CEO’s Guide to Family Planning : EP. 3 The Portfolio: “Your Strategic Options: A Portfolio of Solutions”

วางแผนครอบครัว EP 3

วางแผนครอบครัว EP.3

The Portfolio: ทางเลือกในการวางแผนเพื่ออนาคตครอบครัว

ผู้บริหารที่ดีไม่ใช่คนที่มีแค่ “หนึ่งทางเลือก” แต่คือคนที่รู้จัก สร้างตัวเลือก ไว้ล่วงหน้า 💡

การวางแผนมีบุตรก็เช่นเดียวกัน ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องมีแผนสำรองและเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

  • บางคนเริ่มต้นด้วย การตรวจสุขภาพคู่สมรสก่อนตั้งครรภ์
    เหมือนการทำ Due Diligence ให้มั่นใจว่าร่างกายพร้อมแค่ไหน และควรปรับอะไรบ้าง
  • บางคนเลือก การแช่แข็งไข่ ในช่วงอายุ 28–35 ปี
    เพื่อ “ซื้อเวลา” และรักษาคุณภาพไข่ไว้ในช่วงที่ดีที่สุด เหมือนการทำสัญญาล่วงหน้าให้กับอนาคตของตัวเอง
  • บางคนเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอน การทำ IVF / ICSI
    ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จโดยตรง โดยเฉพาะเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี หรือมีปัจจัยเฉพาะที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

ผมมองว่าทางเลือกเหล่านี้เปรียบเสมือนการจัดพอร์ตโฟลิโอ 3 ระดับ:

  • Foundation – สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นวางแผน
  • Optimization – สำหรับผู้ที่อยากล็อกโอกาสในอนาคต
  • Precision – สำหรับการตัดสินใจที่ต้องการความแม่นยำสูงสุด

สิ่งสำคัญที่ผมเรียนรู้ในฐานะผู้บริหาร คือ “เวลา” ไม่สามารถซื้อกลับมาได้  ยิ่งรอนาน ยิ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น การทำ ICSI ตอนอายุ 40 อาจต้องจ่ายแพงกว่าการวางแผนแช่แข็งไข่ตั้งแต่อายุ 30 ถึงสามเท่า ทั้งในแง่เวลา ค่าใช้จ่าย และสุขภาพจิต นี่คือ Cost of Delay ที่ไม่มีใครอยากเจอ

👨‍⚕️ Superior A.R.T. ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการทางการแพทย์ เราเข้าใจวิธีคิดแบบผู้นำ พร้อมเป็น “ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ชีวิต” ที่วางแผนร่วมกับคุณ ด้วยดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด สามารถปรับแผนทำนัดได้ตามความเหมาะสมกับผู้รับบริการ มีการสื่อสารที่ชัดเจน โปร่งใส และให้การดูแลคุณเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

เพราะการตัดสินใจที่ดีที่สุด มาจากข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด และทีมที่เข้าใจคุณจริงๆ

เลือกวางแผนตั้งแต่วันนี้ได้ที่ ✅Line: @SuperiorART เพื่ออนาคตครอบครัวที่มั่นคงและมีทางเลือกมากกว่า

ในตอนต่อไป ผมจะพาคุณไปฟัง “เสียงจริงจากผู้บริหาร” ที่ผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว เพื่อพิสูจน์ว่าการมีลูก ไม่ใช่อุปสรรคของความสำเร็จ แต่คือเหตุผลที่ทำให้ความสำเร็จนั้นมีความหมายมากขึ้น 💙

ถามหมอ 💬 กับหมอโฟม : ท้องแล้วมีเลือดออก สัญญาณอันตราย หรือปกติ

ถามหมอกับหมอโฟม : ท้องแล้วมีเลือดออก สัญญาณอันตราย หรือปกติ

ท้องแล้วมีเลือดออก คือ หนึ่งในความกังวลของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก การมีเลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ ซึ่งอาจมีเลือดออกเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงเลือดออกมาก ทำให้คุณแม่อดกังวลไม่ได้ว่าอาการดังกล่าวถือว่าปกติ หรือเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์?

คุณหมอโฟม — พญ.ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาไขข้อสงสัย 5 สาเหตุหลักที่อาจทำให้มีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.57 ❝เพิ่มโอกาสมีลูกตามธรรมชาติ ด้วยการนับวันไข่ตก❞

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเผชิญปัญหามีบุตรยาก ทั้งที่พยายาม เพิ่มโอกาสมีลูกตามธรรมชาติ ด้วยการนับวันไข่ตก และมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่เหมาะสม แต่น้องก็ไม่มาสักที หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่า… ที่เรานับวันไข่ตกนั้นถูกต้องหรือไม่? หรือมีปัจจัยด้านพฤติกรรมและสุขภาพใดที่ควรปรับปรุงเพิ่มเติม? ใน EP. 57 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาไขข้อสงสัย พร้อมแนะนำวิธีเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้กับคุณ

ปัจจัยที่ทำให้มีลูกยาก 2:22

ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องอายุ เมื่อผู้หญิงอายุเยอะขึ้น โอกาสในการตั้งครรภ์ก็ลดลง ซึ่งอายุเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ฉะนั้นจึงต้องมาแก้ไขเรื่องปัจจัยอื่นๆ

ก่อนจะเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ มีข้อที่เราควรคำนึงถึง 5 ข้อ ได้แก่

1. Fertile Window ช่วงเวลาในรอบเดือนที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด 2:51

ต้องรู้ว่า Fertile Window เป็นช่วงไหนของรอบเดือน

ตามหลักการจะเป็นช่วงก่อนตกไข่ 5 วัน โดยเฉพาะ 1-3 วันก่อนวันคาดการณ์ว่าไข่จะตก จะเป็นช่วงที่มีโอกาสการตั้งครรภ์สูงสุด แต่เมื่อไข่ตกไปแล้ว หลังจากนั้นโอกาสการตั้งครรภ์จะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อสเปิร์มเข้าไปอยู่ในร่างกายของผู้หญิงจะใช้เวลาเดินทางและสามารถรอไข่ตกได้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าไข่ตกไปแล้ว ไข่จะรอสเปิร์มได้ไม่นาน ไข่จะมีอายุประมาณ 24 ชม. และจะฝ่อไป ทำให้หลังการตกไข่ไปแล้ว ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้น โอกาสการตั้งครรภ์อาจจะลดลง

2. ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ 4:03

มีการศึกษาในผู้ชายที่มีการหลั่งน้ำเชื้ออย่างสม่ำเสมอ เทียบกับคนที่หลั่งโดยเว้นระยะ แบบไหนถึงจะมีผลทำให้คุณภาพของเชื้อลดลง พบว่าผู้ชายที่เก็บน้ำเชื้อไว้นานเกิน 5 วัน น้ำเชื้อที่หลั่งออกมามีสเปิร์มตัวใหม่ๆ ที่เพิ่งสร้างน้อยลง และตัวสเปิร์มที่ตายอาจจะมีมากกว่า ซึ่งถ้าตรวจสเปิร์มจะเห็นว่าเปอร์เซ็นต์จำนวนตัวอสุจิที่เคลื่อนไหวดีอาจจะน้อยลง เพราะตัวสเปิร์มเก่าที่อยู่มานานมีจำนวนมากกว่า ตัวที่มีชีวิตปกติจึงมีเปอร์เซ็นต์ลดลงได้ นั่นคือ ถ้าเก็บไว้นานเกินกว่า 5 วัน หรือเกิน 7 วันขึ้นไป คุณภาพเชื้ออาจจะไม่ดี

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเพศสัมพันธ์ถี่เกินไป คุณภาพของสเปิร์มก็จะลดลงเพราะสร้างไม่ทัน จำนวนตัวก็จะลดลง จำนวนตัวที่เคลื่อนไหวอาจจะดี แต่ปริมาณตัวอสุจิต่อการหลั่งอาจจะน้อยลง ซึ่งปกติจะพบว่ามีผลน้อยลง ถ้าหลั่งถี่เกินกว่า 1-2 วัน ถ้าถี่มากกว่านั้นจะทำให้คุณภาพลดลงได้

แล้วในช่วงที่รู้ว่าไข่ตก ควรมีเพศสัมพันธ์บ่อยแค่ไหน?

แน่นอนว่าถ้าห่างไปก็ไม่ดี เพราะคุณภาพเชื้อจะไม่ดี และถ้าถี่ไป เมื่อตรวจคุณภาพเชื้อก็ไม่ดีเช่นกัน ซึ่งระยะเวลางดหลั่งที่ดีที่สุด คือ ช่วง 2-5 วัน

โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบว่า ถ้ามีเพศสัมพันธ์ครั้งเดียวในช่วงวันใกล้ไข่ตก (1-2 วันก่อนไข่ตก) เทียบกับการมีหลายๆ ครั้งในช่วง 5 วันก่อนที่ไข่จะตก อาจจะวันละครั้งหรือวันเว้นวัน พบว่าหากมีมากกว่า 1 ครั้ง ในช่วงก่อนไข่ตก 5 วัน โอกาสการตั้งครรภ์ไม่ได้แตกต่างกัน ไม่ว่าจะมีทุกวัน ทุก 2 วัน หรือมีทุก 3 วัน อย่างน้อยให้มีมากกว่า 1 ครั้ง จะเพิ่มปริมาณของอสุจิที่เข้าไปในมดลูก และไปปฏิสนธิได้ เทียบกับมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่ตกหรือใกล้ๆ ไข่ตกแค่ครั้งเดียว โอกาสการตั้งครรภ์ก็จะลดลง คุณหมอแนะนำว่าภายใน 5 วันก่อนไข่ตก ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้น ไม่ว่าจะทุกวัน วันเว้นวัน หรือวันเว้น 2 วัน แน่นอนว่ามีประโยชน์หมด ไม่แตกต่างกัน

3. เทคนิคการตรวจวันที่ไข่ตก 7:18

การที่จะรู้ว่าเมื่อไรไข่จะตก มีเทคนิคการตรวจได้หลายแบบ วิธีง่ายๆ คือการใช้ปฏิทินในการนับวัน นับว่าความยาวรอบเดือนกี่วัน โดยนับจากวันแรกที่ประจำเดือนมา ไปจนถึงวันที่ประจำเดือนมาวันแรกของรอบถัดไป ถ้าความยาวรอบเดือนคือ 28 วัน ไข่จะตกในวันที่ 14 ของรอบเดือน หลังจากไข่ตกไปแล้ว หากไม่เกิดการปฏิสนธิ หลังจากนั้นอีก 14 วันประจำเดือนก็จะมา

ยกตัวอย่าง หากความยาวรอบเดือนคือ 29 วัน วันที่ไข่ตก คือ ความยาวรอบเดือน ลบด้วย 14 วัน จะเป็น 29 – 14 = 15 ไข่จะตก วันที่ 15 ของรอบเดือน หากความยาวรอบเดือนเป็น 32 วัน เมื่อลบด้วย 14 ไข่ก็จะตกวันที่ 18 ของรอบเดือน ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ในกรณีที่รอบเดือนของคนไข้มาสม่ำเสมอ แต่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ จะใช้วิธีนี้ในการคำนวณไม่ได้ เพราะไข่จะตกไม่สม่ำเสมอและไม่รู้วันที่ไข่ตกแน่นอน ซึ่งวิธีนี้เป็นการนับด้วยตัวเองโดยใช้ปฏิทิน ส่วนแอปพลิเคชั่นช่วยจดบันทึกประจำเดือน จะช่วยคำนวณวันให้เรา ซึ่งเหมาะกับคนไข้ที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอ แต่ถ้ารอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ จะทำให้เราไม่ทราบวันที่ไข่ตกชัดเจน จึงมีความคลาดเคลื่อนได้

นอกจากการนับวันปฏิทินหรือแอปพลิเคชั่นแล้ว ก็มีวิธีอื่นที่อาจจะช่วยยืนยันว่ามีไข่ตกจริง

  • ดูลักษณะของตกขาว

ช่วงใกล้ๆ ไข่ตก ไปจนถึงช่วงหลังไข่ตกระยะหนึ่ง ลักษณะของตกขาวจะมีสีใสๆ ถ้าเอามือจับจะรู้สึกว่ายืดออกมาเป็นเส้นยาว ซึ่งเป็นลักษณะของตกขาวที่เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงช่วงใกล้ไข่ตก อาจจะบอกได้คร่าวๆ ว่าช่วงนั้นไข่ใกล้ตก

  • วัดอุณหภูมิ

ใช้หลักการที่หลังไข่ตกจะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนหลั่งออกมา ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงเปลี่ยน วิธีการก็คือจะวัดอุณหภูมิร่างกายตอนเช้าหลังตื่นนอนทุกวัน และจดบันทึกไว้ เมื่อไข่ตกอุณหภูมิร่างกายของผู้หญิงอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นประมาณ 0.3-0.5 องศาเซลเซียส ซึ่งค่อนข้างน้อยมากและอาจจะระบุได้ค่อนข้างยากกว่าไข่จะตกช่วงไหน ส่วนหนึ่งเพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นคือไข่ตกไปแล้ว จึงเป็นการบอกย้อนหลัง ถ้าใช้อุณหภูมิอย่างเดียวในการดู อาจจะช่วยได้ไม่มาก ควรใช้วิธีอื่นร่วมด้วย และใช้การวัดอุณหภูมิเป็นการยืนยันว่ามีไข่ตกจริงๆ

  • การตรวจ LH Test หรือการตรวจปัสสาวะเพื่อหาการตกไข่

ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนแผ่นตรวจการตั้งครรภ์ และจะจุ่มที่ปัสสาวะ โดยหลักการจะตรวจหาฮอร์โมนที่ทำให้ไข่ตก เมื่อตรวจแล้วขึ้น 2 ขีดเข้ม แปลว่า พบฮอร์โมนนี้ หมายความว่า 12-24 ชม. ถัดไป ไข่จะตก ซึ่งวันนี้จะเริ่มตรวจ LH Test คำนวณโดยการนับปฏิทินดูความยาวของรอบเดือน ลบด้วย 14 วัน จะเป็นวันคาดการณ์ว่าไข่จะตก

เช่น ประจำเดือนรอบที่แล้วมาวันที่ 1 และรอบนี้ประจำเดือนมาวันที่ 30 หมายความว่า ความยาวรอบเดือนคือ 29 วัน นำมาลบด้วย 14 (29-14=15) วันที่ไข่ตกคือวันที่ 15 ของรอบเดือน

การตรวจ LH Test เป็นการตรวจหาฮอร์โมนที่ทำให้ไข่ตก ซึ่งจะต้องเกิดก่อนวันที่ไข่ตกจริง จึงต้องเริ่มตรวจก่อนวันที่คาดการณ์ว่าไข่จะตก เช่น วันที่ไข่ตกคือวันที่ 15 ของรอบเดือน ต้องย้อนกลับไป 2-3 วัน จึงเริ่มตรวจการตกไข่ ถ้าตรวจแล้วขึ้น 2 ขีดเข้ม แนะนำให้มีเพศสัมพันธ์กันในช่วงนั้น เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

ส่วนวิธีการ Re-check ว่าเราระบุวันไข่ตกได้แม่นยำหรือไม่ คือจดในปฏิทินว่าคิดว่าไข่ตกวันนี้ และมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนั้น หากคำนวณทุกอย่างถูกต้อง ถ้าไข่ตกแล้วมีการปฏิสนธิขึ้นก็จะเกิดการตั้งครรภ์ แต่หากคำนวณถูกวันแล้วแต่มีปัจจัยอื่นๆ เช่น คุณภาพเชื้อไม่ดี แล้วไม่เกิดการตั้งครรภ์ อีก 14 วันถัดมา ประจำเดือนจะต้องมา แปลว่าเราคำนวณถูกแต่ไม่ท้อง

4. ข้อปฏิบัติในการมีเพศสัมพันธ์ที่มีส่วนช่วยให้โอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น 14:57

หลายคนอาจจะคิดว่าหลังมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงจำเป็นต้องนอนเฉยๆ นาน 30 นาที ถึง 1 ชม. หรือนอนยกขาสูง เพื่อให้อสุจิสามารถอยู่ในช่องคลอดได้นาน ซึ่งจากการศึกษาหลายๆ อัน ระบุว่า ไม่ได้ช่วยให้โอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น แนะนำว่าให้มีเพศสัมพันธ์ตามปกติ หลังจากนั้นให้นอนพัก 2-3 นาทีแล้วค่อยลุกขึ้น และห้ามสวนล้างช่องคลอด

ส่วนการใช้สารหล่อลื่น ผู้หญิงบางคนอาจจะมีน้ำหล่อลื่นน้อย ทำให้ต้องใช้สารหล่อลื่นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ จึงต้องดูว่าสารหล่อลื่นประเภทไหนมีผลต่อสเปิร์ม เช่น Olive oil, น้ำมันมะพร้าว, หรือสารหล่อลื่นประเภท Water based ทั้งหมดนี้คุณหมอไม่แนะนำให้ใช้ โดยสารหล่อลื่นที่สามารถใช้ได้ จะเป็นกลุ่ม Canola oil, Mineral oil, หรือกลุ่มสารหล่อลื่นที่มีส่วนประกอบของ Hydroxyethyl Cellulose ซึ่งไม่เป็นพิษต่อสเปิร์ม สามารถใช้ได้โดยไม่มีผลต่อคุณภาพสเปิร์ม

นอกจากนี้ มีการศึกษาตามสรีรวิทยาของผู้หญิง เมื่อมีเพศสัมพันธ์ และสามารถถึงจุดสุดยอดได้ พบว่าร่างกายผู้หญิงจะมีการหลั่งอ๊อกซิโตซิน ที่ช่วยให้สเปิร์มไปถึงไข่ได้เร็วขึ้น โดยเป็นการศึกษาที่วัดปริมาณสเปิร์มที่ท่อนำไข่ตำแหน่งต่างๆ ตามว่าผู้หญิงถึงจุดสุดยอดหรือไม่

ช่องคลอดส่วนบนที่ใกล้ปากมดลูก จากเดิมที่เป็นทรงกระบอก จะมีการขยายออกเป็นกระเปาะที่ใหญ่ขึ้น ทำให้อสุจิสามารถค้างอยู่บริเวณนั้นได้มากขึ้น และอยู่บริเวณปากมดลูกได้นานขึ้น ถ้าผู้หญิงถึงจุดสุดยอด อาจจะทำให้โอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น จึงมีการศึกษาเปรียบเทียบการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงใกล้ไข่ตก ในผู้หญิงที่ถึงจุดสุดยอดกับผู้หญิงที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอด พบว่าไม่แตกต่างกัน อาจจะยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุได้ว่าช่วยหรือไม่ แต่ตามกลไกสรีรวิทยา การที่ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดก็อาจจะมีส่วนช่วยได้

5. เรื่องสุขภาพทั่วไป 18:41

พฤติกรรมที่อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ กินของมันของทอด อาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งเรื่องคุณภาพไข่ การตกไข่ คุณภาพของสเปิร์มแย่ลงได้ ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น โฮลวีต ผักผลไม้ ลดของมันของทอด

รวมถึงน้ำหนักตัวของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถ้าเยอะเกินเกณฑ์ BMI สูงกว่าปกติ หรือมีภาวะอ้วน คุณหมอแนะนำให้ลดน้ำหนัก ถ้าสามารถลดน้ำหนักลงได้อย่างน้อย 5-10% ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน ทุกอย่างก็จะดีขึ้น การตกไข่จะสม่ำเสมอขึ้น คุณภาพของสเปิร์มและไข่ก็มีโอกาสที่จะดีขึ้นได้ อาจจะไม่จำเป็นที่ต้องถึงเกณฑ์ปกติก็ได้

อย่างไรก็ตาม น้ำหนักที่น้อยเกินไปก็มีผลต่อคุณภาพของไข่ ความสามารถในการตกไข่ และคุณภาพของสเปิร์ม เพราะการที่ร่างกายจะมีระบบสืบพันธุ์ปกติ จำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารเพียงพอด้วย ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ควรอ้วนหรือผอมเกินไป

ส่วนการใช้วิตามินเสริมก่อนการตั้งครรภ์ คุณหมอแนะนำให้กินโฟลิก เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กจะมีความผิดปกติโดยเฉพาะเรื่องสมอง ถัดมาคือกลุ่ม Antioxidant ที่อาจจะช่วยเรื่องคุณภาพของไข่ได้ เช่น Coenzyme Q10, Astaxanthin, Vitamin C, Vitamin E รวมถึง Vitamin B รวม อาจจะมีส่วนช่วยให้คุณภาพของไข่และสเปิร์มดีขึ้นได้ ส่วนผู้ชายต้องเสริม Zinc มีส่วนช่วยเรื่องคุณภาพสเปิร์มได้ดี

ในปัจจุบันคนสัมผัสแดดน้อย หากเจาะเลือดอาจจะพบว่า Vitamin D ค่อนข้างต่ำ ถ้า Vitamin D ไม่เพียงพอ พบว่าคุณภาพไข่ อัตราการตั้งครรภ์จากการใส่ตัวอ่อน โอกาสการตั้งครรภ์ล้วนลดลง การเสริม Vitamin D จึงมีส่วนช่วยที่ทำให้โอกาสการตั้งครรภ์ หรือคุณภาพต่างๆ ดีขึ้นได้ ซึ่งการกิน Vitamin D สามารถกินได้เลยโดยไม่ต้องเจาะเลือดดู เพราะกว่า 90% ของคนไทยขาด Vitamin D สามารถกินสัปดาห์ละ 20,000 ยูนิต หรือ 600-800 ยูนิตต่อวัน ไม่มีผลเสีย หรือใครที่สะดวกที่จะเจาะเลือดตรวจค่า Vitamin D ก่อนว่าต้องเสริม Vitamin D หรือไม่ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ส่วนพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของไข่และสเปิร์ม ควรงดการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ จะช่วยให้คุณภาพต่างๆ ดีขึ้นได้

กาแฟมีผลต่อความสามารถในการเจริญพันธุ์หรือไม่?

หากดื่มตามปกติไม่ได้ส่งผลเสีย แต่ถ้าดื่มปริมาณเยอะเกินไป อาจจะทำให้คุณภาพสเปิร์มหรือไข่ และโอกาสการตั้งครรภ์ลดลงได้ แนะนำให้ดื่มไม่เกิน 2 แก้ว หรือ 2 ช็อตกาแฟ ถ้าเยอะกว่านั้นอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ซึ่งปริมาณนี้รวมถึงในช่วงตั้งครรภ์ เพราะอาจจะส่งผลเสียต่อเด็ก

นอกจากกาแฟแล้วต้องดูรวมถึงเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ชาเขียว หรือช็อกโกแลต ซึ่งควรจะต้องระวัง โดยรวมไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้ว หากต้องการจะทราบตัวเลขที่ชัดเจนว่าควรกินไม่เกินเท่าไรต่อวัน ต้องดูรายละเอียดปริมาณคาเฟอีนในเครื่องดื่มแต่ละประเภท


คำถามเพิ่มเติมจากไลฟ์–

เป็น PCOS จำเป็นต้องรักษาให้หายก่อนไหม? 28:32

คนไข้มีภาวะที่ไข่ไม่ตกเรื้อรัง หรือ PCOS จะมีเกณฑ์ประเมินในการวินิจฉัยจาก การมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ มีฮอร์โมนเพศชายเกิน เช่น มีสิว หน้ามัน มีขนดก และการตรวจอัลตราซาวด์แล้วพบถุงน้ำรังไข่หลายใบ

PCOS จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่จำเป็นต้องรักษาก่อนมาเริ่มกระบวนการ แต่แนะนำให้ปรับพฤติกรรม เช่น หากมีน้ำหนักเกิน ควรคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ 3-5 วัน หรือโดยรวม 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เพื่อให้ไข่มีคุณภาพที่ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็นการทำ IUI หรือการทำเด็กหลอดแก้ว

ถ้าประจำเดือนมาแบบกะปริบกะปรอย และหายไปก่อนประจำเดือนจะมา ทำให้การนับรอบเดือนคลาดเคลื่อนไหม? 30:17

บางคนอาจจะมีเลือดออกกะปริบกะปรอยก่อนประจำเดือนมา แต่วันแรกของประจำเดือน ให้เริ่มนับวันที่เลือดออกมาให้เห็นชัดเจนว่าเป็นประจำเดือน การที่มีเลือดออกกะปริบกะปรอยก่อนประจำเดือนมา 1-2 วัน ไม่ถือว่าผิดปกติ แต่ถ้านาน 5-7 วัน อาจจะต้องหาสาเหตุเพิ่มเติมว่ามีโรคอะไรในโพรงมดลูกที่ต้องรักษาหรือไม่ เช่น ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก เยื่อบุมดลูกหนาตัวผิดปกติ ในกรณีที่ไข่ไม่ตกเรื้อรัง หรือ PCOS อาจจะมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือนที่ผิดปกติได้เช่นกัน ดังนั้นแนะนำให้หาสาเหตุว่าเป็นความปกติหรือผิดปกติ

นอกจากนี้ จะรู้ว่าเป็นประจำเดือนหรือไม่ อาจจะดูจากอาการอื่นด้วย เช่น รู้สึกท้องอืด แน่นท้อง คัดตึงเต้านม หรือบางคนอาจจะหงุดหงิดง่ายขึ้น ถ้ามีอาการร่วมเหล่านี้ก็สามารถจะระบุได้คร่าวๆ ว่าช่วงนั้นเราน่าจะเป็นประจำเดือนจริง แต่ถ้าไม่มีอาการอาจจะสงสัยว่าเป็นเลือดออกผิดปกติหรือไม่ หากบางครั้งมาไม่ตรงรอบ ผิดรอบ ให้สังเกตอาการอย่างอื่นเพื่อช่วยประเมินว่าใช่ประจำเดือนหรือไม่

หากลองวิธีธรรมชาติ นับวันไข่ตกมาหลายครั้งแล้วยังไม่สำเร็จ นานแค่ไหนถึงต้องปรึกษาคุณหมอ? 31:32

ขึ้นอยู่กับอายุของฝ่ายหญิง เนื่องจากโอกาสตั้งครรภ์ลดลงอย่างมากตามอายุฝ่ายหญิง ถ้าผู้หญิงอายุไม่เกิน 35 ปี สามารถลองด้วยวิธีธรรมชาติ 1 ปี ถ้ายังไม่ท้องก็ให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอ

หากอายุเกิน 35 ปี เมื่อเวลาผ่านไป โอกาสการตั้งครรภ์ก็จะลดลงเรื่อยๆ ถ้าลองด้วยวิธีธรรมชาติมา 6 เดือนแล้วยังไม่ท้อง ก็ให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอ หรือสามารถมาปรึกษาได้เลยโดยไม่ลองวิธีธรรมชาติก็ได้ เพื่อประเมินว่ามีภาวะมีบุตรยากหรือไม่

ถ้าอายุ 40+ ทำเด็กหลอดแก้วแล้วพบว่าตัวอ่อนมีโครโมโซมผิดปกติ มีแนวทางแก้ไขอย่างไร? 32:32

โครโมโซมตัวอ่อนมีความสัมพันธ์กับอายุฝ่ายหญิง โอกาสที่จะได้โครโมโซมตัวอ่อนที่ปกติจะลดลงตามอายุ หากอายุน้อยกว่า 35 ปี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติอยู่ที่ 60-70% หากอายุมากกว่า 35 ปี โอกาสก็จะลดลงเหลือ 50% สำหรับกลุ่มที่อายุเกิน 40 ปี โอกาสก็จะลดลงเหลือ 20-30% หรืออาจจะน้อยกว่า หากตรวจพบว่าผิดปกติ สิ่งที่ทำได้ คือ ต้องกระตุ้นเก็บไข่ใหม่ ให้ได้จำนวนไข่ที่มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ และควรเตรียมตัวก่อนมาเริ่มกระบวนการเพื่อส่งเสริมให้สุขภาพดี ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และทานวิตามินเสริม

อยากใช้วิธีธรรมชาติ แต่เคยตรวจภายในและอัลตราซาวด์มาแล้วว่าเป็นคนไข่ตกน้อย มีวิธีแก้อย่างไร? 38:47

ไข่ตกน้อย อาจจะหมายถึงไข่ตกไม่สม่ำเสมอ ถ้าจะแก้ไขด้วยตัวเองต้องปรับเรื่องพฤติกรรม แต่อาจจะไม่ได้กลับมาตกตามปกติ 100% แนะนำให้เข้ามาปรึกษาคุณหมอ อาจจะต้องใช้ยาในการกระตุ้นไข่ช่วยทำให้ไข่ตก และกลับไปมีเพศสัมพันธ์เอง ซึ่งจะค่อนข้างใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด แต่ถ้าจะรอให้ไข่ตกเอง บางครั้งอาจไม่รู้ว่าจะตกเมื่อไร และอาจจะต้องใช้เวลา

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา เพิ่มโอกาสมีลูกตามธรรมชาติ ด้วยการนับวันไข่ตก

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

CEO’s Guide to Family Planning : EP. 2 The Principles: “The Leader’s Playbook for Family Planning”

วางแผนครอบครัว EP 2

วางแผนครอบครัว EP 2

The Principles: “The Leader’s Playbook for Family Planning”

ในโลกธุรกิจ ผู้นำไม่เคยรอให้ปัญหาเกิดก่อนแล้วค่อยลงมือแก้ เราเรียนรู้ที่จะวางแผนล่วงหน้า จัดสรรทรัพยากร กำหนดเป้าหมาย ชั่งน้ำหนักความเสี่ยง และประเมินผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ แต่เมื่อพูดถึง “การมีลูก” กลับมีผู้นำน้อยคนนัก ที่จะหยุดคิดและวางแผนอย่างจริงจัง 

ในบทความที่แล้ว เราได้พูดถึงว่า “ลูก” คือมรดกที่ให้ Emotional ROI สูงที่สุด วันนี้เราจะมาเริ่มเขียน Playbook หรือคู่มือเชิงกลยุทธ์สำหรับการวางแผนครอบครัวอย่างเป็นระบบ

📊 หลักการที่ 1: รู้ข้อมูลของตัวเอง ก่อนลงสนาม (Data, Not Drama)

คุณไม่มีทางที่จะเข้าสู่ตลาดใหม่โดยไม่ทำ Due Diligence (การตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน) มาก่อน แล้วทำไมถึงวางแผนครอบครัวโดยไม่รู้ตัวเลขชีวภาพของตัวเอง? นี่คือข้อมูลชีวภาพที่คุณควรรู้: 

  • AMH (ตัวชี้วัดปริมาณไข่ที่เหลืออยู่ในรังไข่)
  • FSH / LH / Estradiol (ฮอร์โมนที่บ่งบอกคุณภาพไข่และการตกไข่)
  • คุณภาพและปริมาณอสุจิ
  • ผลตรวจอื่นๆ ที่มีผลต่อการมีบุตร เช่น วิตามิน D, ฮอร์โมนไทรอยด์, ระบบภูมิคุ้มกัน

การตรวจสุขภาพก่อนมีบุตร เปรียบได้กับการทำ Due Diligence ที่ประเมิน “ศักยภาพจริง” ของร่างกาย เพื่อให้คุณตัดสินใจด้วย “ข้อมูลจริง” ไม่ใช่แค่ความหวัง ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจที่อาจช้าเกินไป

หลักการที่ 2: บริหารเวลาให้แม่น เหมือนวาง Roadmap (Master the Timeline) 

ในโลกธุรกิจ เราทราบดีว่า Market Entry Timing หรือจังหวะการเข้าสู่ตลาด มีผลต่อความสำเร็จในธุรกิจ เช่นเดียวกันกับในชีวิต Fertility Timing ก็มีผลอย่างมากต่อความสำเร็จในการมีบุตร

  • อายุ 25–35: Prime Window ช่วงเวลาทองของการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติ มีอัตราความสำเร็จสูง
  • อายุ 35–40: Strategic Phase ช่วงที่ต้องวางแผนให้ชัด ควรตรวจร่างกาย เนื่องจากภาวะเจริญพันธุ์เริ่มลดลง
  • อายุ 40+: Critical Phase ช่วงวิกฤต ภาวะเจริญพันธุ์เริ่มลดลงอย่างมาก ต้องใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

Egg Freezing (การแช่แข็งไข่) คือ การล็อกต้นทุน (คุณภาพไข่) ที่ดีที่สุดไว้ เหมือนการซื้อ Option หรือสิทธิ์ในการลงทุนล่วงหน้า เพื่อรักษาสิทธิ์ในการมีบุตรในอนาคตเมื่อถึงเวลาที่พร้อม

🤝 หลักการที่ 3: สร้างทีมที่ใช่ ไม่ใช่แค่หาทางแก้ (Assemble Your A-Team)

คนที่อยู่รอบตัวคุณคือองค์ประกอบสำคัญในการวางรากฐานครอบครัวที่แข็งแรง

  • คู่ชีวิต: ไม่ใช่แค่คนที่รักกัน แต่คือ Co-founder ในชีวิต
  • แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์: Strategic Advisor ที่ให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบและอิงข้อมูลจริง เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
  • เทคโนโลยีที่เลือกใช้: เช่น ICSI, PGT, Egg Freezing เครื่องมือของ A-Team ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อความสำเร็จสูงสุด

👨‍⚕️ Superior A.R.T. เราไม่ได้แค่อ่านจากผลแล็บ แต่มองภาพรวมชีวิตของคุณ เราไม่ใช่แค่คลินิก แต่พร้อมเป็น Strategic Partner เพื่อร่วมกันสร้าง “แผนครอบครัว” อย่างมืออาชีพ ให้ครอบคลุมทั้งสุขภาพและอนาคต

📘 Playbook ที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่เขียนเพราะปัญหาเกิดขึ้น แต่คือสิ่งที่คุณตั้งใจออกแบบไว้ล่วงหน้า ด้วยข้อมูลจริง ทรัพยากรพร้อม และเป้าหมายที่ชัดเจน

ในตอนถัดไป ผมจะพาคุณเปิดดู Portfolio การวางแผนครอบครัวเชิงกลยุทธ์ เปรียบเทียบข้อดี-ข้อจำกัดของแต่ละทางเลือก ในแบบที่ผู้นำคุ้นเคย เหมือนการเขียน Business Case (กรณีศึกษาทางธุรกิจ) เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและมั่นใจ รอติดตามกันได้เลยครับ

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : ฝ่ายหญิงทำหมันแล้ว อยากจะมีลูกอีกได้หรือไม่

ถามหมอกับหมอนิ : ฝ่ายหญิง ทำหมันแล้ว แต่เปลี่ยนใจ อยากมีลูกอีก ได้หรือไม่

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ

ทำหมันแล้ว แต่เปลี่ยนใจ อยากมีลูกอีก … “ยังมีโอกาสไหม?” และ “ต้องทำอย่างไร?” 👩🏻‍⚕️

หลายคนอาจสงสัย โดยเฉพาะผู้หญิงที่เคยทำหมันแล้ว
เมื่อเวลาผ่านไป… แผนชีวิตที่วางไว้เปลี่ยนไป เมื่อใจอยากเป็นแม่อีกครั้ง
คำถามที่ตามมาคือ…

ทำหมันไปแล้ว จะทำไงดี ?
จะเลือก ผ่าตัดต่อหมัน ?
หรือ ทำเด็กหลอดแก้ว ดีกว่า ?

คุณหมอนิ — พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะพาคุณไปทำความเข้าใจ เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมกับคุณและครอบครัวในอนาคต


CEO’s Guide to Family Planning : EP. 1 The Philosophy: “Beyond the Boardroom: Your Legacy is Your Greatest Asset”

วางแผนครอบครัว EP 1

วางแผนครอบครัว EP 1

The Philosophy: “Beyond the Boardroom: Your Legacy is Your Greatest Asset”

มีผู้บริหารจำนวนมาก ที่เชี่ยวชาญเรื่องการวางแผนกลยุทธ์ มองเห็นเทรนด์การตลาดล่วงหน้า 5 ปี วางแผนการขยายธุรกิจอย่างแม่นยำ และวิเคราะห์งบการเงินได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่กลับไม่เคยหยุดถามตัวเองว่า

หรือนี่คือ Blind Spot ที่เงียบที่สุดในชีวิตของผู้บริหารระดับ C-suite จุดที่ไม่เคยถูกบรรจุไว้ในแผนกลยุทธ์ เมื่อรู้ตัว…อาจแลกมาด้วยสิ่งที่แม้ความสำเร็จทั้งหมดก็ไม่อาจทดแทนได้

การวางแผนครอบครัว มักถูกจัดไว้ท้ายสุดในลำดับความสำคัญ ด้วยเหตุผลว่า “ยังไม่ถึงเวลา” “รอให้ธุรกิจนิ่งก่อน” หรือ “รอให้ได้โปรโมตตำแหน่งก่อน” แต่เรามักลืมไปว่า “ร่างกายไม่ได้รอการอนุมัติโปรเจกต์ ไม่รอการโปรโมต และไม่รอเวลาที่เราพร้อม” มันเดินหน้าไปตามกาลเวลาจริง และ เวลา เป็นทรัพยากรเดียวที่ไม่สามารถต่อรองได้

หากคุณเข้าใจความสำคัญของ Strategic Timing ในการเปิดตัวสินค้าใหม่หรือการขยายตลาด คุณก็ย่อมจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า “จังหวะเวลา“ นั้นสำคัญกับชีวิตส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องการวางแผนครอบครัว

เทคโนโลยีอย่าง Egg Freezing และ ICSI ไม่ได้มีไว้ “แก้ปัญหา” แต่คือ เครื่องมือบริหารความยืดหยุ่นทางชีวภาพ ให้คุณมีสิทธิ์เลื่อนการตัดสินใจ โดยไม่ปิดโอกาสในอนาคต

ในมุมมองของผม “ลูก” ไม่ใช่แค่ทายาทที่สืบทอดกิจการ แต่คือ มรดกชีวิต ที่ให้ Emotional ROI สูงที่สุด ซึ่งไม่มีงบกระแสเงินสดฉบับใดจะประเมินค่าได้

ที่ Superior A.R.T. เราไม่ได้ดูแค่ค่าฮอร์โมนหรือผลเลือด แต่เราเข้าใจภาพใหญ่ของชีวิตของคนเป็นผู้นำ ที่ต้องการวางแผน Plan A อย่างแม่นยำ โดยไม่ละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

ในตอนต่อไป ผมจะพูดถึง หลักการวางแผนและตัดสินใจแบบผู้บริหาร ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนครอบครัวได้เหมือนที่คุณวาง Roadmap ธุรกิจ

เพราะ “การเป็นผู้นำ” ไม่ใช่แค่การบริหารทีมหรือการวิเคราะห์ตัวเลข แต่คือ การวางแผนอนาคตในทุกมิติอย่างมีสติ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.56 ❝8 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก❞


คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก มาตอบคำถามและให้ความรู้เกี่ยวกับ ❝8 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก❞ ดังนี้

1. ถ้ามีไข่เหลือน้อย จะต้องรีบทำเด็กหลอดแก้วเลยไหม ลองธรรมชาติและ IUI ก่อนได้หรือไม่? 2:36

เราจะรู้ว่ามีไข่เหลืออยู่เยอะน้อยแค่ไหนได้อย่างไร ? เราสามารถรู้ได้จากการเจาะเลือด ดูค่าฮอร์โมน AMH ค่า AMH นี้ จะบ่งถึงปริมาณไข่ที่เหลืออยู่ในช่วงอายุปีนี้ ถ้าค่า AMH น้อยกว่า 0.5-1.1 ng/mL แปลว่ามีปริมาณไข่ในรังไข่เหลืออยู่น้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังสามารถรู้จำนวนไข่ได้ จากการอัลตราซาวด์ช่วงวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน เพื่อดูจำนวนฟองไข่ในรังไข่ ก็จะบ่งบอกถึงปริมาณไข่ของรอบเดือนนั้นๆ ได้  

ถ้าค่า AMH ต่ำหรือมีจำนวนไข่เหลือน้อย ต้องรีบไปทำ IVF เลยไหม

การที่ผู้หญิงจะตั้งครรภ์นั้น มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิง

  • ฝ่ายชาย ก็คืออสุจิดีหรือไม่ดี ดูได้จากจำนวนอสุจิ, % ตัววิ่งของอสุจิ, รูปร่างของอสุจิที่ปกติมีกี่เปอร์เซ็นต์
  • ฝ่ายหญิง ปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ เริ่มตั้งแต่ต้องมีช่องคลอดที่ปกติ มดลูกและโพรงมดลูกที่ปกติ มีโพรงมดลูกที่สวย เรียงตัวดี 3 ชั้น ความหนาอยู่ในเกณฑ์ปกติ 8-10 มม. ต้องมีท่อนำไข่อย่างน้อย 1 ข้างที่ไม่ตัน และมีไข่ตกอย่างน้อย 1 ใบต่อรอบเดือน ในข้างของท่อนำไข่ที่ไม่ตัน เพื่อให้อสุจิว่ายไปเจอกับไข่ได้

หากอสุจิของฝ่ายชายไม่ดี มีตัววิ่งน้อยหรือจำนวนตัวน้อย อาจจะเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจในการทำเด็กหลอดแก้วได้เร็วขึ้น เพราะจำนวนตัววิ่งของอสุจิเป็นตัวกำหนดว่าจะสามารถท้องเองตามธรรมชาติได้หรือไม่ ถ้าตัววิ่งน้อยกว่า 10-15 ล้านตัวต่อการหลั่ง 1 ครั้ง จะเป็นสิ่งที่เตือนว่าเราไม่ควรเสียเวลากับรอบธรรมชาติ หรือ IUI นานมากเกินไป ควรจะขยับไปทำเด็กหลอดแก้วเร็วขึ้น โดยเฉพาะถ้าฝ่ายหญิงอายุเยอะและมีไข่น้อย

สำหรับฝ่ายหญิง ถ้าท่อนำไข่ดี ไม่ตัน ถ้าฝ่ายหญิงอายุไม่เกิน 35 ปี ถึงไข่น้อย แต่มีไข่ที่โต และสามารถมีเพศสัมพันธ์หรือทำ IUI ฉีดเชื้อเข้าไปตรงกับวันที่ไข่ตก โอกาสท้องก็ยังดีอยู่

ฉะนั้นถ้าอายุฝ่ายหญิงไม่เยอะ ท่อนำไข่ไม่ตัน ถึงไข่จะน้อย และอสุจิฝ่ายชายดี คุณหมอคิดว่าสามารถลองวิธีธรรมชาติหรือทำ IUI ก่อนได้ โดยอาจลองวิธีธรรมชาติ 2-3 เดือน และทำ IUI 1-2 รอบ ถ้าไม่สำเร็จค่อยเปลี่ยนไปทำเด็กหลอดแก้ว ไม่ต้องรอนาน

ส่วนจำนวนรอบของการทำ IUI คนไข้สามารถทำได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าอยากจะเปลี่ยนไปทำเด็กหลอดแก้วหรือยัง ถ้าเรายังมีไข่โต เยื่อบุโพรงมดลูกดี และท่อนำไข่ไม่ตัน ก็สามารถทำ IUI ได้ แต่คนไข้ส่วนใหญ่จะท้องสำเร็จจากการทำ IUI ในช่วงรอบที่ 1-2 มากที่สุด แต่ก็สามารถทำได้เรื่อยๆ ถึง 6 รอบ เมื่อเกิน 6 รอบ เปอร์เซ็นต์ท้องจากการทำ IUI จะเริ่มคงที่ จึงมีคำแนะนำว่าถ้าคนไข้เคย IUI เกิน 6 รอบแล้วไม่สำเร็จควรจะเปลี่ยนไปทำเด็กหลอดแก้ว

หากคนไข้อายุเริ่มเยอะ บวกกับไข่เริ่มน้อย อาจจะไม่ต้องรอจนถึง 6 รอบ ถ้า 1-2 รอบแล้วยังไม่สำเร็จ ก็ควรเปลี่ยนไปทำเด็กหลอดแก้วเลย


2. ทำอย่างไรให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพดี? 8:04

แม้จะมีปัจจัยบางอย่างที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ แต่คนไข้ที่จะทำเด็กหลอดแก้วควรพยายามดูแลตัวเอง ทานวิตามิน เพื่อให้ได้ไข่ที่ดีที่สุด เพิ่มโอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่ดีในรอบแรกที่กระตุ้นไข่

2.1 การปรับไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เริ่มตั้งแต่ นอนดี ควรเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม เพราะร่างกายหลั่ง Growth Hormone ช่วงเวลา 5 ทุ่มถึงตี 1 โดย Growth Hormone มีผลต่อคุณภาพและจำนวนไข่ ถ้าข้ามเวลานอนช่วงนี้ไป ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone น้อย เพราะหลั่งขณะที่เราหลับ ส่วนระยะเวลานอนอยู่ที่ 6-8 ชม. และหากนอนครบ 8 ชม. แต่ไม่ได้นอนช่วง 5 ทุ่ม ก็อาจจะได้ประโยชน์น้อยกว่า แม้จำนวนชั่วโมงจะครบก็ตาม

2.2 กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดแป้งและน้ำตาล เพิ่มโปรตีน โดยโปรตีนที่หาได้ง่ายคือจากไข่ขาววันละ 1 ฟอง สำหรับโปรตีนจากสัตว์คุณหมอแนะนำให้เลือกสัตว์เล็กที่ไม่ติดมัน และถ้าเทียบระหว่าง Plant-based Protein กับ Whey Protein ตัว Plant-based Protein จะเป็นโปรตีนที่คุณภาพดีกว่าในเรื่องการบำรุงไข่

2.3 กินวิตามินที่จำเป็น

  • โฟลิค เป็นวิตามินหลักสำหรับคนท้อง
  • วิตามินดี ในปัจจุบันมีงานวิจัยออกมาเยอะว่า คนที่มีลูกยากขาดวิตามินดี จึงควรกินเสริมไว้
  • กลุ่ม Antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระ คือ วิตามินซี, วิตามินอี และ CoQ10 อาจจะช่วยให้คุณภาพไข่ดีขึ้น เพราะจะไปจับกับออกซิเจนที่อยู่ในร่างกายของเรา ซึ่งออกซิเจนทำให้เกิดการอักเสบ อาจจะทำให้คุณภาพของไข่และการตอบสนองของไข่น้อยลง รวมถึง Astaxanthin หนึ่งในวิตามินในกลุ่ม Antioxidant ซึ่งอาจจะทำให้คุณภาพของไข่ดีขึ้น
  • DHEA ไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณภาพ แต่อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณได้ ซึ่งไม่ได้เหมาะกับทุกคน บางคนกินแล้วจำนวนไข่ลดลง ฉะนั้นการกิน DHEA ต้องเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีจำนวนไข่น้อยหรืออายุค่อนข้างเยอะ ถึงจะได้ประโยชน์ ถ้าเป็นคนไข้ที่มีไข่เยอะ เช่น PCOS ไม่ต้องกิน DHEA เพราะจะทำให้คุณภาพไข่แย่ลง
  • Inositol เหมาะสำหรับคนไข้ที่เป็น PCOS ที่มีไข่เยอะ ไข่ไม่ตกเรื้อรัง แต่ถ้าคนไข้ไม่ได้เป็น PCOS ก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์

ส่วนวิธีทางการแพทย์ เช่น การฉีด PRP เป็นการฉีดส่วนประกอบของเลือด ส่วน Platelet-rich Plasma (PRP) เข้าไปในรังไข่ โดยเจาะเลือดของตัวเอง แล้วนำไปปั่นให้เลือดแยกชั้น และเลือกเฉพาะชั้นที่มีเกล็ดเลือดสูง ฉีดกลับเข้าไปในรังไข่ โดยจะฉีดเข้าไปในเนื้อขาวๆ ที่อยู่ข้างฟองไข่ ซึ่งใน PRP จะมีสเต็มเซลล์ต่างๆ อาจจะช่วยให้จำนวนไข่ในรอบเดือนต่อๆ ไปเพิ่มขึ้น หรือการตอบสนองของไข่ต่อการกระตุ้นดีขึ้น จากประสบการณ์ของคุณหมอที่เคยฉีด PRP เข้าไปในรังไข่ประมาณ 10 กว่าเคส คนไข้ที่ทำ PRP แล้วได้ประโยชน์ ประมาณ 3-4 ราย จาก 10 ดังนั้น การเลือกทำ PRP ต้องพิจารณาทั้งผลดี ผลเสีย ก่อนที่จะตัดสินใจทำ ความเสี่ยงจากการทำ PRP มีได้ เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอด มีผลข้างเคียงจากการดมยาสลบ ติดเชื้อหลังทำได้ แต่โอกาสเกิดน้อย


3. จากจำนวนอสุจิที่มีเยอะเป็นล้านๆ ตัว จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนดี และมีวิธีเลือกอสุจิอย่างไร? 16:39

เวลาตรวจอสุจิจะวัดจำนวนตัวอสุจิ %ตัวอสุจิที่วิ่งเร็ว วิ่งช้า %ตัววิ่งที่วิ่งไปด้านหน้า %ตัวอสุจิที่มีชีวิต และอีกสิ่งที่สำคัญก็คือ %รูปร่างของอสุจิที่ปกติ

โดยอสุจิจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนหัว ส่วนกลางตัว และส่วนหาง ด้านในส่วนหัวจะมี DNA และโครโมโซมอยู่ ตรงกลางตัวเป็นแหล่งพลังงานของอสุจิ และส่วนหางมีไว้ว่ายเพื่อไปเจอไข่ ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ รูปร่างที่ปกติ โดยเฉพาะส่วนหัว ถ้าหัวมีรูปร่างผิดปกติ เช่น มีหัวขนาดใหญ่ หรือเล็กกว่าปกติ หรือหัวรูปร่างแหลม หรืออาจจะมี 2 หัว จะบ่งบอกว่า อสุจิตัวนั้น น่าจะมีโครโมโซมที่ผิดปกติ ซึ่งถ้าอสุจิตัวที่ผิดปกติ เข้าไปผสมกับไข่ ก็มีโอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่ผิดปกติ ไม่ฝังตัวในมดลูก หรือฝังตัวแล้วก็เกิดการแท้งตามมา

นอกเหนือจากการตรวจอสุจิตามที่กล่าว ปัจจุบันนี้มีการตรวจที่ละเอียดมากขึ้น ไปถึงว่าภายในหัวอสุจิมีการแตกหักของ DNA (SDF; Sperm DNA Fragmentation) หรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้จะย้อมสีตัวอสุจิ เพื่อดูว่าลักษณะของสีที่ติดอยู่ที่หัวของอสุจิเป็นอย่างไร มีการแตกหักของ DNA เยอะหรือน้อย ซึ่งการตรวจ SDF นี้ จะสัมพันธ์กับคุณภาพของอสุจิมากกว่าการตรวจแบบปกติ  ดังนั้น หากคนไข้เคยทำเด็กหลอดแก้วมาแล้วได้ตัวอ่อนคุณภาพไม่ดี หรือตัวอ่อนมีโครโมโซมผิดปกติเยอะ อาจจะพิจารณาตรวจ Sperm DNA Fragmentation ถ้ามีการแตกหักของ DNA ที่หัวอสุจิเยอะ คุณหมอจะให้คนไข้กลับไปบำรุง ปรับพฤติกรรม ทานวิตามิน และอาจจะพิจารณาใช้ Sperm MACs เพื่อช่วยเลือกอสุจิที่ดีมีการแตกหักของ DNA น้อยที่สุด มาทำ ICSI เพื่อลดปัญหาจากฝ่ายชาย

นอกจากนี้ วิธีที่กล่าวไปแล้ว เมื่อนักวิทย์ฯ เลือกอสุจิ ตอนที่จะทำ ICSI (ฉีดอสุจิเข้าไปในไข่)  นักวิทย์ฯ ก็จะเลือกด้วยตาใต้กล้องจุลทรรศน์อีกครั้ง โดยเลือกจากอสุจิตัวที่วิ่งไปข้างหน้า และรูปร่างปกติที่สุดก่อนจะนำไปผสมกับไข่ต่อไป


4. Sperm MACs คืออะไร ทุกคนควรต้องใช้หรือไม่? 22:20

Sperm MACs เป็นการต่อยอดมาจาก Sperm DNA Fragmentation

เมื่อก่อนการทำเด็กหลอดแก้ว วิธีการผสมอสุจิกับไข่ ใช้วิธี IVF โดยการหยดอสุจิให้เข้าไปเจาะไข่โดยตรง หลังจากนั้นก็พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ โดยการเลือกอสุจิและฉีดเข้าไปในไข่ (ICSI) ในปัจจุบันนี้ นอกจากการทำ ICSI แล้ว ก่อน ICSI ก็มีเทคนิคในการเลือกอสุจิตัวที่ดี ไปผสมกับไข่

Sperm MACs เป็นหนึ่งในวิธีดังกล่าว โดยวิธีการแยกอสุจินั้น ใช้หลักการที่ว่า อสุจิตัวที่ดี มี DNA ปกติ ไม่มีการแตกหักหรือแตกหักน้อย จะมีความต่างศักย์ไฟฟ้า (ขั้วบวก ขั้วลบ) ที่แตกต่างจากอสุจิที่ไม่ดี

Sperm MACs มีลักษณะคล้ายแม่เหล็กที่จะดูดอสุจิที่ไม่ดีติดไว้ที่เครื่อง ส่วนอสุจิที่ผ่านลงไปได้นั้น จะเป็นอสุจิที่ดี มีการแตกหักของ DNA ที่หัวของอสุจิน้อย หลังจากนั้น นักวิทย์จะเลือกอสุจิด้วยตาอีกครั้ง ว่าตัวอสุจินี้มีรูปร่างปกติหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ได้อสุจิที่คุณภาพดีขึ้น

แล้วเราจำเป็นต้องตรวจ DNA Fragmentation (SDF) ในทุกรายหรือไม่ ?

เนื่องจากการตรวจ SDF เป็นการตรวจที่มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น เราสามารถดูคุณภาพของอสุจิจากการตรวจเบื้องต้นทั่วไปก่อน ถ้าจำนวนอสุจิเยอะ %ตัววิ่งดี รูปร่างปกติเยอะ อาจไม่จำเป็นต้องตรวจ SDF  

แต่หาก %รูปร่างของอสุจิปกติต่ำมาก หรือตัววิ่งน้อยมากๆ มักจะสัมพันธ์กับการแตกหักของ DNA ที่หัวอสุจิเยอะ การตรวจ SDF จะช่วยประเมินคุณภาพอสุจิได้ดีขึ้น เพื่อพิจารณาใช้ Sperm MACs เพื่อช่วยให้ได้ตัวอ่อนที่คุณภาพดีขึ้น หรือในกรณีที่คนไข้เคยทำเด็กหลอดแก้วมาแล้ว และฝ่ายหญิงอายุน้อยไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ได้ตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดี เป็นเกรด 2 หรือ 3 มีเศษเซลล์เยอะ หรือพัฒนาไปจนถึงระยะบลาสโตซิสต์น้อย ตรวจโครโมโซมแล้วผิดปกติเยอะ การใช้ Sperm MACs อาจจะช่วยปิดปัญหาของฝ่ายชายได้


5. ตู้เลี้ยงตัวอ่อนอัตโนมัติ (EmbryoScope) ที่มีอยู่ในศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากหลายที่ ควรจะต้องใช้หรือไม่ จำเป็นมากน้อยขนาดไหน? 29:41

โดยปกติแล้ว หลังผสมไข่และอสุจิ ตัวอ่อน จะถูกนำไปเลี้ยงในตู้เลี้ยงตัวอ่อน และนำออกมาตรวจดูการเจริญเติบโต (การแบ่งเซลล์) ในวันที่ 1 3 5 และ 6  ของตัวอ่อน ถ้าตัวอ่อนถูกเอาออกมานอกตู้เลี้ยงบ่อยๆ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น แสง อากาศ ความเข้มข้นของออกซิเจนหรือไนโตรเจน อุณหภูมิ ความกดอากาศ อาจจะมีผลกระทบต่อคุณภาพตัวอ่อน จึงเป็นที่มาของการพัฒนาตู้เลี้ยงตัวอ่อนอัตโนมัติ หรือ EmbryoScope เพื่อลดการรบกวนตัวอ่อนจากการที่ต้องเอาตัวอ่อนออกจากตู้เลี้ยงให้น้อยที่สุด โดยหลังจากทำ ICSI เสร็จ จะใส่ตัวอ่อนเข้าไปใน EmbryoScope แล้วเลี้ยงต่อไป 5-6 วัน แล้วค่อยนำออกมาใส่กลับเข้ามดลูก หรือแช่แข็งไว้

EmbryoScope จะมีกล้องวิดีโอเหมือน CCTV สามารถถ่ายภาพตัวอ่อนไว้ทุกๆ หลักวินาทีและทำออกมาเป็นวิดีโอ ทำให้สามารถดูการพัฒนาของตัวอ่อนได้ ว่าการแบ่งเซลล์เป็นไปตามปกติหรือไม่ เพื่อเอามาช่วยในการพิจารณาเลือกตัวอ่อนที่พัฒนาการปกติ ใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป หรือในกรณีที่มีตัวอ่อนโครโมโซมปกติหลายตัว การดูการแบ่งตัวจาก embryoscope จะช่วยให้เลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดได้


6. ควรต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อนไหม? 35:53

เราจำเป็นต้องตรวจโครโมโซมตัวอ่อนไหม แล้วควรจะตรวจเมื่อไหร่ คุณหมอ ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้ จากข้อมูลของผู้หญิงอายุประมาณ 35 ปี เปอร์เซ็นต์ของตัวอ่อนที่ปกติ จะอยู่ที่ประมาณ 50-60% หมายถึง หากมีตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมทั้งหมด 10 ตัวอ่อน จะมีตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ ประมาณ 5-6 ตัว และถ้าอายุฝ่ายหญิงมากกว่านั้น หรือฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิที่ไม่ดีด้วย % ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติจะยิ่งลดลงไปอีก

ซึ่งจะเห็นได้ชัดมาก เมื่ออายุเกิน 40 ปี อาจจะมีตัวอ่อนปกติแค่ 20% เท่านั้น ดังนั้น การตรวจโครโมโซมจึงช่วยให้เราเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุด ใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์และ ลดระยะเวลาที่ต้องใส่ตัวอ่อนหลายๆ ครั้ง จนกว่าจะเจอตัวอ่อนที่ปกติ

การตรวจโครโมโซมจึงเป็นวิธีเจ็บแต่จบ ในกรณีที่คนไข้อายุเยอะ แม้ว่าตรวจโครโมโซมแล้ว อาจจะไม่มีตัวอ่อนให้ใส่ เพราะมีโอกาสที่จะผิดปกติทั้งหมด คนไข้ก็ไม่ต้องเสี่ยง เพราะถ้าไม่ได้ตรวจแล้วใส่ตัวอ่อนแล้วตั้งครรภ์ แต่เป็นเด็กดาวน์ซินโดรม ก็จะเสียเวลาไปอีกหลายเดือน นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อจิตใจ กว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้ก็เสียเวลาเป็นปี ถึงตอนนั้นอาจจะไม่เหลือไข่ให้กระตุ้นแล้วก็ได้ ดังนั้นการตรวจโครโมโซมเป็นวิธีที่ช่วยเลือกตัวอ่อนที่ดีใส่กลับมดลูก เพื่อย่นระยะเวลาในการท้องให้สั้นที่สุด และลดโอกาสการแท้ง


7. การตรวจโครโมโซม จะทำให้คุณภาพของตัวอ่อนแย่ลงหรือไม่? 39:37

ปัจจุบัน การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนจะทำในตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (ระยะ Day 5 หรือ Day 6) ที่ฟักออกจากเปลือก โดยจะเลือกเฉพาะส่วนที่เป็นเซลล์ของเนื้อรก ดูดออกไปประมาณ 5-7 เซลล์ และจะใช้เลเซอร์ช่วยตัด ส่วนเซลล์ของตัวอ่อนส่วนที่จะเจริญเติบโตไปเป็นส่วนของตัวเด็กในอนาคต จะไม่ถูกรบกวน ตัวอ่อนที่จะตรวจโครโมโซมได้ จะต้องเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี แม้หลังดูดเซลล์ไปตรวจโครโมโซม ผ่านการแช่แข็งและละลายแล้ว ก็ยังมีคุณภาพดี มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ดี ถึงจะถูกเลือกไปตรวจโครโมโซม

ความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์ เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ถ้านักวิทย์ฯ ที่ตรวจมีความชำนาญ ก็แทบจะไม่มีผลเสียต่อคุณภาพของตัวอ่อนเลย

นอกจากนั้นเซลล์ที่เป็นส่วนเนื้อรก ที่จะถูกดูดออกไปตรวจ มีจำนวนมากเป็นหลักร้อยเซลล์ จะถูกดึงไปตรวจประมาณ 5-7 เซลล์ จึงแทบไม่ได้ผลอะไรต่อตัวอ่อน ดังนั้นถ้านักวิทย์มีความเชี่ยวชาญการทำ Biopsy หรือการตรวจโครโมโซม ร่วมกับตัวอ่อนที่คุณภาพดี ก็ไม่ต้องกังวลเลยว่า การตรวจโครโมโซม จะทำให้คุณภาพของตัวอ่อนลดลง


8. ถ้ามีตัวอ่อนที่ดีหลายๆ ตัว จะเลือกตัวอ่อนตัวไหนใส่ก่อนดี? 42:15

เลือกตัวที่สวยที่สุด หรือถ้าในกรณีที่ตรวจโครโมโซม ก็ให้เลือกตัวที่โครโมโซมปกติก่อน ถ้ามีตัวที่โครโมโซมปกติหลายตัวก็จะเลือกจากเกรด

การ Grading คุณภาพของตัวอ่อน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้หลักการแบบไหน แต่ที่ Superior A.R.T. นักวิทย์ของเราจะใช้ตัวอักษรแบ่งเป็น 3 เกรด คือ

A – มีจำนวนเซลล์มาก เห็นเซลล์ชัดเจน เกาะกลุ่มแน่น
B – เซลล์อยู่ในระดับที่ดี เยอะประมาณหนึ่ง
C – มีจำนวนเซลล์น้อย เรียงตัวกันไม่สม่ำเสมอ

ถ้าตัวอ่อนดีมากๆ จะเป็นเกรด AA, AB หรือถ้ากลางๆ ถึงดี จะเป็นเกรด BB ถัดลงมา คือเกรด BC ซึ่งเวลาเลือกตัวอ่อนมาตรวจโครโมโซม จะต้องมีเซลล์ในส่วนที่จะกลายเป็นตัวเด็ก (Inner cell mass) เห็นชัดเจน ถ้าส่วนของตัวเด็กเป็นเกรด C ไม่ควรนำมาตรวจโครโมโซม เพราะถ้าใส่ตัวอ่อนนั้นแล้วท้อง จะมีความเสี่ยงสูงที่ท้อง แต่ไม่มีตัวเด็ก หรือท้องลม (Blighted ovum) ได้


สรุปก็คือจะเลือกตัวอ่อนจาก..

  1. โครโมโซม
  2. Grading ทั้งส่วนของเซลล์ที่เป็นตัวเด็ก และส่วนเนื้อรก
  3. ตัวอ่อนระยะ Day 5 หรือถ้าไม่มีถึงจะเลือกตัวอ่อน Day 6
  4. เลือกระยะ Hatching Blastocyst ดีกว่า Fully Hatched Blastocyst

โดยระยะ Hatching Blastocyst ยังมีเปลือกไว้ปกป้องตัวเอง ในขั้นตอนการแช่แข็งตัวอ่อน  จะมีผลทำให้น้ำออกจากเซลล์ ตัวอ่อนก็จะแฟบลงและหดกลับเข้าไปในเปลือก เมื่อละลาย น้ำจะกลับเข้าไปในเซลล์ ตัวอ่อนจะฟูขึ้น ถ้ายังมีเปลือกที่เป็นเหมือนเกราะกำบัง น้ำยาแช่แข็งหรือละลาย จะไม่โดนเซลล์ของตัวอ่อนโดยตรง ดังนั้น %ของเซลล์ตัวอ่อนที่กลับมาดี (Survival rate) หลังจากที่ละลายของตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst ส่วนใหญ่จะดีกว่าระยะ Fully Hatched Blastocyst

ส่วน Fully Hatched Blastocyst แม้ว่าจะโตเร็วแต่ออกมาจากเปลือกแล้ว บางครั้งก็มีบ้างที่หลังละลายแล้วคุณภาพไม่ดีเหมือนก่อนละลาย นอกจากนี้ คุณภาพของตัวอ่อนก่อนแช่แข็ง ก็สามารถบ่งบอก คุณภาพตัวอ่อนหลังละลายได้ดีพอสมควร ถ้าตัวอ่อนก่อนแช่แข็ง ไม่ค่อยสวย โดยเฉพาะถ้าเป็นตัวอ่อนวันที่ 6 และเป็น ระยะที่ฟักออกจากเปลีอกหมดแล้ว full-hatched blastocyst ก็มีความเสี่ยงที่หลังละลายแล้ว คุณภาพอาจจะลดลง ไม่สวยเหมือนก่อนแช่แข็งได้ ทำให้โอกาสท้องลดลง


ครบแล้วกับ 8 คำถามยอดฮิต 👩🏻‍⚕️💬หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถฝากไว้ได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : Embryologist Day 25 July

Happy Embryologist Day

Happy Embryologist Day!

เนื่องในวันสำคัญ Embryologist Day Superior A.R.T. ขอร่วมแสดงความขอบคุณและชื่นชมจากใจ ❤️ ให้กับ “นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน” (Embryologist) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนไข้ทุกท่าน ที่ได้กลับบ้านพร้อมเบบี๋ตัวน้อย 👶🏼❤️

ในโอกาสพิเศษนี้ เราขอพาไปชมเบื้องหลังการทำงานในห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน ตั้งแต่กระบวนการแรก จนถึงการเกิดของตัวอ่อน เพื่อให้เห็นว่า กว่าชีวิตเล็กๆ หนึ่งชีวิตจะเริ่มต้นได้นั้น ผ่านขั้นตอนใดบ้าง 

ทีม Embryologist ของเราทำงานทุ่มเทใส่ใจ เพื่อเปลี่ยน “ความหวัง” ให้กลายเป็น “ชีวิต” และส่งต่อ “ความสุข” ให้คู่รักมากมายได้เป็นคุณพ่อคุณแม่อย่างที่ตั้งใจ

📅 Fun Fact: วันที่ 25 กรกฎาคมของทุกปี คือ Embryologist Day ซึ่งตรงกับวันเกิดของ Louise Brown — เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก ที่เกิดเมื่อปี 1978 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยาก


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : รังไข่เสื่อมก่อนวัย! จะมีลูกได้ไหม

ถามหมอกับหมอจิว : รังไข่เสื่อมก่อนวัย มีลูกได้มั๊ย

คุณอายุ 30 ปี … แต่รังไข่ของคุณ อายุ 50 ปีแล้วหรือไม่?


“รังไข่เสื่อมก่อนวัย” คือ ภาวะที่รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันควร ซึ่งไม่ได้เกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่ทำให้รังไข่ “แก่ก่อนวัย” ได้ แล้วหากเกิดภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ทางออกในการมีลูกคืออะไร จะยังมีโอกาสมีลูกได้อยู่ไหม? 🤔

วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาตอบอธิบายให้ฟังกันค่ะ 😊


🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : กลุ่มไหนบ้างที่มาคัดกรองลูกปลอดโรคที่ Superior A.R.T.

นักวิทย์ อยากเล่า : การคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน กลุ่มไหนบ้างที่มาคัดกรองลูกปลอดโรค

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า

การคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน คือ หนึ่งในทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรที่แข็งแรง ปลอดจากโรคทางพันธุกรรม ซึ่งที่ Superior A.R.T. เรามีหลายครอบครัวที่เข้ามาคัดกรองลูกน้อยให้ปลอดโรค โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

ดร.เก๋ เกษร 👩🏻‍🔬 ผู้จัดการห้องปฏิบัติการด้านพันธุศาสตร์ จะมาเล่าให้ฟังว่าทั้ง 3 กลุ่มที่ว่านี้คือใครบ้างค่ะ