ข่าวสารและบทความ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.64 ❝การเตรียมตัวก่อน-หลังเก็บไข่ และการใส่ตัวอ่อน❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2567)

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาภาวะมีบุตรยาก ถึงแม้จะเป็นวิธีที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด แต่ก็มีขั้นตอนและกระบวนการที่โหดสุดเช่นกัน ไม่ว่าจะต้องฉีดยาทุกวัน เก็บไข่ และใส่ตัวอ่อน ทั้งยังเป็นวิธีที่ค่าใช้จ่ายสูงด้วย ใน EP. 64 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติตนและดูแลตัวเอง เมื่อจะต้องทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ 01:02

[00:01:12] – การตรวจประเมินร่างกาย:

ก่อนเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ ควรตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูขนาดมดลูก ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ (เช่น ช็อกโกแลตซีสต์) หากซีสต์มีขนาดใหญ่มากจนบังไข่ อาจทำให้เก็บไข่ไม่ได้ หรือถ้าเก็บผ่านซีสต์อาจทำให้ปวดท้องรุนแรงจากการระคายเคือง แพทย์จะประเมินว่าต้องผ่าตัดหรือให้ยาลดขนาดซีสต์ก่อนเริ่มกระตุ้นไข่หรือไม่

[00:03:37] – การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (คุณผู้หญิง):

  • การนอนหลับ: ควรเข้านอนก่อน 23:00 น. เพื่อให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ช่วยเพิ่มจำนวนไข่และการตอบสนองของไข่ดีขึ้น
  • การคุมน้ำหนัก: พยายามคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 110] หรืออย่างน้อย [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 100] คือน้ำหนักที่เหมาะสม
  • โภชนาการ: ลดอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล (โดยเฉพาะน้ำตาลทรายในเครื่องดื่ม)

[00:05:15] – การทานอาหารบำรุงและวิตามิน (ทั้งสองฝ่าย):

  • งดสารเสพติด: ควรงดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • โปรตีน: เน้นโปรตีนจากสัตว์เล็ก (ไก่, ปลา) และโปรตีนจากพืช (ถั่วต่างๆ) ลดเนื้อสัตว์ใหญ่ติดมัน ทานไข่วันละ 1 ฟอง ในช่วงก่อนกระตุ้นไข่
  • วิตามิน (ผู้หญิง): ทาน Folic, Vitamin C, Coenzyme Q10 และวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (กรณีคนไข้ไข่น้อย แพทย์อาจพิจารณาให้ DHEA แต่ต้องประเมินก่อน เพราะไม่เหมาะกับคนที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น ภาวะ PCOS)
  • การเตรียมตัว (ผู้ชาย): ให้หลั่งอสุจิทิ้งทุก 4-5 วัน เพื่อให้ได้อสุจิที่มีคุณภาพดี ทั้งจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่าง และทานวิตามินกลุ่ม Zinc, Vitamin B, E, C และ Folic

2. การปฏิบัติตัวระหว่างการ “กระตุ้นไข่” 07:42

[00:07:49] – เน้นโปรตีนป้องกันรังไข่ตอบสนองมากเกินไป (OHSS):

เพิ่มการทานโปรตีน (เช่น ไข่ขาว 1 ฟอง/มื้อ หรือผลิตภัณฑ์ไข่ขาว) เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมจากเส้นเลือดเข้าสู่ช่องท้อง ช่วยลดภาวะบวมน้ำหลังเก็บไข่

[00:08:20] – ข้อควรระวังระหว่างกระตุ้นไข่:

  • งดมีเพศสัมพันธ์: รังไข่จะขยายขนาดใหญ่ขึ้น (จาก 3 เซนติเมตร เป็น 5-10 เซนติเมตร) การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ “รังไข่บิดขั้ว” ทำให้ไข่ขาดเลือดและปวดท้องรุนแรงได้ ควรงดไปจนกว่าประจำเดือนรอบถัดไปจะมา
  • คุณผู้ชาย: หลั่งอสุจิทุก 3-4 วัน ก่อนถึงวันเก็บไข่ เพื่อให้ได้อสุจิที่ดีที่สุด
  • พฤติกรรม อาหาร และวิตามินต่างๆ : ยังคงปฏิบัติต่อเนื่องจากก่อนกระตุ้นไข่ไปจนถึงในระหว่างการกระตุ้นไข่

[00:09:38] – ความสำคัญของ “ยาเข็มสุดท้าย” (ยาให้ไข่ตก):

  • ต้องฉีดให้ ตรงเวลา อย่างเคร่งครัด (ปกติฉีดก่อนเวลาเก็บไข่ 35-36 ชั่วโมง)
  • หากฉีดผิดเวลา (เร็วไป/ช้าไป) ถ้าเร็วไป ไข่จะไม่หลุดออกจากเปลือกฟองไข่ ทำให้แพทย์ดูดไข่ออกมาไม่ได้ หรือถ้าช้าไป ไข่อาจตกไปก่อน หากมีเหตุฉุกเฉินไม่สามารถฉีดยาได้ในเวลาที่กำหนดเอาไว้ ให้รีบแจ้งคลินิกเพื่อปรับเวลาเก็บไข่

3. การเตรียมตัว “วันเก็บไข่” และการดูแลหลังเก็บไข่ 12:40

[00:12:42] – การเตรียมตัวในวันเก็บไข่:

  • การเก็บไข่ด้วยการดมยาสลบ
  • งดน้ำและอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนเก็บไข่
  • ล้างสีทาเล็บ 1 นิ้ว (เพื่อหนีบวัดค่าออกซิเจนในเลือด)
  • งดฉีดน้ำหอม และงดใช้เจลแอลกอฮอล์: สารระเหย (VOC) จะส่งผลเสียต่อคุณภาพของไข่ในห้องแล็บ

[00:14:35] – อาการหลังเก็บไข่ และ ภาวะรังไข่บิดขั้ว:

  • อาจมีอาการหน่วงท้อง (คล้ายปวดประจำเดือน) ในวันแรกหลังเก็บไข่ และมีอาการเจ็บแปลบๆ เวลาขยับตัว เนื่องจากอาจมีการอักเสบจากการใช้เข็มเจาะเก็บไข่ (2-3 วัน) หรือท้องอืด (3-7 วัน) เป็นอาการปกติ
  • งดเพศสัมพันธ์/กิจกรรมผาดโผน/ยกของหนัก/เกร็งหน้าท้อง/เบ่งถ่ายแรงๆ เพื่อป้องกัน “รังไข่บิดขั้ว”: ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ปวดตลอดเวลาไม่ทุเลา คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที หากปล่อยไว้อาจทำให้รังไข่ขาดเลือดจนเนื้อเยื่อที่รังไข่ตายได้

[00:18:11] – อาการอื่นๆ หลังเก็บไข่:

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย 1-2 วัน (ซึ่งอาจเป็นเลือดเก่าหลังทำหัตถการ หรืออาจเป็นคราบเบตาดีน) เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเลือดออกปริมาณมาก ให้รีบพบแพทย์
  • ประจำเดือนรอบถัดไปอาจมาเร็ว (5-10 วัน) หรือมาช้ากว่าปกติ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้
  • สามารถทานยาสามัญประจำบ้านได้ (เช่น พาราฯ, ยาแก้ไอ, ยาแก้หวัด, ยาฆ่าเชื้อ) แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

4. การเตรียมตัว “ก่อน” ใส่ตัวอ่อน 20:13

[00:20:23] – การเตรียมและประเมินเยื่อบุโพรงมดลูก:

  • แพทย์จะประเมินความหนาและลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • เยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยงาม: ต้องเห็นเป็น “3 ชั้น” (Triple Line) ชัดเจน
  • ความหนา: ปกติควรอยู่ที่ 8-12 มิลลิเมตร (หากเตรียมยากจริงๆ ขั้นต่ำ 6.5 – 7 มิลลิเมตร และเรียงตัว 3 ชั้น ก็ยังพอรับได้ แต่ต้องอาศัยตัวอ่อนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีด้วย)
  • หากโพรงมดลูกไม่หนา อาจลองใช้ฮอร์โมนรอบธรรมชาติ, การสอดยาขยายหลอดเลือด (Viagra) หรือเทคโนโลยี PRP เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหรือเพื่อให้เยื่อบุรับกับตัวอ่อนได้ดีขึ้น
  • ถ้ามีติ่งเนื้อ (Polyp), มีพังผืด หรือมีน้ำขัง (สงสัยติดเชื้อ) อาจต้องส่องกล้องรักษาและทานยาให้เรียบร้อยก่อน
  • ติ่งเนื้อที่อยู่ด้านบนของโพรงมดลูก (จุดที่ตัวอ่อนจะฝังตัว) ต้องผ่าตัดออกก่อน
  • เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาได้ตามเกณฑ์แล้ว ก็จะสอดยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อปรับโครงสร้างของเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมรับกับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยจะสอดยา 5 วัน และใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6

[00:23:14] – การดูแลตัวเองช่วงเตรียมโพรงมดลูก:

  • ทานไข่วันละฟอง นอนก่อน 23:00 น.
  • ทานเฉพาะ Folic หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (งด DHEA และยาจีนในช่วงเตรียมโพรงมดลูก)
  • การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในรอบการเตรียมแบบฮอร์โมนธรรมชาติ ควรสวมถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ ที่อาจเสี่ยงได้ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ หากครอบครัวมีประวัติโรคทางพันธุกรรม นอกจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์อาจมีผลต่อการดูดซึมยา
  • หากป่วยหนัก เป็นไข้สูง ให้พิจารณายกเลิกรอบการใส่ตัวอ่อนไปก่อน
  • สามารถฝังเข็มได้ (ระวังจ้ำเลือดในคนที่ทานยาละลายลิ่มเลือด)
  • ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิดในช่วงนี้ (หรือเว้นระยะ 2-3 เดือนก่อนทำ) ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้ฉีดหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

5. การปฏิบัติตัวในวันใส่ตัวอ่อน และ หลังใส่ตัวอ่อน 38:40

[00:38:40] – วันใส่ตัวอ่อน (Embryo Transfer):

  • ไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร
  • สามารถแต่งหน้า อาบน้ำ สระผมได้ตามปกติ แต่งดใส่น้ำหอม
  • ให้ดื่มน้ำและกลั้นปัสสาวะ: การที่กระเพาะปัสสาวะเต็ม จะช่วยดันมดลูกให้นอนลง ทำให้แพทย์สอดอุปกรณ์ได้ง่าย ไม่เจ็บ และเห็นภาพอัลตราซาวด์ชัดเจน (ถ้าปวดมากเกินไป อนุญาตให้ไปปัสสาวะออกเล็กน้อยได้)
  • แพทย์จะฉีดตัวอ่อนเข้าไป ตำแหน่งที่ดีคือ 1 เซนติเมตรจากขอบด้านบนของโพรงมดลูก โดยมักเลือกใส่ตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst (Day 5) เมื่อตัวอ่อนเคลื่อนตัวไปหาตำแหน่งที่จะฝังตัว ก็จะฟักออกจากเปลือก (ระยะ Full Hatch) และแทรกตัวเข้าไปในชั้นของเยื่อบุโพรงมดลูก ถ้าหากใส่ตัวอ่อนในระยะที่ยังมีเปลือกอยู่ ก็จะทำให้การฝังตัวช้าลง เพราะตัวอ่อนต้องใช้เวลาฟักออกจากเปลือก 3-6 ชั่วโมง
  • เทคนิคเสริม: ยาช่วยให้มดลูกคลายตัว, การใช้ Embryo Glue ซึ่งมีความเข้มข้นและส่วนประกอบใกล้เคียงกับน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก เพื่อช่วยในการฝังตัวให้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่ทำให้การฝังตัวสำเร็จ คือ คุณภาพตัวอ่อน เยื่อบุโพรงมดลูก และฮอร์โมน

[00:44:48] – การดูแลหลังใส่ตัวอ่อน 1 สัปดาห์:

  • งดออกกำลังกาย, งดยกของหนัก, งดการไอ/เบ่งถ่ายแรงๆ (ระวังท้องผูก/ท้องเสีย), งดขึ้นลงบันไดบ่อยๆ (ถ้าจำเป็นให้เดินช้าๆ)
  • สามารถนั่งทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ห้ามกลั้นปัสสาวะ
  • การเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์ (HCG) ปกติจะเจาะที่ 10-14 วันหลังใส่ตัวอ่อน ค่าฮอร์โมน HCG เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ของรก ถ้าเจาะในวันที่ 7 จะอยู่ที่อย่างน้อย 40 และควรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 48 ชั่วโมง

[00:46:13] – สาเหตุที่ฮอร์โมน HCG ขึ้นแล้วตกลง (แท้งคุกคาม/ไม่ฝังตัว):

  • ตัวอ่อนอาจฝังตัวแล้ว แต่เซลล์ไม่แข็งแรงพอที่จะแบ่งตัวต่อ
  • เยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อมรองรับ
  • ขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (ลืมทานยา/สอดยา ในรอบการเตรียมโดยใช้ฮอร์โมน)
  • ปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของคุณแม่
  • แม้จะตรวจโครโมโซมแล้ว (NGS) ก็ยังมีโอกาสไม่ท้องได้ เนื่องจากอาจมีความผิดปกติระดับยีนที่มองไม่เห็น
  • เลือดไปเลี้ยงตัวเด็กไม่เพียงพอ หรือท้องลม

[00:51:11] – การติดตามหลังตั้งครรภ์ & เกร็ดความรู้เพิ่มเติม:

  • ตรวจเลือดคอนเฟิร์มอีกครั้ง และอัลตราซาวด์ครั้งแรกที่อายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ เพื่อดูถุงตั้งครรภ์และหัวใจเด็ก
  • ลดยาฮอร์โมนได้หลัง 7-10 สัปดาห์ และแนะนำให้ไปฝากครรภ์ต่อ
  • แม้จะคัดโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ก็ยังแนะนำให้ตรวจ NIPT (คัดกรองดาวน์ซินโดรม) เมื่ออายุครรภ์ 10-11 สัปดาห์ เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง เนื่องจากจำนวนเซลล์ที่นำไปตรวจมากกว่า
  • หลังจากที่คลอดลูกแล้ว อีกนานแค่ไหนถึงจะมาใส่ตัวอ่อนลูกคนต่อไปได้? ควรรอ 1 ปีหลังคลอดธรรมชาติ หรือ 1-2 ปีสำหรับการผ่าคลอด โดยที่ต้องหยุดให้นมบุตร และมีประจำเดือนมา 2-3 รอบ
  • เกร็ดความรู้ (เทคนิค MACS): คือการคัดกรองอสุจิตัวที่วิ่งและแข็งแรงที่สุดที่ผ่านแผ่นกรองได้ มีการแตกหักของ DNA น้อยลง โดยไม่ผ่านการปั่น (ลดความบอบช้ำของอสุจิ) ช่วยเพิ่มคุณภาพของอสุจิในการนำไปทำอิ๊กซี่ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ข่าวสารและบทความอื่นๆ

World Thalassemia Day (8 May)

สมาพันธ์ธาลัสซีเมียนานาชาติ (TIF) กำหนดให้วันที่ 8 พฤษภาคม ของทุกปี คือ วันธาลัสซีเมียโลก เพื่อรำลึกถึงผู้ป่วยที่ต้องต่อสู้กับโรคนี้ และเพื่อส่งเสียงให้คนทั่วโลกตระหนักถึงโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.65 ❝เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI❞

ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำ ICSI หลายคนอาจมีความกังวลอยู่ไม่น้อย ใน EP. 65 นี้ คุณหมอจิว จะมาพูดเรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมที่สุด

สูตรเด็ดเคล็ดลับ: การเตรียม ‘ผนังมดลูก’ ให้หนานุ่ม พร้อมรับการฝังตัว

ผนังมดลูกที่หนานุ่ม คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้ว นี่คือ 5 สูตรเด็ดเคล็ดลับในการเตรียมมดลูกให้หนานุ่ม พร้อมรับลูกน้อยมาฝังตัว