𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.62 ❝ปัญหามีลูกยากในฝ่ายชาย❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2567)

การวินิจฉัยเรื่องภาวะมีบุตรยากต้องอาศัยข้อมูลจากทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ปกติแล้วจะใช้เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก เมื่อผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันสม่ำเสมอ มีเพศสัมพันธ์ปกติเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 6 เดือนถึง 1 ปี แล้วยังไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น จะเรียกได้ว่ามีปัญหาภาวะมีลูกยาก ใน EP. 62 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับปัญหา มีลูกยาก ในฝ่ายชาย

ภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย มีโอกาสมากน้อยแค่ไหน? 02:33

ภาวะมีบุตรยากประมาณครึ่งหนึ่งมีปัญหาของฝ่ายชายร่วมด้วย โดยประมาณ 20% เป็นปัญหาจากฝ่ายชายอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้มีปัญหาจากฝ่ายหญิง ซึ่งจะเห็นได้ว่าก็พบได้ค่อนข้างเยอะ แต่ก็มีอีกประมาณ 10-15% ที่มีภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ

จะรู้ได้อย่างไรว่าปัญหามีบุตรยากเกิดจากฝ่ายชาย? 03:12

ง่ายที่สุดคือนำน้ำเชื้อของฝ่ายชายมาตรวจดูคุณภาพของน้ำอสุจิ ปกติจะแนะนำให้เตรียมตัวโดยการงดหลั่งประมาณ 2-5 วัน ก่อนจะมาเก็บน้ำเชื้อเพื่อทำการตรวจ เพื่อให้ได้คุณภาพน้ำเชื้อที่ดีที่สุด ถ้าตรวจพบว่ามีความผิดปกติ ก็แสดงว่าน่าจะมีปัญหาภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย

นอกจากนั้น อาจจะตรวจลูกอัณฑะ อวัยวะเพศ หรือสอบถามปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ เช่น สมรรถภาพทางเพศ ถ้าผู้ชายมีปัญหาเรื่องการแข็งตัว การหลั่ง หรือว่าปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ อาจจะบอกได้ว่ามีปัญหาภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชาย

ขนาดของลูกอัณฑะ 04:09

มีข้อมูลว่า ผู้ชายที่มีลูกได้ตามปกติ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องมีลูกยาก ขนาดของลูกอัณฑะที่อ้างอิงจากค่าเฉลี่ยที่มาจากสถิติจะอยู่ที่ประมาณ 20 cc ในขณะที่ผู้ชายที่มีปัญหาเรื่อง มีลูกยาก พบว่าลูกอัณฑะจะมีขนาดเล็กกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 15-18 cc

ขนาดของลูกอัณฑะเท่าไร ถึงจะนับว่า มีลูกยาก ? 04:56

ไม่ได้มีเกณฑ์ชัดเจนว่าขนาดเท่าไรถึงจะเรียกว่ามีลูกยาก สุดท้ายจะดูจากคุณภาพน้ำเชื้อ ความสามารถในการมีลูก จากการที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปีหรือมากกว่า การดูลูกอัณฑะอาจจะเป็นสิ่งที่ใช้ประกอบ ไม่ใช่เป็นปัจจัยหลักที่ใช้ในการวินิจฉัยคนไข้

สาเหตุของการเกิดภาวะมีลูกยากในฝ่ายชาย 05:26

ต้องทำความเข้าใจเรื่องการทำงานของระบบสืบพันธุ์เพศชายก่อน ปกติแล้วอวัยวะที่จะมีบทบาทในการสร้างน้ำอสุจิ ก็คือลูกอัณฑะ ซึ่งจะทำหน้าที่ 2 อย่าง คือสร้างฮอร์โมนเพศชาย ที่ทำให้มีลักษณะของเพศชาย เช่น มีหนวด มีขน เสียงแตก เป็นต้น

นอกจากนี้ ลูกอัณฑะยังมีบทบาทในการสร้างตัวอสุจิ หลังจากที่สร้างตัวอสุจิ ลูกอัณฑะก็จะปล่อยตัวอสุจิผ่านไปตามท่อ แล้วจะออกมาสู่โลกภายนอกผ่านทางอวัยวะเพศ ดังนั้นการสร้างตัวอสุจิก็จะเกิดที่อัณฑะ แล้วก็ผ่านทางท่อที่มารวมท่อเดียวกับท่อปัสสาวะ แล้วก็ออกมาสู่ภายนอก

ซึ่งศูนย์ที่ควบคุมเหนือลูกอัณฑะก็คือสมอง สมองจะเป็นตัวที่สร้างฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ในการสั่งการให้ลูกอัณฑะสามารถสร้างฮอร์โมนเพศชาย และสร้างตัวอสุจิได้ตามปกติ ซึ่งสมองทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า FSH กับ LH มีหน้าที่สั่งลูกอัณฑะให้สร้างสเปิร์มและสร้างฮอร์โมนเพศชาย

ปัญหาเรื่องมีลูกยากในผู้ชายจะแบ่งสาเหตุออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. ปัญหาที่เกิดจากสมองสั่งการผิดปกติ ทำให้มีการสร้างฮอร์โมน FSH หรือ LH ที่ผิดปกติ ทำให้การทำงานของลูกอัณฑะผิดปกติไปด้วย
  2. ความผิดปกติของลูกอัณฑะ เช่น ลูกอัณฑะฝ่อหรือมีการทำงานที่ผิดปกติ ไม่สามารถสร้างสเปิร์มหรือฮอร์โมนเพศชายได้
  3. ปัญหาที่เกิดจากท่อหรือทางขนส่ง เป็นที่ตำแหน่งไหนก็ได้หลังจากลูกอันฑะ อาจจะมีการตีบตันของท่อ หรือตำแหน่งของท่อปัสสาวะ ทำให้สเปิร์มไม่สามารถจะขนส่งออกมาสู่ภายนอกได้ ทำให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอสุจิ

1. ปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง 07:46

1.1 ความผิดปกติที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด

ที่พบบ่อยแต่ก็ไม่ได้เจอเยอะมาก คือ Kallmann Syndrome เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมใต้สมองที่ไม่สามารถสร้างฮอร์โมน FSH และ LH จึงทำให้ไม่สามารถกระตุ้นลูกอัณฑะให้สร้างสเปิร์มและสร้างฮอร์โมนเพศชายได้ ในคนไข้กลุ่มนี้จะมีปัญหาการรับรู้กลิ่นร่วมด้วย เพราะต่อมใต้สมองนี้พัฒนามาพร้อมกับประสาทรับกลิ่น และจะมีความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น เมื่ออายุ 13-14 ปีแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเข้าสู่วัยรุ่น ไม่มีนมแตกพาน ไม่มีขนขึ้นตามอวัยวะเพศ ไม่มีขนรักแร้ แล้วไม่มีน้ำอสุจิหลั่งออกมา คือไม่สามารถที่จะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้ตามปกติ

1.2 ความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลัง 

  • คนไข้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคอ้วน หรือโรคร่วมอื่นๆ ที่ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่ป่วยหนัก ทำให้สมองไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้ตามปกติ จึงทำให้มีปัญหาเรื่องมีลูกยากได้
  • คนไข้ที่มีปัญหาเรื่องการกิน เช่น โรคคลั่งผอม ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ อยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมที่จะสร้างฮอร์โมนเพศชายหรือสร้างสเปิร์มได้ ทำให้มีลูกยากได้เช่นกัน
  • มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง หรือมีเนื้องอกที่มากดเบียดต่อมใต้สมอง ทำให้การทำงานของฮอร์โมนต่อมใต้สมองผิดปกติได้
  • นักเพาะกาย หรือเล่นกล้าม ที่มีการใช้ฮอร์โมนเพศชาย หรือ Anabolic Steroid เพื่อช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ ซึ่งพบได้มากขึ้นในปัจจุบัน การรับฮอร์โมนจากภายนอกเข้าไป จะทำให้ร่างกายเข้าใจว่าเรามีฮอร์โมนเพศชายเยอะแล้ว เมื่อต่อมใต้สมองรู้ว่ามีฮอร์โมนเพศชายมาก ก็จะทำงานลดลง สร้างฮอร์โมน FSH กับ LH ลดลง ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นอัณฑะให้สร้างตัวอสุจิได้ตามปกติ ทำให้มีปัญหาคุณภาพน้ำอสุจิ เมื่อตรวจน้ำอสุจิแล้วอาจไม่พบตัวอสุจิเลย หลังจากที่หยุดยา จะกลับสู่สภาวะปกติได้เร็วมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปริมาณของยาและระยะเวลาใช้ หากใช้ปริมาณไม่มากและระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หลังจากหยุดยาฮอร์โมนส่วนใหญ่จะกลับมาสู่สภาวะปกติภายใน 1-3 เดือน ส่วนการสร้างอสุจิจะใช้เวลานานกว่านั้น ประมาณ 3-6 เดือน สำหรับรายที่มีการใช้ฮอร์โมนเพศชายจากภายนอกเป็นระยะเวลานานมากกว่า 1 ปี เมื่อสมองถูกกด ไม่ได้สร้างตัวฮอร์โมนเป็นระยะเวลานาน ก็จะมีการฝ่อ จึงใช้เวลานานขึ้นกว่าที่จะกลับมาคืนสู่สภาพปกติ อาจจะนานถึง 6 เดือน 1 ปี หรือบางคนอาจจะนานกว่านั้น

2. ปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของลูกอัณฑะ 11:50

ตัวอัณฑะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศชาย หรือสร้างสเปิร์มได้ แบ่งเป็น

2.1 ความผิดปกติที่เป็นตั้งแต่กำเนิด ที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ที่พบบ่อยคือความผิดปกติของโครโมโซมเพศ

  • ความผิดปกติที่เกิดจากโครโมโซม X เกินมา 1 ตัว จะทำให้คนนั้นมีปัญหา คือเป็นเพศชาย มีอวัยวะเพศชาย แต่การทำงานของลูกอัณฑะอาจจะไม่ปกติ จะเป็นผู้ชายที่มีลักษณะสูงใหญ่กว่าปกติ อาจจะมีเต้านม มีอวัยวะเพศเล็ก และอาจจะมีการสร้างตัวอสุจิที่ไม่ดี
  • ความผิดปกติที่เกิดจากโครโมโซม Y ที่บางส่วนของโครโมโซมมีความผิดปกติหรือเสียหาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสเปิร์ม ทำให้สร้างตัวสเปิร์มหรือสร้างฮอร์โมนเพศชายผิดปกติ ในกลุ่มของคนไข้ที่มีความผิดปกติของน้ำเชื้อมากๆ หรือว่ามีจำนวนตัวของอสุจิที่อยู่ในน้ำอสุจิที่น้อยมาก อาจจะเป็นข้อบ่งชี้หนึ่งในการพิจารณาตรวจโครโมโซมผู้ชายคนนั้น เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของโครโมโซมเพศ หรือมีความผิดปกติของโครโมโซม Y หรือไม่

2.2 ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ที่ลูกอัณฑะอยู่ผิดตำแหน่ง 

ในร่างกายเราอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมกับการสร้างตัวอสุจิ ปกติแล้วอสุจิจะสร้างได้จำเป็นที่จะต้องอยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 2-3 องศาเซลเซียส เป็นสาเหตุให้อัณฑะอยู่ภายนอกร่างกาย เพื่อที่จะได้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมในการสร้างตัวอสุจิ

ในบางคนที่มีความผิดปกติ เช่น มีอัณฑะทองแดง คือข้างหนึ่งอยู่ภายนอก และอีกข้างหนึ่งที่อยู่ในช่องท้อง ซึ่งอัณฑะข้างนั้นก็จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการสร้างตัวอสุจิ ทำให้คุณภาพของน้ำเชื้อไม่ดี นอกจากนั้น พบว่ามันมีส่วนที่จะเหนี่ยวนำทำให้อัณฑะอีกข้างหนึ่งทำงานผิดปกติไปด้วย ดังนั้นถ้ามีอัณฑะข้างหนึ่งอยู่ในช่องท้อง แนะนำให้ผ่าตัดแก้ไข นอกจากนี้อัณฑะที่อยู่ในช่องท้องยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของลูกอัณฑะที่อยู่ในช่องท้องได้ แนะนำให้ผ่าตัดแก้ไข หรือว่าตัดอัณฑะข้างนั้นที่อยู่ในช่องท้องออกไป เพื่อป้องกันปัญหา

2.3 ความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • เส้นเลือดขอดที่อัณฑะ ที่พบได้บ่อย เป็นเส้นเลือดดำที่มีการขยายตัวและมาอยู่บริเวณรอบๆ อัณฑะ ทำให้อุณหภูมิบริเวณลูกอัณฑะสูงกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้สร้างอสุจิได้แย่ลง รวมไปถึงพอมีเส้นเลือดขอด มีเส้นเลือดดำมาก มีเลือดเสียที่คั่งอยู่บริเวณลูกอันฑะเยอะขึ้น มีสารพิษต่างๆ สะสม มีผลทำให้สร้างตัวอสุจิแย่ลงได้ ในคนที่มีปัญหาเรื่องเส้นเลือดขอดที่อัณฑะ ร่วมกับมีผลตรวจน้ำเชื้อที่ผิดปกติ แนะนำให้ผ่าตัดแก้ไขเส้นเลือดขอด อาจจะทำให้คุณภาพของตัวอสุจิดีขึ้นได้
  • โรคติดเชื้อ ถ้าเชื้อลงไปที่ลูกอัณฑะ จะทำให้ลูกอัณฑะอักเสบและทำงานผิดปกติได้ เช่น คางทูม วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม
  • สาเหตุอื่นๆ ที่ทำลายลูกอัณฑะ เช่น อุบัติเหตุ การกระทบกระแทกรุนแรง การได้รับการฉายแสง หรือเคมีบำบัด
  • การแช่น้ำร้อนหรือซาวน่าบ่อยๆ ทำให้อุณหภูมิของลูกอัณฑะสูงกว่าปกติ ทำให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพของอสุจิได้ มีข้อมูลว่าในผู้ชายที่แช่น้ำร้อนหรือซาวน่าเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะทำให้คุณภาพของน้ำเชื้อแย่ลง

3. ปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของท่อนำอสุจิ 17:26

ถึงแม้ว่าต่อมใต้สมองทำงานปกติ ลูกอัณฑะทำงานปกติ แต่หากท่อทำงานผิดปกติ ตัวอสุจิก็ไม่สามารถออกมาสู่ภายนอกทำให้เกิดการปฏิสนธิได้

3.1 ความผิดปกติแต่กำเนิด ก็คือในคนที่ไม่มีท่อตั้งแต่กำเนิด
3.2 เกิดขึ้นภายหลัง เช่น การทำหมัน ที่มีการผูกตัดท่อ จะทำให้ตัวท่อทำงานไม่ได้ อสุจิก็ออกมาไม่ได้
3.3 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม ถ้าทิ้งไว้นาน ไม่ได้รับการรักษา ทำให้มีการอักเสบภายในท่อตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ท่อปัสสาวะ ท่อนำอสุจิ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการตีบตันของท่อ ตัวอสุจิก็ออกมาไม่ได้ ทำให้มีปัญหามีลูกยาก
3.4 ความผิดปกติที่เกิดจากระบบประสาท จะทำให้ตัวท่อไม่สามารถที่จะขยับแล้วนำตัวอสุจิให้เคลื่อนออกมาภายนอกได้ ที่พบบ่อย เช่น ในคนที่มีปัญหาเรื่องเบาหวานที่คุมไม่ดี จะมีปัญหาเรื่องท่อไม่สามารถขยับได้ดี ทำให้ไม่สามารถบีบอสุจิออกมาภายนอกได้ และอาจไหลย้อนเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้การตรวจคุณภาพของน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาไม่เห็นตัวอสุจิ หรือปริมาณของน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาน้อย ในคนไข้เบาหวานอาจจะต้องตรวจดูว่ามีน้ำอสุจิไหลย้อนเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ ซึ่งการตรวจทำได้ง่ายมาก คือให้คนไข้ช่วยตัวเอง โดยอาจจะมีน้ำหลั่งออกมาหรือไม่มีก็ได้ หลังจากนั้นจึงเก็บปัสสาวะมาตรวจ หากพบว่ามีตัวอสุจิอยู่ในปัสสาวะ ก็คือพิสูจน์ได้ว่ามีปัญหาเรื่องของอสุจิไหลย้อนเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ

อายุในฝ่ายชาย เป็นปัจจัยทำให้มีภาวะมีบุตรยากมากขึ้นหรือไม่? 20:27

อย่างที่ทราบกันว่า ในผู้หญิง คุณภาพไข่และจำนวนไข่จะลดลงตามอายุ ทำให้ผู้หญิงมีปัญหาเรื่องมีลูกยากมากขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 35 ปี และเมื่ออายุ 40 ปลายจนถึง 50 ปี ก็จะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน และไม่สามารถมีลูกได้

ในผู้ชาย คุณภาพของน้ำอสุจิเปลี่ยนแปลงช้ากว่านั้น โดยทั่วไปจะเริ่มพบว่ามีความถดถอยของคุณภาพน้ำอสุจิ หลังจากที่ผู้ชายอายุเกิน 45-50 ปีเป็นต้นไป โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ชายที่มีโรคร่วม มีโรครื้อรังต่างๆ เช่น อ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันที่คุมไม่ดี จะมีปัญหาคุณภาพของน้ำอสุจิที่ลดลงตามอายุได้มากกว่าปกติ ในขณะที่ผู้ชายที่อายุเยอะขึ้นแต่สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี คุณภาพน้ำเชื้อก็ลดลง แต่ไม่ได้ลดลงมาก ซึ่งในบางคนที่อายุ 60-70 ปี ก็ยังสามารถที่จะมีลูกได้

แต่ปัญหาที่เราพบในผู้ชายที่อายุเยอะขึ้นคือ อาจจะมีความผิดปกติของ DNA เยอะขึ้น หรือมีความแตกหักของ DNA ของตัวสเปิร์ม ซึ่งจะพบมากขึ้นตามอายุ อาจจะส่งผลทำให้คุณภาพของตัวอ่อนที่เกิดจากการทำ ICSI ลดลงได้ แต่ก็มีเทคโนโลยีหรือว่าเทคนิคที่ใช้ในการคัดตัวสเปิร์มที่มีปัญหาเรื่องความแตกหักของโครโมโซมเพื่อคัดออกไป แล้วก็เลือกตัวที่มีความแตกหักของโครโมโซมน้อย เพื่อใช้ในการทำ ICSI ก็จะทำให้คุณภาพของตัวอ่อนดีขึ้นได้ เทคโนโลยีนั้นเรียกว่า Sperm MACS

นอกจากนี้ในคนที่อายุเยอะขึ้น จะมีปัญหาเรื่องสมรรถภาพทางเพศ เช่น ความต้องการทางเพศลดลง ความสามารถในการแข็งตัวลดลง การหลั่งอสุจิสำเร็จได้น้อยลงตามอายุ

การรักษาภาวะมีบุตรยากของฝ่ายชาย 23:00

อันแรกเป็นเรื่องของการรักษาตามสาเหตุ หากมีเส้นเลือดขอดที่อัณฑะ ก็ผ่าตัดรักษา หรือเป็นหนองใน หนองในเทียม แนะนำให้รักษาการติดเชื้อให้เร็ว ก็จะลดความเสี่ยงของการเกิดท่อนำอสุจิตีบตัน

นอกจากนี้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ การปรับพฤติกรรมสุขภาพให้เป็นไปในทางที่ดี เช่น การลดน้ำหนักในคนที่มีน้ำหนักเกิน การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การลดดื่มสุรา การงดสูบบุหรี่ รวมถึงการเลิกสารเสพติดต่างๆ ก็จะทำให้คุณภาพของอสุจิดีขึ้นได้

สำหรับยาบำรุงที่แนะนำให้ใช้ เพื่อช่วยเรื่องของคุณภาพอสุจิ คือ ซิงค์ (Zinc) โฟลิค (Folic) และ CoQ10 รวมถึงผู้หญิงก็สามารถทานได้ด้วย

ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาได้ หรือไม่รู้สาเหตุ จำเป็นต้องใช้วิธีทางการแพทย์ช่วย หรือใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ช่วยในการมีลูก

  • การทำ IUI เหมาะกับผู้ชายที่มีปัญหาเรื่องเชื้อไม่มาก โดยทั่วไปน้ำเชื้อที่หลั่งมาครั้งหนึ่งต้องมีตัวที่เคลื่อนไหวดีเกิน 10 ล้านตัว โดยที่ผู้หญิงต้องสามารถกระตุ้นให้ไข่ตกได้ และต้องมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อยหนึ่งข้าง ถึงจะทำ IUI ได้
  • การทำ ICSI เหมาะในผู้ชายที่มีปัญหาเรื่องสเปิร์มมากๆ หรือในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีปัญหาร่วมด้วยเยอะ หรือมีท่อนำไข่ตัน หรือว่าไม่สามารถที่จะกระตุ้นให้ผู้หญิงไข่ตกได้ ก็จะต้องข้ามไปทำ ICSI

การเลือกสเปิร์มคุณภาพดี 25:25

เพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่คุณภาพดี จะมีขั้นตอนและหลักการที่แตกต่างกันไป โดยจะดูเป็นรายๆ ไป ดังนี้

โดยทั่วไปจะใช้การปั่นตกของตัวสเปิร์ม แล้วก็ใช้การ Swim Up คือการทำให้สเปิร์มวิ่งขึ้นมาที่ด้านบนของสารละลาย แล้วเก็บตัวสเปิร์มตรงนั้นมา ก็จะได้ตัวสเปิร์มที่แข็งแรงดีพอสมควร เพราะสามารถที่จะวิ่งขึ้นมาด้านบนได้ และจะไปดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูรูปร่างหน้าตาของตัวอสุจิ ดูหัว ดูตัว ดูหาง ว่ารูปร่างหน้าตาโอเค แล้วนักวิทย์ก็จะเลือกตัวที่ดีเพื่อยิงเข้าไปในไข่ให้เกิดการปฏิสนธิ ซึ่งเป็นเทคนิคมาตรฐานที่ใช้ในการคัดตัวสเปิร์ม

ในกรณีที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอสุจิ ตัวเคลื่อนไหวไม่ดี หรือมีปัญหา DNA ที่แตกหัก หรือว่ามี Fragmentation ของสเปิร์มที่เยอะ จะใช้ Microfluidics ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้คัดแยกสเปิร์มที่เคลื่อนไหวดี เพื่อเอามาใช้ โดยจะใส่อสุจิเข้าไปที่ช่องตรงกลางหรือด้านบนในบางยี่ห้อ โดยตัวอสุจิจะว่ายผ่าน filter ช่องเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าไปที่ปลายทาง และจะคัดเอาตัวอสุจิที่เดินทางมาถึงปลายทางเพื่อมาใช้ในการทำอิ๊กซี่

ในคนที่มีปัญหาเรื่อง Fragmentation เยอะๆ หรือในคนที่อายุเกิน 45-50 ปีขึ้นไป แล้วตรวจพบว่ามีความผิดปกติของ DNA หรือว่ามีการแตกหักของ DNA เยอะ ซึ่งปกติจะตัดเกณฑ์ที่ประมาณ 25-30% ถ้าเกินเกณฑ์ที่กำหนดจะแนะนำให้คนไข้ใช้เทคนิคที่สามารถแยกตัวสเปิร์มที่มีปัญหาเรื่อง DNA ออกไป ซึ่งเรียกว่า MACS Sperm เป็นเทคนิคที่ใช้สนามแม่เหล็กมาช่วยในการคัดตัวสเปิร์มที่มีคุณภาพให้ได้ในตอนปลายทาง หลักการก็คือใช้น้ำยา Annexin V ใส่เข้าไปในน้ำอสุจิที่ผ่านกระบวนการแล้ว ซึ่ง Annexin V สามารถจับกับสเปิร์มที่มีปัญหาเรื่อง DNA ได้ หลังจากนั้นจะเอาน้ำอสุจิที่ผ่านการจับกับ Annexin V ผ่านเข้าไปในสนามแม่เหล็ก จากนั้นตัวสเปิร์มที่มี DNA แตกหักที่จับกับ Annexin V จะถูกดูดด้วยสนามแม่เหล็ก ฉะนั้นก็จะไม่สามารถลอดท่อไปได้ สเปิร์มที่ว่ายมาที่ปลายทางได้คือสเปิร์มที่ไม่มีปัญหาเรื่อง DNA นั่นเอง ซึ่งสามารถช่วยเรื่องคุณภาพตัวอ่อนได้ 

หากลองทุกวิธีแล้ว แต่คุณภาพตัวอ่อนไม่ดี อาจจะพิจารณาการทำ TESE หรือการเอาตัวอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง พบว่าในคนที่มีปัญหา DNA แตกหักในสเปิร์มที่หลั่งออกมาสูง ถ้าไปเก็บตัวสเปิร์มจากตัวลูกอัณฑะโดยตรง อาจจะมี DNA Fragmentation ที่น้อยลงได้ อาจทำให้คุณภาพของตัวอ่อนดีขึ้นได้

ถ้าอสุจิไม่เคลื่อนที่ทำอย่างไร? 30:50

ต้องดูว่าตัวอสุจิตายหรือไม่ หรือมีปัญหาเรื่องหางที่ทำให้เคลื่อนที่ไม่ได้ ต้องตรวจดูว่าตายหรือไม่ตาย และเลือกตัวที่ไม่ตายมาใช้ในการทำ ICSI ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีตัวที่ปกติ หรือมีจำนวนตัวอสุจิตัวเป็นในน้ำหลั่งน้อยมาก อาจต้องพิจารณาทำ TESE เก็บอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง เพื่อให้ได้ตัวอสุจิที่มีชีวิตอยู่มาใช้ในการทำ ICSI

นอกจากนั้นต้องตรวจดูว่าสาเหตุที่ตายเกิดจากอะไร การติดเชื้อเรื้อรังในตัวท่อนำอสุจิ มีสารเคมีหรือสารพิษต่างๆ ทำให้ตัวอสุจิตายไม่เคลื่อนที่ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าตรวจเจอว่าตัวอสุจิไม่เคลื่อนที่และเป็นการตรวจครั้งแรก แนะนำให้ทานยาบำรุง การปรับพฤติกรรมสุขภาพ ดื่มน้ำเยอะๆ และนัดมาตรวจซ้ำอีกครั้ง 1-3 เดือนหลังจากที่ตรวจครั้งแรก ซึ่งก็อาจจะกลับมาเป็นปกติหรือดีขึ้นก็ได้

การทำ PESA และ TESE 32:23

กรณีที่หลั่งออกมาแล้ว ตรวจน้ำอสุจิ ไม่มีตัวอสุจิเลย หรือในคนที่เคยทำหมันชาย ต้องไปเอาจากตัวลูกอัณฑะโดยตรง ซึ่งมี 2 เทคนิค คือ

  1. PESA เป็นการแทงเข็มเล็กๆ ผ่านทางผิวหนังเข้าไปในท่อพักตัวอสุจิ แล้วดูดเอาน้ำที่อยู่ในท่อเพื่อไปตรวจดูว่ามีตัวอสุจิอยู่ในท่อตรงนี้หรือไม่ จากนั้นก็เอาตัวอสุจิในนี้ไปทำ ICSI
  2. TESE ในกรณีที่เก็บตัวอสุจิจากท่อพักไม่ได้ หรือเก็บมาได้น้อยมาก ไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้ทำ ICSI ก็จะต้องเก็บด้วยวิธี TESE โดยจะเก็บจากลูกอัณฑะโดยตรง โดยระหว่างที่ทำคนไข้จะได้รับยาสลบผ่านทางเส้นเลือด ซึ่งคนไข้จะไม่รู้สึกตัว แล้วฉีดยาชาเพื่อบล็อกไม่ให้อัณฑะข้างนี้รู้สึกได้ หลังจากฉีดยาชาก็จะลงแผลเล็กๆ ประมาณ 5-6 มม. แล้วกรีดเข้าไปที่ลูกอัณฑะ เก็บเซลล์ในลูกอัณฑะโดยตรง โดยเซลล์ที่อยู่ในลูกอัณฑะจะเป็นท่อขดๆ สีเหลืองๆ ซึ่งจะนำเอาท่อนี้ไปตรวจดูว่ามีตัวอสุจิหรือไม่ ถ้าได้ตัวอสุจิ ก็จะเอาไปใช้ในการทำ ICSI หรือว่าแช่แข็งเก็บไว้ใช้ในอนาคต จากนั้นก็จะเย็บปิดแผลโดยใช้ไหมละลาย ไม่ต้องกลับมาตัดไหม คนไข้กลับไปได้ตามปกติ หลังทำอาจจะหน่วงๆ ท้องนิดหน่อย 1-2 วันก็จะดีขึ้น

จะรู้ได้ยังไงว่าผู้ชายเป็นหมันหรือไม่? 35:04

เป็นหมัน หมายความว่าไม่สามารถมีลูกได้ ถ้าไม่สามารถมีลูกได้ตามธรรมชาติ ก็คือตรวจน้ำอสุจิมาแล้วไม่มีตัวอสุจิเลย อันนั้นเรียกว่าเป็นหมัน ตราบใดก็ตามที่น้ำหลั่งอสุจิยังมีตัวอสุจิอยู่ ไม่ว่าจะหลักหมื่น หลักแสน หรือเท่าไรก็ตาม ก็ยังมีโอกาสที่จะมีลูกได้ เพียงแต่โอกาสน้อยกว่าปกติ แม้ว่าจะตกเกณฑ์ปกติ แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถมีลูกได้ แม้ค่าอสุจิจะตกเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นหมัน เว้นแต่ว่าค่าอสุจิที่ได้จากน้ำหลั่งมันเป็น 0 อันนั้นถึงจะสรุปได้ว่าเป็นหมัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าตัวอสุจิที่หลั่งออกมาไม่มีเลย อาจจะใช้วิธีทางการแพทย์ช่วย ไม่ว่าจะเป็น การทำ PESA หรือว่าการทำ TESE เพื่อเอาตัวสเปิร์มจากลูกอัณฑะโดยตรงมาใช้ในการปฏิสนธิ หรือการทำ ICSI หากทำ PESA หรือ TESE แล้วไม่ได้ตัวอสุจิ ก็อาจจะต้องใช้อสุจิบริจาค เพื่อใช้ในการทำ IUI หรือ ICSI ต่อไป ก็ต้องดูเป็นรายๆ ไป

ถ้ากินยารักษาเรื่องผม จะทำให้ มีลูกยาก ไหม? 36:58

ปัญหาผมร่วงที่เกิดในเพศชาย สาเหตุเป็นเพราะฮอร์โมนเพศชาย ทำให้ผมร่วงในลักษณะร่วงกลางหัว อาจจะร่วงตั้งแต่หน้าผากขึ้นไป ร่วงกลางกระหม่อม หรือร่วงด้านบน ซึ่งเป็นผมร่วงในบางตำแหน่ง โดยการรักษาผมร่วง จะพยายามกดฮอร์โมนเพศชายให้ต่ำลง ทำงานได้น้อยลง ซึ่งพอฮอร์โมนเพศชายในร่างกายที่เราสร้างเองทำงานได้น้อยลง อาจจะทำให้คุณภาพของน้ำอสุจิลดลงได้ ดังนั้นในคนที่รักษาเรื่องผมร่วงอยู่แนะนำให้หยุดยาผมร่วงอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป เพื่อให้คุณภาพอสุจิดีขึ้น เนื่องจากรอบในการสร้างสเปิร์มใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แล้วค่อยมาเริ่มกระบวนการรักษาก็จะดีกว่า

ถ้าเป็นมะเร็งอัณฑะยังสามารถมีลูกได้ไหม? 38:10

ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคว่าเป็นมากน้อยแค่ไหน สำหรับคนที่เป็นมะเร็งอัณฑะแล้วจำเป็นที่ต้องได้รับการผ่าตัดรักษา แนะนำให้แช่แข็งตัวสเปิร์มไว้ก่อน โดยหากสามารถหลั่งได้และมีตัวสเปิร์มที่อยู่ในน้ำหลั่ง ก็สามารถที่จะแช่แข็งเก็บไว้ก่อนได้ เพราะการผ่าตัดรักษาอาจจำเป็นต้องตัดลูกอัณฑะ หรือให้เคมีบำบัด ฉายแสง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของอสุจิในอนาคต ทำให้โอกาสมีลูกน้อยลง จึงแนะนำให้มาแช่แข็งสเปิร์มเก็บไว้ ก่อนที่จะไปเริ่มกระบวนการรักษา

ผู้ชายกลุ่มไหนที่อสุจิคุณภาพดี? 39:10

พฤติกรรมสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การสัมผัสสารเคมีต่างๆ รวมถึงมลภาวะในสิ่งแวดล้อม PM 2.5 ก็ส่งผลต่อคุณภาพของอสุจิเหมือนกัน พฤติกรรมสุขภาพที่หลีกเลี่ยงคือการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา เพื่อให้คุณภาพอสุจิดีขึ้น การใช้สารเสพติด หรือสารเคมีต่างๆ เป็นระยะเวลานาน มีผลต่อคุณภาพอสุจิ

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ไขความลับ ‘Golden Window’ ช่วงเวลาทองของการฝังตัวอ่อน

ERA/ ORA Test ย้ายตัวอ่อน

ERA/ ORA Test เทคโนโลยีตรวจหา Golden Window ระดับพันธุกรรม

คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมแม้จะคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ และมดลูกดูสมบูรณ์แล้ว แต่การย้ายตัวอ่อนกลับยังไม่ประสบความสำเร็จ

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เราเห็น แต่อยู่ที่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในระดับที่ลึกกว่า นั่นคือ ความพร้อมของเยื่อบุมดลูกในระดับโมเลกุล ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรืออัลตราซาวด์ทั่วไป

🧬 เมื่อการมองด้วยตาไม่เพียงพอ

การตรวจอัลตราซาวด์สามารถบอกเราได้ว่ามดลูกมีสภาพทางกายภาพที่ดี แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามดลูก “พร้อม” ที่จะรับตัวอ่อนหรือไม่ในระดับโมเลกุล

นี่คือจุดที่ ERA Test (Endometrial Receptivity Analysis) / ORA Test (Non-Invasive Endometrial Receptivity) เข้ามามีบทบาท ด้วยการวิเคราะห์การแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการรับตัวอ่อน เราสามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนของความพร้อมที่แท้จริงของเยื่อบุโพรงมดลูกได้

🎯 เพราะนาฬิกาชีวภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือ ผู้หญิงประมาณ 30% มีช่วงเวลาการฝังตัว (Window of Implantation) ที่แตกต่างไปจากค่ามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาทั่วไป

ERA/ORA Test จะช่วยค้นหา “Personalized Window” หรือช่วงเวลาที่เหมาะสมเฉพาะตัว โดยบอกได้อย่างแม่นยำว่าควรใช้ฮอร์โมนเตรียมมดลูกนานเท่าใด เพื่อให้การย้ายตัวอ่อนเกิดขึ้นในจังหวะที่มดลูกของคุณ “เปิดรับ” มากที่สุด

⏳ ลดการลองผิดลองถูก เพิ่มโอกาสความสำเร็จ

เราเข้าใจดีว่าทุกรอบการรักษามีค่า ทั้งในแง่ของเวลา ค่าใช้จ่าย และอารมณ์ที่ต้องรอคอย การรู้ข้อมูลที่ชัดเจนก่อนเริ่มย้ายตัวอ่อนจะช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาไปกับรอบการรักษาที่ไม่ตรงจังหวะ

ผลลัพธ์คือ ลดความเสี่ยงในการสูญเสียตัวอ่อนคุณภาพดี และเพิ่มอัตราการฝังตัวสำเร็จได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

✨ การรักษาที่มาจากข้อมูล ไม่ใช่การเดา

เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่นำข้อมูลระดับยีนมาวางแผนการรักษา คุณจึงมั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนไม่ได้เกิดจากการคาดเดา แต่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

ในกระบวนการรักษาผู้มีบุตรยาก ‘ความบังเอิญ’ ไม่ใช่สิ่งที่เราควรพึ่งพา
👉🏻
ให้เทคโนโลยี ERA/ ORA Test เปลี่ยน ‘ความน่าจะเป็น’ ให้กลายเป็น ‘ความแน่นอน’
เพื่อให้การย้ายตัวอ่อนครั้งต่อไปของคุณ เป็นครั้งที่สมบูรณ์แบบที่สุด

เปลี่ยน “ตัวเลข” เป็น “แผนการรักษา” ที่แม่นยำด้วย AI Precision

AI Precision

🔬 From Data to Diagnosis: เปลี่ยน “ตัวเลข” เป็น “แผนการรักษา” ที่แม่นยำด้วย AI Precision

ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก… สิ่งที่สำคัญกว่า “ผลแล็บ” คือ “การแปลผล” เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุด

ที่ Superior A.R.T.  เราเลือกใช้เทคโนโลยี LensHooke™ X1 PRO เข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญของทีมแพทย์และนักวิทย์ เพื่อยกระดับการตรวจวิเคราะห์คุณภาพอสุจิ (Semen Analysis) จากการดูเพียงกายภาพภายนอก สู่การวิเคราะห์เชิงลึกแบบ Deep Bio-Metrics

💡 เจาะลึก 3 มิติแห่งคุณภาพ (The Triad of Sperm Quality) ที่ AI Precision ช่วยให้เรามองเห็นชัดกว่าเดิม

📊 1. Motion Kinetics (วิเคราะห์พลังงานและการเคลื่อนที่)

เราไม่ได้ดูแค่ว่าสเปิร์ม “วิ่ง” หรือไม่ แต่ AI เจาะลึกถึง Velocity (ความเร็ว) และ Linearity (ทิศทาง) ในระดับไมครอน/วินาที เพื่อค้นหา “ตัวที่แกร่งจริง” ที่มีศักยภาพในการเจาะเข้าสู่เซลล์ไข่

🧬 2. Morphology Intelligence (คัดกรองความสมบูรณ์ระดับเซลล์)

ด้วยอัลกอริทึม Machine Learning ที่เรียนรู้จากฐานข้อมูลระดับโลก (Big Data) ช่วยคัดกรองรูปร่างอสุจิที่ผิดปกติได้อย่างละเอียดแม่นยำ ยืนยันผลตามเกณฑ์ WHO Laboratory Manual 6th Edition (2021) มาตรฐานสูงสุดในปัจจุบัน

🎬 3. Visual Evidence (หลักฐานเชิงประจักษ์)

เปลี่ยนค่าทางวิทยาศาสตร์ให้เป็น “ภาพจริง” (Real-time Visualization) ด้วยระบบ Full HD Video Playback ให้คุณได้เห็น “คุณภาพที่แท้จริง” ไปพร้อมกัน สร้างความเข้าใจที่โปร่งใสและชัดเจนในทุกขั้นตอนการรักษา

👨‍⚕️ 👨‍⚕️ เหนือกว่าเทคโนโลยี… คือความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ เครื่องมือที่ดีที่สุด ต้องอยู่ในมือของผู้ที่เข้าใจที่สุด… ผลวิเคราะห์จาก AI จะถูกนำมาประมวลร่วมกับความเชี่ยวชาญของแพทย์และนักวิทย์ เพื่อร่วมกันออกแบบการรักษา (Personalized Treatment Plan) ที่เหมาะกับคู่สมรสแต่ละคู่ที่สุด …

เพราะความสำเร็จของคุณ คือภารกิจของเรา 🩵

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน รู้ลึกแค่ไหน? ทำไมต้องตรวจ?

ถามหมอกับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน

เคยสงสัยไหม? ทำไมขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้วถึงต้องมีการ ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน และสิ่งที่ตรวจเจอ บอกอะไรเราได้บ้าง? วันนี้คุณมิ้น มิณฑิตา วัฒนกุล จะมาเป็นตัวแทนในการค้นหาคำตอบกับคุณหมอนิ

🧬 1. ตรวจโครโมโซม VS ตรวจยีน ต่างกันอย่างไร?

ปกติแล้วใน 1 เซลล์ของคนเราจะมีโครโมโซม 23 คู่ ซึ่งคู่สุดท้ายคือโครโมโซมเพศ การตรวจโครโมโซม (PGT-A) จะช่วยดูความสมบูรณ์ว่าโครโมโซมขาดหรือเกินหรือไม่ เช่น การคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม

แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลกว่านั้น! เราสามารถ “ตรวจยีน” (PGT-M/A) ได้ลึกขึ้น เพื่อคัดกรองโรคทางพันธุกรรมเฉพาะเจาะจงได้อีก เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคตาบอดสี หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และอื่นๆ อีกมากมายกว่า 500 โรค

🚩 2. ใครบ้างที่ “ควร” ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน?

คุณหมอแนะนำว่า แม้การตรวจโครโมโซมทำได้ทุกช่วงอายุ แต่กลุ่มที่จำเป็นต้องตรวจจริงๆ คือ:

ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป: เพราะความเสี่ยงที่จะเจอโครโมโซมผิดปกติ (เช่น ดาวน์ซินโดรม) จะสูงขึ้นชัดเจน
ผู้ที่มีประวัติแท้งบ่อย: หรือเคยมีประวัติมีบุตรโครโมโซมผิดปกติในท้องก่อนหน้า
ผู้ที่เคยมีบุตร หรือมีญาติสายตรง: ที่มีความผิดปกติทางโครโมโซม

💪 3. เด็กหลอดแก้ว = เด็กไม่แข็งแรง จริงหรือ?

“ไม่จริง” ในทางกลับกัน กระบวนการนี้ช่วยให้เรา “คัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุด” การตรวจโครโมโซมช่วยตัดความเสี่ยง ลดปัญหาการใส่ตัวอ่อนแล้วไม่ท้อง หรือลดปัญหาการแท้งบุตร ทำให้เรามั่นใจได้ว่าลูกน้อยที่จะเกิดมา มีพันธุกรรมที่สมบูรณ์และลดความเสี่ยงจากโรคร้ายแรงได้ดีกว่าการปล่อยให้ตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติในกลุ่มเสี่ยง

💡อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เด็กหลอดแก้ว

อยากปรึกษาเรื่องการวางแผนมีบุตร หรือตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน กดที่ นัดปรึกษาแพทย์ ได้เลยค่ะ


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.61 ❝ว่าด้วยเรื่อง… การย้ายตัวอ่อน❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2567)

ใน EP. 61 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับการย้ายตัวอ่อน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการของการย้ายตัวอ่อน เพื่อคนไข้จะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจในการเลือกแผนการรักษา การเตรียมตัวก่อนเริ่มกระบวนการ ควรเลือกตัวอ่อนตัวไหนดี และควรตรวจอะไรก่อนที่จะย้ายตัวอ่อนบ้าง

1. การเตรียมตัวก่อนย้ายตัวอ่อน 1:44

ถ้าคนไข้ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก เช่น ไม่มีโรคประจำตัวที่จะต้องทานยาหรือปรับยา เช่น ไทรอยด์ ที่ต้องรอให้ฮอร์โมนกลับมาปกติก่อน ก็อาจจะไม่ได้ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย

โดยทั่วไป การปฏิบัติตัวเริ่มจากการดำเนินชีวิตที่ดี ดังนี้

อาหาร

ทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นโปรตีน โดยโปรตีนที่ดี มาจากเนื้อสัตว์ที่เป็นสัตว์เล็ก เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เช่น ไก่ ปลา หรือโปรตีนจากพืช โปรตีนที่ดีและหาได้ง่ายก็คือไข่ แนะนำให้ทานไข่วันละ 1 ฟอง ซึ่งสามารถทานได้ทั้งไข่แดงและไข่ขาว แต่ถ้าทานมากกว่า 1 ฟองต่อวัน เน้นเฉพาะไข่ขาว ไข่แดงควรทานไม่เกินวันละ 1 ฟอง แม้ไข่แดงจะมีไขมันดีและโอเมก้าสูง แต่หากทานมากจะทำให้คอเลสเตอรอลสูงได้

เพิ่มทานผักผลไม้ และลดแป้งลดน้ำตาล โดยเฉพาะคนไข้ที่น้ำหนักเกิน หรือว่ากึ่งๆ จะอ้วน ถ้าไม่รีบมากควรลดน้ำหนักให้พอดี วิธีคำนวณน้ำหนักว่าควรจะหนักเท่าไหร่ แบบง่ายๆ คือเอาส่วนสูง ลบด้วย 110 เช่น ถ้าสูง 160 ซม. น้ำหนักของผู้หญิงที่ควรจะเป็นคือ 50 กก. (160-110) แต่ถ้าทำไม่ได้ อาจจะให้ลบแค่ 100 น้ำหนักไม่ควรเกิน 60 กก. (160-100) นอกจากนี้ ช่วงก่อนที่จะใส่ตัวอ่อนควรคุมน้ำหนักให้พอดีและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ยาและโรคประจำตัว

ยาที่ต้องงด คือยาที่อาจส่งผลต่อการสร้างอวัยวะของเด็กในครรภ์ เช่น

  • ยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ Retin-A หรือโรแอคคิวเทน เป็นยารักษาสิว จะต้องหยุดก่อนใส่ตัวอ่อนหรือตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน เพราะอาจทำให้เด็กมีความผิดปกติหรือพิการรุนแรงได้ แม้ว่าจะอยู่ในรูปแบบยาทา อย่าง Retin-A หรือ Retinoic Acid ก็ควรต้องหยุดด้วย เพราะอาจจะยังมีการดูดซึมเข้ากระแสเลือด และส่งผลต่อลูกในท้องได้
  • กลุ่มยาจิตเวช เช่น ยาต้านซึมเศร้า ยาบางตัวมีผลต่อเด็ก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับลดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น หรือเปลี่ยนเป็นตัวที่ปลอดภัยมากกว่า
  • หากมีโรคประจำตัว เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมัน ควรไปเช็คก่อนว่าทุกอย่างดีแล้ว
  • อีกโรคที่สำคัญมากคือไทรอยด์ หากไทรอยด์ผิดปกติก่อนใส่ตัวอ่อน มักมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันต่อไทรอยด์สูงกว่าปกติ ซึ่งอาจรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อนได้ ดังนั้นควรต้องกินยาปรับไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นปกติก่อน นอกจากนั้นหลังตั้งครรภ์แล้วค่าไทรอยด์จะแกว่งมาก ควรตรวจทุก 3 เดือน หากระดับฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กได้
  • งดยาลดไขมัน เนื่องจากคนท้องกินไม่ได้
  • โรคความดันโลหิตสูงไม่ค่อยมีผลต่อการใส่ตัวอ่อน แต่ระหว่างตั้งครรภ์มีโอกาสอย่างมากที่จะกลายเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีความดันเลือดสูง และมีโปรตีนรั่วออกมาทางปัสสาวะ หากเป็นมากจนควบคุมไม่ได้ อาจถึงขั้นชักเป็นอันตรายได้ ดังนั้นก่อนท้องต้องปรึกษาแพทย์อายุรกรรมก่อน เพื่อเปลี่ยนยาเป็นตัวที่ปลอดภัยสำหรับคนท้องและควบคุมให้ได้ดีก่อน ถึงค่อยมาใส่ตัวอ่อน

วิตามินที่ควรทานก่อนใส่ตัวอ่อน หลักๆ คือ

  • Folic Acid ขนาดเม็ดละ 4 มิลลิกรัม สามารถทานได้ 1 เม็ด อย่างน้อยประมาณ 1 เดือนก่อนเริ่มใส่ตัวอ่อน
  • วิตามินรวมสำหรับคนท้อง ที่มีวิตามินที่คนท้องต้องการหลายๆ อย่าง เช่น โฟลิค วิตามิน B D ธาตุเหล็ก เป็นต้น
  • วิตามินซี และ Coenzyme Q10 สามารถทานได้จนถึงวันใส่ตัวอ่อน แต่หลังใส่ตัวอ่อนแล้วควรเหลือแค่โฟลิคหรือวิตามินรวมสำหรับคนท้องอย่างเดียว เพราะยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า CoQ10 ปลอดภัยในคนท้องหรือไม่

2. วิธีเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับใส่ตัวอ่อน 10:00

มี 2 วิธีหลัก ได้แก่

(1) การเตรียมด้วยรอบธรรมชาติ

ตามธรรมชาติ ในแต่ละรอบเดือน ผู้หญิงจะมีไข่ที่โต 1-2 ใบต่อรอบ ไข่ใบนั้นจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกค่อยๆ หนาตัวขึ้น หลังจากไข่โตเต็มที่ ไข่ก็จะตก หลังไข่ตก ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้น และเปลี่ยนโครงสร้างของโพรงมดลูกให้เหมาะกับการฝังตัวของตัวอ่อน สำหรับการเตรียมเยื่อบุด้วยรอบธรรมชาติ เป้าหมายคือให้มีไข่โตตามธรรมชาติ 1 ใบ โดยคุณหมออาจให้กินยากระตุ้นให้ไข่โต เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีไข่โตในรอบเดือนนั้นแน่ๆ หลังจากกินยาให้ไข่โต จะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ประมาณ Day 12 ของรอบเดือน เพื่อดูว่าไข่ที่ถูกกระตุ้นนั้นโตขึ้นหรือยัง เมื่อไข่โตก็จะติดตามไข่ใบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ว่าไข่ใบนี้ตกวันไหน หลังจากรู้วันไข่ตก ก็จะสามารถกำหนดวันใส่ตัวอ่อนได้ 

ข้อดี คือ ใช้ยาน้อย เพราะใช้ฮอร์โมนที่สร้างเองจากธรรมชาติ ข้อเสียและผลข้างเคียงจากการทานยาก็จะน้อยกว่า และการที่เป็นฮอร์โมนที่สร้างเองโดยธรรมชาติ อาจทำให้มดลูกตอบสนองรับตัวอ่อนได้ดีกว่าการใช้ยาจากภายนอก หรือเมื่อตรวจระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนใส่ตัวอ่อน จะพบว่าระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในรอบธรรมชาติ จะสูงกว่ารอบฮอร์โมนเยอะมาก หลังจากใส่ตัวอ่อน คุณหมอก็ยังให้ยาสอดช่วยประคองการตั้งครรภ์ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินก็ยังมียาจากข้างนอกมาช่วย แต่จะให้โดสที่น้อยกว่า เรียกได้ว่าวิธีนี้ผลข้างเคียงจะค่อนข้างน้อยกว่า และคนไข้มีเลือดออกหลังใส่ตัวอ่อนน้อยกว่าคนไข้ที่ใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมน

ข้อเสีย คือ ถ้ารอบนั้นกระตุ้นแล้วไข่ไม่โต อาจจะต้องถูกยกเลิกรอบนั้นไป และจะต้องเสียเวลามาตรวจอัลตราซาวด์หรือเจาะเลือดติดๆ กันหลายวันในช่วงใกล้ไข่ตก จนกว่าจะมั่นใจว่าวันไหนเป็นวันที่ไข่ตกจริง ซึ่งอาจทำไม่ได้ในคนไข้ทุกราย เพราะต้องทุ่มเทเวลามาตรวจ

(2) การใช้ฮอร์โมน

ในรอบเตรียมเยื่อบุที่ใช้ฮอร์โมน คุณหมอก็จะให้ทานยาฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดหนาตัวขึ้น เมื่อเยื่อบุหนาถึงระดับที่ต้องการ ประมาณ 8-10 มม. และเห็นเรียงตัวเป็น 3 ชั้นสวยๆ ก็จะเพิ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าไป จากนั้นจึงนัดวันใส่ตัวอ่อน

ข้อดีของการใช้ฮอร์โมน คือ ง่าย ควบคุมด้วยการกินยา และนัดมาทำอัลตราซาวด์ หากเยื่อบุหนาดีก็สอดยา ไม่ต้องมาตรวจบ่อย หรือเจาะเลือดบ่อย แต่ข้อเสียคือต้องใช้ฮอร์โมนประคองการตั้งครรภ์ จนถึงอายุครรภ์โดยเฉลี่ยประมาณ 10 สัปดาห์ หากลืมกินยาหรือท้องเสียทำให้การดูดซึมยาไม่ดี อาจทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดลดลง จนมีเลือดออกหรือภาวะแท้งคุกคาม นอกจากนี้อาจมีผลข้างเคียงจากยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว

อัตราการตั้งครรภ์ของทั้ง 2 วิธี เป็นอย่างไร?

อัตราการตั้งครรภ์ใกล้เคียงกันมาก ที่ Superior A.R.T. เปอร์เซ็นต์ท้องโดยเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 70-75% แต่ความสะดวกสบายอาจจะต่างกัน แต่สิ่งที่สังเกตได้คือ ในรอบธรรมชาติคนไข้มีปัญหาเรื่องแท้งคุกคามหรือเลือดออกน้อยกว่ารอบที่ใช้ฮอร์โมน

ลักษณะเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยเป็นอย่างไร?

เยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยงามจะเห็นเป็น 3 ชั้น เห็นขอบชัดเจน และมีความหนา 8-12 มม. 

3. วิธีการเลือกตัวอ่อน 19:25

ปัจจุบันการใส่ตัวอ่อน จะเลี้ยงตัวอ่อนไปจนถึงระยะ Blastocyst หรือ Day 5 โดยถ้ามีตัวอ่อนที่ตรวจโครโมโซมแล้ว จะเลือกตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติก่อน

หากมีตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติหลายตัว ควรเลือกตัวไหน?

ตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst จะยังมีเปลือกเหลืออยู่ ซึ่งช่วยเป็นที่หลบภัย เมื่อทำการแช่แข็ง ตัวอ่อนจะกลับเข้าไปในเปลือก และเมื่อละลาย ตัวอ่อนก็จะบานกลับมาและฟักออกจากเปลือก การมีเปลือกจึงช่วยให้ตัวอ่อนไม่โดนสัมผัสกับน้ำยาแช่แข็งหรือละลายโดยตรง ทำให้เปอร์เซ็นต์ที่ตัวอ่อนหลังละลายจะดีกว่า Full Hatch Blastocyst

ส่วน Full Hatch Blastocyst ตัวอ่อนจะฟักออกจากเปลือกหมดแล้ว จากเดิมที่มีรูปร่างเป็นเลข 8 จะกลายเป็นตัวกลมๆ ทำให้เซลล์ทุกเซลล์จะโดนน้ำยาโดยตรง โดยเฉพาะ Full Hatch Blastocyst Day 6 นักวิทยาศาสตร์ที่ละลายจะต้องมีฝีมือมาก เพราะตัวอ่อนตัวใหญ่และ Timing การเปลี่ยนน้ำยาในการละลายต้องแม่น หากน้ำยาโดนตัวอ่อนมากไปอาจทำให้เซลล์บางส่วนเสียไปได้

คุณหมอจึงแนะนำว่า ถ้ามีตัวอ่อนทั้ง Hatching Blastocyst กับ Full Hatch Blastocyst จะเลือก Hatching Blastocyst ก่อน และเลือกจาก Day โดยเลือกตัวอ่อนที่ Day 5 มากกว่า Day 6 
ถ้ามีตัวอ่อนให้เลือกเยอะ ก็จะเลือก Hatching Blastocyst Day 5 ก่อน รองลงมาคือ Hatching Blastocyst Day 6 ส่วน Full Hatch Blastocyst จะเก็บไว้ท้ายๆ

4. การเจาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนใส่ตัวอ่อนจำเป็นหรือไม่? 23:56

ขึ้นอยู่กับสไตล์ของคุณหมอแต่ละท่าน โปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะมาจากฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างเองหลังไข่ตก หรือจากยาที่ทานหรือสอด เช่น Duphaston, Cyclogest, Crinone, Utrogestan สำหรับคนไข้ที่ทานแค่ Duphaston ตัวเดียว และไม่ได้สอดยาโปรเจสเตอโรนด้วย อาจตรวจไม่เจอระดับโปรเจสเตอโรนในเลือด ในกรณีนี้ จึงไม่จำเป็นต้องวัดระดับโปรเจสเตอโรนในเลือด แต่ถ้าโปรเจสเตอโรนที่ใช้ เป็นรุปแบบยาสอดช่องคลอด จะสามารถตรวจวัดโปรเจสเตอโรนในกระแสเลือดได้ 

ถ้าตรวจ จะตรวจโปรเจสเตอโรน 1 วันก่อนวันใส่ตัวอ่อน เพื่อดูว่าระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ที่เป็นตัวประคองการตั้งครรภ์ต่ำหรือไม่ โดยระดับที่เหมาะสมคือเกิน 10 ขึ้นไป หากน้อยกว่า 5 คุณหมอบางคนอาจยกเลิกการใส่ตัวอ่อนในรอบนั้น

การจัดการติ่งเนื้อและเนื้องอกในโพรงมดลูก

หากตรวจพบมีติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือเนื้องอกที่เบียดโพรงมดลูก ขนาดใหญ่เกิน 1 ซม. หรือตำแหน่งอยู่ตรงบริเวณที่ตัวอ่อนจะฝังตัว และมีตัวอ่อนไม่เยอะก็ควรจะต้องเอาออกก่อน ซึ่งการตัดติ่งเนื้อในโพรงมดลูกไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ สามารถทำได้จากการส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อตัดหรือจี้เฉพาะตัวติ่งเนื้อออก และพยายามรบกวนมดลูกให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพังผืดหลังผ่าตัด หลังตัดติ่งเนื้อในโพรงมดลูกแล้ว รอบเดือนต่อไปสามารถเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อนได้เลย

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยว่า หลังจากการส่องกล้องในโพรงมดลูก รอบเดือนต่อมาเปอร์เซ็นต์ท้องจะเพิ่มมากขึ้น เพราะเหมือนเป็นการกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกให้ตอบสนองรับตัวอ่อนได้ดีขึ้น ยกเว้นในกรณีที่มีเนื้องอกในโพรงมดลูกแล้วมีการผ่าตัดเยอะ มีแผลเป็นเยอะ อาจจะต้องรอให้โพรงมดลูกหายดีก่อน ประมาณ 2 รอบเดือน แต่ถ้าเป็นการผ่าตัดเนื้องอกในโพรงมดลูกแบบผ่าตัดเปิด ส่วนใหญ่จะให้พัก 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้มดลูกแตกหลังตั้งครรภ์

นอกจากตรวจฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนแล้ว มีค่าอื่นที่ต้องตรวจอีกไหม? 

หากไม่รวมการตรวจที่เกี่ยวกับโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องตรวจก่อนอยู่แล้ว อาจมีการตรวจแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณหมอแต่ละคน APS (Antiphospholipid Syndrome) เป็นกลุ่มแอนติบอดี้ที่อาจมีผลรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน ที่สำคัญคืออาจมีผลทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2

แอนติบอดี้ มีผลอะไร?

แอนติบอดี้คือภูมิคุ้มกันที่ปกติร่างกายจะสร้างไปทำลายเชื้อโรค แต่บางครั้งที่เรารับสารก่อภูมิแพ้ สารพิษต่างๆ มากเกินไป ร่างกายจะเริ่มงงว่าอันไหนคือเชื้อโรค หรืออันไหนคือเซลล์ของตัวเอง ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันมาทำร้ายเซลล์ของตัวเอง (Autoimmune) ซึ่งภูมิคุ้มกันพวกนี้มักจะเรียกเกล็ดเลือดให้มารวมตัวกัน และอุดตันเส้นเลือด ซึ่งเส้นเลือดที่เล็กมากๆ เช่น เส้นเลือดของตัวอ่อนในช่วงฝังตัว หรือช่วงตั้งครรภ์อ่อนๆ เกล็ดเลือดอาจไปอุดตันเส้นเลือด ทำให้การฟอร์มรกไม่สมบูรณ์ และเด็กขาดเลือด ฝังตัวไม่ได้ หรือฝังตัวไปแล้วหลุด

เนื่องจากแอนติบอดี้มีเยอะมาก คุณหมอจะเจาะเฉพาะบางตัวที่ขึ้นบ่อยๆ เท่านั้น หากภูมิคุ้มกันต่อตัวเองขึ้นสูง อาจพิจารณาให้ยาในกลุ่มของ Aspirin Prednisolone หรือยาฉีด Enaoxaparin เพื่อช่วยให้การฝังตัวของตัวอ่อนดีขึ้น โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป

5. การคัดกรองโรคทางพันธุกรรมหรือโครโมโซม 30:49

โครโมโซมของร่างกายมนุษย์มี 23 คู่ โดยโครโมโซม 22 คู่แรก จะควบคุมการสร้างอวัยวะต่างๆ และคู่สุดท้าย คือโครโมโซมเพศ ปกติจะอยู่ 2 แท่งคู่กัน ตัวโครโมโซมใหญ่ ถ้าขาดหรือเกินจะมีผลต่อตัวเด็กมาก เช่น โครโมโซมที่มียีนส์ที่ควบคุมการสร้างอวัยวะ ถ้าหายไปตัวอ่อนจะไม่ฝังตัวเลย

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนจะตรวจดูทั้ง 23 คู่ ตัวอย่างตัวอ่อนที่ผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม โครโมโซม 21 จะมี 3 แท่ง แทนที่จะมี 2 แท่ง เป็นตัน สำหรับในกรณีที่ครอบครัวมีประวัติโรคพันธุกรรม โดยมีประวัติคนในครอบครัวเป็น หรือเคยมีลูกคนแรกที่ผิดปกติ ก็สามารถตรวจโครโมโซมคู่กับการตรวจยีนที่ผิดปกตินั้นได้ เช่น โรคธาลัสซีเมีย ที่คนไทยเป็นพาหะประมาณ 40% สามารถตรวจได้ว่าตัวอ่อนมีโครโมโซมปกติไหม เป็นพาหะหรือเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ หรือสามารถตรวจยีนอื่นๆ ได้ เช่น โรคหูหนวกทางพันธุกรรม โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยจะต้องมีประวัติในครอบครัวว่ามียีนที่ผิดปกติชัดเจนมาก่อน

แต่ในปัจจุบัน มีการนำเลือดพ่อกับเลือดแม่ไปตรวจคัดกรองยีนได้ โดยบางยี่ห้อตรวจได้ถึง 500-600 ยีน เพื่อตรวจว่ามีโรคทางพันธุกรรมแฝงโดยที่ไม่รู้หรือไม่ หากทั้งสามีภรรยามีโรคพันธุกรรมแฝงอยู่ ก็อาจมีโอกาสที่จะมีลูกเป็นโรคได้ อย่างไรก็ตาม ต้องมาปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะผลลัพธ์ที่ได้อาจแปลผลยาก ทำให้เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็นได้

6. อุปกรณ์เสริมในการใส่ตัวอ่อน 34:26

กาวติดตัวอ่อน Embryo Glue

หลังละลายตัวอ่อน นักวิทยาศาตร์จะเลี้ยงตัวอ่อนในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน โดยก่อนใส่ตัวอ่อนจะนำ Embryo Glue มาใส่ไว้ประมาณ 10-30 นาที หลังจากนั้นจะดูดตัวอ่อนพร้อมกับ Glue เข้าไปใส่ในโพรงมดลูก ซึ่งข้อดีของ Embryo Glue คือมีความเข้มข้น และสารอาหารใกล้เคียงกับน้ำในโพรงมดลูกก่อนที่จะถึงชั้นเยื่อบุโพรงมดลูก ช่วยให้ตัวอ่อนผ่านน้ำในชั้นของโพรงมดลูก และเข้าไปถึงโพรงมดลูกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมี CD44 และ Hyaluronic acid ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ตัวอ่อนจับกับเยื่อบุโพรงมดลูกได้แน่นขึ้น

Embryo Glue อาจมีประโยชน์ในกลุ่มคนไข้ที่มีประวัติใส่ตัวอ่อนหลายครั้งแล้วไม่ท้อง แต่ในคนไข้ทั่วไป หรือการใส่ตัวอ่อนครั้งแรกอาจไม่ได้เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น คุณหมอมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวย ฮอร์โมนที่ดี และคุณภาพของตัวอ่อนที่ดี สำหรับ Embryo Glue อาจเป็นเหมือน Accessory ประโยชน์อาจยังไม่ชัดเจน แต่คุณหมอรู้สึกว่าถ้าใช้ Glue เวลาฉีดตัวอ่อนเข้าไปจะมีความหนืดกว่า ตัวอ่อนมักจะอยู่ในตำแหน่งที่อยากให้อยู่ และไม่ค่อยขยับ มากกว่าแบบไม่ใช้ Glue

ยาที่ทำให้มดลูกคลายตัว (Atosiban/Tractocile)

คือ ยาที่ให้ทางน้ำเกลือก่อนใส่ตัวอ่อน เพื่อทำให้มดลูกคลายตัว ลดการบีบตัวไล่ตัวอ่อนหลังจากใส่ตัวอ่อน โดยฤทธิ์ของยาอาจอยู่ประมาณ 4-6 ชั่วโมงหลังรับยา ซึ่งมีงานวิจัยชัดเจนว่ามีประโยชน์ในการช่วยให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากการลดการบีบตัวของมดลูก โดยบางที่อาจให้หลังใส่ตัวอ่อนด้วย แต่โดยส่วนตัวคุณหมอจะใช้แค่วันที่ใส่ตัวอ่อนเท่านั้น

การฉีด PRP

คือ การเก็บเลือดของตัวเองมาปั่น แล้วเลือกเฉพาะชั้น ที่เรียกว่า Platelet-Rich Plasma ซึ่งมี Growth Factor ที่ต่างๆ เยอะ แล้วฉีดเข้าไปในโพรงมดลูก

ในอดีตเคยใช้ PRP เพื่อเพิ่มความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก ในกรณีที่เตรียมเยื่อบุแล้วบาง
แต่ปัจจุบัน มีการปรับมาฉีดก่อนใส่ตัวอ่อนประมาณ 1-2 วัน เพื่อเพิ่มให้เยื่อบุโพรงมดลูกรับกับตัวอ่อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังไม่มากพอที่จะบอกว่ามีประโยชน์ ซึ่งคุณหมอก็กำลังเก็บข้อมูลในเคสที่ทำอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลดี เปอร์เซ็นต์ท้องดี แต่อาจเป็นเพราะคนไข้ไม่ได้มีปัญหามากหรือตัวอ่อนดีอยู่แล้ว อาจจะยังสรุปไม่ได้แน่ชัด ซึ่ง PRP มีราคาสูง จึงอาจต้องรอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ ถึงจะบอกได้ว่าคุ้มค่าหรือไม่

Endometrial Receptivity Assay (ERA Test) 

การตรวจ ERA Test จะเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูกส่งไปตรวจยีน เพื่อดูว่าหลังสอดยาไปแล้วกี่ชั่วโมง เป็นเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกรับตัวอ่อนได้ดีที่สุด ใช้เป็นแนวทางว่าเราควรจะใส่ตัวอ่อนในรอบถัดไปในเวลานี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข้อมูลออกมาพอสมควร พบว่ามันไม่ช่วย การใช้จึงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ซึ่งผลที่คุณหมอพบมีทั้งช่วยและไม่ช่วย

7. การดูแลตัวเองหลังใส่ตัวอ่อน 43:15

  • ไม่ต้องนอนติดเตียงตลอดเวลา แต่ควรพักผ่อนให้มากขึ้น เพื่อลดกิจกรรมไม่ให้มดลูกบีบตัว ควรหลีกเลี่ยงการเดินเยอะ ออกกำลังกาย ยกของ มีเพศสัมพันธ์ หรือเพิ่มแรงเบ่งในช่องท้อง เพราะอาจกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว ให้พัก 2-3 วันหลังใส่ตัวอ่อน ควรหยุดอยู่บ้าน ใช้ชีวิตในบ้านสบายๆ พยายามลดการขึ้น-ลงบันได ถ้าจำเป็นก็ให้เดินช้าๆ ส่วนการเดินธรรมดาในบ้านได้ไม่มีปัญหา
  • การขับถ่าย ไม่ให้กลั้นฉี่ การเบ่งอุจจาระ ท้องเสียหรือท้องผูก อาจมีผลไปกระตุ้นมดลูกให้บีบตัวได้ ควรทานผลไม้หรือกากใย เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องผูก ถ้าท้องผูกมากลองกินลูกพรุนแบบเป็นเม็ด
  • ห้ามลืมการใช้ยาประคองการตั้งครรภ์ตามที่คุณหมอสั่ง
  • อาบน้ำอุณหภูมิห้องได้ตามปกติ สระผมได้ตามปกติ แต่ห้ามแช่น้ำร้อน เพราะอุณหภูมิที่สูง หรือเป็นไข้ไม่สบายอาจมีผลต่อการปิดของหลอดสมองของเด็กได้
  • กินวิตามิน Prenatal Vitamin เช่น Obimin, Nataral ควรหยุด CoQ10 หรือวิตามินอื่นๆ ไปก่อน หรือบางคนอาจกินแค่โฟลิคอย่างเดียว

8. การตรวจการตั้งครรภ์ 45:58

สามารถตรวจการตั้งครรภ์จากเลือดได้ ตั้งแต่ 7 วันหลังย้ายตัวอ่อนระยะ Day 5

แล้ว HCG จะขึ้นอย่างไร?

การขึ้นของ HCG ที่ดี จะขึ้น 2 เท่าทุก 2 วัน หรืออย่างน้อยขึ้น 66% ในช่วงเวลา 48 ชั่วโมง

หลังท้องแล้วควรอัลตราซาวด์เมื่อไร?

ส่วนใหญ่จะสามารถอัลตราซาวด์ได้ช่วงประมาณ 5 สัปดาห์ เพราะจะเห็นถุงการตั้งครรภ์ ช่วง 6 สัปดาห์จะเห็นหัวใจ 7 สัปดาห์เห็นตัวเด็กชัดๆ

เมื่อไรที่เรียกว่าปลอดภัย สามารถการแจ้งข่าวดี หรือเดินทางได้?

ส่วนใหญ่จะรอให้เกิน 10-12 สัปดาห์ สามารถแจ้งข่าวดีให้คนทางบ้านได้ หรือถ้าจะวางแผนไปเที่ยวคือหลัง 12 สัปดาห์จนถึงประมาณไม่เกิน 32 สัปดาห์ ในคนไข้ท้องเดี่ยว ไม่ใช่ท้องแฝด

คำแนะนำในการเลือกแพทย์ฝากครรภ์

คุณหมอจะถามก่อนว่าเคยฝากท้องที่ไหน หากเคยมีลูกแล้วอาจฝากกับคุณหมอท่านเดิมที่รู้สึกสะดวกใจ และสบายใจ โดยควรพิจารณาสุขภาพและโรคประจำตัว ของคุณแม่ว่ามีต้องได้รับการดูแลมากกว่าคนอื่นหรือไม่ เช่น อายุเกิน 38 ปี มีปัญหาเรื่องเนื้องอก มีปัญหาเด็กโตช้าในครรภ์ 

หากมีความเสี่ยงสูงจะส่งไปฝากท้องกับแพทย์เฉพาะทางที่เรียกว่า MFM (เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอัลตราซาวด์เด็ก และการดูแลคุณแม่ที่เป็น High Risk Pregnancy มีโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ เบาหวาน ความดัน หรืออายุเยอะ หากไม่มีปัญหาอะไรมากคุณหมอสูติฯ ปกติ ก็สามารถดูแลได้ เพราะปัจจุบันไกด์ไลน์ในการฝากท้องค่อนข้างชัดเจน

คำถามเพิ่มเติมจากไลฟ์

บำรุงไข่อย่างไรให้ได้ไข่เพิ่ม? 47:32

หากคนไข้ยังมีค่าฮอร์โมน AMH ที่ไม่ต่ำมาก การบำรุงไข่ทำได้ดังนี้

Lifestyle Modification (ปรับปรุงตัวเองที่ต้นเหตุ)

  • นอนก่อน 23:00 น. เพราะช่วง 23:00 น.- 01:00 น. เป็นช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone
  • กินโปรตีน เช่น ไข่ขาววันละฟอง ห้ามอ้วน ลดแป้งลดน้ำตาล โดยเฉพาะคนไข้ที่เป็น PCOS ที่อ้วน การลดน้ำหนักจะลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ในการกระตุ้นไข่ก็จะทำให้ใช้ยาน้อยลงและดื้อยาน้อยลง ทำให้ไข่โตดีขึ้น ไม่ว่าจะท้องธรรมชาติหรือใส่ตัวอ่อน ก็จะทำให้การเตรียมตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกดีขึ้น 

วิตามิน

  • บำรุงคุณภาพไข่
    หลักๆ คือ Folic Acid, Prenatal Multivitamin หรือกลุ่มของ Antioxidant, Coenzyme Q10, Vitamin C อาจกิน Astaxanthin เพิ่มได้
  • เพิ่มจำนวนไข่
    DHEA บางคนกินแล้วได้ผล บางคนไม่ได้ผล ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ข้อควรระวังของการกิน DHEA ในระยะยาว อาจทำให้เกิดตับอักเสบได้ ซึ่งระยะเวลาที่แนะนำคือประมาณ 1-3 เดือนไม่ควรเกินนี้ เพราะถ้าเกิน 3 เดือนแล้วไม่เห็นผล ก็คือไม่ได้ผล ปริมาณ DHEA ที่แนะนำคือ 50-75 มิลลิกรัมต่อวัน

การเลือก Cycle ในการกระตุ้นไข่

ในแต่ละรอบเดือน อาจมีไข่ที่รอโตไม่เท่ากัน ถ้าไข่น้อยมากๆ ควรลองมาอัลตราซาวด์ดูก่อนว่ารอบนี้ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรฝืนกระตุ้นไข่

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

Embryo Glue ไอเท็มลับ เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์

Embryo Glue เพิ่มโอกาสการฝังตัว เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์

หนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดของการทำเด็กหลอดแก้ว คือ “การฝังตัว” หลังย้ายตัวอ่อน เพราะแม้ตัวอ่อนจะมีคุณภาพดีเพียงใด หากไม่สามารถยึดเกาะกับเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมั่นคง ก็อาจทำให้การตั้งครรภ์ไม่สำเร็จ 🔉 ไอเท็มลับที่ Superior A.R.T. นำมาใช้ คือ 🧪🔗 Embryo Glue เพิ่มโอกาสการฝังตัว ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่กาว แต่เป็นน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนชนิดพิเศษ ที่ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับของเหลวในโพรงมดลูกตามธรรมชาติ

สารสำคัญใน Embryo Glue ที่ช่วยสนับสนุนการฝังตัว โดยจะมี

  • กรดไฮยาลูโรนิกความเข้มข้นสูง สารโมเลกุลขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายเจล มีความหนืดสูง ที่พบตามธรรมชาติในเยื่อบุโพรงมดลูกในช่วงที่ร่างกายพร้อมต่อการฝังตัว ช่วยชะลอการเคลื่อนที่ของตัวอ่อนหลังการย้าย ทำให้ตัวอ่อนมีเวลาสัมผัสและยึดเกาะกับเยื่อบุโพรงมดลูกได้ดีขึ้น
  • โปรตีนอัลบูมินและสารอาหารจำเป็นที่ช่วยพยุงการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในช่วงสำคัญ เพื่อให้พร้อมเริ่มกระบวนการฝังตัวอย่างมีประสิทธิภาพ

ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้ Embryo Glue? 🙋🏻‍♀️

  • ผู้ที่เคยย้ายตัวอ่อนแล้วไม่สำเร็จ
  • ผู้ที่มีอายุมาก โอกาสการฝังตัวตามธรรมชาติลดลง
  • ผู้ที่เข้ารับการย้ายตัวอ่อนแบบแช่แข็ง

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : มีโรคประจำตัวฝากไข่ได้ไหม

ถามหมอกับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ฝากไข่ แต่มีโรคประจำตัว ทำอย่างไร

🛑 อยาก ฝากไข่ แต่มีโรคประจำตัว ต้องหยุดยาไหม?
🛑 ติดเชื้อ HPV เก็บไข่ได้รึเปล่า?
🛑 เป็นมะเร็งแต่อยากมีลูก ต้องวางแผนยังไง?

คลิปนี้มีคำตอบ! 😃

ถามหมอ EP. พิเศษ! วันนี้ คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา ไม่ได้มาคนเดียว แต่มีแขกรับเชิญสุดพิเศษ “คุณมิ้น มิณฑิตา” มาร่วมยิงคำถามแทนใจสาวๆ ที่มีปัญหาสุขภาพ แต่อยากวางแผนมีเบบี๋ในอนาคต 👶🏻✨

การฝากไข่🥚❄️ เป็นหนึ่งในทางเลือกของการวางแผนมีบุตร แต่การตัดสินใจจำเป็นต้องประเมินจากหลายปัจจัยด้านสุขภาพร่วมกัน และแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล


👩🏻‍⚕️ ใครที่กังวลว่าสุขภาพไม่พร้อม อย่าเพิ่งถอดใจ ลองมาฟังคำแนะนำดีๆ จากคุณหมอนิและคุณมิ้นกันก่อนค่ะ การวางแผนที่ดี… มีชัยไปกว่าครึ่ง!


📍 ปรึกษาวางแผนฝากไข่ หรือ นัดหมายคุณหมอ กดที่ นัดปรึกษาแพทย์ ได้เลยค่ะ


รู้จักเทคโนโลยี Vitrification เบื้องหลังการฝากไข่ยุคใหม่

vitrification เทคโนโลยีแช่แข็งแบบรวดเร็ว

หัวใจสำคัญของการฝากไข่ ไม่ใช่แค่การเก็บไข่ แต่คือการรักษาคุณภาพไข่ให้แข็งแรงที่สุดหลังการละลาย
ที่ Superior A.R.T. เลือกใช้ เทคโนโลยีแช่แข็งแบบรวดเร็ว หรือ Vitrification ❄️🥚❄️

หลายคนอาจเข้าใจว่า “การฝากไข่” คือการนำไข่ไปแช่แข็งเก็บไว้เฉยๆ
แต่ในความเป็นจริง ไข่เป็นเซลล์ที่บอบบางมาก หากแช่แข็งไม่ถูกวิธี ไข่อาจสูญเสียคุณภาพตั้งแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ และอาจส่งผลต่อการใช้งานในอนาคตได้

Vitrification คืออะไร?

อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ลองนึกถึงน้ำในช่องฟรีซ หากแช่แข็งแบบช้าๆ น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งที่มีเกล็ดและผลึก แต่ถ้าแช่แข็งอย่างรวดเร็ว น้ำจะแข็งตัวทันทีโดยไม่เกิดผลึก

เทคโนโลยี Vitrification ก็ทำงานในลักษณะเดียวกันกับไข่ โดยลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลึกน้ำแข็ง ซึ่งเปรียบเหมือนเข็มเล็กๆ ที่อาจทำลายโครงสร้างของไข่ได้

ด้วยเหตุนี้ Vitrification จึงกลายเป็นมาตรฐานหลักของคลินิกรักษาภาวะมีบุตรยากทั่วโลก รวมถึงที่ Superior A.R.T. เพื่อช่วยปกป้องโครงสร้างเซลล์ไข่ และถนอมคุณภาพไข่ไว้ให้ใกล้เคียงตอนยังสดมากที่สุด

นอกจากนี้ ขั้นตอนการ “ละลายไข่” ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะต้องทำภายใต้การควบคุมอย่างละเอียดและแม่นยำ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างของไข่ จึงทำให้คุณภาพของห้องแล็บและความเชี่ยวชาญของนักวิทยฯ มีความสำคัญพอๆ กับเทคโนโลยีที่ใช้

เพราะการฝากไข่ไม่ใช่แค่เรื่องของเวลา แต่คือเรื่องของ เทคโนโลยี มาตรฐาน และการดูแลในทุกขั้นตอน

Superior A.R.T. จึงใส่ใจทุกขั้นตอนของการฝากไข่ ตั้งแต่การแช่แข็งจนถึงการละลาย โดยอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และห้องแล็บที่ได้มาตรฐาน เพื่อถนอมคุณภาพไข่ให้ดีที่สุดในวันที่คุณพร้อม..🤍

🔬นักวิทย์ 💬 อยากเล่า : วินาทีปลุกชีวิต จากน้ำแข็งสู่อ้อมกอดแม่

วินาทีปลุกชีวิต

นักวิทย์อยากเล่า 👩🏻‍🔬💬

คุณดวงสมร – ผู้จัดการแผนกห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน พาทุกท่านชม วินาทีปลุกชีวิต … จากน้ำแข็ง สู่อ้อมกอดแม่ ชมเบื้องหลังในห้องแล็บ กับกระบวนการละลายตัวอ่อนอย่างละเมียดละไม …จุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์เล็กๆ ที่กำลังเติบโต

เพราะสำหรับเรา… “ชีวิตใหม่” ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อได้ยินเสียงหัวใจ แต่เริ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่ “ปลุกน้องตัวอ่อนให้ตื่น” พร้อมไปเป็นเบบี๋ตัวน้อยๆ อย่างปลอดภัย ด้วยความรักความใส่ใจ ภายใต้การดูแลอย่างประณีต จากทีม Embryologist ของ Superior A.R.T. ❤️


Geri® & Gidget® เพิ่มอัตราความสำเร็จ

ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri Gidget เพิ่มอัตราความสำเร็จ เด็กหลอดแก้ว

Geri® & Gidget®  นวัตกรรมเพิ่มอัตราความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้ว 🏆💯

Superior A.R.T. เลือกใช้ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® เพราะเป็นระบบแยกเลี้ยง และมีเทคโนโลยี Time-Lapse ช่วยติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนได้ตลอด 24 ชม. แบบละเอียด โดยไม่ต้องเปิดตู้ เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น และใช้คู่กับ Gidget® ระบบยืนยันทางอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มความมั่นใจและความแม่นยำแบบเรียลไทม์ ป้องกันข้อผิดพลาดในทุกขั้นตอนในห้องปฏิบัติการ

แล้วข้อดีของการใช้ตู้เลี้ยงแบบระบบแยกเลี้ยง Geri® มีอะไรบ้าง?

  • มีห้องเพาะเลี้ยงแยกอิสระ 6 ห้อง ตัวอ่อนแต่ละตัวจะถูกเลี้ยงในห้องของตัวเอง ลดการรบกวน และรักษาสภาพแวดล้อมให้เสถียรได้สูงสุด
  • มีเซนเซอร์อุณหภูมิและแก๊ส แยกทุกห้อง พร้อมระบบความปลอดภัย Fail-safe และ Alarm แจ้งเตือนเมื่อค่าผิดปกติ
  • มีระบบถ่ายภาพหลายชั้น แบบคมชัด ติดตามพัฒนาการตัวอ่อนได้ตลอด 24 ชม. โดยไม่ต้องเปิดตู้
  • ควบคุมความชื้นในแต่ละห้อง ลดการระเหยของน้ำยาเพาะเลี้ยง ช่วยให้ตัวอ่อนเติบโตในสภาวะใกล้เคียงครรภ์แม่มากที่สุด
  • คืนระดับแก๊สอย่างรวดเร็วหลังเปิดฝา ค่าต่างๆ กลับสู่ระดับที่เหมาะสมในไม่กี่นาที ลดความเสี่ยงต่อการหยุดพัฒนาเซลล์ของตัวอ่อน
  • ขนาดตู้เลี้ยงกะทัดรัด ใช้งานได้คล่องตัว เพิ่มประสิทธิภาพแล็บ

💡 จากรายงานในเอกสารวิชาการ Geri® ช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตถึงระยะ Blastocyst และเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น จากการควบคุมสภาพแวดล้อมที่แม่นยำ

ส่วน Gidget® Electronic Witness Double Checking เป็นระบบการจัดการห้องปฏิบัติการอัจฉริยะ ที่ใช้เทคโนโลยี QR Code ในการระบุตัวตนและตรวจสอบความถูกต้องของไข่ อสุจิ และตัวอ่อนตลอดกระบวนการรักษา โดยไม่ใช้คลื่นวิทยุหรือรังสีใดๆ จึงปลอดภัยต่อตัวอ่อน ช่วยให้นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนทำงานเป็นระบบ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ลดความเสี่ยงการผสมผิดคู่ และเพิ่มความมั่นใจในทุกขั้นตอน Superior A.R.T. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความแม่นยำ และมาตรฐานการรักษา เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์และเติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ที่สุด

อยากรู้ว่าทำไม Geri® & Gidget® ถึงช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้น? 👉 กดดูคลิปด้านล่างนี้เลย