𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.55 ❝ทำหมันแล้ว แต่อยากมีลูก จะทำอย่างไร❞


คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ให้ความรู้ในหัวข้อ ❝ทำหมันแล้ว แต่อยากมีลูก จะทำอย่างไร❞ พร้อมไขข้อข้องใจ การทำหมันในฝ่ายหญิง และฝ่ายชายคืออะไร แล้วสามารถแก้หมันได้ไหม หรือมีแนวทางการรักษาใดบ้างที่จะช่วยให้มีลูกได้อีกครั้ง


2:09 การทำหมัน

คือการคุมกำเนิดแบบถาวร เมื่อทำไปแล้ว โอกาสที่จะแก้แล้วกลับมาตั้งครรภ์ได้ค่อนข้างที่จะยาก แต่ก็สามารถทำการต่อหมันได้


2:26 คนไข้จะมีลูกได้อย่างไร ในกรณีที่ทำหมันไปแล้ว?

ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยจะแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้


2:45 1. การทำหมันหญิง

โดยทั่วไปจะตัดบริเวณท่อนำไข่ส่วนกลาง และจะผูกปลายทั้ง 2 ด้าน ทำให้ท่อนำไข่ไม่สามารถทำหน้าที่ในการนำเซลล์ไข่มาปฏิสนธิกับอสุจิแล้วเคลื่อนตัวไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้

ในกรณีที่ผู้หญิงที่ทำหมันแล้วเกิดเปลี่ยนใจในอนาคต เช่น แต่งงานใหม่ หรือเปลี่ยนแผนอยากจะมีลูกอีกครั้ง บางคนอาจจะต้องการต่อหมัน ซึ่งต้องพิจารณาจากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ปกติคนที่ทำหมันหญิงแนวทางที่จะมีลูกในอนาคตแบ่งเป็น 2 วิธี คือการต่อหมันใหม่ และการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี ICSI ซึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงว่าสามารถต่อหมันหญิงได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาทั้งด้านฝ่ายชายและหญิง

  1. ปัจจัยทางฝ่ายชาย ได้แก่
    • ผลน้ำเชื้ออสุจิอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี แนะนำให้ทำ ICSI
    • ผลน้ำเชื้ออสุจิยังดีอยู่ อาจจะมีข้อบ่งชี้ในการต่อหมันได้
  2. ปัจจัยทางฝ่ายหญิง ได้แก่
    • อายุ โอกาสการตั้งครรภ์ในผู้หญิงลดลงอย่างมากตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 35 หรือ 38 ปีขึ้นไป โอกาสการตั้งครรภ์จะลดลงอย่างชัดเจน ฉะนั้นผู้หญิงที่อายุค่อนข้างเยอะ โอกาสที่จะตั้งครรภ์สำเร็จหลังจากต่อหมันจะค่อนข้างต่ำ คุณหมอจึงแนะนำว่าให้ไปทำ ICSI ไม่แนะนำให้ต่อหมันในคนไข้ที่อายุเกิน 38 ปี
    • การทำงานของรังไข่ ยังสามารถผลิตไข่ หรือยังมีไข่คงเหลืออยู่ในรังไข่มากน้อยแค่ไหน โดยการประเมินรังไข่สามารถดูได้จากค่าต่างๆ เช่น การตรวจค่า AMH ฮอร์โมนจากรังไข่ที่ช่วยบอกว่ารังไข่มีไข่มากน้อยแค่ไหน โดยเกณฑ์ที่ค่อนข้างดีจะอยู่ที่ 1.5-2 ขึ้นไป แต่ถ้าน้อยกว่า 1 อาจจะแปลว่าในรังไข่เหลือไข่น้อย การที่จะต่อหมันแล้วรอให้ตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ อาจจะไม่ดีเท่าไร จึงแนะนำให้ทำ ICSI
    • ท่อนำไข่ ต้องดูว่าท่อนำไข่ส่วนที่เหลือเป็นอย่างไร ถ้าท่อนำไข่มีพังผืด มีช็อกโกแลตซีสต์ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีพังผืดในช่องท้องเยอะ โอกาสในการต่อหมันสำเร็จก็จะค่อนข้างต่ำ คุณหมอก็แนะนำให้ข้ามไปทำ ICSI เช่นกัน

สรุปก็คือ ในผู้หญิง แนวทางการรักษาในกรณีที่เคยทำหมันไปแล้วมี 2 ทาง คือการต่อหมัน หรือการทำ ICSI ซึ่งการต่อหมันเหมาะสำหรับคนไข้ที่อายุน้อย ยังมีไข่เยอะ ตรวจค่า AMH และ AFC แล้วยังค่อนข้างสูง และไม่มีรอยโรคในช่องท้อง (ไม่มีพังผืดในช่องท้อง ไม่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ไม่มีบริเวณอื่นของท่อนำไข่ที่อุดตัน) ก็สามารถต่อหมันได้

หากนอกเหนือจากนี้ หรือฝ่ายชายมีปัญหาด้วย คุณหมอแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว หรือทำ ICSI ไปเลย


7:14 2. การทำหมันชาย

คือการผ่าตัดโดยการตัดและผูกบริเวณท่อนำอสุจิ

แนวทางการรักษาถ้าต้องการมีลูกอีกในอนาคต ก็มี 2 วิธีเช่นกัน คือ การต่อหมัน หรือการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ทาง คือการพิจารณาฝ่ายหญิง และการพิจารณาฝ่ายชาย โดยฝ่ายหญิงพิจารณาเรื่องอายุ มีไข่ตั้งต้นเหลือน้อย ค่า AMH น้อย หรือฝ่ายหญิงมีรอยโรคในช่องท้องทำให้มีลูกยาก ทำให้โอกาสที่การต่อหมันชายจะประสบความสำเร็จอาจจะค่อนข้างต่ำ เพราะฝ่ายหญิงมีปัญหา คุณหมอแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว หรือทำ ICSI ไปเลย

แต่หากฝ่ายหญิงยังอายุน้อย ท่อนำไข่ดี ไข่ตกปกติสม่ำเสมอ จะกลับมาดูที่ฝ่ายชาย ซึ่งการทำหมันชายจะมีลักษณะที่แตกต่างจากการทำหมันหญิงที่ระยะเวลานับจากวันที่ทำหมัน จนถึงวันที่ตัดสินใจจะต่อหมัน ค่อนข้างมีผลต่อโอกาสสำเร็จ

จากข้อมูลอัตราการสำเร็จในคนไข้ที่ต่อหมันชาย

การต่อหมันชายหลังจากที่ทำหมันในระยะเวลาน้อยกว่า 3 ปี โอกาสสำเร็จจะค่อนข้างสูงประมาณ 97% ที่ท่อนำอสุจิจะกลับมาต่อได้ปกติ และโอกาสการตั้งครรภ์อยู่ที่ประมาณ 79%

หากระยะเวลาเป็น 3-8 ปี โอกาสสำเร็จจะเหลือแค่ 88% และโอกาสการตั้งครรภ์เหลือ 53%

หากนานกว่า 8 ปี โอกาสสำเร็จจะอยู่ที่ 79% และโอกาสการตั้งครรภ์จะเหลือ 44%

หรือหากนานกว่านั้น โอกาสสำเร็จจะเหลือแค่ 70% และโอกาสการตั้งครรภ์เหลือ 30%

เห็นได้ว่าระยะเวลาหลังจากที่ทำหมันค่อนข้างมีผลต่อโอกาสที่จะสำเร็จในผู้ชาย หมายความว่าถ้านับจากวันที่ทำหมันไปแล้ว จนมาตัดสินใจที่จะต่อหมัน หากระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน โอกาสที่จะต่อหมันสำเร็จจะค่อนข้างต่ำ จึงไม่แนะนำให้ต่อหมัน

ซึ่งก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะต่อหมันชายหรือทำเด็กหลอดแก้ว จะต้องประเมินก่อนว่าอัณฑะยังสามารถสร้างเซลล์อสุจิได้หรือไม่ โดยการวัดขนาดของลูกอัณฑะว่าขนาดยังปกติอยู่ไหม เล็กหรือฝ่อไปหรือไม่ และการเจาะเลือดดูฮอร์โมนเพศชาย อย่างเทสโทสเตอโรนและฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง (FSH) ซึ่งการตรวจฮอร์โมนและการตรวจลูกอัณฑะจะบอกว่าได้อัณฑะยังมีศักยภาพที่สามารถสร้างเซลล์อสุจิได้หรือไม่ ถ้ายังมีศักยภาพก็จะพิจารณาต่อว่าเราจะต่อหมันไหม หรือนำอสุจิไปทำเด็กหลอดแก้ว รวมกับพิจารณาปัจจัยอื่นๆ แต่ถ้าประเมินทุกอย่างแล้วคิดว่าอัณฑะไม่สามารถสร้างอสุจิได้แล้ว จะแนะนำให้ใช้อสุจิบริจาค

หากระยะเวลาที่ทำหมันผ่านไปค่อนข้างนาน โอกาสสำเร็จค่อนข้างต่ำ หรือผู้หญิงมีปัญหาแล้วต้องทำ ICSI ขั้นตอนต่อไปที่จะทำคือการเก็บอสุจิออกมา ซึ่งผู้ชายที่ทำหมันไปแล้ว อสุจิจะไม่สามารถผ่านท่อนำอสุจิออกมาภายนอกได้ ก็จะทำการเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง หรือเก็บจากท่อส่วนต้นเพื่อให้ได้อสุจิมาทำ ICSI


11:59 การเก็บอสุจิมาทำ ICSI มีวิธีไหนบ้าง?

มีอยู่ 3 วิธีหลักๆ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งว่าจะนำอสุจิมาจากตรงไหน

ในคนไข้ที่ทำหมันแล้ว จะมีการผูกและตัดบริเวณท่อนำอสุจิ ฉะนั้นถ้าอัณฑะยังสร้างอสุจิได้ อสุจิจะอยู่บริเวณลูกอัณฑะหรือท่อพักอสุจิ (Epididymis) ซึ่งการเก็บอสุจิจะเก็บได้จาก 2 ตำแหน่ง คือบริเวณท่อพักอสุจิ ซึ่งเป็นกระเปาะ และบริเวณลูกอัณฑะ 

  1. การเก็บอสุจิจากบริเวณกระเปาะด้วยวิธี PESA จะเจาะเข็มเข้าไปที่บริเวณกระเปาะนี้ และดูดเอาน้ำออกมา เมื่อนำไปตรวจจะพบว่ามีตัวอสุจิ โดยโอกาสที่จะได้ตัวอสุจิจากการดูดน้ำบริเวณนี้อยู่ที่ 40-70%
  2. การเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะ โดยการใช้เข็มเจาะดูดจากลูกอัณฑะ โอกาสที่จะได้ตัวอสุจิจากการดูดน้ำบริเวณนี้อยู่ที่ 40-70% เช่นกัน
  3. การทำ TESE เป็นการผ่าตัดโดยการลงแผลเล็กๆ ประมาณ 5 มม. บริเวณถุงหุ้มอัณฑะและลงแผลบริเวณลูกอัณฑะ เพื่อเก็บเซลล์ภายในลูกอัณฑะออกมาโดยตรง เซลล์นี้จะเรียกว่าท่อ seminiferous tubule หลังจากนั้นจะนำท่อนี้ไปดูในห้องปฏิบัติการเพื่อหาตัวอสุจิออกมา ซึ่งตัวอสุจิที่ได้จากลูกอัณฑะจะนำไปเข้าสู่กระบวนการทำ ICSI ต่อไป

โดยทั่วไปโอกาสการตั้งครรภ์จากการทำ ICSI เป็นไปตามอายุของผู้หญิงอย่างมาก ฉะนั้นหากอายุค่อนข้างเยอะ หรือเกิน 35-38 ปีขึ้นไป คุณหมอแนะนำให้รีบเข้ามาปรึกษา เพราะโอกาสการตั้งครรภ์ลดลงตามอายุอย่างมาก เวลาเป็นของมีค่า ถ้าปล่อยให้ผ่านไปโอกาสการตั้งครรภ์อาจจะลดลงจนไม่มีโอกาสจะตั้งครรภ์แล้ว ถ้าอายุมากไป กระตุ้นไข่ไปแล้วเก็บไข่ไม่ได้ หรือได้ตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดี อาจจะลงเอยด้วยการใช้ไข่บริจาค


16:17 ทำหมันแล้วต่อหมัน เมื่อไรจะท้อง?

ในกรณีของผู้หญิงที่ทำหมันไปแล้ว เมื่อต่อใหม่ ท่อนำไข่จะสามารถต่อได้ตามปกติ ถ้าสามารถตกไข่ได้ตั้งแต่รอบเดือนแรก ก็มีโอกาสจะตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ในรอบเดือนแรก แต่หากหลังต่อหมันเกิน 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นไป แล้วยังไม่ตั้งครรภ์อาจจะต้องประเมินว่าท่อนำไข่ที่ต่อมีการกลับมาตีบหรือตันเหมือนเดิมหรือไม่ ทำให้ไม่ตั้งครรภ์ อาจจะต้องฉีดสีดูว่าท่อนำไข่ตันหรือไม่ ถ้าตันอาจจะต้องข้ามไปทำ ICSI

ส่วนผู้ชาย หลังจากการต่อหมันก็ลักษณะเดียวกัน คือถ้าอัณฑะยังสามารถสร้างอสุจิได้อยู่ ก็สามารถจะผ่านที่ต่อไปแล้วออกมาได้เลย ถ้ารอ 6 เดือน ถึง 1 ปี แล้วยังไม่ตั้งครรภ์ อาจจะต้องดูว่าท่อนำอสุจิตันหรือไม่ แต่ของผู้ชายสามารถตรวจได้จากการตรวจน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาว่าพบตัวอสุจิไหม ถ้าพบแปลว่าการต่อหมันสามารถกลับมาต่อได้ตามปกติ แต่ถ้าเจอตัวอสุจิแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ อาจจะต้องดูปัจจัยอื่นที่ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ไหม ถ้ามีก็ต้องแก้ปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุด้วย


18:35 คนไข้ที่เป็นโรคไต หรือกินยาบางประเภท มีผลต่อตัวอสุจิไหม?

โดยทั่วไป ในคนไข้ที่เป็นโรคไต พอมีของเสียในร่างกายคั่ง จะส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย รวมถึงระบบสืบพันธุ์ ทั้งในผู้หญิง เรื่องการตกไข่ คุณภาพไข่ที่ไม่ดี และผู้ชายคือเรื่องการสร้างอสุจิที่อาจจะสร้างได้ไม่ดี อสุจิมีปัญหาเรื่อง DNA สูงขึ้น บางคนที่เป็นโรคไตระยะสุดท้ายอาจจะไม่มีตัวอสุจิผลิตออกมาจากลูกอัณฑะเลย ส่วนหลังจากปลูกถ่ายไตไปแล้ว บางคนอาจจะได้ยากดภูมิ ซึ่งยากดภูมิในคนไข้ที่ปลูกถ่ายไตมีหลายชนิด บางชนิดอาจจะมีผลต่อลูกอัณฑะในการสร้างตัวอสุจิ ทำให้คุณภาพตัวอสุจิลดลง หรือไม่มีตัวอสุจิที่หลั่งออกมาได้เลย จึงต้องดูว่าคนไข้ใช้ยาอะไรบ้าง ยาบางประเภทถ้ามีผลอาจจะต้องหยุดก่อน หรือเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่น และต้องรออย่างน้อย 3 เดือน เพราะรอบของการสร้างตัวอสุจิใช้เวลาประมาณ 3 เดือน


20:12 เมื่อต่อหมันแล้วมีโอกาสท้องนอกมดลูกไหม?

การต่อหมันคือการต่อท่อนำไข่ส่วนต้นกับส่วนปลาย ซึ่งจะเกิดแผล ไม่เหมือนท่อนำไข่ที่สุขภาพดีเหมือนเดิม ถ้าต่อได้ แล้วไข่สามารถเดินทางได้ปกติ ก็ไม่มีปัญหา

แต่บางครั้งแผลบริเวณนั้นทำให้ไข่ไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ แล้วไปติดอยู่บริเวณนั้น ทำให้เกิดการท้องนอกมดลูก ซึ่งยังไม่มีวิธีป้องกัน การต่อหมันจึงมีโอกาสท้องนอกมดลูกสูงขึ้นประมาณ 4-8% ถ้าเทียบกับการทำ ICSI โอกาสการท้องนอกมดลูกจะอยู่ที่ประมาณ 1-2% เท่านั้น

👩🏻‍⚕️💬 หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ ICSI สามารถเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้ที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ไขข้อข้องใจ! การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) มีผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนจริงหรือ?

PGT การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน

การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) เป็นวิธีที่ช่วยคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อนหลังจากการทำ IVF/ICSI ก่อนจะนำกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งทำให้สามารถเลือกตัวอ่อนที่มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นทารกที่แข็งแรงได้ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงการแท้งบุตร และช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย

แต่หลายคนยังกังวลว่า การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) อาจทำให้ตัวอ่อนเสียหายหรือส่งผลต่อการฝังตัว วันนี้ Superior A.R.T. จะมาพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

  1. การทำ PGT คือการเก็บตัวอย่างเซลล์ที่ในอนาคตจะพัฒนาไปเป็นรกมาตรวจ โดยจะทำในช่วงที่ตัวอ่อนอายุได้ 5-7 วัน การเก็บตัวอย่างเซลล์จึงต้องใช้เทคนิคที่แม่นยำและอ่อนโยนที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อโครงสร้างและพัฒนาการของตัวอ่อน
     
  2. PGT ช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุดและมีโอกาสฝังตัวได้ดีขึ้น ช่วยคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซม ลดความเสี่ยงของการแท้งและเพิ่มอัตราความสำเร็จของ IVF/ICSI
     
  3. มีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อน มากกว่าการทำ PGT
  • อายุของฝ่ายหญิง หากอายุมาก มักมีไข่ที่มีความผิดปกติของโครโมโซมมากขึ้น ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ก็ลดลง
  • สภาวะแวดล้อมในการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และ CO2
  • ทักษะของแพทย์และนักวิทย์ฯ ความเชี่ยวชาญของคนที่ทำ Biopsy และการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรม มีผลต่อความแม่นยำของผลลัพธ์

สรุปแล้ว การตรวจ PGT ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพและการพัฒนาการของตัวอ่อน หากทำโดยนักพันธุศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีความแม่นยำในการทำงานสูง อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ลดโอกาสการส่งถ่ายโรคทางพันธุกรรม และลดความเสี่ยงของภาวะแท้งในคู่ที่ทำ IVF/ICSI อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย ก่อนตัดสินใจทำ

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ทำ IVF / ICSI อย่างเดียวเพียงพอไหม

ถามหมอกับหมอนิ : IVF / ICSI อย่างเดียวเพียงพอไหม

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

IVF / ICSI หรือการทำเด็กหลอดแก้ว เหมาะกับคู่ไหนบ้าง และควรรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้วเพียงอย่างเดียว หรือควรทำร่วมกับการตรวจโครโมโซม และในกรณีใดบ้างที่จำเป็นต้องตรวจยีนร่วมด้วย?

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กันค่ะ 😊


อาหารบำรุงคุณภาพไข่ ช่วยชะลอการลดของ AMH เพื่อการตั้งครรภ์ ที่คุณต้องรู้!

อาหารบำรุงคุณภาพไข่ ชะลอ AMH

AMH เป็นฮอร์โมนที่ถูกผลิตขึ้นโดยเซลล์ของไข่ในรังไข่ของผู้หญิง ใช้บ่งชี้ปริมาณไข่ที่เหลืออยู่ และมักถูกนำมาใช้ในการตรวจภาวะเจริญพันธุ์ ซึ่งค่า AMH จะค่อยๆ ลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น และไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ เพราะฮอร์โมนนี้สะท้อนจำนวนไข่ที่มีอยู่

แต่รู้หรือไม่? เราสามารถชะลอการลดลงของ AMH และเสริมสุขภาพรังไข่ได้ด้วย อาหารบำรุงคุณภาพไข่ 🥚 โดยการกินวิตามินเสริม ลดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ อาหารแปรรูป และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

รวมถึงการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของรังไข่ เพิ่มคุณภาพของไข่ และชะลอการลดลงของ AMH ได้ ไม่ว่าจะเป็น

  • อาหารที่มีกรดโฟลิกสูง เช่น ผักใบเขียว, ถั่ว, แอปเปิ้ล, และข้าวกล้อง และมีวิตามิน B9 ช่วยให้เซลล์ไข่สามารถแบ่งตัวและพัฒนาได้สมบูรณ์ เป็นเซลล์ไข่ที่แข็งแรง และลดโอกาสความผิดปกติของโครโมโซม
  • อาหารที่มีไขมันดี เช่น ปลาแซลมอน, ปลาทูน่า, เมล็ดเชีย, อะโวคาโด, และน้ำมันมะกอก กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยต้านการอักเสบและสนับสนุนการทำงานของเซลล์ในรังไข่
  • อาหารที่มีวิตามิน D สูง เช่น ปลาแซลมอน, น้ำมันตับปลา, ไข่แดง, และผลิตภัณฑ์จากนม เพราะวิตามิน D เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของรังไข่และส่งเสริมการผลิตฮอร์โมน AMH หากขาดวิตามิน D อาจส่งผลให้มีบุตรยาก
  • อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น เบอร์รี, ผักใบเขียวเข้ม, เมล็ดทานตะวัน, และถั่ว โดยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการทำลายของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งก็รวมถึงเซลล์ในรังไข่ด้วย การกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยให้รังไข่ทำงานได้ดีขึ้น
  • อาหารที่มีไอโอดีนสูง เช่น สาหร่ายทะเล, ปลาทะเล, และเกลือเสริมไอโอดีน ซึ่งไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับการทำงานของต่อมไทรอยด์ มีผลต่อการผลิตฮอร์โมนต่างๆ การรับประทานไอโอดีนที่เพียงพอจึงช่วยเพิ่มโอกาสในการปรับสมดุลฮอร์โมน

อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองจากภายในด้วยโภชนาการที่เหมาะสมควบคู่กับการใช้ชีวิตอย่างสมดุล จะช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพไข่ รังไข่ และโอกาสในการตั้งครรภ์ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนค่ะ 💚

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.54 ❝รังไข่เสื่อม มีลูกได้ไหม❞


ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (Primary ovarian insufficiency) คืออะไร จะมีลักษณะอาการอะไรบ่งบอก แล้วส่งผลกระทบอะไรบ้าง ❝รังไข่เสื่อม มีลูกได้ไหม❞

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ 👩🏻‍⚕️💬


1:30 รังไข่เสื่อม

หมายถึง รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยที่ควรจะเป็น ปกติรังไข่จะหยุดทำงานช่วงอายุประมาณ 48-50 ปี

ในผู้หญิงที่รังไข่เสื่อม การทำงานของรังไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ แทนที่จะยังสามารถมีบุตรได้จนถึงอายุ 48-50 ปี กลับมีโอกาสที่จะมีลูกในช่วงอายุที่สั้นกว่านั้น

ซึ่งรังไข่เสื่อม ไม่ได้มีความหมายตรงกับภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย รังไข่เสื่อมเป็นคำที่พูดคุณหมอพูดเพื่อเตือนคนไข้ว่าตอนนี้ฟองไข่ที่เห็นของคนไข้มีจำนวนน้อยกว่าที่ควรตามอายุนั้นๆ อาจจะมีรังไข่เสื่อม ส่วนรังไข่เสื่อมก่อนวัยจะเป็นชื่อโรค ซึ่งการจะบอกว่าคนไข้เป็นโรคนี้ จะต้องมีเกณฑ์การวินิจฉัยที่ชัดเจนร่วมด้วย

โดยปกติแล้วรังไข่จะหยุดทำงานที่อายุเฉลี่ยประมาณ 48-50 ปี หากเป็นโรครังไข่เสื่อมก่อนวัย รังไข่จะหยุดทำงานที่ก่อนอายุ 40 ปี ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย ตรวจหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ร่วมกับการรักษา เพื่อป้องกันภาวะความเสี่ยงที่จะเกิดตามมาในอนาคต

ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยมีผลต่อสุขภาพและการมีบุตร ตามธรรมชาติแล้วหากรังไข่ยังทำงานอยู่ รังไข่จะผลิตฟองไข่ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ รวมถึงผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในร่างกาย เช่น เกี่ยวกับมวลกระดูก ความจำ สมอง หลอดเลือดและหัวใจ หากรังไข่เสื่อมก่อนวัย ฮอร์โมนเพศหญิงก็จะลดลง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพตามมา


4:13 รู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย?

หากเป็นช่วงแรกหรือยังเป็นไม่รุนแรงมาก โดยทั่วไปมักจะไม่มีอาการใดๆ อาจจะทราบเมื่อวางแผนจะมีลูก เมื่อคุณหมอทำอัลตราซาวด์แล้วไม่เห็นฟองไข่ หรือเจาะเลือดตรวจฮอร์โมนแล้วคุณหมอสงสัยว่าเป็นรังไข่เสื่อมก่อนวัย

สำหรับกรณีที่มีอาการ ก็จะสังเกตได้จากประจำเดือนเป็นหลัก โดยเกณฑ์ในการวินิจฉัย ไม่ได้ดูที่ปริมาณประจำเดือนมามากหรือน้อย แต่จะดูที่ระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือน ซึ่งผู้หญิงที่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ส่วนใหญ่แล้วประจำเดือนจะมาไม่สม่ำเสมอ ระยะห่างระหว่างรอบอาจจะสั้นบ้างยาวบ้าง โดยทั่วไปแล้วรอบประจำเดือนจะประมาณ 31 วัน หรือบวกลบ 7 วัน จะอยู่ที่ 24-38 วัน หากมีรอบสั้นหรือยาวกว่านี้ ประกอบกับการมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่าเสี่ยงเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย อย่างไรก็ตาม การที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ก็อาจมีสาเหตุที่เกิดจากอีกหลายโรคได้เช่นกัน หากมีอาการผิดปกติ แนะนำให้มาพบคุณหมอและปรึกษาว่ามีความเสี่ยงจะเป็นรังไข่เสื่อมก่อนวัยหรือไม่

นอกจากนั้นในคนที่มีภาวะรังไข่เสื่อมรุนแรงมาก อาจจะมีอาการหงุดหงิดง่ายเหมือนกับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง ปกติแล้ววัยทองอายุเฉลี่ยประมาณ 48-50 ปี ก็จะมีอาการหงุดหงิดง่ายช่วงอายุนั้น แต่ถ้ารังไข่เสื่อมรุนแรงคนไข้อาจจะมีอาการในช่วงอายุประมาณ 30 หรือ 40 ปี หรือช่วงที่รังไข่หยุดทำงานนั่นเอง หากสงสัยก็แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอ โดยจะคุณหมอจะวินิจฉัยจากอาการร่วมกับการตรวจเลือด ซึ่งดูค่าฮอร์โมนเพศหญิง คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่สร้างจากรังไข่ และฮอร์โมน FSH ที่สร้างมาจากต่อมใต้สมอง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นรังไข่ให้ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน หากรังไข่หยุดทำงานก่อนวัยหรือเสื่อมก่อนวัย ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีระดับต่ำ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองหรือ FSH ก็จะมีค่าสูงกว่าปกติ โดยคุณหมอจะเจาะเพื่อเป็นการยืนยัน 2 ครั้ง ก่อนที่จะวินิจฉัยว่ารังไข่เสื่อม โดยจะแจ้งคนไข้ว่าเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนก่อนวัย และมีโอกาสมีบุตรยากตามมา

อีกหนึ่งฮอร์โมนที่จะช่วยบอกเรื่องการทำงานของรังไข่ได้ก็คือฮอร์โมน AMH สำหรับผู้หญิงรักษาภาวะมีบุตรยาก หรือกำลังวางแผนจะมีลูกน่าจะรู้จักฮอร์โมนตัวนี้ ซึ่งเป็นการดูตั้งต้นว่ารังไข่ทำงานจะมีฟองไข่มากน้อยแค่ไหน โดยปกติแล้วฮอร์โมน AMH จะ Report เป็นช่วงอายุ ฮอร์โมน AMH จึงมีระยะค่อนข้างกว้างมาก ซึ่งในบางงานวิจัยจะมีบอกว่าอายุเท่านี้ ฮอร์โมน AMH ควรจะอยู่ประมาณเท่าไหร่

ในปัจจุบัน ฮอร์โมน AMH มีการนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น คุณหมอจึงดูค่านี้และอ้างอิงจากเกณฑ์ตามอายุ ปกติแล้วถ้าค่า AMH สูง แปลว่าการทำงานของรังไข่จะยังดี มีฟองไข่เยอะอยู่ แต่ถ้าค่า AMH ต่ำ แปลว่าการทำงานของรังไข่เริ่มไม่ดี เริ่มเสื่อมลง


9:05 ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยมีสาเหตุจากอะไร?

ส่วนใหญ่จะไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งคุณหมอจะรักษาตามผลกระทบที่ตามมาจากภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย แต่ในกรณีที่ทราบสาเหตุก็จะรักษาตามโรค เช่น ภูมิคุ้มกันตัวเองบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็น SLE หรือโรคไทรอยด์ โรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ซึ่งจะต้องมีคุณหมอเฉพาะทางที่รักษาโรคนี้ด้วย

อีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้ คือ สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น สูบบุหรี่ ได้รับสารเคมี ยาฆ่าแมลง ทำงานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี รวมไปถึงพวกโลหะหนัก ซึ่งทั้งหมดนี้มีความเสี่ยงที่อาจจะทำให้การทำงานของรังไข่ลดลงได้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของโครโมโซม หรือสารพันธุกรรมภายในร่างกาย ซึ่งโรคที่ทำให้เกิดภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยที่เจอได้ คือ Fragile X syndrome และ Turner Syndrome ที่โครโมโซม X หายไปทั้งแท่ง หรือเป็นแบบ Mosaic บางเนื้อเยื่อมีโครโมโซมที่ปกติ แต่บางเนื้อเยื่อมีโครโมโซม X หายไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนไข้จะมาด้วยเรื่องหมดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อตรวจโครโมโซมก็อาจจะเจอว่าเป็นโครโมโซมผิดปกติได้

แต่ที่พบเจอได้บ่อยในปัจจุบัน คือการรักษาโรคที่เกี่ยวกับการผ่าตัดรังไข่ หรือการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเส้นเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์หรือมดลูก ทำให้การทำงานของรังไข่ลดลงเร็วกว่าปกติ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่เคยผ่าตัดที่มีการทำงานของรังไข่ที่ดีกว่า

อีกทั้งปัจจุบัน มีการตรวจพบโรคมะเร็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งทางเลือด ที่จะต้องได้รับเคมีบำบัด ซึ่งออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย อาจจะส่งผลต่อการทำงานของรังไข่ลดลงหรือเสื่อมลงเร็วกว่าปกติได้


13:09 ทำอย่างไรให้ฟองไข่เสื่อมน้อยลง เสื่อมช้าลง หรือให้เสื่อมลงตามอายุ?

หนึ่งในสาเหตุที่ทำทำให้รังไข่เสื่อมก่อนวัย ก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมี หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้รังไข่เสื่อมลงเร็ว คุณหมอแนะนำว่าให้ดูแลตัวเอง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีนและธัญพืช งดอาหารหวาน หรืออาหารประเภทไขมัน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลเสียต่อร่างกาย และหากไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดอาจจะอุดตัน และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่ก็อาจจะมีปัญหาได้เช่นกัน

รวมไปถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มเส้นเลือด และเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะบริเวณรังไข่หรืออวัยวะสืบพันธุ์ ช่วยให้ความเสื่อมของรังไข่อาจจะน้อยลง

หากรังไข่เสื่อมแล้ว คุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย การรักษาก็คือให้ดูแลสุขภาพโดยรวม และจะพิจารณาการให้ฮอร์โมนเพื่อทดแทนฮอร์โมนที่ขาดหายไป ที่จะช่วยเรื่องหลอดเลือด ความจำ สมอง และกระดูกด้วย


15:09 ฮอร์โมนเสริมช่วยเรื่องการมีลูกหรือไม่?

ฮอร์โมนที่คุณหมอให้เป็นการทดแทนฮอร์โมนที่หายไป แต่การทำงานของรังไข่จะไม่ได้ดีขึ้น ดังนั้นรังไข่ก็ยังจะผลิตฟองไข่น้อยเหมือนเดิม ตามทฤษฎีแล้วแม้ว่ารังไข่จะหยุดทำงาน หรือเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ก็มีรายงานว่าสามารถตั้งครรภ์ได้ เพียงแต่มีโอกาสตั้งครรภ์น้อยกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้มีภาวะรังไข่เสื่อม โดยจะมีโอกาสตั้งครรภ์อยู่ที่ประมาณ 2-5% เพราะปกติการที่จะตั้งครรภ์ได้ ต้องมีการตกไข่ ถ้าใน 1 เดือนไข่ตก 1 ใบ หากรังไข่ทำงานดีมีฟองไข่ตก ก็อาจจะมีโอกาสตั้งครรภ์เดือนละ 1 ครั้ง

สำหรับผู้หญิงที่รังไข่เสื่อม การทำงานของรังไข่ไม่ดี ในช่วง 1-3 เดือน ไข่อาจจะยังไม่ตก หรือคุณภาพฟองไข่อาจจะไม่ดี ใน 1 ปีอาจจะมีไข่ตกเพียง 4 ครั้ง โอกาสตั้งครรภ์ก็จะน้อยลง นอกจากนี้การทำงานของรังไข่ที่เสื่อมลง คุณภาพฟองไข่ก็จะลดลงไปด้วย และแม้จะมีไข่ตกแต่คุณภาพฟองไข่อาจจะไม่ได้ดีเทียบเท่ากับฟองไข่ที่มาจากรังไข่ที่ทำงานปกติ


16:49 สรุปแล้ว รังไข่เสื่อมสามารถมีลูกได้หรือไม่?

ถ้าตามธรรมชาติมีโอกาสมีลูกได้ แต่เปอร์เซ็นต์ค่อนข้างน้อยประมาณ 2-5%

สำหรับผู้หญิงที่รังไข่เสื่อม การทำงานของรังไข่น้อย ควรต้องรีบ เพราะหากรอต่อไปการทำงานของรังไข่ก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆ โอกาสที่จะได้จำนวนฟองไข่และฟองไข่ที่คุณภาพดีก็จะน้อยลง

ในกรณีที่ยังไม่ได้แต่งงาน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และไม่แน่ใจว่าเป็นภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยหรือไม่ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอเพื่อวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ โดยคุณหมออาจจะแนะนำให้ฝากไข่และเก็บฟองไข่แช่แข็งไว้ก่อนที่รังไข่จะหยุดทำงาน เพื่อให้สามารถวางแผนมีลูกในอนาคตได้

หรือในกรณีที่แต่งงานแล้ว และเคยปรึกษาคุณหมอว่ามีภาวะรังไข่เสื่อม กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วอาจเป็นการเพิ่มโอกาส เนื่องจากว่าเป็นการกระตุ้นฟองไข่ และเก็บฟองไข่มาปฏิสนธิกับอสุจิภายนอก หากได้ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีก็จะย้ายกลับเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ที่สูงกว่าแบบธรรมชาติ

โดยสรุปก็คือหากมีอาการประจำเดือนผิดไม่ปกติ รอบสั้นบ้างรอบยาวบ้าง มาไม่สม่ำเสมอ หรือเริ่มมีอาการหงุดหงิดง่าย ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวัยที่จะหมดประจำเดือน อาจจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่ามีภาวะรังไข่เสื่อมหรือไม่ และควรหันมาดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานวิตามินบำรุงเสริม เพื่อเป็นการชะลอการเสื่อมของรังไข่

👩🏻‍⚕️💬 หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ IUI สามารถเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้ที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.30 ❝IUI ก็ท้องได้ ไม่ใช่เรื่องยาก❞


IUI ก็ท้องได้ ไม่ใช่เรื่องยาก วิธีนี้จะเหมาะกับใคร มีวิธีการและเปอร์เซ็นความสำเร็จเป็นอย่างไร

คุณหมอนิ-นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิค Superior A.R.T. จะมาตอบข้อสงสัยให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ 👩🏻‍⚕️💬


1:07 การทำ IUI คืออะไร

IUI (Intrauterine Insemination) คือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก ถือเป็นวิธีการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น

ในแต่ละรอบเดือน หลังจากประจำเดือนมา ไข่ในรังไข่ของฝ่ายหญิงจะค่อยๆ โตขึ้น ส่วนใหญ่จะมีไข่ 1 ใบ ที่เก่งและสามารถโตเต็มที่ จนเกิดการตกไข่ หากมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตก อสุจิจะว่ายเข้าไปเจอไข่

ถ้าไข่กับอสุจิผสมกันสำเร็จ ก็จะกลายเป็นตัวอ่อน หลังจากนั้นตัวอ่อนจะค่อยๆ แบ่งตัวระหว่างที่อยู่ในท่อนำไข่ และค่อยๆ เคลื่อนตัวมาฝังตัวในโพรงมดลูก

การทำ IUI เป็นการทำทุกอย่างให้เหมือนกับการตั้งท้องเองตามธรรมชาติ เพียงแต่คุณหมอจะมีการจัดให้ทุกอย่างแมตช์กัน นั่นคือ ให้มั่นใจว่าจะมีไข่โตในรอบเดือนนั้นๆ มีไข่ตกแน่ๆ (จากการให้ยาฉีดให้ไข่ตก) และอสุจิเข้าไปเจอไข่ในวันไข่ตกพอดี เพื่อเพิ่มโอกาสให้ท้องได้ง่ายขึ้น

เมื่อเทียบกับการมีเพศสัมพันธ์เองตามธรรมชาติ อสุจิจะถูกหลั่งอยู่ที่บริเวณปลายช่องคลอด หลังจากนั้นอสุจิจะว่ายเข้าไปในโพรงมดลูกจนถึงท่อนำไข่ และผสมกับไข่บริเวณท่อนำไข่

ระยะที่อสุจิต้องว่ายมาเจอไข่ จากช่องคลอดขึ้นมาที่โพรงมดลูกจะอยู่ที่ประมาณ 8 เซนติเมตร ส่วนท่อนำไข่ก็ประมาณ 8 เซนติเมตรเช่นกัน อสุจิจึงต้องเดินทางไกลเกือบ 15-20 เซนติเมตร ในระหว่างทางนี้ อสุจิที่ไม่แข็งแรง ก็ทยอยตายไป และอาจไปไม่ถึงไข่ก็ได้

ในการฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก จะปล่อยอสุจิที่ด้านบนของโพรงมดลูก ซึ่งเป็นการย่นระยะทางที่อสุจิต้องว่ายไปเจอไข่ครึ่งหนึ่ง การทำ IUI จึงช่วยให้ไข่กับอสุจิเจอกันได้ง่ายขึ้น และเจอกันได้ตรงวันมากขึ้น เพื่อให้ทุกอย่างแมตช์กันมากที่

4:24 การทำ IUI เหมาะกับใคร?

ฝ่ายหญิง

  • ผู้หญิงที่อายุไม่มาก แม้จะไม่ได้มีการตัดเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าอายุเท่าไหร่ถึงไม่ควรทำ IUI แต่โดยเฉลี่ยหากอายุเกิน 38 ปี ซึ่งอาจมีจำนวนไข่น้อยลง บางรอบเดือนอาจไม่มีไข่ตก และไข่ที่ตกก็อาจจะเป็นไข่ที่โครโมโซมผิดปกติได้ ทำให้เปอร์เซ็นต์การท้องจากการทำ IUI ลดลงตามอายุที่มากขึ้น
  • ผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องความผิดปกติของการโตและตกของไข่ เช่น PCOS หากคนไข้เป็น PCOS ที่ไม่ดื้อยา ตอบสนองต่อยากินหรือยาฉีด อายุไม่มาก ถือเป็นคนไข้ที่เหมาะสมสำหรับการทำ IUI อีกทั้งยังมีโอกาสท้องมากกว่าคนไข้อื่นๆ
  • ผู้หญิงที่ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น แฟนหลั่งไม่ได้ หรืออวัยวะเพศไม่แข็งตัว ทำให้ไม่สามารถปล่อยอสุจิเข้าไปในช่องคลอดได้ การทำ IUI จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยส่งอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้
  • ฝ่ายหญิงต้องมีท่อนำไข่ที่ไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง เพราะหากท่อนำไข่ตัน ไข่กับอสุจิจะไม่สามารถมาเจอกันได้

ฝ่ายชาย

อสุจิของฝ่ายชายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของ IUI พอสมควร โดยอสุจิควรจะอยู่ในค่าปกติ หรือต่ำกว่าปกติไม่มาก จำนวนความเข้มข้นของอสุจิหลังจากที่ปั่นล้างควรมีจำนวนตัววิ่งอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัวขึ้นไป ถ้าจะให้ดีควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 ล้านตัว ซึ่งมีโอกาสฉีดเชื้อแล้วสำเร็จได้ดี

หากอสุจิมีจำนวนน้อยมาก เช่น มีแค่ 1 ล้านตัวหรือน้อยกว่า โอกาสท้องจาก IUI ก็จะน้อย คุณหมออาจจะแนะนำให้เลือกทำเด็กหลอดแก้วแทน

9:15 ขั้นตอนของการทำ IUI เป็นอย่างไร?

เริ่มจากมีประจำเดือนมาวันแรก จะนับเป็นวันที่ 1 ของรอบเดือน คุณหมอจะนัดคนไข้มารับยากระตุ้นไข่ประมาณวันที่ 3 หรือไม่เกินวันที่ 5 ของรอบเดือน

หลังจากนั้นประมาณวันที่ 12-14 ของรอบเดือน คุณหมอจะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อดูว่ามีไข่โตไหม ขนาดใช้ได้หรือยัง เยื่อบุโพรงมดลูกหนาพอเหมาะสมหรือไม่ หากไข่โตประมาณ 18-20 มิลลิเมตร คุณหมอจะฉีดยาให้ไข่ตก หลังจากนั้น 36-42 ชั่วโมง คุณหมอจะนัดให้คนไข้มาทำ IUI หรือฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก

10:33 การเตรียมตัวสำหรับคู่ที่จะทำ IUI

ฝ่ายชายคุณหมอแนะนำให้หลั่งอสุจิทิ้งก่อน หลังจากนั้นให้งดหลั่งก่อนถึงวันที่จะเก็บอสุจิเพื่อใช้ IUI ประมาณ 3-5 วัน เพื่อให้ได้อสุจิที่จำนวนและ % ตัววิ่งที่เหมาะสมที่สุด

ส่วนฝ่ายหญิงทำตัวสบายๆ เมื่อมาถึงคลินิก ฝ่ายชายก็ไปเก็บอสุจิเองและนำใส่ในถ้วยปราศจากเชื้อ หลังจากนั้นอสุจิจะถูกนำไปปั่นล้างด้วยวิธี Density Gradients หรือ Swim-up ขึ้นอยู่กับจำนวนอสุจิเริ่มต้นว่ามีมากน้อยแค่ไหน และจะล้างเอาเม็ดเลือดขาวและเซลล์อักเสบออก

หลังจากนั้นจะถึงขั้นตอนทำ IUI คุณหมอจะใส่เครื่องมือ speculum เข้าไปในช่องคลอดเพื่อให้เห็นปากมดลูกของฝ่ายหญิง และจะใช้สายอ่อนๆ นุ่มๆ เหมือนหลอดนมยาวๆ สอดเข้าไปจนถึงด้านบนของโพรงมดลูก และจะฉีดอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกด้านบน ซึ่งแรงฉีดจะทำให้อสุจิวิ่งเข้าไปในท่อนำไข่ได้ดีขึ้น ช่วงเวลาที่ฉีดจะเป็นช่วงใกล้ไข่ตกมากที่สุด

เมื่อไข่และอสุจิผสมกันแล้วจะกลายเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนจะค่อยๆ แบ่งตัวพัฒนาไปเรื่อยๆ ระหว่างที่เดินทางจากท่อนำไข่เข้ามาฝังตัวในโพรงมดลูก โดยจะใช้เวลาประมาณ 7 วันหลังจากวันที่ทำ IUI

หลังจากที่ฉีดเชื้อเรียบร้อย ฝ่ายหญิงจะนอนพักประมาณ 30 นาที เพื่อให้อสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกได้ดีขึ้น และในวันนั้นแนะนำให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย เพื่อจะได้เพิ่มจำนวนอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกมากที่สุด

ถึงแม้ว่าปริมาณอสุจิในการมีเพศสัมพันธ์ตามหลังจะน้อยลง แต่เป็นการเพิ่มอสุจิเข้าไปอยู่ในมดลูกให้มากที่สุด เพิ่มโอกาสที่อสุจิจะเข้าไปเจอกับไข่ได้มากขึ้น

หลังจากฉีดเชื้อประมาณ 1-2 วัน คุณหมอจะให้ยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น หลังจากฉีดเชื้อแล้ว คนไข้ไม่จำเป็นต้องนอนนิ่งๆ เหมือนกับกรณีคนไข้ที่ย้ายตัวอ่อนจากการทำเด็กหลอดแก้ว โดยสามารถทำกิจกรรมทุกอย่างได้ตามปกติ เพราะหลังจากที่ตัวอ่อนปฏิสนธิยังต้องใช้เวลาเกือบ 1 สัปดาห์ ถึงจะเข้ามาฝังตัวในโพรงมดลูก เพราะฉะนั้นการทำ IUI จึงไม่จำเป็นต้องหยุดงานเพื่อนอนพักอยู่ที่บ้าน สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

15:21 หลังจากทำ IUI นานแค่ไหนควรตรวจการตั้งครรภ์?

ประมาณ 14 วัน หลังจากวันที่ทำ IUI ก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์แบบตรวจจากปัสสาวะได้แล้ว หากตรวจพบว่าตั้งครรภ์ คุณหมอแนะนำให้มาตรวจเจาะเลือดเพื่อคอนเฟิร์ม และนัดอัลตราซาวด์เพื่อตรวจติดตามดูถุงการตั้งครรภ์และหัวใจลูกต่อไป

16:45 เปอร์เซ็นต์ท้องของ IUI อยู่ที่เท่าไหร่?

โดยเฉลี่ยแล้ว เปอร์เซ็นต์ท้องเองตามธรรมชาติรวมกันทุกช่วงอายุ จะอยู่ที่ประมาณ 4% ต่อรอบ

การทำ IUI เปอร์เซ็นต์ท้องจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า อยู่ที่ประมาณ 10-15% แต่หากฝ่ายหญิงอายุน้อย เช่น อายุไม่เกิน 30 ปี และฝ่ายชายไม่มีปัญหาเรื่องอสุจิ โอกาสท้องจะสูงขึ้นได้ถึง 20% ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีปัญหาอะไร เช่น อาจจะมีเพศสัมพันธ์ไม่ตรงวัน อสุจิวิ่งช้านิดหน่อย ก็อาจจะท้องได้จากการทำ IUI รอบที่ 1-2

18:01 IUI สามารถทำได้กี่รอบ?

ปกติแล้วเปอร์เซ็นต์ท้องของ IUI 1 รอบ จะอยู่ที่ 10-15% หากทำหลายรอบ อัตราการท้องสะสมจะสูงขึ้น และจะสูงสุดอยู่ที่ 6 รอบ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าเราควรทำ IUI ไม่เกิน 6 รอบ เพราะหากทำเกิน 6 รอบ เปอร์เซ็นต์ท้องก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งคุณหมอสังเกตว่า ถ้าคนไข้จะท้องจาก IUI มักจะท้องที่รอบแรกหรือรอบสอง หากคนไข้ยังไม่อยากทำเด็กหลอดแก้ว ก็สามารถทำ IUI ต่อได้เรื่อยๆ แต่โอกาสท้องอาจจะไม่ได้มากนัก

19:14 หากทำ IUI แล้วไม่สำเร็จ ควรจะทำอย่างไร?

หากทำ 1-2 รอบแล้วไม่สำเร็จ โดยทุกรอบมีไข่โตดี เยื่อบุโพรงมดลูกสวย ฉีดอสุจิตรงกับวันที่ไข่ตกพอดี คุณหมออาจจะให้ไปฉีดสีเพื่อตรวจว่าท่อนำไข่ตันหรือไม่ หากฉีดสีแล้วพบว่าท่อไม่ตัน และคนไข้ยังอยากทำ IUI ต่อ ก็สามารถทำได้ แต่หากฉีดสีแล้วพบว่าท่อตัน ก็ควรเลือกไปทำเด็กหลอดแก้วแทน

โดยส่วนใหญ่ หาก IUI ไม่สำเร็จ แล้วคนไข้ยังอยากทำ IUI ต่อ ก็สามารถทำได้ หากไม่ได้มีปัจจัยที่ไม่ควรทำต่อ แต่ถ้าหากพิจารณาเลือกไปทำเด็กหลอดแก้ว ก็จะมีเปอร์เซ็นต์ท้องที่สูงกว่า

ข้อแตกต่างของเด็กหลอดแก้วกับ IUI คือ จำนวนไข่ต่อรอบ เนื่องจาก IUI คือการท้องเองตามธรรมชาติ ดังนั้นสามารถกระตุ้นให้มีไข่โตได้อย่างมากประมาณ 1-2 ใบต่อรอบ ถ้าไข่มากกว่านี้ อาจจะเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์แฝดโดยเฉพาะแฝด 3 แฝด 4 ซึ่งจะอันตรายต่อคุณแม่อย่างมาก

ดังนั้น แม้ว่าตอน Day 2 หรือ Day 3 จะเห็นไข่ 15 ใบ หลังทานยากระตุ้นให้ไข่โตเพื่อทำ IUI สุดท้ายจะเหลือไข่เพียง 1-2 ใบ แต่การทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งใช้ยาฉีดกระตุ้นให้ไข่โต จะทำให้ไข่ทั้ง 15 ใบโตขึ้นพร้อมๆ กัน ได้จำนวนไข่ต่อรอบมากกว่า จึงมีโอกาสมากกว่าท้องตามธรรมชาติหรือ IUI เพราะฉะนั้นในกรณีคนไข้ที่อายุค่อนข้างมาก เช่น ใกล้ 40 ปี หรือเคยตรวจพบว่ามีจำนวนไข่ไม่เยอะมาก หรืออสุจิไม่ได้ดีมาก หาก IUI แล้วไม่สำเร็จ คุณหมออาจจะไม่แนะนำให้คนไข้ทำ IUI ต่อไปเรื่อยๆ ถึง 5-6 รอบ แต่จะแนะนำให้ไปทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อจะได้มีโอกาสตั้งครรภ์ที่ดีกว่าและเร็วกว่าการทำ IUI

21:58 กินยากระตุ้นไข่กับฉีดยากระตุ้นไข่ใน IUI มีความแตกต่างกันหรือไม่?

ปกติจะเริ่มจากยากินเป็นหลักก่อน โดยหวังผลให้ได้ไข่จำนวนประมาณ 1-2 ใบต่อรอบ

หากทานยาแล้วตอนสนองไม่ดี ก็จะพิจารณาใช้ยาฉีดกระตุ้นไข่ในปริมาณต่ำๆ เพื่อกระตุ้นให้ไข่โต

24:03 ฉีดสีท่อนำไข่จำเป็นหรือไม่?

หากสงสัยว่าอาจจะมีท่อนำไข่ตัน เช่น มีประวัติเคยผ่าตัด โดยเฉพาะตรงบริเวณรังไข่หรือท่อนำไข่ เช่น ซีสต์หรือถุงน้ำรังไข่ โดยเฉพาะช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งด้วยตัวโรคเองทำให้เกิดพังผืด รวมถึงพังผืดจากการผ่าตัด จะทำให้ท่อนำไข่ตันได้ หรือคนที่มีประวัติปวดท้องประจำเดือนเรื้อรัง มีประวัติมดลูกอักเสบติดเชื้อ อัลตราซาวด์แล้วเห็นท่อนำไข่บวม ก่อนทำ IUI คุณหมอจะแนะนำให้ฉีดสีเพื่อตรวจดูท่อนำไข่ก่อน แต่ถ้าไม่ได้มีประวัติชัดเจน คุณหมออาจจะลองฉีดเชื้อก่อน หากไม่สำเร็จถึงจะแนะนำให้ตรวจเพิ่ม

25:36 วันที่ฉีดเชื้ออสุจิ 5 ล้านตัว ปริมาณเป็นอย่างไร?

ในการเตรียมเชื้อสำหรับทำ IUI อสุจิจะหายไปประมาณ 1 ใน 10 หากเริ่มต้นมีอสุจิ 50 ล้านตัว หลังจากเตรียมแล้วส่วนใหญ่จะเหลือประมาณ 5-10 ล้านตัว เพราะฉะนั้นในคนไข้ที่อสุจิน้อยมากตั้งแต่แรก หลังจากเตรียมอสุจิอาจจะเหลือน้อยจนมีโอกาสที่จะสำเร็จยาก อย่างไรก็ตาม คุณหมอเคยฉีด IUI หลังจากที่เตรียมแล้ว เชื้อตัววิ่งเหลืออยู่ 3 แสน คนไข้ก็ท้องได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส ในการฉีดเชื้อที่มีปริมาณน้อย คุณหมอจะใส่สายเข้าไปให้ลึกขึ้น เพื่อให้ฉีดเข้าไปให้อสุจิได้ใกล้ไข่มากขึ้น ซึ่งอาจจะต้องดูผลของน้ำเชื้อร่วมด้วย แต่ตัวเลขที่เหมาะสมก็คือ หลังจากที่เตรียมแล้ว ได้ตัววิ่งอยู่ที่ 5-10 ล้านตัวขึ้นไป เป็นตัวเลขที่ถือว่าเหมาะสม โอกาสท้องดีสำหรับการทำ IUI

27:17 หลังจากทำ IUI แล้วให้มีเพศสัมพันธ์ แนะนำเป็นช่วงเช้าหรือกลางคืน?

แนะนำเป็นช่วงกลางคืน ถ้านัดมาทำ IUI ในช่วงเวลากลางวัน และคาดว่าไข่จะตกในช่วงวันนั้น กลับบ้านไปคืนนั้นไปมีเพศสัมพันธ์กัน ถ้าไปทำเช้าอีกวันหนึ่งไข่อาจจะตกเลยไปไกล สรุปก็คือให้อสุจิเข้าไปอยู่ในโพรงมดลูกให้มากที่สุด ในช่วงเวลาที่ใกล้ไข่ตกมากที่สุด

👩🏻‍⚕️💬 หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ IUI สามารถเข้ามาปรึกษาคุณหมอได้ที่ Superior A.R.T. ได้ทุกวัน

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

IUI ทางเลือกระดับเริ่มต้นสำหรับคนอยากมีลูก

IUI ทางเลือกระดับเริ่มต้นสำหรับคนอยากมีลูก

อยากมีลูก จะเริ่มต้นด้วยวิธีใดได้บ้าง?

IUI หนึ่งในทางเลือกระดับเริ่มต้น ของการรักษาภาวะการมีบุตรยาก ด้วยการนำเชื้ออสุจิที่ผ่านกระบวนการคัดกรองและผ่านการเตรียมจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยให้ได้อสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ฉีดกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง

โดยวิธี IUI นี้ เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ฝ่ายชายมีปริมาณอสุจิและการเคลื่อนไหวของอสุจิอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเล็กน้อย และฝ่ายหญิงไม่พบว่ามีท่อนำไข่ตัน

สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะจะทำ IUI หรือไม่ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอที่คลินิก Superior A.R.T. โดยสามารถคลิกที่ปุ่มนัดปรึกษาแพทย์ ได้ที่มุมขวาบนได้เลยค่ะ 👩🏻‍⚕️🧑🏻‍⚕️

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : Checklist 3 กลุ่มเสี่ยง ได้ลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม

Checklist 3 กลุ่มเสี่ยงได้ลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า

3 กลุ่มเสี่ยงได้ลูกเป็นโรคทางพันธุกรรม … คุณพ่อคุณแม่บางคนแม้จะดูสุขภาพแข็งแรง แต่ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมให้กับลูกได้โดยไม่รู้ตัว

ดร.เก๋ เกษร ผู้จัดการห้องปฏิบัติการด้านพันธุศาสตร์ จะมาเล่าให้ฟังว่าคุณพ่อคุณแม่กลุ่มไหนบ้างที่มีความเสี่ยง เพื่อจะได้เตรียมตัวตั้งแต่แรก และสร้างความแข็งแรงให้กับลูกน้อยที่จะเกิดมาในอนาคตกันค่ะ 👩🏻‍🔬


ของขวัญชิ้นแรกที่ล้ำค่าสำหรับลูกน้อย คัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน หลีกเลี่ยงโรคธาลัสซีเมีย

การตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน หลีกเลี่ยงโรคธาลัสซีเมีย

การตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน 💝 ของขวัญชิ้นแรกให้ลูกน้อย

รู้หรือไม่ “ธาลัสซีเมีย” คือโรคเลือดจางชนิดหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม และอาจส่งผลถึงลูกน้อย แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะดูแข็งแรงสมบูรณ์ก็ตาม …มากไปกว่านั้น หากทั้งคุณพ่อคุณแม่ต่างมียีนแฝงธาลัสซีเมีย ลูกน้อยก็มีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงสูงถึง 25%

จะดีกว่าไหม หากเราสามารถมอบของขวัญชิ้นแรกที่ล้ำค่าให้ลูกน้อย เพื่อให้เขามีสุขภาพที่แข็งแรง ปลอดจากโรคร้ายทางพันธุกรรม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนได้ตั้งแต่วันนี้ โดยการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการตั้งครรภ์ ด้วยเทคโนโลยี PGT-M/A เทคนิคการคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนในครอบครัวที่เป็นโรคทางพันธุกรรม หรือได้รับการยืนยันว่ามีประวัติเป็นโรคทางพันธุกรรม

เทคนิค การตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน

ที่ Superior A.R.T. จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Karyomapping ในการ ”คัดเลือกตัวอ่อนที่ปราศจากโรคทางพันธุกรรม” โดยสามารถตรวจหาและยืนยันความผิดปกติของยีนได้ เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคเลือดไหลไม่หยุด โรคถุงน้ำในไต โรคฮันติงตัน โรคผิวเผือก อาการตาบอดสี โรคท้าวแสนปม โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA และโรคอื่นๆ อีกมากกว่าพันโรค

โดยเทคนิคนี้จะช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้มากขึ้น เพราะสามารถเลือกเฉพาะตัวอ่อนที่แข็งแรง ปราศจากยีนก่อโรค ก่อนฝังกลับเข้าสู่ครรภ์ ซึ่งมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือกว่า 95% เพื่อให้ลูกน้อยของคุณเติบโตอย่างมีสุขภาพดีและแข็งแรงสมบูรณ์นั่นเองค่ะ 😊

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ธาลัสซีเมีย รักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกได้โดยตรง จึงเป็นเรื่องที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังวางแผนจะมีบุตรเกิดความกังวลไม่น้อย และมีคำถามตามมาว่า

“ ธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่? ”

วันนี้คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาไขข้อสงสัยให้ได้ทราบกันค่ะ 😊