ตัดสินใจฝากไข่ เมื่อไหร่ดีนะ

ตัดสินใจฝากไข่ เมื่อไหร่ดีนะ

รู้ไหมว่าผู้หญิงทุกคนเกิดมาพร้อมกับเซลล์ไข่จำนวนประมาณ  2-6 ล้านฟองตั้งแต่แรกเกิด และปริมาณเซลล์ไข่ก็จะลดลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่ประจำเดือนมาครั้งแรก เมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้นปริมาณและคุณภาพของไข่ก็ลดลงตามไปด้วย เมื่อถึงวัย 40 ปี ก็จะมีเซลล์ไข่เหลือประมาณ 25,000 ฟองเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น โอกาสเกิดภาวะโครโมโซมผิดปกติที่ส่งผลให้มีบุตรยากก็จะเพิ่มสูงขึ้น 23% เมื่ออายุครบ 30 ปี, สูงขึ้น 30-40% เมื่ออายุครบ 35 ปี และเพิ่มสูงขึ้นอีก 50-60% เมื่ออายุครบ 40 ปี

คุณควรเริ่มวางแผนเรื่องการฝากไข่จาก 2 หลักเกณฑ์นี้
✅ ปริมาณไข่ที่เหลืออยู่
✅ คุณภาพไข่ที่มีอยู่ในขณะนั้น

สรุปแล้วควรแช่แข็งไข่เมื่อไหร่ดี? 
การแช่แข็งไข่สามารถทำได้ทุกช่วงอายุ หากเริ่มแช่แข็งไข่เมื่ออายุน้อยกว่า 35 ปี  ก็จะทำให้ได้จำนวนและไข่ที่มีคุณภาพดีกว่า แต่หากแช่แข็งไข่เมื่ออายุมากขึ้น เปอร์เซ็นต์ของไข่ที่โครโมโซมผิดปกติก็จะมากขึ้น ดังนั้น อาจจำเป็นต้องเก็บจำนวนไข่มากขึ้น

สำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการมีลูกในอนาคตด้วย “การแช่แข็งไข่” ที่ช่วยคงสภาพเซลล์ไข่ที่ “อ่อนวัย” เอาไว้ เพื่อนำมาใช้ในช่วงเวลาที่คุณพร้อมมีเจ้าตัวน้อย สามารถปรึกษากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ Superior A.R.T. 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.ovulifemd.com/egg-freezing/

3 เรื่องโดดเด่นของ Superior A.R.T. ที่ทำให้คุณมั่นใจในบริการของเรา 💙

3 เรื่องโดดเด่นของ Superior A.R.T. ที่ทำให้คุณมั่นใจในบริการของเรา

1.ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทางการแพทย์
ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เป็นผู้นำการให้บริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และการตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน ในการรักษาผู้มีบุตรยากด้วยวิธีหลากหลาย พร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยาบาลและทีมงานผู้ชำนาญการ ทำให้ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ให้แก่คู่สมรสสูงถึง 72%

2.การดูแลใส่ใจเฉพาะบุคคล
ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. วางแผนการรักษาที่จัดสรรเฉพาะแต่ละบุคคลและคู่สมรส โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ยิ่งไปกว่านั้นเราให้ความสำคัญต่อทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการ ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นที่ปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อได้คลายความกังวลระหว่างการรักษา

3.ความสำเร็จผลแห่งความทุ่มเท
ตลอดระยะเวลา 𝟏𝟓 ปีที่ผ่านมา ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. ได้รับความไว้วางใจจากคู่สมรสที่มีบุตรยาก หรือมีโรคทางพันธุกรรมจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยเทคโนโลยีที่เราคัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์การรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลพิสูจน์จากความสำเร็จของคู่รักและคนดังมากมาย 

ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. ยังคงเดินหน้าพัฒนาในทุกด้านทุกมิติ เพื่อยกระดับการบริการที่ดียิ่งกว่าเดิม เพื่อเติมเต็มความฝันให้ทุกคู่ได้มีลูกน้อยที่น่ารักและแข็งแรงสมบูรณ์​ ​

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก : https://www.marketingoops.com/news/biz-news/sart-15-th-year-anniversary/

IUI อีกทางเลือกของคนมีลูกยาก

IUI อีกทางเลือกของคนมีลูกยาก

ปัจจุบัน วิธีช่วยรักษาผู้ที่มีบุตรยากนั้นมีหลายวิธี ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้ผลและเป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ IUI (Intra-Uterine Insemination) 

IUI คือ วิธีการฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก โดยการนำเชื้ออสุจิไปเตรียมในห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยให้ได้อสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี ฉีดกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง ในช่วงเวลาตกไข่ เพื่อให้ไข่และอสุจิ เข้าไปเจอกันได้ง่ายขึ้น และปฏิสนธิตามธรรมชาติต่อไป

ข้อดีของ IUI 
✅ ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก
✅ มีความปลอดภัย
✅ สามารถทำติดต่อกันหลายรอบเพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จ
✅ ค่าใช้จ่ายไม่แพงเมื่อเทียบกับการรักษาวิธีอื่นๆ

แต่ IUI อาจไม่สามารถใช้ได้ ในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาท่อนำไข่ตัน หรือคุณภาพและจำนวนอสุจิน้อยมากเกินไป

IUI ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากได้อย่างดีทีเดียวค่ะ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือเข้ารับคำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงได้ที่ Superior A.R.T. Thailand

มด้วยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ พยาบาล ที่ปรึกษาและบุคลากรที่ชำนาญการ พร้อมดูแลใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นตอน รวมถึงให้ปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง

10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ (ตอนที่ 2)

❝ คุณรู้เรื่องอสุจิดีพอหรือยัง? ❞

วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักอสุจิให้มากขึ้น ผ่าน 10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ ตอนที่ 2 จะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้นไปอ่านกันเลย!

6. อัณฑะช่วยควบคุมอุณภูมิ
อสุจิจะถูกเก็บไว้ในลูกอัณฑะ โดยอัณฑะจะช่วยควบคุมอุณหภูมิบริเวณถุงที่เก็บอสุจิให้ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 2 องศาเซลเซียส โดยกล้ามเนื้อสำคัญที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิคือ cremaster ที่จะยกและปล่อยอัณฑะเพื่อควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับอสุจิ

7. สัญญาณไวไฟทำลายอสุจิ
มีผลการวิจัยชี้ชัดว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ไวไฟส่งผลต่ออสุจิในเรื่องศักยภาพการเคลื่อนที่และทำลายอสุจิ ทำให้ความสามารถในการมีบุตรลดลง

8. เก็บน้ำเชื้อไว้นานๆ ส่งผลต่อคุณภาพอสุจิ
ใครที่มีความคิดว่าเก็บน้ำเชื้อไว้นานๆ จะช่วยเพิ่มความเข้มข้นและประสิทธิภาพอสุจิได้ละก็ บอกเลยว่าผิด! การเก็บน้ำเชื้อไว้นานๆ จะทำให้อสุจิอยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์นานขึ้น ทำให้มีโอกาสรับสารพิษที่ทำลายอสุจิได้ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพที่ดีของอสุจิ ผู้ชายควรหลั่งน้ำอสุจิประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ 

9. อสุจิอุดมไปด้วยสารอาหาร
ในน้ำอสุจิมีปริมาณโปรตีนมากพอๆ กับไข่ไก่ขาว รวมถึงสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ อีกมากมาย เช่น วิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี และแคลเซียม 

10. ผู้ชายสามารถผลิตอสุจิได้ตลอดชีวิต
ผู้ชายสามารถผลิตอสุจิได้ทุกวันตลอดชีวิต แต่ถึงแม้จะผลิตอสุจิได้ แต่ปริมาณและคุณภาพของน้ำอสุจิย่อมลดลงเมื่อผู้ชายมีอายุมากขึ้น

จบไปแล้วกับเรื่องชวนเซอร์ไพรส์​ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่าอสุจิ แต่ละเรื่องไม่ธรรมดาเลยใช่ไหมคะ หวังว่าบทความที่เราเอามาฝากในวันนี้จะทำให้คุณเข้าใจธรรมชาติของร่างกายเราได้มากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม : 10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ ตอนที่ 1

10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ (ตอนที่ 1)

คุณรู้เรื่องอสุจิดีพอหรือยัง? วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักอสุจิให้มากขึ้น ผ่าน 10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ จะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้นไปอ่านกันเลย!

1. อสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติ มีสูงถึง 85-95%
อสุจิรูปร่างปกติควรมีหัวเป็นรูปวงรี มีส่วนกลางและหางยาวตรง แต่รู้ไหมว่า 85-95% ของอสุจิมีรูปร่างที่ผิดปกติ เช่น มีสองหัว คอหัก หางขาด หางขด ซึ่งหากมีอสุจิรูปร่างที่ผิดปกติมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดปัญหามีบุตรยากได้

2. อสุจิส่วนมากไม่ได้เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง
อสุจิส่วนมากมีการเคลื่อนที่ไม่เป็นเส้นตรง อาจเคลื่อนที่เป็นวงกลม หรือเซไปเซมา มีอสุจิเพียง 20% เท่านั้น ที่เคลื่อนที่เป็นเส้นตรงไปข้างหน้าเพื่อเข้าหาไข่

3. หัวของอสุจิไม่ได้ ‘เจาะ’ ไข่
โครงสร้างบริเวณส่วนหัวที่เป็นรูปวงรีของตัวอสุจิ ที่เรียกว่าอะโครโซมนั้นมีสารที่สามารถ “ละลาย” เยื่อหุ้มชั้นนอกของไข่ จากนั้นอสุจิจะแทรกตัวเข้าไปผ่านผนังไข่นั้นเอง ไม่ได้มีหัวแหลมคมเพื่อเจาะไข่แต่อย่างใด

4. อาหารมีผลต่อคุณภาพอสุจิ
อาหารก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อสุจิแข็งแรง ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้ด้วย ซึ่งอาหารที่ช่วยให้อสุจิแข็งแรง ได้แก่

  • อาหารที่มี DHA ในโอเมก้า 3 อย่างปลาแซลมอน หรือปลาค็อด ช่วยเรื่องการเคลื่อนที่ของอสุจิ
  • อาหารที่มีวิตามินซี ก็ช่วยให้อสุจิแข็งแรง และยังช่วยลดโอกาสของการแท้งบุตรและปัญหาโครโมโซม
  • อาหารประเภทอื่นๆ เช่น ซีเรียลโฮลเกรน หอยนางรม กล้วย กระเทียม และควรหลีกเลี่ยงเนื้อติดมัน
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ

5. รู้หรือไม่ว่า ในน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาในแต่ละครั้ง มีจำนวนอสุจิเฉลี่ยประมาณ 200 ล้านตัว และมีอสุจิเพียงตั้วเดียวเท่านั้นที่สามารถปฏิสนธิกับไข่ได้ ดังนั้นจึงภูมิใจได้เลย ว่าเรานั้นเป็น 1 ใน 200 ล้าน ที่สามารถกำชัยชนะในการแข่งขันครั้งนั้นได้ 😅

เป็นยังไงบ้างคะกับเรื่องราวของอสุจิที่เราเอามาฝากในวันนี้? ถ้าเรามีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับอสุจิ ก็จะทำให้เราเข้าใจถึงธรรมชาติ และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตรได้ดียิ่งขึ้น

อ่านเพิ่มเติม : 10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ ตอนที่ 2

ละบุคลากรที่ชำนาญการ พร้อมดูแลใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นตอน รวมถึงให้ปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง

6 หนทางลัดให้สาววัย 35+ ตั้งท้องง่ายขึ้น

6 หนทางลัดให้สาววัย 35+ ตั้งท้องง่ายขึ้น

เป็นที่รู้กันดีว่าอายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ ยิ่งอายุเพิ่ม โอกาสการตั้งท้องก็ยิ่งลดลง
วันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยคลี่คลาย อุปสรรคเรื่องอายุ ให้สาววัย 35+ ตั้งท้องได้ง่ายมากยิ่งขึ้น 

  • ยอมรับและทำความเข้าใจถึงปัญหา พร้อมมองหาวิธีการรักษาต่าง ๆ
  • เรียนรู้ทำความเข้าใจวันไข่ตก รวมไปถึงเรื่องระบบปฏิสนธิ
  • เช็กประวัติ การเจ็บป่วย และ โรคทางนรีเวช
  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาภาวะมีบุตรยาก
  • ตรวจสอบยาที่เคยได้รับและกำลังจะได้รับว่าส่งผลต่อร่างกายหรือไม่
  • ลองวิธีใหม่ๆ เช่น การฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก (IUI) หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ด้วยวิธี ICSI เป็นต้น

สำหรับสาวๆ ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือคู่รักท่านไหนที่อยากมีลูกแต่ยังไม่สมหวังสักที ก็ไม่ต้องยอมแพ้หรือล้มเลิกความตั้งใจ เพราะด้วยเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในปัจจุบันนั้นสามารถช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาบุตรยากสามารถมีโอกาสตั้งท้องได้ 

การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีบุตร จะช่วยตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติ และทำการรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อให้การตั้งท้องประสบผลสำเร็จมากขึ้น

เทคนิคการเลือกคลินิกทำเด็กหลอดแก้ว IVF ICSI: 8 ปัจจัยสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณา

ในปัจจุบันมี คลินิกที่ให้บริการ IVF/ICSI หรือบริการทำเด็กหลอดแก้วมากมาย ว่าที่คุณพ่อคุณแม่คงกำลังสงสัยว่า ควรเริ่มต้นอย่างไร คลินิก IVF ที่ดีเป็นอย่างไร ควรพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง ตลอดจนคลินิก IVF ใดบ้างที่มีประวัติและชื่อเสียงที่ดี  จริงอยู่ที่การตัดสินใจว่าจะเลือกคลินิกไหนขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรือประสบการณ์จริงเมื่อรับคำปรึกษาจากคุณหมอและการไปเยี่ยมชมสภาพแวดล้อมของคลินิก  แต่การเตรียมคำถามที่ต้องการทราบเป็นสิ่งที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า ก่อนเข้าไปรับคำปรึกษา เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเลือกคลินิก IVF ที่ตรงใจ  

วันนี้ Superior A.R.T. ได้รวบรวมเทคนิคการเลือกคลินิกเด็กหลอดแก้ว IVF ICSI และปัจจัยในการคัดเลือกคลินิก IVF ที่ดีมาให้แล้ว มาพิจารณาไปพร้อมๆ กันในบทความนี้เลยค่ะ

1. สถานที่ตั้งและสภาพแวดล้อมของคลินิก
2. บริการและความหลากหลายของการรักษา
3. ค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าของราคา
4. อัตราความสำเร็จ
5. อุปกรณ์และเทคโนโลยี
6. คุณสมบัติ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแพทย์
7. คุณภาพของบุคลากร
8. รีวิวจากผู้เข้ารับการรักษาจริง

1. สถานที่ตั้งและสภาพแวดล้อมของคลินิก

ที่ตั้งของคลินิก IVF อยู่ที่ไหน การเดินทางง่าย สะดวก ปลอดภัย และเหมาะสมกับตารางงานหรือชีวิตของคุณพ่อคุณแม่หรือไม่ การทำเด็กหลอดแก้วเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความทุ่มเท เวลา และความมานะพยายามจากผู้เข้ารับการรักษา โดยเฉพาะในระยะแรกที่ต้องมีการกระตุ้นไข่และการติดตามผล จึงจำเป็นต้องมาพบคุณหมอตามนัดที่คลินิกค่อนข้างบ่อย

คลินิก IVF ที่ดีควรตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก เช่น หากคลินิกอยู่ในกรุงเทพฯ ควรเป็นทำเลที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่อาจทำให้การเดินทางล่าช้าหากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่  คลินิก Superior A.R.T. ของเราที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินเพียงแค่ 15 นาทีจากสถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิตและห้างสรรพสินค้า Central Embassy

สำหรับผู้เข้ารับการรักษาที่เดินทางมาจากต่างประเทศ การเดินทางมาประเทศไทย เพื่อเริ่มการรักษา การกระตุ้นไข่ตั้งแต่วันแรกนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เนื่องจากต้องใช้เวลานานเกือบ 2 สัปดาห์ คลินิกของเราได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เราจึงมีเครือข่ายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการการรักษาภาวะมีบุตรยากในหลายประเทศ เพื่อประสานการรักษาร่วมกัน และเริ่มการรักษาเบื้องต้นที่ประเทศของผู้ป่วยเอง จากนั้นจึงเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อตรวจรักษาต่อเนื่องและเข้ากระบวนเก็บไข่ที่คลินิกของเรา ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาพำนักในประเทศไทยให้เหลือเพียงแค่  4-8 วัน

นอกเหนือจากเรื่องการเดินทาง คุณควรลองแวะไปเยี่ยมชมคลินิกด้วยตนเอง เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของคลินิกโดยรวม ว่าทำให้คุณรู้สึกปลอดภัย สบายใจ และที่คลินิกมีความสะอาดได้มาตรฐานหรือไม่ คุณรู้สึกผ่อนคลายระหว่างที่อยู่ในคลินิกไหม? ปัจจัยเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้เข้ารับการรักษา รู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และมีกำลังใจที่จะก้าวผ่านในแต่ละขั้นตอนของการทำเด็กหลอดแก้ว

2. บริการและความหลากหลายของการรักษา

เทคโนโลยีการทำเด็กหลอดแก้วในปัจจุบัน แตกต่างจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วในอดีตมาก ด้วยสาเหตุการมีบุตรยาก และ/หรือปัจจัยทางพันธุกรรมต่างๆ ทั้งจากฝ่ายชายและหญิง การทำ IVF แบบเดิมอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องเพิ่มรูปแบบการรักษาหรือเทคนิคการรักษาอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เช่น ในกรณีที่ภาวะมีบุตรยากของผู้เข้ารับการรักษาอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรง คุณหมอจะแนะนำให้ เริ่มการรักษาด้วยกระบวนการ IUI ก่อนที่จะก้าวไปสู่ IVF หรือในบางราย ก็อาจต้องทำ ICSI ในขั้นตอนการปฏิสนธิ แทนที่จะเป็นเพียงแค่กระบวนการ IVF หรือในกรณีฝ่ายชาย มีปัญหามากจำเป็นต้องเก็บอสุจิด้วยวิธี PES/TESE จำเป็นต้องใช้วิธี ICSI เพื่อช่วยปฏิสนธิ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคนิค Sperm MACS หรือ pICSI ร่วมด้วย เพื่อคัดเลือกอสุจิที่ดีที่สุดมาผสมกับไข่ 

นอกจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วแล้ว ยังมีบริการเก็บไข่ ฝากไข่ และแช่แข็งไข่ (egg freezing) เพื่อเก็บรักษาและแช่แข็งไข่คุณภาพดีไว้ใช้ในอนาคต และการแช่แข็งตัวอ่อน (embryo freezing) เพื่อเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ในอนาคต คลินิก IVF ที่ดีควรมีบริการ PGT หรือการตรวจคัดกรองพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการย้ายไปยังโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง ซึ่งถือเป็นการตรวจที่จำเป็นด้วยเหตุผลหลายประการ

กล่าวโดยสรุปก็คือ การมีบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่หลากหลาย บ่งบอกถึงความพร้อมของคลินิกที่สามารถรองรับทุกความต้องการของผู้เข้ารับการรักษา และสามารถออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะแต่ละคู่ เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จการทำเด็กหลอดแก้วให้สูงขึ้นได้

3. ค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าของราคา

แม้หลาย ๆ คู่ที่ตัดสินใจทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF จะทราบดีอยู่แล้วว่า การรักษามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ควรใช้เวลาศึกษาและเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและค้นหาคลินิกที่โปร่งใสในเรื่องราคาอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดได้ คลินิกที่ดีควรมีแพ็กเกจรายการและราคาที่แน่นอน ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นแอบแฝง คลินิกควรอธิบายเรื่องค่าใช้จ่ายและรายละเอียดของแพ็กเกจ และอาจมีการแนะนำการรักษาอื่นๆ เพิ่มเติม รายละเอียดของแพ็กเกจมักจะเข้าใจยากและสร้างความสับสนและเกิดความเข้าใจผิดได้ คลินิกที่ดีควรจะใส่ใจและใช้เวลาอธิบายถึงการรักษาและบริการอะไรบ้างที่รวม และไม่รวมอยู่ในแพ็คเกจ

4. อัตราความสำเร็จ

คลินิกแทบทุกแห่งจะมีการเก็บสถิติของการรักษาไว้ และหากมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือพอแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็ยินดีเปิดเผยข้อมูลและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาทำมาได้ดีเพียงใด การเลือกคลินิกที่มีอัตราความสำเร็จที่ดีย่อมดีกว่าการเลือกคลินิกที่มีประวัติความสำเร็จที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม ดังที่ HFEA (Human Fertilization & Embryology Authority) กล่าวว่า “หากคุณกำลังเปรียบเทียบคลินิกตั้งแต่สองแห่งขึ้นไป คุณอาจต้องการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ (ราคา, สถานที่ตั้ง, การรีวิวจากคนไข้) ร่วมด้วย เพื่อคัดเลือกคลินิกที่ตรงตามความต้องการและความคาดหวังของคุณจริงๆ มากกว่าจะพิจารณาเพียงแค่ว่าคลินิกนั้นมีอัตราความสำเร็จสูง”

5. อุปกรณ์และเทคโนโลยี

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญที่มีผลต่อโอกาสความสำเร็จของการทำเด็กหลอดแก้ว ก็คือการลงทุนนเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย

กุญแจสำคัญในปัจจัยนี้ไม่ใช่เพียงแค่ “ความล้ำหน้า” “ความล้ำสมัย” หรือ “ความล่าสุด” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพและความเหมาะสมกับเคสการรักษาสำหรับคุณเอง คลินิก IVF หลายแห่งมักโปรโมตว่าเทคโนโลยีของพวกเขามีความล้ำสมัย แต่สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจไม่แพ้ไปจากการทำงานและประสิทธิภาพหลักของอุปกรณ์หรือเทคโนโลยี ก็คือคุณภาพและความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมอุปกรณ์

ที่ Superior A.R.T. เรามีห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน อสุจิและพันธุศาสตร์ของเราเอง ดำเนินการด้วยมาตรฐานสากลสูงสุดในการควบคุมคุณภาพ เราเลือกใช้ Geri-Time-Lapse Incubator ในกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ซึ่งเป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนรุ่นใหม่ล่าสุด เป็นระบบแยกเลี้ยงที่ติดตั้งกล้องจุลทรรศน์คุณภาพสูงไว้แต่ละห้องเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนได้อย่างละเอียดโดยไม่ต้องขยับจานเพาะเลี้ยงหรือตัวอ่อน โดยแต่ละห้องเพาะเลี้ยงจะได้รับการดูแล ควบคุมและตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระจากกัน โดยสามารถควบคุมและปรับสภาพแวดล้อมของแต่ละห้องให้เหมาะกับตัวอ่อนแต่ละตัวได้

ด้วยคุณสมบัติข้างต้น ตัวอ่อนสามารถเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีกว่าในสภาวะที่มีความเสถียรและปราศจากการรบกวน ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้ตัวอ่อนสามารถเติบโตจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ หรือระยะที่พร้อมต่อการย้ายกลับไปยังโพรงมดลูก

นอกเหนือจากการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน ก่อนย้ายกลับมดลูก ที่ Superior A.R.T. ยังมีบริการ Karyomapping ซึ่งเป็นเทคนิคล่าสุดในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมในระดับยีนเดี่ยวของตัวอ่อนในครอบครัวที่มีประวัติโรคพันธุกรรมในครอบครัว เพื่อเลือกตัวอ่อนที่ปราศจากโรคทางพันธุกรรมก่อนการฝังตัว และยังมีบริการการตรวจความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ หรือ HLA Matching สำหรับครอบครัวที่ต้องมีการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อรักษาโรคบางชนิด เช่น โรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง การใช้เทคนิค Karyomapping นั้น มีความแม่นยำสูง มีความน่าเชื่อถือมากกว่า 95% และสามารถร่นระยะเวลาของการตรวจคัดกรองให้เหลือเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากการทดสอบด้วย PGT-M อื่นที่มักจะใช้เวลาเป็นเดือน ๆ กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ

6. คุณสมบัติ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแพทย์

คุณวุฒิและประสบการณ์ของแพทย์ในคลินิก IVF แต่ละแห่งย่อมถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญหลักในการตัดสินใจเลือกคลินิก IVF  แพทย์ของคลินิกมีความชำนาญและได้รับการฝึกอบรมในรักษาภาวะมีบุตรยากและการเจริญพันธุ์หรือไม่? แม้กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วอาจจะดูเหมือนมีกระบวนการรักษาเป็นขั้นเป็นตอนที่แน่นอน แต่ในสถานการณ์จริง อาจมีการปรับเปลี่ยนแผนการรักษาของผู้เข้ารับการรักษาแต่ละราย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คลินิก IVF ที่ดีควรออกแบบแผนการรักษาเฉพาะแต่ละคู่สมรส ผู้เข้ารับการรักษาแต่ละคนอาจตอบสนองต่อยากระตุ้นต่างกัน ดังนั้นกระบวนการกระตุ้นไข่และและการเก็บไข่จึงเป็นกระบวนการที่ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

การนัดหมายและพูดคุยกับแพทย์ด้วยตัวคุณเองจะช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น การใช้เวลาสนทนาหรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ที่คลินิก ก็จะทำให้รู้สึกและสัมผัสได้ว่าคลินิกนี้เหมาะสมกับคุณหรือไม่

7. คุณภาพของบุคลากร

นอกจากแพทย์แล้ว ทีมบุคลากรในคลินิกก็มีความสำคัญเช่นกัน คุณจะต้องใช้เวลาและอาจเรียกได้ว่า “ทำงานร่วมกับ” คลินิกเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ อาจมีคำถามและปัญหามากมายที่ต้องการให้ใครสักคนที่ไม่ใช่เพียงแค่แพทย์คอยช่วยเหลือ บุคลากรให้เวลาในการอธิบายหรือตอบคำถามของเราหรือไม่ พวกเขาสุภาพและให้ความช่วยเหลือมากน้อยเพียงใด คุณรู้สึกสบายใจ หรือรู้สึกค่อนข้างเครียด หรือในกรณีที่แย่ที่สุดคือรู้สึกถูกละเลยหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์มีประสบการณ์และผ่านการฝึกอบรมหรือไม่ มีการฝึกอบรมและวัดผลการทำงานอย่างต่อเนื่อง หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญห้องปฏิบัติการมีประสบการณ์ยาวนานเพียงใด มีบทความตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถบ่งบอกถึงประสบการณ์ดังกล่าวหรือเปล่า ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้และการทดสอบการประกันคุณภาพหรือไม่?

8. รีวิวจากผู้เข้ารับการรักษาจริง

ในส่วนสุดท้าย แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่จะช่วยให้เราเห็นภาพบริการที่เรายังไม่เคยสัมผัสได้ดีไปกว่ารีวิวจากผู้ที่เคยเข้ารับบริการแล้ว การพิจารณาปัจจัยนี้อาจเป็นเรื่องยากสักนิดหากคลินิกไม่มีการเปิดเผยหรือแสดงคำกล่าวรับรอง (testimonials) แต่สิ่งหนึ่งที่คุณสามารถทำได้ก็คือการลองค้นคว้าและดูรีวิวของผู้เข้ารับการรักษาท่านอื่นๆ ในโลกออนไลน์หรือบนพื้นที่ Social Media  

แนะนำให้ลองเข้าไปดูที่หน้า Facebook ของคลินิก ว่ามีปฏิกิริยาอย่างไรที่โพสต์ของคลินิกหรือมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาของพวกเขาที่ผ่านมา คลินิก IVF ที่ดีและน่าเชื่อถือหลายแห่งมักจะแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถใช้เวลาอ่าน พิจารณา และตัดสินใจได้ อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้ก็คือคำรีวิวดังกล่าวมักบอกเล่าจากประสบการณ์จากมุมมองส่วนบุคคล คุณจึงควรที่จะประเมินร่วมกับปัจจัยอื่นๆ อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะจากประสบการณ์ด้วยตัวคุณเอง โดยการประเมินแพทย์และคลินิกผ่านการพูดคุยโทรศัพท์หรือโดยการพบแพทย์ที่คลินิก

                    แม้การเลือกคลินิก IVF ที่ดีที่สุดอาจจะยังคงเป็นสิ่งที่ยากและละเอียดอ่อน แต่หากคำนึงและการพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น Superior A.R.T. เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะสามารถตัดสินใจเลือกคลินิก IVF ที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้อย่างแน่นอน

References

  • https://www.verywellfamily.com/finding-the-best-fertility-clinic-for-you-1959957
  • https://www.webmd.com/infertility-and-reproduction/guide/choosing-a-fertility-clinic
  • https://www.hfea.gov.uk/choose-a-clinic/finding-the-best-fertility-clinic-for-you/

8 พฤษภาคม วันธาลัสซีเมียโลก ป้องกันธาลัสซีเมียด้วย Karyomapping เทคนิคจาก Superior A.R.T. ในการตรวจตัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนในระดับยีน

วันธาลัสซีเมียโลก | Superior A.R.T.

องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้วันที่ 8 พ.ค. เป็น “วันธาลัสซีเมียโลก“

รู้หรือไม่? โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดประเทศไทยมีคนที่มีมียีนพาหะธาลัสซีเมียแฝงอยู่ถึงร้อยละ 30-40 ซึ่งผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียแฝงหรือพาหะนี้จะไม่มีอาการซีดจากเลือดจาง จะเหมือนคนปกติ แต่สามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกตินี้สู่ลูกหลานได้ หากทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะธาลัสซีเมียชนิดเดียวกันทั่งคู่ ลูกมีโอกาสเป็นธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงได้

ป้องกันธาลัสซีเมียด้วย ❝ Karyomapping ❞  
คือการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (embryo) ในระดับยีนเดี่ยว ซึ่งจะทําหลังจากการปฎิสนธิของไข่และอสุจิ ด้วยวิธีการทําเด็กหลอดแก้ว (ICSI) แล้วจึงเลือกตัวอ่อนที่ปกติและปราศจากโรคธาลัสซีเมีย ใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูกของคุณแม่เพื่อการตั้งครรภ์

ซึ่งเทคนิคนี้ยังสามารถคัดกรองโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ได้อีกมากกว่า 1,000 โรค เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคเลือดไหลไม่หยุด โรคถุงน้ำในไต โรคฮันติงตัน โรคผิวเผือก อาการตาบอดสี โรคท้าวแสนปม โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA เป็นต้น

คู่รักที่อยากมีลูก ควรตรวจคัดกรองเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีลูก เพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรงและปลอดจากโรคทางพันธุกรรม

การเลือกเพศลูกเพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางโครโมโซมเพศ (Sex-Linked Disorders)

การเลือกเพศลูก (sex selection) หรือการเลือกเพศกำเนิดของลูก คือกระบวนการที่แพทย์และคนไข้ สามารถใช้กระบวนการ IVF และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technologies : ART) ที่เกี่ยวข้อง ในการเลือกเพศของตัวอ่อนที่ย้ายกลับโพรงมดลูก อย่างถูกต้องตามกฎหมายและทางจริยธรรม เนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์

สาเหตุทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องเลือกเพศลูกที่พบบ่อยที่สุด คือการป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมที่อยู่บนโครโมโซมเพศ (sex-linked disorders) ของพ่อและแม่ไปสู่ลูก โรคพันธุกรรมในกลุ่มนี้ เกิดจากความผิดปกติของยีน (หรือ หน่วยพันธุกรรม) ที่อยู่บนโครโมโซมเพศ (X หรือ Y)

บนโครโมโซม X จะมีจำนวนยีนอยู่มากมายหลายร้อยตัว ส่วนโครโมโซม Y มีขนาดเล็กกว่าโครโมโซม X จึงมีจำนวนยีนน้อยกว่า

โรคพันธุกรรมจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซม Y เช่น ภาวะขนดกที่บริเวณหู (Hypertrichosis of the ears), โรคนิ้วเท้าติดกันแต่กำเนิด (Webbed Toes) หรือโรคผิวหนังเป็นเกล็ดคล้ายงู (Porcupine Man) สามารถถ่ายทอดจากพ่อสู่ลูกชายเท่านั้น เนื่องจากมีเพียงเด็กผู้ชายที่จะได้รับโครโมโซม Y จากพ่อ ส่วนเด็กผู้หญิงจะได้รับโครโมโซม X จากพ่อ ดังนั้นการเลือกเพศลูกหรือเพศของตัวอ่อน เป็นเพศหญิง จึงเป็นวิธีที่หลีกเลี่ยงการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมบนโครโมโซม Y ที่ผิดปกติจากพ่อสู่ลูก

ส่วนการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซม X นั้น มีความซับซ้อนกว่ามาก สามารถถ่ายทอดได้ทั้งในลักษณะของยีนเด่น (dominant) และยีนด้อย (recessive) ขึ้นอยู่กับประเภทของโรคและเพศของเด็ก

               หากความผิดปกติทางพันธุกรรมนั้น อยู่บนโครโมโซม X จากพ่อ ลูกชายจะไม่ได้รับการสืบทอดความผิดปกติ เพราะลูกชายจะได้รับโครโมโซม Y จากพ่อ ส่วนลูกสาวจะเป็นพาหะ (carriers) ดังนั้นในกรณีที่พ่อเป็นพาหะของโรค ไม่ว่าความผิดปกตินั้นจะอยู่บนโครโมโซม X หรือ Y การเลือกเพศจึงเป็นการป้องกันการส่งต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมดังกล่าวไปสู่รุ่นลูกหลาน (โดยเลือกตัวอ่อนให้เป็นเพศชายหากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X ของพ่อ และเลือกตัวอ่อนให้เป็นเพศหญิงหากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม Y ของพ่อ)

กรณีที่ความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X หนึ่งแท่ง ของแม่ และการถ่ายทอดเป็นลักษณะด้อย (Recessive) ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ

  1. 50% ของบุตรชายจะเป็นโรค และอีก 50% ปกติ
  2. 50% ของบุตรสาวจะปกติ และอีก 50% เป็นพาหะ
  • หากเป็นการถ่ายทอดแบบลักษณะเด่น (dominant) ทั้งบุตรชายและบุตรสาว 50% จะเป็นโรค และอีก 50% ปกติ

ในบทความนี้ เราจะพาทุกท่านมาเรียนรู้เกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมบนโครโมโซม X (X-linked) ที่พบบ่อย และวิธีป้องลูกของคุณจากโรคทางพันธุกรรม X-linked นี้

5 โรคทางพันธุกรรม X-Linked ที่พบบ่อยที่สุด

1. กลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ (Fragile-X Syndrome)

กลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ หรือ Fragile X syndrome (FXS) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ของภาวะความบกพร่องทางด้านสติปัญญาและพัฒนาการจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ผู้ป่วยจะมีความบกพร่องทางสติปัญญา พัฒนาการในหลายด้าน เช่น การเรียนรู้ต่างๆ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากนี้ ยังมีปัญหาด้านพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น อาการอยู่ไม่นิ่ง, สะบัดมือไปมา, กัดมือ, มีอารมณ์ฉุนเฉียว และออทิสซึม

ความผิดปกตินี้ถ่ายทอดสู่ลูกในรูปแบบยีนเด่น หรือ X-linked dominant สามารถส่งผลกระทบทั้งลูกสาวและลูกชาย แต่ลูกชายจะมีอาการรุนแรงกว่าลูกสาว เนื่องจากผู้หญิงมีโครโมโซม X สองแท่ง ซึ่งโครโมโซม X แท่งที่ปกติยังสามารถชดเชยโครโมโซม X อีกแท่งหนึ่งที่ผิดปกติได้ (XX) ส่วนลูกชายมีโครโมโซม X เพียงแค่แท่งเดียว (XY) จึงมักแสดงอาการรุนแรงมากกว่า

2. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชนิดดูเชน (Duchenne Muscular Dystrophy)

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงดูเชน หรือ Duchenne Muscular Dystrophy (DMD) เป็นภาวะความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่พบได้น้อย แต่เป็นหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยและรุนแรงที่สุดในเด็ก โรคกล้ามเนื้อลีบดูเชนเกิดจากความผิดปกติของยีน DMD บนโครโมโซม X การกลายพันธุ์นี้ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถผลิต “dystrophin” ซึ่งเป็นโปรตีนที่กล้ามเนื้อต้องการเพื่อให้ทำงานเป็นปกติ หากไม่มีโปรตีน dystrophin เซลล์กล้ามเนื้อจะได้รับความเสียหาย จะมีอาการอ่อนแรง และค่อยๆ ลีบไปเรื่อย ๆ โรค DMD ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหลายระบบของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น กระดูก, หัวใจ, หรือปอด และรุนแรงถึงขั้นทำให้หายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

ภาวะนี้ถ่ายทอดแบบยีนด้อยบนโครโมโซม X (X-linked recessive) โดยทั่วไปแล้วจะส่งผลกับเพศชายเท่านั้น ส่วนเพศหญิงจะเป็นเพียง “พาหะ” โอกาสที่เพศหญิงจะเกิดโรคนี้เกิดขึ้นได้น้อยมาก

3. โรคฮีโมฟีเลีย โรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia)

โรคเลือดไหลไม่หยุด หรือ Hemophilia คือภาวะเลือดออกง่าย หยุดยาก เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เลือดไม่อาจจับตัวเป็นลิ่มตามปกติ เมื่อมีบาดแผล เลือดจะหยุดไหลยากหรือใช้เวลานานกว่าปกติกว่าจะหยุดไหล ภาวะเลือดออกนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ในข้อต่อ กล้ามเนื้อ หรือเกิดขึ้นภายนอก จากการบาดเจ็บ บาดแผลเล็กน้อย การทำฟัน จากรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) พบว่า “โรค Hemophilia พบได้  1 ในทุกๆ 5,000 ของเด็กชายที่เกิดมา” และ “อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไม่สามารถห้ามเลือดให้หยุดไหล หรือหากเกิดเลือดออกขึ้นที่อวัยวะสำคัญ เช่น สมอง”

เช่นเดียวกับโรค DMD ภาวะ Hemophilia ก็ถ่ายทอดในรูปแบบ X-linked recessive โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการในเพศชายเท่านั้น ส่วนเพศหญิงจะเป็นเพียง “พาหะ”

4. โรคตาบอดสี ชนิดสีแดง-เขียว (Red-Green Color Blindness)

โรคตาบอดสีแดง-เขียว หรือ Deuteranopia เป็นภาวะตาบอดสีที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ที่ตาบอดสีแดง-เขียวจะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสีแดงกับสีเขียว และยังอาจมีผลกระทบกับความสามารถในการมองเห็นสีอื่นด้วย

เช่นเดียวกับ DMD และ Hemophilia โรคตาบอดสีแดง-เขียวถ่ายทอดอยู่ในรูปแบบ X-linked recessive โดยทั่วไปแล้วจะมีผลกับเพศชายเท่านั้น ในขณะที่เพศหญิงจะเป็นเพียง “พาหะ”

5. โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด Agammaglobulinemia  (X-Linked Agammaglobulinemia)

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด Agammaglobulinemia หรือ X-Linked Agammaglobulinemia (XLA) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วย XLA จะมีจำนวน B Cells น้อยผิดปกติ ซึ่ง B Cells เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สำคัญในการปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ผู้ที่เป็นโรค XLA จะติดเชื้อต่างๆ ง่าย ใช้เวลาในการรักษานานกว่าปกติ และมักกลับมาติดเชื้อซ้ำอีกแม้กำลังรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอยู่ก็ตาม เพราะร่างกายของพวกเขาสร้างภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีได้น้อยมาก การติดเชื้อที่พบบ่อยในผู้ที่มีภาวะ XLA ได้แก่ การติดเชื้อที่ปอด (ปอดบวมและหลอดลมอักเสบ), การติดเชื้อที่หู (โรคหูน้ำหนวก), โรคตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ), การติดเชื้อในโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ) และท้องร่วงเรื้อรัง ซึ่งการติดเชื้อซ้ำๆ นั้น สามารถสร้างความเสียหายถาวรต่ออวัยวะได้

ภาวะความผิดปกตินี้ เป็นรูปแบบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยโครโมโซมX (X-linked recessive pattern) เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วจะมีผลกับลูกชายเท่านั้น ในขณะที่ลูกสาวจะเป็นเพียง “พาหะ”

แนวทางการรักษา: การใช้ IVF, PGT-M, PGT-A ในกระบวนการเลือกเพศลูก

ความผิดปกติทางพันธุกรรมบนโครโมโซมเพศส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาได้ แต่แน่นอนว่าสามารถป้องกันได้

สำหรับความผิดปกติที่เกิดจากฝั่งคุณพ่อ เราสามารถใช้การรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้ามดลูก Pre-implantation Genetic Testing for aneuploidy (PGT-A) เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่ “euploid” (หรือ จำนวนโครโมโซมปกติ) และเพศที่ไม่มีอาการ ไม่ว่าการเป็นพาหะของพ่อจะเกิดอยู่บนโครโมโซม X หรือ Y เราก็สามารถป้องกันการถ่ายทอดความผิดปกติดังกล่าวได้ง่ายๆ (โดยเลือกตัวอ่อนเป็นเพศชายหากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X ของพ่อ และเลือกตัวอ่อนเป็นเพศหญิงหากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม Y ของพ่อ)

ส่วนความผิดปกติที่เกิดจากฝั่งคุณแม่ หากภาวะความผิดปกติ X-linked ของฝ่ายหญิงที่เป็นพาหะ มีลักษณะที่เกิดจากยีนเด่น (dominant) การเลือกเพศตัวอ่อน จะไม่สามารถป้องกันโรคทางพันธุกรรมได้ แต่หากเป็นภาวะ X-linked ที่เกิดจากยีนด้อย (recessive) คุณสามารถเลือกย้ายตัวอ่อนในเพศที่จะช่วยเลี่ยงการส่งต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมของคุณได้ แต่ปัจจุบันเราสามารถใช้ IVF/ICSI ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยยีนที่ผิดปกติของตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้ามดลูก Pre-implantation Genetic Testing for monogenetic disorders (PGT-M) เพื่อเลือกตัวอ่อนที่ไม่มียีนที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นตัวอ่อนเพศหญิงหรือชายก็ตาม

PGT-M (ก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ PGD) คือการวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน จากกระบวนการเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ก่อนที่จะย้ายตัวอ่อนกลับมดลูก ที่ Superior A.R.T. เราใช้เทคนิค Karyomapping ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับการตรวจ PGT-M สามารถวิเคราะห์และวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ถูกต้องแม่นยำ มีความน่าเชื่อถือสูง และออกผลรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงแค่ 1-3 สัปดาห์ แตกต่างจากเทคนิค PGT-M อื่นๆ ในอดีต ที่ต้องเสียเวลาหลายเดือน อย่างไรก็ดี

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ PGT-M และลักษณะเฉพาะของ Karyomapping สามารถคลิกที่นี่

References

  • https://www.genome.gov/Genetic-Disorders/Fragile-X-Syndrome
  • https://www.cdc.gov/ncbddd/childdevelopment/facts-about-intellectual-disability.html
  • https://www.genome.gov/Genetic-Disorders/Duchenne-Muscular-Dystrophy
  • https://www.nature.com/articles/s41572-021-00248-3
  • https://www.cdc.gov/ncbddd/hemophilia/facts.html
  • https://www.healthline.com/health/deuteranopia#:~:text=Also%20known%20as%20deuteranopia%2C%20this,red%2C%20green%2C%20and%20yellow.
  • https://medlineplus.gov/genetics/condition/x-linked-agammaglobulinemia/#inheritance
  • https://thaisuperiorart.com/assisted-reproductive-technology/pgt/pgt-m/

ทำความเข้าใจการตั้งครรภ์ลูกแฝดจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว

การตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้จากการที่มีตัวอ่อน (embryo) มากกว่าหนึ่งตัวอ่อน ฝังตัวและเจริญเติบโตในโพรง มดลูก (แฝดชนิดนี้ เรียกว่าแฝดเทียม หรือ Dizygotic twins)แต่หากตัวอ่อนหนึ่งตัวแตกตัวออกและเจริญเติบเติบโตเป็นทารกสองคน (แฝดแท้ หรือ Monozygotic twins) กระบวนการดังกล่าวนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งตามธรรมชาติและด้วยกระบวนการเทคโนโลยีการช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted-reproductive Technologies) เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว หรือการทำ IVF และการทำ ICSI

วันนี้ Superior A.R.T. จะพาทุกท่านมาเรียนรู้และทำความเข้าใจกันว่าการตั้งครรภ์ลูกแฝดเกิดขึ้นจากการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ได้อย่างไร? และมีสิ่งใดบ้างที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ลูกแฝด  มาเริ่มกันเลย

การตั้งครรภ์ลูกแฝดเกิดขึ้นในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF | ICSI ได้อย่างไร?

การตั้งครรภ์ลูกแฝดอาจเกิดขึ้นได้จากการทำเด็กหลอดแก้ว หรือจากการย้ายตัวอ่อน (embryo) หลายตัวกลับเข้าสู่มดลูกของฝ่ายหญิง และเกิดการฝังตัวของตัวอ่อนมากกว่าหนึ่งตัว ทำให้เกิดการตั้งครรภ์แฝดตามมานั่นเอง

มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ผู้เข้ารับการรักษาจะตั้งครรภ์ลูกแฝดในกระบวนการ IVF?

โอกาสการตั้งครรภ์ลูกแฝดจากกระบวนการการทำเด็กหลอดแก้ว หรือการทำ IVF และการทำ ICSI ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ จำนวนตัวอ่อนที่ย้าย, อายุฝ่ายหญิง, และสาเหตุภาวะมีบุตรยากของผู้เข้ารับการรักษา ยิ่งมีการย้ายตัวอ่อนมากเท่าใด โอกาสในการตั้งครรภ์แฝดก็ยิ่งสูง และจะยิ่งสูงขึ้นอีกในผู้หญิงที่มีอายุน้อย จากการวิจัยหนึ่งแสดงให้เห็นว่า อัตราการตั้งครรภ์ลูกแฝดมีโอกาสสูงถึง 45.7%ในผู้หญิงอายุ 20-29 ปี และลดลงต่ำกว่า 25% ในผู้หญิงอายุ 40-44 ปี ถึงแม้จะมีการย้ายตัวอ่อนถึง 5 ตัวก็ตาม การรับคำปรึกษาโดยตรงกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน IVF จะช่วยให้คุณทราบและเข้าใจโอกาสของการตั้งครรภ์แฝดจากการทำ IVF ของคุณได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ควรทำอย่างไรหากต้องการมีลูกแฝดด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF?

สำหรับคู่ที่กำลังพิจารณาการตั้งครรภ์ ลูกแฝดโดยการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF และ ICSI ลำดับแรกขอแนะนำให้คุณศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการตั้งครรภ์แฝดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางโดยตรง การตั้งครรภ์ลูกแฝดนั้น มีข้อกังวลหลายประการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่:

  • การตั้งครรภ์แฝดมักมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญหลายอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักทารกแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นทารกเสียชีวิต ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกมีปัญหาสุขภาพที่รุนแรงทั้งในระยะสั้น และระยะยาว อาจมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษในหออภิบาลทารกแรกเกิด (NICU) ซึ่งอาจทำให้ครอบครัวเหนื่อยทั้งทางกาย, ทางอารมณ์และทางการเงิน หรือกล่าวโดยสรุปคือ การตั้งครรภ์ลูกแฝด มีโอกาสที่จะเกิดปัญหามากกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว
  • ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงของกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF  ความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางอารมณ์และร่างกาย โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่จะต้องผ่านทุกขั้นตอนตั้งแต่การกระตุ้นไข่จนถึงขั้นตอนการย้ายตัวอ่อน อีกทั้งการทำ IVF เพียงหนึ่งรอบอาจไม่ได้เป็นการรับประกันผลสำเร็จ และอาจจำเป็นต้องทำซ้ำหลายครั้ง ดังนั้น คุณควรพิจารณาให้รอบคอบ หากต้องการทำ IVF เพียงเพื่อพยายามตั้งครรภ์ลูกแฝด 

ควรทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์แฝดในการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ ?

คุณสามารถเลือกย้ายตัวอ่อนเพียงแค่ตัวเดียวในแต่ละรอบของการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF เพื่อลดโอกาสในการตั้งครรภ์แฝด

ในอดีต แพทย์มักต้องการเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ โดยพยายามย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกให้มากที่สุด แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนขั้นสูงและเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น การเลี้ยงตัวอ่อนถึงระยะบลาสโตซิสต์ซึ่งมีโอกาสฝังตัวสูงกว่าตัวอ่อนระยะ ฯลฯ การย้ายตัวอ่อนเพียงตัวเดียวก็มีอัตราผลสำเร็จที่ค่อนข้างสูง และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทั้งหมด (หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงบลาสโตซิสต์ของเรา คลิกที่นี่)

นอกจากนี้ หากคุณเลือกที่จะย้ายตัวอ่อนทีละหนึ่งตัวคุณสามารถเก็บรักษาตัวอ่อนที่เหลือไว้ใช้ในภายหลัง โดยการแช่แข็งตัวอ่อน ด้วยเทคนิค Vitrification ตัวอ่อนของคุณจะถูกแช่แข็งโดยการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วจนโมเลกุลของน้ำไม่สามารถสร้างผลึกน้ำแข็งในเซลล์ตัวอ่อน ตัวอ่อนของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้ได้อย่างยาวนานและคงคุณภาพสูง หากเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูงและได้รับการดูแลอย่างดีควบคู่กับการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบปริมาณไนโตรเจนเหลวและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ หากต้องการตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มกระบวนการ IVF ตั้งแต่ขั้นตอนแรก แต่สามารถนำตัวอ่อนแช่แข็งมาละลายใช้ ในขั้นตอนที่เรียกว่า Frozen Thaw Embryo Transfer (FET) ได้เลย

ที่ ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เรามีนโยบาย “การย้ายบลาสโตซิสต์ตัวเดียว” นั่นคือ เราแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนบลาสโตซิสต์เพียงตัวเดียว หรือย้ายตัวอ่อนได้ไม่เกิน 2 ตัวเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

คำถามสุดท้าย หากเลือกย้ายตัวอ่อนเพียงตัวเดียว ยังมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์แฝดอยู่หรือไม่?

แม้ว่าจะไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นไปได้และไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อนจากการทำ IVF แต่อย่างใด แต่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการตั้งครรภ์แฝดที่เรียกว่า แฝดแท้ หรือ Monozygotic twins 

การตั้งครรภ์แฝดแท้ ไม่ได้เกิดจากไข่สองใบ ตัวอ่อนสองตัว แต่เกิดจากไข่เพียงใบเดียว (หรือจากการย้ายตัวอ่อนเพียงตัวเดียว) ที่เกิดการแบ่งหรือแยกตัวออกเป็นสองตัวอ่อนในระหว่างกระบวนการแบ่งเซลล์ และเจริญเติบโตกลายเป็นทารกในครรภ์ 2 คน หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ฝาแฝดแท้ ที่มียีนเหมือนกันทั้งหมด มีเพศเดียวกัน และมักจะมีลักษณะภายนอกเหมือนกันทุกประการ

References