อุ่นใจได้ ด้วยการดูแลตลอด 24 ชั่วโมงจาก Superior A.R.T.

อุ่นใจได้ ด้วยการดูแลตลอด 24 ชั่วโมงจาก Superior A.R.T.

นอกจากเราจะมีแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ทางด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากที่พร้อมดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนแล้ว เรายังมีบริการให้คำปรึกษาสำหรับคนไข้ ในกรณีฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการสามารถสอบถามอาการต่างๆ ระหว่างการรักษา ตั้งแต่การใช้ยา การปฏิบัติตัว ไปจนถึงข้อสงสัยต่างๆ  เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้คุณทุกท่านได้หมดกังวล​

ทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่ของเราพร้อมที่จะดูแล และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เติมเต็มความฝันให้ทุกคู่ได้มีลูกน้อยที่น่ารักและแข็งแรงสมบูรณ์​


อยากมีลูกปีมังกร ต้องเริ่มท้องตอนไหนนะ?

อยากมีลูกปีมังกร ต้องเริ่มท้องตอนไหนนะ? 

ในปัจจุบันหลายๆ คนมีความเชื่อเรื่องโชคชะตา การเสริมดวงในด้านต่างๆ คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านอาจมีความเชื่อเรื่องการตั้งชื่อมงคลให้ลูก การหาฤกษ์วันคลอด เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับลูกและครอบครัว ซึ่งในปีหน้านี้จะเป็นปีมังกรหรือปีมะโรง ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังแพลนจะมีลูกน้อยไม่ควรพลาดปีมงคลนี้ที่ 12 ปีถึงจะวนมาครั้งหนึ่ง 

🐉 ตามความเชื่อของชาวจีน เชื่อกันว่าปีมังกรเป็นปีมงคลที่สุดของชาวจีน ด้วยพลังแห่งมังกรจะส่งผลให้ ทรงพลัง สง่าผ่าเผย มีความเป็นผู้นำสูง ใจกว้างต่อผู้คนรอบข้าง สามารถจัดการการเงินได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นคนที่มีความสุขได้ง่าย มีเสน่ห์ดึงดูด ผู้ใหญ่รักใคร่เมตตา เกื้อหนุนการงานให้มั่นคง ฐานะร่ำรวยได้ด้วยสติปัญญา

🤰วางแผนจะมีลูกตอนไหนให้ทันปีมังกร?

ว่าที่คุณแม่ที่มีข่าวดีตั้งท้องตั้งแต่เดือนนี้ก็จะมีโอกาสคลอดลูกในปีมังกร ว่าที่คุณแม่ท่านไหนแพลนมีลูกน้อยควรรีบดูแลตัวเอง ทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นทำการบ้านได้ตั้งแต่วันนี้

แต่หากคู่รักท่านไหนที่ลองวิธีธรรมชาติมาแล้วยังไม่สำเร็จ หรือใจร้อนอยากมีลูกน้อยให้ทันปีมังกรทอง ก็สามารถหันมาใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดตั้งครรภ์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวีธีการทานหรือฉีดยากระตุ้นไข่, วิธี IUI หรือใช้วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF | ICSI ได้เช่นกันค่ะ

ไขทุกข้อสงสัย : เด็กหลอดแก้วคืออะไร มีข้อดี ข้อเสีย ค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง

การทำ “เด็กหลอดแก้ว” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มอบความหวังให้คู่สมรสจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่า ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้วเป็นอย่างไร การทำเด็กหลอดแก้ว ข้อดี ข้อเสียมีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายสูงจริงหรือไม่ รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพและความฉลาดของเด็กหลอดแก้ว บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบไว้อย่างครบถ้วน เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจถึงกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วอย่างละเอียดและรอบด้าน


เด็กหลอดแก้วคืออะไร

เด็กหลอดแก้ว ภาษาอังกฤษ คือ “Test-tube baby” คือคำที่ใช้เรียกเทคนิคการช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ที่ช่วยให้คู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้น โดยเทคนิคนี้ไม่ได้หมายถึงการสร้างเด็กในหลอดแก้วอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นกระบวนการที่นำไข่และอสุจิมาผสมกันภายนอกร่างกาย โดยวิธีการทำเด็กหลอดแก้วที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือ IVF และ ICSI

เด็กหลอดแก้วเกิดจากอะไร

เด็กหลอดแก้วเกิดจากการนำไข่ของฝ่ายหญิง และอสุจิของฝ่ายชาย มาผสมกันภายนอกร่างกายในห้องปฏิบัติการ เมื่อไข่กับอสุจิผสมกันจนเกิดการปฏิสนธิและกลายเป็นตัวอ่อน แพทย์จะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นทารกในครรภ์ต่อไป


การทําเด็กหลอดแก้ว ทำยังไง

กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ แบ่งออกเป็นขั้นตอนหลัก ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: การปรึกษาแพทย์และเตรียมความพร้อม

ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยาก เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจเลือดเบื้องต้น ฝ่ายหญิงจะได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด เพื่อประเมินสภาพรังไข่และมดลูก ขณะที่ฝ่ายชายจะตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเชื้อ เพื่อประเมินจำนวน ความแข็งแรง และรูปร่างของอสุจิ จากนั้นแพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ขั้นตอนที่ 2: การกระตุ้นไข่

จุดประสงค์ในขั้นตอนนี้เพื่อกระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่คุณภาพดีจำนวนหลายใบในรอบเดือนนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้ตัวอ่อนที่แข็งแรง โดยฝ่ายหญิงจะต้องฉีดยาฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นไข่ ที่หน้าท้องทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณ 8-12 วัน ระหว่างนี้ต้องมาพบแพทย์เพื่อติดตามผลด้วยการทำอัลตราซาวด์และตรวจเลือดเป็นระยะ เพื่อดูการเจริญเติบโตของฟองไข่ และปรับขนาดยาให้เหมาะสม

เมื่อฟองไข่โตถึงขนาดที่เหมาะสม แพทย์จะให้ฉีดยาให้ไข่ตก (Trigger Shot) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บไข่ในอีก 34-36 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 3: การเก็บไข่

เป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที โดยฝ่ายหญิงจะได้รับยาสลบเพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บ จากนั้นแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กที่ติดกับหัวอัลตราซาวด์สอดผ่านทางช่องคลอด แล้วเจาะดูดของเหลวพร้อมกับไข่ออกมาจากฟองไข่ในรังไข่ทีละใบ หลังจากเก็บไข่ อาจมีอาการหน่วงที่ท้องน้อย หรือมีเลือดออกเล็กน้อย ซึ่งมักหายได้เองใน 1-2 วัน

ขั้นตอนที่ 4: การเก็บอสุจิและการปฏิสนธิ

ในวันเดียวกันกับการเก็บไข่ ฝ่ายชายจะเก็บน้ำเชื้อ จากนั้นนักวิทยาศาสตร์จะทำการ “ปั่นล้าง” เพื่อคัดเอาเฉพาะตัวอสุจิที่แข็งแรงและสมบูรณ์ที่สุดมาทำการปฏิสนธิ (Fertilization) ซึ่งมี 2 วิธีหลักคือ IVF กับ ICSI

วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว IVF กับ ICSI ต่างกันอย่างไร?

  • การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF: เป็นการนำไข่มาวางในจานเพาะเลี้ยงพร้อมกับอสุจิจำนวนหนึ่ง แล้วปล่อยให้อสุจิปฏิสนธิกับไข่เองตามธรรมชาติจนได้เป็นตัวอ่อนเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงต่อ โดยกระบวนการนี้จะจำลองการปฏิสนธิตามธรรมชาติแต่จะเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ
  • การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI หรือ “อิ๊กซี่: เป็นวิธีที่ก้าวหน้ากว่า โดยนักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิคุณภาพดีหนึ่งตัว แล้วฉีดเข้าไปโดยตรงใน ไซโตพลาสซึมของไข่แต่ละใบ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ชายที่มีปัญหาคุณภาพอสุจิที่น้อยกว่าค่ามาตรฐาน เช่น จำนวนอสุจิน้อย หรือมีอสุจิที่เคลื่อนไหวผิดปกติ

ขั้นตอนที่ 5: การเลี้ยงตัวอ่อน

หลังจากปฏิสนธิไม่ว่าจะด้วยวิธีใดข้างต้น ตัวอ่อนจะถูกเพาะเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดประมาณ 5-6 วัน จนกลายเป็นตัวอ่อนระยะ Blastocyst จึงคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุดเพื่อย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก หลังจากนั้นจะรอให้ตัวอ่อนฝังตัวตามธรรมชาติและพัฒนาเป็นทารกในครรภ์ต่อไป

ขั้นตอนที่ 6: การย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก

เป็นขั้นตอนที่ไม่เจ็บและไม่ต้องใช้ยาสลบ แพทย์จะเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงและมีคุณภาพดีที่สุดประมาณ 1-2 ตัว และใช้ท่อพลาสติกขนาดเล็ก (Catheter) สอดผ่านปากมดลูก เพื่อนำตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก หลังย้ายตัวอ่อน ให้นอนพักสักครู่ แล้วจึงกลับบ้านและใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก

ขั้นตอนที่ 7: หลังการย้ายตัวอ่อน

ฝ่ายหญิงจะได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (แบบสอด ฉีด หรือรับประทาน) เพื่อช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน เมื่อครบ 7-14 วันหลังย้ายตัวอ่อน แพทย์จะนัดตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมน HCG ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันการตั้งครรภ์

หลังจากการปฏิสนธิไม่ว่าจะด้วยวิธีใดข้างต้น ตัวอ่อนจะถูกเพาะเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดประมาณ 5-6 วัน จนกลายเป็นตัวอ่อนระยะ Blastocyst ก่อนที่จะคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุดเพื่อย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของผู้หญิง หลังจากนั้นจะรอให้ตัวอ่อนฝังตัวตามธรรมชาติและพัฒนาต่อไปเป็นทารกในครรภ์


เด็กหลอดแก้ว ราคา ค่าใช้จ่าย เท่าไร

ค่าใช้จ่ายในการทำเด็กหลอดแก้วจะแตกต่างกันไปตามแผนการรักษาและปัจจัยหลายประการ เช่น

  • ค่ายากระตุ้นไข่และค่าเวชภัณฑ์
  • ค่าเก็บไข่และการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ
  • ค่าแช่แข็ง เก็บรักษา และละลายตัวอ่อน
  • ค่าตรวจคัดกรองตัวอ่อน (เช่น PGT-A เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ)
  • ค่าเตรียมผนังมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัว
  • ค่าย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

โดยทั่วไป การทำเด็กหลอดแก้ว ค่าใช้จ่ายในประเทศไทยอยู่ที่ 200,000 – 500,000 บาทต่อรอบ ขึ้นอยู่กับเทคนิคและแนวทางการรักษาที่แพทย์วางแผนให้เหมาะกับแต่ละคู่สมรส


เด็กหลอดแก้วแฝด ราคา ค่าใช้จ่าย เท่าไร

โดยทั่วไปแล้ว ราคาการทำเด็กหลอดแก้วแฝดไม่ได้แตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วปกติ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะคิดเป็นต่อหนึ่งรอบการรักษา ซึ่งจะเท่ากันไม่ว่าผลลัพธ์จะได้ลูกคนเดียว ลูกแฝด หรือไม่ตั้งครรภ์ก็ตาม 

การตั้งครรภ์เด็กหลอดแก้ว แฝด เกิดขึ้นได้จาก 2 กรณีหลัก คือ การย้ายตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว เนื่องจากในอดีต แพทย์มักจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูกครั้งละ 2-3 ตัวเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ หากตัวอ่อน 2 ตัวฝังตัวและเจริญเติบโตพร้อมกัน ทำให้เกิดลูกแฝดแบบ “แฝดเทียม” อีกกรณีหนึ่งคือ การย้ายตัวอ่อน 1 ตัว แต่ตัวอ่อนแบ่งตัวเป็น 2 ตัวโดยธรรมชาติ ทำให้เกิดเป็น “แฝดแท้” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมหรือกำหนดได้


เด็กหลอดแก้ว ข้อดี ข้อเสีย มีอะไรบ้าง

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งคู่รักควรทำความเข้าใจอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการรักษา

เด็กหลอดแก้ว ข้อดี มีอะไรบ้าง

  • 1. โอกาสสำเร็จสูงสุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่น:
  • การทำเด็กหลอดแก้วมีอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์สูงกว่าการรักษาภาวะมีบุตรยากวิธีอื่น จึงมักเป็นทางเลือกสุดท้ายและเป็นความหวังของหลายคู่
  • 2. แก้ปัญหาการมีบุตรยากได้หลายสาเหตุ:
  • ท่อนำไข่อุดตัน: เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้หญิงที่มีท่อนำไข่อุดตันทั้งสองข้างตั้งครรภ์ได้
  • ปัญหาอสุจิที่รุนแรง: ใช้วิธีอิ๊กซี่ (ICSI) คัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพียงตัวเดียวแล้วฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง เหมาะสำหรับผู้ชายที่มีอสุจิน้อยหรือคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ 
  • 3. คัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรม:
  • สามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) ก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก ลดความเสี่ยงการแท้งบุตรจากความผิดปกติของโครโมโซม หรือโรคพันธุกรรม  และเพิ่มโอกาสได้ทารกที่แข็งแรงสมบูรณ์ เหมาะกับฝ่ายหญิงที่อายุมากหรือมีประวัติแท้งซ้ำซาก
  • 4. วางแผนครอบครัวในอนาคตได้:
  • หากได้ตัวอ่อนที่แข็งแรงหลายตัว สามารถแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้เพื่อนำมาใช้ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป โดยไม่ต้องกระตุ้นไข่และเก็บไข่ใหม่
  • 5. เพิ่มทางเลือกอื่น:
  • สำหรับคู่ที่ไม่สามารถใช้ไข่หรืออสุจิของตัวเองได้ การทำเด็กหลอดแก้วเป็นกระบวนการสำคัญที่จะทำให้มีบุตรได้โดยการใช้ไข่หรืออสุจิบริจาค

เด็กหลอดแก้ว ข้อเสีย มีอะไรบ้าง

  • 1. ค่าใช้จ่ายสูง:
  • ราคาทำเด็กหลอดแก้วต่อ 1 รอบการรักษามีตั้งแต่หลักแสนถึงหลายแสนบาท และไม่มีการรับประกันว่าจะสำเร็จในครั้งแรก อาจต้องทำซ้ำหลายรอบ ทำให้มีค่าใช้จ่ายรวม
  • 2. ผลกระทบของการทำเด็กหลอดแก้วที่อาจเกิดขึ้น:
  • โดยทั่วไป การทำเด็กหลอดแก้วเป็นกระบวนการที่ปลอดภัย แต่ก็มีผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น
  • ผลข้างเคียงจากยากระตุ้นไข่ เช่น ท้องอืด แน่นท้อง คัดตึงเต้านม อารมณ์แปรปรวน
  • Ovarian Hyperstimulation Syndrome (OHSS) ภาวะที่รังไข่ตอบสนองต่อยามากเกินไป ทำให้มีอาการท้องอืด คลื่นไส้ หรือในกรณีรุนแรงอาจมีน้ำในช่องท้อง
  • โอกาสตั้งครรภ์แฝด โดยเฉพาะหากฝังตัวอ่อนมากกว่าหนึ่งตัว ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์
  • ความเครียดทางอารมณ์และจิตใจ  กระบวนการรักษาอาจสร้างแรงกดดันและความกังวลให้กับคู่รัก โดยเฉพาะเมื่อผลไม่เป็นไปตามคาดหวัง
  • 3. ไม่มีการรับประกันความสำเร็จ 100%:
  • อัตราความสำเร็จขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของฝ่ายหญิง, คุณภาพของไข่และอสุจิ, ความสมบูรณ์ของตัวอ่อน และความพร้อมของโพรงมดลูก การที่รอบการรักษาไม่ประสบความสำเร็จอาจทำให้รู้สึกเสียใจและท้อแท้
  • 4. ประเด็นทางจริยธรรม:
  • สำหรับบางคู่ อาจมีข้อกังวลทางจริยธรรมเกี่ยวกับตัวอ่อนที่ไม่ได้ถูกใช้ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป

เด็กหลอดแก้ว

การทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI เป็นวิธีเดียวสำหรับผู้มีบุตรยากที่ต้องการตั้งครรภ์จริงหรือไม่

การรักษาภาวะมีบุตรยาก ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว สามารถรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความเหมาะสมของแต่ละคู่ เช่น การใช้ยากระตุ้นไข่ เพื่อให้ไข่ตกสม่ำเสมอ เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้ง่ายขึ้น หรือใช้วิธี IUI ซึ่งการทำ IUI เป็นการฉีดเชื้ออสุจิที่ผ่านการคัดตัวที่แข็งแรงเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงไข่ตกหรือใกล้กับเวลาที่มีไข่ตก แต่หากทั้งสองวิธีนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จ การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF/ICSI จึงเป็นอีกทางเลือกที่มีโอกาสสำเร็จสูงกว่า


เด็กหลอดแก้ว แข็งแรงไหม

จากความเชื่อทั่วไปที่เชื่อว่า ทารกที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วจะไม่แข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป หรือ เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือความพิการ ความจริงก็คือ เด็กที่เกิดจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว มีความแข็งแรงสมบูรณ์ไม่ต่างกับกับเด็กที่เกิดตามธรรมชาติ เพราะทั้งวิธี IVF และ ICSI จะเลือกไข่ที่แข็งแรงและอสุจิที่สมบูรณ์มาปฏิสนธิกัน และหากมีการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนการฝังตัวร่วมด้วย จะคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครงสร้างโครโมโซมปกติ ลดความเสี่ยงภาวะดาวน์ซินโดรม และความผิดปกติทางพันธุกรรม และช่วยลดโอกาสการแท้งได้มากกว่าการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ


เด็กหลอดแก้วฉลาดไหม

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเด็กหลอดแก้วฉลาดมากกว่าหรือน้อยกว่าเด็กที่เกิดตามธรรมชาติ เนื่องจากสติปัญญาของเด็กขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ซับซ้อน ซึ่งหลักๆ มี 2 อย่างคือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยเด็กหลอดแก้วนั้นเกิดจากไข่ของแม่และอสุจิของพ่อ ดังนั้นจึงได้รับพันธุกรรมจากพ่อและแม่ เหมือนการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ว่า เด็กหลอดแก้ว ฉลาด อาจมาจาก”ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู” เพราะคู่สมรสที่ตัดสินใจทำเด็กหลอดแก้วมักมีความพร้อมหลายด้าน เช่น วุฒิภาวะ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความตั้งใจและเอาใจใส่ในการเลี้ยงดู ซึ่งเป็นตัวส่งเสริมพัฒนาการทางสมองและสติปัญญา เช่นเดียวกับเด็กที่เกิดตามธรรมชาติในครอบครัวที่มีความพร้อม


การทำเด็กหลอดแก้วมีโอกาสที่จะมีการตั้งครรภ์ลูกแฝดสูงจริงหรือไม่

โอกาสการตั้งครรภ์ลูกแฝดจากการทำเด็กหลอดแก้วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จำนวนตัวอ่อนที่ย้าย อายุฝ่ายหญิง และสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยทัั่วไป หากมีการย้ายตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว และฝ่ายหญิงมีอายุน้อย โอกาสตั้งครรภ์แฝดก็จะสูงขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการการันตีว่าการตั้งครรภ์เด็กแฝดจะสำเร็จในทุกครั้ง เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น คุณภาพของตัวอ่อนและสภาพโพรงมดลูกร่วมด้วย

ในปัจจุบัน แพทย์มักแนะนำให้ย้ายเพียง 1 ตัวอ่อนที่มีคุณภาพสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์แฝดที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อแม่และทารก

การทำเด็กหลอดแก้ว เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีอายุมากที่ต้องการมีบุตร และมีอัตราความสำเร็จ 100% จริงหรือไม่

เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกายก็ถดถอยลง สำหรับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปี อัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ก็จะลดลง เพราะมีผลมาจากหลายปัจจัย เช่น จำนวนไข่ คุณภาพของไข่ ความผิดปกติทางร่างกาย เป็นต้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน อัตราความสำเร็จจากการย้ายตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติสูงถึง 70-75% ต่อรอบการย้ายตัวอ่อน


ทำเด็กหลอดแก้ว ต้องจดทะเบียนสมรสไหม

ตามกฎหมายของประเทศไทย การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) หรือการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์อื่นๆ จะต้องทำใน คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยระบุในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ว่าผู้ที่จะใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้ จะต้องเป็น “สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งหมายถึงคู่ที่จดทะเบียนสมรสกันแล้วเท่านั้น และอย่างน้อยหนึ่งคนต้องมีสัญชาติไทย นอกจากนั้น ทั้งสามีและภริยาจะต้องให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรในการดำเนินการอีกด้วย

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็ก เพราะการกำหนดให้พ่อแม่ต้องจดทะเบียนสมรสกัน จะทำให้เด็กที่เกิดมามีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของทั้งสามีและภริยาคู่นั้นทันที นอกจากนั้น ยังการป้องกันการรับจ้างตั้งครรภ์เชิงพาณิชย์ (อุ้มบุญ) และการนำไข่หรืออสุจิไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมด้วย


เด็กหลอดแก้ว เลือกเพศได้ไหม

ตามกฎหมายของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่อนุญาตให้ทำการตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัวเพื่อจุดประสงค์ในการเลือกเพศลูก อย่างไรก็ตามสามารถทำการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น

  • ฝ่ายหญิงอายุมากกว่า 35 ปี ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อนเพิ่มขึ้น
  • เคยแท้งบุตรติดต่อกัน 2 ครั้งขึ้นไป
  • เคยย้ายตัวอ่อนมาแล้ว 2 รอบแต่ไม่ตั้งครรภ์
  • เคยมีบุตรที่มีความผิดปกติของพันธุกรรมหรือโครโมโซมมาก่อน

ซึ่งการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (Preimplantation Genetic Testing หรือ PGT) เป็นการตรวจความผิดปกติของทั้ง 23 คู่โครโมโซม ซึ่งทำให้ทราบเพศของตัวอ่อนด้วย

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ตรวจอัลตราซาวด์เจอไข่หลายฟอง แต่พอเก็บจริงทำไมถึงได้น้อย?

ตรวจอัลตราซาวด์เจอไข่หลายฟอง แต่พอเก็บจริงทำไมถึงได้น้อย? 

ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาชวนปวดหัวของคนอยากมีลูก วันนี้เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบกับคุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา – สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก ประจำคลินิคซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. รับรองว่าจะหายสงสัยแน่นอนค่ะ



สามารถรับชมสาระความรู้ดีๆ เกี่ยวกับ “10 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก” กันค่ะ

ฮอร์โมน AMH คืออะไร สำคัญอย่างไรกับการตั้งครรภ์ 

ฮอร์โมน AMH คืออะไร สำคัญอย่างไรกับการตั้งครรภ์

AMH (Anti-Müllerian Hormone) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากรังไข่ของผู้หญิง บ่งบอกจำนวนไข่และความสามารถในการทำงานของรังไข่ รวมไปถึงเป็นตัวชี้วัดโอกาสการตั้งครรภ์ได้ ฮอร์โมน AMH จะมีค่าสูงในผู้หญิงที่อายุยังน้อย และลดลงเรื่อยๆ จนหมดไปเมื่อมีอายุมากขึ้นหรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน 

สำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI นั้น AMH ช่วยบอกว่ารังไข่จะตอบสนองต่อการกระตุ้นไข่ดีขนาดไหน ต้องใช้ยามากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ได้จำนวนไข่ที่เหมาะสม

ค่าปกติของฮอร์โมน AMH

✅ มากกว่า 4 ng/ml : เป็นภาวะฮอร์โมนสูง มักพบร่วมกับภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพไข่ได้

✅ 1.1 – 4 ng/ml เป็นค่าฮอร์โมนในช่วงปกติ

✅ 0.5 – 1.1 ng/ml ฮอร์โมนที่ค่อนข้างต่ำ หมายถึงมีจำนวนไข่อยู่ค่อนข้างน้อย เสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยาก

✅ น้อยกว่า 0.5 ng/ml ถือว่าเป็นภาวะฮอร์โมนต่ำ บ่งบอกถึงจำนวนไข่เหลืออยู่จำนวนน้อยมาก  มีภาวะมีบุตรยากสูง หากต้องการมีบุตรควรต้องรีบปรึกษาแพทย์

แต่ต้องบอกก่อนว่าค่าฮอร์โมน AMH ก็จะผันแปรไปตามช่วงอายุในแต่ละคนด้วยนะคะ ดังนั้นหากใครที่กำลังวางแผนมีลูกแล้วมีค่าฮอร์โมน AMH ที่ผิดปกติ หรือมีอายุมากกว่า 35 ขึ้นไป ก็ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนการมีบุตรที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพค่ะ

ใครอยากรู้จักฮอร์โมน AMH ให้มากขึ้นในทุกแง่มุม

สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ  📺 𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.49 ❝ AMH ต่ำ ทำอย่างไรดี ❞

ข้อดีของการทำ NGS (Next Generation Sequencing) มีอะไรบ้าง แล้วเหมาะกับใคร?


ข้อดีของการทำ NGS มีอะไรบ้าง แล้วเหมาะกับใคร?

NGS เป็นเทคนิคการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว โดยการตรวจคัดกรองโครโมโซมของตัวอ่อน ที่ได้จากการปฏิสนธิของไข่และสเปิร์มของคู่สมรสจากการทำ IVF/ICSI ซึ่งการตรวจด้วยวีธี NGS สามารถตรวจหาความผิดปกติของโครโมโชมได้ครอบคลุมทั้ง 23 คู่ด้วยความแม่นยำสูง เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่ปกติ ย้ายใส่กลับโพรงมดลูก เพื่อการตั้งครรภ์ต่อไป

🔬 NGS เหมาะกับใครบ้าง?

✨ คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีอายุ 35 ปีขึ้นไป

✨ คู่สมรสที่มีประวัติการตั้งครรภ์บุตรที่มีความผิดปกติของโครโมโซม

✨ คู่สมรสที่มีประวัติแท้งบุตร 2 ครั้งขึ้นไป

✨ คู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยาก

✨ คู่สมรสที่ต้องการเลือกเพศของบุตรด้วยเหตุผลทางการแพทย์

✨ คู่สมรสที่มีความผิดปกติของโครโมโซม

ในกระบวนการของการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธีการ ICSI หากมีทำ NGS เพิ่มเติม ก็จะช่วยให้อัตราความสำเร็จสูงขึ้นอีกด้วยนะคะ หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับ NGS สามารถแชทคุยกับแอดมินได้เลยค่ะ

อยากมีลูกต้องรู้! NGS คืออะไร?

📢 อยากมีลูกต้องรู้! NGS คืออะไร? 🧬

ทำไมถึงช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ลูกปกติสมบูรณ์ แข็งแรง ลดอัตราการยุติการตั้งครรภ์ 🤰🏼

NGS หรือ Next Generation Sequencing 🔬

เป็นเทคนิคในการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนก่อนการฝังตัวเพื่อตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนที่กำลังพัฒนาทั้ง 23 คู่ได้อย่างละเอียด ผลการตรวจแม่นยำมากถึง 98%

ปัจจุบันเราสามารถตรวจวิเคราะห์โครโมโซมในตัวอ่อนได้ด้วยเทคนิค NGS นักพันธุศาสตร์สามารถคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติและแข็งแรงที่สุด เพื่อการนำไปฝังตัวในโพรงมดลูกคุณแม่ต่อไป ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการมีบุตรที่มีโครโมโซมที่ผิดปกติ ลดโอกาสการแท้งที่เกิดจากทารกในครรภ์มีความผิดปกติ และยังเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น ได้บุตรที่ปกติสมบูรณ์ แข็งแรงอีกด้วย

พูดง่ายๆ ว่า NGS หรือการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรต้องทำสำหรับคุณแม่ที่มีอายุมาก มีบุตรหรือคนในครอบครัวมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เพื่อการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพนั่นเองค่ะ

รู้หรือไม่? วันที่ 21 มีนาคม 2023 เป็นวันดาวน์ซินโดรมโลก

รู้หรือไม่? วันที่ 21 มีนาคม 2023 เป็นวันดาวน์ซินโดรมโลก 👶👧

ภาวะดาวน์ซินโดรมเกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 21 ที่เกินออกมาเป็น 3 แท่ง ส่งผลพัฒนาการด้านสติปัญญา รูปร่างหน้าตา และความพิการในอวัยวะหลายระบบ โดยองค์กร Down Syndrome International ได้กำหนดให้วันที่ 21 มีนาคมของทุกปี เป็นวันดาวน์ซินโดรมโลก เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับดาวน์ซินโดรม และส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและมีความเท่าเทียมในสังคม

รู้หรือไม่ว่า❓ ผู้หญิงตั้งครรภ์ตอนอายุ 35 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงที่ลูกเป็นดาวน์ซินโดรม แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะคุณสามารถมีลูกได้โดยไม่มีความเสี่ยงเป็นดาวน์ซินโดรมด้วยการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว NGS (PGT-A) ร่วมกับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI เพื่อให้ลูกน้อยสุขภาพแข็งแรง ปลอดโรคดาวน์ซินโดรม

💟 สำหรับคู่รักที่วางแผนอยากมีลูกสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคทางพันธุกรรม สามารถนัดหมายเพื่อปรึกษาคุณหมอเรื่องการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวันนะคะ

อ่านรายละเอียดสำหรับการตรวจ PGT-A และ NGS ได้ที่นี่ https://bit.ly/3yhnfME

5 เรื่อง ที่คนอยากท้องต้องรู้

5 เรื่อง ที่คนอยากท้องต้องรู้

1️⃣ ไม่มีวิธีไหนที่ทำให้ร่างกายผลิตไข่เพิ่มได้
รุ้ไหมว่าร่างกายของผู้หญิงไม่สามารถผลิตไข่เพิ่มได้ เพราะผู้หญิงทุกคนเกิดมาพร้อมไข่ 1-2 ล้านฟอง โดยจำนวนไข่จะค่อยๆ ลดลงเหลือไม่กี่แสนฟองเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น จากนั้นไข่จะลดลงเรื่อยๆ ทุกปี โดยจะลดลงอย่างมากหลังจากอายุ 37 ปีเป็นต้นไป ดังนั้นการเลือกฝากไข่ที่สมบูรณ์ไว้เมื่ออายุยังน้อยและนำกลับมาใช้ในวันที่พร้อมมีบุตรจึงเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อป้องกันปัญหามีลูกยากในอนาคต

2️⃣ ตั้งครรภ์ตอนอายุมากยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
นอกจากจำนวนไข่ที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น การตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี ยังเพิ่มความเสี่ยงโครโมโซมที่ผิดปกติของตัวอ่อน เพิ่มโอกาสแท้งบุตรมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นหากคุณมีอายุมากกว่า 35 ปี การเข้ารับการปรึกษากับสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนมีบุตรและรักษาภาวะมีบุตรยาก จะช่วยลดความเสี่ยงในด้านต่างๆ ได้

3️⃣ ใช้ยาคุมกำเนิดไม่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต
หลายๆ คนมีความเชื่อว่าการใช้ยาคุมกำเนิดต่อเนื่องนั้น จะทำให้มีลูกยากในอนาคตนั้น อาจไม่เป็นความจริงเสมอไป การวิจัยแสดงให้เห็นว่าเมื่อหยุดใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน อัตราการตั้งครรภ์นั้น ไม่ต่างกับผู้หญิงที่ไม่เคยกินยาคุมมาก่อนเลย แต่สำหรับการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด มีผลทำให้มีบุตรช้าและยากขึ้น แม้หยุดยาไปนานแล้ว

4️⃣ ท่าทางการมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
ไม่ว่าท่วงท่าการมีเพศสัมพันธ์จะเป็นแบบไหน ก็ไม่ได้เพิ่มโอกาสให้คุณตั้งท้องเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะตัวอสุจิสามารถเคลื่อนตัวเข้าสู่มดลูกได้อยู่แล้ว หัวใจสำคัญคือคุณต้องไม่เครียดไม่กดดัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์มากขึ้น

5️⃣ โอกาสทองในการตั้งครรภ์นั้น มีเพียงไม่กี่วันต่อเดือน
หลายๆ คู่ที่วางแผนจะมีลุก อาจยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วร่างกายของผู้หญิงมีช่วงเวลาทองที่มีโอกาสการตั้งครรภ์สูงอยู่เพียงไม่กี่วันต่อรอบเดือนเท่านั้น ช่วงที่ไข่ตกมักจะเกิดขึ้นประมาณสองสัปดาห์ก่อนประจำเดือนรอบถัดไป ซึ่งระยะเวลาที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงคือ 1-2 วันก่อนไข่ตก และสิ้นสุดลงหลังไข่ตก 1 วัน รวมทั้งหมดประมาณ 4 วันเท่านั้น อย่างไรก็ตามอสุจิสามารถอยู่รอดในร่างกายได้ประมาณ 3-5 วัน ดังนั้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนไข่ตกและในวันที่ไข่ตกด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์มากยิ่งขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://bit.ly/3DPYURp

สำรวจตัวเองด่วน! 5 สิ่งที่อาจทำให้คุณมีลูกยาก!

สำรวจตัวเองด่วน! 5 สิ่งที่อาจทำให้คุณมีลูกยาก!

1️⃣ ความเครียด
เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คุณมีบุตรยาก ส่งผลให้การตกไข่ผิดปกติ ลองหาวิธีหรือกิจกรรมทำเพื่อคลายเครียด

2️⃣ ขาดความร่วมมือระหว่างสามีและภรรยา
อย่าลืมว่าการจะมีลูกนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสามีและภรรยา ความสำเร็จนี้ไม่สามารถสร้างได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง การดูแลสุขภาพทั้งฝ่ายสามีและภรรยา มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกให้มากขึ้น

3️⃣ ขาดความรู้ความเข้าใจ
คู่รักหลายๆ คู่ที่ยังไม่สามารถมีลูกได้นั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลเสีย ต่อสุขภาพ เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ นอนน้อย นอนไม่เป็นเวลา มีเพศสัมพันธ์ไม่ตรงกับวันตกไข่ ทำให้เผชิญกับภาวะมีบุตรยาก

4️⃣ ความผิดพลาดในอดีต
บางครั้งพฤติกรรมในอดีตก็เป็นปัจจัยที่ทำให้หลายๆ คู่ เจอกับปัญหามีบุตรยาก เช่น ไม่ใส่ใจในสุขภาพเท่าที่ควร หรือมัวแต่รอให้ท้องเองตามธรรมชาติ จนเข้าสู้วัยที่อายุมากขึ้น จนจำนวนไข่ลดลง หรือไม่ได้ฝากไข่ที่สมบูรณ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เป็นต้น ดังนั้นหากคุณอยากมีลูก หรือวางแผนมีลูกในอนาคต ก็ควรเริ่มต้นวางแผนไว้ตอนนี้ก่อนยังไม่สาย

5️⃣ ใช้บริการคลินิกที่ไม่มีความเชี่ยวชาญพอ
หลายๆ คู่ ที่เข้ารับการรักษาแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จนั้น อาจเพราะไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล อย่าลืมแต่ละคู่มีปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นแนวทางการรักษาจึงมีความแตกต่างกันตามปัญหาของแต่ละคู่ เลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ แพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จมากขึ้น

หากใครกำลังวางแผนอยากมีลูกน้อย สามารถเข้ามาปรึกษา Superior A.R.T. ได้ทุกวันเลยนะคะ เราพร้อมหาทางรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่ออกแบบมาในแต่ละบุคคลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ยาวนานกับการรักษาคนไข้ที่มีบุตรยากทั่วโลก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://bit.ly/3DupYVT