การเป็นเบาหวานจะส่งผลทำให้มีลูกยากหรือเปล่า?

การเป็นเบาหวานจะส่งผลทำให้มีลูกยากหรือเปล่า

หลายคนคงมีความสงสัย ว่าการเป็นเบาหวานจะส่งผลทำให้มีลูกยากหรือเปล่า?

สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หากไม่ได้ดูแลควบคุมภาวะเบาหวาน อาจส่งผลทำให้มีลูกยากทั้งในฝ่ายชายและฝ่ายหญิง โดยผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานจะตั้งครรภ์ได้ยากเนื่องจากภาวะฮอร์โมนผิดปกติ ประจำเดือนไม่มาหรือมาไม่สม่ำเสมอ ไข่ไม่มีคุณภาพ แม้ว่าผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานบางคนจะไม่ได้มีปัญหาในการตั้งครรภ์ แต่การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงในระหว่างตั้งครรภ์จะมีผลเสียต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ และมีความเสี่ยงสูงในการแท้งบุตร รวมถึงทารกบางรายอาจต้องได้รับการดูแลต่อในหน่วยอภิบาลผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิดอีกด้วย

สำหรับผลกระทบของโรคเบาหวานต่อภาวะการเจริญพันธุ์ในเพศชายนั้น อาจทำให้เกิดปัญหาการไม่แข็งตัวของอวัยวะเพศ การหลั่งย้อนทางไปยังกระเพาะปัสสาวะทำให้ไม่มีน้ำอสุจิหลั่งในช่องคลอด ฮอร์โมนเพศชายลดลง และความต้องการทางเพศลดลง นอกจากนี้ยังอาจทำให้ปริมาณและคุณภาพของตัวอสุจิลดลง ซึ่งจะเห็นได้จากอสุจิที่ผิดรูปร่าง หรือมีความผิดปกติ

หากมีภาวะเบาหวานแต่อยากมีลูกต้องทำอย่างไร?

1. พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย : การวางแผนตรวจร่างกายก่อนมีลูกเป็นเรื่องที่สำคัญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยออกแบบการรักษาและให้คำแนะนำที่เหมาะกับแต่ละคู่ เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปลอดภัยทั้งตัวคุณแม่เองและลูกน้อยในครรภ์

2. วางแผนการรับประทานอาหาร : ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้น ผัก ผลไม้ หรือธัญพืช ควบคุมน้ำตาลเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน และควรทานวิตามินที่จำเป็นสำหรับการตั้งครรภ์ให้เพียงพอ โดยเฉพาะกรดโฟลิก ซึ่งจำเป็นในการป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทของทารกในครรภ์ ซึ่งสามารถปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง

3. ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4-5 วัน จะช่วยให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ ร่างกายแข็งแรง ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้

กล่าวโดยสรุปคือคนที่เป็นเบาหวานสามารถมีลูกได้แต่ต้องมีการวางแผนและการติดตามอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนท่านไหนที่เป็นโรคเบาหวานและพยายามมีลูกมาแล้วมากกว่า 1 ปี ควรเข้ารับการหาแนวทางการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีบุตรยากต่อไป เพื่อให้การตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพปลอดภัยทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์

การให้นมลูกของคุณแม่ท้อง IVF ต่างจากคุณแม่ท้องธรรมชาติรึเปล่านะ?

การให้นมลูก ของคุณแม่ IVF

การให้นมลูกของคุณแม่ท้องจากเด็กหลอดแก้ว IVF ต่างจากคุณแม่ท้องธรรมชาติรึเปล่านะ?

คุณแม่หลายคนที่ตั้งท้องด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI อาจมีความกังวลใจว่าจะมีผลกระทบต่อ การให้นมลูก เมื่อเทียบกับการตั้งท้องด้วยวิธีธรรมชาติ คำตอบคือ ไม่ว่าคุณแม่จะตั้งท้องด้วยวิธีการใดก็ตาม จะไม่มีผลกระทบต่อการให้นมลูก เพราะหลังจากที่ตั้งครรภ์แล้ว ฮอร์โมนในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สามารถผลิตน้ำนมได้เหมือนๆ กัน อย่างไรก็ตามคุณแม่ที่ตั้งท้องด้วยวิธี IVF หรือ ICSI อาจมีปัจจัยบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อการให้นมลูก ได้แก่

  1. ความเครียด : คุณแม่หลายคนอาจมีความเครียดในช่วงกระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการผลิตน้ำนมได้ ดังนั้นคุณแม่ไม่ควรเครียด หากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายก็จะช่วยให้ผลิตน้ำนมอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. อายุของคุณแม่ : คุณแม่หลายคนตั้งครรภ์ด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI ในช่วงที่มีอายุมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการผลิตน้ำนมและการให้นม คุณแม่อาจปรึกษาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมบุตรเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  3. สุขภาพของทารก : ในบางครั้งเด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วอาจคลอดก่อนกำหนดหรืออาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษในแผนกเด็กอ่อน ซึ่งอาจทำให้คุณแม่ไม่สามารถให้นมได้ด้วยตัวเอง คุณแม่จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการปั๊มนมแทน

การผลิตน้ำนมและการให้นมบุตรของแต่ละคนมีปัจจัยที่แตกต่างกันไม่ว่าจะตั้งครรภ์ด้วยวิธีใดก็ตาม คุณแม่สามารถขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้นมเจ้าตัวน้อยได้อย่างมีความสุข

อัปเดตรูป คุณแม่แอร์-พ่อไอซ์และน้องฑิลาร์ อยากมีโมเมนต์แบบนี้ เลือก แพ็กเกจเด็กหลอดแก้ว ที่ Superior A.R.T.

อัปเดตความน่ารักของหนูน้อยฑิลาร์กันค่ะ ต้าวก้อนฑิลาร์ตัวน้อยโตไวจริงๆ เผลอแป๊บเดียวก็จะครบ 4 เดือนแล้ว ฉายแววความน่ารักสุดๆ ให้พ่อๆ แม่ๆ แถวนี้หลงรักไปตามๆ กัน🐰✨

ใครๆ ก็มีโมเมนต์แบบแม่แอร์ – พ่อไอซ์ ได้ แค่เลือกแพ็กเกจเด็กหลอดแก้ว ICSI ที่ Superior A.R.T. ความสำเร็จสูงถึง 72%*

คุณน้ำตาล พิจักขณา แม่กลิ่น จากเรื่องพรหมลิขิต มองการณ์ไกล เลือกฝากไข่ที่ Superior A.R.T.

แม้ว่าแม่กลิ่นจะเป็นแม่หญิงยุคอโยธยา แต่ก็มองการณ์ไกลเลือกฝากไข่ ที่ Superior A.R.T. ไว้เรียบร้อยแล้วนะเจ้าคะออเจ้า 

Superior A.R.T. ขอขอบคุณแม่กลิ่น เอ้ย คุณน้ำตาล พิจักขณาที่ไว้วางใจให้เราดูแลนะคะ 💙

ออเจ้าคนไหนอยากเก็บไข่คุณภาพดีเอาไว้ใช้ในอนาคตแบบคุณน้ำตาลสามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่ Superior A.R.T.  ได้ทุกวัน เราใช้เทคนิคการแช่แข็งแบบผลึกแก้ว (Vitrification) เทคโนโลยีล่าสุด ที่ลดอุณหภูมิลง -196°C อย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้เซลล์ไข่เสียหาย มั่นใจเมื่อต้องการนำไข่กลับมาใช้ 🥚❄️

เช็กด่วน! 4 สัญญาณเตือนจาก “ประจำเดือน” ที่บ่งบอกว่าคุณอาจเข้าข่าย “มีลูกยาก”

ประจำเดือน

ประจำเดือน ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพทั่วไปสำหรับผู้หญิงที่กำลังวางแผนสร้างครอบครัว แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญของระบบสืบพันธุ์ คุณรู้หรือไม่คะว่า ลักษณะของประจำเดือนที่ผิดปกติสามารถส่ง “สัญญาณเตือน” ว่าคุณอาจกำลังเผชิญกับ ภาวะมีบุตรยาก (Infertility) ได้? วันนี้ Superior A.R.T. จะพามาเช็ค 4 สัญญาณอันตรายจากประจำเดือน ที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือและวางแผนครอบครัวได้อย่างทันท่วงที

4 ความผิดปกติของประจำเดือน สัญญาณเตือนภาวะมีลูกยาก

1. ประจำเดือน มาไม่ปกติ

คุณไม่ต้องกังวลหากรอบเดือนคลาดเคลื่อนเพียง 1-2 วัน แต่หากคุณมีอาการ ประจำเดือนขาดๆ หายๆ หรือมาไม่ปกติ รอบเดือนสั้นกว่า 24 วัน หรือยาวนานเกิน 35 วันเป็นประจำ นี่คือสัญญาณบ่งชี้ภาวะ “ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ” หรือรังไข่ทำงานผิดปกติ ซึ่งการที่ไข่ไม่ตกนี้ ถือเป็นสาเหตุหลักที่พบได้ถึง 30-40% ของปัญหาผู้หญิงที่มีบุตรยากเลยทีเดียว

2. ประจำเดือน มามากกว่าปกติ

สังเกตง่ายๆ หากคุณต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 1 ชั่วโมง หรือมี ประจำเดือนมานานติดต่อกันเกิน 7 วัน อาการนี้มักเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนที่ส่งผลต่อการตกไข่ นอกจากนี้ยังอาจเป็นสัญญาณแฝงของโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ เช่น:

  • ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
  • เนื้องอกในมดลูก (Uterine Fibroids)
  • ความเสี่ยงโรคที่รุนแรงขึ้น เช่น มะเร็งรังไข่ หรือ มะเร็งปากมดลูก

3. ปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง

อาการปวดท้องเมนส์จนแทบทรุด ลุกไม่ไหว หรือปวดร้าวลงขา “ไม่ใช่เรื่องปกติ” ปัจจุบันผู้หญิงกว่า 176 ล้านคนทั่วโลก เผชิญกับ ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ที่รังไข่ หรือในอุ้งเชิงกราน) ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงแล้ว โรคนี้ยังทำให้ตั้งครรภ์ได้ยากขึ้นมาก เนื่องจากรอยโรคจะขัดขวางการเดินทางของไข่และอสุจิในท่อนำไข่นั่นเอง

4. ประจำเดือนไม่มา

หากคุณไม่ได้ตั้งครรภ์แต่ ประจำเดือนขาดหายไปเลย นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดว่า “ไม่มีการตกไข่เกิดขึ้น” เพราะโดยปกติแล้ว ผู้หญิงเราจะมีประจำเดือนหลังจากการตกไข่ในแต่ละเดือน หากไข่ไม่ตก โอกาสที่จะตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติน้อยมาก ซึ่งเป็นภาวะมีบุตรยากที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด

สังเกตพบสัญญาณความผิดปกติ ควรทำอย่างไร?

หากคุณเช็คแล้วพบว่าตนเองมี 1 ใน 4 สัญญาณข้างต้น อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปค่ะ เพราะภาวะมีบุตรยากในปัจจุบันสามารถรักษาให้หายและมีลูกได้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย

ขอแนะนำให้คุณเข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง หรือเข้ารับการตรวจสุขภาพสำหรับผู้หญิงกับโปรแกรม Lady Plus Checkup จาก Superior A.R.T. เพื่อหาทางออกที่ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนรักษาด้วยวิธี IUI, IVF (ทำเด็กหลอดแก้ว) หรือ ICSI (อิ๊กซี่)

▶ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านภาวะมีบุตรยากกับ Superior A.R.T. วันนี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: +662-035-1400

คลิกเพื่อนัดปรึกษาแพทย์

Superior A.R.T. มีความยินดีที่จะแนะนำคุณหมอคนใหม่ 🎉

นายแพทย์ สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา” สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก

คุณหมอสิริเชษฐ์มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก และมีความเชี่ยวชาญในการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้องและโพรงมดลูก ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยากในบางกรณีอีกด้วย

คู่สมรสแต่ละคู่ล้วนมีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป คุณหมอจึงตั้งใจและใส่ใจดูแลในทุกรายละเอียด และให้การรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละรายแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อความสำเร็จในเป้าหมายของการเติมเต็มคำว่าครอบครัวให้แก่คู่สมรสได้อย่างสมบูรณ์

Superiorgenix Carrier Screening Test การตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมในคู่สมรสก่อนการตั้งครรภ์ คืออะไร จำเป็นไหม

🔬เราอาจส่งต่อโรคทางพันธุกรรมไปยังลูกน้อยโดยไม่รู้ตัว การตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมในคู่สมรส คืออะไร? จำเป็นไหม? ช่วยลดโอกาสในการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมได้หรือไม่? 🧬

การตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมในระดับยีน (Superiorgenix Carrier Screening Test) คือนวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์เพื่อหาพาหะของโรคทางพันธุกรรมในคู่สมรส ที่อาจมีความผิดปกติของยีนแฝงอยู่ ซึ่งสามารถส่งต่อความบกพร่องทางพันธุกรรมนั้นสู่ทารก ทำให้เกิดความพิการของเด็กได้ แม้ว่าภายนอกคู่สมรสอาจดูมีสุขภาพแข็งแรง แต่โดยทั่วไปพบว่าอาจเป็นพาหะของโรคพันธุกรรมประมาณ 1–3% 

ดังนั้นการตรวจคัดกรองยีนพาหะโรคทางพันธุกรรมนี้ จะช่วยให้คู่สมรสที่ต้องการมีบุตร สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคที่อาจถ่ายทอดไปยังบุตรได้ ซึ่งการตรวจคัดกรองนี้สามารถทำได้โดยเก็บตัวอย่างการตรวจจากน้ำลาย โดยใช้ระยะเวลาตรวจประมาณ 14-21 วัน 

ทำไมจึงควรตรวจคัดกรองยีนพาหะโรคทางพันธุกรรม มีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

การตรวจนี้ จะช่วยวิเคราะห์ยีนที่มีความผิดปกติได้กว่า 300 ยีน  ซึ่งทำให้สามารถวิเคราะห์หาพาหะของโรคพันธุกรรมที่มีโอกาสก่อให้เกิดความพิการและทุพพลภาพในอวัยวะต่างๆ ของทารกได้ เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคธาลัสซีเมีย โรคตาบอดสี กลุ่มอาการโครโมโซมเอ็กซ์เปราะบาง เป็นต้น ดังนั้นการตรวจก่อนการตั้งครรภ์ จะช่วยลดความเสี่ยง และช่วยวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม

ใครเหมาะสำหรับการตรวจ?

✅ คู่สมรสที่กำลังวางแผนการมีบุตร

✅ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรม

✅ ผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงของการมีลูกที่มีความผิดปกติจากพันธุกรรม

คู่สมรสที่กำลังวางแผนจะมีบุตรจากกระบวนการเด็กหลอดแก้ว และต้องการทราบว่าตัวเองและคู่ครองมีพาหะของยีนแฝงอยู่หรือไม่ สามารถเข้ามาปรึกษาและตรวจคัดกรองกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทุกวันที่ Superior A.R.T. ค่ะ

Karyomapping เทคนิคล่าสุดในการตรวจคัดกรองพันธุกรรม ช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกเกิดมามีความผิดปกติหรือพิการได้

Karyomapping เป็นเทคโนโลยีล่าสุดในการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมในระดับยีนในตัวอ่อน

รู้หรือไม่ว่า โรคทางพันธุกรรม 🧬  ที่เกิดจากยีนที่ผิดปกติ อาจทำให้ลูกที่เกิดมามีความผิดปกติหรือพิการได้

คู่สมรสที่มีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว หรือมีความกังวลใจ ไม่อยากให้ลูกเกิดมามีความผิดปกติ สามารถตรวจคัดกรองยีนส์ที่ผิดปกติ ในตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยี Karyomapping เพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัยจากโรคทางพันธุกรรม เลี่ยงการถ่ายทอดความผิดปกติจากรุ่นสู่รุ่น

Karyomapping เป็นเทคโนโลยีล่าสุดในการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมในระดับยีนในตัวอ่อน (Preimplantation Genetic Testing, PGT) เพื่อคัดกรองตัวอ่อนที่ปราศจากโรค ก่อนย้ายกลับสู่โพรงมดลูก

Karyomapping เป็นเทคนิคที่มีความละเอียดในการตรวจยีนส์สูง มีความแม่นยำถึง 95-99%  ใช้เวลาในการออกผลเร็วขึ้น ประมาณ 1-4 สัปดาห์ (เมื่อเทียบกับเทคนิค PCR ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 4-12 สัปดาห์)  สามารถตรวจครอบคลุมได้หลายโรค เช่น โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย โรคหูหนวกทางพันธุกรรม โรคตาบอดสี โรคฮีโมฟีเลีย (เลือดออกง่าย หยุดยาก) โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

คู่สมรสที่มีประวัติโรคพันธุกรรมในครอบครัว ที่อยากมีลูกแข็งแรง ปลอดโรค สามารถเข้ารับตรวจคัดกรอง Karyomapping ได้ที่ Superior A.R.T. Thailand


สาว Gen Z แชร์ เรื่องราวการฝากไข่ Egg Freezing ตั้งแต่อายุ 25 ผ่าน#eggfreezingjourney

อะไรนะ! สาวๆ ต่างประเทศเริ่มฝากไข่ตั้งแต่อายุ 25 Global Trend สาวๆ Gen Z เริ่มฝากไข่กันแล้ว มีคนดูคลิปใน Tiktok ถึง 30 ล้านวิว

สาว Gen Z แชร๋เรื่องราวฝากไข่ตั้งแต่อายุ 25 ผ่าน #eggfreezingjourney

ผู้หญิงในช่วงวัยอายุ 20-30 จำนวนมาก เริ่มหันมาฝากแช่แข็งไข่มากขึ้น เนื่องจากมีความกังวลเรื่องภาวะมีบุตรยากในอนาคต พร้อมกับโพสต์รีวิวประสบการณ์การเก็บไข่ลงโซเชียลมีเดียผ่านช่องทาง TikTok โดยใช้แฮชแท็ก #eggfreezingjourney ซึ่งมียอดวิวมากกว่า 30 ล้านครั้ง 

องค์กร Human Fertilisation and Embryology Authority (HFEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่กำกับดูแลเกี่ยวกับตัวอ่อนและการเจริญพันธุ์ของอังกฤษ ออกมาเปิดเผยสถิติพบว่า ในปี 2564 มีการฝากไข่ เก็บไข่มากกว่า 4,200 ฟอง โดยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 2562 ที่มีการเก็บไข่เพียง 2,500 ฟอง และข้อมูลล่าสุดยังระบุว่ามีผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 34 ปี จำนวน 1,363 คน เคยผ่านการแช่แข็งไข่อย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าปี 2019 ถึง 63%

เชื่อกันว่าผู้หญิงที่ใช้บริการแช่แข็งไข่ Social Egg Freezing มีจำนวนพุ่งสูงขึ้น เนื่องมาจากเหตุการณ์โควิด-19 เพราะการแพร่ระบาดทำให้การออกเดทของผู้หญิงโสดต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้หลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่าจะได้เจอคู่ครองที่เหมาะสมเพื่อสร้างครอบครัวเมื่อใด และเกิดความกังวลใจถึงการมีลูกในอนาคต 

นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวหลายๆ คนออกมาแชร์เหตุผลการเก็บไข่ ฝากไข่ แช่แข็งไข่ หรือ Egg Freezing อาทิเช่น ‘แช่แข็งไข่เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองได้ทำตามเป้าหมายในชีวิตการทำงาน’ , ‘ไม่อยากรีบร้อนที่จะแต่งงานเพื่อมีลูก ประกอบกับทางครอบครัวเคยมีประวัติมีลูกยาก ประจำเดือนหมดเร็ว’ , ‘ตัดสินใจฝากไข่เพราะสุขภาพไม่แข็งแรง มียีนมะเร็งเต้านมทำให้ไม่อยากมีลูกด้วยวิธีธรรมชาติ เพราะไม่อยากส่งต่อยีนนี้กับลูก’ เป็นต้น

ไม่ว่าการตัดสินใจแช่แข็งไข่ในหมู่สาวๆ ที่อายุยังน้อยจะเป็นเพราะเหตุผลอะไร แต่การแช่แข็งไข่ก็ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยให้สามารถวางแผนการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวให้มีคุณภาพและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ​: https://www.dailymail.co.uk/health/article-12345389/Why-Gen-Z-rushing-freeze-eggs-TikTok-craze-driven-fertility-fears-women-20s.html

6 Check List ที่ต้องตรวจร่างกาย ก่อนจะเตรียมตัวเป็นคุณพ่อ คุณแม่

เพราะสุขภาพที่ดีของพ่อแม่ ส่งต่อความแข็งแรงของลูก ดังนั้นการตรวจสุขภาพก่อนมีบุตรจึงเป็นเรื่องสำคัญ เราลองมาดูกันค่ะว่า ควรจะตรวจสุขภาพในด้านใดบ้าง เพื่อช่วยให้ลูกน้อยของเราที่จะเกิดมามีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์

1. การตรวจสุขภาพทั่วไป

การตรวจสุขภาพทั่วไปเพื่อดูความสมบูรณ์ของร่างกายคุณพ่อและคุณแม่ว่ามีความผิดปกติใดๆ หรือไม่ เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด โรคเลือดจางทางพันธุกรรม (ธาลัสซีเมีย) เป็นต้น  เพื่อวางแผนและป้องกัน รวมถึงแก้ไข ก่อนการมีบุตร

2. ตรวจประวัติการฉีดวัคซีนที่จำเป็น

การติดเชื้อบางอย่าง เช่น หัดเยอรมัน ในระหว่างการตั้งครรภ์ อาจทำให้ลูกในท้องเกิดความพิการรุนแรงได้ ดังนั้น การฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนหัดเยอรมัน จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้

3. ตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน

หญิงตั้งครรภ์ อาจพบเหงือกอักเสบและฟันผุได้ง่ายกว่าคนปกติ จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เหงือกอักเสบ และฟันผุ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ ดังนั้นการตรวจฟันก่อนวางแผนการตั้งครรภ์ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ควรรักษาฟันก่อนการตั้งครรภ์เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

4. ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรค อาจไม่แสดงอาการเด่นชัดในระยะแรก แต่ตรวจพบได้จากการตรวจเลือด เช่น ซิฟิลิส หนองใน HIV การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานหรือก่อนมีบุตรจะช่วยลดความเสี่ยงและอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อน รวมทั้งลดการส่งผ่านโรคจากแม่สู่ลูกน้อยได้ ซึ่งทารกในครรภ์ที่ได้รับโรคจากแม่นั้นอาจมีความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด เด็กมีความพิการ ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย ติดเชื้อ รวมไปถึงการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ได้

5. ตรวจสุขภาพจิต

สุขภาพจิตมีความสำคัญพอๆ กับร่างกาย หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เช่น ภาวะซึมเศร้าทั้งก่อน และระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งผลต่อการคลอดก่อนกำหนดของทารก  น้ำหนักแรกเกิดน้อย จากผลการวิจัยพบว่าผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าก่อนตั้งครรภ์มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าในระหว่างและหลังการตั้งครรภ์ ดังนั้นสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อลดความเสี่ยงของตนเองและลูกน้อย

6. ตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมและโครโมโซม

ถึงแม้ว่าคู่รักที่วางแผนจะมีบุตรไม่ได้มีโรคหรือมีความผิดปกติ แต่ก็อาจเป็นพาหะของโรคใดโรคหนึ่งได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองในระดับยีนก่อนการตั้งครรภ์ จะช่วยให้ทราบว่ามีโอกาสที่จะเป็นพาหะถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติไปยังลูกหรือไม่ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจว่าคู่รักมีปัญหาความผิดปกติทางพันธุกรรมแฝงอยู๋หรือไม่ เพื่อป้องกันการส่งความผิดปกตินั้น ๆ ไปยังลูก และในกรณีที่ มีประวัติการแท้งบุตรหลายครั้ง การตรวจโครโมโซมพ่อและแม่ อาจให้คำตอบได้ อาจมีคุณคนใดคนหนึ่งที่มีโครงสร้าง โครโมโซมผิดปกติ และทำให้ลูกผิดปกติ จึงเกิดภาวะแท้งได้

ทั้งนี้ หากตรวจพบความผิดปกติ ก็สามารถปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางการรักษา และวางแผนการตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพต่อไป