ทำไมผู้หญิงบางคน “มีไข่เยอะ” แต่กลับ “ตั้งครรภ์ยาก”?

มีไข่เยอะ แต่กลับ ตั้งครรภ์ยาก

ผู้หญิงหลายคนอาจเข้าใจว่า… “ยิ่งมีไข่เยอะ ก็ยิ่งตั้งครรภ์ง่าย”
แต่บางคนพบว่า… มีไข่เยอะ แต่กลับ ตั้งครรภ์ยาก

ความจริง คือ จำนวนไข่ ไม่ได้บอกคุณภาพของไข่

ผู้หญิงเกิดมาพร้อมกับไข่มากกว่า 1 ล้านฟอง แต่เมื่ออายุมากขึ้น จำนวนและคุณภาพของไข่จะค่อยๆ ลดลง โดยเฉพาะหลังอายุ 35 ปี ความเสี่ยงที่ไข่จะมีความผิดปกติทางโครโมโซมจะสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อโอกาสตั้งครรภ์และการฝังตัวของตัวอ่อนโดยตรง

แม้บางคนจะมีค่า AMH สูง ซึ่งอาจหมายถึงมีจำนวนไข่มาก แต่ก็ยังอาจพบปัญหามีบุตรยากได้ เพราะสิ่งที่สำคัญจริงๆ คือคุณภาพของไข่ และสมดุลของฮอร์โมน

ตัวอย่าง ปัจจัยที่ทำให้ มีไข่เยอะ แต่กลับ ตั้งครรภ์ยาก เช่น

  • ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)
  • ความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • ความผิดปกติทางกายภาพของมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่
  • คุณภาพของสเปิร์ม

ดังนั้น การประเมินสุขภาพระบบสืบพันธุ์แบบองค์รวมจึงสำคัญมาก ไม่ใช่ดูแค่จำนวนไข่ แต่ต้องดูปัจจัยด้านอื่นด้วย

และเพื่อให้คุณรู้จักร่างกายของตัวเองมากขึ้น แพ็กเกจ “Egg Ready Checkup” ช่วยประเมินการทำงานของรังไข่และสุขภาพมดลูก เพื่อให้คุณมีทางเลือกที่ดีที่สุด เมื่อพร้อมที่จะสร้างครอบครัว ในราคาพิเศษเพียง 2,999 บาท

เพราะท้ายที่สุด.. 🥚ไข่เพียงฟองเดียวที่มีคุณภาพดี ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นชีวิตที่สมบูรณ์

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : หลังใส่ตัวอ่อน β-hCG ขึ้นเท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่า ท้อง

ถามหมอกับหมอจิว : หลังใส่ตัวอ่อน β-hCG ขึ้นเท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่า ท้อง

ว่าที่คุณแม่หลายคนที่เพิ่งใส่ตัวอ่อน อาจกำลังลุ้นอยู่ใช่ไหม… ว่าผลเลือด β-hCG ขึ้นเท่าไรถึงจะเรียกว่า “ ท้อง ” 🤔

จริงๆ แล้ว ค่า β-hCG คือ ฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นหลังจากตัวอ่อนฝังตัวในโพรงมดลูก ซึ่งถือเป็น “สัญญาณแรก” ที่บ่งบอกว่ากำลังตั้งครรภ์

แต่ค่าที่จะบอกได้อย่างแน่ชัดว่า “ตั้งครรภ์หรือยัง” ต้องขึ้นเท่าไรนั้น วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ว่าค่าเบต้าแบบไหน คือสัญญาณดีของการตั้งครรภ์ ❤️

🎥 สำหรับคุณแม่ที่กำลังลุ้นผลอยู่ตอนนี้ คลิกดูคลิปด้านล่างนี้ได้เลย


CEO’s Guide to Family Planning : EP. 5 The Next Move: “3 ขั้นตอนการวางแผนอนาคตของคุณอย่างมั่นใจ”

วางแผนครอบครัว EP 5

วางแผนครอบครัว EP 5

The Next Move: “3 ขั้นตอนการวางแผนอนาคตของคุณอย่างมั่นใจ”

4 EP. ที่ผ่านมา เราได้พูดถึงทั้ง ปรัชญา, หลักการ, การจัดพอร์ตฟอลิโอ, และ แง่คิดจากผู้บริหาร วันนี้… ถึงเวลาที่คำถามจะเปลี่ยนจาก “ทำไม” หรือ “อย่างไร” ไปเป็น “เมื่อไหร่”

เพราะสำหรับผู้นำ — สิ่งที่แยก “ความสำเร็จ” ออกจาก “ความฝัน” คือ “การลงมือทำ” และนี่คือ Roadmap สำหรับการเริ่มต้นก้าวแรกของคุณ

🎯 Step 1 : Define Your Personal Vision – กำหนดวิสัยทัศน์ส่วนตัว

ก่อนประชุมทุกครั้ง เราต้องมี Agenda ที่ชัดเจน การวางแผนครอบครัวก็เช่นกัน — ลองใช้เวลาเงียบๆ สัก 10 นาที เพื่อถามตัวเองและคู่ของคุณว่า

  • เราอยากมีลูกเมื่อไหร่?
  • อยากมีลูกกี่คน?
  • จะเลือกธรรมชาติ หรือเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์?
  • แผนชีวิตในอีก 3–5 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ช่วงไหนเหมาะที่สุด?
  • สิ่งที่กังวลที่สุดของเราคืออะไร — อายุ, การเงิน, หรือความเป็นส่วนตัว?

นี่คือ “Internal Strategy Session” ที่จะทำให้คุณชัดเจนก่อนเริ่มต้นเดินทาง

🤝 Step 2: Schedule Your Executive Consultation – นัดหมายเพื่อรับฟังข้อมูลเชิงกลยุทธ์

คุณไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทุกข้อ — แต่คุณควรรู้ว่าจะ “ถามใคร”

ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การ ตัดสินใจ แต่คือการเปิดบทสนทนากับผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้นำอย่างคุณ

Confidential Briefing กับ Superior A.R.T. ถูกออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด  ที่นี่ไม่ใช่แค่คลินิก แต่คือ “ห้องประชุมเชิงกลยุทธ์สำหรับชีวิต”

คุณจะได้รับข้อมูลครบทุกทางเลือก ถามได้ทุกข้อสงสัย ในบรรยากาศที่ปลอดภัย เหมือนคุณมี Business Advisor ที่เข้าใจเรื่องครอบครัวโดยเฉพาะ

📊 Step 3: Kick-off with Data – เริ่มต้นด้วยข้อมูลจริง ไม่ใช่การคาดเดา

เมื่อเห็นภาพรวมแล้ว ขั้นตอนที่ชัดเจนที่สุดคือการ “กลับไปสู่หลักการแรก” — Data, Not Drama เริ่มจาก

  • แพ็กเกจตรวจสุขภาพคู่รักก่อนตั้งครรภ์
  • ตรวจแบบ Private ที่จัดเวลาตามตารางของคุณได้
  • รับ Executive Report ที่เข้าใจง่ายและแม่นยำ
  • พร้อม Strategic Recommendations จากแพทย์เฉพาะทาง ที่ช่วยวางแผนและแนะนำวิธีที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายของคุณ

นี่คือการนำข้อมูลจริงมาวางบนโต๊ะ เพื่อให้ทุกขั้นตอนเกิดขึ้นบน “ความจริง” ไม่ใช่การคาดเดา และสามารถดำเนินการตามแผนได้อย่างมี่ประสิทธิภาพ

🎯 บทสรุปของซีรีส์ “CEO’s Guide to Family Planning”

เราได้เห็นแล้วว่า การวางแผนครอบครัว ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอให้พร้อม — แต่มันคือส่วนหนึ่งของการเป็น “ผู้นำที่สมบูรณ์”

เพราะคุณจะได้ใช้ทักษะที่ดีที่สุดของคุณ — การมองการณ์ไกล, การวางกลยุทธ์, การบริหารความเสี่ยง, และ การตัดสินใจอย่างเฉียบคม กับ “โครงการที่สำคัญที่สุดในชีวิต” นั่นคือ ความสุขของครอบครัว 💞

ผลตอบแทนของการลงทุนครั้งนี้ ไม่ได้วัดด้วยตัวเลขในงบการเงิน แต่วัดด้วย รอยยิ้มของลูก, เสียงหัวเราะในบ้าน, และ ความสุขที่ยั่งยืนที่สุดในชีวิต

บนเส้นทางสำคัญที่สุดในชีวิต — อย่างมืออาชีพ อย่างเข้าใจ และอย่างเป็นส่วนตัว

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.60 ❝อายุ กับโอกาสในการมีบุตรของแต่ละช่วงวัย❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2567)

ใน EP. 60 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดถึงเรื่อง อายุ กับโอกาสในการมีบุตร ของแต่ละช่วงวัย เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสการตั้งครรภ์ก็จะลดลง จะมีวิธีการที่จะสามารถเพิ่มโอกาสและได้ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดของอายุที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไรบ้าง

อายุมีผลต่อโอกาสในการมีลูกและการตั้งครรภ์อย่างไรบ้าง? 01:25

โดยแบ่งเป็นจากทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย และจะสรุปวิธีการที่จะสามารถเพิ่มโอกาสและได้ตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดของอายุที่เพิ่มขึ้น

ฝ่ายหญิง 01:57

โอกาสในการตั้งครรภ์ของผู้หญิงจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยโอกาสจะสูงที่สุดในช่วงอายุประมาณ 20-30 ปี หากมีเพศสัมพันธ์ในวันไข่ตก โอกาสตั้งครรภ์ต่อรอบจะอยู่ที่ประมาณ 20-30% โอกาสนี้จะค่อยๆ ลดลงหลังอายุ 30 ปีเป็นต้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอายุ 35 ปี โอกาสจะลดลงอย่างชัดเจน พออายุประมาณ 40 ปี โอกาสตั้งครรภ์ต่อรอบอาจจะเหลือเพียงแค่ประมาณ 10% หรือน้อยกว่านั้น ซึ่งสาเหตุที่ลดลงอาจจะเกิดจากปัจจัยหลายๆ อย่าง

สำหรับกลุ่มผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 20 ปี โอกาสการตั้งครรภ์อาจจะน้อยกว่ากลุ่ม 20-30 ปี เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีความเสี่ยงต่อการแท้งสูงขึ้นด้วย ซึ่งสาเหตุที่โอกาสการตั้งครรภ์น้อยและเสี่ยงแท้งสูงในวัยรุ่น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเพิ่งเริ่มมีประจำเดือนได้ไม่นาน ฮอร์โมนอาจจะยังไม่คงที่ ไข่ตกอาจจะยังไม่สม่ำเสมอ ทำให้คุณภาพของไข่อาจจะยังไม่ดีพอ หรือมดลูก รังไข่อาจยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถรองรับการตั้งครรภ์ได้ดี รวมถึงการดูแลสุขภาพที่อาจจะยังไม่เหมาะสม ทำให้โอกาสตั้งครรภ์และโอกาสการแท้งในกลุ่มของคนไข้ที่อายุน้อยเป็นไปในทางที่ไม่ดี 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มวัยรุ่นอาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่อยากจะให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น โดยกลุ่มช่วงวัยหลัง 20 ปลายไปจนถึง 30 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มที่พึงประสงค์จะให้ตั้งครรภ์ และก็พบว่าเมื่ออายุเยอะขึ้น โอกาสการตั้งครรภ์ก็ลดลง

ตามที่ได้แจ้งไปก่อนหน้านี้ว่าโอกาสการตั้งครรภ์ต่อรอบ สำหรับกลุ่มคนไข้ช่วงอายุ 20-30 ปี จะอยู่ที่ 20-30% หากคู่สามีภรรยามีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 1 ปี พบว่ามากกว่า 85% ของคนกลุ่มอายุนี้จะสามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ถ้ายังไม่ตั้งครรภ์ ก็เข้าข่าย “ภาวะมีบุตรยาก” ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์

3 ปัจจัยหลัก ที่ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลงในผู้หญิงสูงอายุ 05:14

1. คุณภาพของไข่

ปกติในผู้หญิง การสร้างเซลล์ไข่จะถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแม่ และจะไม่มีการสร้างเพิ่มขึ้นอีกตลอดชีวิต ซึ่งจะถูกใช้และลดลงเรื่อยๆ ตามอายุ เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้น ไข่ก็มีอายุมากขึ้นด้วย ไข่ที่อยู่ในรังไข่มาเป็นระยะเวลานาน จึงมีโอกาสที่จะสะสมความผิดปกติ หรือมีโอกาสเกิดความผิดพลาดในการแบ่งเซลล์หรือโครโมโซมได้สูงขึ้น ส่งผลให้โอกาสมีเซลล์ไข่หรือได้ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติสูงขึ้น

ซึ่งปัญหาของโครโมโซมผิดปกติในตัวอ่อนหรือในเซลล์ไข่ ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามกลไกการคัดเลือกของธรรมชาติ คือไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น หรือมีการตั้งครรภ์แต่สุดท้ายแล้วแท้ง ไม่สามารถเกิดมาเป็นตัวเด็กได้ มีส่วนน้อยที่จะสามารถตั้งครรภ์จนคลอดมาได้ ซึ่งก็คือกลุ่มของโรคที่มีความผิดปกติของโครโมโซมบางชนิด อย่างดาวน์ซินโดรม ซึ่งจะมีปัญหาด้านสติปัญญาหรือความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต เพราะฉะนั้นโครโมโซมก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ

จะเห็นได้ว่า ในกลุ่มของคนไข้ที่อายุเยอะขึ้น โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่โครโมโซมผิดปกติ ก็จะสูงขึ้นตามอายุ ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลง

  • คนไข้ที่อายุน้อยกว่า 35 ปี โอกาสที่ตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติอยู่ที่ประมาณ 30-35% 
  • อายุเกิน 35 ปี โอกาสจะเพิ่มเป็นประมาณ 40%
  • อายุเกิน 40 ปี โอกาสผิดปกติจะสูงถึงประมาณ 70-80%

จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศกำหนดเกณฑ์อายุสำหรับการแช่แข็งไข่ โดยบางประเทศไม่แนะนำให้แช่แข็งหลังอายุ 35 หรือ 40 ปี เพราะโอกาสสำเร็จในการตั้งครรภ์ค่อนข้างน้อย แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์เรื่องอายุที่ชัดเจน ถ้ายังไม่มีแผนจะมีลูกในระยะเวลาอันใกล้ การแช่แข็งไข่ก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้มีโอกาสที่จะมีลูกได้ ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

2. ปริมาณของไข่ 09:02

จำนวนเซลล์ไข่จะลดลงไปตามอายุของผู้หญิง ช่วงแรกคลอดมีประมาณ 1-2 ล้านใบ พอเข้าสู่วัยรุ่นเหลือจะประมาณ 300,000-500,000 ใบ และจะฝ่อไปจนสุดท้ายจะเหลือเพียง 300-400 ใบเท่านั้นที่สามารถเจริญเติบโตและตกไข่ได้ในแต่ละรอบเดือนตลอดช่วงชีวิต เมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณเซลล์ไข่ที่เหลือในสต็อกจึงน้อยลง และคุณภาพก็ลดลงด้วย เมื่อทำเด็กหลอดแก้ว ผู้หญิงที่อายุเยอะมีแนวโน้มที่จะได้จำนวนไข่จากการกระตุ้นไข่น้อยกว่าคนอายุน้อย และโอกาสที่โครโมโซมผิดปกติก็จะสูงกว่าคนไข้ที่อายุน้อย โอกาสตั้งครรภ์จึงลดลง คนไข้ที่อายุเยอะมักจะตอบสนองต่อยาที่ใช้ในการกระตุ้นไข่แย่ลงด้วย ทำให้ต้องใช้ยาขนาดที่สูงขึ้นเพื่อกระตุ้นไข่

บางครั้งคนไข้ที่อายุน้อยก็พบว่ามีจำนวนไข่ที่น้อยกว่าอายุ เช่น อาจจะเคยการผ่าตัดรังไข่ ซีสต์ หรือช็อกโกแลตซีสต์ เคยได้รับการฉายรังสี เคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็ง การสูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวอย่างคุณแม่หรือพี่สาวที่หมดประจำเดือนเร็วกว่าวัยอันควร โดยค่าเฉลี่ยคนไทยจะหมดประจำเดือนอายุประมาณ 50 ปี ถ้าหมดเร็วกว่านั้น จะเรียกว่าหมดเร็วกว่าปกติ อาจจะมีเซลล์ไข่ในรังไข่ลดลงเร็วขึ้นและเหลือน้อยกว่าคนปกติในอายุเท่ากันได้

3. มดลูกและอวัยวะในอุ้งเชิงกราน 11:42

โดยทั่วไปหากมดลูกและอวัยวะในอุ้งเชิงกรานไม่ได้มีรอยโรคอะไร โอกาสการตั้งครรภ์จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับมดลูกโดยตรงไม่ว่าจะอายุเท่าไร แต่หากมดลูกมีรอยโรค เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่ทำให้มดลูกโต  เนื้อเยื่อเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกราน หรือมีเนื้องอกมดลูก ก็จะทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลงได้ ซึ่งโรคเหล่านี้มักพบสูงขึ้นในคนที่อายุมากขึ้น และถ้าเป็นมาตั้งแต่อายุยังน้อย อาการของโรคก็มีโอกาสเป็นมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อตัวโรคมีมากขึ้นก็อาจจะทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลงได้

เมื่อตั้งครรภ์ไปแล้วเป็นอย่างไร? 12:44

พบว่าในกลุ่มของคนไข้ที่อายุเยอะขึ้น เมื่อตั้งครรภ์ไปแล้วก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้นด้วย เช่น เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ความดันสูง หรือครรภ์เป็นพิษระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดมากขึ้น และมีโอกาสคลอดด้วยวิธีการผ่าตัดคลอดที่สูงขึ้น

สรุป ความสามารถในการเจริญพันธุ์ของหญิงที่อายุเยอะขึ้น พบว่ามี 4 อย่างที่แตกต่างจากคนอายุน้อย

  1. คุณภาพของไข่ที่ลดลง มีความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนที่สูงขึ้นตามอายุ ทำให้โอกาสการตั้งครรภ์ลดลง
  2. มีจำนวนเซลล์ไข่ที่ลดลง ทำให้แนวโน้มในการกระตุ้นไข่อาจจะได้ไข่ในจำนวนที่น้อยกว่าในคนที่อายุน้อย
  3. มีโอกาสที่จะมีความผิดปกติของมดลูก เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรือช็อกโกแลตซีสต์สูงขึ้น ซึ่งโรคเหล่านี้ทำให้โอกาสการตั้งครรภ์ลดลงได้
  4. มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์สูงขึ้น เช่น เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ การคลอดก่อนกำหนด และการผ่าตัดคลอด

ฝ่ายชาย 17:02

โอกาสในการทำให้ตั้งครรภ์ได้ในฝ่ายชายอาจจะไม่ได้ลดลงตามอายุมากเท่ากับผู้หญิง ในลูกอัณฑะจะมีเซลล์ต้นกำเนิดของตัวสเปิร์ม การสร้างตัวสเปิร์มจะเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นสร้างขึ้นใหม่ตลอดเวลา แม้ว่าคุณภาพของสเปิร์ม เช่น จำนวนตัวหรือตัวที่เคลื่อนไหวได้ดี อาจจะเริ่มลดลงบ้างหลังอายุประมาณ 45-50 ปี แต่ก็ไม่ได้ลดลงจนทำให้โอกาสตั้งครรภ์น้อยลง เราจึงยังเห็นผู้ชายที่อายุ 60-70 ปี สามารถมีลูกได้อยู่ 

อย่างไรก็ตาม ผู้ชายที่อายุเยอะขึ้นอาจจะมีความผิดปกติของยีน, DNA หรือโครโมโซมของสเปิร์มที่อาจจะผิดปกติได้บ้าง ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อนได้ แต่ก็ไม่เยอะเท่าของผู้หญิง นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าเมื่อภรรยาของผู้ชายที่อายุเยอะตั้งครรภ์ อาจมีโอกาสเกิดการแท้งที่สูงขึ้นได้ ซึ่งก็อาจจะเกิดจาก DNA หรือโครโมโซมที่มีความผิดปกติ

การมีโรคที่เกิดขึ้นมาภายหลังที่ลูกอัณฑะ เช่น การติดเชื้อ หรือเป็นโรคที่มีผลทำให้ตัวสเปิร์มน้อยลง อาจจะมีผลทำให้มีปัญหามีลูกยากได้

นอกจากนี้ยังพบปัญหาในผู้ชายสูงอายุเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง เช่น องคชาตแข็งตัวได้ไม่ดี จนไม่สามารถทำกิจกรรมจนเสร็จได้ หรือมีความต้องการทางเพศลดลง หรือมีเรี่ยวแรงไม่พอที่จะมีกิจกรรมทางเพศจนสำเร็จได้ ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความสามารถในการเจริญพันธุ์ หรือโอกาสที่จะมีลูกน้อยลงได้ แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ชายทุกคนที่อายุเยอะขึ้น โดยเฉพาะถ้าดูแลสุขภาพดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สรุป คุณภาพสเปิร์มของผู้ชายไม่ได้ลดลงมากตามอายุ แต่จะเริ่มลดลงหลังอายุ 45-50 ปี แต่ก็ยังพอมีสเปิร์มที่ทำให้ตั้งครรภ์ได้ คุณภาพของการเคลื่อนไหวและจำนวนอาจจะลดลงเล็กน้อย อาจจะมีความผิดปกติของ DNA หรือโครโมโซมสูงขึ้นกว่าคนอายุน้อย ทำให้โอกาสการแท้งสูงขึ้นได้บ้าง ส่วนปัญหาเรื่องของสมรรถภาพ เช่น การแข็งตัว ความต้องการทางเพศ หรือเรี่ยวแรง ทำให้กิจกรรมทางเพศอาจจะลดลงในคนที่อายุเยอะขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าในคุณพ่อที่อายุเกิน 45-50 ปี อาจพบปัญหาเรื่องโรคทางจิตเวชในลูกสูงขึ้นได้ เช่น โรคจิตเภท โรคไบโพลาร์ หรือโรคออทิสติก แม้โอกาสจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังถือว่าอัตราการเกิดไม่ได้เยอะมาก

เทคนิคการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ภายใต้ข้อจำกัดของอายุ 22:26

จะเห็นว่าในผู้หญิงและผู้ชายที่อายุเยอะขึ้น โอกาสการตั้งครรภ์ก็จะลดลงแตกต่างกันไป

ในข้อจำกัดของอายุ เราจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้มีโอกาสการตั้งครรภ์สูงสุด ได้ตัวอ่อนในคุณภาพสูงที่สุด?

ไม่ว่าอายุจะมากขึ้นแค่ไหน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงควรเริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีลูกและความสามารถในการเจริญพันธุ์ 

  1. น้ำหนักตัว พยายามรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หากน้ำหนักเกิน แนะนำให้ลดน้ำหนักลงประมาณ 5-10% ก็จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ หรือหากน้ำหนักน้อยก็เพิ่มมาให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  2. การออกกำลังกาย แนะนำการออกกำลังกายที่ใช้ออกซิเจน หรือคาร์ดิโอ อย่างน้อยประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยแบ่งเป็น 3-5 วันต่อสัปดาห์
  3. การปรับอาหาร แนะนำให้ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดการรับประทานน้ำตาลเชิงเดี่ยว และลดอาหารมันของทอด ถ้าสุขภาพดี ความสามารถในการมีลูกก็จะดีขึ้น
  4. ลด ละ เลิก การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ รวมถึงสารเสพติดอื่นๆ เพราะสารเคมีเหล่านี้ทำลายเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ

ปัจจัยเสริม คือวิตามินและอาหารเสริม

  • สำหรับผู้หญิง คือ โฟลิค, วิตามินที่ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน C, วิตามิน E, CoQ10 และบางครั้งอาจเสริม DHEA สำหรับคนอายุเยอะ
  • สำหรับผู้ชาย คือ ซิงค์หรือสังกะสี, โฟลิค, และวิตามินที่ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน C, E, CoQ10

คำถามที่น่าสนใจจากไลฟ์

ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนเมื่อไหร่ 14:44

สามารถทำได้หลังจากเลี้ยงตัวอ่อนไปแล้ว 5-6 วัน โดยการตัดเซลล์ส่วนหนึ่งที่อยู่บริเวณรอบๆ ของตัวอ่อน หรือส่วนที่จะพัฒนาไปเป็นรกหรือถุงน้ำคร่ำไปตรวจโครโมโซม ซึ่งพบว่าการย้ายตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติจะเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ 70-80% ซึ่งสูงกว่าการใส่ตัวอ่อนโดยไม่ตรวจโครโมโซม ที่โอกาสการตั้งครรภ์เฉลี่ยทุกช่วงอายุอยู่ที่ประมาณ 40% ช่วยลดระยะเวลาในการรักษา ทำให้สามารถเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีเพื่อทำให้ตั้งครรภ์ได้

ในครอบครัวที่มีประวัติโรคทางพันธุกรรม สามารถเก็บไข่ได้ไหม 15:56

โรคทางพันธุกรรมมีหลายประเภท ที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมหรือความผิดปกติของยีน ในปัจจุบันสามารถตรวจโรคเหล่านี้ได้จากการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน หากมีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว การเก็บไข่เพื่อนำมาทำ ICSI ยิ่งมีความจำเป็น เพื่อให้สามารถเลือกตัวอ่อนที่ไม่มีโรคใส่กลับไป เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเป็นโรคได้

การตรวจออทิสติกในตัวอ่อน 26:48

ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากออทิสติกเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนหลายตำแหน่ง และเรายังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ผิดปกติของยีนที่ทำให้เกิดออทิสติกได้ทั้งหมด รวมถึงอาจมีปัจจัยอื่นที่ไม่ได้เกิดจากยีนร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าในผู้ชายที่อายุเยอะขึ้น โดยเฉพาะเกิน 45-50 ปี มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่ลูกจะเป็นออทิสติกได้ แต่ในผู้หญิงไม่พบว่าเพิ่มโอกาสนี้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.59 ❝ถ้าไข่น้อยแล้ว จะทำเด็กหลอดแก้วได้ไหม❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2567)

ใน EP. 59 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดถึงเรื่อง ถ้าหากมีไข่ในรังไข่น้อย จะยังสามารถทำเด็กหลอดแก้วได้อยู่หรือไม่ และจะต้องตรวจประเมินและการรักษาทางการแพทย์เพิ่มเติมอย่างไรบ้าง

ถ้าไข่ในรังไข่มีน้อย จะทำเด็กหลอดแก้วได้ไหม?

ไข่ของผู้หญิงมีจำนวนจำกัด 0:35

ปกติแล้วไข่ในรังไข่ของผู้หญิงจะมีการสร้างแค่ครั้งเดียว ต่างจากอสุจิของผู้ชายที่สามารถสร้างใหม่ได้ตลอดเวลา นั่นหมายถึง ไข่ของผู้หญิงถ้าหมดแล้วคือหมดเลย แต่ในผู้ชาย ถึงอายุมาก 50-60 ปี ถ้ายังแข็งแรงก็ยังสามารถมีลูกได้เรื่อยๆ

โดยไข่ของผู้หญิงจะสร้างตั้งแต่ตอนที่อยู่ในท้องของแม่ ในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ หรือ 4-5 เดือน โดยจะมีจำนวนประมาณ 6-7 ล้านฟอง หลังจากนั้นไข่กองนี้จะค่อยๆ สลายไปเรื่อยๆ  ตอนแรกเกิด จำนวนไข่จะลดลงเหลือเพียง 1-2 ล้านใบเท่านั้น จากนั้นไข่ก็ทยอยฝ่อไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่วัยรุ่น จำนวนไข่เหลืออยู่ประมาณ 3-5 แสนใบ และลดลงเรื่อยๆ  เหลืออยู่แค่หลักพันเท่านั้นในช่วงใกล้วัยทอง จึงเป็นที่มาว่าทำไมเมื่ออายุมากขึ้น ไข่ถึงน้อยลง และโอกาสมีลูกจึงยากขึ้น

ไข่หายไปได้อย่างไร? 02:14

ปกติแล้วในแต่ละรอบเดือน ช่วงประมาณ วันที่ 2 หรือ 3 ของรอบ จะมีไข่มารอโตหลายๆ ใบ แต่ในจำนวนหลายใบนี้ จะมีไข่ที่เก่งที่สุดแค่ 1-2 ใบเท่านั้น ที่สามารถโตต่อและตกไข่ได้ ส่วนไข่ใบอื่นๆ ก็จะสลายตัวไป

การตรวจจำนวนไข่ ที่ยังเหลืออยู่มีมากน้อยแค่ไหน  ทำได้อย่างไร? 04:25

  1. การตรวจเลือด ดูค่าฮอร์โมน AMH ที่ช่วยบอกได้ว่าในช่วงอายุปีนี้ จำนวนไข่ที่เหลืออยู่ในร่างกายของเรามีมากหรือน้อยขนาดไหน โดยสามารถตรวจได้ในช่วงไหนของรอบเดือนก็ได้
  2. การตรวจเลือด ค่าฮอร์โมน FSH, LH และ Estradiol ในช่วงวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน จะช่วยบอกว่าในรอบเดือนนี้ จำนวนไข่มีเยอะมากน้อยขนาดไหน ถ้าฮอร์โมน FSH สูง แปลว่ารอบเดือนนี้จำนวนไข่น่าจะน้อย อาจจะต้องใช้ยากระตุ้นไข่เยอะขึ้น
  3. การทำอัลตราซาวด์ในช่วงวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน เพื่อดูฟองไข่ว่ามีจำนวนอยู่เท่าไหร่ ซึ่งจำนวนที่ดีควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 ใบ

หากตรวจแล้วพบว่า ค่าฮอร์โมน AMH น้อย อัลตราซาวด์เห็นไข่น้อย ค่าฮอร์โมนไม่ค่อยดี จะมีผลต่ออะไรบ้าง? 06:00

เพื่อพิจารณาทางเลือกในการรักษาในกรณีที่มีไข่น้อย จะต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ดังนี้

  • อายุของฝ่ายหญิง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด หากไข่น้อยและอายุเยอะด้วย เช่น อายุเกิน 38 ขึ้นไป ควรจะต้องรีบรักษา เพราะรอไม่ได้ และอาจต้องเลือกใช้วิธีการรักษาที่มีอัตราความสำเร็จที่สูงกว่า เช่นการทำเด็กหลอดแก้ว อาจจะใช้วิธีการกินยากระตุ้นไข่และมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติไม่ได้แล้ว หรือหากคนไข้ขอลองทำ IUI ก่อน สามารถทำได้ แต่ควรจำกัดจำนวนรอบที่ทำ อาจจะลองทำ IUI ประมาณ 1-2 รอบ หากไม่สำเร็จควรจะเปลี่ยนไปทำเด็กหลอดแก้วที่มีโอกาสสำเร็จได้มากกว่า
  • สุขภาพของฝ่ายหญิง ว่าสามารถท้องเองตามธรรมชาติได้หรือไม่ ถ้าท่อนำไข่ของผู้หญิงตัน ก็ไม่มีโอกาสที่จะมีลูกได้ตามธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าท่อนำไข่ตันและมีไข่น้อย ก็ไม่ต้องเสียเวลากับการทำเองตามธรรมชาติ หรือ IUI ให้ข้ามไปทำเด็กหลอดแก้วเลย
  • อสุจิของสามี หากมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็น จำนวนของอสุจิที่น้อยกว่าเกณฑ์ จำนวนตัววิ่งที่น้อยกว่าเกณฑ์ หรือรูปร่างของสเปิร์มที่มีความผิดปกติมาก จะส่งผลให้ไข่และอสุจิผสมกันเองตามธรรมาชาติได้น้อย  ก็ไม่ต้องเสียเวลาลองธรรมชาติ หรือ IUI สามารถขยับไปทำเด็กหลอดแก้วได้เลย

อสุจิต่ำกว่าเกณฑ์แบบไหนที่ควรทำเด็กหลอดแก้ว? 09:07

ถ้าจำนวนอสุจิน้อยกว่า 15 ล้านตัว ต่อน้ำอสุจิ 1 cc จะมีโอกาสมีลูกเองตามธรรมชาติลดลง หรือถ้าจำนวนตัวอสุจิที่วิ่งน้อยกว่า 10-15 ล้านตัว ต่อการหลั่งแต่ละครั้ง ก็มีโอกาสท้องเองตามธรรมชาติลดลงเช่นกัน จึงควรพิจารณาการรักษาด้วยวิธี IUI หรือเด็กหลอดแก้ว

ถ้าไข่น้อย อายุยังไม่มาก สเปิร์มของสามีก็ดี ท่อนำไข่ไม่ตัน สามารถลองเองตามธรรมชาติได้ไหม? 09:51

สามารถทำได้ เพราะท้องธรรมชาติต้องการไข่ที่โตรอบละ 1-2 ใบเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะมีไข่เริ่มต้นกี่ใบ ถ้ามีไข่โตในรอบเดือนนั้นอย่างน้อย 1 ใบ และมีเพศสัมพันธ์ให้ตรงกับวันไข่ตก โอกาสท้องจะยังดีอยู่ แม้ว่ามีจำนวนไข่น้อย ก็อาจจะลองธรรมชาติได้ โดยอาจจะพิจารณาทานยากระตุ้นไข้ให้โต เพื่อให้แน่ใจว่า ในรอบเดือนนั้นๆ มีไข่โตอย่างน้อย 1 ใบแน่ๆ

แต่กลับกัน ถ้าไข่มีจำนวนน้อยด้วย และอายุฝ่ายหญิงก็เยอะ ก็ไม่ควรเสียเวลากับวิธีธรรมชาตินานนัก เพราะโอกาสสำเร็จน้อย เพราะอายุฝ่ายหญิงที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไข่มีโครโมโซมที่ผิดปกติสูงขึ้น ยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จาก % ตัวอ่อนที่ปกติจากการตรวจโครโมโซม ตามอายุฝ่ายหญิง ถ้าตอนนี้ฝ่ายหญิงอายุไม่เกิน 30 ปี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนปกติจะอยู่ที่ 70-80% แต่ถ้าอายุเยอะขึ้น ไม่เกิน 35 ปี เปอร์เซ็นต์ที่ตัวอ่อนปกติจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 50-60% ถ้าอายุเกิน 38-40 ปี เปอร์เซ็นต์จะลดลงมาเหลือเพียง 30-40% เท่านั้น ฉะนั้นหากอายุเยอะแล้ว บวกกับมีไข่น้อย โอกาสที่ท้องเองตามธรรมชาติค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว ควรรีบมารักษาด้วยวิธีที่มีโอกาสสำเร็จสูงขึ้น

สรุปวิธีการรักษาไข่น้อย 12:32

  • การกินยากระตุ้นไข่ และมีเพศสัมพันธ์กันเองในวันไข่ตก มีโอกาสท้องประมาณ 4% ต่อรอบเดือน
  • การฉีดน้ำเชื้อของสามีเข้าโพรงมดลูก (IUI) ในคนไข้ที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี เปอร์เซ็นต์ท้องโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15% ต่อรอบ
  • การทำเด็กหลอดแก้ว วิธีที่มีขั้นตอนมากที่สุด แต่ก็มีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด

IVF / ICSI คืออะไร? 13:07

การทำเด็กหลอดแก้วคือการฉีดยาเพื่อกระตุ้นให้ไข่ในรอบเดือนนั้นๆ โตขึ้นมาพร้อมๆ กัน เมื่อไข่โตเต็มที่ จึงเก็บไข่ออกมาจากรังไข่ โดยจะได้จำนวนไข่ที่โต มากกว่ารอบธรรมชาติ หลังจากที่ได้ไข่มาแล้ว คุณสามีก็เก็บสเปิร์ม นักวิทยาศาสตร์ ก็จะเลือกสเปิร์มตัวที่วิ่งและมีรูปร่างปกติ ผสมกับไข่ อาจจะด้วยวิธี ICSI หรือ IVF แล้วก็จะเลี้ยงตัวอ่อนต่อ 5-6 วัน เมื่อตัวอ่อนโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ แล้วก็จะอาจจะตรวจโครโมโซม แล้วแช่แข็งไว้ หรือย้ายกลับเข้าไปในโพรงมดลูก

จะเลือกตรวจโครโมโซมตัวอ่อนหรือไม่ ขึ้นกับมีข้อบ่งชี้หรือไม่ หากคนไข้เคยมีประวัติแท้งหลายครั้ง หรืออายุเกิน 35 ปี หรือเคยตั้งครรภ์แล้วลูกมีความผิดปกติเรื่องโครโมโซม การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูกก็จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ ที่ Superior A.R.T.โอกาสการตั้งครรภ์จะอยู่ที่ 70-75% ต่อการย้ายตัวอ่อนปกติ 1 ตัว ต่อรอบ เพราะฉะนั้นวิธีนี้เป็นวิธีที่มีโอกาสสำเร็จมากที่สุด

สำหรับคนไข้ที่อายุเยอะหรือจำนวนไข่น้อย

ถ้าไข่น้อยต้องรีบทำ IVF/ICSI เลยไหม? 15:51

ต้องดูก่อนว่าฝ่ายหญิงอายุเท่าไร ท่อนำไข่ตันหรือไม่ และอสุจิมีปัญหาอะไรไหม ถ้าอายุน้อย ท่อนำไข่ไม่ตัน อสุจิดี อาจจะลองตามธรรมชาติก่อนได้ หาก 6 เดือนแล้ว ลองธรรมชาติหรือฉีดเชื้อแล้วไม่สำเร็จ ค่อยขยับไปทำเด็กหลอดแก้วได้ หากอายุเยอะ อสุจิไม่ค่อยดี หรือท่อนำไข่ตัน ก็ทำเด็กหลอดแก้วเลยเพื่อเป็นการไม่เสียเวลา

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นที่มาของการแช่แข็งไข่ เพราะผู้หญิงยุคนี้ พร้อมสร้างครอบครัวช้ากว่าเดิม กว่าจะแต่งงานและพร้อมที่จะมีลูก อายุก็เยอะขึ้น โอกาสมีลูกก็ยากขึ้น การแช่แข็งไข่อาจจะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้ โดยขั้นตอนเริ่มจากกระตุ้นไข่และเก็บไข่ออกมาแช่แข็งเอาไว้ เมื่อพร้อมมีบุตรก็นำไข่มาละลาย แล้วผสมกับอสุจิต่อไป โดยไข่ที่ละลายมานั้นจะมี % ของโครโมโซมที่ปกติเท่ากับตอนอายุที่แช่ไข่ แม้ว่าจะละลายออกมาใช้หลายปีต่อมาก็ตาม เรียกว่าเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหามีลูกยากในอนาคต ในคนไข้ที่คิดว่าอาจจะแต่งงานช้า หรืออาจจะมีไข่น้อยในอนาคต

นอกจากเรื่องอายุ มีปัจจัยอื่นอีกไหมที่ส่งผลให้มีลูกยาก หรือมีไข่น้อย? 17:45

กรณีของคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ในรังไข่ โดยเฉพาะช็อกโกแลตซีสต์ หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จำนวนไข่ในรังไข่จะลดลงเร็วกว่าคนที่ไม่มีปัญหานี้ เพราะช็อกโกแลตซีสต์ทำให้เกิดการอักเสบ ทำให้ไข่ที่อยู่รอบๆ ก้อนซีสต์มีการสูญสลายไปเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นคนไข้ที่มีช็อกโกแลตซีสต์ ยิ่งถ้าก้อนใหญ่ หรือเคยผ่าตัดแล้วผ่าตัดหลายรอบ ต้องระวังว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องมีไข่น้อย

คนไข้ที่เคยผ่าตัดถุงน้ำรังไข่ ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตซีสต์ หรือซีสต์ชนิดอื่นๆ  อย่าได้วางใจ ควรมาตรวจดูไข่ เพราะการผ่าตัดโดยเฉพาะการเลาะถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ จะทำให้มีการสูญเสียเนื้อรังไข่ที่ดีออกไปด้วย ทำให้ปริมาณไข่ในรังไข่ลดลงหลังผ่าตัด

อีกปัจจัยหนึ่งคือ พันธุกรรม ซึ่งอาจจะไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลย เว้นแต่ในกรณีที่พี่สาวหรือน้องสาวมีประวัติหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ก็อาจจะทำให้รู้ได้ว่าเรามีโอกาสที่จะมีไข่ที่น้อยกว่าคนอื่นๆ ก็ได้ หากยังไม่แน่ใจว่ามีไข่น้อยไหม ก็สามารถมาตรวจดูก่อนเพื่อวางแผนสำหรับอนาคตได้

สรุปก็คือถ้าผู้หญิงคนไหนที่ตรวจแล้วเจอว่ามีปัญหาเรื่องไข่น้อย ยังไม่ต้องกังวล ต้องดูปัจจัยแวดล้อมร่วมด้วย เช่น อสุจิสามีดีหรือไม่ อายุของเราเยอะแค่ไหน แล้วค่อยมาประเมินว่าวิธีที่เหมาะสมที่สุดของเราคือแบบไหน

ถ้ามีไข่น้อย ต้องเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้วอย่างไรบ้าง? 25:51

  • ไม่นอนดึก ให้นอนก่อน 5 ทุ่ม โดยพยายามนอนในช่วง 5 ทุ่ม-ตี 1 เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสร้าง Growth Hormone แม้บางครั้งจะจำนวนไข่ในร่างกายน้อย แต่ไข่ที่ถูกดึงออกมาใช้ในแต่ละรอบอาจจะเยอะก็ได้ ถ้าเรานอนเร็ว
  • ลดแป้ง น้ำตาล เพื่อไม่ให้มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งส่งผลให้จำนวนไข่แต่ละรอบน้อยลงและดื้อต่อการกระตุ้นไข่
  • เน้นทานผัก ผลไม้ ไฟเบอร์ และเพิ่มโปรตีนจากไข่ขาววันละฟองในช่วงก่อนกระตุ้นไข่
  • ทานวิตามินกลุ่ม Folic, วิตามิน D, Antioxidants เช่น CoQ10, วิตามิน C, วิตามิน E อาจจะช่วยเรื่องคุณภาพไข่ ในกรณีคนไข้ที่ไข่น้อยมากๆ คุณหมออาจจะให้ทาน DHEA ก่อนที่จะเริ่มกระตุ้นไข่ประมาณ 1-2 รอบเดือน แต่จำเป็นต้องมาตรวจก่อน เพราะบางคนกิน DHEA แล้วไข่จะยิ่งน้อย แต่บางคนกินแล้วอาจจะได้ประโยชน์ หรือหากกินต่อเนื่องนานเกินไปอาจจะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้

ถาม-ตอบเพิ่มเติมจากไลฟ์

ทำ ICSI แล้วรอเคลียร์ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก ต้องพักกี่เดือนถึงจะใส่ตัวอ่อนได้? 20:40

ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก คือชิ้นเนื้อที่อยู่ในเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งจะยื่นออกมาและอาจรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน เมื่อผ่าตัดส่องกล้องก็จะตัดติ่งเนื้อให้เรียบเสมอกับเยื่อบุโพรงมดลูกรอบๆ หลังจากนั้นถ้ามีประจำเดือนมา ในเดือนต่อไปก็สามารถเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกได้เลย ยกเว้นมีติ่งเนื้อเยอะมาก ต้องใช้จี้ไฟฟ้าในตอนตัดเยอะ คุณหมออาจจะประเมินให้พัก 1-3 รอบเดือน ซึ่งมีงานวิจัยที่บอกว่าการส่องกล้องรอบก่อนที่จะใส่ตัวอ่อน ช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น

เยื่อบุโพรงที่ดีเป็นอย่างไร? 21:58

ต้องดูว่าวันที่วัดผนังมดลูกเป็นช่วงไหนของรอบเดือน ถ้าตรวจช่วงมีประจำเดือนจะพบว่าเยื่อบุโพรงมดลูกจะยังหนา จากเลือดประจำเดือนที่ยังค้างอยู่ ช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่จะบอกว่าเยื่อบุโพรงมดลูกหนาหรือไม่ คือ Day 10-12 ของรอบเดือน ซึ่งเป็นช่วงก่อนไข่ตก โดยเยื่อบุโพรงมดลูกที่ดีควรจะเรียงตัวสวยเป็น 3 ชั้นชัดเจน แต่บางคนเส้นชั้นอาจจะเบลอๆ แต่คนไข้ก็สามารถท้องได้ ซึ่งองค์ประกอบ 2 อย่างที่จะพอว่าเยื่อบุโพรงมดลูกสวยหรือไม่ คือการเรียงตัวที่เห็นเป็น 3 ชั้นชัดเจน และความหนาประมาณ 8-12 มิลลิเมตร

การตรวจโครโมโซมมีผลเสียต่อตัวอ่อนหรือไม่ 27:44

ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญความชำนาญของนักวิทย์และเทคนิคที่ใช้

ก่อนอื่นขออธิบายเกี่ยวกับการพัฒนาการของตัวอ่อน โดยจะเริ่มจาก Day 1 หากตัวอ่อนปกติก็จะมีกลมๆ เล็กๆ 2 อันหรือเรียกว่า 2PN ถ้าผิดปกติก็จะเป็น 1PN, 0PN, หรือ 3PN เมื่อถึง Day 2 ก็ควรจะมี 2-4 เซลล์ Day 3 ควรมี 6-8 เซลล์ เมื่อพัฒนาจนถึง Day 5 หรือระยะบลาสโตซิสต์

ที่ Superior A.R.T. จะมีการเปิดเปลือกตัวอ่อนที่ Day 3-4 ซึ่งจะใช้เลเซอร์เปิดรูเล็กๆ เพื่อช่วยให้ตัวอ่อนใน Day 5 สามารถดันให้เปลือกแตกและฟักออกมาได้ในระยะ Hatching Blastocyst ซึ่งจะเห็นว่าตัวอ่อนยังมีเปลือกอยู่ และมีเซลล์ที่ฟักออกมาจากเปลือก

ในการดูดเซลล์ไปตรวจ ตัวอ่อนต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • อยู่ในระยะ Blastocyst หรือ Hatching Blastocyst
  • ต้องมีเซลล์ทัั้งสองกลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มที่กองกันเป็นก้อนที่จะกลายไปเป็นเด็กทารก กับกลุ่มเซลล์รอบๆ ที่จะกลายไปเป็นเนื้อรก

ที่ Superior A.R.T. จะรอให้ตัวอ่อนฟักออกมาก่อน แล้วจะดูดเซลล์จากส่วนที่เป็นเนื้อรก เพื่อลดความบอบช้ำของตัวอ่อน ในขณะที่บางคลินิคอาจจะไม่ได้รอถึงระยะนี้ อาจจะดูดเซลล์ในวันที่เปิดเปลือกเลย ซึ่งการดูดเซลล์ในระยะที่ฟักออกจากเปลือกแล้ว จะมีจำนวนเซลล์มากกว่า ทำให้ความเสียหายน้อยกว่า

กินยาคุมนานๆ ทำให้มีบุตรยากไหม? 33:09

ปกติแล้วการกินยาคุมนานๆ ไม่ค่อยมีปัญหา หลังจากที่หยุดกิน ยาคุมก็จะค่อยๆ ถูกล้างออกไปจากร่างกาย ประมาณ 1-2 เดือนหลังจากนั้น ส่วนใหญ่จะมีการตกไข่ได้ตามปกติ แต่ก็มีบางเคสที่กินยาคุมมานาน แล้วยาคุมไปกดเยื่อบุโพรงมดลูกให้บางมาก กว่าที่เยื่อบุโพรงมดลูกจะหมดฤทธิ์ของยาคุมอาจจะใช้เวลานาน แต่หากเป็นยาคุมแบบฉีดทุกๆ 3 เดือน อาจจะมีผลทำให้มีบุตรยากได้ เพราะฤทธิ์ของยาที่แม้จะเกิน 3 เดือนไปแล้ว แต่อาจยังกดการทำงานของไข่ได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี เพราะฉะนั้นคุณหมอจะไม่แนะนำให้ฉีดยาคุมในคนไข้ที่ยังอยากมีลูก

แต่ถ้าจะกระตุ้นไข่ คุณหมอจะให้หยุดยาคุมก่อน 1 รอบ เพราะบางคนที่กินยาคุมมานาน เมื่อกระตุ้นไข่จะพบว่าบางครั้งฤทธิ์ของยาคุมจะยังกดไข่ ทำให้ใช้เวลาในการกระตุ้นยาวขึ้น หรือจำนวนไข่ที่ตอบสนองต่อยาน้อยลง

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา ถ้าไข่น้อย จะทำเด็กหลอดแก้วได้ไหม

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

CEO’s Guide to Family Planning : EP. 4 The Human Element: “แง่คิดจากผู้บริหารกับการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต”

วางแผนครอบครัว EP 4

วางแผนครอบครัว EP 4

The Human Element: “แง่คิดจากผู้บริหารกับการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

เราได้พูดถึงกลยุทธ์มามากแล้ว วันนี้ผมอยากแบ่งปันบทสนทนากับเพื่อนผู้นำหลายท่าน มุมมองที่สะท้อนถึง “แก่นแท้ของการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต” นั่นคือ การสร้างครอบครัว

  • 1️. KPI ที่เปลี่ยนชีวิต
    ผู้นำหลายคนที่เคยวัดความสำเร็จจากรายงานผลประกอบการรายไตรมาส บอกผมว่า… วันที่ลูกเรียกชื่อพวกเขาได้เป็นครั้งแรก หรือวันที่ลูกปั่นจักรยานได้ด้วยตัวเอง นั่นแหละคือ “KPI ที่แท้จริงของชีวิต” มีความหมายลึกซึ้งกว่าตัวเลขใดๆ ที่เคยไล่ตามมาตลอดเส้นทางอาชีพ ความสำเร็จสำหรับพวกเขา…ได้เปลี่ยนมิติไปอย่างสิ้นเชิง
  • 2️. การตัดสินใจที่ดีที่สุด มักเกิดขึ้นนอกห้องประชุม
    หลายคนยอมรับว่า “ถ้าได้เริ่มวางแผนเร็วกว่านี้ก็คงดี” แต่สำหรับคนที่เริ่มลงมือเร็ว บอกกับผมว่า การตัดสินใจไปตรวจสุขภาพก่อนมีบุตร หรือการฝากไข่ (Egg Freezing) ล่วงหน้า คือหนึ่งใน “การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในชีวิต” เพราะมันช่วย “ซื้อเวลา” และ “ลดความเสี่ยง” จากความไม่แน่นอนของอนาคต
  • 3️. การเดินทางที่ทำให้เราเป็นผู้นำที่สมบูรณ์ขึ้น
    สำหรับเพื่อนหลายคนที่ต้องผ่านกระบวนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology) มักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การเดินทางนี้แม้จะท้าทาย แต่ก็เปลี่ยนชีวิตได้อย่างแท้จริง มันสอนให้เราเข้าใจความเปราะบางของตัวเอง รู้จักปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้  และมีความเข้าอกเข้าใจต่อทีมงานและคนรอบข้างได้ลึกซึ้งกว่าเดิม

💬 บทสนทนาเหล่านี้สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่า…
การสร้างครอบครัว คือ บทเรียนว่าด้วยชีวิตและภาวะผู้นำที่เข้มข้นที่สุด
และมอบ “ผลตอบแทน” ที่ยิ่งใหญ่และคุ้มค่าที่สุดในชีวิตเช่นกัน

💡 โปรดติดตามตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้ เราจะไปสู่ การลงมือทำจริง กับ The Next Move: Your Confidential Roadmap – The 3 First Steps

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็น พาหะของโรคทางพันธุกรรม

ถามหมอกับหมอนิ : รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็น พาหะของโรคทางพันธุกรรม

รู้หรือไม่…คุณอาจเป็น พาหะของโรคทางพันธุกรรม โดยไม่รู้ตัว และสามารถถ่ายทอดโรคนั้นไปสู่ลูกได้ แม้ตัวคุณเองจะ ไม่เคยมีอาการผิดปกติเลยก็ตาม

หนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดในคนไทยคือ “ธาลัสซีเมีย” (Thalassemia) และปัญหาคือ… พ่อแม่หลายคนไม่ทราบว่าตัวเองเป็นพาหะ

การตรวจพาหะทางพันธุกรรม จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยให้คุณและคู่ของคุณ วางแผนการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย และหากพบว่าเป็นพาหะทั้งคู่ ก็ยังมีทางเลือกทางการแพทย์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการถ่ายทอดโรคให้ลูกได้

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาอธิบายให้คุณเข้าใจใน 1 นาที


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.58 ❝ควรใส่ดีไหม Mosaic Embryo❞

ใน EP. 58 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดถึงเรื่อง ตัวอ่อนโมเซอิก (Mosaic Embryo) ว่าสามารถจะใส่ได้ไหม ถ้าใส่แล้วจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ควรจัดการกับผลตรวจตัวอ่อนที่เป็นโมเซอิกอย่างไร

โครโมโซมผิดปกติ 1:46

โรคที่เกิดจากโครโมโซมผิดปกติที่รู้จักและพบได้บ่อยคือดาวน์ซินโดรม โดยเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง โดยทารกยังสามารถเจริญเติบโตจนคลอดออกมาและใช้ชีวิตได้ แต่จะมีปัญหาเรื่องสติปัญญาและอาจจะมีความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ หรือไต เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโครโมโซมผิดปกติอื่นๆ ที่พบได้น้อยกว่า คือโครโมโซมคู่ที่ 18 กับโครโมโซมคู่ที่ 13 ซึ่งยังสามารถตั้งครรภ์จนคลอดได้ แต่เด็กจะมีปัญหา ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำให้เสียชีวิตภายในระยะเวลาอันสั้น หลังจากที่คลอดออกมา

ซึ่งส่วนใหญ่มักจะรู้จักแค่ 3 โครโมโซมนี้ เพราะถ้าเป็นโครโมโซมอื่นๆ ที่ผิดปกติ ทารกจะไม่สามารถเจริญเติบโตจนคลอดออกมาได้

การตรวจความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อน 3:14

ปัจจุบันนี้ เราสามารถตรวจความผิดปกติของโครโมโซมได้ในหลายช่วงของการตั้งครรภ์ เช่น การตรวจหลังตั้งครรภ์ 10-12 สัปดาห์ หรือการเจาะน้ำคร่ำในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์

นอกจากนั้นก็ยังสามารถตรวจได้ก่อนการตั้งครรภ์ นั่นคือในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วหรือ ICSI เราสามารถตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนได้ก่อนนำกลับเข้าไปใส่ในโพรงมดลูก ซึ่งจะเป็นการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์ หรือตัวอ่อนที่ปฏิสนธิไปแล้ว 5-6 วัน ซึ่งในระยะนี้จะมีการแบ่งตัวของเซลล์เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะกระจุกอยู่ด้านใน คือเซลล์ที่จะกลายไปเป็นทารกในอนาคต และกลุ่มที่สองคือเซลล์รอบนอกหรือโทรโฟบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่จะพัฒนากลายเป็นรกหรือถุงน้ำคร่ำต่อไป

ซึ่งในตัวอ่อนระยะนี้สามารถตัดเซลล์ส่วนรอบนอก หรือเซลล์ที่จะกลายไปเป็นรกหรือถุงน้ำคร่ำในอนาคตประมาณ 5-10 เซลล์ เพื่อมาตรวจเช็คโครโมโซมของตัวอ่อนได้ โดยใช้เทคนิค NGS ตรวจดูว่าโครโมโซมของตัวอ่อนทั้ง 23 คู่ รวมทั้งโครโมโซมเพศ มีความปกติหรือผิดปกติอย่างไรบ้าง โดยทั่วไปโครโมโซมทั้ง 23 ตำแหน่งจะมีโครโมโซม 2 แท่ง และผลการตรวจจะต้องรายงานว่ามี 2 แท่ง ถ้าเกินหรือมีน้อยกว่า 2 แท่ง หมายความว่ามีความผิดปกติของโครโมโซม แต่เนื่องจากเป็นการตรวจโครโมโซมจากเซลล์ตัวอ่อน 5-10 เซลล์ ทำให้ผลของการตรวจออกมาเป็นค่าเฉลี่ยของเซลล์ทั้งหมดว่ามีโครโมโซมกี่แท่งต่อ 1 ตำแหน่ง

Mosaic คืออะไร? 5:41

Mosaic คือแต่ละเซลล์มีผลโครโมโซมที่แตกต่างกัน มีทั้งกลุ่มเซลล์ที่มีโครโมโซมปกติ และกลุ่มเซลล์ที่มีโครโมโซมผิดปกติรวมอยู่ด้วยกันในตัวอ่อนเดียวกัน ทำให้ผลการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน หรือ NGS ไม่ได้รายงานว่ามี 2 แท่ง 3 แท่ง หรือ 1 แท่ง คือไม่ได้บอกว่าปกติหรือผิดปกติ แต่รายงานออกมาเป็นค่ากลาง เช่น อยู่ระหว่าง 1-2 แท่ง หรืออยู่ระหว่าง 2-3 แท่ง โดยรายงานออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าขาดหรือเกินไปกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจอยู่ในช่วงระหว่าง 20-80% นั่นหมายถึงว่าเซลล์ที่ตัดออกมาตรวจมีทั้งกลุ่มเซลล์ที่ปกติ คือมีจำนวนโครโมโซม 2 แท่ง และมีกลุ่มของเซลล์ที่มีโครโมโซมผิดปกติ คือมี 1 หรือ 3 แท่ง ซึ่งในกลุ่มนี้จะเรียกว่าเป็นตัวอ่อนที่มีภาวะ Mosaic

จะรู้ได้อย่างไรว่าสามารถใส่ ตัวอ่อนโมเซอิก ได้หรือไม่? 7:01

แน่นอนว่าถ้ามีตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ ก็จะเลือกใส่ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติที่เกรดดีก่อน แต่ถ้าไม่มีตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติเลย อาจจะต้องดูว่า ตัวอ่อนโมเซอิก ตัวไหนที่จะสามารถใส่หรือย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกได้ โดยในช่วงแรกๆ ที่เริ่มมีการใส่ตัวอ่อน Mosaic เราอาจกังวลว่าทีโอกาสทำให้อัตราการแท้งเพิ่มขึ้น อัตราการตั้งครรภ์ลดลง แต่ในปัจจุบันมีการศึกษามากขึ้น และมีข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายตัวอ่อน Mosaic กลับเข้าสู่โพรงมดลูกมากขึ้น พบว่าการใส่ตัวอ่อน Mosaic ที่เปอร์เซ็นต์น้อยกว่า 50% หรือ Low Level อัตราการตั้งครรภ์ อัตราการแท้ง และอัตราการได้เด็กที่คลอดออกมามีชีวิต ไม่ได้ต่างจากการใส่ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อมูลยืนยันว่าสามารถใส่หรือทำการย้ายตัวอ่อนที่เป็น Mosaic กลับเข้าสู่โพรงมดลูกได้เช่นกัน

วิธีการเลือกตัวอ่อนที่เป็น Mosaic 8:36

  1. % Mosaic ให้เลือกที่ตัวอ่อนที่มี Mosaic เปอร์เซ็นต์ต่ำ หรือน้อยกว่า 50% เพราะอัตราการตั้งครรภ์ค่อนข้างดี และสามารถจะใส่ได้ ซึ่งบางศูนย์อาจจะใช้เกณฑ์ที่ต่ำหรือสูงกว่านั้น ประมาณ 40-60% ถือว่าใช้ได้เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างกัน
  2. ชนิดของโครโมโซมที่ผิดปกติ โดยโครโมโซมที่ผิดปกติที่สามารถตั้งครรภ์จนคลอดลูกออกมาได้ คือ โครโมโซม 21 ที่เป็นดาวน์ซินโดรม, โครโมโซม 18 และโครโมโซม 13 ที่สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่เมื่อคลอดออกมาเด็กจะเสียชีวิต และโครโมโซมเพศ คือโครโมโซมเอ็กซ์และวาย ถ้ามีความผิดปกติของโครโมโซม 5 ตัวนี้ คุณหมอจะไม่แนะนำให้ใส่ แต่ถ้าเป็นความผิดปกติของโครโมโซมอื่น โดยทั่วไปก็สามารถใส่ได้ เพราะถ้ามีความผิดปกติจริงๆ ตัวอ่อนตัวนั้นจะไม่สามารถเจริญเติบโตต่อในครรภ์จนคลอดออกมาได้ จะผ่านกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติไปไม่ได้

หากใส่ ตัวอ่อนโมเซอิก เด็กจะมีโครโมโซมที่ผิดปกติหรือไม่? 10:25

ปัจจุบัน มีข้อมูลว่าการย้ายตัวอ่อนที่เป็น Mosaic ชนิด Low Level หรือเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า 50% เมื่อตั้งครรภ์แล้วเจาะน้ำคร่ำตรวจดู พบว่าโอกาสที่ทารกจะมีโครโมโซมผิดปกติน้อยกว่า 1% ซึ่งถือว่าปลอดภัย ส่วนเรื่องความผิดปกติหรือความพิการก็ไม่พบว่าเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการใส่ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ

สรุปก็คือ ตัวอ่อนที่เป็น Mosaic สามารถนำมาใส่ได้ ถ้าไม่มีตัวอ่อนที่ปกติ เมื่อตั้งครรภ์แล้ว ผลโครโมโซมของเด็กส่วนใหญ่จะปกติ มีน้อยกว่า 1% ที่ผิดปกติ ส่วนเรื่องความพิการหรือความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ไม่ได้เพิ่มขึ้นเมื่อใส่ตัวอ่อนที่เป็น Mosaic

ผล ตัวอ่อนโมเซอิก อาจเกิดจาก 2 กรณี 11:32

  • ผล Mosaic จริง มีความผิดปกติของโครโมโซมที่อยู่ในกลุ่มของเซลล์ตรงนั้นจริงๆ
  • ผล Mosaic ปลอม อาจจะเกิดจากเทคนิค ขั้นตอนในการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน หรือขั้นตอนทำแล็บในการตัดเซลล์ตัวอ่อน ถ้าเทคนิคการตัดเซลล์ตัวอ่อนมาตรวจทำอย่างไม่เหมาะสม เช่น ตัดผ่านนิวเคลียสของเซลล์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมอยู่ จะทำให้โครโมโซมเสียหายได้ ทำให้ผลตรวจโครโมโซม หรือ NGS ออกมาผิดปกติ และอาจทำให้ผลเป็น Mosaic ปลอมได้ ทั้งๆ ที่ตัวอ่อนไม่ได้เป็น Mosaic เพราะฉะนั้นเรื่องแล็บ เทคนิคการแพทย์ หรือ Embryologist จึงมีความสำคัญมาก

โดยทั่วไปตัวอ่อนที่เป็น Mosaic จริง ในระยะที่ทำการตรวจนี้จะพบเฉลี่ยไม่เกิน 20% ซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการชี้วัดคุณภาพมาตรฐานของห้องปฏิบัติการตรวจด้วย หมายความว่าถ้าผลการตรวจโครโมโซม 5-6 ตัว มีผลเป็น Mosaic 4-5 ตัว อาจจะต้องดูว่าห้องแล็บมีปัญหาหรือไม่ เทคนิคการตรวจหรือขั้นตอนไหนที่ทำให้ได้ผล Mosaic ออกมาเยอะเกินไป

ถ้าใส่ ตัวอ่อนโมเซอิก และตั้งครรภ์ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่ผิดปกติ มีวิธีการตรวจยืนยันอย่างไร? 13:39

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนจะตัดเซลล์ส่วนรอบนอกหรือส่วนที่จะกลายไปเป็นรกในอนาคตไปตรวจ ทำให้ข้อมูลที่ได้เป็นผลของโครโมโซมของเซลล์ส่วนรก ซึ่งไม่ใช่โครโมโซมส่วนของตัวเด็ก โดยทั่วไปโครโมโซมของเด็กและโครโมโซมของรกจะมีผลไปในทางเดียวกันเกินกว่า 90%

แต่ถ้าผลออกมาว่าเป็น Mosaic อาจจะมีความไม่สอดคล้องกันของโครโมโซมเด็กกับโครโมโซมของรกได้ ซึ่งหลายองค์กรทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรปมีการโต้แย้งกันว่าเมื่อตั้งครรภ์ไปแล้วควรจะตรวจด้วยวิธีไหน

อย่างแรกคือการตรวจ NIPT หรือการตรวจเลือดแม่เพื่อเช็คโครโมโซมของลูก โดยหลักการคือการหาโครโมโซมของรก หรือเซลล์ที่พัฒนามาจากโทรเฟคโตเดิร์ม ที่หลุดลอยมาในกระแสเลือดของแม่ เพื่อเช็คโครโมโซมของลูก หลักการการตรวจ NIPT คือตรวจโครโมโซมของรก ไม่ได้ตรวจโครโมโซมของเด็ก ทำให้อาจไม่รู้ข้อมูลของโครโมโซมเด็กโดยตรง หลายองค์กรอาจจะไม่แนะนำให้ใช้ แต่ปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่โต้แย้งกัน และอาจจะยังหาข้อสรุปไม่ได้

วิธีถัดมาคือการเจาะน้ำคร่ำ โดยมีหลักการคือเจาะเข้าไปในน้ำคร่ำ ซึ่งจะมีเซลล์ผิวของทารกในครรภ์ที่หลุดลอยออกมาอยู่ในถุงน้ำคร่ำ เพราะฉะนั้นจึงได้เซลล์ของเด็กโดยตรงเพื่อนำไปตรวจโครโมโซมของเด็ก การตรวจเจาะน้ำคร่ำจึงทำให้ทราบโครโมโซมของเด็กได้โดยตรง ต่างกับ NIPT ที่จะทราบเรื่องโครโมโซมของรก บางคนจึงแนะนำให้เจาะน้ำคร่ำเพื่อที่จะได้เซลล์ของเด็กโดยตรงมากกว่า แต่การเจาะน้ำคร่ำก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแท้งได้ แม้จะไม่เยอะมาก แต่หลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีข้อแนะนำชัดเจนว่า ทำ NIPT หรือเจาะน้ำคร่ำดีกว่ากัน แต่ถ้าอยากรู้เรื่องโครโมโซมของเด็กโดยตรงแนะนำให้เจาะน้ำคร่ำ ในอนาคตหากมีการศึกษามากขึ้นมีข้อมูลมากขึ้น คำแนะนำอาจจะเปลี่ยนไป อาจจะแนะนำให้สามารถเจาะ NIPT ในตัวอ่อน Mosaic ได้

สามารถใส่ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ และ Mosaic ด้วยกันได้หรือไม่? 18:14

ไม่แนะนำให้ใส่ การใส่ตัวอ่อนที่ปกติพร้อมกับตัวอ่อนที่อาจจะผิดปกติ ถ้าผลออกมาว่าในที่สุดตัวอ่อน Mosaic นั้นไม่สามารถแก้ไขตัวเองให้โครโมโซมเป็นปกติได้ ถึงแม้ว่าโอกาสที่ตัวอ่อน Mosaic จะกลายเป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติเกิดขึ้นได้น้อยกว่า 1% แต่ก็อาจจะเป็นเหตุทำให้ต้องมีการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งจะทำได้ยากในกรณีที่มีการตั้งครรภ์ทั้งทารกที่ปกติและผิดปกติอยู่ด้วยกัน ดังนั้นถ้าจะใส่ตัวอ่อน 2 ตัว แนะนำให้ใส่ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติทั้งคู่

บทสรุป 16:56

ตัวอ่อนโมเซอิก แนะนำให้ใส่ได้ในกลุ่มของตัวอ่อน Mosaic ที่มีระดับต่ำ คือมีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า 50% และไม่ได้มีความผิดปกติที่โครโมโซมหลักที่ทำให้เด็กเกิดมาแล้วพิการได้ อย่างโครโมโซม 21, 13 และ 18 สำหรับโครโมโซมอื่นสามารถใส่ได้ถ้ามีระดับต่ำ ส่วน Mosaic ที่มีเปอร์เซ็นต์ความผิดปกติสูง เกิน 50% จะไม่แนะนำให้ใส่

หากใส่ตัวอ่อน Mosaic ไปแล้ว ความผิดปกติของเด็ก เรื่องความพิการต่างๆ ไม่ได้แตกต่างจากการย้ายตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติ และเมื่อเช็คโครโมโซมซ้ำอีกครั้งเมื่อตั้งครรภ์ไปแล้วในกลุ่มที่ใส่ตัวอ่อน Mosaic พบว่าน้อยกว่า 1% ที่จะมีความผิดปกติ โอกาสจึงค่อนข้างสูงที่จะได้เด็กที่มีโครโมโซมปกติ

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา เพิ่มโอกาสมีลูกตามธรรมชาติ ด้วยการนับวันไข่ตก

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

อยากมีลูกปีม้า คุณแม่ต้องรู้ว่าควรท้องไม่เกินเดือนไหน?

อยากมีลูกปีม้า

🐎 อยากมีลูกปีม้า ต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่เดือนไหน?

หลายครอบครัวตั้งใจอยากให้ลูกเกิดในปีนักษัตรที่เป็นสิริมงคล และหนึ่งในนั้นคือ “ปีม้า” คนไทยและชาวเอเชียจำนวนมาก อยากมีลูกปีม้า เพราะเชื่อว่าเป็นปีแห่งพลัง ความฉลาด และความกระตือรือร้น ลูกที่เกิดปีม้าจึงมักถูกมองว่าเป็นคนมีเสน่ห์ มีความมั่นใจ และพร้อมเผชิญกับความท้าทาย

หากอยากให้ลูกน้อยลืมตาดูโลกใน ปีม้า พ.ศ.2569 คุณแม่ควรวางแผนเพื่อตั้งครรภ์ ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ.2569 

ควรเริ่มดูแลสุขภาพร่างกาย เตรียมความพร้อม และตรวจประเมินภาวะเจริญพันธุ์ เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะการมีบุตรไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น สุขภาพรังไข่และปริมาณไข่ คุณภาพอสุจิ และอายุของคุณแม่คุณพ่อด้วย 

ที่ Superior A.R.T. เรามีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่ช่วยให้คุณสามารถวางแผนอนาคตครอบครัวได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินปริมาณไข่ การฝากไข่ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยการมีบุตร เพื่อให้ความฝันในการมีลูกปีม้าเป็นจริงอย่างที่คุณตั้งใจค่ะ ❤️

ภาวะรังไข่เสื่อม กับสาววัยทำงานที่มีความเครียดสูง

ความเครียดสูง เสี่ยงมี ภาวะรังไข่เสื่อม

❌ อย่าปล่อยให้ความเครียดมาพรากอนาคตการมีลูกของคุณไป

ภาวะรังไข่เสื่อม ก่อนวัย (Premature Ovarian Insufficiency – POI)

ภาวะรังไข่เสื่อม ก่อนวัย คือ ภาวะที่รังไข่หยุดทำงานหรือทำงานได้ไม่สมบูรณ์ก่อนกำหนด ทำให้ไม่สามารถผลิตไข่หรือฮอร์โมนได้ตามช่วงวัยที่ควรเป็น ทั้งที่ปกติแล้วรังไข่จะค่อยๆ เสื่อม และหยุดทำงานเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนเมื่อผู้หญิงอายุประมาณ 48-50 ปี แต่หากเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น ย่อมส่งผลต่อการมีประจำเดือน ภาวะเจริญพันธุ์ และสุขภาพระยะยาว

ทำไมสาววัยทำงานควรใส่ใจเรื่อง ภาวะรังไข่เสื่อม ?

ความเครียดเรื้อรังที่สะสมจากงานและชีวิตประจำวัน อาจเป็นตัวเร่งสำคัญ เพราะฮอร์โมน Cortisol ที่เกิดจากความเครียดจะไปกดการทำงานของ Hypothalamus-Pituitary-Ovarian axis ที่ควบคุมรอบเดือนและการตกไข่ จึงอาจทำให้รังไข่เสื่อมเร็วกว่าปกติ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก ภาวะรังไข่เสื่อม

  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ ประจำเดือนขาดหรือเลื่อนบ่อย
  • โอกาสตั้งครรภ์ลดลง เพราะคุณภาพไข่ลดลง 
  • มีอาการที่เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ เช่น ร้อนวูบวาบ เหนื่อยง่าย หงุดหงิด อารมณ์แกว่ง ซึ่งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเกิดจากความเครียด
  • ความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

เริ่มต้นวันนี้ด้วยการดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพื่อป้องกัน ภาวะรังไข่เสื่อม💡

  • กินอาหารที่มีประโยชน์ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ และหาวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่น ฝึกสมาธิ หรือหากจำเป็นควรพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต 
  • อย่าลืมตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจเช็กสุขภาพการทำงานของรังไข่ เช่น AMH, FSH, Estradiol เพื่อประเมินปริมาณและคุณภาพไข่
  • หากยังไม่พร้อมมีบุตรในตอนนี้ อาจพิจารณาการฝากไข่ (Egg Freezing) เพื่อเก็บโอกาสในการมีลูกไว้ในอนาคต

ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย อาจเกิดขึ้นได้กับสาววัยทำงานที่ใช้ชีวิตเต็มที่กับงานและความรับผิดชอบ

✨ การใส่ใจสุขภาพรังไข่ตั้งแต่วันนี้ คือ การลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาวและอนาคตครอบครัวของคุณ ✨