คุณเป็น 1 ใน 6 ของประชากรโลก ที่มีภาวะมีบุตรยาก หรือไม่?


รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากภาวะมีบุตรยาก อ้างอิงจากรายงานที่เผยแพร่ใน WHO ที่ระบุว่า กลุ่มคนเหล่านี้คิดเป็น 17.5% ของจำนวนประชากรผู้ใหญ่ หรือประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรทั่วโลกเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุว่าปัญหาภาวะมีบุตรยากนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน อ้างอิงจากอัตราการเกิดภาวะมีบุตรยาก ในประเทศที่มีรายได้สูงประมาณ 17.8% และในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำประมาณ 16.5% ซึ่งจะเห็นว่ามีตัวเลขที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน

โดย Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทาง WHO จึงให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมเรื่องการรักษาภาวะมีบุตรยาก ให้เข้าถึงได้ง่าย มีคุณภาพและมีราคาเหมาะสม

เพราะภาวะมีบุตรยากไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ตามมาอีกด้วย เพราะฉะนั้นว่าที่คุณพ่อคุณแม่อย่าชะล่าใจ จูงมือกันมาตรวจ Couple Checkup เตรียมพร้อมไว้ก่อนได้นะคะ หากคุณเป็น 1 ใน 6 ของประชากรโลกที่มีบุตรยาก จะได้รักษาอย่างทันท่วงที และสามารถมีบุตรได้ก่อนที่จะสายเกินไป

ตรวจให้พร้อม ก่อนจะเป็นคุณพ่อคุณแม่


เป็นที่รู้กันว่า ปัญหาการมีบุตรยากนั้น มีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย และหนึ่งในนั้นก็คือ “คุณภาพของอสุจิที่ไม่ดีพอ” 


คุณภาพอสุจิที่ดี เป็นอย่างไร?

  • มีจำนวนอสุจิที่มากพอ
  • มีการเคลื่อนที่ได้เร็ว
  • เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง
  • มีรูปร่างปกติทั้งส่วนหัวและหาง

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าอสุจิของคุณดีพอ?

“การตรวจวิเคราะห์อสุจิ” (Semen Analysis) คือคำตอบ เพราะการตรวจคุณภาพของอสุจิ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นคุณพ่อ ซึ่งจะทำให้เราทราบคุณภาพของอสุจิในด้านต่างๆ และช่วยหาสาเหตุการมีบุตรยากจากฝ่ายชายอีกด้วย

ดังนั้น การตรวจวิเคราะห์อสุจิจึงเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่สำคัญสำหรับว่าที่คุณพ่อ เพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวนั่นเองค่ะ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.42 𝐖𝐨𝐫𝐥𝐝 𝐄𝐦𝐛𝐫𝐲𝐨𝐥𝐨𝐠𝐢𝐬𝐭 𝐃𝐚𝐲 25 กรกฎาคม วันนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนโลก


“Embryologist หรือ นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน คือใคร ปฏิบัติหน้าที่อะไรกันบ้าง” 


วันที่ 25 กรกฎาคม ของทุกปี ถือเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองของ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งวันนี้เมื่อปี 1978 เป็นวันที่เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก ที่ชื่อว่า Louise Brown ได้ถือกำเนิดขึ้น จากผลงานของ Sir Robert Geoffrey Edwards ซึ่งเป็นนักสรีรวิทยาชาวอังกฤษและเป็นผู้บุกเบิกด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และการปฏิสนธินอกร่างกาย และได้รับรางวัลโนเบลในปี 2010 

เพื่อเป็นเกียรติแก่ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จึงได้กำหนดให้วันที่ 25 กรกฎาคมของทุกปีเป็น World Embryologist Day นั่นเอง 

คุณดวงสมร เลียงกลกิจ ผู้จัดการแผนกห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน จะมาเล่าให้ฟังถึงขั้นตอนต่างๆ และความบทบาทสำคัญของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ด้วยวิธี ICSI


นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน หรือ Embryologist มีบทบาทสำคัญ เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้มีบุตรยากอย่างไร? 

นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน คือผู้ที่ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการการทำเด็กหลอดแก้วในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการเก็บไข่ การคัดเลือกอสุจิที่สมบูรณ์เพื่อนำมาผสมกับไข่ การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน การคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก รวมไปจนถึง การแช่แข็งไข่ อสุจิ และ ตัวอ่อน 

โดยทุกๆ ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะเฉพาะทาง ของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่มีคุณภาพ และเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น 


ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว มีขั้นตอนที่สำคัญได้ดังนี้ 

1. การตรวจหาสาเหตุภาวะมีบุตรยาก : 

ฝ่ายหญิงจะมีการตรวจหาสาเหตุว่ามีความผิดปกติที่ รังไข่ ท่อนำไข่ ผนังมดลูก หรือระดับฮอร์โมน ส่วนฝ่ายชายจะมีการตรวจคุณภาพของอสุจิ ทั้งจำนวน การเคลื่อนไหว ตลอดจนรูปร่างของอสุจิ 

2. กระบวนการกระตุ้นไข่ : 

สำหรับฝ่ายหญิงจะเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ โดยคุณหมอจะให้ฮอร์โมน เพื่อให้ได้ไข่ที่สุกพร้อมกัน หลายๆ ใบ ส่วนฝ่ายชายเตรียมตัวดูแลตัวเอง โดยการงดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อให้ได้อสุจิมีคุณภาพดี 

3. กระบวนการเก็บไข่ :  

เริ่มเข้าสู่กระบวนการในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน สำหรับฝ่ายหญิง เมื่อกระตุ้นไข่ 10-12 วัน ฟองไข่จะโตสมบูรณ์ จะถูกเก็บไข่ออกจากร่างกายผ่านทางช่องคลอด โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์บอกตำแหน่งของฟองไข่ และใช้เข็มเฉพาะดูดเก็บไข่ออกมาพร้อมกับสารน้ำ ส่งให้นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ตรวจหาไข่ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เมื่อพบไข่แล้ว จะทำการเก็บไข่ที่ได้มาเลี้ยงในน้ำยาเลี้ยงไข่ เพื่อรอผสมกับอสุจิในขั้นตอนต่อไป 

4. การเก็บและคัดแยกตัวอสุจิ : 

ฝ่ายชายจะเก็บน้ำเชื้ออสุจิ ด้วยวิธีการช่วยตัวเอง และส่งให้ปฏิบัติการเตรียมอสุจิ โดยการคัดเซลล์ต่างๆ ที่ไม่สมบูรณ์ออก เช่น เศษเซลล์ เม็ดเลือดต่างๆ ที่ปนมากับน้ำเชื้อ โดยจะคัดให้เหลือแต่อสุจิที่มีคุณภาพดี หากฝ่ายชายเคยทำหมัน หรือตรวจไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อ จำเป็นต้องเจาะดูดจากอัณฑะโดยตรง 

5. กระบวนการปฏิสนธิ : 

เมื่อเก็บไข่เรียบร้อย ก็จะทำการผสมด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF ซึ่งเป็นวิธีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่สุด โดยเตรียมอสุจิให้ได้จำนวนที่เหมาะสม และให้อสุจิว่ายเข้าไปหาไข่เอง หรือการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ซึ่งจะเป็นการดูดอสุจิ 1 ตัวเข้าไปในเข็ม และยิงเข้าไปในไข่ ซึ่งจะใช้เครื่องมือและกล้องจุลทรรศน์ที่มีความละเอียดมากในห้องปฏิบัติการ และใช้ความชำนาญของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนด้วย 

6. การเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ : 

กระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) เป็นการเลี้ยงตัวอ่อนด้วยน้ำยาเพาะเลี้ยงตัวอ่อนโดยเฉพาะ ในตู้ควบคุมอุณหภูมิ แสงสว่าง ความชื้น รวมไปจนถึงก๊าซต่างๆ เป็นกระบวนการเลียนแบบให้ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกายมากที่สุด โดยทำการเลี้ยงตัวอ่อนจะมีการติดตามดูพัฒนาการของตัวอ่อนในแต่ละวัน ไปจนถึง ระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst) Day 5 หรือ Day 6 ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนมีความเหมาะสมกับการฝังตัว สามารถใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเกิดการตั้งครรภ์ ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น 

Day 1 :  ติดตามการปฏิสนธิ (16-18 ชั่วโมง หลังการผสมไข่และอสุจิ) ซึ่งการปฏิสนธิปกติ คือการพบ PN หรือ Pronuclear 2 อัน ที่มาจากคุณพ่อและคุณแม่ 

Day 3 :  ติดตามการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อน (66 ชั่วโมง + 2 ชั่วโมง หลังการผสมไข่และอสุจิ) โดยตัวอ่อนที่มีจำนวนเซลล์ตั้งแต่ 6-8 เซลล์ ไม่พบเศษเซลล์อื่นๆ และ vacuole ในตัวอ่อน ถือว่ามีการแบ่งตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี  

Day 4 :  เซลล์จะเริ่มกลับมารวมกัน โดยผิวของเซลล์แต่ละเซลล์จะเข้ามาเชื่อมกัน แต่ยังมีการแบ่งเซลล์ขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าสู่ระยะ Morula มีลักษณะคล้ายๆ ลูกน้อยหน่า  

Day 5 :  เข้าสู่ตัวอ่อนระยะ Blastocyst จะมีกลุ่มเซลล์ 2 กลุ่มที่แยกกันอย่างชัดเจน โดยกลุ่มแรกเรียกว่า Inner Cell Mass หรือกลุ่มเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นทารก ส่วนเซลล์รอบๆ เรียกว่า Trophectoderm หรือกลุ่มเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นรก เกาะกับผนังเยื่อบุโพรงมดลูกของแม่  

Blastocyst Grading จะใช้พยัญชนะ 2 ตัว เช่น เกรด AA หรือเกรด AB 

  • พยัญชนะตัวแรก คือการ Grading ของกลุ่ม Inner Cell Mass  
  • พยัญชนะตัวที่ 2 คือการ Grading ของกลุ่ม Trophectoderm 

A คือดีที่สุด ส่วน B หรือ C ก็จะมีคุณภาพที่ลดลงไป โดยนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการย้ายกลับ หรือสำหรับการตรวจโครโมโซม รวมถึงการเลือกตัวอ่อนเพื่อการแช่แข็ง จะต้องมีเกรดที่ดีทั้ง Inner Cell Mass และ Trophectoderm ซึ่งตัวอ่อนที่มีเกรด CC จะมีโอกาสประสบความสำเร็จลดลง 

การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อน (PGT) จะช่วยเพิ่มโอกาสได้ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ หรือปราศจากยีนก่อโรค ก่อนการย้ายกลับสู่โพรงมดลูก ทำให้ประสบความสำเร็จการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 

7. ย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก : 

นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพดี มีศักยภาพสูงในการฝังตัว และใช้สายย้ายตัวอ่อนขนาดเล็ก ทำการดูดตัวอ่อน เพื่อให้แพทย์สอดสายย้ายตัวอ่อนผ่านปากมดลูกเพื่อวางตัวอ่อนบนเยื่อบุโพรงมดลูก  

8. การแช่แข็งตัวอ่อน : 

ตัวอ่อนที่เหลือหรือไม่ได้ใส่กลับในรอบนั้น รวมถึงตัวอ่อนที่รอผลโครโมโซม จะถูกนำไปแช่แข็งด้วยวิธี Vitrification โดยตัวอ่อนที่แช่แข็ง Blastocyst 1 ตัว จะถูกเก็บไว้ 1 straw มีการจัดเก็บที่ไม่ปนกัน และถูกเก็บในถังที่บรรจุไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ได้หลายปี เป็นวิธีที่ให้อัตราการรอดหลังละลายตัวอ่อนสูงมากถึงมากกว่า 95% และสามารถกลับมาใส่ตัวอ่อนในภายหลังได้โดยไม่ต้องกระตุ้นไข่ใหม่ 

9. การตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม (PGT) : 

ในกรณีที่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม หรือการตรวจ PGT ตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการนำไปตรวจ ควรอยู่ในระยะ Hatching Blastocyst เป็นต้นไป คือมีเซลล์บางส่วนฟักออกมาจากเปลือก โดยการทำ Biopsy หรือตัดชิ้นเนื้อออกไปประมาณ 3-5 เซลล์จากกลุ่มเซลล์ในส่วน Trophectoderm ซึ่งตัวอ่อนระยะนี้จะมีการสร้างและพัฒนาเซลล์มากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสได้รับความเสียหายจึงเกิดขึ้นได้น้อยมาก โดยอัตราการรอดของตัวอ่อนหลังจากการทำ Biopsy มีมากกว่า 95% และไม่ได้เป็นกลุ่มเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับ Inner Cell Mass 

โดยการทำ Biopsy จะใช้เครื่องมือเดียวกับการทำ ICSI แต่เข็มจะมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อใช้ดูดเซลล์เข้าไปและใช้เลเซอร์ในการยิงเพื่อตัดชิ้นเนื้อได้ง่ายขึ้น และส่งเซลล์ที่ตัดมานั้นให้กับห้องปฏิบัติการพันธุศาสตร์ 

หลังจากส่งเซลล์ไปตรวจโครโมโซมแล้ว จะรอประมาณ 2-3 ชั่วโมงเพื่อให้ตัวอ่อนกลับมาฟื้นฟูจนกลายเป็นตัวอ่อนระยะ Blastocyst เต็มที่ จึงนำตัวอ่อนไปแช่แข็งไว้ เพื่อรอผลโครโมโซมต่อไป 

10. การติดตามผลการตั้งครรภ์ : 

หลังจากย้ายตัวอ่อนไป 12 วัน จะมีการตรวจการตั้งครรภ์และตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อคอนเฟิร์มว่าตัวอ่อนมีการฝังตัว 


ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และเตรียมอสุจิของ Superior A.R.T. ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน ISO 15189 ที่วัดระบบคุณภาพและความสามารถของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ รวมไปถึงงานคุณภาพทั้งหมดของคลินิค ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพจาก ISO 9001 เพื่อการทำงานมีคุณภาพ ทั้งในเรื่องของห้องปฏิบัติการ การรายงานผล หรือการตรวจสอบเครื่องมือ ให้พร้อมใช้งานและอยู่ในเกณฑ์ตามมาตรฐานสากล 

ในทุกๆ วัน ก่อนจะเริ่มปฏิบัติงาน นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะตรวจความเรียบร้อยและความพร้อมของตู้เลี้ยงตัวอ่อนและเครื่องมือต่างๆ โดยทำการตรวจเช็ค อุณหภูมิ ระบบแก๊ส ไปจนถึง VOC  

ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วนั้น การระบุตัวตนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จำเป็นจะต้องมีการทำ Double-Checking โดยระหว่างที่คนหนึ่งทำงาน จะมีอีกหนึ่งคนคอยตรวจสอบว่าสิ่งที่กำลังปฏิบัตินั้น จะต้องตรงกับเอกสาร และที่ Superior A.R.T มีอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้การระบุตัวตนนั้นถูกต้องมากยิ่งขึ้น คือการใช้ Electronic Witness หรือที่เรียกว่า Gidget® 

การทำ Gidget® จะมี QR code ติดอยู่ที่หลอดเก็บอสุจิหลังเตรียม จานเลี้ยงไข่และตัวอ่อน โดยจะต้องสแกน QR code คู่กันให้ถูกต้อง ถ้าผิดคนจะเริ่มงานไม่ได้  

นอกจากนี้นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ยังมีส่วนช่วยแพทย์ ในการประเมินผลการรักษาของคนไข้อีกด้วย โดยวิเคราะห์จากประวัติการรักษาที่ผ่านมาทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ประวัติการเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อหาสาเหตุและใช้เทคนิคที่เหมาะสม เพื่อให้ได้คุณภาพของตัวอ่อนที่ดีขึ้นและประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากที่สุด  

ที่ Superior A.R.T. นอกจากจะมีห้องแล็บเลี้ยงตัวอ่อนเป็นของตัวเองแล้ว ยังมีห้องแล็บพันธุศาตร์ Genetics ทำให้สามารถตรวจไข่ อสุจิ และตัวอ่อน และวิเคราะห์ผลจบได้ในที่เดียว โดยไม่จำเป็นต้องขนย้ายออกไปตรวจที่อื่นเลย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาการมีบุตร สามารถติดต่อที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 41 พาชมแล็บเลี้ยงตัวอ่อน และ แล็บตรวจเซลล์ตัวอ่อน


หลายคนอาจสงสัยว่าหลังจากกระตุ้นไข่และเก็บไข่เรียบร้อยแล้ว ไข่จะถูกเก็บไว้ที่ไหน? วันนี้ดอกเตอร์เก๋จะพาไปทัวร์ห้องแล็บทั้งหมดของคลินิค Superior A.R.T. เพื่อให้เห็นภาพการทำงานว่าคุณหมอประสานงานกับนักวิทย์อย่างไร ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว


เริ่มจากก่อนเข้าห้องแล็บ จะมีโซนเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทย์ทั้ง embryologists และ geneticists เข้าได้เท่านั้น 

ห้องแล็บจะแบ่งออกเป็น 3 ห้องหลักๆ ซึ่งทุกห้องมาตรฐานระดับสากล ISO 15189, ISO 15190 และ ISO 9001 ในการรองรับคุณภาพและความสามารถ รวมถึงความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข 

1. ห้องแล็บสเปิร์ม หรือ Andrology ใช้ในการเตรียมสเปิร์มทั้งหมด  


2. ห้องเลี้ยงตัวอ่อน หรือ Embryology ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดเรื่องความสะอาด จึงต้องมีประตู 2 ชั้น เมื่อทุกคนเข้ามาหมดแล้วก็จะปิดประตูบานแรกก่อน หลังจากนั้นถึงจะสามารถเข้าไปในห้องได้ 

ภายในห้องนี้จะเป็นพื้นที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงตัวอ่อนทั้งหมด โดยมีการแบ่งโซนอย่างชัดเจน และมีการจัดการพื้นที่ให้เป็นทางเดินแบบ One-way เพื่อให้คนเดินสวนกันน้อยที่สุด เพื่อลดอันตรายและอุบัติเหตุจากการทำงาน 

ซึ่งในห้องนี้จะมีหน้าต่างหลายช่อง เช่น หน้าต่างที่เชื่อมกับห้องผ่าตัด เพื่อเพิ่มความสะดวกเวลาเก็บไข่ โดยจะมีตู้ควบคุมอุณหภูมิและแก๊ส ให้มีสภาวะที่เหมาะสม และบริเวณตรงกลางห้องจะเป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อน 2 แบบ คือ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® ซึ่งเป็นตู้ที่มีกล้องอยู่ในตัว สามารถดูตัวอ่อนได้จากหน้าจอโดยไม่ต้องนำออกมา และตู้แบบดั้งเดิม ที่ต้องนำตัวอ่อนออกมาเพื่อดูพัฒนาการของตัวอ่อนด้วยกล้องจุลทรรศน์ 

ภายในห้องนี้ยังมีเครื่องมือสำหรับทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI โดยการคัดสเปิร์ม 1 ตัว ยิงเข้าไปในไข่ 1 ใบ และการทำ Biopsy หรือการดึงเซลล์เพื่อนำไปตรวจโครโมโซมตัวอ่อนที่ห้อง Genetics ต่อไป นอกจากนี้ก็มีตู้เตรียมน้ำยา สเตชั่นสำหรับการแช่แข็งตัวอ่อนและการละลายตัวอ่อน และมีห้องแยกเพื่อใช้เก็บตัวอ่อน ไข่ หรือสเปิร์มที่ถูกแช่แข็งอยู่ในถัง 

ที่สำคัญในห้องนี้ยังมีเครื่องฟอกอากาศ 5-6 เครื่อง เพื่อควบคุมอากาศให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม รวมถึงมี HEPA ฟิลเตอร์ช่วยฟอกอากาศจากฝุ่นและกลิ่น และมีการรักษาความดันในห้องนี้ให้เป็น Positive Pressure เพื่อไม่ให้ฝุ่นที่อยู่ด้านนอกเข้ามาในห้อง 


3. ห้อง Genetics ใช้ในการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับห้องเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อลดความเสี่ยงและอุบัติเหตุในการขนย้ายตัวอย่าง ซึ่งภายในห้อง Genetics จะมีห้อง Transfer Room หรือห้องที่นำเซลล์ตัวอย่างของ Embryo ที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ มาย้ายลงหลอดทดลอง เพื่อนำไปตรวจ ด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยทุกๆ จานที่ใส่เซลล์จะมีบาร์โค้ดที่สามารถบอกได้ว่าอยู่ในขั้นตอนไหน ช่วยลดการเกิดความผิดพลาดในการหยิบจานเพาะเลี้ยงผิด หรือแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ในกรณีที่ยิงบาร์โค้ดผิด จะมีเสียงแจ้งเตือนพร้อมไฟสีแดง ทำให้ไม่สามารถทำขั้นตอนใดๆ ต่อไปได้อีกจนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง  

อีกทั้งในห้องนี้ยังมีการบันทึกวิดีโอ และมีนักวิทย์ Genetics อีก 1 ท่าน คอยช่วยสังเกตการณ์ในการทำงาน 

หลังจากที่ย้ายตัวอย่างจากจานมาใส่ในหลอดทดลองเรียบร้อยแล้ว ก็จะไปที่ห้อง PCR Cleaning Room ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ในการเตรียมน้ำยาเพื่อใช้ Amplify ให้ตัวอย่างขยายตัวเป็นล้านๆ เซลล์ มีการเตรียม ปฏิกิริยาและเตรียมน้ำยาผสมเข้าด้วยกันกับเซลล์ตัวอ่อน โดยที่ยังไม่เกิดปฏิกริยาใดๆ ทั้งสิ้น  

ซึ่งในห้องนี้จะมีหลายสเตชั่น เช่น สเตชั่นกล่อง UV เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ทุกวันก่อนเลิกงานนักวิทย์จะทำความสะอาดทุกอย่างในตู้และห้อง และมีการจดบันทึกสารเคมีและน้ำยาต่างๆ ในตู้เย็น 

ต่อมาก็จะย้ายไปที่ห้องขยายตัวอย่างจำนวนเซลล์ ที่ขยายได้ล้านๆ เซลล์ โดยใช้เครื่อง PCR เพื่อนำไปตรวจดูความผิดปกติของโครโมโซม 

และตัวอย่างที่ขยายเป็นล้านๆ เซลล์นี้จะถูกส่งไปยังห้องสุดท้าย คือ ห้อง Analysis สำหรับวิเคราะห์และแปลผล โดยจะมีส่วนที่เอาไว้ทำ Karyomapping ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการตรวจคัดกรองตัวอ่อนในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีปัญหาเรื่องโรคพันธุกรรม โดยสามารถทำได้เองทั้งหมดที่แล็บนี้ 

อีกทั้งยังมี Fume Hood ตัวช่วยในการลดสารพิษที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ เพื่อป้องกันนักวิทย์จากน้ำยาที่เป็นพิษที่ไม่ควรสูดดมนาน 

และสุดท้ายห้อง NGS สำหรับตรวจดูว่าโครโมโซมของ Embryo แต่ละตัวมีความผิดปกติไหม และมีการขาดหรือเกินของโครโมโซมหรือไม่ โดยใช้เครื่อง Next-Generation Sequencing (NGS) (MiSeq) เพื่อวิเคราะห์ผลออกมาว่าตัวอ่อนแต่ละตัวมีความผิดปกติหรือไม่ 

โดยข้างๆ กันจะมีเครื่องที่ใช้ทำ Karyomapping เพื่อใช้ตรวจดูตัวอ่อนว่ามีความปกติที่เกิดจากโรคพันธุกรรมหรือไม่ และสามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนไปพร้อมกันได้ด้วย ทำให้สามารถคัดกรองตัวอ่อนที่มีคุณภาพ เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น ซึ่งทางแล็บสามารถตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมได้หลายโรคเช่น ธาลัสซีเมีย, ตาบอดสี, หูหนวก, ผิวเผือก, กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคเมแทบอลิก ที่ทำให้มีพัฒนาการช้าในเรื่องของสติปัญญาหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย 

เรียกได้ว่า ที่คลินิค Superior A.R.T. มีห้องแล็บที่มีคุณภาพ ตอบรับทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มกระตุ้นไข่ไปจนถึงการออกผลตรวจ รวมถึงมีนักวิทย์ฯ และทีมงานที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมดูแลคุณพ่อคุณแม่ทุกคน 

การตรวจคัดกรองโครโมโซม PGT-A คืออะไร ?


PGT-A (หรือเดิมเรียกว่า PGS) คือ การตรวจคัดกรองโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว ซึ่งเป็นเทคนิคการวิเคราะห์หาความผิดปกติของโครโมโซมทั้ง 23 คู่

โดยที่ Superior A.R.T. เราใช้เทคนิค NGS (Next Generation Sequencing) ในการตรวจคัดกรองโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม และการลดความเสี่ยงของการแท้งบุตร ด้วยเทคนิคนี้จะทำให้นักพันธุศาสตร์สามารถเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติเพื่อนำไปฝังตัวต่อไปได้

ข้อดีของการตรวจคัดกรอง PGT-A คือช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จ โดยมีผลว่า ผู้ที่ตรวจคัดกรอง PGT-A มีอัตราการตั้งครรภ์ต่อการรักษา 1 ครั้ง ที่ 74% นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และลดความเสี่ยงที่จะมีบุตรที่ผิดปกติทางพันธุกรรมได้อีกด้วยค่ะ


แล้วการตรวจคัดกรอง PGT-A เหมาะกับใครบ้าง?

  • คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • คู่สมรสที่มีประวัติการตั้งครรภ์บุตรที่มีความผิดปกติของโครโมโซม
  • คู่สมรสที่มีประวัติแท้งบุตร 2 ครั้งขึ้นไป เนื่องมาจากความผิดปกติของโครโมโซมหรือไม่ทราบสาเหตุ
  • คู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยาก และเคยพบปัญหาตัวอ่อนไม่ฝังตัวอย่างน้อย 2 ครั้ง
  • คู่สมรสที่ต้องการเลือกเพศของบุตรด้วยเหตุผลทางการแพทย์
  • คู่สมรสที่มีความผิดปกติของโครโมโซม เช่น มีการสลับตำแหน่งของโครโมโซม

อัตราการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติของสาวๆ แต่ละช่วงอายุ ใน 1 ปี


รู้หรือไม่ว่า ผู้หญิงทุกคนจะมีช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตั้งครรภ์ หรือเรียกว่าช่วงอายุเจริญพันธุ์ โดยจะเป็นช่วงที่ผู้หญิงอายุประมาณ 20-30 ปี ถึงแม้จะยังคงมีประจำเดือนได้จนถึงอายุประมาณ 50 ปี แต่ในช่วง 10 ปีหลัง โอกาสที่จะมีลูกได้เองนั้นถือว่าน้อยมาก เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น จำนวนไข่ลดลง ไข่ที่มีคุณภาพดีน้อยลง ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลงตามไปด้วย 

เมื่อผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือน โดยเฉลี่ยแล้วจะมีไข่ประมาณ 300,000-500,000 ฟอง แต่เมื่ออายุ 37 ปี จำนวนไข่จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 25,000 ฟอง และลดลงเหลือเพียง 1,000 ฟองหรือน้อยกว่านั้นเมื่ออายุ 51 ปี สอดคล้องกับข้อมูลสถิติเกี่ยวกับโอกาสในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติของผู้หญิงอายุ 20-30 ต้นๆ อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 4 ในแต่ละรอบเดือน แต่เมื่ออายุ 40 ปี โอกาสจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น โดยอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี มีโอกาสตั้งครรภ์ภายใน 1 ปี อยูที่ 85% เมื่ออายุ 30 ปี โอกาสจะลดลงเหลือ 75% เมื่ออายุ 35 ปี โอกาสจะลดลงเหลือ 66% และเมื่ออายุ 40 ปี โอกาสตั้งครรภ์จะเหลือเพียง 44% เท่านั้น

แม้ว่าโอกาสในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ที่สามารถช่วยให้ความฝันของการเป็นแม่เป็นจริงได้มากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่ต้องการมีบุตรในวัยที่สูงขึ้น โดย Superior A.R.T. เป็นคลินิกชั้นนำด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะมีบุตรยากในภูมิภาคเอเชีย ด้วยประสบการณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมดูแลและให้คำปรึกษาคุณแม่ทุกท่าน เพื่อสานฝันในการมีบุตรของคุณเป็นจริงได้

ที่มา: https://www.healthline.com/health/pregnancy/how-old-is-too-old-to-have-a-baby#success-by-age

ติดตามช่องทางอื่นๆ ของเรา ผ่าน LINE OA คอนเทนต์ที่คุณจะไม่พลาด โปรโมชั่นลับเฉพาะสำหรับเพื่อนไลน์


รู้ดีลลับโปรเด็ด สำหรับเพื่อนไลน์ ใครที่ไม่อยากพลาดดีลพิเศษ คอนเทนต์ดีๆ และข่าวสารล่าสุดจากเราก่อนใคร อย่าลืมเพิ่มเพื่อน Superior A.R.T. ผ่านช่องทาง LINE OA : @superiorart

หรือคลิกที่ลิงค์นี้ https://lin.ee/PNs9KvZ เพื่อเพิ่มเพื่อนได้เลยค่ะ 
ใครที่อยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทีมงานของ Superior A.R.T. ก็พร้อมให้คำปรึกษานะคะ 💙

The magic number ไข่คุณภาพดีที่สุด คือช่วงไหนกันนะ


รู้หรือไม่ว่า หลายๆ ประเทศ เช่น สิงคโปร์ มีการกำหนดอายุสูงสุดที่เหมาะกับการแช่แข็งไข่ไว้ไม่เกิน “35 ปี” อ้างอิงจากงานวิจัยจากประเทศจีนที่ตีพิมพ์ใน Obstetrics and Gynaecology Research* ที่ระบุว่าผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี มีโอกาสคลอดบุตรจากไข่ที่ถูกแช่แข็งไว้ น้อยกว่าผู้หญิงอายุ 30-34 ปี ถึง 45% 

จากการวิจัยนี้ ทางการสิงคโปร์ จึงได้ออกนโยบายสนับสนุนให้ผู้หญิงแช่แข็งไข่ไม่เกินอายุ 35 ปี ก่อนที่การแช่แข็งไข่นั้นจะกลายเป็นการเสียเวลา พลังงาน และค่าใช้จ่าย

ดังนั้นจะบอกว่า The Magic Number หรือช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแช่แข็งไข่ คือ 31-34 ปี หรือก่อน 35 ปี คงไม่ผิดนัก เพราะเป็นช่วงที่ไข่สมบูรณ์ มีจำนวนมาก ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ในอนาคตได้นั่นเองค่ะ

สาวๆ ที่กำลังลังเลว่าเมื่อไหร่จะฝากไข่ดี อย่าปล่อยให้เวลาช่วง The Magic Number ผ่านเลยไปนะคะ

สำหรับสาวๆ ที่กำลังจะวางแผนแช่แข็งไข่ ที่ Superior A.R.T. มีแพ็กเกจให้เลือก พร้อมกับโปรโมชั่นดีๆ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : น้ำอสุจิหลั่ง ใช่ว่าจะมีลูกได้

 


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

น้ำอสุจิ มีหน้าที่หลักในการนำสเปิร์มไปยังไข่ของผู้หญิง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ คู่รักหลายคู่จึงเข้าใจว่า การมีเพศสัมพันธ์แล้วมีน้ำอสุจิหลั่ง ก็จะทำให้มีลูกได้เลย 

เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่? วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​  


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 40 : ERA Test จำเป็นแค่ไหน ช่วยให้ท้องได้จริงเหรอ?


ERA Test คือ การทดสอบพิเศษ ที่นำมาใช้เพื่อดูว่า วันที่เราเลือกที่จะใส่ตัวอ่อนนั้นเป็นวันที่เหมาะสมที่สุดหรือยัง เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว


ก่อนที่จะพูดถึง ERA Test คุณหมอจะอธิบายเกี่ยวกับมดลูก และวันที่เหมาะสมในการใส่ตัวอ่อนให้ฟังคร่าวๆ ก่อน เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงจะอยากลองตรวจ ERA Test หรือในกรณีที่ไม่ใช้ ERA Test เรามีวิธีอื่นที่อาจจะทดแทนได้หรือไม่

เริ่มจากวงจรของการตกไข่ โดยในแต่ละรอบเดือนจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่เมื่อประจำเดือนมา  เยื่อบุโพรงมดลูกมีการหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ซึ่งในรอบเดือนตามธรรมชาติ การที่ประจำเดือนมา จะสัมพันธ์กับขนาดของไข่ฟองเล็กๆ ที่อยู่ในรังไข่ หลังจากนั้นไข่จะค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ และจะสร้างฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อ Estradiol ซึ่งทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อไข่โตเต็มที่จนไข่ตก เปลือกไข่ก็จะสร้างฮอร์โมนตัวที่ 2 ชื่อว่า Progesterone ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโพรงมดลูกให้พร้อมรับการตั้งครรภ์ โดยจะเริ่มมีเส้นเลือดมากขึ้น และมีต่อมต่างๆ มากขึ้น ซึ่งถ้ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ตัวอ่อนก็จะฝังตัวเข้าไปในโพรงมดลูก แต่ถ้าไม่เกิดการตั้งครรภ์ ประมาณ 2 สัปดาห์หลังไข่ตก ฮอร์โมน Progesterone ก็จะลดลง ทำให้มีประจำเดือนมา

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในรอบเดือนธรรมชาติ จะมีฮอร์โมน Estrogen ที่กระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวเต็มที่ ก็จะเกิดการตกไข่ ทำให้มีฮอร์โมนตัวที่ 2 คือ Progesterone มาทำหน้าที่ต่อไป

สำหรับการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกในคนไข้ที่ทำเด็กหลอดแก้วที่กำลังรอจะใส่ตัวอ่อน ก็จะเลียนแบบฮอร์โมนในรอบเดือนธรรมชาติ ที่อธิบายไปข้างต้น ซึ่งก็จะมีการวางแผนดังนี้คือ เมื่อประจำเดือนมา ให้เริ่มทานยาฮอร์โมน Progynova หรือ Estrofem มีทำหน้าที่ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว หลังจากนั้นจะมีการนัดมาอัลตราซาวด์เป็นช่วงๆ พอถึง Day 14 ซึ่งคาดว่าเป็นวันที่เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวประมาณ 8-12 มิลลิเมตร ก็จะเริ่มยาฮอร์โมน Progesterone  Day 15 และอาจจะใส่ตัวอ่อนประมาณวันที่ 20 ของรอบเดือน หรือหลังจากที่ใช้ยาฮอร์โมน Progesterone วันที่ 6

การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก เมื่อกินยา Estrofem หรือ Progynova ทำให้โพรงมดลูกหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโพรงมดลูกที่สวยและดี จะเรียงตัวเป็น 3 ชั้น โดยมีความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกประมาณ 8-12 มิลลิเมตร หลังจากนั้นเราจะเริ่มยาฮอร์โมน Progesterone ซึ่งอาจจะใช้ Duphaston, Utrogestan หรือ Cyclogest ที่ใช้สอด เพื่อทำให้โพรงมดลูกปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์

หลังจากที่ให้ยา Progesterone ไม่ว่าจะเป็นยาสอดหรือยากินครบ 5 วันแล้ว เราก็จะใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6

ซึ่งในการใส่ตัวอ่อน จะละลายตัวอ่อนประมาณ 3-4 ชั่วโมง ก่อนที่จะใส่ตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก โดยการสอดสายอ่อนๆ เข้าไปในโพรงมดลูก เมื่อตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูกแล้ว ก็จะฟักออกมาจากเปลือก หลังจากนั้นตัวอ่อนก็จะเด้งไปมา จนเจอจุดที่มีตัวรับระหว่างเยื่อบุโพรงมดลูกกับตัวอ่อนได้ดีที่สุด ตัวอ่อนก็จะค่อยๆ ฝังตัวเองเข้าไปในโพรงมดลูกของแม่ และเชื่อมต่อระหว่างเส้นเลือดของแม่กับลูก

แต่เยื่อบุโพรงมดลูกที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวอ่อน จะมีช่วงเวลาที่จำกัด ไม่ใช่ทุกวันของรอบเดือน  ถ้าเป็นรอบเดือนธรรมชาติ ช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกเหมาะสมที่สุดสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน (Window of Implantation) คือประมาณวันที่ 19-21 ของรอบเดือน นับจากประจำเดือนมาวันแรก ซึ่งคาดว่าในรอบเดือนที่ใช้ฮอร์โมนเตรียม ก็จะอยู่ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน หรือประมาณวันที่ 6 ของการเริ่มยาฮอร์โมน Progesterone

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับยาฮอร์โมน Progesterone คนไข้บางคนอาจมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูก Window of Implantation เร็วกว่าหรือช้ากว่าคนอื่น จึงทำให้กำหนดวันที่เหมาะสมของเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับใส่ตัวอ่อนนั้น มีความคลาดเคลื่อน จึงเป็นที่มาของ “ERA Test” ซึ่งเป็นตัวช่วยบอกว่าวันไหนที่เป็น Window of Implantation

ซึ่งในรอบเดือนปกติ Window of Implantation คือหลังตกไข่ 7 วัน ส่วนในรอบเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยฮอร์โมน โดยปกติแล้วจะเป็นวันที่ 6 ของการเริ่มยาฮอร์โมน Progesterone แต่สำหรับบางคนอาจจะเร็วกว่าหรือช้ากว่าก็ได้ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ด้วยการอัลตราซาวด์หรือการตรวจวัดระดับฮอร์โมน ว่าวันที่ดีที่สุดสำหรับการใส่ตัวอ่อนของคนไข้คนนี้คือวันที่เท่าไหร่


ERA Test ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

กรณีที่เตรียมด้วยการใช้ฮอร์โมนตามปกติ ในวันที่ 2 ของรอบเดือนให้ทานฮอร์โมน Estrogen เช่น Estrofem หรือ Progynova หลังจากนั้นตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเรียงตัวสวย และมีความหนาได้ขนาดพอดีแล้วหรือยัง ถ้าดีแล้วก็จะเริ่มสอดยาฮอร์โมน Progesterone 5 วันเต็ม หลังจากนั้นวันที่ 6 จึงจะตรวจ ERA Test

เราจะต้องกำหนดเวลา โดยนับจากเวลาที่เริ่มฮอร์โมน Progesterone โดสแรก จนถึงเวลาที่ตรวจ ERA Test เพราะใน ERA Test จะมีคำถามว่าเราใช้ฮอร์โมน Progesterone กี่ชั่วโมงก่อนที่จะใส่ตัวอ่อน

ยกตัวอย่างเช่นถ้าใช้ฮอร์โมน Progesterone 125 ชั่วโมงก่อนการใส่ตัวอ่อน ERA Test ก็จะทดสอบว่า 125 ชั่วโมงนั้นเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือยัง ถ้าผลออกมาแล้วไม่เหมาะสม ก็จะบอกว่าควรใส่ตัวอ่อนที่กี่ชั่วโมง เช่น ควรใส่เร็วขึ้นที่ 110 ชั่วโมง หรือยืดออกไปที่ 140 ชั่วโมง ทำให้เรารู้ว่ารอบเดือนต่อไปที่เราต้องการจะใส่ตัวอ่อนจริงๆ เราควรจะใส่ตัวอ่อนหลังสอดยากี่ชั่วโมง กี่วัน

เมื่อสอดยาฮอร์โมน Progesterone ไป 5 วันเต็ม และทำ ERA Test ในวันที่ 6 โดยจะเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก คุณหมอจะนำสายหลอดพลาสติกยาวๆ สอดเข้าไปในโพรงมดลูกด้านบน โดยจะยืดแกนขยับเข้าออกไปมา ทำให้มีแรงดูดเอาชิ้นเนื้อของโพรงมดลูกออกมาประมาณ 2 กรัม มาใส่ในหลอดน้ำยา และนำไปแช่ในตู้เย็น เพื่อรอส่งไปตรวจที่ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เวลารอผลประมาณ 14 วัน หลังทำคนไข้อาจจะมีอาการหน่วงท้องนิดหน่อย


แล้วนำชิ้นเนื้อไปตรวจอะไรบ้าง?

ชิ้นเนื้อที่ได้จะถูกนำไป Extract DNA เพื่อตรวจ NGS เหมือนกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน แต่ NGS ในที่นี้คือการตรวจยีน ที่มีผลวิจัยมาแล้วว่าในผู้หญิงที่มีลูกง่ายจะต้องมียีนประมาณไหน หรือผู้หญิงที่มีลูกยากจะมียีนประมาณไหน และในช่วงเวลาที่ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีที่สุดในผู้หญิงที่มีลูกง่ายจะมีแพทเทิร์นของยีนเป็นแบบไหน แล้วนำมาเทียบกับค่าของคนไข้ ทำให้สามารถบอกได้ว่าช่วงเวลาที่เก็บชิ้นเนื้อมาเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวอ่อนแล้วหรือยัง ถ้ายังควรจะต้องเป็นกี่ชั่วโมง หรือกี่วัน หลังจากที่เริ่มสอดยา Progesterone

โดยผลตรวจจะแจ้งว่าเป็น Pre-Receptive, Receptive, Post-Receptive หรือ Non-Informative 

  • Pre-Receptive คือมีการเปลี่ยนแปลงของผนังมดลูกตามฮอร์โมน Progesterone น้อยหรือช้ากว่าคนทั่วไป ซึ่งจะต้องดีเลย์วันที่ใส่ตัวอ่อนออกไปอีก อาจจะ 1-2 วัน ซึ่งก็จะมีคำแนะนำในผลรายงานว่าควรจะใส่ที่กี่ชั่วโมง เช่น 156 ชั่วโมง +/- 3 ชั่วโมง หลังเริ่ม progesterone เป็นต้น
  • Non-Informative คือไม่สามารถแปลผลได้ ต้องเก็บผลใหม่
  • Receptive คือ เวลาที่เก็บชิ้นเนื้อไปตรวจเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน ในการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกรอบต่อไป ก็ให้ใช้ที่ระยะเวลาเดียวกับที่ทำในรอบที่เตรียมผนังเพื่อตรวจ ตามช่วงเวลาที่ Receptive  
  • Post-Receptive คือ มีการเปลี่ยนแปลงของผนังมดลูกตามฮอร์โมน Progesterone เร็วเกินไป ทำให้ผนังมดลูกแก่เกินกว่าจะรับตัวอ่อนเพื่อฝังตัวได้ ลักษณะนี้โดยทั่วไปจำเป็นต้องปรับระยะเวลาในการเริ่ม Progesterone ให้สั้นลง และทำการตรวจซ้ำอีกรอบ

ใครบ้างที่ควรทำ ERA Test?

คนไข้ไม่จำเป็นต้องทำ ERA Test ทุกคน เพราะเปอร์เซ็นต์ของคนไข้ที่มีปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในระยะที่ไม่รับกับตัวอ่อน มีแค่ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้หญิงที่มีปัญหาการใส่ตัวอ่อนคุณภาพดีที่ใส่หลายครั้งแล้วไม่ตั้งครรภ์ นั่นคือไม่ได้หมายถึง 30% ของผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องมีลูกยาก หรือที่มีปัญหาเรื่อง Window of Implantation ดีเลย์ไม่เหมือนคนอื่น

เพราะฉะนั้นการทำ ERA Test จะเลือกทำในคนไข้ที่เคยมีประวัติเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกสวยและมีความหนาโอเค ใช้ยาฮอร์โมน Progesterone ตรวจระดับฮอร์โมนแล้วดี ไม่มีปัญหา คุณภาพของตัวอ่อนมีคุณภาพดี ตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนแล้ว ใส่ตัวอ่อนง่าย หรือตรวจดูภูมิคุ้มกันแล้ว ซึ่งดูแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นก่อนที่จะใส่รอบตัวอ่อนต่อไป การทำ ERA Test ก็อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะตั้งครรภ์ให้มากขึ้นได้

และอาจใช้ตรวจในกรณีที่ได้ตัวอ่อนมายากลำบากและมีตัวอ่อนน้อย การตรวจก็จะช่วยทำให้สามารถเตรียม Cycle ที่ดีที่สุด เพื่อให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด

จากรายงานต่างๆ ที่บริษัท ERA ได้เคลมว่า สามารถช่วยในเรื่องการฝังตัวของตัวอ่อน เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ โดยชี้แจงว่าอาจจะเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้ประมาณ 15-20% ของคนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการฝังตัวอ่อนที่ผิดปกติ

หากถามว่าจำเป็นที่ต้องใช้ ERA Test ในทุกคนหรือไม่ คุณหมอคิดว่า ERA Test เหมาะกับคนไข้ที่มีปัญหา หรือมีตัวอ่อนน้อย น่าจะสมเหตุสมผลมากกว่าที่จะเลือกทำในทุกคน

เคสที่คนไข้ที่ใส่ตัวอ่อนหลายรอบแต่ไม่สำเร็จ ก็จะแนะนำให้ทำ ERA Test แต่เมื่อฟังวิธีการเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก ซึ่งดูคล้ายกับการขูดมดลูก แต่ไม่มีการดมยาสลบ แล้วคนไข้เกิดความกลัว คุณหมอจึงลองปรับไปใช้วิธีรอบเดือนธรรมชาติ ซึ่งการดูดซึมยาของคนไข้ที่ใช้ฮอร์โมนจากภายนอกอาจจะมีปัญหา ทำให้การเปลี่ยนแปลงของโพรงมดลูกทำได้ไม่ดีพออย่างที่ควรจะเป็น

แต่ถ้าคนไข้มีฮอร์โมนที่สร้างด้วยตัวเอง และมีการเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูกของตัวเอง อาจจะทำให้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกทำได้ดีกว่าการใช้ยา จึงเป็นที่มาของการใช้รอบเดือนธรรมชาติเพื่อย้ายตัวอ่อน

เมื่อประจำเดือนมา ก็จะให้กินยากระตุ้นให้ไข่โต เหมือนการทำ IUI เมื่อกินยา ก็จะมีไข่โตประมาณ 1-2 ใบ และไข่ใบนั้นก็จะสร้างฮอร์โมนมากระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้นเองตามธรรมชาติ แล้วก็จะตามดูว่าไข่โตเต็มที่เมื่อไหร่ ไข่จะตกเมื่อไหร่ หรืออาจจะฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อที่จะได้รู้วันที่จะฝังตัวอ่อนได้แน่นอนขึ้น หรืออาจจะไม่ใช้ยาอะไรเลย ก็จะติดตามไปเรื่อยๆ จนรู้ว่าคนไข้ไข่ตกวันไหน เช่น ถ้าไข่ตกวันที่ 1 เราก็จะรู้ว่าต้องใส่ตัวอ่อนวันที่ 6

เรียกได้ว่า รอบเดือนธรรมชาติอาจจะช่วยการปรับตัวของโพรงมดลูกได้ดีกว่าการใช้ฮอร์โมน และในกรณีที่ไม่อยากทำ ERA Test ก็จะใช้วิธีนี้แทน

อีกทั้งข้อดีของรอบเดือนธรรมชาติ คือการใช้ยาน้อย โดยในช่วงแรกไม่ต้องกินยา Estrofem หรือ Progynova ที่ช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว หลังจากไข่ตกแล้ว อาจจะใช้หรือไม่ใช้ฮอร์โมน Progesterone เสริมก็ได้ และเมื่อใช้ยาน้อย ผลข้างเคียงจากยาก็จะน้อย ซึ่งอาจจะช่วยเรื่องของ Synchronous ทำให้อายุของตัวอ่อน กับอายุของโพรงมดลูกสัมพันธ์กันได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่เลือกรอบเดือนธรรมชาติได้ จะต้องเป็นคนไข้ที่มีการตกไข่ปกติ และก็มีบางที่เตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกไปแล้วแต่ไข่ไม่โต ซึ่งก็จะทำให้การใส่ตัวอ่อนในรอบนั้นถูกยกเลิกได้

ส่วนข้อเสียของรอบเดือนธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วงใกล้ๆ วันไข่ตก คนไข้อาจจะต้องมาตรวจอัตราซาวด์และเจาะเลือดบ่อยขึ้น เพื่อดูว่าไข่ตกจริงๆ วันไหน อาจทำให้มีความวุ่นวายเล็กน้อย

สุดท้ายแล้วจะเลือกใช้ ERA Test หรือจะลองปรับเป็นรอบเดือนธรรมชาติ ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคนไข้แต่ละคน และการปรึกษาคุณหมอ โดยจะต้องพิจารณาร่วมกันเป็นรายบุคคล ซึ่ง ERA Test เป็นเหมือนเทคนิคใหม่ที่อาจจะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของการตั้งครรภ์ได้ดีขึ้นนั่นเอง