𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.46 ❝ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น ได้อย่างไร ❞


ตู้เลี้ยงตัวอ่อนแบบติดกล้อง หรือที่เรียกว่า Time-Lapse Incubator มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?


กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนเป็นอย่างไร?

ในขั้นตอนการรักษาผู้มีบุตรยาก เมื่อคู่สมรสเข้ามาปรึกษากับคุณหมอ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ และเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งขั้นตอนการรักษานั้น จะอ้างอิงจากการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติ คือ เมื่อไข่ออกมาจากรังไข่ จะผสมกับอสุจิที่บริเวณปีกมดลูก เมื่อปฏิสนธิสำเร็จ ตัวอ่อนจะพัฒนา มีการแบ่งเซลล์ขึ้นเรื่อยๆ เคลื่อนที่เข้าสู่โพรงมดลูก และฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก ในตัวอ่อนระยะวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ที่เรียกว่า ตัวอ่อนระยะ บลาสโตซีสต์ (Blastocyst)

การเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ จะเป็นการจำลองมดลูกของคุณแม่ ด้วยการใช้ตู้เลี้ยงตัวอ่อน รวมไปถึงน้ำยาที่เป็นสารอาหารให้กับตัวอ่อน ที่มีความเหมาะสมกับตัวอ่อนในแต่ละระยะ ตั้งแต่ออกมาจากรังไข่ไปจนถึงโพรงมดลูก

ซี่งนอกจากน้ำยาแล้ว สิ่งที่สำคัญในการเลี้ยงตัวอ่อนคือตู้เลี้ยงตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า Incubator

โดยภายในตู้เลี้ยงตัวอ่อน จะมีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และก๊าซ ในปริมาณที่เหมาะสม ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกาย ซึ่งตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในตู้เลี้ยงเป็นเวลา 5-6 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนพัฒนาเป็น ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) เพื่อตรวจโครโมโซม แช่แข็ง หรือ ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ต่อไป


ตู้เลี้ยงตัวอ่อนมี  2 ประเภท

1) Standard Incubator หรือ Conventional Incubator เป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนแบบมาตรฐานทั่วไป มีฝาปิด เพื่อป้องกันการรบกวนจาก สิ่งแวดล้อมภายนอก โดยใน 1 ห้องเลี้ยง จะสามารถวางจานเลี้ยงตัวอ่อนได้ หลายจาน และต้องนำจานเลี้ยงตัวอ่อนออกมาจากตู้เลี้ยง เพื่อดูพัฒนาการของตัวอ่อนที่กล้องจุลทรรศน์

2) Time-Lapse Incubator เป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนที่มีกล้องจุลทรรศน์และกล้องบันทึกภาพติดตั้งไว้ภายในห้องเลี้ยง ทำให้สามารถติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำจานเลี้ยงตัวอ่อนออกมานอกตู้ ลดการรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และย้อนดูพัฒนาการของตัวอ่อนได้ เพื่อเลือกตัวอ่อนก่อนย้ายกลับสู่โพรงมดลูกได้แม่นยำมากขึ้น


Geri® Time-Lapse Incubator คือ อะไร?

ตู้เลี้ยงตัวอ่อน แบบ Time-Lapse Incubator ที่ Superior A.R.T. เลือกใช้ คือ Geri® Time-Lapse Incubator โดยตู้นี้จะแบ่งออกเป็น 6 ช่อง และในแต่ละช่องจะใช้เลี้ยงตัวอ่อนสำหรับคนไข้ 1 คนเท่านั้น ไม่นำมาปนกัน นอกจากนี้ Geri® ยังเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถจัดการแต่ละเคสผ่านระบบคอมพิวเตอร์ได้


Geri® ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?

คุณสมบัติเด่นของ Geri® Time-Lapse Incubator คือ ตัวอ่อนของคนไข้จะอยู่แยกกันในแต่ละช่องของตัวเอง ซึ่งในแต่ละช่องจะมีขนาดเล็ก ทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิและควบคุมแก๊สได้ดี เมื่อเปิด/ปิดฝาตู้เลี้ยงตัวอ่อน อุณหภูมิและสภาวะต่างๆ ในแต่ละช่องจะสามารถกลับมาอยู่ในการควบคุมได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เมื่อเทียบกับ Standard Incubator ที่มีฝาที่กว้างกว่า พื้นที่ที่กว้างกว่า การกลับมาของอุณหภูมิและแก๊สก็จะช้ากว่า

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและสภาวะของแก๊ส ส่งผลให้ตัวอ่อนแบ่งตัวได้ช้าลง หรือเจริญเติบโตได้ไม่ดี การที่เราควบคุมอุณหภูมิและแก๊สให้กลับมาอยู่ในสภาวะเดิมได้เร็ว จะยิ่งทำให้ตัวอ่อนอยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยมากขึ้น

นอกจากนี้ ในแต่ละช่องของ Geri® จะติดตั้งกล้องกล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กและกล้องบันทึกภาพของตัวอ่อนในแต่ละช่องแยกกัน และถ้าในกรณีที่ช่องไหนเสีย ก็ไม่จำเป็นต้องปิดเครื่อง เพราะสามารถแก้ไขช่องใดช่องหนึ่งได้ โดยที่ช่องอื่นๆ ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้

นอกจากนี้ ตู้ Geri® สามารถเลี้ยงตัวอ่อนด้วยระบบการเลี้ยงตัวอ่อนแบบควบคุมความชื้น (humidity technology) เพื่อช่วยรักษาสมดุลของ Osmolality และรักษาค่า pH ของน้ำยาได้ดีขึ้น ตัวอ่อนที่อยู่ในตู้เลี้ยงที่มีความชื้น จึงมีคุณภาพที่ดีกว่า และได้ตัวอ่อนระยะบลาสโตซีสต์มากขึ้น

เมื่อได้จำนวนตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์มากขึ้น โอกาสที่จะนำไปใส่กลับในโพรงมดลูก หรือนำไปตรวจโครโมโซมก็สูงขึ้น ซึ่งมีการศึกษาที่เปรียบเทียบอัตราการตั้งครรภ์จากการใส่กลับตัวอ่อนจากที่เลี้ยงในตู้ Geri® กับที่เลี้ยงใน Standard Incubator พบว่าอัตราการตั้งครรภ์ของตัวอ่อนที่เลี้ยงในตู้ Geri® สูงกว่าอัตราการตั้งครรภ์ของตัวอ่อนที่เลี้ยงใน Standard Incubator

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ตู้ Geri® ได้รับรางวัลมากมาย เช่น Good Design Awards จากประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย โดย Superior A.R.T. เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่นำตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® เข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 2017


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.43 ❝ 𝗘𝗺𝗯𝗿𝘆𝗼 𝗚𝗹𝘂𝗲 เหมาะกับใคร แล้วช่วยให้ท้องได้อย่างไร ❞


“𝗘𝗺𝗯𝗿𝘆𝗼 𝗚𝗹𝘂𝗲 เหมาะกับใคร แล้วช่วยให้ท้องได้อย่างไร” 



เริ่มจากการปูพื้นคร่าวๆ ก่อนว่า หลังจากที่ใส่ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์เข้าไปในโพรงมดลูก ตัวอ่อนจะค่อยๆ ฟักออกจากเปลือก (Hatching) แล้วก็เคลื่อนที่ไปมาในโพรงมดลูกจนเจอตำแหน่งที่ดีที่สุดของโพรงมดลูก ซึ่งบริเวณนี้ จะมีการเรียงตัวของเยื่อบุ และมีสารที่ช่วยดึงดูดให้ตัวอ่อนมีการแทรกตัวลงไปในชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกได้ดีที่สุด

เวลาที่หมอย้ายตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก จะใช้สายย้ายตัวอ่อนที่มีลักษณะเป็นสายนุ่มๆ ยาวๆ คล้ายหลอดนมยาวๆที่มีปลายนุ่มๆ และเมื่อดูดตัวอ่อนเข้าไปในสาย นอกจากตัวอ่อนแล้ว ยังมีน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อนถูกดูดเข้าไปพร้อมกันด้วย ซึ่งในนั้นจะมีสารประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น กรดอะมิโน น้ำตาล เพื่อเป็นอาหารให้กับตัวอ่อน และเพื่อปรับความเป็นกรดด่างให้เข้ากับโพรงมดลูกหรือใกล้เคียงกับในโพรงมดลูกมากที่สุด

มีการศึกษาที่เอาน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก ในวันที่ตัวอ่อนฝังตัวไปตรวจดูว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง ก็พบว่ามีสารอยู่ตัวหนึ่ง คือ Hyaluronic Acid หรือ Hyaluronan เป็นสารที่พบมากในน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก ในวันที่ตัวอ่อนเหมาะจะฝังตัวมากที่สุด เจ้าสาร Hyaluronan  นี้ ช่วยให้ตัวอ่อนยึดติดกับโพรงมดลูกได้ดี แต่ในน้ำยาที่ใช้เลี้ยงตัวอ่อนทั่วไปมีปริมาณของสารนี้น้อยกว่าในโพรงมดลูก จึงเป็นที่มาของ Embryo Glue ซึ่งก็คือน้ำยาสำหรับย้ายตัวอ่อน ที่มีการเพิ่มปริมาณ Hyaluronan เข้าไปใน น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนปกติ ให้มีระดับใกล้เคียงกับน้ำในโพรงมดลูกในวันที่ตัวอ่อนฝังตัวมากที่สุด และนอกจากนี้ยังมีโปรตีน Human Albumin และวิตามิน ที่เป็นเหมือนอาหารของตัวอ่อน รวมถึงสาร Heparin ที่ช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งอาจจะช่วยทำให้การฝังตัวของตัวอ่อนดีขึ้น


Embryo Glue ใช้อย่างไร?

Embryo Glue จะเป็นหลอดเล็กๆ ขนาดประมาณ 1.5 ml ซึ่งก่อนจะใส่ตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก เราจะวางตัวอ่อนไว้ใน Embryo Glue ประมาณ 30 นาที เพื่อให้เคลือบตัวอ่อน และตอนที่ใส่ตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก เราจะดูดน้ำยาของ Embryo Glue เข้าไปด้วยส่วนหนึ่ง


Embryo Glue มีประโยชน์จริงหรือไม่?

จากหลายๆ งานวิจัยพบว่า การใช้ Embryo Glue ในคนไข้ทุกคนที่ได้รับการย้ายตัวอ่อน ไม่ได้มีประโยชน์ชัดเจน ว่าสามารถเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ แต่จะเห็นประโยชน์ในคนไข้เฉพาะกลุ่ม คือกลุ่มคนไข้ที่เคยใส่ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีหลายครั้ง แต่ไม่เกิดตั้งครรภ์ (Implantation failure) Embryo Glue อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นประมาณ 10%


ข้อเสียของ Embryo Glue คืออะไร?

เนื่องจาก Embryo Glue ยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ข้อมูลการติดตามผลระยะยาวยังมีไม่มาก เช่น เด็กที่เกิดจากการย้ายตัวอ่อนร่วมกับใช้ Embryo Glue มีความผิดปกติในตอนโตหรือไม่ แต่จากข้อมูลตั้งแต่เริ่มมีการใช้ Embryo Glue มากว่า 10 ปีทั่วโลก พบว่า การใช้ Embryo Glue ร่วมกับการย้ายตัวอ่อน ไม่เพิ่มอัตราการเกิดเด็กผิดปกติระหว่างที่อยู่ในครรภ์ อัตราการแท้งและท้องนอกมดลูก ไม่ต่างกับการใช้น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนปกติที่ใช้ทั่วไป

โดยส่วนตัวคุณหมอมองว่า คนไข้ย้ายตัวอ่อนแล้วจะสำเร็จหรือไม่ มีปัจจัยที่สำคัญคือ คุณภาพของตัวอ่อน คุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูก และระดับฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ ถ้าตัวอ่อนคุณภาพดี ตรวจโครโมโซมแล้วปกติ คุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกดี ไม่ว่าจะเป็น ความหนา และการเรียงตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกดี ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์  น่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และเป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้ Embryo Glue

อย่างไรก็ตาม จากความเห็นส่วนตัว Embryo Glue อาจจะมีประโยชน์อีกแง่หนึ่ง เนื่องจากลักษณะของน้ำยาที่ค่อนข้างหนืดกว่าน้ำยาที่ใช้ย้ายตัวอ่อนทั่วไป ซึ่งความหนืดนี้อาจจะช่วยให้ตัวอ่อนหลังย้ายเข้าโพรงมดลูกอยู่ในตำแหน่งที่คุณหมอตั้งใจวางตัวอ่อนไว้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกับการย้ายตัวอ่อนมากที่สุด อาจจะช่วยลดการฝังตัวในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ส่วนล่างของโพรงมดลูก

ซึ่งคุณหมอมองว่าการใช้ Embryo Glue ไม่ได้มีข้อเสีย โดยอาจมีประโยชน์สำหรับคนไข้บางกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้แนะนำให้ใช้กับทุกคน หากใครมีคำถาม หรือมีข้อสงสัย เกี่ยวกับ Embryo Glue หรือการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถทำนัดเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : ปล่อยธรรมชาตินานแค่ไหน ถึงเข้าข่ายมีลูกยาก


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาในการตั้งครรภ์ของคู่สมรสที่ปล่อยธรรมชาติ จะมีความแตกต่างกันไป อาจจะเป็นหลักเดือนหรือหลักปี ซึ่งความแตกต่างนี้เอง ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า ต้องพยายามมีลูกตามธรรมชาติมานานแค่ไหน ถึงจะถือว่าเข้าข่ายมีบุตรยาก?

วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ หรือหากใครมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : เคยแท้งมาก่อน โอกาสมีลูกจะลดลงหรือไม่ ?


ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

สำหรับคุณแม่ที่เคยสูญเสียลูกน้อยจากการแท้งลูก อาจมีความกังวลใจว่าโอกาสในการมีลูกอีกครั้งจะยากขึ้นหรือไม่? 

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยากที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ หากมีคำถามเพิ่มเติม หรือหากสนใจปรึกษาเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้ว ก็สามารถนัดเข้ามาปรึกษาได้ค่ะ 🙂 


ชมคลิป เคยแท้งมาก่อน โอกาสมีลูกจะลดลงหรือไม่ ?

ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากประสบการณ์ดาราสาวในวงการ

ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากประสบการณ์ดาราสาวในวงการ

Superior A.R.T. ตัวจริงทั้งในด้านการฝากไข่ แช่แข็งไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ด้วยวิธี ICSI จนได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน รวมถึงคนในวงการบันเทิงที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น คุณใบเฟิร์น, คุณอาย, คุณแอร์, คุณน้ำตาล, คุณจ๊ะ, คุณเอ๋ มณีรัตน์ และคุณนิวเคลียร์ ที่เลือกให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มครอบครัว

สำหรับใครที่สนใจ อยากติดตามประสบการณ์การฝากไข่ และการทำเด็กหลอดแก้ว ICSI จากดารานักแสดงในวงการ สามารถติดตามดูได้จากวิดีโอคลิปนี้ได้เลยนะคะ


  • คุณใบเฟิร์น อัญชสา

  • คุณอาย กมลเนตร

  • คุณแอร์ ภัณฑิลา

  • คุณน้ำตาล พิจักขณา

  • คุณจ๊ะ จิตตาภา

  • คุณเอ๋ มณีรัตน์
https://youtube.com/watch?v=phX6JcZP8wU

  • คุณนิวเคลียร์ หรรษา

และขอขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับความไว้วางใจให้ Superior A.R.T. คลินิกรักษาผู้มีบุตรยากและวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนดูแล และภูมิใจที่ได้ช่วยทุกท่านได้เป็นคุณแม่สมใจด้วยนะคะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว จิ้มหน้าทำสวย ส่งผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI มั๊ยนะ

 

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว จิ้มหน้าทำสวย ส่งผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI มั๊ยนะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

การจิ้มหน้าทำสวย 💉เป็นหนึ่งในเคล็ดลับการดูแลตัวเองที่สาวๆ หลายคนขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจทำให้คุณแม่ที่กำลังวางแผนจะมีลูกน้อย มีความกังวลว่าการจิ้มหน้าจะส่งผลต่อการตั้งตรรภ์ หรือทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI หรือไม่?

วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​ 


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.42 𝐖𝐨𝐫𝐥𝐝 𝐄𝐦𝐛𝐫𝐲𝐨𝐥𝐨𝐠𝐢𝐬𝐭 𝐃𝐚𝐲 25 กรกฎาคม วันนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนโลก


“Embryologist หรือ นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน คือใคร ปฏิบัติหน้าที่อะไรกันบ้าง” 


วันที่ 25 กรกฎาคม ของทุกปี ถือเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองของ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งวันนี้เมื่อปี 1978 เป็นวันที่เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก ที่ชื่อว่า Louise Brown ได้ถือกำเนิดขึ้น จากผลงานของ Sir Robert Geoffrey Edwards ซึ่งเป็นนักสรีรวิทยาชาวอังกฤษและเป็นผู้บุกเบิกด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และการปฏิสนธินอกร่างกาย และได้รับรางวัลโนเบลในปี 2010 

เพื่อเป็นเกียรติแก่ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จึงได้กำหนดให้วันที่ 25 กรกฎาคมของทุกปีเป็น World Embryologist Day นั่นเอง 

คุณดวงสมร เลียงกลกิจ ผู้จัดการแผนกห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน จะมาเล่าให้ฟังถึงขั้นตอนต่างๆ และความบทบาทสำคัญของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ด้วยวิธี ICSI


นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน หรือ Embryologist มีบทบาทสำคัญ เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้มีบุตรยากอย่างไร? 

นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน คือผู้ที่ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการการทำเด็กหลอดแก้วในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการเก็บไข่ การคัดเลือกอสุจิที่สมบูรณ์เพื่อนำมาผสมกับไข่ การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน การคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก รวมไปจนถึง การแช่แข็งไข่ อสุจิ และ ตัวอ่อน 

โดยทุกๆ ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะเฉพาะทาง ของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่มีคุณภาพ และเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น 


ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว มีขั้นตอนที่สำคัญได้ดังนี้ 

1. การตรวจหาสาเหตุภาวะมีบุตรยาก : 

ฝ่ายหญิงจะมีการตรวจหาสาเหตุว่ามีความผิดปกติที่ รังไข่ ท่อนำไข่ ผนังมดลูก หรือระดับฮอร์โมน ส่วนฝ่ายชายจะมีการตรวจคุณภาพของอสุจิ ทั้งจำนวน การเคลื่อนไหว ตลอดจนรูปร่างของอสุจิ 

2. กระบวนการกระตุ้นไข่ : 

สำหรับฝ่ายหญิงจะเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ โดยคุณหมอจะให้ฮอร์โมน เพื่อให้ได้ไข่ที่สุกพร้อมกัน หลายๆ ใบ ส่วนฝ่ายชายเตรียมตัวดูแลตัวเอง โดยการงดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อให้ได้อสุจิมีคุณภาพดี 

3. กระบวนการเก็บไข่ :  

เริ่มเข้าสู่กระบวนการในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน สำหรับฝ่ายหญิง เมื่อกระตุ้นไข่ 10-12 วัน ฟองไข่จะโตสมบูรณ์ จะถูกเก็บไข่ออกจากร่างกายผ่านทางช่องคลอด โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์บอกตำแหน่งของฟองไข่ และใช้เข็มเฉพาะดูดเก็บไข่ออกมาพร้อมกับสารน้ำ ส่งให้นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ตรวจหาไข่ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เมื่อพบไข่แล้ว จะทำการเก็บไข่ที่ได้มาเลี้ยงในน้ำยาเลี้ยงไข่ เพื่อรอผสมกับอสุจิในขั้นตอนต่อไป 

4. การเก็บและคัดแยกตัวอสุจิ : 

ฝ่ายชายจะเก็บน้ำเชื้ออสุจิ ด้วยวิธีการช่วยตัวเอง และส่งให้ปฏิบัติการเตรียมอสุจิ โดยการคัดเซลล์ต่างๆ ที่ไม่สมบูรณ์ออก เช่น เศษเซลล์ เม็ดเลือดต่างๆ ที่ปนมากับน้ำเชื้อ โดยจะคัดให้เหลือแต่อสุจิที่มีคุณภาพดี หากฝ่ายชายเคยทำหมัน หรือตรวจไม่พบตัวอสุจิในน้ำเชื้อ จำเป็นต้องเจาะดูดจากอัณฑะโดยตรง 

5. กระบวนการปฏิสนธิ : 

เมื่อเก็บไข่เรียบร้อย ก็จะทำการผสมด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF ซึ่งเป็นวิธีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่สุด โดยเตรียมอสุจิให้ได้จำนวนที่เหมาะสม และให้อสุจิว่ายเข้าไปหาไข่เอง หรือการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ซึ่งจะเป็นการดูดอสุจิ 1 ตัวเข้าไปในเข็ม และยิงเข้าไปในไข่ ซึ่งจะใช้เครื่องมือและกล้องจุลทรรศน์ที่มีความละเอียดมากในห้องปฏิบัติการ และใช้ความชำนาญของนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนด้วย 

6. การเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ : 

กระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) เป็นการเลี้ยงตัวอ่อนด้วยน้ำยาเพาะเลี้ยงตัวอ่อนโดยเฉพาะ ในตู้ควบคุมอุณหภูมิ แสงสว่าง ความชื้น รวมไปจนถึงก๊าซต่างๆ เป็นกระบวนการเลียนแบบให้ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกายมากที่สุด โดยทำการเลี้ยงตัวอ่อนจะมีการติดตามดูพัฒนาการของตัวอ่อนในแต่ละวัน ไปจนถึง ระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst) Day 5 หรือ Day 6 ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนมีความเหมาะสมกับการฝังตัว สามารถใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเกิดการตั้งครรภ์ ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น 

Day 1 :  ติดตามการปฏิสนธิ (16-18 ชั่วโมง หลังการผสมไข่และอสุจิ) ซึ่งการปฏิสนธิปกติ คือการพบ PN หรือ Pronuclear 2 อัน ที่มาจากคุณพ่อและคุณแม่ 

Day 3 :  ติดตามการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อน (66 ชั่วโมง + 2 ชั่วโมง หลังการผสมไข่และอสุจิ) โดยตัวอ่อนที่มีจำนวนเซลล์ตั้งแต่ 6-8 เซลล์ ไม่พบเศษเซลล์อื่นๆ และ vacuole ในตัวอ่อน ถือว่ามีการแบ่งตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี  

Day 4 :  เซลล์จะเริ่มกลับมารวมกัน โดยผิวของเซลล์แต่ละเซลล์จะเข้ามาเชื่อมกัน แต่ยังมีการแบ่งเซลล์ขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าสู่ระยะ Morula มีลักษณะคล้ายๆ ลูกน้อยหน่า  

Day 5 :  เข้าสู่ตัวอ่อนระยะ Blastocyst จะมีกลุ่มเซลล์ 2 กลุ่มที่แยกกันอย่างชัดเจน โดยกลุ่มแรกเรียกว่า Inner Cell Mass หรือกลุ่มเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นทารก ส่วนเซลล์รอบๆ เรียกว่า Trophectoderm หรือกลุ่มเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นรก เกาะกับผนังเยื่อบุโพรงมดลูกของแม่  

Blastocyst Grading จะใช้พยัญชนะ 2 ตัว เช่น เกรด AA หรือเกรด AB 

  • พยัญชนะตัวแรก คือการ Grading ของกลุ่ม Inner Cell Mass  
  • พยัญชนะตัวที่ 2 คือการ Grading ของกลุ่ม Trophectoderm 

A คือดีที่สุด ส่วน B หรือ C ก็จะมีคุณภาพที่ลดลงไป โดยนักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการย้ายกลับ หรือสำหรับการตรวจโครโมโซม รวมถึงการเลือกตัวอ่อนเพื่อการแช่แข็ง จะต้องมีเกรดที่ดีทั้ง Inner Cell Mass และ Trophectoderm ซึ่งตัวอ่อนที่มีเกรด CC จะมีโอกาสประสบความสำเร็จลดลง 

การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ร่วมกับการตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อน (PGT) จะช่วยเพิ่มโอกาสได้ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ หรือปราศจากยีนก่อโรค ก่อนการย้ายกลับสู่โพรงมดลูก ทำให้ประสบความสำเร็จการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 

7. ย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก : 

นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพดี มีศักยภาพสูงในการฝังตัว และใช้สายย้ายตัวอ่อนขนาดเล็ก ทำการดูดตัวอ่อน เพื่อให้แพทย์สอดสายย้ายตัวอ่อนผ่านปากมดลูกเพื่อวางตัวอ่อนบนเยื่อบุโพรงมดลูก  

8. การแช่แข็งตัวอ่อน : 

ตัวอ่อนที่เหลือหรือไม่ได้ใส่กลับในรอบนั้น รวมถึงตัวอ่อนที่รอผลโครโมโซม จะถูกนำไปแช่แข็งด้วยวิธี Vitrification โดยตัวอ่อนที่แช่แข็ง Blastocyst 1 ตัว จะถูกเก็บไว้ 1 straw มีการจัดเก็บที่ไม่ปนกัน และถูกเก็บในถังที่บรรจุไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ได้หลายปี เป็นวิธีที่ให้อัตราการรอดหลังละลายตัวอ่อนสูงมากถึงมากกว่า 95% และสามารถกลับมาใส่ตัวอ่อนในภายหลังได้โดยไม่ต้องกระตุ้นไข่ใหม่ 

9. การตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม (PGT) : 

ในกรณีที่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม หรือการตรวจ PGT ตัวอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการนำไปตรวจ ควรอยู่ในระยะ Hatching Blastocyst เป็นต้นไป คือมีเซลล์บางส่วนฟักออกมาจากเปลือก โดยการทำ Biopsy หรือตัดชิ้นเนื้อออกไปประมาณ 3-5 เซลล์จากกลุ่มเซลล์ในส่วน Trophectoderm ซึ่งตัวอ่อนระยะนี้จะมีการสร้างและพัฒนาเซลล์มากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสได้รับความเสียหายจึงเกิดขึ้นได้น้อยมาก โดยอัตราการรอดของตัวอ่อนหลังจากการทำ Biopsy มีมากกว่า 95% และไม่ได้เป็นกลุ่มเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับ Inner Cell Mass 

โดยการทำ Biopsy จะใช้เครื่องมือเดียวกับการทำ ICSI แต่เข็มจะมีขนาดใหญ่กว่าเพื่อใช้ดูดเซลล์เข้าไปและใช้เลเซอร์ในการยิงเพื่อตัดชิ้นเนื้อได้ง่ายขึ้น และส่งเซลล์ที่ตัดมานั้นให้กับห้องปฏิบัติการพันธุศาสตร์ 

หลังจากส่งเซลล์ไปตรวจโครโมโซมแล้ว จะรอประมาณ 2-3 ชั่วโมงเพื่อให้ตัวอ่อนกลับมาฟื้นฟูจนกลายเป็นตัวอ่อนระยะ Blastocyst เต็มที่ จึงนำตัวอ่อนไปแช่แข็งไว้ เพื่อรอผลโครโมโซมต่อไป 

10. การติดตามผลการตั้งครรภ์ : 

หลังจากย้ายตัวอ่อนไป 12 วัน จะมีการตรวจการตั้งครรภ์และตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อคอนเฟิร์มว่าตัวอ่อนมีการฝังตัว 


ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และเตรียมอสุจิของ Superior A.R.T. ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน ISO 15189 ที่วัดระบบคุณภาพและความสามารถของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ รวมไปถึงงานคุณภาพทั้งหมดของคลินิค ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพจาก ISO 9001 เพื่อการทำงานมีคุณภาพ ทั้งในเรื่องของห้องปฏิบัติการ การรายงานผล หรือการตรวจสอบเครื่องมือ ให้พร้อมใช้งานและอยู่ในเกณฑ์ตามมาตรฐานสากล 

ในทุกๆ วัน ก่อนจะเริ่มปฏิบัติงาน นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะตรวจความเรียบร้อยและความพร้อมของตู้เลี้ยงตัวอ่อนและเครื่องมือต่างๆ โดยทำการตรวจเช็ค อุณหภูมิ ระบบแก๊ส ไปจนถึง VOC  

ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วนั้น การระบุตัวตนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จำเป็นจะต้องมีการทำ Double-Checking โดยระหว่างที่คนหนึ่งทำงาน จะมีอีกหนึ่งคนคอยตรวจสอบว่าสิ่งที่กำลังปฏิบัตินั้น จะต้องตรงกับเอกสาร และที่ Superior A.R.T มีอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้การระบุตัวตนนั้นถูกต้องมากยิ่งขึ้น คือการใช้ Electronic Witness หรือที่เรียกว่า Gidget® 

การทำ Gidget® จะมี QR code ติดอยู่ที่หลอดเก็บอสุจิหลังเตรียม จานเลี้ยงไข่และตัวอ่อน โดยจะต้องสแกน QR code คู่กันให้ถูกต้อง ถ้าผิดคนจะเริ่มงานไม่ได้  

นอกจากนี้นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ยังมีส่วนช่วยแพทย์ ในการประเมินผลการรักษาของคนไข้อีกด้วย โดยวิเคราะห์จากประวัติการรักษาที่ผ่านมาทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ประวัติการเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อหาสาเหตุและใช้เทคนิคที่เหมาะสม เพื่อให้ได้คุณภาพของตัวอ่อนที่ดีขึ้นและประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากที่สุด  

ที่ Superior A.R.T. นอกจากจะมีห้องแล็บเลี้ยงตัวอ่อนเป็นของตัวเองแล้ว ยังมีห้องแล็บพันธุศาตร์ Genetics ทำให้สามารถตรวจไข่ อสุจิ และตัวอ่อน และวิเคราะห์ผลจบได้ในที่เดียว โดยไม่จำเป็นต้องขนย้ายออกไปตรวจที่อื่นเลย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาการมีบุตร สามารถติดต่อที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 41 พาชมแล็บเลี้ยงตัวอ่อน และ แล็บตรวจเซลล์ตัวอ่อน


หลายคนอาจสงสัยว่าหลังจากกระตุ้นไข่และเก็บไข่เรียบร้อยแล้ว ไข่จะถูกเก็บไว้ที่ไหน? วันนี้ดอกเตอร์เก๋จะพาไปทัวร์ห้องแล็บทั้งหมดของคลินิค Superior A.R.T. เพื่อให้เห็นภาพการทำงานว่าคุณหมอประสานงานกับนักวิทย์อย่างไร ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว


เริ่มจากก่อนเข้าห้องแล็บ จะมีโซนเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทย์ทั้ง embryologists และ geneticists เข้าได้เท่านั้น 

ห้องแล็บจะแบ่งออกเป็น 3 ห้องหลักๆ ซึ่งทุกห้องมาตรฐานระดับสากล ISO 15189, ISO 15190 และ ISO 9001 ในการรองรับคุณภาพและความสามารถ รวมถึงความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข 

1. ห้องแล็บสเปิร์ม หรือ Andrology ใช้ในการเตรียมสเปิร์มทั้งหมด  


2. ห้องเลี้ยงตัวอ่อน หรือ Embryology ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดเรื่องความสะอาด จึงต้องมีประตู 2 ชั้น เมื่อทุกคนเข้ามาหมดแล้วก็จะปิดประตูบานแรกก่อน หลังจากนั้นถึงจะสามารถเข้าไปในห้องได้ 

ภายในห้องนี้จะเป็นพื้นที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงตัวอ่อนทั้งหมด โดยมีการแบ่งโซนอย่างชัดเจน และมีการจัดการพื้นที่ให้เป็นทางเดินแบบ One-way เพื่อให้คนเดินสวนกันน้อยที่สุด เพื่อลดอันตรายและอุบัติเหตุจากการทำงาน 

ซึ่งในห้องนี้จะมีหน้าต่างหลายช่อง เช่น หน้าต่างที่เชื่อมกับห้องผ่าตัด เพื่อเพิ่มความสะดวกเวลาเก็บไข่ โดยจะมีตู้ควบคุมอุณหภูมิและแก๊ส ให้มีสภาวะที่เหมาะสม และบริเวณตรงกลางห้องจะเป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อน 2 แบบ คือ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® ซึ่งเป็นตู้ที่มีกล้องอยู่ในตัว สามารถดูตัวอ่อนได้จากหน้าจอโดยไม่ต้องนำออกมา และตู้แบบดั้งเดิม ที่ต้องนำตัวอ่อนออกมาเพื่อดูพัฒนาการของตัวอ่อนด้วยกล้องจุลทรรศน์ 

ภายในห้องนี้ยังมีเครื่องมือสำหรับทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI โดยการคัดสเปิร์ม 1 ตัว ยิงเข้าไปในไข่ 1 ใบ และการทำ Biopsy หรือการดึงเซลล์เพื่อนำไปตรวจโครโมโซมตัวอ่อนที่ห้อง Genetics ต่อไป นอกจากนี้ก็มีตู้เตรียมน้ำยา สเตชั่นสำหรับการแช่แข็งตัวอ่อนและการละลายตัวอ่อน และมีห้องแยกเพื่อใช้เก็บตัวอ่อน ไข่ หรือสเปิร์มที่ถูกแช่แข็งอยู่ในถัง 

ที่สำคัญในห้องนี้ยังมีเครื่องฟอกอากาศ 5-6 เครื่อง เพื่อควบคุมอากาศให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม รวมถึงมี HEPA ฟิลเตอร์ช่วยฟอกอากาศจากฝุ่นและกลิ่น และมีการรักษาความดันในห้องนี้ให้เป็น Positive Pressure เพื่อไม่ให้ฝุ่นที่อยู่ด้านนอกเข้ามาในห้อง 


3. ห้อง Genetics ใช้ในการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับห้องเลี้ยงตัวอ่อน เพื่อลดความเสี่ยงและอุบัติเหตุในการขนย้ายตัวอย่าง ซึ่งภายในห้อง Genetics จะมีห้อง Transfer Room หรือห้องที่นำเซลล์ตัวอย่างของ Embryo ที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ มาย้ายลงหลอดทดลอง เพื่อนำไปตรวจ ด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยทุกๆ จานที่ใส่เซลล์จะมีบาร์โค้ดที่สามารถบอกได้ว่าอยู่ในขั้นตอนไหน ช่วยลดการเกิดความผิดพลาดในการหยิบจานเพาะเลี้ยงผิด หรือแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ในกรณีที่ยิงบาร์โค้ดผิด จะมีเสียงแจ้งเตือนพร้อมไฟสีแดง ทำให้ไม่สามารถทำขั้นตอนใดๆ ต่อไปได้อีกจนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง  

อีกทั้งในห้องนี้ยังมีการบันทึกวิดีโอ และมีนักวิทย์ Genetics อีก 1 ท่าน คอยช่วยสังเกตการณ์ในการทำงาน 

หลังจากที่ย้ายตัวอย่างจากจานมาใส่ในหลอดทดลองเรียบร้อยแล้ว ก็จะไปที่ห้อง PCR Cleaning Room ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ในการเตรียมน้ำยาเพื่อใช้ Amplify ให้ตัวอย่างขยายตัวเป็นล้านๆ เซลล์ มีการเตรียม ปฏิกิริยาและเตรียมน้ำยาผสมเข้าด้วยกันกับเซลล์ตัวอ่อน โดยที่ยังไม่เกิดปฏิกริยาใดๆ ทั้งสิ้น  

ซึ่งในห้องนี้จะมีหลายสเตชั่น เช่น สเตชั่นกล่อง UV เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ทุกวันก่อนเลิกงานนักวิทย์จะทำความสะอาดทุกอย่างในตู้และห้อง และมีการจดบันทึกสารเคมีและน้ำยาต่างๆ ในตู้เย็น 

ต่อมาก็จะย้ายไปที่ห้องขยายตัวอย่างจำนวนเซลล์ ที่ขยายได้ล้านๆ เซลล์ โดยใช้เครื่อง PCR เพื่อนำไปตรวจดูความผิดปกติของโครโมโซม 

และตัวอย่างที่ขยายเป็นล้านๆ เซลล์นี้จะถูกส่งไปยังห้องสุดท้าย คือ ห้อง Analysis สำหรับวิเคราะห์และแปลผล โดยจะมีส่วนที่เอาไว้ทำ Karyomapping ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการตรวจคัดกรองตัวอ่อนในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีปัญหาเรื่องโรคพันธุกรรม โดยสามารถทำได้เองทั้งหมดที่แล็บนี้ 

อีกทั้งยังมี Fume Hood ตัวช่วยในการลดสารพิษที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ เพื่อป้องกันนักวิทย์จากน้ำยาที่เป็นพิษที่ไม่ควรสูดดมนาน 

และสุดท้ายห้อง NGS สำหรับตรวจดูว่าโครโมโซมของ Embryo แต่ละตัวมีความผิดปกติไหม และมีการขาดหรือเกินของโครโมโซมหรือไม่ โดยใช้เครื่อง Next-Generation Sequencing (NGS) (MiSeq) เพื่อวิเคราะห์ผลออกมาว่าตัวอ่อนแต่ละตัวมีความผิดปกติหรือไม่ 

โดยข้างๆ กันจะมีเครื่องที่ใช้ทำ Karyomapping เพื่อใช้ตรวจดูตัวอ่อนว่ามีความปกติที่เกิดจากโรคพันธุกรรมหรือไม่ และสามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนไปพร้อมกันได้ด้วย ทำให้สามารถคัดกรองตัวอ่อนที่มีคุณภาพ เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น ซึ่งทางแล็บสามารถตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมได้หลายโรคเช่น ธาลัสซีเมีย, ตาบอดสี, หูหนวก, ผิวเผือก, กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคเมแทบอลิก ที่ทำให้มีพัฒนาการช้าในเรื่องของสติปัญญาหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย 

เรียกได้ว่า ที่คลินิค Superior A.R.T. มีห้องแล็บที่มีคุณภาพ ตอบรับทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มกระตุ้นไข่ไปจนถึงการออกผลตรวจ รวมถึงมีนักวิทย์ฯ และทีมงานที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมดูแลคุณพ่อคุณแม่ทุกคน 

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : น้ำอสุจิหลั่ง ใช่ว่าจะมีลูกได้

 


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว

น้ำอสุจิ มีหน้าที่หลักในการนำสเปิร์มไปยังไข่ของผู้หญิง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ คู่รักหลายคู่จึงเข้าใจว่า การมีเพศสัมพันธ์แล้วมีน้ำอสุจิหลั่ง ก็จะทำให้มีลูกได้เลย 

เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่? วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ​  


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 40 : ERA Test จำเป็นแค่ไหน ช่วยให้ท้องได้จริงเหรอ?


ERA Test คือ การทดสอบพิเศษ ที่นำมาใช้เพื่อดูว่า วันที่เราเลือกที่จะใส่ตัวอ่อนนั้นเป็นวันที่เหมาะสมที่สุดหรือยัง เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว


ก่อนที่จะพูดถึง ERA Test คุณหมอจะอธิบายเกี่ยวกับมดลูก และวันที่เหมาะสมในการใส่ตัวอ่อนให้ฟังคร่าวๆ ก่อน เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงจะอยากลองตรวจ ERA Test หรือในกรณีที่ไม่ใช้ ERA Test เรามีวิธีอื่นที่อาจจะทดแทนได้หรือไม่

เริ่มจากวงจรของการตกไข่ โดยในแต่ละรอบเดือนจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่เมื่อประจำเดือนมา  เยื่อบุโพรงมดลูกมีการหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ซึ่งในรอบเดือนตามธรรมชาติ การที่ประจำเดือนมา จะสัมพันธ์กับขนาดของไข่ฟองเล็กๆ ที่อยู่ในรังไข่ หลังจากนั้นไข่จะค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ และจะสร้างฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อ Estradiol ซึ่งทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อไข่โตเต็มที่จนไข่ตก เปลือกไข่ก็จะสร้างฮอร์โมนตัวที่ 2 ชื่อว่า Progesterone ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโพรงมดลูกให้พร้อมรับการตั้งครรภ์ โดยจะเริ่มมีเส้นเลือดมากขึ้น และมีต่อมต่างๆ มากขึ้น ซึ่งถ้ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ตัวอ่อนก็จะฝังตัวเข้าไปในโพรงมดลูก แต่ถ้าไม่เกิดการตั้งครรภ์ ประมาณ 2 สัปดาห์หลังไข่ตก ฮอร์โมน Progesterone ก็จะลดลง ทำให้มีประจำเดือนมา

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในรอบเดือนธรรมชาติ จะมีฮอร์โมน Estrogen ที่กระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวเต็มที่ ก็จะเกิดการตกไข่ ทำให้มีฮอร์โมนตัวที่ 2 คือ Progesterone มาทำหน้าที่ต่อไป

สำหรับการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกในคนไข้ที่ทำเด็กหลอดแก้วที่กำลังรอจะใส่ตัวอ่อน ก็จะเลียนแบบฮอร์โมนในรอบเดือนธรรมชาติ ที่อธิบายไปข้างต้น ซึ่งก็จะมีการวางแผนดังนี้คือ เมื่อประจำเดือนมา ให้เริ่มทานยาฮอร์โมน Progynova หรือ Estrofem มีทำหน้าที่ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว หลังจากนั้นจะมีการนัดมาอัลตราซาวด์เป็นช่วงๆ พอถึง Day 14 ซึ่งคาดว่าเป็นวันที่เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวประมาณ 8-12 มิลลิเมตร ก็จะเริ่มยาฮอร์โมน Progesterone  Day 15 และอาจจะใส่ตัวอ่อนประมาณวันที่ 20 ของรอบเดือน หรือหลังจากที่ใช้ยาฮอร์โมน Progesterone วันที่ 6

การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก เมื่อกินยา Estrofem หรือ Progynova ทำให้โพรงมดลูกหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโพรงมดลูกที่สวยและดี จะเรียงตัวเป็น 3 ชั้น โดยมีความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกประมาณ 8-12 มิลลิเมตร หลังจากนั้นเราจะเริ่มยาฮอร์โมน Progesterone ซึ่งอาจจะใช้ Duphaston, Utrogestan หรือ Cyclogest ที่ใช้สอด เพื่อทำให้โพรงมดลูกปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์

หลังจากที่ให้ยา Progesterone ไม่ว่าจะเป็นยาสอดหรือยากินครบ 5 วันแล้ว เราก็จะใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6

ซึ่งในการใส่ตัวอ่อน จะละลายตัวอ่อนประมาณ 3-4 ชั่วโมง ก่อนที่จะใส่ตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูก โดยการสอดสายอ่อนๆ เข้าไปในโพรงมดลูก เมื่อตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูกแล้ว ก็จะฟักออกมาจากเปลือก หลังจากนั้นตัวอ่อนก็จะเด้งไปมา จนเจอจุดที่มีตัวรับระหว่างเยื่อบุโพรงมดลูกกับตัวอ่อนได้ดีที่สุด ตัวอ่อนก็จะค่อยๆ ฝังตัวเองเข้าไปในโพรงมดลูกของแม่ และเชื่อมต่อระหว่างเส้นเลือดของแม่กับลูก

แต่เยื่อบุโพรงมดลูกที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวอ่อน จะมีช่วงเวลาที่จำกัด ไม่ใช่ทุกวันของรอบเดือน  ถ้าเป็นรอบเดือนธรรมชาติ ช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกเหมาะสมที่สุดสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน (Window of Implantation) คือประมาณวันที่ 19-21 ของรอบเดือน นับจากประจำเดือนมาวันแรก ซึ่งคาดว่าในรอบเดือนที่ใช้ฮอร์โมนเตรียม ก็จะอยู่ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน หรือประมาณวันที่ 6 ของการเริ่มยาฮอร์โมน Progesterone

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับยาฮอร์โมน Progesterone คนไข้บางคนอาจมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูก Window of Implantation เร็วกว่าหรือช้ากว่าคนอื่น จึงทำให้กำหนดวันที่เหมาะสมของเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับใส่ตัวอ่อนนั้น มีความคลาดเคลื่อน จึงเป็นที่มาของ “ERA Test” ซึ่งเป็นตัวช่วยบอกว่าวันไหนที่เป็น Window of Implantation

ซึ่งในรอบเดือนปกติ Window of Implantation คือหลังตกไข่ 7 วัน ส่วนในรอบเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยฮอร์โมน โดยปกติแล้วจะเป็นวันที่ 6 ของการเริ่มยาฮอร์โมน Progesterone แต่สำหรับบางคนอาจจะเร็วกว่าหรือช้ากว่าก็ได้ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ด้วยการอัลตราซาวด์หรือการตรวจวัดระดับฮอร์โมน ว่าวันที่ดีที่สุดสำหรับการใส่ตัวอ่อนของคนไข้คนนี้คือวันที่เท่าไหร่


ERA Test ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

กรณีที่เตรียมด้วยการใช้ฮอร์โมนตามปกติ ในวันที่ 2 ของรอบเดือนให้ทานฮอร์โมน Estrogen เช่น Estrofem หรือ Progynova หลังจากนั้นตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเรียงตัวสวย และมีความหนาได้ขนาดพอดีแล้วหรือยัง ถ้าดีแล้วก็จะเริ่มสอดยาฮอร์โมน Progesterone 5 วันเต็ม หลังจากนั้นวันที่ 6 จึงจะตรวจ ERA Test

เราจะต้องกำหนดเวลา โดยนับจากเวลาที่เริ่มฮอร์โมน Progesterone โดสแรก จนถึงเวลาที่ตรวจ ERA Test เพราะใน ERA Test จะมีคำถามว่าเราใช้ฮอร์โมน Progesterone กี่ชั่วโมงก่อนที่จะใส่ตัวอ่อน

ยกตัวอย่างเช่นถ้าใช้ฮอร์โมน Progesterone 125 ชั่วโมงก่อนการใส่ตัวอ่อน ERA Test ก็จะทดสอบว่า 125 ชั่วโมงนั้นเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือยัง ถ้าผลออกมาแล้วไม่เหมาะสม ก็จะบอกว่าควรใส่ตัวอ่อนที่กี่ชั่วโมง เช่น ควรใส่เร็วขึ้นที่ 110 ชั่วโมง หรือยืดออกไปที่ 140 ชั่วโมง ทำให้เรารู้ว่ารอบเดือนต่อไปที่เราต้องการจะใส่ตัวอ่อนจริงๆ เราควรจะใส่ตัวอ่อนหลังสอดยากี่ชั่วโมง กี่วัน

เมื่อสอดยาฮอร์โมน Progesterone ไป 5 วันเต็ม และทำ ERA Test ในวันที่ 6 โดยจะเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก คุณหมอจะนำสายหลอดพลาสติกยาวๆ สอดเข้าไปในโพรงมดลูกด้านบน โดยจะยืดแกนขยับเข้าออกไปมา ทำให้มีแรงดูดเอาชิ้นเนื้อของโพรงมดลูกออกมาประมาณ 2 กรัม มาใส่ในหลอดน้ำยา และนำไปแช่ในตู้เย็น เพื่อรอส่งไปตรวจที่ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เวลารอผลประมาณ 14 วัน หลังทำคนไข้อาจจะมีอาการหน่วงท้องนิดหน่อย


แล้วนำชิ้นเนื้อไปตรวจอะไรบ้าง?

ชิ้นเนื้อที่ได้จะถูกนำไป Extract DNA เพื่อตรวจ NGS เหมือนกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน แต่ NGS ในที่นี้คือการตรวจยีน ที่มีผลวิจัยมาแล้วว่าในผู้หญิงที่มีลูกง่ายจะต้องมียีนประมาณไหน หรือผู้หญิงที่มีลูกยากจะมียีนประมาณไหน และในช่วงเวลาที่ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีที่สุดในผู้หญิงที่มีลูกง่ายจะมีแพทเทิร์นของยีนเป็นแบบไหน แล้วนำมาเทียบกับค่าของคนไข้ ทำให้สามารถบอกได้ว่าช่วงเวลาที่เก็บชิ้นเนื้อมาเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวอ่อนแล้วหรือยัง ถ้ายังควรจะต้องเป็นกี่ชั่วโมง หรือกี่วัน หลังจากที่เริ่มสอดยา Progesterone

โดยผลตรวจจะแจ้งว่าเป็น Pre-Receptive, Receptive, Post-Receptive หรือ Non-Informative 

  • Pre-Receptive คือมีการเปลี่ยนแปลงของผนังมดลูกตามฮอร์โมน Progesterone น้อยหรือช้ากว่าคนทั่วไป ซึ่งจะต้องดีเลย์วันที่ใส่ตัวอ่อนออกไปอีก อาจจะ 1-2 วัน ซึ่งก็จะมีคำแนะนำในผลรายงานว่าควรจะใส่ที่กี่ชั่วโมง เช่น 156 ชั่วโมง +/- 3 ชั่วโมง หลังเริ่ม progesterone เป็นต้น
  • Non-Informative คือไม่สามารถแปลผลได้ ต้องเก็บผลใหม่
  • Receptive คือ เวลาที่เก็บชิ้นเนื้อไปตรวจเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน ในการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกรอบต่อไป ก็ให้ใช้ที่ระยะเวลาเดียวกับที่ทำในรอบที่เตรียมผนังเพื่อตรวจ ตามช่วงเวลาที่ Receptive  
  • Post-Receptive คือ มีการเปลี่ยนแปลงของผนังมดลูกตามฮอร์โมน Progesterone เร็วเกินไป ทำให้ผนังมดลูกแก่เกินกว่าจะรับตัวอ่อนเพื่อฝังตัวได้ ลักษณะนี้โดยทั่วไปจำเป็นต้องปรับระยะเวลาในการเริ่ม Progesterone ให้สั้นลง และทำการตรวจซ้ำอีกรอบ

ใครบ้างที่ควรทำ ERA Test?

คนไข้ไม่จำเป็นต้องทำ ERA Test ทุกคน เพราะเปอร์เซ็นต์ของคนไข้ที่มีปัญหาเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในระยะที่ไม่รับกับตัวอ่อน มีแค่ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้หญิงที่มีปัญหาการใส่ตัวอ่อนคุณภาพดีที่ใส่หลายครั้งแล้วไม่ตั้งครรภ์ นั่นคือไม่ได้หมายถึง 30% ของผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องมีลูกยาก หรือที่มีปัญหาเรื่อง Window of Implantation ดีเลย์ไม่เหมือนคนอื่น

เพราะฉะนั้นการทำ ERA Test จะเลือกทำในคนไข้ที่เคยมีประวัติเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกสวยและมีความหนาโอเค ใช้ยาฮอร์โมน Progesterone ตรวจระดับฮอร์โมนแล้วดี ไม่มีปัญหา คุณภาพของตัวอ่อนมีคุณภาพดี ตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนแล้ว ใส่ตัวอ่อนง่าย หรือตรวจดูภูมิคุ้มกันแล้ว ซึ่งดูแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นก่อนที่จะใส่รอบตัวอ่อนต่อไป การทำ ERA Test ก็อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะตั้งครรภ์ให้มากขึ้นได้

และอาจใช้ตรวจในกรณีที่ได้ตัวอ่อนมายากลำบากและมีตัวอ่อนน้อย การตรวจก็จะช่วยทำให้สามารถเตรียม Cycle ที่ดีที่สุด เพื่อให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด

จากรายงานต่างๆ ที่บริษัท ERA ได้เคลมว่า สามารถช่วยในเรื่องการฝังตัวของตัวอ่อน เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ โดยชี้แจงว่าอาจจะเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้ประมาณ 15-20% ของคนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการฝังตัวอ่อนที่ผิดปกติ

หากถามว่าจำเป็นที่ต้องใช้ ERA Test ในทุกคนหรือไม่ คุณหมอคิดว่า ERA Test เหมาะกับคนไข้ที่มีปัญหา หรือมีตัวอ่อนน้อย น่าจะสมเหตุสมผลมากกว่าที่จะเลือกทำในทุกคน

เคสที่คนไข้ที่ใส่ตัวอ่อนหลายรอบแต่ไม่สำเร็จ ก็จะแนะนำให้ทำ ERA Test แต่เมื่อฟังวิธีการเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก ซึ่งดูคล้ายกับการขูดมดลูก แต่ไม่มีการดมยาสลบ แล้วคนไข้เกิดความกลัว คุณหมอจึงลองปรับไปใช้วิธีรอบเดือนธรรมชาติ ซึ่งการดูดซึมยาของคนไข้ที่ใช้ฮอร์โมนจากภายนอกอาจจะมีปัญหา ทำให้การเปลี่ยนแปลงของโพรงมดลูกทำได้ไม่ดีพออย่างที่ควรจะเป็น

แต่ถ้าคนไข้มีฮอร์โมนที่สร้างด้วยตัวเอง และมีการเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูกของตัวเอง อาจจะทำให้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกทำได้ดีกว่าการใช้ยา จึงเป็นที่มาของการใช้รอบเดือนธรรมชาติเพื่อย้ายตัวอ่อน

เมื่อประจำเดือนมา ก็จะให้กินยากระตุ้นให้ไข่โต เหมือนการทำ IUI เมื่อกินยา ก็จะมีไข่โตประมาณ 1-2 ใบ และไข่ใบนั้นก็จะสร้างฮอร์โมนมากระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้นเองตามธรรมชาติ แล้วก็จะตามดูว่าไข่โตเต็มที่เมื่อไหร่ ไข่จะตกเมื่อไหร่ หรืออาจจะฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อที่จะได้รู้วันที่จะฝังตัวอ่อนได้แน่นอนขึ้น หรืออาจจะไม่ใช้ยาอะไรเลย ก็จะติดตามไปเรื่อยๆ จนรู้ว่าคนไข้ไข่ตกวันไหน เช่น ถ้าไข่ตกวันที่ 1 เราก็จะรู้ว่าต้องใส่ตัวอ่อนวันที่ 6

เรียกได้ว่า รอบเดือนธรรมชาติอาจจะช่วยการปรับตัวของโพรงมดลูกได้ดีกว่าการใช้ฮอร์โมน และในกรณีที่ไม่อยากทำ ERA Test ก็จะใช้วิธีนี้แทน

อีกทั้งข้อดีของรอบเดือนธรรมชาติ คือการใช้ยาน้อย โดยในช่วงแรกไม่ต้องกินยา Estrofem หรือ Progynova ที่ช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว หลังจากไข่ตกแล้ว อาจจะใช้หรือไม่ใช้ฮอร์โมน Progesterone เสริมก็ได้ และเมื่อใช้ยาน้อย ผลข้างเคียงจากยาก็จะน้อย ซึ่งอาจจะช่วยเรื่องของ Synchronous ทำให้อายุของตัวอ่อน กับอายุของโพรงมดลูกสัมพันธ์กันได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่เลือกรอบเดือนธรรมชาติได้ จะต้องเป็นคนไข้ที่มีการตกไข่ปกติ และก็มีบางที่เตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกไปแล้วแต่ไข่ไม่โต ซึ่งก็จะทำให้การใส่ตัวอ่อนในรอบนั้นถูกยกเลิกได้

ส่วนข้อเสียของรอบเดือนธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วงใกล้ๆ วันไข่ตก คนไข้อาจจะต้องมาตรวจอัตราซาวด์และเจาะเลือดบ่อยขึ้น เพื่อดูว่าไข่ตกจริงๆ วันไหน อาจทำให้มีความวุ่นวายเล็กน้อย

สุดท้ายแล้วจะเลือกใช้ ERA Test หรือจะลองปรับเป็นรอบเดือนธรรมชาติ ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคนไข้แต่ละคน และการปรึกษาคุณหมอ โดยจะต้องพิจารณาร่วมกันเป็นรายบุคคล ซึ่ง ERA Test เป็นเหมือนเทคนิคใหม่ที่อาจจะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของการตั้งครรภ์ได้ดีขึ้นนั่นเอง