ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การรักษาภาวะมีบุตรยากมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูงคือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) หรือที่เรียกว่า อิ๊กซี่ คือการฉีดสเปิร์มเข้าไปในไซโทพลาสซึมของไข่ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ปฏิวิติวงการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สาเหตุเกิดจากปัญหาสเปิร์มของฝ่ายชาย
เทคนิคการทำ ICSI มีความแตกต่างจากการทำ IVF แบบดั้งเดิมและการทำ IUI อย่างชัดเจน ทั้งในด้านวิธีการดำเนินการ ขั้นตอนการรักษา และค่าใช้จ่าย ผู้ที่กำลังพิจารณาการรักษาภาวะมีบุตรยากจึงควรทำความเข้าใจในรายละเอียดเหล่านี้อย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจที่เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของตนเอง
ICSI คืออะไร
ICSI คือ Intracytoplasmic Sperm Injection หรือเทคนิคการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยการใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษในการคัดเลือกสเปิร์มที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงหนึ่งตัว แล้วฉีดเข้าสู่ไข่โดยตรง พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยคู่สมรสที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของสเปิร์ม เช่น มีจำนวนน้อย เคลื่อนที่ไม่ดี หรือรูปร่างผิดปกติ รวมถึงกรณีที่ต้องเก็บสเปิร์มจากอัณฑะหรือหลอดนำอสุจิด้วยการดูดหรือตัดชิ้นเนื้อ (TESE/PESA) ทำให้เพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการทำเด็กหลอดแก้วแบบดั้งเดิม (IVF) โดยอัตราความสำเร็จสูงถึง 60% ต่อรอบการรักษา ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของฝ่ายหญิง คุณภาพของไข่และสเปิร์ม รวมถึงสุขภาพโดยรวมของคู่สมรส
ICSI ราคา ค่าใช้จ่าย เป็นอย่างไร
ค่าใช้จ่ายในการทำ ICSI ถือเป็นสิ่งที่หลายคู่ให้ความสำคัญ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการทำ ICSI ต่อ 1 รอบจะอยู่ที่ประมาณ 150,000 – 400,000 บาท หรืออาจสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ค่าตรวจและให้คำปรึกษา ค่ายากระตุ้นไข่และค่าเก็บไข่ ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการเพิ่มเติม ในการแช่แข็งตัวอ่อน หรือการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อน
ดังนั้น ค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคู่จึงอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกาย แผนการรักษา และบริการเสริมที่เลือก
ICSI กับ IVF ต่างกันอย่างไร
การทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่มักเรียกกันโดยย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า IVF (In-vitro Fertilization) คือวิธีการที่ช่วยให้ครอบครัวที่ไม่สามารถมีบุตรได้เองตามธรรมชาติ สามารถมีบุตรได้ด้วยเทคโนโลยีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย วิธีนี้แพทย์จะนำไข่ของฝ่ายหญิงและอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายชายมาผสมกันให้การเกิดการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ เมื่อไข่กับอสุจิปฏิสนธิกันจนกลายเป็น “ตัวอ่อน” และเจริญเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ แพทย์ก็จะย้ายตัวอ่อนดังกล่าวกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป
ส่วนกระบวนการ ICSI นั้น มีขั้นตอนกระตุ้นไข่และเก็บไข่ เหมือนกระบวนการ IVF ทุกประการ แต่แตกต่างกันที่วิธีการปฏิสนธิ สำหรับวิธี IVF แบบดั้งเดิมนั้น เซลล์ไข่และอสุจิจะถูกนำไปวางในจานเพาะเลี้ยง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติ ส่วนวิธี ICSI แพทย์จะคัดเลือกอสุจิที่มีคุณภาพดีที่สุดเพียงหนึ่งตัว ฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ ข้อได้เปรียบของ ICSI คือช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากระดับรุนแรง ช่วยแก้ปัญหาคุณภาพอสุจิ หรือปัญหาคุณภาพไข่ หรือคู่ที่เคยล้มเหลวจากการทำ IVF แบบมาตรฐาน
ตารางเปรียบเทียบ ICSI vs IVF
หัวข้อ | IVF (In Vitro Fertilization) | ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) |
---|---|---|
หลักการ/ วิธีการ | ปฏิสนธินอกร่างกาย โดยนำอสุจิจำนวนมากมาผสมกับไข่โดยปล่อยให้อสุจิเจาะไข่เองตามธรรมชาติ | ปฏิสนธินอกร่างกาย โดยใช้เทคนิคพิเศษ คัดเลือกอสุจิที่สมบูรณ์ที่สุดเพียง 1 ตัว แล้วใช้เข็มฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง |
การปฏิสนธิ | เลียนแบบการปฏิสนธิตามธรรมชาติ โดยปล่อยให้อสุจิแข่งขันกันเพื่อเจาะเปลือกไข่และเข้าไปปฏิสนธิเอง | บังคับการปฏิสนธิ นักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องมือคัดเลือกอสุจิ 1 ตัว แล้วฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง ข้ามขั้นตอนการเจาะเปลือกไข่ |
เหมาะกับใคร | • ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ตัน เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ • ฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิปกติหรือค่อนข้างดี • คู่สมรสที่พยายามมาหลายปีแต่ไม่สำเร็จ | • ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิอย่างรุนแรง เช่น มีจำนวนน้อย เคลื่อนไหวไม่ดี รูปร่างผิดปกติ • ฝ่ายชายที่เป็นหมัน แต่ยังเก็บอสุจิจากอัณฑะได้ (PESA/TESE) • เคยทำ IVF แล้วไม่สำเร็จ หรือมีอัตราการปฏิสนธิต่ำ • ใช้ไข่แช่แข็ง (เปลือกไข่มักจะแข็งกว่าปกติ) |
ข้อดี | • กระบวนการใกล้เคียงธรรมชาติมากกว่า • ค่าใช้จ่ายถูกกว่า ICSI | • เพิ่มโอกาสการปฏิสนธิได้สูงกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาอสุจิ • แก้ปัญหาอสุจิไม่สามารถเจาะไข่เองได้ • สามารถคัดเลือกอสุจิที่ดีที่สุดได้ด้วยสายตา |
ข้อเสีย/ ข้อควรพิจารณา | • อาจไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นเลยหากอสุจิอ่อนแอและไม่สามารถเจาะไข่ได้ • ไม่สามารถเลือกตัวอสุจิได้ | • ค่าใช้จ่ายสูงกว่า IVF แบบมาตรฐาน • เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความชำนาญสูงมาก • มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่ไข่อาจเสียหายจากขั้นตอนการฉีด (แต่น้อยมาก) |
อัตราการปฏิสนธิ | โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 50-70% (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่และอสุจิ) | โดยทั่วไปสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 70-85% เพราะเป็นการคัดเลือกและช่วยให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้สำเร็จ |
IUI กับ ICSI ต่างกันอย่างไร
IUI และ ICSI เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านกระบวนการ ความซับซ้อน ค่าใช้จ่าย และกลุ่มผู้ที่เหมาะสม ดังนี้
- IUI คือ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเองตามธรรมชาติ ภายใน ร่างกาย
- ICSI คือ การนำไข่และอสุจิออกมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกาย โดยการเลือกและฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรงในห้องปฏิบัติการ แล้วเลี้ยงตัวอ่อนต่อจนถึงระยะ Blastocyst จึงย้ายตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก
ตารางเปรียบเทียบ IUI vs ICSI
หัวข้อ | IUI (Intrauterine Insemination) | ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) |
---|---|---|
หลักการ/ วิธีการ | คัดเลือกเชื้ออสุจิที่แข็งแรง แล้วฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงเวลาที่ไข่ตก เพื่อลดระยะทางและอุปสรรคในการเดินทางของอสุจิ | การนำไข่และอสุจิมาทำปฏิสนธิกันในห้องแล็บ โดยคัดเลือกอสุจิที่ดีที่สุดเพียง 1 ตัว มาฉีดเข้าเซลล์ไข่ 1 ใบโดยตรงด้วยเข็มขนาดเล็ก แล้วเพาะเลี้ยงจนเป็นตัวอ่อนและย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก |
สถานที่ปฏิสนธิ | ที่ท่อนำไข่ ในร่างกายฝ่ายหญิง | ภายนอกร่างกาย ในห้องปฏิบัติการ |
ความซับซ้อนของกระบวนการ | ไม่ซับซ้อน ขั้นตอนน้อยกว่า ไม่ต้องเก็บไข่หรือเพาะเลี้ยงตัวอ่อน | ขั้นตอนมากกว่า ซับซ้อน ต้องใช้เทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการขั้นสูง |
เหมาะกับใคร | – ฝ่ายชายมีปัญหาเชื้ออสุจิไม่รุนแรง (จำนวนน้อย วิ่งไม่เร็ว แต่ยังพอมีคุณภาพ) – ฝ่ายหญิงมีปัญหาเรื่องปากมดลูกหรือมูกที่ปากมดลูก – มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ (ชนิดไม่รุนแรง) – ที่สำคัญคือท่อนำไข่ต้องไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง – คู่สมรสที่ยังอายุน้อย | – ฝ่ายชายมีปัญหาเชื้ออสุจิรุนแรง (มีจำนวนน้อยมาก รูปร่างผิดปกติ ไม่เคลื่อนไหว) – ฝ่ายชายที่เป็นหมันหรือทำหมัน (ต้องเก็บอสุจิจากอัณฑะ) – ฝ่ายหญิงท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง – เคยทำ IUI แล้วไม่สำเร็จหลายครั้ง – ฝ่ายหญิงมีอายุมาก มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ – ต้องการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) |
อัตราความสำเร็จ | ต่ำกว่า (ประมาณ 10-15% ต่อรอบ ขึ้นกับอายุและคุณภาพไข่–อสุจิ) | สูงกว่า (ประมาณ 50-60% ต่อรอบ ขึ้นอยู่กับอายุฝ่ายหญิง คุณภาพไข่และอสุจิ |
ค่าใช้จ่าย | ถูกกว่า (หลักหมื่นบาทต่อรอบ) | สูงกว่ามาก (หลักแสนบาทต่อรอบ) |
ข้อดี | – ขั้นตอนง่าย เจ็บตัวน้อย – ค่าใช้จ่ายต่ำ – ใกล้เคียงการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ | – ใช้ได้แม้ในกรณีที่เชื้ออสุจิมีปัญหามาก – ควบคุมกระบวนการปฏิสนธิได้ – อัตราสำเร็จสูงกว่า |
ข้อจำกัด/ ความเสี่ยง | – ไม่สามารถทำได้หากท่อนำไข่ตัน – อัตราสำเร็จต่ำกว่า ต้องพึ่งกระบวนการปฏิสนธิในร่างกายเอง – ไม่เหมาะหากอสุจิหรือไข่มีคุณภาพต่ำมาก – โอกาสตั้งครรภ์ลูกแฝด (หากมีการกระตุ้นไข่) | – ขั้นตอนซับซ้อน – ค่าใช้จ่ายสูง – ต้องใช้ทีมแพทย์และแล็บเฉพาะทาง – ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS) – ความเสี่ยงจากการดมยาสลบเพื่อเก็บไข่ |
การตัดสินใจว่าจะเลือกรักษาด้วย IUI หรือ ICSI นั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยาก โดยแพทย์จะพิจารณาอย่างรอบด้านจากสาเหตุและปัจจัยของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ดังนั้นการเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำเกี่ยวกับแผนการรักษาที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการสำหรับคู่ของคุณมากที่สุด
ขั้นตอนการทํา ICSI อย่างละเอียด
1. เริ่มปรึกษาแพทย์ (Consultation)
เมื่อไหร่: เมื่อคุณสะดวกในการทำนัดหมาย ซึ่งจะเป็นช่วงไหนของเดือนก็ได้
ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที
แพทย์ซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งประวัติสุขภาพ การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์/แท้งในอดีต การรักษาที่เคยทำ และยาที่ใช้อยู่ หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น การตรวจอัลตราซาวน์มดลูกและรังไข่ การเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมน และการตรวจอื่นๆ ที่จำเป็นตามดุลยพินิจของแพทย์ ส่วนฝ่ายชาย จะตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเชื้อ (semen analysis) เพื่อประเมินจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ หลังจากนั้นแพทย์จะอธิบายผลตรวจและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม พร้อมแนะนำการเตรียมตัวก่อนเริ่มขั้นตอนกระตุ้นไข่ในครั้งต่อไป (เช่น แนวทางดูแลสุขภาพ การงดเว้นบางพฤติกรรม และกำหนดวันนัดหมาย)
2. ระยะกระตุ้นรังไข่ (Ovarian Stimulation Phase)
เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือ 3 ของรอบการมีประจำเดือน
ใช้เวลานานแค่ไหน: 10 – 12 วัน
หลังจากได้รับการตรวจร่างกายและเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การกระตุ้นรังไข่ ซึ่งในขั้นตอนที่สำคัญนี้ ฝ่ายหญิงจะต้องฉีดยาฮอร์โมนทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน เป็นเวลา 9-12 วัน เพื่อกระตุ้นฟองไข่ (follicle) หลายใบในรังไข่ให้โตพร้อมกัน
ในร่างกายของเพศหญิงจะมีฟองไข่อยู่มากมาย ในแต่ละฟองจะมี “Oocyte” หรือเซลล์ไข่อยู่ภายใน โดยปกติในแต่ละรอบเดือน ฟองไข่และเซลล์ไข่จำนวนหนึ่งจะเจริญเติบโตและอาจจะมีเพียงหนึ่งในนั้นที่จะกลายเป็นไข่ที่โตเต็มวัย โดยเป้าหมายของการกระตุ้นไข่นี้ เพื่อให้ฟองไข่ที่พร้อมโตในรอบเดือนนั้นๆ โตขึ้นพร้อมกันหลายใบ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเก็บไข่ให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการปฏิสนธิและการเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพที่สุดในขั้นตอนการเก็บไข่ (egg retrieval)
ในระหว่างนี้ แพทย์จะนัดตรวจติดตามการตอบสนองของรังไข่ โดยให้มาตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ที่คลินิกทุก ๆ 3-4 วัน แพทย์อาจปรับขนาดหรือชนิดยาที่ใช้ตามการตอบสนองของร่างกาย ใช้เวลาในการฉีดยาประมาณ 9-12 วัน เมื่อฟองไข่เจริญเติบโตจนมีขนาดที่เหมาะสมแล้ว แพทย์จะให้ฉีดยากระตุ้นการตกไข่ (trigger shot) ที่เป็นฮอร์โมน human chorionic gonadotropin (hCG) หรือ Triptoreline (Diphereline or Decapeptyl) เพื่อกระตุ้นให้ไข่สุกและหลุดออกจากผนังของฟองไข่ พร้อมสำหรับการเก็บไข่ในขั้นตอนต่อไป
3. ขั้นตอนการเก็บไข่ ICSI และเก็บน้ำเชื้ออสุจิ
เมื่อไหร่: 34 – 36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก
ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง
หลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก 34-36 ชั่วโมง แพทย์จะเริ่มกระบวนการเก็บไข่ โดยอัลตราซาวนด์เพื่อหาฟองไข่ และใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผนังช่องคลอดเข้าไปในฟองไข่และดูดเก็บไข่ออกมา โดยตลอดการทำหัตถการนี้ จะได้รับการวางยาสลบ จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
โดยปกติแล้วแนะนำให้ฝ่ายชายเก็บอสุจิในวันเดียวกับวันที่ฝ่ายหญิงมาเก็บไข่ที่คลินิก หากไม่สะดวกในวันดังกล่าว สามารถมาเก็บอสุจิไว้ก่อนล่วงหน้า และแช่แข็งไว้ แล้วนำมาละลายใช้ในวันเก็บไข่
การเก็บน้ำเชื้อแนะนำให้ทำโดยการช่วยตัวเอง เพื่อเลี่ยงการปนเปื้อนจากน้ำลายหรือน้ำหล่อลื่นช่องคลอดที่อาจมีแบคทีเรียปะปนอยู่ และอาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ (fertilization) หรือการเพาะเลี้ยง หลังจากเก็บน้ำอสุจิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งน้ำเชื้อให้นักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมน้ำอสุจิต่อไป
นักวิทยาศาสตร์จะนำน้ำอสุจิมาพักไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายตัวให้เหลวก่อน จากนั้นจะทำการปั่นล้างเพื่อเอาอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหวและเศษเซลล์ต่างๆ ในน้ำอสุจิออก และทำการวิเคราะห์คุณภาพน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยตัดสินว่าจะทำเด็กหลอดแก้วควรใช้วิธีปฏิสนธิด้วยวิธี IVF หรือ ICSI หากผลตรวจของน้ำอสุจิเป็นปกติทั้งจำนวน ตัววิ่งดี ถึงจะทำ IVF แต่หากผลตรวจของน้ำอสุจิมีคุณภาพต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธี ICSI เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิได้มากขึ้น
สำหรับการปฏิสนธิด้วยวิธี IVF อสุจิจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่เอง ส่วนวิธี ICSI นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่ที่โตเต็มวัยโดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ วิธี ICSI นี้ใช้เวลานานกว่าวิธี IVF และต้องทำโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญ
4. การปฏิสนธิแบบ ICSI
เมื่อไหร่: หลังการเก็บไข่และอสุจิ
ใช้เวลานานแค่ไหน: 24 ชั่วโมง
ในกรณีที่ควรใช้ ICSI เป็นวิธีช่วยปฏิสนธิ นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกตัวอสุจิที่มีคุณภาพดีที่สุด ฉีดเข้าไปในไข่แต่ละใบที่โตเต็มที่แล้ว แทนการปล่อยให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิกันเองในจานเพาะเลี้ยงตามกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว IVF แบบปกติ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในเช้าวันรุ่งขึ้นนักวิทยาศาสตร์จะตรวจว่ามีการปฏิสนธิหรือไม่ ซึ่งไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิสำเร็จแล้วจะเรียกว่า “ตัวอ่อน”
5. การเลี้ยงตัวอ่อน
เมื่อไหร่: หลังจากปฏิสนธิ
ใช้เวลานานแค่ไหน: 5-7 วัน
หลังจากที่ไข่และอสุจิปฏิสนธิจนกลายเป็น ‘ตัวอ่อน’ แล้ว ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นเวลา 5 – 7 วัน จนพัฒนาและเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ พร้อมที่จะย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก สำหรับตัวอ่อนที่ไม่สามารถเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์นั้น มักบ่งชี้ว่าเป็นตัวอ่อนที่ไม่แข็งแรง มีโอกาสฝังตัวในมดลูกต่ำ จึงไม่เหมาะสมสำหรับย้ายกลับไปสู่โพรงมดลูก
กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อนมาก ต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) ที่มีประสบการณ์และความชำนาญการในการใช้อุปกรณ์เทคนิคขั้นสูง รวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมในห้องปฏิบัติการให้เหมาะแก่การเติบโตของตัวอ่อน
ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เราใช้ GERI-Time-Lapse Incubator เทคโนโลยีตู้เลี้ยงตัวอ่อนรุ่นใหม่ล่าสุด โดยตัวอ่อนแต่ละตัวจะถูกเลี้ยงในห้องแยกอิสระ ที่ติดตั้งระบบกล้องถ่ายภาพจุลทรรศน์คุณภาพสูง บันทึกภาพพัฒนาการของตัวอ่อนแบบต่อเนื่องตลอดเวลา โดยไม่ต้องขยับจานเพาะเลี้ยงหรือตัวอ่อนเลย แต่ละจานเพาะเลี้ยงเป็นอิสระแยกขาดจากกัน ทำให้สามารถควบคุมและปรับสภาวะแวดล้อมของการเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมกับตัวอ่อนแต่ละตัวได้ การใช้ตู้เลี้ยงระบบแยกเลี้ยงนี้ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์เนื่องจากตัวอ่อนสามารถเจริญเติบโตในสภาวะแวดล้อมที่คงที่ ไม่ถูกรบกวน ดูข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนของเรา คลิกที่นี่
6. การใส่ตัวอ่อน ICSI
เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน
ใช้เวลานานแค่ไหน: 2-4 ชั่วโมง
ในขั้นตอนสุดท้าย แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ที่คุณภาพดี เพื่อย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกให้พัฒนาเป็นทารกต่อไป
โดยในขั้นตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะใส่ตัวอ่อนลงในท่อขนาดเล็กที่เรียกว่าสายย้ายตัวอ่อน จากนั้นแพทย์จะสอดสายดังกล่าวเข้าทางปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก และปล่อยตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวที่ผนังมดลูกและเริ่มเจริญเติบโต
หลังจากย้ายตัวอ่อน แนะนำให้พักผ่อนและดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ โดยทั่วไปจะทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือด (β-hCG test) ประมาณ 7–10 วัน หลังการย้ายตัวอ่อน และสามารถมาตรวจอัลตราซาวด์ได้ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมาเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์
7. การแช่แข็งตัวอ่อน
เมื่อไหร่: หลังจากกระบวนการย้ายตัวอ่อน
ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง
ตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการย้ายตัวอ่อน สามารถแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ใช้ในอนาคตได้ โดยใช้เทคนิค ‘Vitrification’ ซึ่งเป็นการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็ง (ice crystals) ในเซลล์ตัวอ่อน ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายของตัวอ่อน ตัวอ่อนจะถูกเก็บรักษาและคงคุณภาพไว้ได้อย่างยาวนาน หากเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูง ซึ่งจะมีการควบคุมและติดตามปริมาณไนโตรเจนเหลว ตลอดจนตรวจเช็คความสมบูรณ์ของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เมื่อถึงเวลาที่พร้อมตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็สามารถนำตัวอ่อนแช่แข็งมาละลายและนำมาใช้ได้โดยไม่กระทบต่อคุณภาพ
สำหรับใครที่มองหาว่า ทำ ICSI ที่ไหนดี ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. (Superior A.R.T.) มีข้อดีที่โดดเด่นคือ เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการและนวัตกรรมระดับสากลจากประเทศออสเตรเลีย มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri และมีความเชี่ยวชาญสูงในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) มาใช้เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพสูงสุด ประกอบกับทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญสูง นอกจากนั้นยังพร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภาวะการมีบุตรยาก การฝากไข่ และการแช่แข็งไข่ เพื่อช่วยคุณวางแผนการมีบุตรได้อย่างมั่นใจในอนาคต
อ้างอิง:
บทความโดย

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา
สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก
ข่าวสารและบทความอื่นๆ

