AMH (Anti-Müllerian Hormone) ควรอยู่ที่เท่าไหร่นะ?

ฮอร์โมน AMH ค่าควรอยู่ที่เท่าไหร่

ฮอร์โมน AMH

AMH (Anti-Müllerian Hormone) คือ ฮอร์โมนที่ถูกผลิตขึ้นโดยเซลล์ของไข่ในรังไข่ของผู้หญิง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยประเมินการทำงานของรังไข่ และปริมาณไข่ที่เหลืออยู่ในรังไข่ และมักถูกนำมาใช้ในกระบวนการตรวจภาวะเจริญพันธุ์ เพื่อพยากรณ์โอกาสในการตั้งครรภ์ โดยแพทย์จะใช้ผลตรวจ AMH เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เช่น การทำ IVF/ICSI หรือการกระตุ้นไข่

เกณฑ์วัดค่า AMH ว่ามากหรือน้อย (หน่วยเป็นระดับ ng/mL)

  • ค่า AMH ที่มากกว่า 5.0 : สูง (มักพบร่วมกับ PCOS)
  • ค่า AMH 1.0 – 5.0 : ปกติ (มีโอกาสตั้งครรภ์ดี)
  • ค่า AMH 0.5 – 1.0 : ต่ำ (ไข่เหลือน้อย เสี่ยงมีบุตรยาก)
  • ค่า AMH ที่น้อยกว่า 0.5 : ต่ำมาก (อาจมีภาวะหมดประจำเดือนเร็ว)

อย่างไรก็ตาม ระดับ AMH จะแตกต่างกันไปตามอายุและบุคคล

แล้ว AMH ของเราควรอยู่ที่เท่าไหร่?

อายุ 25–30 ปี ค่าปกติอยู่ที่ประมาณ 2–4 ng/mL

อายุ 35 ปีขึ้นไป ค่าจะลดลงเรื่อยๆ และต่ำกว่า 1 ng/mL อาจบอกถึงภาวะไข่ใกล้หมด

แม้ค่า AMH จะไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ แต่ชะลอการลดลงและเสริมคุณภาพไข่ได้ โดยมีคำแนะนำ ดังนี้

  • กินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น อะโวคาโด, บลูเบอร์รี่, ถั่ว
  • กินวิตามินเสริม เช่น Co-Q10, DHEA, วิตามิน D
  • ลดความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงสารพิษ เช่น ควันบุหรี่, อาหารแปรรูป
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.53 ❝Egg Freezing ฝากไข่ ทางเลือกสาวยุคใหม่ มีลูกได้เมื่อพร้อม❞


คุณเอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน เป็นหนึ่งในสาวโสดที่มาฝากไข่ที่คลินิก Superior A.R.T. ซึ่งหลังจากที่คุณเอ๋ได้ฝากไข่กับคุณหมอนิศารัตน์ ที่ Superior A.R.T. ก็มีคนถามคุณเอ๋มากมายเกี่ยวกับ Egg Freezing หรือการฝากไข่ ไม่ว่าจะเป็น การฝากไข่คืออะไร ทำไมต้องมีการฝากไข่ และสามารถฝากไข่ได้นานแค่ไหน

วันนี้คุณหมอนิ-นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ 👩🏻‍⚕️💬


6:41 การฝากไข่คืออะไร?

ในทุกๆ เดือน จะมีไข่ในรังไข่จำนวนหนึ่งของผู้หญิงโตขึ้นมา แต่จะมีแค่ใบเดียวจากกลุ่มไข่นี้ ที่จะโตได้ขนาดที่เหมาะสมและเกิดการตกไข่ ส่วนไข่ใบอื่นๆที่โตไม่ดี ก็จะฝ่อสลายไป การฝากไข่ ก็คือ การเก็บไข่ทั้งหมดที่จะรอโตขึ้นมาของรอบเดือนนั้นๆ มาแช่แข็งเอาไว้ แทนที่จะปล่อยให้ฝ่อไปเฉยๆ หากในอนาคต มีปัญหาเรื่องมีลูกยาก ก็สามารถใช้ไข่ที่แช่แข็งเอาไว้ นำมาละลายและผสมกับอสุจิของสามี ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งไข่ที่แช่แข็งไว้ตอนที่อายุน้อยจะมีคุณภาพและโครโมโซมที่ปกติมากกว่าตอนที่อายุมากขึ้น ช่วยลดปัญหามีบุตรยากจากอายุฝ่ายหญิงได้

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น การเก็บไข่คือการนำไข่ที่จะโตในรอบเดือนนั้นมาใช้ เมื่อจะเริ่มกระตุ้น จะมีการทำอัลตราซาวด์ในวันที่ 2 ของรอบเดือน ซึ่งจะเห็นฟองไข่ฟองเล็กหลายๆ ฟอง สมมติว่าเห็นอยู่ 20 ใบ ก็จะกระตุ้นให้ไข่ 20 ใบนั้นโตขึ้นมา แล้วก็เก็บไข่ทั้งหมด 20 ใบนั้นมาแช่แข็ง ซึ่งเราไม่ได้นำไข่จากอนาคตมาใช้ เป็นเพียงไข่มีอยู่แล้วในรอบเดือนนั้น แทนที่จะปล่อยให้ไข่ตกไปก็นำมาเก็บไว้ หากไม่ได้ทำอะไรเลยในรอบนั้น ไข่ 20 ใบ จะมี 1 ใบที่โต แล้วก็ตกตามธรรมชาติ แต่อีก 19 ใบก็จะฝ่อหายไป

9:28 อายุเท่าไรที่เหมาะกับการฝากไข่?

ไข่ถูกสร้างขึ้นมาครั้งเดียว ตั้งแต่ตอนที่เรายังอยู่ในท้องของแม่ มีมากหลักล้านฟอง หลังจากนั้น ไข่จำนวนนี้จะค่อยๆ ฝ่อสลายหายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วงที่มีประจำเดือนครั้งแรก ไข่จะลดลงเหลือหลักแสนฟอง แม้จะดูเป็นจำนวนที่เยอะ แต่มันจะค่อยๆ สลายไปเรื่อยๆ และไม่มีการสร้างใหม่เหมือนอสุจิของฝ่ายชาย เพราะฉะนั้น เมื่อผู้หญิงอายุเยอะขึ้น โอกาสที่จะตั้งครรภ์ก็จะยากขึ้น เพราะจำนวนไข่ลดลงไปเรื่อยๆ และโครโมโซมของไข่ก็จะผิดปกติมากขึ้นด้วย

ดังนั้น ช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการฝากไข่จะคำนึงถึงความเหมาะสม โดยดูจากจำนวนไข่ต่อรอบการกระตุ้นที่ได้ปริมาณเหมาะสม บวกกับคุณภาพของไข่ที่เก็บได้ ระยะเวลาที่จะต้องแช่แข็งไข่ก่อนเอามาใช้จริง รวมถึงโอกาสที่จะได้เอาไข่ที่แช่แข็งไว้มาใช้ด้วย

ตามทฤษฏีแล้ว ยิ่งอายุน้อยเท่าไร จำนวนไข่ที่เก็บได้ก็จะเยอะ และโอกาสที่ไข่จะมีโครโมโซมปกติก็จะสูงกว่าตอนที่อายุเยอะ

แต่หากอายุ 25 ปี แล้วมาเก็บไข่ก็อาจจะเร็วไป เพราะถ้าแต่งงานตอนอายุ 30 ปี (อายุยังไม่เยอะ) โอกาสท้องเองตามธรรมชาติก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้ามาแช่แข็งไข่ไว้ ก็อาจจะไม่ได้ใช้ไข่ที่แช่ไว้ก็ได้ ดังนั้น อายุที่เหมาะสมในการเก็บไข่คือ ช่วงอายุประมาณ 30-35 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ยังมีจำนวนไข่ที่กระตุ้นได้ปริมาณดี และโครโมโซมของไข่ที่ปกติยังเยอะอยู่

อย่างไรก็ตาม แม้จะฝากไข่ไว้แล้ว หากคุณแม่ยังอายุไม่เยอะเกินไป คุณหมอก็ยังแนะนำให้ลองท้องเองตามธรรมชาติก่อน หากไม่สำเร็จ ก็ค่อยพิจารณาเอาไข่ที่แช่แข็งไว้มาใช้

ดังนั้น การฝากไข่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดโอกาสที่จะมีปัญหามีลูกยากในอนาคต จากอายุที่เพิ่มขึ้นเมื่อตอนที่พร้อมมีลูก ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าเก็บไข่ตอนอายุ 35 ปี ไข่ก็จะมีคุณภาพ มีเปอร์เซ็นต์ของโครโมโซมเหมือนตอนอายุ 35 แม้ว่าจะละลายออกมาใช้ตอนอายุ 40 ก็ตาม

12:46 ฝากไข่มีข้อเสียหรือไม่ ทำให้ไข่หมดเร็วขึ้น หมดประจำเดือนก่อนวัยหรือเข้าสู่วัยทองเร็วขึ้นหรือไม่?

ถ้าไม่ได้เก็บไข่หลายๆ รอบ ไม่มีผลทำให้เข้าสู่วัยทองเร็วกว่าปกติ แต่ถ้ากระตุ้นและเก็บไข่หลายๆ รอบ เช่น 5-6 รอบขึ้นไป แล้วในแต่ละครั้งได้ไข่เยอะมาก อาจจะส่งผลได้ เพราะตอนเก็บไข่ เข็มที่ใช้เก็บไข่อาจจะโดนไข่ฟองเล็กมากๆ ที่เรามองไม่เห็น ถ้าเก็บแค่ 1-2 รอบไม่ได้มีผลแต่ถ้าหลายรอบๆก็อาจ ทำให้มีโอกาสเข้าสู่วัยทองเร็วขึ้นได้

นอกจากนี้ การฝากไข่อาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างกระตุ้นไข่ อาจจะทำมีอาการคัดตึงเต้านม มีอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้น ท้องอืด น้ำหนักขึ้นเล็กน้อย เพิ่มความอยากอาหาร และในระหว่างเก็บไข่ ในบางเคสอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น มีเลือดออก แต่โอกาสเกิดน้อยมาก เพราะตอนเก็บไข่ คุณหมอจะทำอัลตราซาวด์ควบคู่ไปด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าจะแทงเข็มเก็บไข่ไปที่ไข่โดยตรงไม่ไปโดนอวัยวะอื่นๆ หลังเก็บไข่อาจจะมีประจำเดือนผิดปกติได้ ประมาณ 1-2 รอบ หลังจากนั้นรอบเดือนจะกลับมาปกติได้เอง

15:39 ก่อนเริ่มฝากไข่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ในเคสของคุณเอ๋ คุณหมอให้ทานวิตามินล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ทั้ง CoQ10 และวิตามินรวมสำหรับคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ และกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นทานโปรตีนมากขึ้น  เพื่อเตรียมตัวให้สารอาหารครบ

นอกจากนี้ คุณหมอยังแนะนำให้ปรับไลฟ์สไตล์ เช่น นอนก่อน 5 ทุ่ม แม้จะเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่ช่วง 5 ทุ่ม-ตี 1 เป็นช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งจำนวนและคุณภาพของไข่ เพราะฉะนั้นการนอนในช่วงเวลานี้จึงได้ประโยชน์ แม้ว่าจะนอนเลทไปกว่านี้ แต่จำนวนชั่วโมงรวมแล้วได้ 6-8 ชั่วโมง ก็ไม่ดีเท่านอนช่วง 5 ทุ่ม-ตี 1 รวมถึงควรลดแป้ง น้ำตาล และควบคุมน้ำหนัก บวกกับกินวิตามิน ก็อาจจะช่วยเรื่องคุณภาพของไข่ได้

17:20 กระบวนการฝากไข่มีระยะเวลานานแค่ไหน?

กระบวนการฝากไข่ จะเริ่มตั้งแต่การกระตุ้นไข่ เก็บไข่ และแช่แข็งไข่ ซึ่งคุณหมอแนะนำให้เข้ามาปรึกษาก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไร อย่างคุณเอ๋ก็กินวิตามินก่อนล่วงหน้า มีการปรับไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพื่อให้ได้คุณภาพของไข่และจำนวนที่ดีที่สุด เมื่อถึงรอบที่จะกระตุ้น ประจำเดือนมาวันที่ 2 ของรอบเดือน คุณหมอจะนัดมาอัลตราซาวด์และเจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมน ถ้าทุกอย่างดีก็จะเริ่มฉีดยากระตุ้นให้ไข่โตประมาณ 4-5 วัน ก็จะนัดมาตรวจซ้ำว่ามีการตอบสนองดีหรือไม่ และปรับยาตามความเหมาะสม หลังจากนั้นก็ฉีดต่อจนกระทั่งไข่โตเต็มที่ ซึ่งใช้เวลาฉีดประมาณ 8-12 วัน ก่อนที่จะเก็บไข่

18:45 ในช่วงกระตุ้นไข่ ร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

สำหรับคุณเอ๋นั้นรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าท้องโตแน่นขึ้น เกิดจากที่มีไข่เยอะและตอบสนองต่อยาได้ดี รวมถึงรู้สึกหงุดหงิดและเหวี่ยงเล็กน้อย แต่รู้สึกว่าผิวสวยขึ้น เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้น

คุณหมอจึงเล่าว่า จริงๆ แล้วฮอร์โมนที่ใช้ก็คล้ายกับการกินยาคุมกำเนิด เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และที่รู้สึกอึดอัดหน้าท้องก็เป็นผลมาจากไข่ที่ใหญ่ขึ้น เหมือนมีลูกบอลเล็กๆ 2 ลูก ใส่เข้าไปในท้อง หากบางคนเซนซิทีฟมากอาจจะบวมน้ำและอยากอาหารเพิ่มขึ้นนิดหน่อย

นอกจากนี้ คุณเอ๋ยังชอบออกกำลังกายเป็นประจำ แต่คุณหมอแนะนำให้หยุดออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายหนักๆ เพราะเมื่อไข่เริ่มโตขึ้น เมื่อออกกำลังกายไข่อาจจะบิดขั้ว เลือดไปเลี้ยงไข่ไม่พอ จะทำให้เกิดอาหารปวดท้องรุนแรงได้ แต่หากออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินลู่ ก็อาจจะพอทำได้ และหลังจากนั้นจะมีการฉีดกระตุ้นไข่วันละเข็ม ซึ่งจะต้องกระตุ้นซ้ายและขวาสลับกันไปเรื่อยๆ โดยจะใช้เข็มที่มีลักษณะสั้น บาง และคม ซึ่งถูกออกแบบมาให้คนไข้สามารถฉีดเองได้

21:30 กระบวนการเก็บไข่มีอะไรบ้าง?

เมื่อเข้าห้องผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาสลบให้คนไข้หลับก่อน หลังจากนั้นคุณหมอจะทำอัลตราซาวด์สอดเข้าไปในช่องคลอด ซึ่งจะติดเข็มเข้าไปด้วย และจะใช้เข็มเจาะผ่านผนังช่องคลอดเข้าไปในฟองไข่จนเก็บไข่ได้ ปกติแล้วจะมีไข่ที่โตอยู่หลายใบ คุณหมอจะอัลตราวซาวด์ไกด์เพื่อขยับเข็มไปเรื่อยๆ และเจาะเข้าไปเก็บให้ครบ เห็นใบที่ใหญ่กี่ใบก็จะเจาะดูดเอาไข่ออกมาให้หมด โดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หลังจากนั้นก็ให้คนไข้นอนพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการประมาณ 2 ชั่วโมง และกลับบ้านได้

23:16 หลังจากเก็บไข่ไปแล้ว ไข่จะไปอยู่ที่ไหน?

หลังจากที่คุณหมอเจาะเก็บไข่แล้วจะส่งให้นักวิทย์ในห้องแล็บตัวอ่อนที่จะมีหน้าต่างติดกับห้องผ่าตัด เพื่อนำมาหาไข่ที่ตู้ควบคุมอุณหภูมิและแก๊สให้เหมาะสมเหมือนกับในท้องของคุณแม่ หลังจากเจอไข่แล้วก็จะเลี้ยงไว้อีกตู้หนึ่งประมาณ 3 ชั่วโมง ถึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการแช่แข็งไข่

ไข่จะถูกจะเก็บแช่แข็งไว้ในห้อง Cryo Storage Room โดยที่ Superior A.R.T. จะมีแทงค์ทั้งหมด 37 แทงค์ โดยแต่ละแทงค์ละมีแถบ Label เพื่อที่จะได้รู้ว่าเป็นไข่ของใคร โดยจะควบคุมอุณหภูมิ เพื่อที่จะเก็บรักษาไข่ไว้ให้คงคุณภาพเดิมได้อย่างยาวนาน ในเคสที่คนไข้มีการติดเชื้อ เช่น ตับอักเสบบี จะมีการแยกแทงค์ เพื่อไม่ให้ไปปนเปื้อนกับคนที่ไม่มีปัญหาอะไร ภายในแทงค์จะมี Liquid Nitrogen ซึ่งเมื่อเปิดก็จะเห็นเป็นไอขึ้นมา ซึ่งในนั้นจะมีก้านเพื่อใช้ดึงขึ้นมาดูแต่ละหลอดแช่แข็งได้  ถ้าเป็นตัวอ่อนจะแช่แข็ง 1 ตัวอ่อนต่อหลอด หากเป็นไข่จะแช่แข็งไข่ 3 ใบ ต่อหลอด

อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการสลับหลอดกัน เพราะคนไข้จะใส่สายรัดข้อมือที่มีชื่อและมี QR Code อยู่ พยาบาลจะถามชื่อคนไข้เพื่อยืนยันว่าตรงกับชื่อที่สายรัดข้อมือหรือไม่ และก่อนเข้าห้องผ่าตัดก็จะให้เช็คชื่ออีกหนึ่งรอบ เมื่อคนไข้ขึ้นไปนอนบนเตียงจะมีเครื่องอ่าน QR Code ซึ่งทางแล็บได้บันทึกชื่อคนไข้ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะยิง QR Code กับหลอดที่ใช้เก็บไข่ และมาสแกนเพื่อคอนเฟิร์มที่สายรัดข้อมือคนไข้อีกครั้ง หากไม่ตรงกัน จะไม่สามารถทำอะไรต่อได้เลย เพราะจะถูกล็อค ทั้งหมดนี้คือ Gidget เป็นเทคโนโลยีที่ Superior A.R.T. นำมาใช้เพื่อระบุตัวตนคนไข้ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันการเก็บไข่ผิดคน

27:24 สามารถแช่แข็งไข่เก็บไว้ได้นานแค่ไหน?

คนไข้สามารถเก็บไข่ได้นานเท่าที่อยากจะเก็บ ไม่มีหมดอายุ โดยนักวิทย์จะคอยตรวจเช็คว่าปริมาณของ Liquid Nitrogen ในแทงค์ว่าพร่องไปหรือไม่ โดยจะมีการเติมเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการรักษาอุณหภูมิ -196 องศาไว้ตลอดเวลา

โดย Superior A.R.T. เคยนำไข่ที่คนไข้แช่แข็งไว้นานที่สุดประมาณ 6-7 ปีมาละลายใช้ ซึ่งคนไข้ได้แช่แข็งไข่ไว้ตอนอายุ 38 ปีและมาใช้ตอนอายุ 44-45 ปี

29:26 หากต้องการนำไข่มาใช้ สามารถทำได้อย่างไร?

ในปัจจุบันหากต้องการทำเด็กหลอดแก้ว ตามกฎหมายไทยจะต้องมีการจดทะเบียนสมรสก่อน  เมื่อต้องการจะใช้ไข่ คู่สมรสสามารถเข้ามารับคำปรึกษาและตรวจสุขภาพว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ โดยฝ่ายชายจะตรวจคุณภาพอสุจิ เจาะเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจคัดกรองธาลัสซีเมีย กรุ๊ปเลือด หากทุกอย่างปกติดีไม่มีปัญหา ก็เก็บอสุจิและละลายไข่เพื่อปฏิสนธิต่อไป

หลังจากที่ละลายไข่แล้ว จะมีการประเมินว่า ไข่กลับมามีชีวิตหรือกลับมาใช้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ โดยคลินิก Superior A.R.T. มีอัตราความสำเร็จในการนำไข่แช่แข็งกลับมาใช้สูงถึง 95-98% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทคโนโลยีการแช่แข็งไช่ที่ดีขึ้น ซึ่งในอดีต ตัวเลขจะอยู่ที่ราวๆ 85%

หลังจากนั้น ก็จะเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI โดยการเลือกอสุจิตัวที่ดี ฉีดเข้าไปในไข่ เมื่อไข่กับอสุจิปฏิสนธิกันสำเร็จ เป็นตัวอ่อน ก็จะเลี้ยงตัวอ่อนต่อในตู้เลี้ยงตัวอ่อน ประมาณ 5-6 วัน ก่อนจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปสู่โพรงมดลูกของคุณแม่ ในกรณีที่ต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อน นักวิทยาศาสตร์ก็จะดูดเซลล์ส่วนที่จะเจริญกลายเป็นรกบางส่วนของตัวอ่อนไปตรวจ และแช่แข็งตัวอ่อนไว้ เมื่อรู้ผลตรวจโครโมโซมว่าตัวอ่อนตัวนี้ปกติ ก็จะเตรียมย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูกต่อไป

การตรวจโครโมโซมช่วยเลือกตัวอ่อนที่ดีมาย้ายกลับเข้าโพรงมดลูกแม่ ลดความเสี่ยงของการแท้งจากการที่เด็กมีโครโมโซมผิดปกติ ลดโรคที่เกิดจากจำนวนแท่งโครโมโซมผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม และเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น  

แต่หากครอบครัวไหนมีประวัติโรคพันธุกรรมที่ถ่ายทอดในครอบครัว นอกจากตรวจโครโมโซมแล้ว อาจจำเป็นต้องมีการตรวจยีนส์เพื่อคัดกรองโรคพันธุกรรมนั้นๆ ด้วย

32:17 หากสนใจอยากฝากไข่ ต้องทำอย่างไรบ้าง?

เริ่มจากปรึกษาคุณหมอก่อน ว่าอายุตอนนี้เหมาะสมที่จะแช่แข็งไข่หรือยัง สามารถรอได้ไหม บางคนอายุยังน้อยแต่จำนวนไข่ที่เหลืออยู่น้อยมาก เช่น อายุ 27-28 ปี แต่ไข่เหลือน้อย ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ควรจะฝากไข่เร็วกว่าคนในอายุช่วงเดียวกัน ถ้ายังไม่มีแผนจะแต่งงานมีลูกเร็วๆนี้ เวลามาตรวจ คุณหมอจะตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ จำนวนไข่ในรังไข่มากน้อยขนาดไหน มีเนื้องอกหรือถุงน้ำรังไข่ที่จำเป็นต้องรับการรักษาก่อนไหม และให้คำแนะนำการเตรียมตัวก่อนมาเริ่มกระตุ้นไข่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติตัว ทานวิตามิน เมื่อพร้อมก็เริ่มกระบวนการรักษาได้  

33:10 วิตามินที่แนะนำให้กินในช่วงเตรียมตัว มีอะไรบ้าง?

หากไม่ได้มีปัญหาเรื่องไข่หรือจำนวนไข่ที่น้อยมาก ก็สามารถทานวิตามินรวมสำหรับคนท้อง และ CoQ10 ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพของไข่ ในกรณีคนไข้ที่มีลูกยากอาจจะเพิ่ม Astaxanthin วิตามินซี และวิตามินอี หากจำนวนไข่น้อยมากๆ อาจจะให้กิน DHEA ควบคู่กันไป รวมถึงการทานโปรตีนเพิ่ม เช่น ไข่ขาววันละฟอง

นอกจากนี้ คุณหมอยังแนะนำให้ลดแป้งและน้ำตาล งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่

35:58 กรณีที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ สามารถฝากไข่ได้หรือไม่?

ปกติการทำอัลตราซาวด์ จะทำผ่านทางช่องคลอด เพราะจะสามารถเห็นรายละเอียดของมดลูกและรังไข่ ได้ชัดเจนกว่าอัลตราซาวด์ทางหน้าท้อง แต่ในกรณีที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ สามารถทำอัลตราซาวด์ผ่านทางก้นแทน ซึ่งจะไม่เจ็บเท่ากับอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดสำหรับคนไข้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

36:58 จำเป็นต้องทำอัลตราซาวด์ในวันที่ 2 ของการมีประจำเดือนเท่านั้นหรือไม่?

สำหรับการเตรียมตัวก่อนเริ่มกระตุ้นไข่ สามารถทำอัลตราซาวด์วันไหนของรอบเดือนก็ได้ จะพอบอกจำนวนไข่คร่าวๆ ได้ และสามารถดูมดลูกว่ามีความผิดปกติ เช่น เนื้องอกมดลูกได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงกระตุ้นไข่ จะต้องอัลตราซาวด์ครั้งแรกตอนประมาณวันที่ 2-3 ของรอบเดือน เพื่อวัดจำนวนไข่เริ่มต้น

37:55 หากปวดท้องประจำเดือน จะสามารถฝากไข่ได้หรือไหม?

สามารถทำได้ การปวดท้องประจำเดือนเกิดจากมดลูกบีบตัว ซึ่งไม่ได้มีผลต่อกับการเก็บไข่ แต่ก็ต้องมาดูว่าอาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากซีสต์ เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ หรือเนื้องอกมดลูกหรือไม่ ซึ่งบางครั้งการมีช็อกโกแลตซีสต์อาจจะขัดขวางการเก็บไข่ หรือถ้าซีสต์ใหญ่มากอาจจะเก็บไข่ไม่ได้ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาซีสต์ออกก่อน เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเก็บไข่แล้วเข็มเก็บไข่ไปจิ้มโดนซีสต์แตก และเกิดอาการปวดท้องมากได้

38:54 จำนวนไข่มากน้อยของแต่ละคนขึ้นอยู่กับอะไร และมีวิธีที่ทำให้ไข่เยอะขึ้นได้หรือไม่?

จำนวนไข่เยอะหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าพันธุกรรมคุณแม่ให้มามากน้อยแค่ไหน หากเป็นคนที่มีไข่เยอะ จำนวนไข่ในแต่ละรอบก็จะเยอะ แม้จะอายุมากชึ้น เช่น เกิน 40 ปี ก็ยังมีไข่เยอะอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่ออัตราการสลายตัวของไข่ เช่น เคยได้รับยาบางชนิด ฉายแสง หรือเคมีบำบัด ที่มีผลทำให้จำนวนไข่ในรังไข่ลดลงเร็วมาก อาจจะทำให้จำนวนไข่หายไปมากกว่าคนทั่วไปได้ที่อายุพอๆ กันได้

ส่วนวิธีที่ทำให้ไข่เพิ่มขึ้น คุณหมอตอบว่าไม่มีวิธี เพราะผู้หญิงจะมีจำนวนไข่ตั้งต้นจำกัด และจะทยอยสลายตัวลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ไม่เหมือนผู้ชาย ที่มีการสร้างอสุจิใหม่ได้เรื่อยๆ ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการแช่แข็งไข่ เพื่อลดปัญหามีบุตรยาก เมื่ออายุมากขึ้น

40:22 ควรฝากไข่ไว้จำนวนเท่าไหร่ ถึงจะพอสำหรับการนำไปใช้ในอนาคต?

หากเป็นตัวเลขเฉลี่ยของจำนวนไข่ในทุกช่วงอายุ อยู่ที่ประมาณ 15 ใบ แต่ถ้าได้มากกว่านี้ ก็จะมีโอกาสมากขึ้น เพราะหลังจากที่ละลายไข่และผสมกับอสุจิ แล้วเลี้ยงเป็นตัวอ่อนแล้ว โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่ปกติอย่างน้อยประมาณ 2-3 ตัว (จากไข่เริ่มต้นประมาณ 15 ใบ) และเปอร์เซ็นต์ท้องในแต่ละครั้งที่ย้ายตัวอ่อนที่คุณภาพดี กลับเข้าสู่มดลูก จะอยู่ที่ประมาณ 70-80%  

อย่างไรก็ตาม จำนวนไข่ 15 ฟองอาจจะมีอัตราความสำเร็จไม่เท่ากันในแต่ละช่วงอายุ เช่น ไข่ 15 ฟองของผู้หญิงอายุ 28 ปี อาจจะได้ตัวอ่อนเยอะมาก และตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมผลมีผลปกติเยอะมาก ในทางกลับกัน ไข่ 15 ฟองของผู้หญิงอายุ 43 ปี อาจมีโอกาสที่จะไม่สามารถผสมเป็นตัวอ่อนได้สำเร็จเลยก็เป็นได้ เรียกได้ว่า เมื่ออายุเยอะอาจจะต้องเก็บไข่มากขึ้น เพราะเปอร์เซ็นต์ของไข่ที่ปกติจะลดลงตามอายุที่มากขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าหากเราเก็บไข่ตอนอายุยังไม่เยอะมาก เปอร์เซ็นต์ที่จะได้ไข่คุณภาพดีจะมีมากกว่า

42:17 การฉีดกระตุ้นไข่ จะต้องฉีดเวลาเดิมทุกวัน หากวันไหนลืมและเลยเวลาฉีดมาแล้วต้องทำอย่างไร?

ต้องรีบฉีดทันทีที่นึกได้ และรีบแจ้งคุณหมอว่ามีการฉีดยาผิดเวลา

42:36 ช่วงการฉีดกระตุ้นไข่ มีผลข้างเคียงหรือไม่ สามารถใช้ชีวิตปกติและออกกำลังกายได้ไหม?

ระหว่างที่ฉีดกระตุ้นไข่ คุณเอ๋มีผลข้างเคียง คืออารมณ์เหวี่ยง แต่ก็ดีขึ้นและกลับมาปกติใน 1-2 วัน จะรู้สึกว่าหิวและกินอาหารอร่อยขึ้น ผิวพรรณดีขึ้น มีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เว้นการออกกำลังกายหนัก

ซึ่งคุณหมอแชร์ว่าปกติทั่วไปก็จะมีอาการคล้ายๆ กับคุณเอ๋ แต่บางคนอาจจะคัดตึงเต้านมบ้าง หรือบางคนอาจจะนอนไม่หลับ ท้องอืด ส่วนใครที่อยากออกกำลังกาย ก็สามารถเดินเบาๆ ได้

43:59 อาการอะไรบ้าง ที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังเก็บไข่?

สำหรับคุณเอ๋รู้สึกว่าท้องอืดมาก เมื่อกระตุ้นไข่แล้วตอบสนองกับยาได้ดี ไข่จึงเยอะมาก

คุณหมอนิเล่าว่าอาการท้องอืด ปวดหน่วงๆ เป็นเรื่องปกติ ยิ่งใครที่ไข่เยอะมาก เมื่อขยับตัวก็จะรู้สึกตึง ส่วนเรื่องน้ำหนักอาจจะขึ้นสักช่วงหนึ่ง พอประจำเดือนมาก็จะดีขึ้น รวมถึงอาจมีเลือดออกติดกางเกงในประมาณ 1-2 วัน

44:59 กรณีที่มีโรคประจำตัว ต้องกินยาเป็นประจำ สามารถฝากไข่ได้หรือไม่?

ต้องดูก่อนว่าเป็นโรคอะไร ใช้ยาอะไร จำเป็นต้องหยุดยาก่อนที่จะเก็บไข่หรือไม่ ยานั้นมีผลทำให้เลือดออกเยอะมากไหม ซึ่งต้องดูเป็นรายบุคคลไป แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอก่อน

45:23 มีเชื้อ HPV สามารถฝากไข่ได้ไหม และยากระตุ้นไข่มีผลกระทบหรือไม่?

ฝากได้ เพราะ HPV คือการติดเชื้อที่ปากมดลูก เวลาที่เก็บไข่จะใช้เข็มเจาะเข้าไป ไม่ได้ผ่านในส่วนของปากมดลูกอยู่แล้ว ส่วนยากระตุ้นไข่ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรเช่นกัน

45:59 หากเพิ่งฉีดวัคซีนมาสามารถเข้ากระบวนการฝากไข่ได้หรือไม่?

ปกติแล้ว คุณหมอไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในระหว่างที่กระตุ้นไข่ แนะนำให้ฉีดให้เรียบร้อยก่อน 1 เดือน หรือ 2 สัปดาห์ เพราะส่วนใหญ่วัคซีนจะเริ่มกระตุ้นภูมิที่ 2 สัปดาห์ คุณหมอจึงไม่อยากให้มีอะไรมารบกวนในช่วงนี้

46:29 ระหว่างกระตุ้นไข่สามารถฉีดโบทอกซ์ ฉีดสิว ฉีดฟิลเลอร์ ฉีดสลายไขมัน รวมถึงทำเล็บได้หรือไม่?

ทำได้ แต่คุณหมอแนะนำว่าอย่าเพิ่งทำ เพราะบางคนอาจจะมีสิวขึ้นเมื่อฉีดยากระตุ้น ให้รอจนกระตุ้นไข่เสร็จแล้วประจำเดือนมา ฮอร์โมนก็จะกลับมาปกติ ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

ส่วนการทำเล็บ ก็สามารถทำได้ แต่เมื่อเข้าห้องเก็บไข่คุณหมอจะขอเว้นไว้ 1 เล็บ สำหรับวัดค่าออกซิเจน แสงจะต้องผ่านเล็บ หากต่อเล็บหรือทาเล็บเจลจนเล็บหนาอาจจะวัดออกซิเจนไม่ได้ แต่หากแค่ทาสีเล็บไม่จำเป็นต้องล้างออก เพราะแสงสามารถผ่านได้

48:20 จากสถิติไข่ที่ถูกแช่แข็งสูงสุดนานกี่ปี ที่ละลายแลนำมาใช้จริงแล้วตั้งครรภ์?

สำหรับที่ Superior A.R.T. เคยมีเคสสูงสุดนาน 6-7 ปี

49:02 จริงหรือไม่ เด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วจะไม่แข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป?

จากข้อมูลที่รวบรวมเด็กที่เกิดด้วยวิธีเด็กหลอดแก้วทั่วโลก พบว่า เด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้ว เจอความผิดปกติมากกว่าเด็กที่เกิดตามธรรมชาติเล็กน้อย อาจจะเกิดจากภาวะมีบุตรยากที่ทำให้ไม่สามารถมีลูกเองตามธรรมชาติได้ และเทคโนโลยีที่พยายามเอาชนะธรรมชาติ เช่น ในฝ่ายชายที่ไม่มีอสุจิเลย ก็จะไม่สามารถมีลูกเองตามธรรมชาติได้ แต่การทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการดึงสเปิร์มมาจากลูกอัณฑะโดยตรง ก็สามารถทำให้มีลูกได้ แต่ก็เพิ่มโอกาสที่จะพบยีนผิดปกติในเด็กได้

แต่ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีในการตรวจหลายอย่าง เช่น การตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนจะใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งเป็นการคัดกรองตัวอ่อนที่ดีได้ ในระดับหนึ่ง เช่น ในคุณแม่ที่อายุมากกว่า 40 ปี การตั้งท้องธรรมชาติอาจจะมีโอกาสเป็นเด็กดาวน์ซินโดรม แต่การทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อน ก็จะช่วยป้องกันปัญหาเรื่องนี้ได้ เรียกได้ว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยสรุปก็คือในเคสคนไข้ปกติไม่ได้มีโอกาสที่จะเกิดเด็กที่ผิดปกติจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วแต่อย่างใด รวมถึงหากในครอบครัวมีประวัติโรคพันธุกรรมที่ส่งทอดกันมา เราสามารถตรวจได้ทั้งจำนวนโครโมโซมและโรคพันธุกรรมนั้นๆ ไปพร้อมกันได้

51:15 กรณีตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติตอนอายุเยอะ มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

มีความเสี่ยง 2 กรณี  คือ

– เสี่ยงลูก หากคุณแม่อายุเยอะมีโอกาสที่เด็กจะผิดปกติ เช่น เป็นเด็กดาวน์ซินโดรมมากขึ้น ซึ่งถ้าอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะได้ลูกเป็นดาวน์ซินโดรม 1:350 คือคนท้องอายุ 35 ปี จำนวน 350 คน เจอว่าคลอดลูกออกมาเป็นดาวน์ซินโดรม 1 คน และความเสี่ยงนี้จะสูงขึ้นตามอายุแม่ที่มากขึ้น

– เสี่ยงแม่ หากคุณแม่ท้องตอนที่อายุเยอะจะมีโอกาสเป็นความดันสูงและเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากขึ้น ถ้าอายุค่อนข้างเยอะ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาก่อน เพื่อจะได้วางแผนว่าจะต้องไปตรวจอะไรก่อนหรือไม่ เตรียมตัวเตรียมร่างกายอะไรก่อนหรือไม่

52:12 กรณีเป็นโรคมะเร็งแล้วรักษาอยู่ สามารถฝากไข่ได้หรือไม่?

การแช่แข็งไข่ จริงๆแล้วถูกออกแบบมาเพื่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง เพราะจะต้องไปรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือฉายแสง ซึ่งจะมีผลทำให้จำนวนไข่ในรังไข่ลดลง หรือรังไข่หยุดทำงาน ทำให้มีบุตรยากในอนาคต จึงมีการกระตุ้นและนำไข่มาแช่แข็งเก็บไว้ก่อน เมื่อหายจากโรค และพร้อมมีลูกจะได้ลดปัญหามีบุตรยาก

อย่างไรก็ตาม ต้องมาดูก่อนว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน หากเป็นมะเร็งระยะลุกลามก็จะยังไม่สามารถทำได้

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลดีๆ จาก Superior A.R.T. ที่นำมาแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ สำหรับใครที่สนใจอยากจะฝากไข่ หรืออยากจะมีลูกแต่ยังไม่พร้อมในตอนนี้ ก็สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอที่คลินิก Superior A.R.T. ได้ทุกวันเลยนะคะ

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.52 ❝รอบรู้เกี่ยวกับ(รัง)ไข่ และ(ฟอง)ไข่❞


❝รอบเกี่ยวกับ(รัง)ไข่ และ(ฟอง)ไข่❞ โดยคุณหมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก สำหรับ 𝐋𝐈𝐕𝐄 รอบนี้ คุณหมอโฟมจะมาให้ความรู้เรื่องรังไข่มีหน้าที่ทำอะไร สาวๆ เรามีไข่จำนวนเท่าใดกัน แล้วเวลาอัลตราซาวด์เราเห็นฟองไข่หรือไม่ อย่างไร การกระตุ้นไข่บ่อยๆ จะทำให้ไข่จะหมดเร็วไหม กรณีมีซีสต์ทำให้มีลูกยากจริงไหม และต้องผ่าตัดก่อนหรือไม่ 👩🏻‍⚕️


1:26 รังไข่คืออะไร

รังไข่เป็นอวัยวะที่มีเฉพาะในผู้หญิง อยู่ในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้องส่วนล่าง ซึ่งจะเป็นอวัยวะเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง 2 ข้างของมดลูก โดยอยู่ติดกับท่อนำไข่ ซึ่งมดลูกที่อยู่ตรงกลางเปรียบเสมือนลำตัว และท่อนำไข่จะเหมือนแขนทั้ง 2 ข้าง ซึ่งปกติขนาดรังไข่ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีขนาดประมาณ 3 x 2 x 1 เซนติเมตร หรือขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ

2:22 หน้าที่ของรังไข่ หลักๆ มี 2 อย่าง คือ

1. การสร้างหรือผลิตฮอร์โมนเพศหญิง

อย่างฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญในร่างกาย ทั้งเรื่องการตกไข่ การควบคุมประจำเดือนให้มาสม่ำเสมอ และการแสดงออกลักษณะทางเพศของเพศหญิง เช่น เสียงแหลม มีหน้าอก สะโพกผาย มีการสะสมของไขมันที่ทำให้มีรูปร่างเป็นผู้หญิง รวมไปถึงระบบอื่นๆ อย่างการยับยั้งการสลายของมวลกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมีบทบาทในการเตรียมเยื่อบุผนังโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ และยังช่วยพยุงการตั้งครรภ์ให้ไปตลอดรอดฝั่ง โดยในช่วงแรกฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะถูกสร้างมาจากรังไข่ ที่เรียกว่าคอร์ปัสลูเทียม (Corpus Luteum) หลังจากที่พ้นระยะไตรมาสแรกไปแล้ว ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนหลักจะสร้างมาจากรก ดังนั้นผู้หญิงที่เคยมีประวัติแท้ง หรือทำเด็กหลอดแก้ว คุณหมอจะให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในปริมาณที่สูงขึ้น เพื่อช่วยพยุงการตั้งครรภ์

ส่วนผู้หญิงที่รังไข่หยุดทำงาน ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็จะลดต่ำลง หรืออยู่ในระดับที่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ก็จะทำให้มีอาการวัยทอง เช่น หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ มีอาการร้อนวูบวาบ หรือบางคนที่หมดประจำเดือนเร็วอาจจะมีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น ปัญหามวลกระดูกลดลง เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือปัญหาเรื่องความจำ โดยจะเกิดได้เร็วกว่าผู้หญิงที่หมดประจำเดือนปกติ

2. การผลิตและปล่อยเซลล์ไข่ หรือเซลล์สืบพันธุ์

ใน 1 รอบเดือน ผู้หญิงที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ จะมีฟองไข่ที่โตที่สุดและสุก ซึ่งจะตกลงมาที่บริเวณท่อนำไข่เพื่อรอผสมกับอสุจิ หากเกิดการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะเคลื่อนไปฝังในโพรงมดลูก เซลล์ไข่กับอสุจิจึงมีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตไปตัวอ่อนและทารก

หากลองเปรียบเทียบอวัยวะของผู้หญิงและผู้ชาย รังไข่จะเปรียบเทียบได้กับลูกอัณฑะของผู้ชาย ส่วนเซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิงอย่างฟองไข่หรือเซลล์ไข่ จะเปรียบเทียบได้กับตัวอสุจิ ดังนั้นรังไข่จึงเป็นอวัยวะเล็กๆ ที่มีบทบาทสำคัญที่ต่อการเกิดการตั้งครรภ์

6:23 รังไข่ใหญ่ขนาดไหน สามารถมองเห็นรังไข่ขนาดปกติ หรือคลำจากหน้าท้องได้ไหม?

โดยปกติเราจะไม่สามารถมองเห็นรังไข่ และไม่สามารถคลำจากหน้าท้องสำหรับรังไข่ที่มีขนาดปกติ แต่สามารถดูได้ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด โดยหัวตรวจอัลตราซาวด์จะไปชิดกับปากมดลูก จะทำให้เราเห็นรังไข่และฟองไข่ได้ชัดขึ้น แต่หากตรวจอัลตราซาวด์ผ่านทางหน้าท้อง ซึ่งหัวตรวจอัลตราซาวด์จะต้องผ่านผิวหนังและชั้นผนังหน้าท้องที่มีไขมัน รวมถึงการมีแก็สในลำไส้ ก็จะทำให้เห็นรังไข่หรือฟองไข่ได้ยากขึ้นและไม่ชัดเจน

การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดจะเห็นเซลล์ไข่หรือฟองไข่เล็กๆ ซึ่งสิ่งที่เห็นจริงๆ แล้วคือสารน้ำในฟองไข่ เซลล์ไข่หรือฟองไข่จริงๆ จะมองไม่เห็น ต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ แต่หากมีความผิดปกติของรังไข่ เช่น ถุงน้ำหรือซีสต์ คุณหมอก็จะสามารถเห็นจากการตรวจอัลตราซาวด์ได้ ซึ่งซีสต์ที่มีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร ก็จะตรวจพบได้ยากจากตรวจภายในโดยใช้มือคลำผ่านทางช่องคลอดและผนังหน้าท้อง ดังนั้นคุณหมอแนะนำให้ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์และมีเพศสัมพันธ์แล้ว ตรวจเช็คอัลตราซาวด์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูอวัยวะในอุ้งเชิงกรานสตรี ไม่ว่าจะเป็น มดลูก และรังไข่ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งสามารถทำพร้อมกับการตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำปีได้

8:34 ซีสต์ที่รังไข่ คืออะไร?

ทางการแพทย์ ซีสต์จะใช้เรียกถุงน้ำที่มีลักษณะเรียบ ข้างในเป็นน้ำใสหรือน้ำขุ่น เนื้อไม่ตัน ซึ่งถือว่าเป็นถุงน้ำเนื้อดี โอกาสเป็นเป็นเนื้อร้ายหรือเป็นมะเร็งน้อย

หากคุณหมอทำการตรวจอัลตราซาวด์แล้วเห็นก้อนมีลักษณะผิดปกติ ซึ่งก็คือเนื้องอกที่รังไข่ สามารถแบ่งได้ 2 แบบ คือเนื้องอกที่เป็นเนื้อดี กับเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย โดยส่วนใหญ่เนื้องอกแบบเป็นเนื้อดี จะมีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก ส่วนเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย จะมีทั้งน้ำและเนื้อตันประกอบกัน

9.57 เมื่ออัลตราซาวด์ คุณหมอจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นซีสต์?

ถ้าเป็นรังไข่ธรรมดา จะเห็นเป็นฟองไข่เล็กๆ แต่หากเป็นซีสต์ จะเห็นเป็นถุงน้ำใหญ่ๆ ซึ่งถ้าเป็นถุงน้ำที่สะท้อนแสงจากคลื่นอัลตราซาวด์ แบ่งได้เป็น

10:41 ประเภทของซีสต์ มีดังนี้ 

1. ซีสต์ปกติที่ไม่ได้เป็นรอยโรคหรือพยาธิสภาพ คือซีสต์หรือถุงน้ำที่เกิดได้ตามรอบการตกไข่หรือรอบการมีประจำเดือน โดยแบ่งเป็น

  • ถุงน้ำที่เกิดจากไข่ไม่ตก หากรอบประจำเดือนก่อนหน้าไม่มีการตกไข่ ถุงฟองไข่นั้นจะโตขึ้นและจะคงอยู่จนถึงรอบประจำเดือนถัดไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำอะไร สามารถตรวจติดตามได้
  • ถุงน้ำที่เกิดจากไข่ตก ส่วนใหญ่จะเจอในช่วง 14 วันหลังจากวันแรกของการมีประจำเดือน หรือช่วงครึ่งหลังจากที่ไข่ตก จนถึงก่อนรอบประจำเดือนรอบถัดไป โดยซีสต์ประเภทนี้เกิดจากฟองไข่ตกไปแล้ว แต่มีเปลือกไข่ที่เหลืออยู่มีเลือดออกและขังอยู่ภายในถุงหรือเปลือกไข่นั้น หากซีสต์แตก อาจทำให้ปวดท้องและมีเลือดออกในท้องได้ แต่หากเลือดหยุดเอง ก็จะหยุดโต และกลายเป็นถุงซีสต์

ซึ่งซีสต์ทั้ง 2 ประเภทนี้ มีโอกาสหายได้เอง สามารถตรวจติดตามได้ ไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดใดๆ ยกเว้นว่ามีซีสต์แตก และมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น หรือปวดท้องเฉียบพลัน อาจจะต้องได้รับการรักษา โดยซีสต์ที่เกิดตามรอบประจำเดือน ทั้งเกี่ยวกับการตกไข่หรือไม่ตกไข่ จะไม่มีผลต่อการมีบุตรยากในอนาคต อาจจะรักษาโดยการใช้ยาฮอร์โมนหรือตรวจติดตามได้

2. ซีสต์ที่เป็นพยาธิสภาพหรือรอยโรค สามารถพบได้บ่อยในถุงน้ำ และเซลล์เยื่อบุผิว เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ PCOS และเดอร์มอยด์ซีสต์ ซึ่งซีสต์ที่มีผลต่อภาวะมีบุตรยากในกลุ่มนี้ คือ

  • PCOS หรือถุงน้ำในรังไข่หลายใบ เกิดจากภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยภายในร่างกายที่สัมพันธ์กับความไม่สมดุลของฮอร์โมน มีการทำงานของฮอร์โมนเพศชายเด่น รวมไปถึงภาวะไขมันหรือน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ ทำให้เกิดภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังเกิดขึ้น ซึ่งซีสต์ประเภทนี้ส่งผลทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากจากปัญหาเรื่องการตกไข่
  • ช็อกโกแลตซีสต์ โดยเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาหรือภาวะมีบุตรยากได้หลายกลไก ภายในช็อกโกแลตซีสต์จะมีลักษณะเป็นสารน้ำสีน้ำตาลคล้ายกับสีช็อกโกแลต เกิดจากเลือดเก่าๆ ที่สะสมอยู่ภายใน การอักเสบบริเวณส่วนผิวของรังไข่จะเห็นเป็นจุดเลือดออกสีแดงๆ ซึ่งจะทำให้มีพังผืดเกิดขึ้น หากพังผืดไปรัดรังไข่ จะทำให้ไข่ไม่สามารถหลุดหรือตกออกมาภายนอกได้ หรือหากรัดบริเวณท่อนำไข่ ก็ทำให้ท่อนำไข่อุดตันได้
    หากซีสต์มีขนาดใหญ่ ก็จะกินพื้นที่เนื้อรังไข่ที่ดี ทำให้การทำงานของรังไข่ลดน้อยลง หากรังไข่นั้นยังทำงานได้ดี โอกาสที่จะผลิตเซลล์ไข่ที่สมบูรณ์หรือมีคุณภาพดีออกมา น้อยกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นช็อกโกแลตซีสต์ 8ส่วนการรักษาช็อกโกแลตซีสต์จะมี 2 แบบ คือการให้ยาฮอร์โมนและการผ่าตัด ซึ่งหลักการของการให้ยาฮอร์โมน คือยับยั้งการตกไข่เพื่อไม่ให้มีประจำเดือน โอกาสที่ช็อกโกแลตซีสต์จะยุบลงหรือไม่โตขึ้นก็จะมีมากขึ้น แต่เนื่องจากจุดประสงค์ของการให้ยาฮอร์โมนนี้ เพื่อยับยั้งการตกไข่ ดังนั้นฝ่ายหญิงอาจจะต้องตัดสินใจเลือกว่าจะวางแผนมีบุตรเลยหรือจะรักษาซีสต์ก่อน
    ส่วนการผ่าตัด คุณหมออาจจะพิจารณาเป็นรายบุคคล ขึ้นอยู่กับอาการที่มี เช่น มีอาการปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยเป็นๆ หายๆ หรือเจ็บขณะที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งหากมีอาการมาก การผ่าตัดจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการ และช่วยให้การมีบุตรเองตามธรรมชาติมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    นอกจากอาการแล้ว การพิจารณาผ่าตัดยังขึ้นอยู่กับขนาดของซีสต์ ส่วนใหญ่แล้วการรักษาช็อกโกแลตซีสต์ด้วยยาจะเหมาะสำหรับซีสต์ที่มีขนาดไม่เกิน 4-5 เซนติเมตร หากขนาดใหญ่กว่านั้น ยาฮอร์โมนอาจจะไม่สามารถไปกดซีสต์ได้เพียงพอ คุณหมอจึงแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด โดยจะต้องประเมินก่อนว่าสามารถผ่าตัดทันทีได้หรือไม่ หรืออาจต้องให้ยาฮอร์โมนก่อนผ่าตัด ซึ่งบางท่านอาจจะขอเก็บไข่ก่อนแล้วค่อยผ่าตัด

โดยทั่วไปแล้วหากพบว่ามีซีสต์หรือเนื้องอก หลายคนอาจต้องการผ่าตัดออก แต่การผ่าตัดที่รังไข่อาจมีข้อเสียที่อาจจะทำให้การทำงานของรังไข่ลดน้อยลง แม้ว่าจะเป็นเพียงซีสต์ขนาดเล็กๆ แค่ 3-4 เซนติเมตร  เมื่อต้องเลาะซีสต์ที่เป็นตัวรอยโรคออก อาจจะมีส่วนของรังไข่ที่ปกติบริเวณรอบๆ ซีสต์ออกไปด้วยเช่นกัน ทำให้การทำงานของรังไข่อาจจะลดน้อยลง ซึ่งมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและขนาดของซีสต์

ส่วนซีสต์ที่เป็นพยาธิสภาพ แต่ตามทฤษฎีแล้วไม่ได้ส่งผลต่อการมีบุตร คือ

  • เดอร์มอยด์ซีสต์ ซึ่งเป็นการเจริญของเยื่อบุที่รังไข่ และเจริญมาเป็นเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ บริเวณรังไข่ หากต้องมีการผ่าตัด จะต้องระมัดระวังว่าเนื้อเยื่อรังไข่ที่ดีอาจจะหลุดออกไปหรือได้รับการผ่าตัดออกไปด้วย ทำให้การทำงานของรังไข่อาจจะลดน้อยลงได้
    โดยข้างในของเดอร์มอยด์ซีสต์เป็นไขมัน ขน ผม ฟัน อาจจะมีน้ำหนัก และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากซีสต์นั้น เช่น อาจจะบิดขั้วหรือแตกได้ ทำให้สารน้ำกระจายไปทั่วช่องท้องจนเกิดการอักเสบ หรือเกิดพังผืดเต็มช่องท้องได้ ดังนั้นตามทฤษฎีแล้ว เดอร์มอยด์ซีสต์ที่ีมีขนาดประมาณ 5-6 เซนติเมตร มีโอกาสที่จะบิดขั้วได้ง่ายและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย คุณหมอจึงแนะนำว่าควรจะผ่าตัดเอาซีสต์ออกออก
  • ซีสต์ที่เป็นเซลล์เยื่อบุผิว ข้างในเป็นน้ำใส ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อการมีบุตร การผ่าตัดจึงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยขนาด 7-8 เซนติเมตร หากไม่ได้สงสัยว่าจะมีส่วนของเนื้อร้าย ก็ยังเป็นขนาดที่สามารถตรวจติดตามได้ทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน

เรียกได้ว่า ซีสต์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่คุณหมอแนะนำว่าให้มาตรวจ Check-up อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อที่จะเช็คดูว่ามีซีสต์อยู่หรือไม่ หรือหากอายุประมาณ 20 ปี เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือมีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็สามารถเริ่มมาตรวจโดยอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดได้

ขณะเดียวกัน เด็กๆ ก็มีโอกาสจะเกิดซีสต์ได้เช่นกัน แต่พบได้ไม่บ่อย โดยจะเป็นซีสต์ที่จำกัดเฉพาะช่วงอายุนั้นๆ หากสังเกตตัวเองแล้วไม่ได้มีอาการอะไร อาจจะเริ่มต้นตรวจที่อายุ 20 ปี แต่หากมีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก คลำเจอก้อน หรือประจำเดือนมาผิดปกติ แนะนำให้มาพบคุณหมอเพื่อพิจารณาว่าควรตรวจอ้ลตราซาวด์หรือไม่

25:19 ฟองไข่คืออะไร

ฟองไข่ เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ที่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ซึ่งจะมีจำนวนมากที่สุดตอนอายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ ประมาณ 6-7 ล้านฟอง หลังจากนั้นฟองไข่จะค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ  โดยจะมีฟองไข่ที่ไม่ได้ใช้ และฟองไข่ที่สลายไปค่อนข้างเยอะประมาณ 5 ล้านใบ จนถึงเมื่อคลอดจะเหลือแค่ 1-2 ล้านฟอง เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือวัยรุ่นและเริ่มมีประจำเดือน ฟองไข่ก็จะเริ่มตกออกมา โดยจะมีจำนวนฟองไข่เริ่มตั้งต้นที่ 300,000 ใบ

หากลองตีตัวเลขง่ายๆ ช่วงวัยรุ่นอายุ 15 ปี จนถึงวัยทองอายุประมาณ 50 ปี รวมเป็นเวลา 35 ปี ฟองไข่ 300,000 ฟอง จะตกออกมาเดือนละ 1 ใบ เท่ากับว่าฟองไข่ที่เราใช้จริงๆ มีเพียง 400-500 ใบ เพราะฉะนั้นใน 1 รอบเดือน จะมีไข่จะตกแค่ใบเดียว ที่เหลือจะสลายไป จึงเป็นที่มาของหลักการกระตุ้นไข่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ที่จะกระตุ้นไข่ที่ปกติแล้วจะสลายไป ให้เจริญเติบโตเพื่อเก็บไว้ใช้ แทนที่จะปล่อยให้สลายไป เป็นการตอบข้อสงสัยในกรณีที่กังวลว่าการกระตุ้นไข่จะทำให้ไข่หมดเร็วหรือรังไข่หยุดทำงานเร็วขึ้นหรือไม่ ซึ่งก็ไม่มีผลแต่อย่างใด

สำหรับรอบประจำเดือนที่สม่ำเสมอ ฟองไข่จะตกเดือนละ 1 ใบ โดยแต่ละเดือนจะไม่รู้ว่าไข่ตกข้างไหน เพราะไข่จะตกแบบสุ่ม โดยบางคนอาจจะรู้สึกหน่วงในบริเวณข้างที่ไข่ตกได้หากมีสารน้ำในฟองไข่ไหลมาในอุ้งเชิงกราน การอัลตราซาวด์ก่อนที่ฟองไข่จะตก จะเห็นว่าฟองไข่โตด้านไหน ซึ่งจะทำให้เราพอจะคาดเดาได้ว่าในรอบเดือนนี้ไข่น่าจะตกข้างนั้น ซึ่งจะช่วยสำหรับกรณีที่เคยท้องนอกมดลูก เคยผ่าตัดท่อนำไข่ด้านหนึ่ง หรือมีท่อนำไข่ตันด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้รู้ได้ว่าในเดือนนี้ฟองไข่จะตกข้างไหน มีโอกาสในการตั้งครรภ์ในรอบนี้มากน้อยแค่ไหน หรือสามารถใช้ร่วมเพื่อวางแผนงดการฉีดเชื้อ IUI หรือมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติในกรณีที่ไข่ตกในด้านที่ท่อนำไข่ตัน เพื่อปัองการการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเรื่องไข่

30:49 หากเข้ากระบวนการรักษา ICSI แล้ว กระตุ้นไข่หลายๆ รอบ ไข่จะหมดเร็วจริงไหม?

คำตอบคือ ไม่จริง เพราะเป็นการกระตุ้นฟองไข่ในรอบเดือนนั้นที่กำลังจะสลายไป ให้เจริญเติบโตสามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งถ้าไม่กระตุ้นไข่ก็จะสลายไปอยู่ดี เพราะในรอบเดือนหน้าก็จะเป็นฟองไข่ล็อตใหม่

31:30 การทำงานของรังไข่หรือฟองไข่เสื่อมเร็วกว่าอายุ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

ส่วนใหญ่การทำงานของรังไข่ที่เสื่อมเร็ว หรือหยุดทำงานเร็วกว่าอายุ เกิดจากปัจจัยดังนี้

  1. ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น มีโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมผิดปกติ ที่ทำให้รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยเร็ว แม้จะไม่ได้พบบ่อยๆ แต่ก็ถือเป็นสาเหตุหนึ่งได้ สามารถทราบด้วยการตรวจโครโมโซม
  2. ปัจจัยภายนอก หลักๆ เกิดจากการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดซีสต์ รังไข่ เลาะพังผืด หรือบริเวณปีกมดลูก ซึ่งอาจจะกระทบต่อเส้นเลือดที่มาเลี้ยงรังไข่ เพราะท่อนำไข่กับมดลูกอยู่บริเวณเดียวกัน เส้นเลือดมาเลี้ยงจะเป็นเส้นเลือดที่ใกล้เคียงกัน เมื่อมีเส้นเลือดไปเลี้ยงรังไข่น้อยลง อาจจะทำให้รังไข่เสื่อมได้เร็วกว่าปกติ

นอกจากนี้ หากมีโรคประจำตัว จำเป็นต้องกินยาหรือเคยได้รับเคมีบำบัด เช่น เคยเป็นมะเร็งเต้านม จะมีผลทำให้รังไข่เสื่อมหรือหยุดทำงานเร็วกว่าอายุโดยปกติ รวมถึงโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันภายใน ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการอักเสบที่รังไข่ ทำให้รังไข่ทำงานน้อยลง ผลิตฟองไข่ได้น้อยลงและรังไข่หยุดทำงานเร็วกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีนั้นไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจนที่ทำให้รังไข่หยุดทำงานเร็ว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 80-90% โดยสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มลพิษ PM 2.5 ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต อาหารการกินที่ไม่ดี ไม่ออกกำลังกาย ก็อาจจะมีผลทำให้รังไข่เสื่อมเร็วได้เช่นกัน

34:28 วิธีการป้องกันไม่ให้รังไข่เสื่อมเร็วคืออะไร?

เนื่องจากไม่รู้สาเหตุ จึงไม่รู้วิธีป้องกัน แต่เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อช่วยชะลอการทำงานของรังไข่ที่ลดลงได้ เช่น การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์, กินวิตามินเสริม, การลดความเครียดที่เป็นปัจจัยส่งผลต่อฮอร์โมนภายใน, การออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นเลือดให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงรังไข่ได้ดีขึ้น งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และสารเคมีที่อาจจะมีผลทำให้การทำงานของรังไข่เสื่อมลง

35:21 จะรู้ได้อย่างไรว่ารังไข่ของเราเสื่อมเร็วกว่าอายุ?

ส่วนใหญ่จะมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ รอบประจำเดือนห่าง ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งที่บ่งบอกว่ารังไข่อาจจะทำงานน้อยลง หรือบางคนอาจจะมีอาการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เพราะหากรังไข่หยุดทำงาน ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็จะลดลง ส่งผลให้มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ร้อนวูบวาบ อาการเหมือนเข้าสู่วัยทอง ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวก็แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอ

36:28 ปัจจัยประเมินการทำงานของรังไข่เพื่อดูว่ามีฟองไข่กี่ใบ มีอะไรบ้าง?

  • อายุ
  • ฮอร์โมน AMH
  • อัลตราซาวด์ดูฟองไข่ตั้งต้นในช่วงที่มีประจำเดือน
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน

บทสรุป

สรุปก็คือฟองไข่จะมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การอัลตราซาวด์ก็ไม่สามารถเห็นฟองไข่ได้ แต่ใช้ตรวจดูสารน้ำในฟองไข่ เพื่อประเมินว่าน่าจะมีฟองไข่กี่ใบ เมื่อเก็บไข่จะดูดน้ำในฟองไข่ และนำไปตรวจดูฟองไข่ด้วยกล้องจุลทรรศน์

อย่างไรก็ตาม หากกระตุ้นไข่ได้หลายใบ ก็ไม่ได้หมายความว่าไข่จะสมบูรณ์เสมอไป โดยจะต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ และดูฟองไข่ที่ผ่านการล้างเซลล์รอบฟองไข่แล้วอีกรอบว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นก็ต้องดูอีกว่าหลังปฏิสนธิได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์หรือไม่

หรือหากฉีดยากระตุ้นไข่ไปแล้ว มีไข่โต 10 ใบ แต่เก็บไข่ได้เพียง 1 ใบ หมายความว่าอีก 9 ใบ อาจจะเป็นสารน้ำที่ไม่มีฟองไข่อยู่ในนั้น

อย่างไรก็ตาม Superior A.R.T. มีการเจาะฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นวิธีที่จะมาช่วยสนับสนุนว่าสารน้ำที่เราเห็น 10 ใบนั้น จะมีฟองไข่ 10 ใบหรือไม่ โดยในรังไข่ ในไข่ที่สมบูรณ์นอกจากจะสร้างสารน้ำแล้ว ก็ยังสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ไข่ที่โตสมบูรณ์หรือไข่ที่พร้อมเก็บแล้ว จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนในระดับที่สูงประมาณ 200-300 พิโกกรัมต่อมิลลิลิตร (pg/mL) ยกตัวอย่างเมื่อเก็บไข่ เห็นฟองไข่ 10 ใบ ก็ควรจะเจาะฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมได้ 2,000-3,000 pg/mL แต่หากตรวจได้ 500 pg/mL ก็จะบอกได้ว่า 10 ใบที่เห็นนั้น อาจจะเก็บไข่ที่สมบูรณ์ได้เพียง 2-3 ใบ

นอกจากการประเมินจำนวนฟองไข่ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์แล้ว  ก็จะใช้การตรวจวัดค่าฮอร์โมนเอสโตรเจนร่วมด้วย

สุดท้ายขนาดของฟองไข่ที่สามารถอัลตราซาวด์ดูได้ว่ามีความสมบูรณ์

จะมีขนาดมาตราฐานอยู่ที่ 18 มม. ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่ระบุว่าขนาดของไข่ที่เหมาะสมที่จะเก็บและมีโอกาสได้ฟองไข่ที่สมบูรณ์ ควรจะมีขนาดสารน้ำอยู่ที่ 16-24 มม. ขึ้นไป ก็จะมีโอกาสที่จะได้ฟองไข่ที่สมบูรณ์กว่าขนาดน้อยกว่านั้น

ดังนั้น เมื่อกระตุ้นไข่ คุณหมอจะดูฟองไข่ที่อัลตราซาวด์ ว่ามีขนาดที่เกิน 16-20 มม. กี่ใบ หากขนาดยังเล็กกว่าอาจจะกระตุ้นเพิ่มให้ถึงขนาดที่ต้องการ เพื่อที่จะได้มีโอกาสได้ฟองไข่ที่สมบูรณ์มากขึ้น

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : อายุ 40+ มีลูกได้ไหม

อายุ 40+ มีลูกได้ไหม

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

เมื่อผู้หญิงเริ่มมีอายุมากขึ้น ความกังวลเรื่องการมีบุตรก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ ในร่างกายอาจจะไม่พร้อมเท่าเดิม จนหลายคนมีคำถามว่า “อายุ 40+ มีลูกได้ไหม?” จะเพิ่มโอกาสมีลูกได้อย่างไร? 🤔

คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบ เรามาฟังคำตอบไปด้วยกันนะคะ​ 😊


สเปิร์มน้อย สเปิร์มไม่แข็งแรง แก้ไขได้ ถ้ารู้ก่อน

ปัญหา สเปิร์มน้อย สเปิร์มไม่แข็งแรง ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย ซึ่งอาจจะเกิดจากโรคประจำตัวหรือภาวะเจ็บป่วย

แต่รู้หรือไม่❓ว่าเรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ ด้วยการตรวจความพร้อมของสเปิร์มก่อนวางแผนมีบุตร ซึ่งที่ Superior A.R.T. ก็มีโปรแกรมตรวจสุขภาพคู่รัก Couple Checkup 💞 ในราคาพิเศษเพียง 4,999 บาท (จากราคาเต็ม 7,999 บาท) ซึ่งจะตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของทั้งคู่ เพื่อให้พร้อมสำหรับการมีบุตร ให้ทราบปัญหา สามารถแก้ไขและรักษาได้ทันท่วงทีค่ะ 🤓

21 มี.ค. วันดาวน์ซินโดรมโลก

21 มี.ค. วันดาวน์ซินโดรมโลก

วันที่ 21 มี.ค. ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น “วันดาวน์ซินโดรมโลก” (World Down Syndrome Day) เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มอาการดาวน์ รวมถึงส่งเสริมสิทธิและคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะนี้

ดาวน์ซินโดรม เป็นภาวะความผิดปกติของโครโมโซมที่พบได้บ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด โดยเกิดจากการที่ตัวอ่อนมีโครโมโซมคู่ที่ 21 จำนวน 3 แท่ง แทนที่จะมีเพียง 2 แท่ง ซึ่งโครโมโซมที่เกินมานี้ส่งผลต่อพัฒนาการของตัวอ่อน ทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายและสติปัญญา ทั้งนี้ โอกาสเกิดภาวะดาวน์ซินโดรมจะเพิ่มขึ้นในกรณีที่มารดามีอายุมากกว่า 35 ปี

แม้ว่าดาวน์ซินโดรมไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถ “ป้องกันได้” ด้วยการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy, PGT-A) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้วิเคราะห์จำนวนโครโมโซมทั้ง 23 คู่

ที่ Superior A.R.T. เรามีนักพันธุศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการตรวจคัดกรองนี้ โดยใช้เทคโนโลยี NGS (Next Generation Sequencing) เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ ลดความเสี่ยงของภาวะดาวน์ซินโดรมก่อนนำตัวอ่อนฝังกลับสู่โพรงมดลูกของมารดาต่อไป


🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : Geri® Time Lapse Incubator พี่เลี้ยงตัวตึงของน้องๆ ตัวอ่อน

Geri® Time Lapse Incubator ตัวช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า

Geri® Time Lapse Incubator คือ ตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน ที่มีหน้าที่เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงคนสำคัญของน้องๆ ตัวอ่อน แถมยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่สามารถติดตามพัฒนาการตัวอ่อนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นพี่เลี้ยงตัวตึงของน้องๆ ตัวอ่อนกันเลยทีเดียว

วันนี้ #นักวิทย์อยากเล่า คุณดวงสมร เลียงกลกิจ ผู้จัดการแผนกห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน👩🏻‍🔬จะพาไปดูวิธีการทำงานของพี่เลี้ยงคนสำคัญนี้ในห้องแล็บกันค่ะ 🙂


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ใส่ตัวอ่อนกลับแล้ว จะรู้ได้เมื่อไหร่ว่าท้อง?

ถามหมอ ใส่ตัวอ่อน เด็กหลอดแก้ว

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว เชื่อว่าหลังจากที่คุณแม่ได้ ใส่ตัวอ่อน กลับเข้าไปในโพรงมดลูกแล้ว คงจะตั้งตารอผลการตั้งครรภ์ด้วยใจจดจ่อ และอาจจะมีคำถามว่า ต้องใช้เวลากี่วันจึงจะรู้ว่าท้อง?

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาเฉลยข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้คุณแม่ได้คลายความกังวลกันค่ะ 😊


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.51 ❝บอกเล่าประสบการณ์ 6 เคส สุดโหด กว่าจะสำเร็จ❞


บอกเล่าเรื่องราว ประสบการณ์เคสสุดโหด เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้มีบุตรยาก อย่าเพิ่งยอมแพ้


บอกเล่าประสบการณ์ 6 เคส สุดโหด กว่าจะสำเร็จ โดยคุณหมอนิ หรือแพทย์หญิงนิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. ตั้งแต่คนไข้ที่อายุมาก คนไข้ฝ่ายหญิงที่มีไข่น้อยมาก ฝ่ายชายที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพสเปิร์ม หรือมีปัญหาทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ซึ่งหากใครมีปัญหาที่คล้ายๆ กัน อาจจะนำไปปรับใช้ในการรักษาของเคสตัวเองได้  


ก่อนอื่น ควรประเมินก่อนว่าคนไข้มีปัญหาอะไรบ้าง เริ่มต้นจากการตรวจดู จำนวนของไข่ ได้แก่ 

  • การตรวจเลือดฮอร์โมน AMH เพื่อวัดปริมาณไข่ในรังไข่ที่ยังเหลืออยู่ในร่างกายในช่วงอายุปีนี้ มีเยอะมากน้อยขนาดไหน ซึ่งจะสัมพันธ์กับจำนวนไข่ที่สามารถเก็บได้สำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยบอกว่าควรจะต้องรีบมากแค่ไหน จะเลือกการรักษาวิธีไหนดี เช่น IUI ทำเด็กหลอดแก้ว หรือยังมีเวลาลองแบบธรรมชาติ
  • การทำอัลตราซาวด์เพื่อวัดจำนวนไข่ เป็นวิธีที่บอกว่าในรอบเดือนนั้นมีไข่เยอะมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวันที่ดีที่สุดในการตรวจ คือวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบประจำเดือน โดยคุณหมอจะทำอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด และวัดจำนวนฟองไข่ที่เห็นในรังไข่ จะบอกถึงจำนวนไข่ที่จะกระตุ้นได้ในรอบเดือนนั้น หากทำเด็กหลอดแก้ว
  • การตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด โดยตรวจประมาณวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบประจำเดือน ซึ่งส่วนใหญ่จะดูฮอร์โมน 3 ตัว คือ FSH, LH และ Estradiol โดย FSH สัมพันธ์กับจำนวนไข่ และความตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ ระดับ FSH ยิ่งสูง แปลว่า รอบเดือนนั้น ไข่อาจจะจำนวนน้อย ตอบสนองต่อยาไม่ดี

ในส่วนของ คุณภาพไข่ ไม่มีการตรวจใดที่สามารถบอกได้ว่า คุณภาพของไข่ดีหรือไม่ดี จนกว่าจะเก็บไข่ออกมาดูหน้าตาของไข่ เช่น เปลือกไข่รูปร่างปกติไหม ขอบของเซลล์ไข่กับเปลือกไข่ห่างกันขนาดไหน ความเนียนของเนื้อไข่เป็นอย่างไร เวลายิง ICSI เข้าไปแล้ว เนื้อไข่นิ่มเกินไป แตก หรือเหนียวไหม ก็ช่วยบอกเรื่องคุณภาพของไข่ได้ 

แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีปัจจัยบางอย่างที่ช่วยบอกได้ว่า อาจจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพไข่ เช่น  

  • อายุ หากฝ่ายหญิงอายุค่อนข้างเยอะ ก็มีผลต่อคุณภาพของไข่ และโครโมโซมของไข่
  • มีประวัติเคยตั้งครรภ์และมีลูกแล้ว อาจจะพอบอกได้ว่า คุณภาพของไข่น่าจะดีในระดับหนึ่ง ถ้าไม่ได้วางแผนมีลูกห่างจากท้องที่แล้วหลายปีเกินไป
  • มีประวัติเคยแท้งมาแล้วหลายครั้ง อาจสงสัยได้ว่า โครโมโซมของไข่อาจจะมีความผิดปกติแฝงอยู่

สำหรับฝ่ายชาย วิธีการประเมินค่อนข้างง่าย คือเก็บอสุจิ หรือ สเปิร์ม เพื่อตรวจดูปริมาณของสเปิร์ม โดยจะดูทั้งจำนวน เปอร์เซ็นต์ของตัววิ่ง และรูปร่างของสเปิร์มที่ปกติ ซึ่งจะสามารถบอกได้ทั้งจำนวน และคุณภาพของสเปิร์มได้ระดับหนึ่ง  

ในปัจจุบัน มีการตรวจที่ละเอียดมากขึ้น คือ ตรวจสเปิร์ม DNA Fragmentation เพื่อดูว่ามีการแตกหักของ DNA ที่หัวของสเปิร์มหรือไม่ ทำให้สามารถบอกคุณภาพของสเปิร์มได้ดีมากขึ้น และช่วยทำนายได้ว่า เมื่อผสมตัวอ่อนทำเด็กหลอดแก้วแล้ว คุณภาพของตัวอ่อนจะดีแค่ไหน เปอร์เซ็นต์ความผิดปกติของโครโมโซมของตัวอ่อนจะมากหรือน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ของสเปิร์ม DNA Fragmentation ด้วย 


🌟 มาถึงประสบการณ์การรักษาผู้มีบุตรยาก 6 เคสสุดโหดของคุณหมอ  


คนไข้ฝ่ายหญิงอายุ 37 ปี แต่มีไข่น้อยมาก วัดค่าฮอร์โมน AMH ได้เพียง 0.008 ซึ่งถือว่าน้อยมากจนแทบตรวจหาไม่เจอ ส่วนฝ่ายชายอายุ 60 ปี มีประวัติมีบุตรและทำหมันแล้ว จึงต้องผ่าตัดเก็บสเปิร์มจากลูกอัณฑะโดยตรง (TESE) โดยใช้หลอดดูดหรืออาจจะเปิดแผลเล็กๆ เพราะเมื่อทำหมันแล้ว จะไม่มีสเปิร์มจากการหลั่งเองโดยธรรมชาติ 

อายุของฝ่ายชายมีผลต่อคุณภาพสเปิร์มหรือไม่? 

ถ้าอายุไม่ได้สูงมาก ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีผล โดยจะตัดช่วงอายุ ประมาณ 55 ปี หากอายุมากอาจส่งผลต่อคุณภาพสเปิร์มได้ และหากฝ่ายชายมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันที่ควบคุมได้ไม่ดี หรือมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด คุณภาพของสเปิร์มอาจจะแย่ลงก่อนอายุ 55 ปี 

เมื่อฝ่ายหญิงเข้ามากระตุ้นไข่ ในวันที่ 2 ของรอบเดือน ตรวจอัลตราซาวน์ เห็นไข่ประมาณ 1-2 ใบ ค่าฮอร์โมน FSH ได้ 27 ซึ่งปกติแล้วค่า FSH ที่ดี ไม่ควรเกิน 10  

หลังจากนั้น คุณหมอได้มีการพูดคุยเพื่อวางแผนการรักษากับคนไข้ บอกถึงโอกาส และคนไข้ไม่ต้องการเสียเวลา ขอลองกระตุ้นเลย แม้ว่ารอบนี้ดูไม่ค่อยดี ใช้เวลากระตุ้นไข่ 11 วัน ปรับยาฉีดตามค่าฮอร์โมน และใช้ฮอร์โมนแอนโดรเจลช่วยดันให้ไข่โต หลังจากที่กระตุ้นไข่ไปเรื่อยๆ คนไข้เริ่มมีไข่ที่โตตามมาภายหลัง ซึ่งก่อนที่จะเก็บไข่ คุณหมอเห็นไข่ประมาณ 4 ใบ แต่เมื่อถึงเวลาเก็บไข่ กลับเก็บได้เพียง 1 ใบ ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ในคนไข้ที่ AMH ต่ำมากๆ เพราะการทำอัลตราซาวด์ คือการวัดฟองไข่ (follicle) แต่จะไม่สามารถรู้ได้ว่าด้านในฟองไข่นั้น มีไข่ (oocyte) อยู่ไหม เราจะรู้ว่าในฟองไข่มีไข่หรือไม่ ก็ต่อเมื่อเราเจาะเข้าไปแล้วเก็บไข่ออกมา ดังนั้นจึงมีโอกาสเจอคนไข้ที่เห็นไข่อยู่ประมาณหนึ่ง แต่เก็บไข่ได้น้อยกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะในคนไข้ที่ AMH ต่ำ หรืออายุมาก 

อย่างไรก็ตาม ไข่ 1 ใบของคนไข้ สามารถผสมได้ตัวอ่อนและพัฒนาไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ได้ และตรวจโครโมโซมตัวอ่อนด้วย เพราะฝ่ายหญิงอายุเกิน 35 บวกกับสเปิร์มที่มาจากลูกอัณฑะโดยตรงมีโอกาสเป็นสเปิร์มที่ผิดปกติมากขึ้น ผลตรวจพบว่าตัวอ่อนมีความผิดปกติ มีโครโมโซมคู่ที่ 14 หายไป 1 แท่ง  

คุณหมอได้คุยกับคนไข้ถึงแนวโน้มผลลัพธ์ของการรักษา ซึ่งมีแนวโน้มที่จะไม่ค่อยดี เพราะมีปัญหาทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง แต่คนไข้กำลังใจดีมาก พร้อมสู้ต่อ เมื่อกระตุ้นไข่รอบที่ 3 คุณหมอจึงลองปรับยาให้เหมาะสมตามฮอร์โมน และใช้ยาเตรียมไข่ก่อนประจำเดือนมา ช่วยให้ไข่ขนาดใกล้เคียงกัน จนสามารถเก็บไข่ได้ 3 ใบ ผสมตัวอ่อนได้ 2 ตัว และไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ได้ 1 ตัว และโชคดีก็มาถึง เพราะเมื่อตรวจโครโมโซมแล้ว ได้ตัวอ่อนที่ปกติ ก่อนใส่ตัวอ่อน มีการเตรียมตัวอย่างดี ไม่ว่าจะดูความหนา การเรียงตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก และตรวจภูมิคุ้มกัน  สุดท้ายคนไข้ก็ตั้งครรภ์สำเร็จ จนคลอดออกมาเป็นหนูน้อยน่ารัก 

จากเคสนี้ สรุปว่าแม้ฝ่ายหญิงจะมีไข่น้อยมาก แต่อายุยังไม่ได้เยอะมาก หากไข่ที่กระตุ้นในรอบนั้นๆ มีไข่ที่ดี ก็มีโอกาสที่จะได้ตัวอ่อน โดยอาจจะต้องปรับยาเพื่อจะให้ได้จำนวนไข่ที่ดีขึ้น ซึ่งคุณหมอคิดว่ายาอาจจะมีผลอยู่บ้าง เพราะยาบางชนิดอาจจะทำให้ไข่โตได้ดีขึ้น เมื่อไข่โตดีก็มีโอกาสที่จะได้ไข่ที่ใช้ได้เยอะขึ้น แต่ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของไข่ก็ยังมาจากตัวคนไข้เองเป็นหลัก  


เป็นเคสที่มีปัญหาทั้งไข่และสเปิร์ม และต้องตรวจโรคทางพันธุกรรมร่วมด้วย  

ในเคสนี้ ฝ่ายหญิงอายุ 40 ปี ค่า AMH อยู่ที่ 0.2 ส่วนฝ่ายชายอายุ 44 ปี สเปิร์มมีปัญหาทั้งเรื่องจำนวนน้อย รูปร่างผิดปกติเยอะ และตัววิ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาก  

ในปี 2564 ฝ่ายหญิงเคยทำเด็กหลอดแก้วที่อื่น ขณะนั้นคนไข้อายุประมาณ 38 ปี แต่กระตุ้นแล้วไม่มีไข่โต จึงต้องยกเลิกไป ส่วนครั้งที่ 2 เก็บไข่ได้ 2 ใบ ได้ตัวอ่อน 1 ตัว และใส่ตัวอ่อนรอบสด โดยที่ไม่ได้ตรวจโครโมโซม จนตั้งครรภ์และคลอด พบว่าลูกมีปัญหาเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งตรวจพบเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นพาหะโดยที่ไม่รู้มาก่อน หลังจากนั้นไม่นาน ลูกก็เสียชีวิต  

ทั้งคู่จึงเข้ามาปรึกษาคุณหมอที่ Superior A.R.T. เพื่อเริ่มต้นทำเด็กหลอดแก้วรอบใหม่ และตรวจยีนส์ของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในตัวอ่อนด้วย เนื่องจากในทุกการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนมีโอกาสเป็นโรคได้ 50%

ความยากไม่ได้มีแค่นั้น… ฝ่ายหญิงยังพบปัญหามีช็อกโกแลตซีสต์ (ถุงน้ำรังไข่) ประมาณ 3 เซนติเมตรอีก เริ่มต้น เห็นไข่อยู่ 2 ใบ คุณหมอเลยใช้สูตรการกระตุ้นไข่ที่เรียกว่า Mild Stimulation คือเริ่มจากการกินยากระตุ้นให้ไข่โตมาก่อนประมาณ 5 วัน หลังจากนั้นจะอัลตราซาวด์ดูว่ามีการตอบสนองหรือไม่ หากไข่ตอบสนองก็จะฉีดยาต่อ โดยสูตรนี้จะใช้ในคนไข้ที่มีไข่น้อย ซึ่งไม่ว่าจะฉีดยาแค่ไหนก็มีไข่อยู่เพียงเท่านี้ กินยาก็มีไข่เท่าเดิม โดยข้อดีของการใช้ Mild Stimulation คือทำให้คนไข้เจ็บตัวน้อยลง เพราะฉีดยาน้อยลง และประหยัดเงิน ได้ผลลัพธ์ไม่ต่างกับการใช้ยาเต็มที่ ในรอบนี้ เก็บไข่ได้ 4 ใบ เป็นไข่สุก 2 ใบ และได้ตัวอ่อน 2 ตัว โดยตัวอ่อนทั้ง 2 ตัว พัฒนาไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ทั้งคู่ แต่เมื่อตรวจโครโมโซม 23 คู่ ปรากฏว่าได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติ 1 ตัว และโครโมโซมผิดปกติ 1 ตัว แต่ทั้ง 2 ตัวเป็นโรค จึงไม่สามารถใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูกได้ 

หลังจากนั้น คนไข้ได้กลับไปเตรียมตัวอีกครั้ง กินยาบำรุงหรือวิตามินต่างๆ และออกกำลังกาย โดยในรอบนี้เห็นไข่อยู่เริ่มต้นข้างละประมาณ 2 ใบ ซึ่งได้ใช้สูตรกระตุ้นคล้ายกับครั้งก่อน โชคดีที่คนไข้ตอบสนองต่อการกระตุ้นดี จากไข่ที่เห็นข้างละ 2 ใบ หลังกระตุ้นด้วยยากินและยาฉีดแล้ว จำนวนไข่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนเก็บไข่ได้ 10 ใบ เป็นไข่สุก 7 ใบ ผสมได้ตัวอ่อน 6 ตัว และพัฒนาไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ 4 ตัว ได้ตรวจโครโมโซมและตรวจยีน 4 ตัว และเป็นตัวอ่อนที่สามารถใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูกได้ 3 ตัว หลังจากนั้น ก็เตรียมใส่ตัวอ่อน ตรวจภูมิคุ้มกันและอื่นๆ ก่อนย้าย จนตอนนี้ คุณแม่คลอดน้องที่สมบูรณ์แข็งแรงได้หลายปีแล้ว  

สำหรับเคสนี้ ในฝ่ายชาย คุณหมอได้ใช้ Sperm MACS ช่วยแก้ปัญหาเรื่องอสุจิของฝ่ายชาย เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพตัวอ่อนให้ดี และให้ฝ่ายชายเตรียมตัว เช่น ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก นอนให้เพียงพอ และกินวิตามิน ก่อนเริ่มการรักษา  

ส่วนฝ่ายหญิง คุณหมอเลือกใช้การกระตุ้นแบบใจเย็น เพราะเคยถูกกระตุ้นแบบหนักมาแล้วแต่ไม่ได้ผล จึงต้องปรับไปใช้สูตรที่ได้ผลใกล้เคียงกัน และสบายกับคนไข้มากกว่า บางครั้งในคนไข้ที่เคยมีประวัติแบบนี้ อาจจะไม่สามารถจบได้ด้วยการกระตุ้นไข่เพียงรอบเดียว ซึ่งถ้าคนไข้เข้าใจไปพร้อมกับคุณหมอว่าจะต้องสู้ไปด้วยกัน เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะประสบความสำเร็จหากเป็นรอบไข่ที่ดี ซึ่งเวลาเลือกรอบที่กระตุ้นไข่ควรเลือกรอบที่ไข่เยอะ ฮอร์โมนดี หากเริ่มต้นดี โอกาสที่จะได้ไข่เยอะขึ้นก็จะมีมากขึ้น 


ฝ่ายหญิงอายุ 45 ปี แต่งงานมาประมาณ 2 ปี ไม่เคยมีลูกมาก่อน มีค่า AMH อยู่ที่ 1 ส่วนฝ่ายชายอายุ 49 ปี อสุจิปกติไม่มีปัญหาใดๆ  

ในเคสนี้คุณหมอให้คนไข้เตรียมตัวโดยการกินวิตามินรวม Q10 วิตามินซี วิตามินอี กระตุ้นรอบแรกเก็บไข่ได้ 6 ใบ ผสมตัวอ่อนตรวจโครโมโซมได้ 2 ตัว แต่ผิดปกติทั้งหมด ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงสำหรับคุณแม่ที่อายุ 45 ปี  

หลังจากนั้น คนไข้ก็กลับไปเตรียมตัวอีกครั้ง ในรอบที่ 2 เห็นไข่เริ่มต้นข้างหนึ่ง 5 ใบ อีกข้างหนึ่ง 2 ใบ ซึ่งฝ่ายหญิงมีค่า AMH ค่อนข้างดี จำนวนไข่เริ่มต้นจึงมีเยอะ หลังจากกระตุ้น คุณหมอมีการปรับยา ผสมยาตามการตอบสนองต่อฮอร์โมนของคนไข้ สุดท้ายเก็บไข่ได้ 5 ใบ ผสมได้ตัวอ่อนวันแรก 5 ตัว และไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ 4 ตัว และได้ตรวจโครโมโซมทั้ง 4 ตัว จาก 5 ตัว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีมาก ผลออกมาคือจาก 4 ตัวนั้น ได้ตัวอ่อนปกติ 1 ตัว หลังจากใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูกก็ไม่มีปัญหาใดๆ  

สำหรับเคสนี้ เป็นตัวอย่างของคนไข้ที่อายุค่อนข้างเยอะ แต่โชคดีที่มีไข่เหลืออยู่ค่อนข้างเยอะ เมื่อไข่เยอะก็มีโอกาสที่จะได้ไข่ที่ปกติมากขึ้น ซึ่งการเก็บไข่รอบแรกที่ไม่ได้ตัวอ่อนที่ปกติ ไม่ได้หมายความว่ารอบสองจะผิดปกติไปทั้งหมด เพียงแต่มีแนวโน้มว่าอาจจะผิดปกติมากกว่า หากคิดว่าพร้อมที่จะมีลูก รอบไหนที่เจอไข่ที่ดี ก็มีโอกาสสูง 


เคสนี้เป็นคนไข้ต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ฝ่ายหญิงอายุ 36 ปี มีค่า AMH อยู่ที่ 1.8 ซึ่งถือว่ายังดีอยู่ ฝ่ายชายอายุ 40 ปี เป็นโรค CBAVD หรือท่อนำอสุจิอุดตันทั้ง 2 ข้าง ในกรณีแบบนี้จะต้องผ่าตัดเอาสเปิร์มมาจากลูกอัณฑะโดยตรง โดยการทำ PESA/TESE 

คนไข้เคยทำ ICSI จากที่อื่น 3 ครั้ง ไม่เคยตรวจโครโมโซมตัวอ่อน ครั้งแรกได้ตัวอ่อน 1 ตัว ย้ายตัวอ่อน 1 ครั้ง แต่ไม่ตั้งครรภ์ ส่วนครั้งที่ 2 ได้ย้ายตัวอ่อน 2 ครั้ง แต่ไม่ตั้งครรภ์ ครั้งสุดท้าย กลับไปทำที่ประเทศบ้านเกิด แต่ก็ยังไม่ได้ตรวจโครโมโซม ซึ่งก็ตั้งครรภ์ แต่เป็น Chemical Pregnancy คือตรวจเลือดฮอร์โมน Beta-hCG ขึ้น แต่สักพักก็ลดลง 

เมื่อมาตรวจที่ Superior A.R.T. คุณหมอให้เริ่มจากการทำ PESA/TESE จนได้สเปิร์ม แล้วจึงให้ฝ่ายหญิงกลับไปบำรุงร่างกาย แล้วเริ่มกระตุ้นไข่ เมื่อเก็บไข่และผสมเป็นตัวอ่อน ก็ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนที่คุณภาพดีด้วย เพราะฝ่ายหญิงอายุเกิน 35 ปี บวกกับสเปิร์มที่ได้มาจากการทำ PESA/TESE ก็มีโอกาสที่จะเป็นสเปิร์มที่ผิดปกติมากกว่าสเปิร์มที่หลั่งเองตามธรรมชาติ อีกทั้งเคยย้ายตัวอ่อนมาแล้ว 4 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ 

สุดท้ายเก็บไข่ได้ 24 ใบ มีตัวอ่อนที่สามารถตรวจโครโมโซมได้ 10 ตัว โดยเป็นตัวที่ปกติ 5 ตัว ซึ่งในกรณีที่คนไข้ที่มีตัวอ่อนที่เยอะมากๆ นอกเหนือจากการดูรูปร่างของตัวอ่อนที่ดีแล้ว ควรตรวจโครโมโซมเพื่อเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดมาใส่ ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาการใส่ตัวอ่อนหลายครั้งจนกว่าจะตั้งครรภ์ 

นอกจากนี้คุณหมอก็ประเมินจากปัจจัยฝ่ายหญิงร่วมด้วย โดยการส่องกล้องในโพรงมดลูกและพบว่ามีการอักเสบ จึงให้ยาฆ่าเชื้อ และตรวจภูมิคุ้มกันก่อนที่จะใส่ตัวอ่อน ซึ่งอาจจะเจอได้ในคนไข้ที่มีประวัติใส่ตัวอ่อนมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ โดยคนไข้ก็ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ และฝากครรภ์เรียบร้อยแล้ว 

สำหรับเคสนี้ การตรวจโครโมโซมมีประโยชน์มาก ช่วยทำให้เราสามารถเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในคนไข้ที่เคยใส่ตัวอ่อนมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ บวกกันที่ใช้สเปิร์มที่มาจากการทำ PESA/TESE อีกด้วย 


เคสนี้ มีปัญหาหลักอยู่ที่ ฝ่ายชายมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน ส่งผลให้ไม่มีตัวอสุจิเลย  

การสร้างอสุจิ สมองจะเป็นตัวสั่งการสร้างฮอร์โมนมาสั่งลูกอัณฑะให้ผลิตอสุจิ แต่ในเคสนี้ฝ่ายชายมีปัญหา เพราะสมองไม่สามารถสร้างฮอร์โมนมากระตุ้นลูกอัณฑะ ทำให้ไม่มีอสุจิ 

ส่วนฝ่ายหญิงอายุ 32 ปี มีปัญหาแค่เรื่อง PCOS ซึ่งก็ไม่ได้เป็นปัญหามาก คนไข้เคยทำเด็กหลอดแก้วในต่างประเทศมาแล้ว 2 รอบ โดยใช้สเปิร์มจากการผ่าตัดจากลูกอัณฑะ (TESE) ซึ่งสเปิร์มที่ได้ก็คุณภาพไม่ดี และหลังจากใส่ตัวอ่อนไป 3 รอบ ไม่มีรอบไหนที่ตั้งครรภ์เลย สุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจทำการฉีดเชื้อโดยใช้สเปิร์มบริจาค จึงมีลูกคนแรกจากการใช้สเปิร์มบริจาค 

หลังจากนั้น ญาติของพวกเขาที่เคยมารักษาที่ Superior A.R.T. ได้แนะนำให้มาที่นี่ โดยคุณหมอได้ประเมินปัญหา เมื่อตรวจแล้วไม่เจอสเปิร์ม สิ่งที่ทำต่อไปคือ ตรวจฮอร์โมนเพศชายว่ามีปัญหาอะไร มีปัจจัยที่สามารถแก้ไขได้ด้วยยาหรือไม่ ซึ่งหลังจากเช็คแล้ว ฝ่ายชายสามารถฉีดยาที่ช่วยให้มีการสร้างสเปิร์มได้ ซึ่งก็คือยากระตุ้นไข่ที่ฉีดให้ฝ่ายหญิงเวลาทำเด็กหลอดแก้ว แต่นำมาฉีดให้ฝ่ายชายในปริมาณที่น้อยกว่า แต่ต้องใช้ระยะเวลาฉีดที่นานกว่า ซึ่งวิธีนี้จะต้องใจเย็นและจะต้องรอ เพราะวงจรการสร้างสเปิร์มของผู้ชายจะอยู่ที่ประมาณ 3 เดือน ในคนไข้คนนี้ คุณหมอให้ฉีดยา 1 เดือน และมาเจาะเลือดเพื่อประเมินว่ายาพอหรือไม่ แล้วปรับยา และรอดูผลต่อไปเป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือน จึงมาตรวจซ้ำ ปรากฏว่าฝ่ายชายสามารถหลั่งสเปิร์มออกมาได้เองตามธรรมชาติ 

ส่วนฝ่ายหญิงจึงเริ่มกระตุ้นไข่ เก็บไข่เพื่อนำไปทำ ICSI ได้ตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมได้ 8 ตัว ตรวจแล้วเป็นตัวอ่อนที่ปกติ 4 ตัว และใส่ตัวอ่อนจนตั้งครรภ์สำเร็จ 

สำหรับเคสนี้ บางครั้งการที่ไม่มีอสุจิเลย ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องหมดหวังซะทีเดียว อาจจะต้องหาก่อนว่าปัจจัยที่เป็นปัญหาคืออะไร แก้ได้หรือไม่ ถ้าแก้ได้ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดี และจะได้อสุจิที่มีคุณภาพดีขึ้นด้วย  


ไข่คุณภาพไม่ดีในฝ่ายหญิงอายุ 32 ปี ไม่เคยมีลูกมาก่อน เคยท้อง 1 ครั้ง ซึ่งเป็นการท้องนอกมดลูก มีค่าฮอร์โมน AMH 1.99 ซึ่งหากไม่ได้ดูเรื่องอายุ ถือว่าค่าปกติ แต่หากเทียบกับอายุ ถือว่าไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

ส่วนฝ่ายชายอายุ 32 ปี มีโรคประจำตัวคือโรค OSA หรือโรคที่หยุดหายใจในขณะที่นอนหลับ ซึ่งปัญหาของโรคนี้ คือขณะที่นอนหลับแล้วหยุดหายใจ ออกซิเจนในเลือดจะต่ำลง ซึ่งสัมพันธ์กับโรคทางเมตาบอลิกหลายอย่าง เช่น อ้วน ไขมันสูง เบาหวาน และมีผลต่อเส้นเลือด สุดท้ายส่งผลต่อสเปิร์ม เพราะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงลูกอัณฑะเป็นเส้นเลือดขนาดเล็ก โดยโรคเบาหวาน โรคไขมัน เป็นโรคที่โจมตีเส้นเลือดเล็กๆ มักจะทำให้เส้นเลือดที่มีขนาดเล็กมากๆ อุดตัน หากเลือดไปเลี้ยงลูกอัณฑะไม่ดี ก็จะส่งผลต่อคุณภาพของสเปิร์มโดยรวม สำหรับคู่นี้ สเปิร์มของฝ่ายชายมีจำนวนน้อย ตัววิ่ง และรูปร่างของสเปิร์มที่ปกติต่ำกว่าเกณฑ์ 

เก็บไข่รอบแรก ฮอร์โมน FSH อยู่ที่ 7 อยู่ในเกณฑ์ปกติ  เริ่มต้นเห็นไข่ข้างละประมาณ 4-5 ใบ แต่ไข่ค่อนข้างเล็ก คุณหมอจึงให้ยาที่โดสค่อนข้างสูงโดยผสมกัน 2 ตัว จากไข่เริ่มต้นที่เห็นอยู่ประมาณ 10 ใบ เก็บไข่ที่กระตุ้นแล้วตอบสนองดีและโตตามเกณฑ์ ได้แค่ 6 ใบ โดยปกติหากคนไข้ตอบสนองต่อยาดี ควรจะมีไข่ที่โตตามเกณฑ์ประมาณ 70-80% หรือควรจะได้อย่างน้อย 7-8 ใบ ซึ่งในเคสนี้มีเพียง 6 ใบ ผสมตัวอ่อนได้ 5 ตัว แต่ไข่ไม่สวย คือเนื้อไข่ไม่ดี ขอบไข่หนา และมีช่องว่างระหว่างขอบไข่กับเซลล์ไข่เยอะ ทำให้รอบนั้นไม่ได้ตัวอ่อนถึงระยะบลาสโตซิสต์เลย 

คนไข้ทั้งคู่จึงกลับไปพักดูแลตัวเองอย่างดีประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นก็กลับมาดูว่าสามารถกระตุ้นไข่ได้หรือไม่ เพราะรอบแรกเห็นว่าไข่เล็กมาก เมื่อเริ่มฉีดยาจึงตอบสนองไม่ดี หากในรอบนี้ขนาดของไข่ไม่ใหญ่พอที่จะโตต่อได้ คุณหมอจะไม่เริ่มฉีดกระตุ้น พอประจำเดือนมา ก็มาตรวจอัลตราซาวด์ดูจำนวนและขนาด จนกว่าจะเจอรอบที่ดี คือจำนวนไข่เยอะ และขนาดไข่ใหญ่ใกล้เคียงกัน และแล้วก็เจอรอบที่ดี  มีไข่เริ่มต้นข้างหนึ่ง 5 ใบ ข้างหนึ่ง 6 ใบ ฮอร์โมนก็ดี และรอบนี้เก็บได้ไข่ทั้งหมด 12 ใบ มีตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมได้ทั้งหมด 6 ตัว ไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ที่คุณภาพดี 6 ตัว และตรวจโครโมโซมได้ด้วยตัวอ่อนปกติ 4 ตัว 

สำหรับเคสนี้ คนไข้ที่อายุยังน้อย ค่าฮอร์โมน AMH ไม่ได้ต่ำมาก ก็ไม่ได้การันตีว่ารอบที่กระตุ้นจะได้ไข่ดีตลอดไป บางทีการกินอะไรบางอย่าง เช่น ฮอร์โมนที่อาจจะส่งผลต่อการโตของไข่ หรือการดูแลตัวเองที่ไม่ดีพอ ทำงานหนัก นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจจะส่งผลต่อการตอบสนองและคุณภาพของไข่ได้เหมือนกัน ซึ่งหลังจากที่คนไข้ได้กลับไปดูแลตัวเอง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เห็นผลได้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น การที่เราจะได้ไข่หรืออสุจิที่ดีหรือไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวดูแลตัวเองของคนไข้ด้วยเหมือนกัน 

สุดท้ายนี้ คุณหมอหวังว่าเคสทั้งหมดจะเป็นกำลังใจ และเป็นกรณีศึกษาให้กับหลายๆ คู่ ไม่ว่าจะเป็น คนไข้ที่อายุเยอะ, มีไข่น้อยมาก, ไม่มีสเปิร์ม หรือใส่ตัวอ่อนมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าหากมีกำลังใจที่ดีและเตรียมความพร้อมให้ดี เลือกรอบที่ดีในการกระตุ้น วางแผนการรักษาที่ดี ก็จะมีโอกาสสำเร็จได้ และหากมีคำถามหรืออยากเข้ามาปรึกษากับคุณหมอ สามารถเข้ามาปรึกษาที่คลินิก Superior A.R.T. ได้ทุกวัน 

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

5 สิ่งที่ต้องรู้ หากอยากมีลูกหลังอายุ 35 ปี


ปัจจุบัน ผู้หญิงหลายคนเลือกที่จะสร้างความมั่นคงในชีวิต ก่อนที่จะตัดสินใจมีลูก ทำให้การมีลูกหลังอายุ 35 ปี เป็นเรื่องปกติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อมูลสำคัญสำหรับว่าที่คุณแม่ควรรู้ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม หากอยากมีลูกหลังอายุ 35 ปี


5 สิ่งที่ต้องรู้ 🤓💡

1. แม้อายุจะมากขึ้น แต่โอกาสในการมีลูกก็ยังคงมีอยู่ ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์

เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว ทำให้ผู้หญิงหลายคนสามารถมีลูกได้ แม้ว่าจะอายุเกิน 35 ปี เพราะปัจจุบันมีคลินิคและโรงพยาบาลในไทยที่นำเทคโนโลยีมาใช้และให้บริการมากขึ้น

2. การตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปี อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

เช่น ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง และครรภ์เป็นพิษ แต่สิ่งเหล่านี้สามารถควบคุมได้ด้วยการดูแลสุขภาพ และไปตามนัดแพทย์เพื่อตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ

3. การมีลูกหลัง 35 ปี อาจมีความเสี่ยงที่ลูกจะมีความผิดปกติทางโครโมโซมมากขึ้น

เช่น ดาวน์ซินโดรม แต่ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่มดลูก (PGT-A) รวมไปถึงการตรวจคัดกรองทารกที่อยู่ในครรภ์ (NIPT) ที่มีความแม่นยำสูง และสามารถตรวจพบความผิดปกติทางโครโมโซมได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้คุณเตรียมตัว ป้องกัน และรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

4. ปัจจุบัน มีการบริการและการตรวจคัดกรองแบบครบวงจร ที่ออกแบบมาเพื่อคุณแม่ที่ตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปีโดยเฉพาะ

เช่น การตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกที่อยู่ในครรภ์ (NIPT), การตรวจอัลตราซาวด์เพื่อหาความผิดปกติของทารกอย่างละเอียด, การติดตามการเจริญเติบโตของทารกอย่างสม่ำเสมอ หรือการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้การตั้งครรภ์ของคุณแม่ปลอดภัยมากขึ้น

5. การมีสุขภาพที่ดี ในช่วงเตรียมตัวก่อนและระหว่างตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปีนั้นสำคัญมาก

โดยคุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

สำหรับสาวๆ คนไหนที่มีความกังวลว่าจะมีน้องได้ไหม สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอ เพื่อตรวจประเมินก่อนได้นะคะ 🙂 รายละเอียดการตรวจวิเคราะห์ภาวะมีบุตรยาก คลิก