรียมพร้อมก่อนกระตุ้นรอบหน้า

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 18:26)

หากคนไข้ตัดสินใจจะพักเพื่อเตรียมร่างกายให้ดีที่สุด แนะนำให้ปฏิบัติตัวอย่างน้อย 1-3 เดือนล่วงหน้า สิ่งที่คนไข้สามารถทำได้มีดังนี้:

  • 1. การรับประทานอาหาร: เน้นอาหารที่มีประโยชน์ต่อฟองไข่ ได้แก่
  • โปรตีน: ทั้งจากเนื้อสัตว์ และโปรตีนจากพืชเป็นหลัก เช่น ธัญพืช ถั่ว เต้าหู้
  • คาร์โบไฮเดรต: ทานแป้งได้ แต่เน้นเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) เช่น ข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต วุ้นเส้น หรือขนมปังโฮลวีต หลีกเลี่ยงข้าวขาวและขนมปังขาว
  • 2. ผลไม้และน้ำตาล: เน้นผักและผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ (Low GI) เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว อะโวคาโด แก้วมังกร เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำ งดการทานน้ำตาลและอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อนเข้ารับการกระตุ้นไข่
  • 3. การออกกำลังกายและการดื่มน้ำ: ออกกำลังกายควบคู่กับการดื่มน้ำประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน (หรือ 1.5 – 2 ลิตร) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด นำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ รวมถึงรังไข่ ทำให้รังไข่เสื่อมสภาพช้าลง
  • 4. การพักผ่อนและลดความเครียด: ควรพักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และหาวิธีผ่อนคลายความเครียดในแบบของตนเอง
  • 5. หลีกเลี่ยงสารพิษ: งดเว้นแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือการทำงานที่ต้องสัมผัสโลหะหนักและสารเคมี เพราะสารพิษเหล่านี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อบริเวณรังไข่โดยตรง ทำให้รังไข่เสื่อมสภาพและได้ฟองไข่น้อยลง

⏱️ วิตามินเสริมสำหรับบำรุงไข่ (Antioxidants)

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 22:27)

การที่รังไข่ทำงานลดลง กลไกหนึ่งเกิดจากสภาวะความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ที่สูงขึ้น และไมโทคอนเดรีย (โรงงานผลิตพลังงานในเซลล์) ทำงานผิดปกติ วิตามินกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) จึงมีบทบาทช่วยชะลอความเสื่อม โดยเน้นให้รับประทานจากอาหารเป็นหลัก แต่หากไม่เพียงพอ สามารถเสริมได้ดังนี้:

  • วิตามินซี (Vitamin C): แนะนำ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วิตามินอี (Vitamin E): แนะนำ 400 IU ต่อวัน
  • โคเอนไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10): แนะนำที่ปริมาณ 200 – 600 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า CoQ10 ปริมาณ 600 มิลลิกรัมต่อวัน ในคนไข้ที่มีไข่น้อย ช่วยให้ได้จำนวนฟองไข่มากขึ้นและคุณภาพไข่ดีขึ้น
  • แอสตาแซนธิน (Astaxanthin): แนะนำที่ปริมาณ 6 – 12 มิลลิกรัมต่อวัน

นอกจากนี้แนะนำให้ทาน โฟลิก (Folic Acid) ซึ่งเป็นวิตามินพื้นฐานสำหรับการเตรียมตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทและไขสันหลังของทารกในครรภ์

⏱️ แนวทางการช่วยเหลือจากฝั่ง “คุณหมอ” ก่อนเริ่มรอบกระตุ้นไข่ 

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 24:53)

นอกจากการดูแลตัวเองของคนไข้แล้ว ในส่วนของการแพทย์ คุณหมอสามารถช่วยเตรียมความพร้อมให้รังไข่ได้ดังนี้:

  • 1. การปรับฮอร์โมนเตรียมความพร้อมรังไข่:
  • ฮอร์โมนเพศชาย (Androgen): การใช้ฮอร์โมนกลุ่มนี้ (เช่น แอนโดรเจล หรือ DHEA) จะช่วยให้ฟองไข่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนกระตุ้นไข่ได้ดียิ่งขึ้นในรอบถัดไป ทำให้มีโอกาสได้จำนวนไข่เพิ่มขึ้นและคุณภาพดีขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) / ยาคุมกำเนิด: พิจารณาใช้ในกลุ่มคนไข้ที่มีประวัติฟองไข่โตรอบก่อนหน้านี้ไม่สม่ำเสมอกัน มีขนาดแตกต่างกันมาก ยาคุมจะช่วยคุมให้ฟองไข่ในรอบหน้านี้โตไปพร้อมๆ กัน ทำให้เวลาเจาะเก็บ จะได้ไข่ที่สุกและสมบูรณ์พร้อมกัน
  • 2. การทำ PRP (Platelet-Rich Plasma):
  • เป็นการนำเลือดของคนไข้เอง มาแยกสกัดเอาเกล็ดเลือด ซึ่งเต็มไปด้วย Growth Factor แล้วนำไปฉีดกลับเข้าไปที่อวัยวะเป้าหมาย เช่น รังไข่ เพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ และช่วยสร้างหลอดเลือดใหม่ โดยคาดหวังเพื่อให้รังไข่กลับมาทำงานได้ดีขึ้น
  • การทำ PRP ในผู้มีบุตรยาก ยังนิยมใช้ฉีดเข้าโพรงมดลูกเพื่อให้ผนังมดลูกหนาตัวขึ้นด้วย
  • ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่ามีความเหมาะสมในการทำ PRP หรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละบุคคล หากตัดสินใจทำ PRP ไม่แนะนำให้เว้นช่วงนาน ควรเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ทำเด็กหลอดแก้วต่อในรอบถัดไปทันที เพราะรังไข่ก็ยังคงมีความเสื่อมไปตามกาลเวลา

⏱️ แนวทางการช่วยเหลือจากฝั่ง “คุณหมอ” ในระหว่างรอบกระตุ้นไข่

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 29:27)

หากเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว และเข้าสู่รอบการกระตุ้นไข่ คุณหมอสามารถปรับเปลี่ยนแผนการรักษาเพื่อแก้ปัญหาจากประวัติเดิมได้ดังนี้:

  • 1. หากรอบที่แล้วต้องยกเลิกไซเคิล (Cancelled Cycle) หรือไข่ไม่โตเลย:
  • ปรับเปลี่ยนยา: ปกติยากระตุ้นหลักคือฮอร์โมน FSH ถ้ารอบที่แล้วใช้ FSH อย่างเดียว รอบนี้คุณหมออาจจะเพิ่มฮอร์โมน LH เสริมเข้าไป
  • เปลี่ยนโปรโตคอลการกระตุ้น (Mild Stimulation / Natural Cycle): เพื่อลดความเจ็บปวดจากการฉีดยาแล้วไม่ได้ผลและลดค่าใช้จ่าย คุณหมออาจใช้วิธี Mild Stimulation คือเริ่มให้กระตุ้นด้วย “ยารับประทานก่อน” แล้วอัลตราซาวด์ดูการตอบสนอง หากฟองไข่มีแนวโน้มโตขึ้น ค่อยตามด้วยการฉีดยา หรือในบางรายอาจพิจารณาใช้เป็น “รอบธรรมชาติ (Natural Cycle)” เพื่อเก็บไข่ 1 ใบที่โตตามธรรมชาติในรอบนั้น
  • 2. หากรอบที่แล้วไข่โตดี แต่เจาะแล้วไม่ได้ไข่:
  • กรณีดูเหมือนไข่โตแต่ไม่มีเซลล์ไข่: คุณหมอจะเปลี่ยนชนิดยาที่ใช้กระตุ้น และเพิ่มฮอร์โมน LH เข้าไป หรือปรับปริมาณยาที่ใช้
  • กรณีมีไข่แต่ไม่ยอมหลุดจากเปลือก: คุณหมอจะพิจารณาปรับโดสยา Trigger (ยาฉีดให้ไข่ตก) และอาจจะพิจารณาใช้ยากระตุ้นไข่แบบ 2 ตัวร่วมกัน
  • กรณีไข่ตกไปก่อนเวลา: คุณหมอจะพิจารณาปรับเวลา (Timing) ในการเก็บไข่ให้เร็วขึ้น (จากเดิม 36 ชั่วโมง) รวมถึงพิจารณาเปลี่ยนชนิดของยากันไข่ตก เช่น จากประวัติเดิมใช้ยากันไข่ตกแบบกินแล้วเอาไม่อยู่ รอบนี้อาจจะเปลี่ยนมาใช้ยากันไข่ตกแบบฉีดแทน

⏱️ บทสรุป และ กรณีศึกษา (Case Study)

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 33:34)

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าจำนวนฟองไข่จะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ฟองไข่ที่มีคุณภาพ” ถึงแม้จะได้จำนวนไข่น้อย แต่หากได้ฟองไข่ที่มีคุณภาพ แม้จะแค่ใบเดียว ก็มีโอกาสที่จะสามารถตั้งครรภ์ได้สำเร็จได้

กรณีศึกษา: 

คนไข้อายุประมาณ 38 ปี เคยมีประวัติผ่าตัดเนื้องอกช็อกโกแลตซีสต์ที่รังไข่ ทำให้ค่าการทำงานรังไข่ (AMH) ต่ำกว่า 0.5 คนไข้พยายามกระตุ้นมาแล้วหลายคลินิก เคยทำมาหมดแล้วทุกอย่างรวมถึงการทำ PRP พอย้ายมาทำที่ Superior A.R.T. กระตุ้นและเก็บไข่ได้ 1-2 ใบ แต่เมื่อนำไปตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก็พบว่าไม่ผ่าน คนไข้จึงตัดสินใจใช้ “ไข่บริจาค” ซึ่งหมออยากชี้ให้เห็นว่า หากในท้ายที่สุดแล้ว รังไข่ของเราหยุดทำงานแล้วจริงๆ หรือผลิตฟองไข่ที่ไม่มีคุณภาพออกมาเลย การใช้ไข่บริจาคก็อาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยได้ แต่หมอก็อยากให้เป็นทางเลือกสุดท้ายของการรักษา

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพ็กเกจ “Egg Ready Checkup” เพื่อประเมินการทำงานของรังไข่และสุขภาพมดลูก คลิกที่นี่

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

13 มิ.ย. วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะผิวเผือก ภาวะผิวเผือก คัดกรองได้ด้วย Karyomapping

มาทำความรู้จักกับ ภาวะผิวเผือก ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แล้วเราจะป้องกันการส่งต่อภาวะนี้ไปยังลูกน้อยได้อย่างไร

นวัตกรรม “น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน” ที่จำลองอ้อมกอดแม่ตั้งแต่ในห้องแล็บ

การตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของตัวอ่อน เพียงอย่างเดียว แต่สภาพแวดล้อมที่ตัวอ่อนอาศัยอยู่ก็สำคัญไม่แพ้กัน มาทำความรู้จักกับ GM-CSF นวัตกรรมน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน ที่เป็นความหวังใหม่ให้กับคนมีลูกยากและเคยแท้งบุตรมาก่อน

นักวิทย์อยากเล่า: Superior A.R.T. IVF Lab, Behind Your Success

นักวิทย์อยากเล่า ในครั้งนี้จะมาเล่าเกี่ยวกับ IVF Lab ของ Superior A.R.T. ที่มีการออกแบบและควบคุมภายใต้มาตรฐานระดับสากล ปลอดภัยในทุกขั้นตอน ดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการมีบุตร