𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.47 ❝ ท้องแล้ว แต่มีเลือดออก ทำอย่างไรดี ต้องกังวลไหม ❞


“ท้องแล้ว แต่มีเลือดออก ทำอย่างไรดี ต้องกังวลไหม” 


สำหรับคุณแม่ที่ท้องเองตามธรรมชาติ โอกาสเกิดการแท้งจะอยู่ที่ประมาณ 13% ต่อการตั้งครรภ์แต่ละครั้งและมีคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องแท้งซ้ำซากหรือแท้งติดกันหลายๆ ครั้ง ประมาณ 1-2%

หากท้องด้วยวิธีธรรมชาติแล้วแท้งเอง จะแบ่งเป็นการแท้งช่วงไตรมาสแรก หรือช่วงก่อน 12 สัปดาห์ และไตรมาสที่ 2 หรือช่วงหลัง 12 สัปดาห์ขึ้นไป


ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการแท้ง มีดังนี้

1. การมีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม เช่น

  • การสูบบุหรี่ การได้รับสารโลหะหนักเป็นเวลานาน อาจจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการแท้งบุตรได้
  • การได้รับสารเคมียาฆ่าแมลงเป็นประจำ อาจทำให้มีปัญหาการแท้งซ้ำซาก
  • การได้รับวิตามิน หรือ Micronutrients ที่ไม่เพียงพอ เช่น ขาด Zinc หรือวิตามินบี อาจจะส่งผลให้เกิดการแท้งได้ง่ายขึ้น
  • น้ำหนักที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป เพราะมวลไขมันของคุณแม่ควรจะอยู่เกณฑ์ปกติ หากคุณแม่อ้วนเกินไป การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกอาจจะไม่ดีพอ ทำให้การฝังตัวของตัวอ่อนไม่ดี  การเชื่อมระหว่างเส้นเลือดของแม่และลูก หรือการสร้างรกไม่ดี ก็อาจจะมีโอกาสแท้งได้มากขึ้น ส่วนคุณแม่ที่น้ำหนักน้อยเกินไป มวลไขมันน้อยมากจนแทบไม่มีไขมันเลย ก็จะมีปัญหาในการท้องเช่นกัน ซึ่งคุณหมอแนะนำให้คุณแม่ทำน้ำหนักให้เหมาะสม โดยใช้ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ควรอยู่ที่ระดับประมาณ 20-25 ซึ่งเป็นช่วงน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ที่เหมาะสม หากคำนวณแล้วผลออกมาน้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือต่ำกว่าเกณฑ์ ควรจะทำน้ำหนักให้เหมาะสมก่อนตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการแท้ง
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จะทำให้มีโอกาสท้องยากขึ้น และแท้งง่ายขึ้น เด็กมีโอกาสเป็น Fetal Alcohol Syndrome ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องตัวเล็ก หัวเล็ก เพิ่มโอกาสตายคลอดได้
  • การออกกำลังกายมากเกินไป คือออกกำลังกายทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ซึ่งคุณหมอแนะนำว่าการออกกำลังกายที่เหมาะสม คือประมาณ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง เนื่องจากการออกกำลังกายในช่วง 30 นาทีแรกเป็นการดึงส่วนของกล้ามเนื้อไปใช้ก่อน หลังจากนั้นถึงเป็นการดึงเอาไขมันส่วนเกินไปใช้ โดยให้เลือกออกกำลังกายแบบคาดิโอ เพราะมีการกระตุ้นให้หัวใจมีการบีบตัวมากขึ้น และมีการดึงเอาไขมันส่วนเกินไปใช้ หากไม่มีเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ให้สังเกตจากการหอบเหนื่อยที่ยังสามารถพูดเป็นประโยคได้
  • การดื่มกาแฟมากเกินไป อาจมีผลให้เกิดการแท้งได้ โดยกาแฟจะแบ่งเป็นความเข้มข้นของคาเฟอีนระดับมิลลิกรัมต่อวัน หากดื่มน้อยกว่า 150 มิลลิกรัมต่อวัน โอกาสที่จะส่งผลต่อการตั้งครรภ์ การแท้ง หรือต่อลูกน้อยมาก ยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น คือ เมนู Cappuccino Grande ของ Starbucks 1 แก้วต่อวัน หรือกาแฟ Espresso ไม่เกิน 2 ช็อต ต่อวัน แต่หากดื่มกาแฟที่มีความเข้มข้นของคาเฟอีนมากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อวัน จะเพิ่มโอกาสการแท้ง หรือส่งผลเสียต่อเด็กได้

2. โครโมโซม

สำหรับการท้องเองตามธรรมชาติ แล้วเกิดการแท้งในช่วงประมาณ 3 เดือนแรก สาเหตุประมาณ 70-80% มาจากเด็กที่ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่เกิดจากโครโมโซมของตัวอ่อนที่ผิดปกติ


ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติเกิดจากสาเหตุอะไร?

  • อายุคุณแม่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะท้องเองตามธรรมชาติ หรือท้องจากการทำเด็กหลอดแก้ว โดยช่วงอายุที่มีโอกาสแท้งน้อยคือประมาณ 20-35 ปี หากอายุมากกว่า 35 ปี เปอร์เซ็นต์ของการแท้งก็จะเยอะขึ้น และจะเพิ่มขึ้นชัดเจนที่สุดหลังอายุ 40 ปี
  • อสุจิของคุณพ่อที่มีการแตกหักของ DNA ที่หัวของอสุจิ (Sperm DNA fragmentation) สูง ส่วนหัวของอสุจิจะมี DNA ของฝ่ายชายอยู่ หาก DNA ที่หัวของอสุจิมีการแตกหักสูง แล้วอสุจิตัวนั้นไปผสมกับไข่ และกลายเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนตัวนั้นก็จะไม่แข็งแรง และจะมีโอกาสแท้งได้ง่ายขึ้น
  • คุณพ่อหรือคุณแม่คนใดคนหนึ่ง มีโครโมโซมที่ผิดปกติแฝงอยู่ มีภาวะโครโมโซมเรียงตัวผิดปกติ เช่น Chromosome Translocation ซึ่งหากลูกได้รับโครโมโซมแท่งที่ผิดปกติจากพ่อหรือแม่ที่มีโครโมโซมผิดปกติแฝงอยู่ แล้วไปรวมกับโครโมโซมที่ปกติของอีกฝ่ายหนึ่ง ส่งผลทำให้ลูกมีโครโมโซมขาดหรือเกินจากปกติ เมื่อตัวอ่อนที่ผิดปกติไปฝังตัว ก็เกิดการแท้งตามมา เพราะมีปัญหาเรื่องโครโมโซมที่ผิดปกติ

3. ปัญหาจากมดลูก ที่เป็นเหมือนบ้านของตัวอ่อน

  • มดลูกอักเสบ เพิ่มโอกาสที่จะแท้งได้ หรือในกรณีที่ทำเด็กหลอดแก้ว ถ้ามีมดลูกอักเสบเรื้อรัง โอกาสที่ตัวอ่อนฝังตัวก็จะลดลง
  • มดลูกมีโครงสร้างผิดปกติ เช่น มีแผ่นกั้นในโพรงมดลูก หากตัวอ่อนไปเกาะบริเวณที่มีความผิดปกติ เลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณนั้นน้อย ทำให้เมื่อเกาะไปได้สักพักก็จะหลุด จนเกิดการแท้งได้ บางกรณี คนไข้มีมดลูก 2 อัน และการเจริญเติบโตของมดลูกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน หากตัวอ่อนไปฝังที่มดลูกด้านที่ไม่สมบูรณ์ ก็มีโอกาสที่จะท้องน้อยลง และเพิ่มโอกาสแท้งได้มากขึ้น
  • มีเนื้องอก ซึ่งอาจจะมีผลกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องแล้วมีเลือดออกได้ หรือหากในโพรงมดลูกมีพังผืด ก็ทำให้ตัวอ่อนเกิดการฝังตัวได้ไม่ดี เลือดไปเลี้ยงตัวอ่อนได้ไม่ดี ทำให้แท้งได้
  • ปากมดลูกไม่แข็งแรง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อย คนไข้ท้องโดยที่ไม่มีปัญหาอะไร แต่มักจะเกิดการแท้งในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ หรือตั้งแต่อายุครรภ์ช่วงหลัง 12 สัปดาห์ถึงช่วงประมาณ 20 สัปดาห์ ซึ่งปากมดลูกเปรียบเสมือนประตูบ้านของมดลูก หากประตูบ้านไม่แข็งแแรง อาจทำให้เกิดการหลุดแท้งได้ ภาวะนี้เรียกว่า Cervical Incompetence ปัญหาของภาวะนี้ คือไม่สามารถรู้ล่วงหน้าก่อนที่จะท้องได้ แต่หากมีประวัติการตั้งครรภ์ที่ผ่านมาว่าที่เข้าได้กับภาวะนี้ ก็จะต้องระวังมากขึ้น โดยในระหว่างที่ตั้งครรภ์แพทย์ก็จะเพิ่มการตรวจอัลตราซาวน์เพื่อวัดความยาวของปากมดลูกเป็นระยะ ถ้าปากมดลูกเริ่มสั้นลง ก็จะผูกปากมดลูกโดยการเย็บปิดเพื่อเพิ่มความแข็งแรง แล้วค่อยไปตัดตรงส่วนที่เย็บไว้ ตอนใกล้คลอด นอกจากที่ต้องเย็บปากมดลูก อาจให้เหน็บยาโปรเจสเตอโรนเพื่อช่วยไม่ให้ปากมดลูกสั้น
  • ในผู้หญิงที่มีรอบเดือนข้างค่อนสั้น เช่น มีประจำเดือนทุกๆ 24-26 วัน อาจจะมีภาวะที่เรียกว่า Corpus luteal defect ทำให้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เป็นฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ไม่เพียงพอ อาจจะมีโอกาสแท้งง่ายขึ้นได้เช่นกัน

4. ปัจจัยอื่นๆ ที่มองไม่เห็น

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะแท้ง ที่ต้องตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจเลือด เช่น

  • ความผิดปกติแของระบบภูมิคุ้มกัน (Antibody) หากร่างกายมีระดับภูมิคุ้มกันที่ต่อต้านตัวเองสูงผิดปกติ เช่นมีภาวะ Antiphospholipid Syndrome จะสัมพันธ์กับการที่เกล็ดเลือดอุดเส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงลูก ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงไม่พอ ทำให้เกิดการแท้ง หรือเด็กเสียชีวิตในครรภ์ หรือโตช้าในครรภ์ได้
  • ภาวะไทรอยด์ผิดปกติ หรือฮอร์โมนโปรแลคตินผิดปกติ ก็มีโอกาสที่จะแท้งได้มากขึ้นเช่นกัน

หากคุณแม่เคยมีประวัติแท้ง แล้วกำลังมีแผนจะท้องอีกครั้ง ควรมาปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ และป้องกันการแท้งในท้องถัดไป

สำหรับคนไข้ที่มีลูกยากและรักษาด้วยวิธีเด็กหลอดแก้ว การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนการย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก จะช่วยลดภาวะแท้งจากสาเหตุโครโมโซมที่ผิดปกติของลูก โดยเฉพาะในคุณแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป

การตรวจโครโมโซมจะช่วยให้เราเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมที่สุด สำหรับย้ายกลับเข้าไปในโพรงมดลูก ลดโอกาสเรื่องแท้งจากทั้งตัวเด็กที่ผิดปกติ ไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องยุติการตั้งครรภ์จากการที่เด็กมีโครโมโซมผิดปกติ

คนไข้ที่สงสัยว่ามีปัญหาเรื่องมดลูกที่ผิดปกติ การตรวจอัลตราซาวด์ จะช่วยพบความผิดปกติได้ หากอัลตราซาวด์แบบ 2 มิติ ไม่ชัดเจน อาจเพิ่มการตรวจอัลตราซาวด์ 3 มิติ ซึ่งช่วยดูเรื่องโพรงมดลูกที่ผิดปกติ หรือโครงสร้างของมดลูกที่ผิดปกติ เช่น มีมดลูก 2 อัน หรือมีแผ่นกั้นของมดลูกได้ดีขึ้น

ปัญหาโพรงมดลูกอักเสบ อาจจะตรวจพบจากการทำอัลตราซาวด์ค่อนข้างยาก จุดที่พอจะสังเกตได้ เช่น ตรวจพบน้ำในโพรงมดลูก การวินิจฉัยที่ชัดเจนต้องส่องกล้องในโพรงมดลูกถึงจะเห็นว่ามีการอักเสบอยู่ในโพรงมดลูกได้ หลังได้รับการรักษาภาวะนี้ โอกาสที่ตัวอ่อนฝังตัวก็อาจจะดีขึ้นมาก

สำหรับภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ ส่วนใหญ่แล้วคนไข้ที่มีภาวะ Antiphospholipid Syndrome จะมีประวัติค่อนข้างชัดเจน เช่น ท้องไปประมาณ 20 สัปดาห์ แล้วเด็กเสียชีวิตในครรภ์ แบบที่ไม่มีอาการใดๆ นำมาก่อน เช่น เลือดออกหรือปวดท้อง หรือในกรณีที่ใส่ตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมปกติไปแล้ว ทุกอย่างราบรื่นมาโดยตลอด เห็นถุงการตั้งครรภ์ หัวใจลูกปกติ แต่อยู่ๆ หัวใจเด็กหยุดเต้น อาจจะเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องนี้ได้


หากท้องแล้วมีเลือดออกควรทำอย่างไร?

สำหรับกรณีที่ท้องเองตามธรรมชาติแล้วมีเลือดออก ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจอัลตราซาวด์ดูว่าเป็นท้องที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น ท้องนอกมดลูก ซึ่งคนไข้จะไม่มีอาการใดๆ ในช่วงแรก ต่อมาจะมีเลือดออกกะปริดกะปรอยและปวดท้องมาก การตรวจอัลตราซาวด์ดูว่าถุงการตั้งครรภ์อยู่ในโพรงมดลูกหรือนอกมดลูก เห็นหัวใจลูกเต้นดีหรือไม่ หากเป็นการท้องนอกมดลูก ก็ต้องรับการรักษาต่อไป หากเป็นการตั้งครรภ์ในมดลูกปกติ แล้วมีเลือดออก จะเรียกว่ามีภาวะแท้งคุกคาม คุณหมอจะฉีดยากันแท้ง ซึ่งก็คือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อช่วยลดการบีบตัวของมดลูก และนัดมาตรวจซ้ำที่ 1 สัปดาห์

คนไข้ที่มีภาวะแท้งคุกคาม 60-70% จะสามารถตั้งครรภ์ต่อได้ ยกเว้นว่าเกิดจากที่เด็กไม่แข็งแรง หรือมีโครโมโซมที่ผิดปกติ

ส่วนการปฏิบัติตัวหลังมีเลือดออก ควรจะพัก ลดการขับรถ ลดการเดินเยอะๆ นานๆ ลดการออกกำลังกาย ไม่ยกของ งดการมีเพศสัมพันธ์ หรือกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่มีการเบ่งบริเวณหน้าท้อง เพื่อไม่ให้มดลูกบีบตัวและลดเลือดออก

สำหรับคนไข้ที่ทำเด็กหลอดแก้ว ปกติจะรับได้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อประคองการตั้งครรภ์อยู่แล้ว

แต่ก็ยังมีโอกาสที่มีเลือดออกได้อยู่ เนื่องจากการท้องจากการทำเด็กหลอดแก้วจะมีความเปราะบางมากกว่าการท้องโดยธรรมชาติ เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกถูกเตรียมจากการใช้ฮอร์โมนจากภายนอก หากลืมทานยา หรือสอดยา ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง อาจทำให้มดลูกบีบตัว แล้วแท้งได้ โดยคุณแม่ควรใช้ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนไปจนถึงอายุครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์ ช่วงประมาณ 7-10 สัปดาห์ รกของลูกจะสร้างฮอร์โมนมาประคองตัวเองได้แล้ว ส่วนใหญ่จึงจะเริ่มหยุดยาที่ประมาณ 10 สัปดาห์ หรือเร็วที่สุดประมาณ 7 สัปดาห์

นอกจากนี้ คนไข้ที่มีลูกยากมักจะมีปัญหาหลายๆ อย่างพร้อมกัน เช่น เนื้องอกมดลูก หรือโพรงมดลูกผิดปกติ มีโอกาสทำให้มดลูกมีการบีบตัวและแท้งได้มากกว่าการท้องตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากการใช้ยาตามที่คุณหมอให้แล้ว การปฏิบัติตัวของคุณแม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเดินเยอะ ออกกำลังหนัก ยกของหนัก เบ่งถ่าย ท้องผูก ท้องเสีย ก็อาจจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีเลือดออกได้ ถ้ามีสาเหตุพิเศษอื่นๆ เช่น Antiphospholipid Syndrome การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน จะลดโอกาสแท้งได้

สำหรับคนไข้ที่มีประวัติแท้งมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร คุณหมอก็แนะนำว่าควรมาปรึกษาเพื่อหาสาเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแท้งซ้ำ เพราะการแท้งหลายๆ ครั้ง และถูกขูดมดลูกหลายครั้ง ก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดพังผืดในมดลูก หรือมดลูกอักเสบติดเชื้อ ทำให้ท้องยากขึ้นเรื่อยๆ หากมีการตรวจหาสาเหตุ วางแผนวิธีการรักษาที่ถูกต้อง ก็จะช่วยลดปัญหาการแท้งซ้ำในครั้งต่อไป

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.44 ❝ พ่อแม่ไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ยังจำเป็นต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อนหรือไม่ ❞


พ่อแม่ไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ยังจำเป็นต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อนหรือไม่” 



การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน มี 2 ประเภท ได้แก่

1. การตรวจโครโมโซมทั้ง 23 คู่ หรือที่เรียกกันว่า “PGT-A” (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy) เพื่อตรวจหาโครโมโซมที่มีความผิดปกติ ที่ทำให้เกิดโรค เช่น ดาวน์ซินโดรม, ไคลน์เฟลเตอร์ซินโดรม ทำให้มีความผิดปกติทางด้านร่างกาย และตรวจหาโครโมโซมบางชนิดที่อาจทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ผิดปกติ

2. การตรวจโรคทางพันธุกรรม หรือที่เรียกกันว่า “PGT-M” (Preimplantation Genetic Testing-Monogenic disease) เพื่อตรวจโรคพันธุกรรมในระดับยีน (Gene) โรคพันธุกรรมที่เกิดจากความบกพร่องของยีน มีความผิดปกติของมนุษย์มากกว่า 20,000 ชนิด ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าการกลายพันธุ์ในยีนเดี่ยว มีประวัติโรคในครอบครัว สามารถทำนายความเสี่ยงที่จะเกิดโรคในรุ่นต่อๆ ไปได้ ความผิดปกติของยีนเดี่ยวสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ ยีนเด่น ยีนด้อย และ X-linked


ข้อดีของการตรวจโครโมโซมทั้ง 23 คู่ คืออะไร?

ผลการวิจัยจากหลายแห่งได้พูดถึงข้อดีของการตรวจโครโมโซมทั้ง 23 คู่ ว่าช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นหรือ High Pregnancy Rate โดยอัตราการตั้งครรภ์ของคุณแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ปกติจะอยู่ที่ 30-40% หากมีการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนร่วมด้วย อัตราความสำเร็จจะเพิ่มขึ้นเป็น 50-60%

นอกจากนั้นการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนยังช่วยลดโอกาสการแท้งบุตรได้ เนื่องจากทารกในครรภ์ที่มีความผิดปกติทางด้านโครโมโซม มีโอกาสน้อยที่จะเจริญเติบโตไปจนครบ 39-40 สัปดาห์ นอกจากนั้นภาวะการแท้งบุตรอาจจะส่งผลข้างเคียงต่อการตั้งครรภ์ในอนาคตอีกด้วย

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณแม่ ด้วยการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีผลตรวจโครโมโซมปกติก่อนใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนยังเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วเพราะคุณแม่ยุคใหม่ต้องการวางแผนการมีลูกที่ชัดเจน และอาจจะให้ความสำคัญกับเรื่องเดือนเกิดของเด็ก ซึ่งการตรวจ PGT จะช่วยลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยผลการวิจัยของปี 2022 ที่เก็บข้อมูลจากหลายกลุ่มอายุ มีการเปรียบเทียบอัตราการตั้งครรภ์ของกลุ่มที่ตรวจโครโมโซม กับกลุ่มที่ไม่ได้ตรวจโครโมโซม โดยผลสรุปออกมาอย่างเห็นได้ชัดว่า คุณแม่ในทุกช่วงอายุที่ตรวจโครโมโซม จะมีอัตราการตั้งครรภ์ที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ตรวจโครโมโซม


ข้อเสียของการตรวจโครโมโซมคืออะไร?

ข้อเสียของการตรวจ PGT-A คือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งการทำเด็กหลอดแก้วก็มีราคาสูงอยู่แล้ว ถ้าตรวจโครโมโซมเพิ่มก็จะมีราคาสูงขึ้นอีก โดยขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอ่อนที่ส่งตรวจ

ข้อเสียต่อมาคือ ผลการตรวจ PGT-A ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าตัวอ่อนนั้นมีความผิดปกติหรือปกติได้ 100% เนื่องจากทางห้องปฏิบัติการณ์เลี้ยงตัวอ่อนนั้นตัดชิ้นส่วนของเซลล์ตัวอ่อนเพียง 7-10 เซลล์ อีกทั้งระยะของตัวอ่อนที่นำมาตรวจอยู่ในระยะเริ่มต้นเพียง 5-6 วันหลังจากการปฏิสนธิ เพื่อนำมาตรวจ PGT-A แม้ว่าจะมีหลายๆ สำนักพิมพ์ออกมาบอกว่าการตัดชิ้นส่วนของโครโมโซมที่เจริญกลายไปเป็นรก สามารถบอกสถานะของตัวอ่อน และผลตรวจมีความน่าเชื่อถือกว่า 95% แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วผลการตรวจไม่สามารถบอกสถานะของโครโมโซมของตัวอ่อนได้ทั้งหมด โครโมโซมของตัวอ่อนอาจจะมีสถานะที่ไม่ตรงกับตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ตัดไปตรวจก็ได้ ซึ่งหลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า Mosaic หรือผลโครโมโซมก้ำกึ่ง โดยคุณหมอนิศารัตน์ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ในไลฟ์ครั้งก่อน คลิกเพื่อดูไลฟ์ Mosaic Embryo ได้ที่นี่


ใครที่ควรตรวจโครโมโซมตัวอ่อน?

1. กลุ่มคนไข้ที่มีอายุมาก

ยิ่งอายุมาก เปอร์เซ็นต์ของตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติก็จะสูงตามไปด้วย ซึ่งที่ Superior A.R.T. กลุ่มคนไข้ที่อายุมากกว่า 38 ปี จะพบโครโมโซมที่ผิดปกติสูงถึง 50% โดยมีค่าเฉลี่ยตัวอ่อนที่ใส่กลับเข้าไปได้ประมาณ 54%

2. คู่สมรสที่เป็น Translocation

Translocation หรือการสลับตำแหน่งของโครโมโซมนั้น แม้ว่าภายนอกจะปกติ แต่จริงๆ แล้วมีความผิดปกติของโครงสร้างของโครโมโซม คนกลุ่มนี้ที่เป็นพาหะจะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป ไม่มีโรคหรืออาการที่บอกถึงความผิดปกติเลย แต่จะมีสิ่งที่สังเกตได้ เช่น พยายามมีลูกมานานแต่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือมีภาวะแท้งซ้ำซาก

3. บุตรคนแรกมีความผิดปกติของโครโมโซม

บุตรคนแรกเกิดมามีความผิดปกติ เช่น มีโครโมโซม 5 เกินมา หรือมีโครโมโซม 21 เกิน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีความเหมาะสมที่จะตรวจ PGT

4. มีประวัติเรื่องของโรคทางพันธุกรรม

เป็นกลุ่มที่ควรตรวจในอันดับต้นๆ เพื่อตรวจคัดกรองหาตัวอ่อนที่ปราศจากโรคทางพันธุกรรม ก่อนใส่กลับไปในโพรงมดลูกของคุณแม่

5. คู่สมรสที่พยายามมีลูกมานานเกิน 1 ปี

โดยคุณหมอจะมีการซักประวัติเบื้องต้น และตรวจหาสาเหตุการมีบุตรยาก หากไม่ทราบสาเหตุ หมอก็อาจจะแนะนำให้ตรวจ PGT

6. คู่สมรสที่มีโรคทางพันธุกรรมที่มาจาก X-link คือคุณแม่เป็นพาหะ การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนและการเลือกเพศบุตรจะช่วยให้สามารถมีบุตรที่ปราศจากโรคทางพันธุกรรมได้ (Medical reason) เช่น โรค G6PD, Hemophilia A and B, Color blindness, Duchenne Muscular Dystrophy

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การเลือกเพศลูกเพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางโครโมโซมเพศ

สรุปง่ายๆ ก็คือ PGT เหมาะกับผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมโดยตรง หรือคู่สมรสที่มีภาวะเสี่ยงที่เป็นพาหะ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบตาธาลัสซีเมีย โรคอัลฟาธาลัสซีเมีย โรคท้าวแสนปม หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง สามารถเข้ารับบริการทำเด็กหลอดแก้ว IVF พร้อมๆ กับการตรวจโครโมโซม และตรวจโรคไปพร้อมกันได้เลย

อีกทั้งการตรวจ PGT ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้ตรวจ PGT


สำหรับคู่สมรสที่กำลังวางแผนจะมีบุตร เบื้องต้นแนะนำให้ตรวจร่างกายเพื่อตรวจสาเหตุภาวะมีบุตรยาก และตรวจคัดกรองพาหะและโรคทางพันธุกรรม (Carrier Screening) เพื่อที่จะได้วางแผนการมีบุตรที่แข็งแรงปราศจากโรคทางพันธุกรรม

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.46 ❝ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น ได้อย่างไร ❞


ตู้เลี้ยงตัวอ่อนแบบติดกล้อง หรือที่เรียกว่า Time-Lapse Incubator มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?


กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนเป็นอย่างไร?

ในขั้นตอนการรักษาผู้มีบุตรยาก เมื่อคู่สมรสเข้ามาปรึกษากับคุณหมอ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ และเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งขั้นตอนการรักษานั้น จะอ้างอิงจากการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติ คือ เมื่อไข่ออกมาจากรังไข่ จะผสมกับอสุจิที่บริเวณปีกมดลูก เมื่อปฏิสนธิสำเร็จ ตัวอ่อนจะพัฒนา มีการแบ่งเซลล์ขึ้นเรื่อยๆ เคลื่อนที่เข้าสู่โพรงมดลูก และฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก ในตัวอ่อนระยะวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ที่เรียกว่า ตัวอ่อนระยะ บลาสโตซีสต์ (Blastocyst)

การเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ จะเป็นการจำลองมดลูกของคุณแม่ ด้วยการใช้ตู้เลี้ยงตัวอ่อน รวมไปถึงน้ำยาที่เป็นสารอาหารให้กับตัวอ่อน ที่มีความเหมาะสมกับตัวอ่อนในแต่ละระยะ ตั้งแต่ออกมาจากรังไข่ไปจนถึงโพรงมดลูก

ซี่งนอกจากน้ำยาแล้ว สิ่งที่สำคัญในการเลี้ยงตัวอ่อนคือตู้เลี้ยงตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า Incubator

โดยภายในตู้เลี้ยงตัวอ่อน จะมีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และก๊าซ ในปริมาณที่เหมาะสม ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกาย ซึ่งตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในตู้เลี้ยงเป็นเวลา 5-6 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนพัฒนาเป็น ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) เพื่อตรวจโครโมโซม แช่แข็ง หรือ ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ต่อไป


ตู้เลี้ยงตัวอ่อนมี  2 ประเภท

1) Standard Incubator หรือ Conventional Incubator เป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนแบบมาตรฐานทั่วไป มีฝาปิด เพื่อป้องกันการรบกวนจาก สิ่งแวดล้อมภายนอก โดยใน 1 ห้องเลี้ยง จะสามารถวางจานเลี้ยงตัวอ่อนได้ หลายจาน และต้องนำจานเลี้ยงตัวอ่อนออกมาจากตู้เลี้ยง เพื่อดูพัฒนาการของตัวอ่อนที่กล้องจุลทรรศน์

2) Time-Lapse Incubator เป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนที่มีกล้องจุลทรรศน์และกล้องบันทึกภาพติดตั้งไว้ภายในห้องเลี้ยง ทำให้สามารถติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำจานเลี้ยงตัวอ่อนออกมานอกตู้ ลดการรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และย้อนดูพัฒนาการของตัวอ่อนได้ เพื่อเลือกตัวอ่อนก่อนย้ายกลับสู่โพรงมดลูกได้แม่นยำมากขึ้น


Geri® Time-Lapse Incubator คือ อะไร?

ตู้เลี้ยงตัวอ่อน แบบ Time-Lapse Incubator ที่ Superior A.R.T. เลือกใช้ คือ Geri® Time-Lapse Incubator โดยตู้นี้จะแบ่งออกเป็น 6 ช่อง และในแต่ละช่องจะใช้เลี้ยงตัวอ่อนสำหรับคนไข้ 1 คนเท่านั้น ไม่นำมาปนกัน นอกจากนี้ Geri® ยังเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถจัดการแต่ละเคสผ่านระบบคอมพิวเตอร์ได้


Geri® ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?

คุณสมบัติเด่นของ Geri® Time-Lapse Incubator คือ ตัวอ่อนของคนไข้จะอยู่แยกกันในแต่ละช่องของตัวเอง ซึ่งในแต่ละช่องจะมีขนาดเล็ก ทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิและควบคุมแก๊สได้ดี เมื่อเปิด/ปิดฝาตู้เลี้ยงตัวอ่อน อุณหภูมิและสภาวะต่างๆ ในแต่ละช่องจะสามารถกลับมาอยู่ในการควบคุมได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เมื่อเทียบกับ Standard Incubator ที่มีฝาที่กว้างกว่า พื้นที่ที่กว้างกว่า การกลับมาของอุณหภูมิและแก๊สก็จะช้ากว่า

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและสภาวะของแก๊ส ส่งผลให้ตัวอ่อนแบ่งตัวได้ช้าลง หรือเจริญเติบโตได้ไม่ดี การที่เราควบคุมอุณหภูมิและแก๊สให้กลับมาอยู่ในสภาวะเดิมได้เร็ว จะยิ่งทำให้ตัวอ่อนอยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยมากขึ้น

นอกจากนี้ ในแต่ละช่องของ Geri® จะติดตั้งกล้องกล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กและกล้องบันทึกภาพของตัวอ่อนในแต่ละช่องแยกกัน และถ้าในกรณีที่ช่องไหนเสีย ก็ไม่จำเป็นต้องปิดเครื่อง เพราะสามารถแก้ไขช่องใดช่องหนึ่งได้ โดยที่ช่องอื่นๆ ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้

นอกจากนี้ ตู้ Geri® สามารถเลี้ยงตัวอ่อนด้วยระบบการเลี้ยงตัวอ่อนแบบควบคุมความชื้น (humidity technology) เพื่อช่วยรักษาสมดุลของ Osmolality และรักษาค่า pH ของน้ำยาได้ดีขึ้น ตัวอ่อนที่อยู่ในตู้เลี้ยงที่มีความชื้น จึงมีคุณภาพที่ดีกว่า และได้ตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์มากขึ้น

เมื่อได้จำนวนตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์มากขึ้น โอกาสที่จะนำไปใส่กลับในโพรงมดลูก หรือนำไปตรวจโครโมโซมก็สูงขึ้น ซึ่งมีการศึกษาที่เปรียบเทียบอัตราการตั้งครรภ์จากการใส่กลับตัวอ่อนจากที่เลี้ยงในตู้ Geri® กับที่เลี้ยงใน Standard Incubator พบว่าอัตราการตั้งครรภ์ของตัวอ่อนที่เลี้ยงในตู้ Geri® สูงกว่าอัตราการตั้งครรภ์ของตัวอ่อนที่เลี้ยงใน Standard Incubator

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ตู้ Geri® ได้รับรางวัลมากมาย เช่น Good Design Awards จากประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย โดย Superior A.R.T. เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่นำตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® เข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 2017


ไลฟ์สไตล์ที่ปรับเปลี่ยน ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยาก ในสังคมสมัยใหม่


#ภัยใกล้ตัว รู้หรือไม่ว่า การมีบุตรยากกำลังเป็นภัยเงียบในสังคมยุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ และอาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องการเจริญพันธุ์ หรือปัญหาการลดลงของจำนวนประชากร ซึ่งอาจมาจากพฤติกรรม และค่านิยมที่เปลี่ยนไปของผู้คนในยุคปัจจุบัน

 

โดยจะมีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและไลฟ์สไตล์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การมีน้ำหนักเกิน และการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ทั้งในเพศชายและหญิง 

นอกจากนี้ สารเคมีบางชนิดสามารถเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมนในร่างกาย (Endocrine-Disrupting Chemicals: EDCs) เช่น BPA และพาทาเลต (Phthalates) ซึ่งพบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ภาชนะพลาสติก ขวดนม ขวดน้ำดื่ม และสารเคลือบเม็ดยาต่างๆ การได้รับสารเคมีตกค้างเหล่านี้เป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้การทำงานของระบบสืบพันธุ์แย่ลงได้ เช่น ในฝ่ายหญิงพบว่าทำให้โอกาสการตั้งครรภ์ต่อรอบเดือนลดลง ซึ่งอาจเกิดจากคุณภาพของไข่หรือระดับฮอร์โมนที่ลดลง ส่วนในฝ่ายชายพบว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง อีกทั้งยังส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในทารกเพศชายที่คลอดจากหญิงที่ได้รับสารเคมีเหล่านี้อีกด้วย โดยมีรายงานว่า ปริมาณและคุณภาพของอสุจิลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ดังนั้น การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากสารพิษ และการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และลดปัญหาภาวะมีบุตรยากในสังคมยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


หากคุณกำลังวางแผนมีลูก หรือสงสัยว่ามีภาวะมีบุตรยาก สามารถติดต่อเพื่อนัดหมายปรึกษาคุณหมอ ผ่านช่องทางที่สะดวกได้ทันที คุณหมอจะช่วยออกแบบการรักษาเฉพาะคู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำ IUI การฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก หรือการทำเด็กหลอดแก้ (IVF) ด้วยวิธี ICSI

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.43 ❝ 𝗘𝗺𝗯𝗿𝘆𝗼 𝗚𝗹𝘂𝗲 เหมาะกับใคร แล้วช่วยให้ท้องได้อย่างไร ❞


“𝗘𝗺𝗯𝗿𝘆𝗼 𝗚𝗹𝘂𝗲 เหมาะกับใคร แล้วช่วยให้ท้องได้อย่างไร” 



เริ่มจากการปูพื้นคร่าวๆ ก่อนว่า หลังจากที่ใส่ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์เข้าไปในโพรงมดลูก ตัวอ่อนจะค่อยๆ ฟักออกจากเปลือก (Hatching) แล้วก็เคลื่อนที่ไปมาในโพรงมดลูกจนเจอตำแหน่งที่ดีที่สุดของโพรงมดลูก ซึ่งบริเวณนี้ จะมีการเรียงตัวของเยื่อบุ และมีสารที่ช่วยดึงดูดให้ตัวอ่อนมีการแทรกตัวลงไปในชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกได้ดีที่สุด

เวลาที่หมอย้ายตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก จะใช้สายย้ายตัวอ่อนที่มีลักษณะเป็นสายนุ่มๆ ยาวๆ คล้ายหลอดนมยาวๆที่มีปลายนุ่มๆ และเมื่อดูดตัวอ่อนเข้าไปในสาย นอกจากตัวอ่อนแล้ว ยังมีน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อนถูกดูดเข้าไปพร้อมกันด้วย ซึ่งในนั้นจะมีสารประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น กรดอะมิโน น้ำตาล เพื่อเป็นอาหารให้กับตัวอ่อน และเพื่อปรับความเป็นกรดด่างให้เข้ากับโพรงมดลูกหรือใกล้เคียงกับในโพรงมดลูกมากที่สุด

มีการศึกษาที่เอาน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก ในวันที่ตัวอ่อนฝังตัวไปตรวจดูว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง ก็พบว่ามีสารอยู่ตัวหนึ่ง คือ Hyaluronic Acid หรือ Hyaluronan เป็นสารที่พบมากในน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก ในวันที่ตัวอ่อนเหมาะจะฝังตัวมากที่สุด เจ้าสาร Hyaluronan  นี้ ช่วยให้ตัวอ่อนยึดติดกับโพรงมดลูกได้ดี แต่ในน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อนทั่วไปมีปริมาณของสารนี้น้อยกว่าในโพรงมดลูก จึงเป็นที่มาของ Embryo Glue ซึ่งก็คือน้ำยาสำหรับย้ายตัวอ่อน ที่มีการเพิ่มปริมาณ Hyaluronan เข้าไปใน น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนปกติ ให้มีระดับใกล้เคียงกับน้ำในโพรงมดลูกในวันที่ตัวอ่อนฝังตัวมากที่สุด และนอกจากนี้ยังมีโปรตีน Human Albumin และวิตามิน ที่เป็นเหมือนอาหารของตัวอ่อน รวมถึงสาร Heparin ที่ช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งอาจจะช่วยทำให้การฝังตัวของตัวอ่อนดีขึ้น


Embryo Glue ใช้อย่างไร?

Embryo Glue จะเป็นหลอดเล็กๆ ขนาดประมาณ 1.5 ml ซึ่งก่อนจะใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก เราจะวางตัวอ่อนไว้ใน Embryo Glue ประมาณ 30 นาที เพื่อให้เคลือบตัวอ่อน และตอนที่ใส่ตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก เราจะดูดน้ำยาของ Embryo Glue เข้าไปด้วยส่วนหนึ่ง


Embryo Glue มีประโยชน์จริงหรือไม่?

จากหลายๆ งานวิจัยพบว่า การใช้ Embryo Glue ในคนไข้ทุกคนที่ได้รับการย้ายตัวอ่อน ไม่ได้มีประโยชน์ชัดเจน ว่าสามารถเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ แต่จะเห็นประโยชน์ในคนไข้เฉพาะกลุ่ม คือกลุ่มคนไข้ที่เคยใส่ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีหลายครั้ง แต่ไม่เกิดตั้งครรภ์ (Implantation failure) Embryo Glue อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นประมาณ 10%


ข้อเสียของ Embryo Glue คืออะไร?

เนื่องจาก Embryo Glue ยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ข้อมูลการติดตามผลระยะยาวยังมีไม่มาก เช่น เด็กที่เกิดจากการย้ายตัวอ่อนร่วมกับใช้ Embryo Glue มีความผิดปกติในตอนโตหรือไม่ แต่จากข้อมูลตั้งแต่เริ่มมีการใช้ Embryo Glue มากว่า 10 ปีทั่วโลก พบว่า การใช้ Embryo Glue ร่วมกับการย้ายตัวอ่อน ไม่เพิ่มอัตราการเกิดเด็กผิดปกติระหว่างที่อยู่ในครรภ์ อัตราการแท้งและท้องนอกมดลูก ไม่ต่างกับการใช้น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนปกติที่ใช้ทั่วไป

โดยส่วนตัวคุณหมอมองว่า คนไข้ย้ายตัวอ่อนแล้วจะสำเร็จหรือไม่ มีปัจจัยที่สำคัญคือ คุณภาพของตัวอ่อน คุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูก และระดับฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ ถ้าตัวอ่อนคุณภาพดี ตรวจโครโมโซมแล้วปกติ คุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกดี ไม่ว่าจะเป็น ความหนา และการเรียงตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกดี ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์  น่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และเป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้ Embryo Glue

อย่างไรก็ตาม จากความเห็นส่วนตัว Embryo Glue อาจจะมีประโยชน์อีกแง่หนึ่ง เนื่องจากลักษณะของน้ำยาที่ค่อนข้างหนืดกว่าน้ำยาที่ใช้ย้ายตัวอ่อนทั่วไป ซึ่งความหนืดนี้อาจจะช่วยให้ตัวอ่อนหลังย้ายเข้าโพรงมดลูกอยู่ในตำแหน่งที่คุณหมอตั้งใจวางตัวอ่อนไว้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกับการย้ายตัวอ่อนมากที่สุด อาจจะช่วยลดการฝังตัวในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ส่วนล่างของโพรงมดลูก

ซึ่งคุณหมอมองว่าการใช้ Embryo Glue ไม่ได้มีข้อเสีย โดยอาจมีประโยชน์สำหรับคนไข้บางกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้แนะนำให้ใช้กับทุกคน หากใครมีคำถาม หรือมีข้อสงสัย เกี่ยวกับ Embryo Glue หรือการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถทำนัดเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : ปล่อยธรรมชาตินานแค่ไหน ถึงเข้าข่ายมีลูกยาก


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาในการตั้งครรภ์ของคู่สมรสที่ปล่อยธรรมชาติ จะมีความแตกต่างกันไป อาจจะเป็นหลักเดือนหรือหลักปี ซึ่งความแตกต่างนี้เอง ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า ต้องพยายามมีลูกตามธรรมชาติมานานแค่ไหน ถึงจะถือว่าเข้าข่ายมีบุตรยาก?

วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ หรือหากใครมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : เคยแท้งมาก่อน โอกาสมีลูกจะลดลงหรือไม่ ?


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

สำหรับคุณแม่ที่เคยสูญเสียลูกน้อยจากการแท้งลูก อาจมีความกังวลใจว่าโอกาสในการมีลูกอีกครั้งจะยากขึ้นหรือไม่? 

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยากที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ หากมีคำถามเพิ่มเติม หรือหากสนใจปรึกษาเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษาได้ค่ะ 🙂 


ชมคลิป เคยแท้งมาก่อน โอกาสมีลูกจะลดลงหรือไม่ ?

จุดกำเนิดทารกน้อย ระยะ Blastocyst หนูกำลังจะเติบโตแล้วนะ


ทุกชีวิต ล้วนเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ
และนี่คือคลิปของตัวอ่อนระยะ Blastocyst  🧫
“จุดกำเนิดของทารกน้อย” ที่จะพัฒนาไปเป็นลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่

ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ตัวอ่อนจะกำเนิดขึ้นจากการปฏิสนธิของไข่และอสุจิภายในห้องปฎิบัติการ และพัฒนาต่อในตู้เลี้ยงตัวอ่อน โดยตัวอ่อนในระยะ วันที่ 5 และ 6 จะเรียกว่า ตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสท์ หรือตัวอ่อนระยะฝังตัว ตัวอ่อนจะมีการแบ่งกลุ่มเซลล์ ออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่การตั้งครรภ์

  • กลุ่มที่ 1 เรียกว่า Inner Cell Mass คือกลุ่มเซลล์ที่เจริญไปเป็นทารก 
  • กลุ่มที่ 2 อยู่รอบนอกเรียกว่า Trophectoderm คือเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นรก ที่คอยหล่อเลี้ยงตัวอ่อนต่อไปนั่นเองค่ะ  

อัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ของสาวๆ แต่ละช่วงอายุ เมื่อเทียบกับการใช้เทคโนโลยี ART เข้ามาช่วย


รู้หรือไม่ว่า อัตราการตั้งครรภ์ด้วยการใช้เทคโนโลยีช่วยรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ของ Superior A.R.T. ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน PGT สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้นได้

จากกราฟจะเห็นได้ว่าผู้หญิงอายุ 35-39 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์สูงถึง 77% และผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปี มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 72% ซึ่งไม่ได้ต่างกับกลุ่มอายุที่น้อยกว่า 35 ปีแต่อย่างใด


Superior A.R.T. มีบริการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยี PGT เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางโครโมโซม (NGS) และตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม (Karyomapping) เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรง ปราศจากโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดสู่รุ่นลูก ก่อนการย้ายกลับสู่ครรภ์มารดา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้มากขึ้น 

การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง Superior A.R.T. พร้อมให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอน โดยจะช่วยออกแบบวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้กับคุณแม่และคุณพ่อ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ได้มีเบบี๋สมใจค่ะ

คลิกดูอัตราความสำเร็จของเรา https://thaisuperiorart.com/th/ทำไมต้อง-ซูพีเรีย-เอ-อาร์-ที/

ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากประสบการณ์ดาราสาวในวงการ

ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากประสบการณ์ดาราสาวในวงการ

Superior A.R.T. ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ แช่แข็งไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ด้วยวิธี ICSI จนได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน รวมถึงคนในวงการบันเทิงที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น คุณใบเฟิร์น, คุณอาย, คุณแอร์, คุณน้ำตาล, คุณจ๊ะ, คุณเอ๋ มณีรัตน์ และคุณนิวเคลียร์ ที่เลือกให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มครอบครัว

สำหรับใครที่สนใจ อยากติดตามประสบการณ์การฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากดารานักแสดงในวงการ สามารถติดตามดูได้จากวิดีโอคลิปนี้ได้เลยนะคะ


  • คุณใบเฟิร์น อัญชสา

  • คุณอาย กมลเนตร

  • คุณแอร์ ภัณฑิลา

  • คุณน้ำตาล พิจักขณา

  • คุณจ๊ะ จิตตาภา

  • คุณเอ๋ มณีรัตน์
https://youtube.com/watch?v=phX6JcZP8wU

  • คุณนิวเคลียร์ หรรษา

และขอขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับความไว้วางใจให้ Superior A.R.T. คลินิกรักษาผู้มีบุตรยากและวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนดูแล และภูมิใจที่ได้ช่วยทุกท่านได้เป็นคุณแม่สมใจด้วยนะคะ