𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.50 ❝ มีบุตรยาก..ทำอย่างไรให้ท้อง ❞


มีบุตรยาก ควรเริ่มต้นตรวจหรือปรึกษาแพทย์อย่างไรดี?
มีวิธีใดที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้บ้าง?


เนื้อหาในตอนนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่


1. การมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติ

ปกติการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติจะเกิดขึ้นได้ ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะต้องมีอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งด้านโครงสร้าง และด้านการทำงานที่ปกติ โดยฝ่ายชายจะต้องมีตัวอสุจิที่สมบูรณ์แข็งแรง มีการสร้างอสุจิที่ปกติ รวมถึงการหลั่งออกมาภายนอกที่ปกติ ส่วนฝ่ายหญิงจะต้องมีฟองไข่ที่โต คุณภาพไข่ที่สมบูรณ์ ตกมารอการปฏิสนธิกับตัวอสุจิตรงบริเวณท่อนำไข่ ในผู้หญิงที่มีอายุมาก จำนวนฟองไข่จะน้อยลง คุณภาพอาจจะลดลง ซึ่งก็เป็นปัญหาหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้เช่นกัน


เกิดอะไรขึ้นเมื่อฟองไข่ตก?

หลังจากฟองไข่ตกตรงบริเวณท่อนำไข่ ฟองไข่จะมีอายุราวประมาณ 24 ชั่วโมง ซึ่งจะต้องมีตัวอสุจิ มาปฏิสนธิภายใน 24 ชั่วโมง โดยตัวอสุจิจะวิ่งจากช่องคลอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก และวิ่งเข้าไปถึงบริเวณท่อนำไข่ ถ้าหากฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตกพอดี ตัวอสุจิก็มีโอกาสที่จะมาปฏิสนธิกับฟองไข่ที่บริเวณท่อนำไข่ และจะเจริญพัฒนากลายเป็นตัวอ่อน จะเห็นได้ว่านอกจากฝ่ายหญิงจะต้องมีฟองไข่ที่สมบูรณ์แล้ว ท่อนำไข่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะตัวอสุจิจะต้องวิ่งมาปฏิสนธิกับฟองไข่ที่บริเวณท่อนำไข่

เมื่อมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ตัวอ่อนที่ปกติจะเดินทางเคลื่อนจากท่อนำไข่เพื่อย้ายไปฝังตัวในบริเวณโพรงมดลูก และเติบโตกลายเป็นทารกในครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์จนครบ 9 เดือน ก็จะคลอดออกมาเป็นเด็กน้อยที่แข็งแรง


จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อท้องธรรมชาติแล้วจะมีตัวอ่อนที่ปกติ?

หากตั้งครรภ์โดยวิธีธรรมชาติจะไม่สามารถทราบได้ ยกเว้นจะรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI จึงจะสามารถดูรูปร่างลักษณะและพัฒนาการของตัวอ่อนได้ภายในตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน

จะเห็นได้ว่า การจะเกิดการตั้งครรภ์ต้องอาศัยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นตัวอสุจิที่สมบูรณ์แข็งแรงของฝ่ายชาย การมีจำนวนอสุจิ การวิ่ง รูปร่างหน้าตา และความสามารถในการเจาะฟองไข่ที่ดี รวมถึงการมีฟองไข่ที่คุณภาพดีสมบูรณ์ของฝ่ายหญิง มีการตกไข่ที่ปกติ ท่อนำไข่ไม่ตีบตัน ผนังโพรงมดลูกที่หนาดีและปกติ ไม่มีก้อนเนื้องอกหรือติ่งเนื้อที่ขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน

ส่วนปัจจัยของเรื่องตัวอ่อน ก็ต้องเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์แข็งแรง รูปร่างลักษณะ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของตัวอ่อนสมบูรณ์ตามเกณฑ์ และมีโครโมโซมปกติ ก็จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นถ้าหากมีการฝังตัวที่ดี


เมื่อตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ทำไมถึงแท้งหรือท้องนอกมดลูก อะไรคือการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก?

  • การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นความผิดปกติในการปฏิสนธิของฟองไข่ที่ไม่มีจำนวนชุดโครโมโซมกับตัวอสุจิที่มีโครโมโซมปกติ
  • ท้องนอกมดลูก คือ ตัวอ่อนที่ควรจะเลื่อนตัวมาฝังบริเวณโพรงมดลูก กลับไปฝังบริเวณอื่น เช่น ฝังที่ท่อนำไข่ ซึ่งทำให้เกิดท้องนอกมดลูก
  • การแท้ง คือ การที่ตัวอ่อนฝังในบริเวณโพรงมดลูกปกติ แต่อาจจะยึดเกาะไม่ดี หรืออาจจะมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ตัวอ่อนไม่สมบูรณ์ มีโครโมโซมผิดปกติ รวมถึงฮอร์โมนอื่นๆ ที่สนับสนุนการฝังตัวมีความผิดปกติ

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยที่ศึกษาเรื่องอัตราการตั้งครรภ์ของผู้หญิงในอายุที่แตกต่างกันไป แสดงให้เห็นว่าเมื่ออายุที่มากขึ้น โอกาสตั้งครรภ์ก็จะน้อยลง หากอายุประมาณ 20-30 ปี ไม่เกิน 35 ปี โอกาสตั้งครรภ์ก็จะสูงกว่า ซึ่งในแต่ละรอบเดือน โอกาสตั้งครรภ์ของผู้หญิงในแต่ละช่วงอายุก็จะแตกต่างกันไป โดยเปอร์เซ็นต์การตั้งครรภ์ก็จะลดลงตามอายุ

  • อายุ 20-30 ปี หรือไม่เกิน 35 ปี โอกาสตั้งครรภ์ในแต่ละรอบเดือนอยู่ที่ประมาณ 20%
  • อายุ 35 ปี โอกาสตั้งครรภ์ในแต่ละรอบเดือนอยู่ที่ประมาณ 10%
  • อายุมากกว่า 40 ปี โอกาสตั้งครรภ์ในแต่ละรอบเดือนอยู่ที่ประมาณ 5%

อย่างไรก็ตาม ในคู่สมรสที่ไม่ได้คุมกำเนิด และมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ โดยส่วนใหญ่ภายใน 3 เดือนแรกมีโอกาสตั้งครรภ์ 50 คู่ จาก 100 คู่ และใน 1 ปีมีโอกาสตั้งครรภ์ 85 คู่ จาก 100 คู่


หากปล่อยธรรมชาติแต่ยังไม่มีลูก ต้องรอต่อไปอีกนานแค่ไหนถึงควรปรึกษาคุณหมอ?

ในคู่สมรสที่อยากมีบุตร และมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ โดยไม่ได้คุมกำเนิดเป็นเวลา 1 ปีแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ ควรเข้ามาปรึกษาคุณหมอเพราะอาจจะเข้าข่ายมีภาวะมีบุตรยาก แต่ในกรณีที่อายุมากไม่จำเป็นต้องรอนานถึง 1 ปีก็สามารถเข้ามาปรึกษาได้ หรืออาจจะไม่ได้มีภาวะมีบุตรยาก แต่กำลังวางแผนจะมีบุตร ก็แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอ เพื่อหาแนวทางที่จะช่วยส่งเสริมทำให้ตั้งครรภ์ได้เร็วขึ้นหรือตามแผนที่วางไว้ ซึ่งก็คือการวางแผนร่วมกันกับแพทย์ โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาก็ได้


เมื่อไหร่ที่ควรเข้ามาปรึกษาคุณหมอ?

  • มีภาวะมีบุตรยาก
  • พร้อมวางแผนมีบุตร
  • คู่สมรสที่มีโรคบางอย่างหรือมีแนวโน้มมีบุตรยาก เช่น ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีก้อนเนื้องอกมดลูก ช็อกโกแลตซีสต์ หรือผู้ชายที่เคยผ่านการผ่าตัดเส้นเลือดขอดบริเวณอัณฑะ หรือที่กินยาบางชนิดที่กดฮอร์โมนเพศชาย เช่น ยารักษาผมร่วง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้น้ำเชื้อมีจำนวนตัวอสุจิน้อย

แนะนำให้นัดคุณหมอเพื่อรับคำปรึกษาการมีบุตร โดยอาจยังไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา เพราะสาเหตุที่ทำให้แต่ละคู่มีบุตรยากอาจจะไม่เหมือนกัน การเข้ามาพูดคุยกับคุณหมอเป็นการช่วยกันหาสาเหตุและหาวิธีปรับพฤติกรรมที่อาจจะเป็นปัจจัยของภาวะมีบุตรยากในอนาคต ทำให้การวางแผนมีบุตรง่ายขึ้นและเร็วขึ้น


วิธีเตรียมตัวหรือการปฏิบัติตัวเมื่อพร้อมมีบุตร สำหรับคุณแม่ที่อยากท้องด้วยวิธีธรรมชาติ

  • ต้องวางแผนร่วมกันว่าเมื่อไหร่จะพร้อมมีบุตร

ซึ่งคุณหมอแนะนำว่าให้พร้อมมีบุตรที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่จะพร้อมได้ เพราะการมีบุตรเมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยเรื่องฟองไข่ของผู้หญิง ทั้งเรื่องปริมาณ คุณภาพ จะลดลงอย่างชัดเจน

  • เมื่อพร้อมแล้วแนะนำวางแผนเพื่อจะมีบุตร

แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเพื่อพูดคุยกัน เพื่อลดปัจจัยที่อาจจะเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยากในอนาคต เช่น

  • ฝ่ายชายที่กินยารักษาโรคผมร่วง อาจจะต้องหยุดกินยา เพื่อให้อัณฑะกลับมาทำงาน หรืออสุจิจะกลับมาอยู่ในระดับปกติ
  • ฝ่ายหญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ มีภาวะอ้วน หรือมีภาวะ PCOS ซึ่งน้ำหนักหรือไขมันใน ร่างกาย อาจจะมีผลทำให้มีภาวะไข่ไม่ตก หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ โดยปรึกษากับคุณหมอ เพื่อทำการรักษา ควบคุมอาหารและน้ำหนัก เพื่อลดความเสี่ยงการมีบุตรยากในอนาคต

สำหรับฝ่ายหญิงที่ไม่เคยตรวจภายใน อาจจะต้องเข้ามา Check-up ก่อน เพื่อหาสาเหตุว่ามีโรคอะไรที่อาจจะทำให้มีบุตรยากในอนาคตหรือไม่ บางท่านอาจจะพบว่ามีช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดก่อน ซึ่งเป็นการวางแผนร่วมกัน เพื่อจะมีบุตรได้ในเวลาที่พร้อม และอาจจะมีเองตามธรรมชาติได้

  • สังเกตว่าประจำเดือนมาสม่ำเสมอหรือไม่

โดยคุณหมอแนะนำให้จดบันทึกประจำเดือนย้อนหลัง ประมาณ 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อดูว่าการทำงานของรังไข่ในแต่ละรอบเดือนสม่ำเสมอหรือไม่ จะทำให้คุณหมอจะรู้ได้ง่ายขึ้นว่าสาเหตุใดที่อาจจะทำให้มีบุตรยากในตอนนี้หรือในอนาคต อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไร หรือหาสาเหตุว่าภาวะประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเกิดจากอะไร โดยสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอที่พบเจอได้บ่อยคือ

  • ภาวะ PCOS หรือภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ ซึ่งจะมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ มีการทำงานของฮอร์โมนเพศชายที่เด่น ไม่ว่าจะเป็น สิว หน้ามัน ขนดก
  • อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ คือภาวะการหลั่งน้ำนมหรือฮอร์โมนโพรแลคติน (Prolactin) ที่สูง ซึ่งผู้หญิงบางท่านอาจจะมีน้ำนมไหลโดยที่ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือไม่ได้ให้นมบุตร ขณะเดียวกันผู้หญิงบางท่าน แม้ว่าจะไม่มีน้ำนมไหล แต่ค่าฮอร์โมนโพรแลคตินก็อาจจะสูงได้ ซึ่งจะทำให้รังไข่ทำงานไม่ดี และเกิดภาวะไข่ไม่ตกตามมา
  • ส่วนปัจจัยอื่นที่อาจจะทำให้ไข่ไม่ตก คือโรคไทรอยด์ หากเป็นน้อยๆ อาจจะไม่มีอาการใดๆ โดยฮอร์โมนไทรอยด์และฮอร์โมนการหลั่งน้ำนมสามารถตรวจดูได้ด้วยการเจาะเลือด
  • การนับวันไข่ตก

เช่น การดูวันไข่ตกในแอปพลิเคชั่นที่จะบอกว่าไข่ตกวันไหน โดยจะใช้การคาดคะเนจากรอบเดือนในอดีต แต่คุณหมออาจจะแนะนำให้ตรวจฮอร์โมนไข่ตก ซึ่งเป็นการตรวจที่แม่นยำกว่าการใช้แอปพลิเคชั่น โดยการตรวจชุด LH Test เป็นการตรวจฮอร์โมนในร่างกาย ณ รอบประจำเดือนนั้นว่าไข่น่าจะตกประมาณวันไหน ซึ่งเมื่อไข่ตกจะอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อรอตัวอสุจิมาปฏิสนธิ ดังนั้นก็จะต้องมีเพศสัมพันธ์ในช่วงวันที่ไข่ตก หรือภายหลังไข่ตกไม่เกิน 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์

  • การมีเพศสัมพันธ์

ในฝ่ายหญิงที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ มีการตรวจ LH Test แล้วไข่ตกทุกเดือน หากมีเพศสัมพันธ์ในวันไข่ตก โอกาสตั้งครรภ์ก็จะสูงขึ้นตามเปอร์เซ็นต์ในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งหากไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ที่สม่ำเสมอ โอกาสตั้งครรภ์ก็จะลดน้อยลง ที่สำคัญก็คือ หลังมีเพศสัมพันธ์ คุณหมอจะแนะนำให้ฝ่ายหญิงนอนและยกสะโพกให้สูง ไม่ลุกทันที และไม่สวนล้างช่องคลอด เพื่อที่ตัวอสุจิจะได้ขังอยู่ในบริเวณปากมดลูกและมีโอกาสวิ่งผ่านปากมดลูกเข้าไปด้านในให้มากที่สุด โดยตัวอสุจิจะอยู่ในอุ้งเชิงกรานฝ่ายหญิงได้ประมาณ 2-3 วัน หรือหากไม่ทราบวันไข่ตก อาจจะต้องมีเพศสัมพันธ์ถี่ขึ้น ทุกๆ 2-3 วัน แต่หากถี่เกินไปก็อาจจะไม่ดี เพราะเมื่อปล่อยอสุจิออกไปแล้ว ฝ่ายชายต้องใช้เวลาในการสร้างและลำเลียงเชื้ออสุจิออกมาใหม่

  • การปฏิบัติตัว 3 ดี และ 3 งด

3 ดี คือ

  • กินอาหารดี มีประโยชน์ กินอาหารที่มีโปรตีนสูง กินผักผลไม้ รวมถึงวิตามิน และอาหารเสริมต่างๆ
  • แข็งแรงดี โดยการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ ไม่ให้มีไขมันเยอะเกินไป ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
  • นอนดี พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ตามเวลาที่ Growth Hormone หลั่ง ซึ่งมีผลต่อการสร้างฟองไข่ที่ดี

3 งด คือ

  • งดดื่มแอลกอฮอล์
  • งดสูบบุหรี่
  • งดหวาน หากกินหวานเกินไป อาจมีผลทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของฟองไข่

2. การรักษาภาวะมีบุตรยาก

เมื่อเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุการมีบุตรยาก คุณหมอจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการสืบค้น เช่น ทำอัลตราซาวน์เพื่อดูมดลูกและรังไข่ การเจาะเลือดตรวจฮอร์โมนเพื่อดูการทำงานของรังไข่

โดยมีอีกหนึ่งทางเลือกในการมีบุตรแบบผสมผสานด้วยวิธีธรรมชาติพร้อมกับการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งคุณหมอจะช่วยตรวจเรื่องการตกไข่ และรักษาเรื่องไข่ไม่โตหรือไข่ไม่ตก ด้วยการจ่ายยาฮอร์โมนช่วยกระตุ้นให้ฟองไข่โต พร้อมกับทำอัลตราซาวน์เพื่อตรวจดูวันที่ฟองไข่โต และจะฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก หลังจากนั้นจะนัดวันให้คนไข้ไปมีเพศสัมพันธ์ด้วยวิธีธรรมชาติได้

สำหรับการรักษาภาวะมีบุตรยากจะมี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่

1) IUI กระบวนการฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก

การทำ IUI จะเริ่มจากการกินยากระตุ้นไข่ อัลตราซาวด์ดูฟองไข่ และฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก โดยเมื่อถึงวันที่ไข่ตกคุณหมอจะนัดมาฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก แทนการไปมีเพศสัมพันธ์เอง ซึ่งวิธีนี้เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ เพราะมีการปฏิสนธิภายในร่างกาย โดยอัตราความสำเร็จจะอยู่ที่ราวๆ 10-15% ต่อรอบการรักษา

ข้อดีของกระบวนการนี้ คือมีฟองไข่ที่โต และตกมารออสุจิบริเวณท่อนำไข่ และแทนที่จะให้ตัวอสุจิวิ่งเข้าไปในโพรงมดลูกเอง ซึ่งอาจจะมีการติดมูกที่อยู่ตรงปากมดลูก ทำให้มีจำนวนอสุจิเข้าไปน้อยลง ก็จะเป็นการฉีดน้ำเชื้อโดยการสอดสายเข้าไปในโพรงมดลูก ตัวอสุจิจะวิ่งระยะทางสั้นลง แล้วมาเจอฟองไข่ในวันที่ไข่ตก ทำให้เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์มากกว่าแบบธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายหญิงมีประวัติท่อนำไข่ตัน ตัวอสุจิก็ไม่สามารถวิ่งไปเจอฟองไข่ได้ ดังนั้นก็จะไม่เกิดการปฏิสนธิและจะไม่เกิดการตั้งครรภ์ หากต้องการใช้วิธีนี้ก็ต้องมั่นใจก่อนว่าท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้างตันหรือไม่

การทำ IUI จึงถูกใช้ในการรักษาคนไข้ที่มีข้อบ่งชี้ที่สามารถทำได้ เช่น ฝ่ายหญิงอาจจะมีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายชาย อาจจะมีอาการเจ็บหรือกลัวการมีเพศสัมพันธ์ การมาฉีดเชื้อโดยใส่สายเล็กๆ อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือฝ่ายชายที่มีการตรวจน้ำเชื้อแล้ว พบความผิดปกติของอสุจิเพียงเล็กน้อย ก็สามารถรักษาด้วยวิธี IUI ได้

ส่วนคู่สมรสที่ไม่เหมาะจะทำ IUI คือ มีท่อนำไข่ตัน และผู้ที่ต้องการบุตรที่ไม่มีโรคทางพันธุกรรม เพราะบางท่านอาจจะมีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว และจำเป็นต้องการมีบุตรที่ไม่เป็นโรคทางพันธุกรรมนั้นๆ ซึ่งวิธี IUI จะไม่สามารถตรวจได้ว่าตัวอ่อนผิดปกติหรือไม่ มีโรคทางพันธุกรรมหรือไม่ จะต้องรักษาโดยใช้วิธี ICSI ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมก่อนที่จะใส่ตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเท่านั้น

2) การทำ IVF/ICSI หรือทำเด็กหลอดแก้ว

ในปัจจุบัน กระบวนการทำ IVF ได้รับความนิยมน้อยกว่าวิธี ICSI เนื่องจาก ICSI ประสบความสำเร็จมากกว่า โดยวิธี IVF จะเป็นการนำอสุจิหลายตัวมาวางในจานเพาะเลี้ยงเพื่อให้เข้าไปปฏิสนธิกับไข่ 1 ฟอง ในขณะที่วิธี ICSI จะเป็นการเลือกตัวอสุจิ 1 ตัวและฉีดเข้าไปในฟองไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ ซึ่งวิธีนี้ไม่ว่าฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายจะมีความผิดปกติในเรื่องไหน เช่น ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ที่ตันทั้ง 2 ข้าง มีช็อกโกแลตซีสต์ หรือฝ่ายชายมีอสุจิที่ผิดปกติ มีจำนวนน้อยมากๆ ก็สามารถรักษาด้วยวิธี ICSI ได้

โดยอัตราความสำเร็จจะอยู่ที่ราวๆ 40-50% ต่อรอบการรักษา แต่หากมีการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนร่วมด้วยแล้วผลออกมาปกติ อัตราความสำเร็จจะสูงขึ้นถึง 60-70% ต่อรอบการรักษา

ขั้นตอนการทำ ICSI เริ่มจากการกระตุ้นไข่โดยการฉีดยา เพื่อให้ฟองไข่โตไปพร้อมๆ กัน ส่วนใหญ่จะฉีดยาประมาณ 10-12 วัน หลังจากนั้นจะมีการเก็บไข่ เจาะฟองไข่มาปฏิสนธิกับอสุจิ ดังนั้นจะมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นแน่นอน และเมื่อตัวอ่อนเจริญพัฒนาขึ้น เราก็สามารถดูรูปร่างลักษณะและพัฒนาการของตัวอ่อนได้ภายในตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน รวมถึงสามารถนำเซลล์บางส่วนไปตรวจโรคทางพันธุกรรมได้ ก่อนย้ายตัวอ่อนมาวางและฝังในโพรงมดลูก หลังจากนั้นก็จะเจาะเลือดเพื่อดูการตั้งครรภ์

วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีท่อนำไข่ตันทั้ง 2 ข้าง หรือในกรณีที่การทำงานของรังไข่น้อย มีจำนวนฟองไข่เหลือน้อย หรือมีอายุมาก หากเลือกรักษาด้วยวิธี IUI ทุกรอบเดือน อัตราความสำเร็จอาจจะต่ำ การทำงานของรังไข่ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ แนะนำตรวจดูค่าฮอร์โมน AMH เพื่อดูการทำงานของรังไข่ ว่ามีฟองไข่เหลือมากหรือน้อย ควรจะรีบหรือไม่ ซึ่งในกรณีที่จำนวนไข่เหลือน้อยหรือมีอายุมาก อาจจำเป็นต้องเร่งรีบในการรักษาด้วยวิธี ICSI มากกว่าด้วยวิธี IUI (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AMH : 𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄: 🅔🅟.49 ❝AMH ต่ำ ทำอย่างไรดี❞) รวมถึงฝ่ายชายที่มีเชื้ออสุจิผิดปกติมาก การทำ ICSI จะช่วยคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงมาปฏิสนธิกับฟองไข่เพื่อเป็นตัวอ่อนนั่นเอง

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่มีข้อสงสัยหรือสนใจแพ็กเกจต่างๆ ของ Superior A.R.T. สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอได้ทุกวันนะคะ

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.49 ❝ AMH ต่ำ ทำอย่างไรดี ❞


“AMH ต่ำ ทำอย่างไรดี” 


โดยปกติแล้ว ไข่ของผู้หญิงจะถูกสร้างขึ้นมาเพียงครั้งเดียว ตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ในช่วงนั้นจะมีฟองไข่เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 5,000,000-7,000,000 ใบ หลังจากนั้น จำนวนไข่จะไม่มีการสร้างเพิ่ม แต่จะค่อยๆ ทยอยฝ่อไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนที่เราเกิด จำนวนไข่จะลดลงเหลือเพียง 1,000,000-2,000,000 ใบเท่านั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มมีการเจริญเติบโตของไข่และมีการตั้งครรภ์ได้ ไข่จะเหลืออยู่ประมาณ 400,000 ใบ จำนวนไข่จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น จนกระทั่งรังไข่หยุดการทำงานเมื่อเข้าสู่วัยทอง ซึ่งเป็นช่วงวัยที่แทบจะไม่เหลือไข่ในร่างกายแล้ว

ในอดีต หากต้องการจะเช็คดูว่าจำนวนไข่เหลือมากหรือน้อย คุณหมอจะทำอัลตราซาวด์เพื่อวัดจำนวนฟองไข่เล็กๆ ในช่วงวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน หรือเจาะเลือดดูค่าฮอร์โมน เช่น FSH, LH และ Estradiol ซึ่งค่าฮอร์โมนกับการอัลตราซาวด์ดูฟองไข่ก็จะพอบอกได้ว่ารอบนี้ไข่เราเยอะหรือน้อยขนาดไหน แต่ทั้ง 2 ค่านี้จะช่วยบอกได้แค่จำนวนไข่ของรอบเดือนนั้นๆ เท่านั้น แต่ AMH จะเป็นการบอกภาพรวมในช่วง 1-2 ปี และสามารถตรวจช่วงไหนของรอบเดือนก็ได้ เพราะเป็นค่าคงที่ ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะอยู่ในระยะที่เท่าๆ กันในช่วง 1-2 ปี

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ค่า AMH ผิดปกติ หรือต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เช่น การทานยาคุมมาเป็นระยะเวลานาน ยาคุมอาจจะกดให้ไข่ฟองเล็กมากๆ จนกระทั่งสร้างค่าฮอร์โมน AMH ที่น้อยกว่าความเป็นจริง


ใครที่ควรตรวจ AMH?

ในคนไข้ที่อายุเริ่มเยอะ เช่น มากกว่า 38 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัญหามีบุตรยาก การตรวจ AMH จะเป็นตัวบอกว่าตอนนี้ไข่เราเหลือเยอะหรือน้อย และควรรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีไหน เช่น คู่รักที่อยากจะลองมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติก่อน ก็จะทำให้รู้ว่ามีช่วงเวลาสำหรับการลองมีแบบธรรมชาติได้นานแค่ไหน ถ้ายังมีค่าฮอร์โมน AMH สูงอยู่ ก็อาจจะลองวิธีธรรมชาติก่อนได้ แต่ถ้าจำนวนไข่เหลือน้อย ก็อาจจะต้องใช้วิธีอื่นที่มีโอกาสตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น


ค่า AMH ที่ไม่ดี คือเท่าไร?

โดยทั่วไป เราใช้เกณฑ์ที่ค่า AMH น้อยกว่า 1.1 ng/dL บ่งบอกว่ามีจำนวนไข่น้อย และหากน้อยกว่า 0.5 ถือว่าต่ำมาก แต่อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาควบคู่กับอายุของผู้หญิงด้วย เช่น ผู้หญิงอายุ 25 ปี ซึ่งยังอายุน้อยอยู่ แต่มีค่า AMH อยู่ที่ประมาณ 1.5 ในกรณีนี้แม้ว่าค่า AMH ยังมากกว่า 1.1 แต่ถือว่าค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับผู้หญิงอายุ 25 ปี ซึ่งควรจะมีค่า AMH โดยเฉลี่ยที่ประมาณ 5-6


ค่า AMH สัมพันธ์กับคุณภาพของไข่หรือไม่?

ค่า AMH มักจะสัมพันธ์กับจำนวนของไข่ มากกว่าคุณภาพของไข่ แม้ว่า AMH จะไม่สามารถบอกถึงคุณภาพไข่ได้ แต่ช่วยบอกถึงเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น ปริมาณไข่ที่เห็นในรอบเดือนนี้ ถือว่าเยอะหรือไม่ ถ้าเทียบกับค่า AMH เพื่อใช้เลือกรอบเดือนที่ดี ในการเริ่มรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว เช่น ถ้าคนไข้มีค่า AMH ดี หรือประมาณ 3 กว่า ซึ่งควรจะเห็นไข่เริ่มต้นประมาณ 10-15 ใบ แต่เจอไข่เพียงแค่ 6 ใบ ตอนวันที่ 2 ของรอบเดือน แปลว่าในรอบนี้ จำนวนไข่ที่รอจะอาจจะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จึงควรจะข้ามรอบนี้ไปก่อน และรอรอบเดือนอื่นที่มีจำนวนไข่มากกว่า และเหมาะสม สัมพันธ์กับค่า AMH เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


ค่า AMH สูงมาก บอกอะไรเรา?

หากมีค่า AMH สูงมาก จะสัมพันธ์กับการที่มีจำนวนไข่เยอะมาก ซึ่งก็สัมพันธ์กับภาวะ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) หรือที่เรียกว่าภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ โดยภาวะนี้จะทำให้มีปัญหาเรื่องประจำเดือนมาผิดปกติ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือไม่มาเลย มีภาวะฮอร์โมนเพศชายที่สูงเกินไป อาจจะทำให้หน้ามัน สิวขึ้น ขนดก และมีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก เพราะไข่เยอะมากเกินไป ไข่ก็จะดื้อ ไม่โตตามเกณฑ์ หรือเมื่อกระตุ้นไข่ทำเด็กหลอดแก้ว จะพบว่าไข่ผสมกับอสุจิออกมาได้เป็นตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดี เท่ากับคนไข้ที่ไม่ได้เป็น PCOS


ค่า AMH ต่ำ ควรทำอย่างไร

ถ้าค่า AMH ต่ำ จะไม่สามารถแก้ไขให้เพิ่มขึ้นได้ เพราะผู้หญิงไม่มีการสร้างฟองไข่เพิ่มอีกแล้ว (ไข่ถูกสร้างมาเพียงครั้งเดียว ตอนที่อยู่ในท้องคุณแม่ แล้วค่อยๆ ทยอยฝ่อไปเรื่อยๆ หลังเกิด) ซึ่งต่างกับอสุจิของฝ่ายชาย ที่มีการสร้างใหม่ได้เรื่อยๆ ดังนั้นจะต้องเลือกรอบที่วัดจำนวนไข่ได้เยอะ + ฮอร์โมนอยู่ในระดับที่ดี โดยดูจากค่า FSH ไม่ควรสูงมาก ซึ่งจะพอช่วยบอกได้ว่าการกระตุ้นไข่ในรอบนั้นๆ จะมีการตอบสนองที่ดีหรือไม่ เช่น สมมติว่าเห็นไข่อยู่ไม่เยอะ เช่น 6 ใบ แต่ค่าฮอร์โมน FSH ดี หลังจากกระตุ้นไข่ไปก็อาจจะได้ไข่ทั้ง 6 ใบที่โตขึ้นมาได้ทั้งหมด แต่หากค่า FSH สูง ไข่ที่เห็นเริ่มต้น 6 ใบนั้น อาจจะโตไม่พร้อมกัน มีไข่ที่ใช้ได้แค่ 2-3 ใบก็เป็นได้


ถ้าค่า AMH ค่อนข้างน้อย ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้รอบของไข่ที่ดี?

เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็น

  • การดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่ดี เช่น ไม่เครียด เพราะเวลาที่ร่างกายเครียดจะมีการหลั่งสารที่ไม่เป็นผลดีต่อไข่ อีกทั้งคนไข้ที่เครียด รอบเดือนจะผิดปกติ และสัมพันธ์กับภาวะไข่ไม่ตก
  • งดดื่มเหล้า งดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่โดยเฉพาะในผู้หญิง จะทำให้ร่างกายมีภาวะขาดฮอร์โมนเพศหญิง ส่งผลต่อคุณภาพไข่ และทำให้ไข่ตายเร็วขึ้นมากกว่าคนทั่วไป
  • กินอาหารที่ช่วยบำรุงคุณภาพไข่ เช่น อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี เนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และไข่ขาว หรือโปรตีนจากพืช ถั่วอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง และนมอัลมอนด์
  • กินผักผลไม้ที่มีสาร Antioxidant จะช่วยเรื่องคุณภาพของไข่ เช่น ผักใบเขียว บรอกโคลี หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และมะเขือเทศ
  • หลีกเลี่ยงอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตที่มีแป้งสูง และลดปริมาณน้ำตาล เพราะน้ำตาลเป็นเหมือนสารพิษต่อเซลล์ อีกทั้งยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งในคนไข้ที่มีภาวะ PCOS จะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินอยู่แล้ว ยิ่งถ้าทานหวานมากเท่าไร ไข่ก็อาจจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น เช่น เวลาที่กระตุ้นไข่ ถ้าเห็นว่ามีไข่เยอะมากประมาณ 20 ใบ แต่เมื่อฉีดยากระตุ้นไปแล้วไข่อาจจะโตมาแค่ 10 ใบเท่านั้น
  • การควบคุมน้ำหนัก เพราะน้ำหนักก็สัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยน้ำหนักที่เหมาะสม สำหรับผู้หญิง คิดง่ายๆ ก็คือนำส่วนสูง ลบด้วย 100-110 ก็จะเป็นน้ำหนักที่เหมาะสม
  • นอนหลับก่อน 5 ทุ่ม เพราะในช่วงเวลา 5 ทุ่มจนถึงตี 1 เป็นช่วงที่ร่างกายมีการหลั่ง Growth Hormone ซึ่งเป็นหนึ่งในฮอร์โมนที่นำมาใช้ช่วยกระตุ้นไข่ในคนไข้ที่มีไข่น้อย อายุเยอะ หรือคนที่มีไข่ที่ตอบสนองไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้น Growth Hormone จะสามารถสร้างขึ้นได้ตามธรรมชาติจากการนอนหลับของเรา
  • การทานวิตามินก่อนที่จะกระตุ้นไข่ หรือในช่วงตั้งครรภ์ เช่น
  • Folic เพราะมีผลต่อกระบวนการหลายๆ อย่างในไข่ รวมถึงหากตั้งครรภ์แล้ว Folic จะช่วยสร้างหลอดสมองของเด็กทารกในครรภ์
  • วิตามินรวม สำหรับคนท้อง ซึ่งจะมีวิตามินอยู่หลายประเภท รวมถึงมี Folic อยู่ในนั้น
  • Vitamin D ซึ่งอาจจะสัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยาก
  • Coenzyme Q10 และ Astaxanthin ช่วยเรื่องคุณภาพของไข่
  • Antioxidant พวก Vitamin C และ Vitamin E
  • DHEA ซึ่งออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งจะใช้เพื่อเพิ่มจำนวนไข่ ก่อนที่จะเริ่มกระตุ้นไข่ โดยจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะคนไข้บางคนใช้ DHEA แล้วได้ผล เห็นไข่เยอะขึ้น แต่บางคนอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม จึงจำเป็นจะต้องเลือกจ่ายยาเฉพาะคนไข้ที่ AMH ต่ำมากๆ หรือคนไข้ที่อายุค่อนข้างเยอะ รวมถึงควรให้โดสที่ 50-75 mg ต่อวัน หรือสูงสุดไม่เกิน 100 mg ในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือนเพื่อป้องกันการเกิดตับอักเสบจากยา หรือในกรณีที่มีจำนวนไข่น้อยมาก อาจจะได้รับฮอร์โมนเพศชายแบบทา แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียง

สรุปก็คือการตรวจหาค่า AMH อาจไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก หรือคนไข้ที่อายุค่อนข้างเยอะ และอยากวางแผนในการมีลูก รวมถึงสาวๆ ที่ยังไม่ได้วางแผนเรื่องการแต่งงาน มีลูก แต่กังวลว่าในอนาคตถ้าแต่งงานไปแล้วจะมีปัญหาเรื่องมีลูกยากหรือไม่ ซึ่ง AMH จะเป็นตัวที่บอกว่าเราจะต้องวางแผนชีวิตอย่างไร จำเป็นจะต้องแช่แข็งไข่ไว้ก่อนหรือไม่ หรือเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะเข้ากระบวนการรักษาผู้มีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF

สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรตรวจ AMH หรือไม่ สามารถเข้ามาปรึกษากับคุณหมอที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวันเลยนะคะ 🙂

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ต้องมีสเปิร์มเท่าไหร่ จึงจะไม่อยู่ในเกณฑ์มีลูกยาก

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ต้องมีสเปิร์มเท่าไหร่ จึงจะไม่อยู่ในเกณฑ์มีลูกยาก

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

นอกจากสุขภาพของคุณแม่แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การตั้งครรภ์ประสบความสำเร็จ คือจำนวนสเปิร์มของคุณพ่อที่ควรอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพราะหากสเปิร์มมีปัญหา เช่น จำนวนหรือ %ตัววิ่งน้อยเกินไป อาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ ได้จำนวนตัวอ่อนน้อย และมีคุณภาพลดลง ทำให้มีบุตรยากได้

แล้วต้องมีสเปิร์มเท่าไหร่ ถึงจะไม่อยู่ในเกณฑ์มีลูกยาก?

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา – สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยากที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​

หรือหากใครที่อยากปรึกษาเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถทำนัดเข้ามาได้เลยค่ะ


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.47 ❝ ท้องแล้ว แต่มีเลือดออก ทำอย่างไรดี ต้องกังวลไหม ❞


“ท้องแล้ว แต่มีเลือดออก ทำอย่างไรดี ต้องกังวลไหม” 


สำหรับคุณแม่ที่ท้องเองตามธรรมชาติ โอกาสเกิดการแท้งจะอยู่ที่ประมาณ 13% ต่อการตั้งครรภ์แต่ละครั้งและมีคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องแท้งซ้ำซากหรือแท้งติดกันหลายๆ ครั้ง ประมาณ 1-2%

หากท้องด้วยวิธีธรรมชาติแล้วแท้งเอง จะแบ่งเป็นการแท้งช่วงไตรมาสแรก หรือช่วงก่อน 12 สัปดาห์ และไตรมาสที่ 2 หรือช่วงหลัง 12 สัปดาห์ขึ้นไป


ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการแท้ง มีดังนี้

1. การมีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม เช่น

  • การสูบบุหรี่ การได้รับสารโลหะหนักเป็นเวลานาน อาจจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการแท้งบุตรได้
  • การได้รับสารเคมียาฆ่าแมลงเป็นประจำ อาจทำให้มีปัญหาการแท้งซ้ำซาก
  • การได้รับวิตามิน หรือ Micronutrients ที่ไม่เพียงพอ เช่น ขาด Zinc หรือวิตามินบี อาจจะส่งผลให้เกิดการแท้งได้ง่ายขึ้น
  • น้ำหนักที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป เพราะมวลไขมันของคุณแม่ควรจะอยู่เกณฑ์ปกติ หากคุณแม่อ้วนเกินไป การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกอาจจะไม่ดีพอ ทำให้การฝังตัวของตัวอ่อนไม่ดี  การเชื่อมระหว่างเส้นเลือดของแม่และลูก หรือการสร้างรกไม่ดี ก็อาจจะมีโอกาสแท้งได้มากขึ้น ส่วนคุณแม่ที่น้ำหนักน้อยเกินไป มวลไขมันน้อยมากจนแทบไม่มีไขมันเลย ก็จะมีปัญหาในการท้องเช่นกัน ซึ่งคุณหมอแนะนำให้คุณแม่ทำน้ำหนักให้เหมาะสม โดยใช้ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ควรอยู่ที่ระดับประมาณ 20-25 ซึ่งเป็นช่วงน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ที่เหมาะสม หากคำนวณแล้วผลออกมาน้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือต่ำกว่าเกณฑ์ ควรจะทำน้ำหนักให้เหมาะสมก่อนตั้งครรภ์ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการแท้ง
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จะทำให้มีโอกาสท้องยากขึ้น และแท้งง่ายขึ้น เด็กมีโอกาสเป็น Fetal Alcohol Syndrome ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องตัวเล็ก หัวเล็ก เพิ่มโอกาสตายคลอดได้
  • การออกกำลังกายมากเกินไป คือออกกำลังกายทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ซึ่งคุณหมอแนะนำว่าการออกกำลังกายที่เหมาะสม คือประมาณ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง เนื่องจากการออกกำลังกายในช่วง 30 นาทีแรกเป็นการดึงส่วนของกล้ามเนื้อไปใช้ก่อน หลังจากนั้นถึงเป็นการดึงเอาไขมันส่วนเกินไปใช้ โดยให้เลือกออกกำลังกายแบบคาดิโอ เพราะมีการกระตุ้นให้หัวใจมีการบีบตัวมากขึ้น และมีการดึงเอาไขมันส่วนเกินไปใช้ หากไม่มีเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ให้สังเกตจากการหอบเหนื่อยที่ยังสามารถพูดเป็นประโยคได้
  • การดื่มกาแฟมากเกินไป อาจมีผลให้เกิดการแท้งได้ โดยกาแฟจะแบ่งเป็นความเข้มข้นของคาเฟอีนระดับมิลลิกรัมต่อวัน หากดื่มน้อยกว่า 150 มิลลิกรัมต่อวัน โอกาสที่จะส่งผลต่อการตั้งครรภ์ การแท้ง หรือต่อลูกน้อยมาก ยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น คือ เมนู Cappuccino Grande ของ Starbucks 1 แก้วต่อวัน หรือกาแฟ Espresso ไม่เกิน 2 ช็อต ต่อวัน แต่หากดื่มกาแฟที่มีความเข้มข้นของคาเฟอีนมากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อวัน จะเพิ่มโอกาสการแท้ง หรือส่งผลเสียต่อเด็กได้

2. โครโมโซม

สำหรับการท้องเองตามธรรมชาติ แล้วเกิดการแท้งในช่วงประมาณ 3 เดือนแรก สาเหตุประมาณ 70-80% มาจากเด็กที่ผิดปกติ โดยส่วนใหญ่เกิดจากโครโมโซมของตัวอ่อนที่ผิดปกติ


ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติเกิดจากสาเหตุอะไร?

  • อายุคุณแม่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะท้องเองตามธรรมชาติ หรือท้องจากการทำเด็กหลอดแก้ว โดยช่วงอายุที่มีโอกาสแท้งน้อยคือประมาณ 20-35 ปี หากอายุมากกว่า 35 ปี เปอร์เซ็นต์ของการแท้งก็จะเยอะขึ้น และจะเพิ่มขึ้นชัดเจนที่สุดหลังอายุ 40 ปี
  • อสุจิของคุณพ่อที่มีการแตกหักของ DNA ที่หัวของอสุจิ (Sperm DNA fragmentation) สูง ส่วนหัวของอสุจิจะมี DNA ของฝ่ายชายอยู่ หาก DNA ที่หัวของอสุจิมีการแตกหักสูง แล้วอสุจิตัวนั้นไปผสมกับไข่ และกลายเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนตัวนั้นก็จะไม่แข็งแรง และจะมีโอกาสแท้งได้ง่ายขึ้น
  • คุณพ่อหรือคุณแม่คนใดคนหนึ่ง มีโครโมโซมที่ผิดปกติแฝงอยู่ มีภาวะโครโมโซมเรียงตัวผิดปกติ เช่น Chromosome Translocation ซึ่งหากลูกได้รับโครโมโซมแท่งที่ผิดปกติจากพ่อหรือแม่ที่มีโครโมโซมผิดปกติแฝงอยู่ แล้วไปรวมกับโครโมโซมที่ปกติของอีกฝ่ายหนึ่ง ส่งผลทำให้ลูกมีโครโมโซมขาดหรือเกินจากปกติ เมื่อตัวอ่อนที่ผิดปกติไปฝังตัว ก็เกิดการแท้งตามมา เพราะมีปัญหาเรื่องโครโมโซมที่ผิดปกติ

3. ปัญหาจากมดลูก ที่เป็นเหมือนบ้านของตัวอ่อน

  • มดลูกอักเสบ เพิ่มโอกาสที่จะแท้งได้ หรือในกรณีที่ทำเด็กหลอดแก้ว ถ้ามีมดลูกอักเสบเรื้อรัง โอกาสที่ตัวอ่อนฝังตัวก็จะลดลง
  • มดลูกมีโครงสร้างผิดปกติ เช่น มีแผ่นกั้นในโพรงมดลูก หากตัวอ่อนไปเกาะบริเวณที่มีความผิดปกติ เลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณนั้นน้อย ทำให้เมื่อเกาะไปได้สักพักก็จะหลุด จนเกิดการแท้งได้ บางกรณี คนไข้มีมดลูก 2 อัน และการเจริญเติบโตของมดลูกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน หากตัวอ่อนไปฝังที่มดลูกด้านที่ไม่สมบูรณ์ ก็มีโอกาสที่จะท้องน้อยลง และเพิ่มโอกาสแท้งได้มากขึ้น
  • มีเนื้องอก ซึ่งอาจจะมีผลกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องแล้วมีเลือดออกได้ หรือหากในโพรงมดลูกมีพังผืด ก็ทำให้ตัวอ่อนเกิดการฝังตัวได้ไม่ดี เลือดไปเลี้ยงตัวอ่อนได้ไม่ดี ทำให้แท้งได้
  • ปากมดลูกไม่แข็งแรง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อย คนไข้ท้องโดยที่ไม่มีปัญหาอะไร แต่มักจะเกิดการแท้งในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ หรือตั้งแต่อายุครรภ์ช่วงหลัง 12 สัปดาห์ถึงช่วงประมาณ 20 สัปดาห์ ซึ่งปากมดลูกเปรียบเสมือนประตูบ้านของมดลูก หากประตูบ้านไม่แข็งแแรง อาจทำให้เกิดการหลุดแท้งได้ ภาวะนี้เรียกว่า Cervical Incompetence ปัญหาของภาวะนี้ คือไม่สามารถรู้ล่วงหน้าก่อนที่จะท้องได้ แต่หากมีประวัติการตั้งครรภ์ที่ผ่านมาว่าที่เข้าได้กับภาวะนี้ ก็จะต้องระวังมากขึ้น โดยในระหว่างที่ตั้งครรภ์แพทย์ก็จะเพิ่มการตรวจอัลตราซาวน์เพื่อวัดความยาวของปากมดลูกเป็นระยะ ถ้าปากมดลูกเริ่มสั้นลง ก็จะผูกปากมดลูกโดยการเย็บปิดเพื่อเพิ่มความแข็งแรง แล้วค่อยไปตัดตรงส่วนที่เย็บไว้ ตอนใกล้คลอด นอกจากที่ต้องเย็บปากมดลูก อาจให้เหน็บยาโปรเจสเตอโรนเพื่อช่วยไม่ให้ปากมดลูกสั้น
  • ในผู้หญิงที่มีรอบเดือนข้างค่อนสั้น เช่น มีประจำเดือนทุกๆ 24-26 วัน อาจจะมีภาวะที่เรียกว่า Corpus luteal defect ทำให้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เป็นฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ไม่เพียงพอ อาจจะมีโอกาสแท้งง่ายขึ้นได้เช่นกัน

4. ปัจจัยอื่นๆ ที่มองไม่เห็น

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะแท้ง ที่ต้องตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจเลือด เช่น

  • ความผิดปกติแของระบบภูมิคุ้มกัน (Antibody) หากร่างกายมีระดับภูมิคุ้มกันที่ต่อต้านตัวเองสูงผิดปกติ เช่นมีภาวะ Antiphospholipid Syndrome จะสัมพันธ์กับการที่เกล็ดเลือดอุดเส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงลูก ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงไม่พอ ทำให้เกิดการแท้ง หรือเด็กเสียชีวิตในครรภ์ หรือโตช้าในครรภ์ได้
  • ภาวะไทรอยด์ผิดปกติ หรือฮอร์โมนโปรแลคตินผิดปกติ ก็มีโอกาสที่จะแท้งได้มากขึ้นเช่นกัน

หากคุณแม่เคยมีประวัติแท้ง แล้วกำลังมีแผนจะท้องอีกครั้ง ควรมาปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ และป้องกันการแท้งในท้องถัดไป

สำหรับคนไข้ที่มีลูกยากและรักษาด้วยวิธีเด็กหลอดแก้ว การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนการย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก จะช่วยลดภาวะแท้งจากสาเหตุโครโมโซมที่ผิดปกติของลูก โดยเฉพาะในคุณแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป

การตรวจโครโมโซมจะช่วยให้เราเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมที่สุด สำหรับย้ายกลับเข้าไปในโพรงมดลูก ลดโอกาสเรื่องแท้งจากทั้งตัวเด็กที่ผิดปกติ ไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องยุติการตั้งครรภ์จากการที่เด็กมีโครโมโซมผิดปกติ

คนไข้ที่สงสัยว่ามีปัญหาเรื่องมดลูกที่ผิดปกติ การตรวจอัลตราซาวด์ จะช่วยพบความผิดปกติได้ หากอัลตราซาวด์แบบ 2 มิติ ไม่ชัดเจน อาจเพิ่มการตรวจอัลตราซาวด์ 3 มิติ ซึ่งช่วยดูเรื่องโพรงมดลูกที่ผิดปกติ หรือโครงสร้างของมดลูกที่ผิดปกติ เช่น มีมดลูก 2 อัน หรือมีแผ่นกั้นของมดลูกได้ดีขึ้น

ปัญหาโพรงมดลูกอักเสบ อาจจะตรวจพบจากการทำอัลตราซาวด์ค่อนข้างยาก จุดที่พอจะสังเกตได้ เช่น ตรวจพบน้ำในโพรงมดลูก การวินิจฉัยที่ชัดเจนต้องส่องกล้องในโพรงมดลูกถึงจะเห็นว่ามีการอักเสบอยู่ในโพรงมดลูกได้ หลังได้รับการรักษาภาวะนี้ โอกาสที่ตัวอ่อนฝังตัวก็อาจจะดีขึ้นมาก

สำหรับภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ ส่วนใหญ่แล้วคนไข้ที่มีภาวะ Antiphospholipid Syndrome จะมีประวัติค่อนข้างชัดเจน เช่น ท้องไปประมาณ 20 สัปดาห์ แล้วเด็กเสียชีวิตในครรภ์ แบบที่ไม่มีอาการใดๆ นำมาก่อน เช่น เลือดออกหรือปวดท้อง หรือในกรณีที่ใส่ตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมปกติไปแล้ว ทุกอย่างราบรื่นมาโดยตลอด เห็นถุงการตั้งครรภ์ หัวใจลูกปกติ แต่อยู่ๆ หัวใจเด็กหยุดเต้น อาจจะเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องนี้ได้


หากท้องแล้วมีเลือดออกควรทำอย่างไร?

สำหรับกรณีที่ท้องเองตามธรรมชาติแล้วมีเลือดออก ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจอัลตราซาวด์ดูว่าเป็นท้องที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น ท้องนอกมดลูก ซึ่งคนไข้จะไม่มีอาการใดๆ ในช่วงแรก ต่อมาจะมีเลือดออกกะปริดกะปรอยและปวดท้องมาก การตรวจอัลตราซาวด์ดูว่าถุงการตั้งครรภ์อยู่ในโพรงมดลูกหรือนอกมดลูก เห็นหัวใจลูกเต้นดีหรือไม่ หากเป็นการท้องนอกมดลูก ก็ต้องรับการรักษาต่อไป หากเป็นการตั้งครรภ์ในมดลูกปกติ แล้วมีเลือดออก จะเรียกว่ามีภาวะแท้งคุกคาม คุณหมอจะฉีดยากันแท้ง ซึ่งก็คือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อช่วยลดการบีบตัวของมดลูก และนัดมาตรวจซ้ำที่ 1 สัปดาห์

คนไข้ที่มีภาวะแท้งคุกคาม 60-70% จะสามารถตั้งครรภ์ต่อได้ ยกเว้นว่าเกิดจากที่เด็กไม่แข็งแรง หรือมีโครโมโซมที่ผิดปกติ

ส่วนการปฏิบัติตัวหลังมีเลือดออก ควรจะพัก ลดการขับรถ ลดการเดินเยอะๆ นานๆ ลดการออกกำลังกาย ไม่ยกของ งดการมีเพศสัมพันธ์ หรือกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่มีการเบ่งบริเวณหน้าท้อง เพื่อไม่ให้มดลูกบีบตัวและลดเลือดออก

สำหรับคนไข้ที่ทำเด็กหลอดแก้ว ปกติจะรับได้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อประคองการตั้งครรภ์อยู่แล้ว

แต่ก็ยังมีโอกาสที่มีเลือดออกได้อยู่ เนื่องจากการท้องจากการทำเด็กหลอดแก้วจะมีความเปราะบางมากกว่าการท้องโดยธรรมชาติ เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกถูกเตรียมจากการใช้ฮอร์โมนจากภายนอก หากลืมทานยา หรือสอดยา ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง อาจทำให้มดลูกบีบตัว แล้วแท้งได้ โดยคุณแม่ควรใช้ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนไปจนถึงอายุครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์ ช่วงประมาณ 7-10 สัปดาห์ รกของลูกจะสร้างฮอร์โมนมาประคองตัวเองได้แล้ว ส่วนใหญ่จึงจะเริ่มหยุดยาที่ประมาณ 10 สัปดาห์ หรือเร็วที่สุดประมาณ 7 สัปดาห์

นอกจากนี้ คนไข้ที่มีลูกยากมักจะมีปัญหาหลายๆ อย่างพร้อมกัน เช่น เนื้องอกมดลูก หรือโพรงมดลูกผิดปกติ มีโอกาสทำให้มดลูกมีการบีบตัวและแท้งได้มากกว่าการท้องตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากการใช้ยาตามที่คุณหมอให้แล้ว การปฏิบัติตัวของคุณแม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเดินเยอะ ออกกำลังหนัก ยกของหนัก เบ่งถ่าย ท้องผูก ท้องเสีย ก็อาจจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีเลือดออกได้ ถ้ามีสาเหตุพิเศษอื่นๆ เช่น Antiphospholipid Syndrome การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน จะลดโอกาสแท้งได้

สำหรับคนไข้ที่มีประวัติแท้งมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร คุณหมอก็แนะนำว่าควรมาปรึกษาเพื่อหาสาเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแท้งซ้ำ เพราะการแท้งหลายๆ ครั้ง และถูกขูดมดลูกหลายครั้ง ก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดพังผืดในมดลูก หรือมดลูกอักเสบติดเชื้อ ทำให้ท้องยากขึ้นเรื่อยๆ หากมีการตรวจหาสาเหตุ วางแผนวิธีการรักษาที่ถูกต้อง ก็จะช่วยลดปัญหาการแท้งซ้ำในครั้งต่อไป

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.44 ❝ พ่อแม่ไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ยังจำเป็นต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อนหรือไม่ ❞


พ่อแม่ไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ยังจำเป็นต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อนหรือไม่” 



การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน มี 2 ประเภท ได้แก่

1. การตรวจโครโมโซมทั้ง 23 คู่ หรือที่เรียกกันว่า “PGT-A” (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy) เพื่อตรวจหาโครโมโซมที่มีความผิดปกติ ที่ทำให้เกิดโรค เช่น ดาวน์ซินโดรม, ไคลน์เฟลเตอร์ซินโดรม ทำให้มีความผิดปกติทางด้านร่างกาย และตรวจหาโครโมโซมบางชนิดที่อาจทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ผิดปกติ

2. การตรวจโรคทางพันธุกรรม หรือที่เรียกกันว่า “PGT-M” (Preimplantation Genetic Testing-Monogenic disease) เพื่อตรวจโรคพันธุกรรมในระดับยีน (Gene) โรคพันธุกรรมที่เกิดจากความบกพร่องของยีน มีความผิดปกติของมนุษย์มากกว่า 20,000 ชนิด ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าการกลายพันธุ์ในยีนเดี่ยว มีประวัติโรคในครอบครัว สามารถทำนายความเสี่ยงที่จะเกิดโรคในรุ่นต่อๆ ไปได้ ความผิดปกติของยีนเดี่ยวสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ ยีนเด่น ยีนด้อย และ X-linked


ข้อดีของการตรวจโครโมโซมทั้ง 23 คู่ คืออะไร?

ผลการวิจัยจากหลายแห่งได้พูดถึงข้อดีของการตรวจโครโมโซมทั้ง 23 คู่ ว่าช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นหรือ High Pregnancy Rate โดยอัตราการตั้งครรภ์ของคุณแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ปกติจะอยู่ที่ 30-40% หากมีการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนร่วมด้วย อัตราความสำเร็จจะเพิ่มขึ้นเป็น 50-60%

นอกจากนั้นการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนยังช่วยลดโอกาสการแท้งบุตรได้ เนื่องจากทารกในครรภ์ที่มีความผิดปกติทางด้านโครโมโซม มีโอกาสน้อยที่จะเจริญเติบโตไปจนครบ 39-40 สัปดาห์ นอกจากนั้นภาวะการแท้งบุตรอาจจะส่งผลข้างเคียงต่อการตั้งครรภ์ในอนาคตอีกด้วย

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณแม่ ด้วยการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีผลตรวจโครโมโซมปกติก่อนใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนยังเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วเพราะคุณแม่ยุคใหม่ต้องการวางแผนการมีลูกที่ชัดเจน และอาจจะให้ความสำคัญกับเรื่องเดือนเกิดของเด็ก ซึ่งการตรวจ PGT จะช่วยลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยผลการวิจัยของปี 2022 ที่เก็บข้อมูลจากหลายกลุ่มอายุ มีการเปรียบเทียบอัตราการตั้งครรภ์ของกลุ่มที่ตรวจโครโมโซม กับกลุ่มที่ไม่ได้ตรวจโครโมโซม โดยผลสรุปออกมาอย่างเห็นได้ชัดว่า คุณแม่ในทุกช่วงอายุที่ตรวจโครโมโซม จะมีอัตราการตั้งครรภ์ที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ตรวจโครโมโซม


ข้อเสียของการตรวจโครโมโซมคืออะไร?

ข้อเสียของการตรวจ PGT-A คือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งการทำเด็กหลอดแก้วก็มีราคาสูงอยู่แล้ว ถ้าตรวจโครโมโซมเพิ่มก็จะมีราคาสูงขึ้นอีก โดยขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอ่อนที่ส่งตรวจ

ข้อเสียต่อมาคือ ผลการตรวจ PGT-A ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าตัวอ่อนนั้นมีความผิดปกติหรือปกติได้ 100% เนื่องจากทางห้องปฏิบัติการณ์เลี้ยงตัวอ่อนนั้นตัดชิ้นส่วนของเซลล์ตัวอ่อนเพียง 7-10 เซลล์ อีกทั้งระยะของตัวอ่อนที่นำมาตรวจอยู่ในระยะเริ่มต้นเพียง 5-6 วันหลังจากการปฏิสนธิ เพื่อนำมาตรวจ PGT-A แม้ว่าจะมีหลายๆ สำนักพิมพ์ออกมาบอกว่าการตัดชิ้นส่วนของโครโมโซมที่เจริญกลายไปเป็นรก สามารถบอกสถานะของตัวอ่อน และผลตรวจมีความน่าเชื่อถือกว่า 95% แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วผลการตรวจไม่สามารถบอกสถานะของโครโมโซมของตัวอ่อนได้ทั้งหมด โครโมโซมของตัวอ่อนอาจจะมีสถานะที่ไม่ตรงกับตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ตัดไปตรวจก็ได้ ซึ่งหลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า Mosaic หรือผลโครโมโซมก้ำกึ่ง โดยคุณหมอนิศารัตน์ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ในไลฟ์ครั้งก่อน คลิกเพื่อดูไลฟ์ Mosaic Embryo ได้ที่นี่


ใครที่ควรตรวจโครโมโซมตัวอ่อน?

1. กลุ่มคนไข้ที่มีอายุมาก

ยิ่งอายุมาก เปอร์เซ็นต์ของตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติก็จะสูงตามไปด้วย ซึ่งที่ Superior A.R.T. กลุ่มคนไข้ที่อายุมากกว่า 38 ปี จะพบโครโมโซมที่ผิดปกติสูงถึง 50% โดยมีค่าเฉลี่ยตัวอ่อนที่ใส่กลับเข้าไปได้ประมาณ 54%

2. คู่สมรสที่เป็น Translocation

Translocation หรือการสลับตำแหน่งของโครโมโซมนั้น แม้ว่าภายนอกจะปกติ แต่จริงๆ แล้วมีความผิดปกติของโครงสร้างของโครโมโซม คนกลุ่มนี้ที่เป็นพาหะจะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป ไม่มีโรคหรืออาการที่บอกถึงความผิดปกติเลย แต่จะมีสิ่งที่สังเกตได้ เช่น พยายามมีลูกมานานแต่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือมีภาวะแท้งซ้ำซาก

3. บุตรคนแรกมีความผิดปกติของโครโมโซม

บุตรคนแรกเกิดมามีความผิดปกติ เช่น มีโครโมโซม 5 เกินมา หรือมีโครโมโซม 21 เกิน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีความเหมาะสมที่จะตรวจ PGT

4. มีประวัติเรื่องของโรคทางพันธุกรรม

เป็นกลุ่มที่ควรตรวจในอันดับต้นๆ เพื่อตรวจคัดกรองหาตัวอ่อนที่ปราศจากโรคทางพันธุกรรม ก่อนใส่กลับไปในโพรงมดลูกของคุณแม่

5. คู่สมรสที่พยายามมีลูกมานานเกิน 1 ปี

โดยคุณหมอจะมีการซักประวัติเบื้องต้น และตรวจหาสาเหตุการมีบุตรยาก หากไม่ทราบสาเหตุ หมอก็อาจจะแนะนำให้ตรวจ PGT

6. คู่สมรสที่มีโรคทางพันธุกรรมที่มาจาก X-link คือคุณแม่เป็นพาหะ การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนและการเลือกเพศบุตรจะช่วยให้สามารถมีบุตรที่ปราศจากโรคทางพันธุกรรมได้ (Medical reason) เช่น โรค G6PD, Hemophilia A and B, Color blindness, Duchenne Muscular Dystrophy

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การเลือกเพศลูกเพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางโครโมโซมเพศ

สรุปง่ายๆ ก็คือ PGT เหมาะกับผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมโดยตรง หรือคู่สมรสที่มีภาวะเสี่ยงที่เป็นพาหะ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบตาธาลัสซีเมีย โรคอัลฟาธาลัสซีเมีย โรคท้าวแสนปม หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง สามารถเข้ารับบริการทำเด็กหลอดแก้ว IVF พร้อมๆ กับการตรวจโครโมโซม และตรวจโรคไปพร้อมกันได้เลย

อีกทั้งการตรวจ PGT ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้ตรวจ PGT


สำหรับคู่สมรสที่กำลังวางแผนจะมีบุตร เบื้องต้นแนะนำให้ตรวจร่างกายเพื่อตรวจสาเหตุภาวะมีบุตรยาก และตรวจคัดกรองพาหะและโรคทางพันธุกรรม (Carrier Screening) เพื่อที่จะได้วางแผนการมีบุตรที่แข็งแรงปราศจากโรคทางพันธุกรรม

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.46 ❝ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น ได้อย่างไร ❞


ตู้เลี้ยงตัวอ่อนแบบติดกล้อง หรือที่เรียกว่า Time-Lapse Incubator มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?


กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนเป็นอย่างไร?

ในขั้นตอนการรักษาผู้มีบุตรยาก เมื่อคู่สมรสเข้ามาปรึกษากับคุณหมอ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ และเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งขั้นตอนการรักษานั้น จะอ้างอิงจากการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติ คือ เมื่อไข่ออกมาจากรังไข่ จะผสมกับอสุจิที่บริเวณปีกมดลูก เมื่อปฏิสนธิสำเร็จ ตัวอ่อนจะพัฒนา มีการแบ่งเซลล์ขึ้นเรื่อยๆ เคลื่อนที่เข้าสู่โพรงมดลูก และฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก ในตัวอ่อนระยะวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ที่เรียกว่า ตัวอ่อนระยะ บลาสโตซีสต์ (Blastocyst)

การเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ จะเป็นการจำลองมดลูกของคุณแม่ ด้วยการใช้ตู้เลี้ยงตัวอ่อน รวมไปถึงน้ำยาที่เป็นสารอาหารให้กับตัวอ่อน ที่มีความเหมาะสมกับตัวอ่อนในแต่ละระยะ ตั้งแต่ออกมาจากรังไข่ไปจนถึงโพรงมดลูก

ซี่งนอกจากน้ำยาแล้ว สิ่งที่สำคัญในการเลี้ยงตัวอ่อนคือตู้เลี้ยงตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า Incubator

โดยภายในตู้เลี้ยงตัวอ่อน จะมีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และก๊าซ ในปริมาณที่เหมาะสม ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกาย ซึ่งตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในตู้เลี้ยงเป็นเวลา 5-6 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนพัฒนาเป็น ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) เพื่อตรวจโครโมโซม แช่แข็ง หรือ ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ต่อไป


ตู้เลี้ยงตัวอ่อนมี  2 ประเภท

1) Standard Incubator หรือ Conventional Incubator เป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนแบบมาตรฐานทั่วไป มีฝาปิด เพื่อป้องกันการรบกวนจาก สิ่งแวดล้อมภายนอก โดยใน 1 ห้องเลี้ยง จะสามารถวางจานเลี้ยงตัวอ่อนได้ หลายจาน และต้องนำจานเลี้ยงตัวอ่อนออกมาจากตู้เลี้ยง เพื่อดูพัฒนาการของตัวอ่อนที่กล้องจุลทรรศน์

2) Time-Lapse Incubator เป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนที่มีกล้องจุลทรรศน์และกล้องบันทึกภาพติดตั้งไว้ภายในห้องเลี้ยง ทำให้สามารถติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำจานเลี้ยงตัวอ่อนออกมานอกตู้ ลดการรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และย้อนดูพัฒนาการของตัวอ่อนได้ เพื่อเลือกตัวอ่อนก่อนย้ายกลับสู่โพรงมดลูกได้แม่นยำมากขึ้น


Geri® Time-Lapse Incubator คือ อะไร?

ตู้เลี้ยงตัวอ่อน แบบ Time-Lapse Incubator ที่ Superior A.R.T. เลือกใช้ คือ Geri® Time-Lapse Incubator โดยตู้นี้จะแบ่งออกเป็น 6 ช่อง และในแต่ละช่องจะใช้เลี้ยงตัวอ่อนสำหรับคนไข้ 1 คนเท่านั้น ไม่นำมาปนกัน นอกจากนี้ Geri® ยังเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถจัดการแต่ละเคสผ่านระบบคอมพิวเตอร์ได้


Geri® ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?

คุณสมบัติเด่นของ Geri® Time-Lapse Incubator คือ ตัวอ่อนของคนไข้จะอยู่แยกกันในแต่ละช่องของตัวเอง ซึ่งในแต่ละช่องจะมีขนาดเล็ก ทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิและควบคุมแก๊สได้ดี เมื่อเปิด/ปิดฝาตู้เลี้ยงตัวอ่อน อุณหภูมิและสภาวะต่างๆ ในแต่ละช่องจะสามารถกลับมาอยู่ในการควบคุมได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เมื่อเทียบกับ Standard Incubator ที่มีฝาที่กว้างกว่า พื้นที่ที่กว้างกว่า การกลับมาของอุณหภูมิและแก๊สก็จะช้ากว่า

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและสภาวะของแก๊ส ส่งผลให้ตัวอ่อนแบ่งตัวได้ช้าลง หรือเจริญเติบโตได้ไม่ดี การที่เราควบคุมอุณหภูมิและแก๊สให้กลับมาอยู่ในสภาวะเดิมได้เร็ว จะยิ่งทำให้ตัวอ่อนอยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยมากขึ้น

นอกจากนี้ ในแต่ละช่องของ Geri® จะติดตั้งกล้องกล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กและกล้องบันทึกภาพของตัวอ่อนในแต่ละช่องแยกกัน และถ้าในกรณีที่ช่องไหนเสีย ก็ไม่จำเป็นต้องปิดเครื่อง เพราะสามารถแก้ไขช่องใดช่องหนึ่งได้ โดยที่ช่องอื่นๆ ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้

นอกจากนี้ ตู้ Geri® สามารถเลี้ยงตัวอ่อนด้วยระบบการเลี้ยงตัวอ่อนแบบควบคุมความชื้น (humidity technology) เพื่อช่วยรักษาสมดุลของ Osmolality และรักษาค่า pH ของน้ำยาได้ดีขึ้น ตัวอ่อนที่อยู่ในตู้เลี้ยงที่มีความชื้น จึงมีคุณภาพที่ดีกว่า และได้ตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์มากขึ้น

เมื่อได้จำนวนตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์มากขึ้น โอกาสที่จะนำไปใส่กลับในโพรงมดลูก หรือนำไปตรวจโครโมโซมก็สูงขึ้น ซึ่งมีการศึกษาที่เปรียบเทียบอัตราการตั้งครรภ์จากการใส่กลับตัวอ่อนจากที่เลี้ยงในตู้ Geri® กับที่เลี้ยงใน Standard Incubator พบว่าอัตราการตั้งครรภ์ของตัวอ่อนที่เลี้ยงในตู้ Geri® สูงกว่าอัตราการตั้งครรภ์ของตัวอ่อนที่เลี้ยงใน Standard Incubator

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ตู้ Geri® ได้รับรางวัลมากมาย เช่น Good Design Awards จากประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย โดย Superior A.R.T. เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่นำตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® เข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 2017


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.43 ❝ 𝗘𝗺𝗯𝗿𝘆𝗼 𝗚𝗹𝘂𝗲 เหมาะกับใคร แล้วช่วยให้ท้องได้อย่างไร ❞


“𝗘𝗺𝗯𝗿𝘆𝗼 𝗚𝗹𝘂𝗲 เหมาะกับใคร แล้วช่วยให้ท้องได้อย่างไร” 



เริ่มจากการปูพื้นคร่าวๆ ก่อนว่า หลังจากที่ใส่ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์เข้าไปในโพรงมดลูก ตัวอ่อนจะค่อยๆ ฟักออกจากเปลือก (Hatching) แล้วก็เคลื่อนที่ไปมาในโพรงมดลูกจนเจอตำแหน่งที่ดีที่สุดของโพรงมดลูก ซึ่งบริเวณนี้ จะมีการเรียงตัวของเยื่อบุ และมีสารที่ช่วยดึงดูดให้ตัวอ่อนมีการแทรกตัวลงไปในชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกได้ดีที่สุด

เวลาที่หมอย้ายตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก จะใช้สายย้ายตัวอ่อนที่มีลักษณะเป็นสายนุ่มๆ ยาวๆ คล้ายหลอดนมยาวๆที่มีปลายนุ่มๆ และเมื่อดูดตัวอ่อนเข้าไปในสาย นอกจากตัวอ่อนแล้ว ยังมีน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อนถูกดูดเข้าไปพร้อมกันด้วย ซึ่งในนั้นจะมีสารประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น กรดอะมิโน น้ำตาล เพื่อเป็นอาหารให้กับตัวอ่อน และเพื่อปรับความเป็นกรดด่างให้เข้ากับโพรงมดลูกหรือใกล้เคียงกับในโพรงมดลูกมากที่สุด

มีการศึกษาที่เอาน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก ในวันที่ตัวอ่อนฝังตัวไปตรวจดูว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง ก็พบว่ามีสารอยู่ตัวหนึ่ง คือ Hyaluronic Acid หรือ Hyaluronan เป็นสารที่พบมากในน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก ในวันที่ตัวอ่อนเหมาะจะฝังตัวมากที่สุด เจ้าสาร Hyaluronan  นี้ ช่วยให้ตัวอ่อนยึดติดกับโพรงมดลูกได้ดี แต่ในน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อนทั่วไปมีปริมาณของสารนี้น้อยกว่าในโพรงมดลูก จึงเป็นที่มาของ Embryo Glue ซึ่งก็คือน้ำยาสำหรับย้ายตัวอ่อน ที่มีการเพิ่มปริมาณ Hyaluronan เข้าไปใน น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนปกติ ให้มีระดับใกล้เคียงกับน้ำในโพรงมดลูกในวันที่ตัวอ่อนฝังตัวมากที่สุด และนอกจากนี้ยังมีโปรตีน Human Albumin และวิตามิน ที่เป็นเหมือนอาหารของตัวอ่อน รวมถึงสาร Heparin ที่ช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งอาจจะช่วยทำให้การฝังตัวของตัวอ่อนดีขึ้น


Embryo Glue ใช้อย่างไร?

Embryo Glue จะเป็นหลอดเล็กๆ ขนาดประมาณ 1.5 ml ซึ่งก่อนจะใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก เราจะวางตัวอ่อนไว้ใน Embryo Glue ประมาณ 30 นาที เพื่อให้เคลือบตัวอ่อน และตอนที่ใส่ตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก เราจะดูดน้ำยาของ Embryo Glue เข้าไปด้วยส่วนหนึ่ง


Embryo Glue มีประโยชน์จริงหรือไม่?

จากหลายๆ งานวิจัยพบว่า การใช้ Embryo Glue ในคนไข้ทุกคนที่ได้รับการย้ายตัวอ่อน ไม่ได้มีประโยชน์ชัดเจน ว่าสามารถเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ แต่จะเห็นประโยชน์ในคนไข้เฉพาะกลุ่ม คือกลุ่มคนไข้ที่เคยใส่ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีหลายครั้ง แต่ไม่เกิดตั้งครรภ์ (Implantation failure) Embryo Glue อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นประมาณ 10%


ข้อเสียของ Embryo Glue คืออะไร?

เนื่องจาก Embryo Glue ยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ข้อมูลการติดตามผลระยะยาวยังมีไม่มาก เช่น เด็กที่เกิดจากการย้ายตัวอ่อนร่วมกับใช้ Embryo Glue มีความผิดปกติในตอนโตหรือไม่ แต่จากข้อมูลตั้งแต่เริ่มมีการใช้ Embryo Glue มากว่า 10 ปีทั่วโลก พบว่า การใช้ Embryo Glue ร่วมกับการย้ายตัวอ่อน ไม่เพิ่มอัตราการเกิดเด็กผิดปกติระหว่างที่อยู่ในครรภ์ อัตราการแท้งและท้องนอกมดลูก ไม่ต่างกับการใช้น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนปกติที่ใช้ทั่วไป

โดยส่วนตัวคุณหมอมองว่า คนไข้ย้ายตัวอ่อนแล้วจะสำเร็จหรือไม่ มีปัจจัยที่สำคัญคือ คุณภาพของตัวอ่อน คุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูก และระดับฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ ถ้าตัวอ่อนคุณภาพดี ตรวจโครโมโซมแล้วปกติ คุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกดี ไม่ว่าจะเป็น ความหนา และการเรียงตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกดี ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์  น่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และเป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้ Embryo Glue

อย่างไรก็ตาม จากความเห็นส่วนตัว Embryo Glue อาจจะมีประโยชน์อีกแง่หนึ่ง เนื่องจากลักษณะของน้ำยาที่ค่อนข้างหนืดกว่าน้ำยาที่ใช้ย้ายตัวอ่อนทั่วไป ซึ่งความหนืดนี้อาจจะช่วยให้ตัวอ่อนหลังย้ายเข้าโพรงมดลูกอยู่ในตำแหน่งที่คุณหมอตั้งใจวางตัวอ่อนไว้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกับการย้ายตัวอ่อนมากที่สุด อาจจะช่วยลดการฝังตัวในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ส่วนล่างของโพรงมดลูก

ซึ่งคุณหมอมองว่าการใช้ Embryo Glue ไม่ได้มีข้อเสีย โดยอาจมีประโยชน์สำหรับคนไข้บางกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้แนะนำให้ใช้กับทุกคน หากใครมีคำถาม หรือมีข้อสงสัย เกี่ยวกับ Embryo Glue หรือการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถทำนัดเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : ปล่อยธรรมชาตินานแค่ไหน ถึงเข้าข่ายมีลูกยาก


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาในการตั้งครรภ์ของคู่สมรสที่ปล่อยธรรมชาติ จะมีความแตกต่างกันไป อาจจะเป็นหลักเดือนหรือหลักปี ซึ่งความแตกต่างนี้เอง ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า ต้องพยายามมีลูกตามธรรมชาติมานานแค่ไหน ถึงจะถือว่าเข้าข่ายมีบุตรยาก?

วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ หรือหากใครมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : เคยแท้งมาก่อน โอกาสมีลูกจะลดลงหรือไม่ ?


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

สำหรับคุณแม่ที่เคยสูญเสียลูกน้อยจากการแท้งลูก อาจมีความกังวลใจว่าโอกาสในการมีลูกอีกครั้งจะยากขึ้นหรือไม่? 

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยากที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ หากมีคำถามเพิ่มเติม หรือหากสนใจปรึกษาเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษาได้ค่ะ 🙂 


ชมคลิป เคยแท้งมาก่อน โอกาสมีลูกจะลดลงหรือไม่ ?

ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากประสบการณ์ดาราสาวในวงการ

ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากประสบการณ์ดาราสาวในวงการ

Superior A.R.T. ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ แช่แข็งไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ด้วยวิธี ICSI จนได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน รวมถึงคนในวงการบันเทิงที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น คุณใบเฟิร์น, คุณอาย, คุณแอร์, คุณน้ำตาล, คุณจ๊ะ, คุณเอ๋ มณีรัตน์ และคุณนิวเคลียร์ ที่เลือกให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มครอบครัว

สำหรับใครที่สนใจ อยากติดตามประสบการณ์การฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากดารานักแสดงในวงการ สามารถติดตามดูได้จากวิดีโอคลิปนี้ได้เลยนะคะ


  • คุณใบเฟิร์น อัญชสา

  • คุณอาย กมลเนตร

  • คุณแอร์ ภัณฑิลา

  • คุณน้ำตาล พิจักขณา

  • คุณจ๊ะ จิตตาภา

  • คุณเอ๋ มณีรัตน์
https://youtube.com/watch?v=phX6JcZP8wU

  • คุณนิวเคลียร์ หรรษา

และขอขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับความไว้วางใจให้ Superior A.R.T. คลินิกรักษาผู้มีบุตรยากและวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนดูแล และภูมิใจที่ได้ช่วยทุกท่านได้เป็นคุณแม่สมใจด้วยนะคะ