10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ (ตอนที่ 2)

❝ คุณรู้เรื่องอสุจิดีพอหรือยัง? ❞

วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักอสุจิให้มากขึ้น ผ่าน 10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ ตอนที่ 2 จะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้นไปอ่านกันเลย!

6. อัณฑะช่วยควบคุมอุณภูมิ
อสุจิจะถูกเก็บไว้ในลูกอัณฑะ โดยอัณฑะจะช่วยควบคุมอุณหภูมิบริเวณถุงที่เก็บอสุจิให้ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 2 องศาเซลเซียส โดยกล้ามเนื้อสำคัญที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิคือ cremaster ที่จะยกและปล่อยอัณฑะเพื่อควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับอสุจิ

7. สัญญาณไวไฟทำลายอสุจิ
มีผลการวิจัยชี้ชัดว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ไวไฟส่งผลต่ออสุจิในเรื่องศักยภาพการเคลื่อนที่และทำลายอสุจิ ทำให้ความสามารถในการมีบุตรลดลง

8. เก็บน้ำเชื้อไว้นานๆ ส่งผลต่อคุณภาพอสุจิ
ใครที่มีความคิดว่าเก็บน้ำเชื้อไว้นานๆ จะช่วยเพิ่มความเข้มข้นและประสิทธิภาพอสุจิได้ละก็ บอกเลยว่าผิด! การเก็บน้ำเชื้อไว้นานๆ จะทำให้อสุจิอยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์นานขึ้น ทำให้มีโอกาสรับสารพิษที่ทำลายอสุจิได้ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพที่ดีของอสุจิ ผู้ชายควรหลั่งน้ำอสุจิประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ 

9. อสุจิอุดมไปด้วยสารอาหาร
ในน้ำอสุจิมีปริมาณโปรตีนมากพอๆ กับไข่ไก่ขาว รวมถึงสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ อีกมากมาย เช่น วิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี และแคลเซียม 

10. ผู้ชายสามารถผลิตอสุจิได้ตลอดชีวิต
ผู้ชายสามารถผลิตอสุจิได้ทุกวันตลอดชีวิต แต่ถึงแม้จะผลิตอสุจิได้ แต่ปริมาณและคุณภาพของน้ำอสุจิย่อมลดลงเมื่อผู้ชายมีอายุมากขึ้น

จบไปแล้วกับเรื่องชวนเซอร์ไพรส์​ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่าอสุจิ แต่ละเรื่องไม่ธรรมดาเลยใช่ไหมคะ หวังว่าบทความที่เราเอามาฝากในวันนี้จะทำให้คุณเข้าใจธรรมชาติของร่างกายเราได้มากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม : 10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ ตอนที่ 1

10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ (ตอนที่ 1)

คุณรู้เรื่องอสุจิดีพอหรือยัง? วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักอสุจิให้มากขึ้น ผ่าน 10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ จะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้นไปอ่านกันเลย!

1. อสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติ มีสูงถึง 85-95%
อสุจิรูปร่างปกติควรมีหัวเป็นรูปวงรี มีส่วนกลางและหางยาวตรง แต่รู้ไหมว่า 85-95% ของอสุจิมีรูปร่างที่ผิดปกติ เช่น มีสองหัว คอหัก หางขาด หางขด ซึ่งหากมีอสุจิรูปร่างที่ผิดปกติมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดปัญหามีบุตรยากได้

2. อสุจิส่วนมากไม่ได้เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง
อสุจิส่วนมากมีการเคลื่อนที่ไม่เป็นเส้นตรง อาจเคลื่อนที่เป็นวงกลม หรือเซไปเซมา มีอสุจิเพียง 20% เท่านั้น ที่เคลื่อนที่เป็นเส้นตรงไปข้างหน้าเพื่อเข้าหาไข่

3. หัวของอสุจิไม่ได้ ‘เจาะ’ ไข่
โครงสร้างบริเวณส่วนหัวที่เป็นรูปวงรีของตัวอสุจิ ที่เรียกว่าอะโครโซมนั้นมีสารที่สามารถ “ละลาย” เยื่อหุ้มชั้นนอกของไข่ จากนั้นอสุจิจะแทรกตัวเข้าไปผ่านผนังไข่นั้นเอง ไม่ได้มีหัวแหลมคมเพื่อเจาะไข่แต่อย่างใด

4. อาหารมีผลต่อคุณภาพอสุจิ
อาหารก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อสุจิแข็งแรง ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้ด้วย ซึ่งอาหารที่ช่วยให้อสุจิแข็งแรง ได้แก่

  • อาหารที่มี DHA ในโอเมก้า 3 อย่างปลาแซลมอน หรือปลาค็อด ช่วยเรื่องการเคลื่อนที่ของอสุจิ
  • อาหารที่มีวิตามินซี ก็ช่วยให้อสุจิแข็งแรง และยังช่วยลดโอกาสของการแท้งบุตรและปัญหาโครโมโซม
  • อาหารประเภทอื่นๆ เช่น ซีเรียลโฮลเกรน หอยนางรม กล้วย กระเทียม และควรหลีกเลี่ยงเนื้อติดมัน
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ

5. รู้หรือไม่ว่า ในน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาในแต่ละครั้ง มีจำนวนอสุจิเฉลี่ยประมาณ 200 ล้านตัว และมีอสุจิเพียงตั้วเดียวเท่านั้นที่สามารถปฏิสนธิกับไข่ได้ ดังนั้นจึงภูมิใจได้เลย ว่าเรานั้นเป็น 1 ใน 200 ล้าน ที่สามารถกำชัยชนะในการแข่งขันครั้งนั้นได้ 😅

เป็นยังไงบ้างคะกับเรื่องราวของอสุจิที่เราเอามาฝากในวันนี้? ถ้าเรามีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับอสุจิ ก็จะทำให้เราเข้าใจถึงธรรมชาติ และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตรได้ดียิ่งขึ้น

อ่านเพิ่มเติม : 10 เรื่องชวนเซอร์ไพรส์ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับอสุจิ ตอนที่ 2

ละบุคลากรที่ชำนาญการ พร้อมดูแลใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นตอน รวมถึงให้ปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง

6 หนทางลัดให้สาววัย 35+ ตั้งท้องง่ายขึ้น

6 หนทางลัดให้สาววัย 35+ ตั้งท้องง่ายขึ้น

เป็นที่รู้กันดีว่าอายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ ยิ่งอายุเพิ่ม โอกาสการตั้งท้องก็ยิ่งลดลง
วันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยคลี่คลาย อุปสรรคเรื่องอายุ ให้สาววัย 35+ ตั้งท้องได้ง่ายมากยิ่งขึ้น 

  • ยอมรับและทำความเข้าใจถึงปัญหา พร้อมมองหาวิธีการรักษาต่าง ๆ
  • เรียนรู้ทำความเข้าใจวันไข่ตก รวมไปถึงเรื่องระบบปฏิสนธิ
  • เช็กประวัติ การเจ็บป่วย และ โรคทางนรีเวช
  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาภาวะมีบุตรยาก
  • ตรวจสอบยาที่เคยได้รับและกำลังจะได้รับว่าส่งผลต่อร่างกายหรือไม่
  • ลองวิธีใหม่ๆ เช่น การฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก (IUI) หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ด้วยวิธี ICSI เป็นต้น

สำหรับสาวๆ ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือคู่รักท่านไหนที่อยากมีลูกแต่ยังไม่สมหวังสักที ก็ไม่ต้องยอมแพ้หรือล้มเลิกความตั้งใจ เพราะด้วยเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในปัจจุบันนั้นสามารถช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาบุตรยากสามารถมีโอกาสตั้งท้องได้ 

การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีบุตร จะช่วยตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติ และทำการรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อให้การตั้งท้องประสบผลสำเร็จมากขึ้น

เทคนิคการเลือกคลินิกทำเด็กหลอดแก้ว IVF ICSI: 8 ปัจจัยสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณา

ในปัจจุบันมี คลินิกที่ให้บริการ IVF/ICSI หรือบริการทำเด็กหลอดแก้วมากมาย ว่าที่คุณพ่อคุณแม่คงกำลังสงสัยว่า ควรเริ่มต้นอย่างไร คลินิก IVF ที่ดีเป็นอย่างไร ควรพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง ตลอดจนคลินิก IVF ใดบ้างที่มีประวัติและชื่อเสียงที่ดี  จริงอยู่ที่การตัดสินใจว่าจะเลือกคลินิกไหนขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรือประสบการณ์จริงเมื่อรับคำปรึกษาจากคุณหมอและการไปเยี่ยมชมสภาพแวดล้อมของคลินิก  แต่การเตรียมคำถามที่ต้องการทราบเป็นสิ่งที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า ก่อนเข้าไปรับคำปรึกษา เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเลือกคลินิก IVF ที่ตรงใจ  

วันนี้ Superior A.R.T. ได้รวบรวมเทคนิคการเลือกคลินิกเด็กหลอดแก้ว IVF ICSI และปัจจัยในการคัดเลือกคลินิก IVF ที่ดีมาให้แล้ว มาพิจารณาไปพร้อมๆ กันในบทความนี้เลยค่ะ

1. สถานที่ตั้งและสภาพแวดล้อมของคลินิก
2. บริการและความหลากหลายของการรักษา
3. ค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าของราคา
4. อัตราความสำเร็จ
5. อุปกรณ์และเทคโนโลยี
6. คุณสมบัติ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแพทย์
7. คุณภาพของบุคลากร
8. รีวิวจากผู้เข้ารับการรักษาจริง

1. สถานที่ตั้งและสภาพแวดล้อมของคลินิก

ที่ตั้งของคลินิก IVF อยู่ที่ไหน การเดินทางง่าย สะดวก ปลอดภัย และเหมาะสมกับตารางงานหรือชีวิตของคุณพ่อคุณแม่หรือไม่ การทำเด็กหลอดแก้วเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความทุ่มเท เวลา และความมานะพยายามจากผู้เข้ารับการรักษา โดยเฉพาะในระยะแรกที่ต้องมีการกระตุ้นไข่และการติดตามผล จึงจำเป็นต้องมาพบคุณหมอตามนัดที่คลินิกค่อนข้างบ่อย

คลินิก IVF ที่ดีควรตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก เช่น หากคลินิกอยู่ในกรุงเทพฯ ควรเป็นทำเลที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่อาจทำให้การเดินทางล่าช้าหากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือแท็กซี่  คลินิก Superior A.R.T. ของเราที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินเพียงแค่ 15 นาทีจากสถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิตและห้างสรรพสินค้า Central Embassy

สำหรับผู้เข้ารับการรักษาที่เดินทางมาจากต่างประเทศ การเดินทางมาประเทศไทย เพื่อเริ่มการรักษา การกระตุ้นไข่ตั้งแต่วันแรกนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เนื่องจากต้องใช้เวลานานเกือบ 2 สัปดาห์ คลินิกของเราได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เราจึงมีเครือข่ายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการการรักษาภาวะมีบุตรยากในหลายประเทศ เพื่อประสานการรักษาร่วมกัน และเริ่มการรักษาเบื้องต้นที่ประเทศของผู้ป่วยเอง จากนั้นจึงเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อตรวจรักษาต่อเนื่องและเข้ากระบวนเก็บไข่ที่คลินิกของเรา ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาพำนักในประเทศไทยให้เหลือเพียงแค่  4-8 วัน

นอกเหนือจากเรื่องการเดินทาง คุณควรลองแวะไปเยี่ยมชมคลินิกด้วยตนเอง เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของคลินิกโดยรวม ว่าทำให้คุณรู้สึกปลอดภัย สบายใจ และที่คลินิกมีความสะอาดได้มาตรฐานหรือไม่ คุณรู้สึกผ่อนคลายระหว่างที่อยู่ในคลินิกไหม? ปัจจัยเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้เข้ารับการรักษา รู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และมีกำลังใจที่จะก้าวผ่านในแต่ละขั้นตอนของการทำเด็กหลอดแก้ว

2. บริการและความหลากหลายของการรักษา

เทคโนโลยีการทำเด็กหลอดแก้วในปัจจุบัน แตกต่างจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วในอดีตมาก ด้วยสาเหตุการมีบุตรยาก และ/หรือปัจจัยทางพันธุกรรมต่างๆ ทั้งจากฝ่ายชายและหญิง การทำ IVF แบบเดิมอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องเพิ่มรูปแบบการรักษาหรือเทคนิคการรักษาอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เช่น ในกรณีที่ภาวะมีบุตรยากของผู้เข้ารับการรักษาอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรง คุณหมอจะแนะนำให้ เริ่มการรักษาด้วยกระบวนการ IUI ก่อนที่จะก้าวไปสู่ IVF หรือในบางราย ก็อาจต้องทำ ICSI ในขั้นตอนการปฏิสนธิ แทนที่จะเป็นเพียงแค่กระบวนการ IVF หรือในกรณีฝ่ายชาย มีปัญหามากจำเป็นต้องเก็บอสุจิด้วยวิธี PES/TESE จำเป็นต้องใช้วิธี ICSI เพื่อช่วยปฏิสนธิ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคนิค Sperm MACS หรือ pICSI ร่วมด้วย เพื่อคัดเลือกอสุจิที่ดีที่สุดมาผสมกับไข่ 

นอกจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วแล้ว ยังมีบริการเก็บไข่ ฝากไข่ และแช่แข็งไข่ (egg freezing) เพื่อเก็บรักษาและแช่แข็งไข่คุณภาพดีไว้ใช้ในอนาคต และการแช่แข็งตัวอ่อน (embryo freezing) เพื่อเก็บรักษาตัวอ่อนไว้ในอนาคต คลินิก IVF ที่ดีควรมีบริการ PGT หรือการตรวจคัดกรองพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการย้ายไปยังโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง ซึ่งถือเป็นการตรวจที่จำเป็นด้วยเหตุผลหลายประการ

กล่าวโดยสรุปก็คือ การมีบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่หลากหลาย บ่งบอกถึงความพร้อมของคลินิกที่สามารถรองรับทุกความต้องการของผู้เข้ารับการรักษา และสามารถออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะแต่ละคู่ เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จการทำเด็กหลอดแก้วให้สูงขึ้นได้

3. ค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่าของราคา

แม้หลาย ๆ คู่ที่ตัดสินใจทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF จะทราบดีอยู่แล้วว่า การรักษามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ควรใช้เวลาศึกษาและเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและค้นหาคลินิกที่โปร่งใสในเรื่องราคาอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดได้ คลินิกที่ดีควรมีแพ็กเกจรายการและราคาที่แน่นอน ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นแอบแฝง คลินิกควรอธิบายเรื่องค่าใช้จ่ายและรายละเอียดของแพ็กเกจ และอาจมีการแนะนำการรักษาอื่นๆ เพิ่มเติม รายละเอียดของแพ็กเกจมักจะเข้าใจยากและสร้างความสับสนและเกิดความเข้าใจผิดได้ คลินิกที่ดีควรจะใส่ใจและใช้เวลาอธิบายถึงการรักษาและบริการอะไรบ้างที่รวม และไม่รวมอยู่ในแพ็คเกจ

4. อัตราความสำเร็จ

คลินิกแทบทุกแห่งจะมีการเก็บสถิติของการรักษาไว้ และหากมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือพอแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็ยินดีเปิดเผยข้อมูลและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาทำมาได้ดีเพียงใด การเลือกคลินิกที่มีอัตราความสำเร็จที่ดีย่อมดีกว่าการเลือกคลินิกที่มีประวัติความสำเร็จที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม ดังที่ HFEA (Human Fertilization & Embryology Authority) กล่าวว่า “หากคุณกำลังเปรียบเทียบคลินิกตั้งแต่สองแห่งขึ้นไป คุณอาจต้องการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ (ราคา, สถานที่ตั้ง, การรีวิวจากคนไข้) ร่วมด้วย เพื่อคัดเลือกคลินิกที่ตรงตามความต้องการและความคาดหวังของคุณจริงๆ มากกว่าจะพิจารณาเพียงแค่ว่าคลินิกนั้นมีอัตราความสำเร็จสูง”

5. อุปกรณ์และเทคโนโลยี

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญที่มีผลต่อโอกาสความสำเร็จของการทำเด็กหลอดแก้ว ก็คือการลงทุนนเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย

กุญแจสำคัญในปัจจัยนี้ไม่ใช่เพียงแค่ “ความล้ำหน้า” “ความล้ำสมัย” หรือ “ความล่าสุด” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพและความเหมาะสมกับเคสการรักษาสำหรับคุณเอง คลินิก IVF หลายแห่งมักโปรโมตว่าเทคโนโลยีของพวกเขามีความล้ำสมัย แต่สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจไม่แพ้ไปจากการทำงานและประสิทธิภาพหลักของอุปกรณ์หรือเทคโนโลยี ก็คือคุณภาพและความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมอุปกรณ์

ที่ Superior A.R.T. เรามีห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน อสุจิและพันธุศาสตร์ของเราเอง ดำเนินการด้วยมาตรฐานสากลสูงสุดในการควบคุมคุณภาพ เราเลือกใช้ Geri-Time-Lapse Incubator ในกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ซึ่งเป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนรุ่นใหม่ล่าสุด เป็นระบบแยกเลี้ยงที่ติดตั้งกล้องจุลทรรศน์คุณภาพสูงไว้แต่ละห้องเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนได้อย่างละเอียดโดยไม่ต้องขยับจานเพาะเลี้ยงหรือตัวอ่อน โดยแต่ละห้องเพาะเลี้ยงจะได้รับการดูแล ควบคุมและตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระจากกัน โดยสามารถควบคุมและปรับสภาพแวดล้อมของแต่ละห้องให้เหมาะกับตัวอ่อนแต่ละตัวได้

ด้วยคุณสมบัติข้างต้น ตัวอ่อนสามารถเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีกว่าในสภาวะที่มีความเสถียรและปราศจากการรบกวน ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้ตัวอ่อนสามารถเติบโตจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ หรือระยะที่พร้อมต่อการย้ายกลับไปยังโพรงมดลูก

นอกเหนือจากการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน ก่อนย้ายกลับมดลูก ที่ Superior A.R.T. ยังมีบริการ Karyomapping ซึ่งเป็นเทคนิคล่าสุดในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมในระดับยีนเดี่ยวของตัวอ่อนในครอบครัวที่มีประวัติโรคพันธุกรรมในครอบครัว เพื่อเลือกตัวอ่อนที่ปราศจากโรคทางพันธุกรรมก่อนการฝังตัว และยังมีบริการการตรวจความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ หรือ HLA Matching สำหรับครอบครัวที่ต้องมีการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อรักษาโรคบางชนิด เช่น โรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง การใช้เทคนิค Karyomapping นั้น มีความแม่นยำสูง มีความน่าเชื่อถือมากกว่า 95% และสามารถร่นระยะเวลาของการตรวจคัดกรองให้เหลือเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากการทดสอบด้วย PGT-M อื่นที่มักจะใช้เวลาเป็นเดือน ๆ กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ

6. คุณสมบัติ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแพทย์

คุณวุฒิและประสบการณ์ของแพทย์ในคลินิก IVF แต่ละแห่งย่อมถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญหลักในการตัดสินใจเลือกคลินิก IVF  แพทย์ของคลินิกมีความชำนาญและได้รับการฝึกอบรมในรักษาภาวะมีบุตรยากและการเจริญพันธุ์หรือไม่? แม้กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วอาจจะดูเหมือนมีกระบวนการรักษาเป็นขั้นเป็นตอนที่แน่นอน แต่ในสถานการณ์จริง อาจมีการปรับเปลี่ยนแผนการรักษาของผู้เข้ารับการรักษาแต่ละราย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คลินิก IVF ที่ดีควรออกแบบแผนการรักษาเฉพาะแต่ละคู่สมรส ผู้เข้ารับการรักษาแต่ละคนอาจตอบสนองต่อยากระตุ้นต่างกัน ดังนั้นกระบวนการกระตุ้นไข่และและการเก็บไข่จึงเป็นกระบวนการที่ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

การนัดหมายและพูดคุยกับแพทย์ด้วยตัวคุณเองจะช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น การใช้เวลาสนทนาหรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ที่คลินิก ก็จะทำให้รู้สึกและสัมผัสได้ว่าคลินิกนี้เหมาะสมกับคุณหรือไม่

7. คุณภาพของบุคลากร

นอกจากแพทย์แล้ว ทีมบุคลากรในคลินิกก็มีความสำคัญเช่นกัน คุณจะต้องใช้เวลาและอาจเรียกได้ว่า “ทำงานร่วมกับ” คลินิกเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ อาจมีคำถามและปัญหามากมายที่ต้องการให้ใครสักคนที่ไม่ใช่เพียงแค่แพทย์คอยช่วยเหลือ บุคลากรให้เวลาในการอธิบายหรือตอบคำถามของเราหรือไม่ พวกเขาสุภาพและให้ความช่วยเหลือมากน้อยเพียงใด คุณรู้สึกสบายใจ หรือรู้สึกค่อนข้างเครียด หรือในกรณีที่แย่ที่สุดคือรู้สึกถูกละเลยหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์มีประสบการณ์และผ่านการฝึกอบรมหรือไม่ มีการฝึกอบรมและวัดผลการทำงานอย่างต่อเนื่อง หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญห้องปฏิบัติการมีประสบการณ์ยาวนานเพียงใด มีบทความตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถบ่งบอกถึงประสบการณ์ดังกล่าวหรือเปล่า ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้และการทดสอบการประกันคุณภาพหรือไม่?

8. รีวิวจากผู้เข้ารับการรักษาจริง

ในส่วนสุดท้าย แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่จะช่วยให้เราเห็นภาพบริการที่เรายังไม่เคยสัมผัสได้ดีไปกว่ารีวิวจากผู้ที่เคยเข้ารับบริการแล้ว การพิจารณาปัจจัยนี้อาจเป็นเรื่องยากสักนิดหากคลินิกไม่มีการเปิดเผยหรือแสดงคำกล่าวรับรอง (testimonials) แต่สิ่งหนึ่งที่คุณสามารถทำได้ก็คือการลองค้นคว้าและดูรีวิวของผู้เข้ารับการรักษาท่านอื่นๆ ในโลกออนไลน์หรือบนพื้นที่ Social Media  

แนะนำให้ลองเข้าไปดูที่หน้า Facebook ของคลินิก ว่ามีปฏิกิริยาอย่างไรที่โพสต์ของคลินิกหรือมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาของพวกเขาที่ผ่านมา คลินิก IVF ที่ดีและน่าเชื่อถือหลายแห่งมักจะแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถใช้เวลาอ่าน พิจารณา และตัดสินใจได้ อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้ก็คือคำรีวิวดังกล่าวมักบอกเล่าจากประสบการณ์จากมุมมองส่วนบุคคล คุณจึงควรที่จะประเมินร่วมกับปัจจัยอื่นๆ อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะจากประสบการณ์ด้วยตัวคุณเอง โดยการประเมินแพทย์และคลินิกผ่านการพูดคุยโทรศัพท์หรือโดยการพบแพทย์ที่คลินิก

                    แม้การเลือกคลินิก IVF ที่ดีที่สุดอาจจะยังคงเป็นสิ่งที่ยากและละเอียดอ่อน แต่หากคำนึงและการพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น Superior A.R.T. เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะสามารถตัดสินใจเลือกคลินิก IVF ที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้อย่างแน่นอน

References

  • https://www.verywellfamily.com/finding-the-best-fertility-clinic-for-you-1959957
  • https://www.webmd.com/infertility-and-reproduction/guide/choosing-a-fertility-clinic
  • https://www.hfea.gov.uk/choose-a-clinic/finding-the-best-fertility-clinic-for-you/

8 พฤษภาคม วันธาลัสซีเมียโลก ป้องกันธาลัสซีเมียด้วย Karyomapping เทคนิคจาก Superior A.R.T. ในการตรวจตัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนในระดับยีน

วันธาลัสซีเมียโลก | Superior A.R.T.

องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้วันที่ 8 พ.ค. เป็น “วันธาลัสซีเมียโลก“

รู้หรือไม่? โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดประเทศไทยมีคนที่มีมียีนพาหะธาลัสซีเมียแฝงอยู่ถึงร้อยละ 30-40 ซึ่งผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียแฝงหรือพาหะนี้จะไม่มีอาการซีดจากเลือดจาง จะเหมือนคนปกติ แต่สามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกตินี้สู่ลูกหลานได้ หากทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะธาลัสซีเมียชนิดเดียวกันทั่งคู่ ลูกมีโอกาสเป็นธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงได้

ป้องกันธาลัสซีเมียด้วย ❝ Karyomapping ❞  
คือการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (embryo) ในระดับยีนเดี่ยว ซึ่งจะทําหลังจากการปฎิสนธิของไข่และอสุจิ ด้วยวิธีการทําเด็กหลอดแก้ว (ICSI) แล้วจึงเลือกตัวอ่อนที่ปกติและปราศจากโรคธาลัสซีเมีย ใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูกของคุณแม่เพื่อการตั้งครรภ์

ซึ่งเทคนิคนี้ยังสามารถคัดกรองโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ได้อีกมากกว่า 1,000 โรค เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคเลือดไหลไม่หยุด โรคถุงน้ำในไต โรคฮันติงตัน โรคผิวเผือก อาการตาบอดสี โรคท้าวแสนปม โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA เป็นต้น

คู่รักที่อยากมีลูก ควรตรวจคัดกรองเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีลูก เพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรงและปลอดจากโรคทางพันธุกรรม

การเลือกเพศลูกเพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางโครโมโซมเพศ (Sex-Linked Disorders)

การเลือกเพศลูก (sex selection) หรือการเลือกเพศกำเนิดของลูก คือกระบวนการที่แพทย์และคนไข้ สามารถใช้กระบวนการ IVF และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technologies : ART) ที่เกี่ยวข้อง ในการเลือกเพศของตัวอ่อนที่ย้ายกลับโพรงมดลูก อย่างถูกต้องตามกฎหมายและทางจริยธรรม เนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์

สาเหตุทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องเลือกเพศลูกที่พบบ่อยที่สุด คือการป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมที่อยู่บนโครโมโซมเพศ (sex-linked disorders) ของพ่อและแม่ไปสู่ลูก โรคพันธุกรรมในกลุ่มนี้ เกิดจากความผิดปกติของยีน (หรือ หน่วยพันธุกรรม) ที่อยู่บนโครโมโซมเพศ (X หรือ Y)

บนโครโมโซม X จะมีจำนวนยีนอยู่มากมายหลายร้อยตัว ส่วนโครโมโซม Y มีขนาดเล็กกว่าโครโมโซม X จึงมีจำนวนยีนน้อยกว่า

โรคพันธุกรรมจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซม Y เช่น ภาวะขนดกที่บริเวณหู (Hypertrichosis of the ears), โรคนิ้วเท้าติดกันแต่กำเนิด (Webbed Toes) หรือโรคผิวหนังเป็นเกล็ดคล้ายงู (Porcupine Man) สามารถถ่ายทอดจากพ่อสู่ลูกชายเท่านั้น เนื่องจากมีเพียงเด็กผู้ชายที่จะได้รับโครโมโซม Y จากพ่อ ส่วนเด็กผู้หญิงจะได้รับโครโมโซม X จากพ่อ ดังนั้นการเลือกเพศลูกหรือเพศของตัวอ่อน เป็นเพศหญิง จึงเป็นวิธีที่หลีกเลี่ยงการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมบนโครโมโซม Y ที่ผิดปกติจากพ่อสู่ลูก

ส่วนการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซม X นั้น มีความซับซ้อนกว่ามาก สามารถถ่ายทอดได้ทั้งในลักษณะของยีนเด่น (dominant) และยีนด้อย (recessive) ขึ้นอยู่กับประเภทของโรคและเพศของเด็ก

               หากความผิดปกติทางพันธุกรรมนั้น อยู่บนโครโมโซม X จากพ่อ ลูกชายจะไม่ได้รับการสืบทอดความผิดปกติ เพราะลูกชายจะได้รับโครโมโซม Y จากพ่อ ส่วนลูกสาวจะเป็นพาหะ (carriers) ดังนั้นในกรณีที่พ่อเป็นพาหะของโรค ไม่ว่าความผิดปกตินั้นจะอยู่บนโครโมโซม X หรือ Y การเลือกเพศจึงเป็นการป้องกันการส่งต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมดังกล่าวไปสู่รุ่นลูกหลาน (โดยเลือกตัวอ่อนให้เป็นเพศชายหากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X ของพ่อ และเลือกตัวอ่อนให้เป็นเพศหญิงหากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม Y ของพ่อ)

กรณีที่ความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X หนึ่งแท่ง ของแม่ และการถ่ายทอดเป็นลักษณะด้อย (Recessive) ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ

  1. 50% ของบุตรชายจะเป็นโรค และอีก 50% ปกติ
  2. 50% ของบุตรสาวจะปกติ และอีก 50% เป็นพาหะ
  • หากเป็นการถ่ายทอดแบบลักษณะเด่น (dominant) ทั้งบุตรชายและบุตรสาว 50% จะเป็นโรค และอีก 50% ปกติ

ในบทความนี้ เราจะพาทุกท่านมาเรียนรู้เกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมบนโครโมโซม X (X-linked) ที่พบบ่อย และวิธีป้องลูกของคุณจากโรคทางพันธุกรรม X-linked นี้

5 โรคทางพันธุกรรม X-Linked ที่พบบ่อยที่สุด

1. กลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ (Fragile-X Syndrome)

กลุ่มอาการโครโมโซมเอกซ์เปราะ หรือ Fragile X syndrome (FXS) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ของภาวะความบกพร่องทางด้านสติปัญญาและพัฒนาการจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ผู้ป่วยจะมีความบกพร่องทางสติปัญญา พัฒนาการในหลายด้าน เช่น การเรียนรู้ต่างๆ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากนี้ ยังมีปัญหาด้านพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น อาการอยู่ไม่นิ่ง, สะบัดมือไปมา, กัดมือ, มีอารมณ์ฉุนเฉียว และออทิสซึม

ความผิดปกตินี้ถ่ายทอดสู่ลูกในรูปแบบยีนเด่น หรือ X-linked dominant สามารถส่งผลกระทบทั้งลูกสาวและลูกชาย แต่ลูกชายจะมีอาการรุนแรงกว่าลูกสาว เนื่องจากผู้หญิงมีโครโมโซม X สองแท่ง ซึ่งโครโมโซม X แท่งที่ปกติยังสามารถชดเชยโครโมโซม X อีกแท่งหนึ่งที่ผิดปกติได้ (XX) ส่วนลูกชายมีโครโมโซม X เพียงแค่แท่งเดียว (XY) จึงมักแสดงอาการรุนแรงมากกว่า

2. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชนิดดูเชน (Duchenne Muscular Dystrophy)

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงดูเชน หรือ Duchenne Muscular Dystrophy (DMD) เป็นภาวะความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่พบได้น้อย แต่เป็นหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยและรุนแรงที่สุดในเด็ก โรคกล้ามเนื้อลีบดูเชนเกิดจากความผิดปกติของยีน DMD บนโครโมโซม X การกลายพันธุ์นี้ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถผลิต “dystrophin” ซึ่งเป็นโปรตีนที่กล้ามเนื้อต้องการเพื่อให้ทำงานเป็นปกติ หากไม่มีโปรตีน dystrophin เซลล์กล้ามเนื้อจะได้รับความเสียหาย จะมีอาการอ่อนแรง และค่อยๆ ลีบไปเรื่อย ๆ โรค DMD ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหลายระบบของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น กระดูก, หัวใจ, หรือปอด และรุนแรงถึงขั้นทำให้หายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

ภาวะนี้ถ่ายทอดแบบยีนด้อยบนโครโมโซม X (X-linked recessive) โดยทั่วไปแล้วจะส่งผลกับเพศชายเท่านั้น ส่วนเพศหญิงจะเป็นเพียง “พาหะ” โอกาสที่เพศหญิงจะเกิดโรคนี้เกิดขึ้นได้น้อยมาก

3. โรคฮีโมฟีเลีย โรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia)

โรคเลือดไหลไม่หยุด หรือ Hemophilia คือภาวะเลือดออกง่าย หยุดยาก เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เลือดไม่อาจจับตัวเป็นลิ่มตามปกติ เมื่อมีบาดแผล เลือดจะหยุดไหลยากหรือใช้เวลานานกว่าปกติกว่าจะหยุดไหล ภาวะเลือดออกนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ในข้อต่อ กล้ามเนื้อ หรือเกิดขึ้นภายนอก จากการบาดเจ็บ บาดแผลเล็กน้อย การทำฟัน จากรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) พบว่า “โรค Hemophilia พบได้  1 ในทุกๆ 5,000 ของเด็กชายที่เกิดมา” และ “อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไม่สามารถห้ามเลือดให้หยุดไหล หรือหากเกิดเลือดออกขึ้นที่อวัยวะสำคัญ เช่น สมอง”

เช่นเดียวกับโรค DMD ภาวะ Hemophilia ก็ถ่ายทอดในรูปแบบ X-linked recessive โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการในเพศชายเท่านั้น ส่วนเพศหญิงจะเป็นเพียง “พาหะ”

4. โรคตาบอดสี ชนิดสีแดง-เขียว (Red-Green Color Blindness)

โรคตาบอดสีแดง-เขียว หรือ Deuteranopia เป็นภาวะตาบอดสีที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ที่ตาบอดสีแดง-เขียวจะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสีแดงกับสีเขียว และยังอาจมีผลกระทบกับความสามารถในการมองเห็นสีอื่นด้วย

เช่นเดียวกับ DMD และ Hemophilia โรคตาบอดสีแดง-เขียวถ่ายทอดอยู่ในรูปแบบ X-linked recessive โดยทั่วไปแล้วจะมีผลกับเพศชายเท่านั้น ในขณะที่เพศหญิงจะเป็นเพียง “พาหะ”

5. โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด Agammaglobulinemia  (X-Linked Agammaglobulinemia)

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด Agammaglobulinemia หรือ X-Linked Agammaglobulinemia (XLA) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วย XLA จะมีจำนวน B Cells น้อยผิดปกติ ซึ่ง B Cells เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สำคัญในการปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ผู้ที่เป็นโรค XLA จะติดเชื้อต่างๆ ง่าย ใช้เวลาในการรักษานานกว่าปกติ และมักกลับมาติดเชื้อซ้ำอีกแม้กำลังรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอยู่ก็ตาม เพราะร่างกายของพวกเขาสร้างภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีได้น้อยมาก การติดเชื้อที่พบบ่อยในผู้ที่มีภาวะ XLA ได้แก่ การติดเชื้อที่ปอด (ปอดบวมและหลอดลมอักเสบ), การติดเชื้อที่หู (โรคหูน้ำหนวก), โรคตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ), การติดเชื้อในโพรงจมูก (ไซนัสอักเสบ) และท้องร่วงเรื้อรัง ซึ่งการติดเชื้อซ้ำๆ นั้น สามารถสร้างความเสียหายถาวรต่ออวัยวะได้

ภาวะความผิดปกตินี้ เป็นรูปแบบการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยโครโมโซมX (X-linked recessive pattern) เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วจะมีผลกับลูกชายเท่านั้น ในขณะที่ลูกสาวจะเป็นเพียง “พาหะ”

แนวทางการรักษา: การใช้ IVF, PGT-M, PGT-A ในกระบวนการเลือกเพศลูก

ความผิดปกติทางพันธุกรรมบนโครโมโซมเพศส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาได้ แต่แน่นอนว่าสามารถป้องกันได้

สำหรับความผิดปกติที่เกิดจากฝั่งคุณพ่อ เราสามารถใช้การรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้ามดลูก Pre-implantation Genetic Testing for aneuploidy (PGT-A) เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่ “euploid” (หรือ จำนวนโครโมโซมปกติ) และเพศที่ไม่มีอาการ ไม่ว่าการเป็นพาหะของพ่อจะเกิดอยู่บนโครโมโซม X หรือ Y เราก็สามารถป้องกันการถ่ายทอดความผิดปกติดังกล่าวได้ง่ายๆ (โดยเลือกตัวอ่อนเป็นเพศชายหากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X ของพ่อ และเลือกตัวอ่อนเป็นเพศหญิงหากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม Y ของพ่อ)

ส่วนความผิดปกติที่เกิดจากฝั่งคุณแม่ หากภาวะความผิดปกติ X-linked ของฝ่ายหญิงที่เป็นพาหะ มีลักษณะที่เกิดจากยีนเด่น (dominant) การเลือกเพศตัวอ่อน จะไม่สามารถป้องกันโรคทางพันธุกรรมได้ แต่หากเป็นภาวะ X-linked ที่เกิดจากยีนด้อย (recessive) คุณสามารถเลือกย้ายตัวอ่อนในเพศที่จะช่วยเลี่ยงการส่งต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมของคุณได้ แต่ปัจจุบันเราสามารถใช้ IVF/ICSI ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยยีนที่ผิดปกติของตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้ามดลูก Pre-implantation Genetic Testing for monogenetic disorders (PGT-M) เพื่อเลือกตัวอ่อนที่ไม่มียีนที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นตัวอ่อนเพศหญิงหรือชายก็ตาม

PGT-M (ก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ PGD) คือการวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน จากกระบวนการเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ก่อนที่จะย้ายตัวอ่อนกลับมดลูก ที่ Superior A.R.T. เราใช้เทคนิค Karyomapping ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับการตรวจ PGT-M สามารถวิเคราะห์และวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ถูกต้องแม่นยำ มีความน่าเชื่อถือสูง และออกผลรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงแค่ 1-3 สัปดาห์ แตกต่างจากเทคนิค PGT-M อื่นๆ ในอดีต ที่ต้องเสียเวลาหลายเดือน อย่างไรก็ดี

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ PGT-M และลักษณะเฉพาะของ Karyomapping สามารถคลิกที่นี่

References

  • https://www.genome.gov/Genetic-Disorders/Fragile-X-Syndrome
  • https://www.cdc.gov/ncbddd/childdevelopment/facts-about-intellectual-disability.html
  • https://www.genome.gov/Genetic-Disorders/Duchenne-Muscular-Dystrophy
  • https://www.nature.com/articles/s41572-021-00248-3
  • https://www.cdc.gov/ncbddd/hemophilia/facts.html
  • https://www.healthline.com/health/deuteranopia#:~:text=Also%20known%20as%20deuteranopia%2C%20this,red%2C%20green%2C%20and%20yellow.
  • https://medlineplus.gov/genetics/condition/x-linked-agammaglobulinemia/#inheritance
  • https://thaisuperiorart.com/assisted-reproductive-technology/pgt/pgt-m/

ทำความเข้าใจการตั้งครรภ์ลูกแฝดจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว

การตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้จากการที่มีตัวอ่อน (embryo) มากกว่าหนึ่งตัวอ่อน ฝังตัวและเจริญเติบโตในโพรง มดลูก (แฝดชนิดนี้ เรียกว่าแฝดเทียม หรือ Dizygotic twins)แต่หากตัวอ่อนหนึ่งตัวแตกตัวออกและเจริญเติบเติบโตเป็นทารกสองคน (แฝดแท้ หรือ Monozygotic twins) กระบวนการดังกล่าวนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งตามธรรมชาติและด้วยกระบวนการเทคโนโลยีการช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted-reproductive Technologies) เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว หรือการทำ IVF และการทำ ICSI

วันนี้ Superior A.R.T. จะพาทุกท่านมาเรียนรู้และทำความเข้าใจกันว่าการตั้งครรภ์ลูกแฝดเกิดขึ้นจากการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ได้อย่างไร? และมีสิ่งใดบ้างที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ลูกแฝด  มาเริ่มกันเลย

การตั้งครรภ์ลูกแฝดเกิดขึ้นในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF | ICSI ได้อย่างไร?

การตั้งครรภ์ลูกแฝดอาจเกิดขึ้นได้จากการทำเด็กหลอดแก้ว หรือจากการย้ายตัวอ่อน (embryo) หลายตัวกลับเข้าสู่มดลูกของฝ่ายหญิง และเกิดการฝังตัวของตัวอ่อนมากกว่าหนึ่งตัว ทำให้เกิดการตั้งครรภ์แฝดตามมานั่นเอง

มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ผู้เข้ารับการรักษาจะตั้งครรภ์ลูกแฝดในกระบวนการ IVF?

โอกาสการตั้งครรภ์ลูกแฝดจากกระบวนการการทำเด็กหลอดแก้ว หรือการทำ IVF และการทำ ICSI ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ จำนวนตัวอ่อนที่ย้าย, อายุฝ่ายหญิง, และสาเหตุภาวะมีบุตรยากของผู้เข้ารับการรักษา ยิ่งมีการย้ายตัวอ่อนมากเท่าใด โอกาสในการตั้งครรภ์แฝดก็ยิ่งสูง และจะยิ่งสูงขึ้นอีกในผู้หญิงที่มีอายุน้อย จากการวิจัยหนึ่งแสดงให้เห็นว่า อัตราการตั้งครรภ์ลูกแฝดมีโอกาสสูงถึง 45.7%ในผู้หญิงอายุ 20-29 ปี และลดลงต่ำกว่า 25% ในผู้หญิงอายุ 40-44 ปี ถึงแม้จะมีการย้ายตัวอ่อนถึง 5 ตัวก็ตาม การรับคำปรึกษาโดยตรงกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน IVF จะช่วยให้คุณทราบและเข้าใจโอกาสของการตั้งครรภ์แฝดจากการทำ IVF ของคุณได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ควรทำอย่างไรหากต้องการมีลูกแฝดด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF?

สำหรับคู่ที่กำลังพิจารณาการตั้งครรภ์ ลูกแฝดโดยการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF และ ICSI ลำดับแรกขอแนะนำให้คุณศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการตั้งครรภ์แฝดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางโดยตรง การตั้งครรภ์ลูกแฝดนั้น มีข้อกังวลหลายประการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่:

  • การตั้งครรภ์แฝดมักมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญหลายอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักทารกแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นทารกเสียชีวิต ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกมีปัญหาสุขภาพที่รุนแรงทั้งในระยะสั้น และระยะยาว อาจมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษในหออภิบาลทารกแรกเกิด (NICU) ซึ่งอาจทำให้ครอบครัวเหนื่อยทั้งทางกาย, ทางอารมณ์และทางการเงิน หรือกล่าวโดยสรุปคือ การตั้งครรภ์ลูกแฝด มีโอกาสที่จะเกิดปัญหามากกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว
  • ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงของกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF  ความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางอารมณ์และร่างกาย โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่จะต้องผ่านทุกขั้นตอนตั้งแต่การกระตุ้นไข่จนถึงขั้นตอนการย้ายตัวอ่อน อีกทั้งการทำ IVF เพียงหนึ่งรอบอาจไม่ได้เป็นการรับประกันผลสำเร็จ และอาจจำเป็นต้องทำซ้ำหลายครั้ง ดังนั้น คุณควรพิจารณาให้รอบคอบ หากต้องการทำ IVF เพียงเพื่อพยายามตั้งครรภ์ลูกแฝด 

ควรทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์แฝดในการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ ?

คุณสามารถเลือกย้ายตัวอ่อนเพียงแค่ตัวเดียวในแต่ละรอบของการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF เพื่อลดโอกาสในการตั้งครรภ์แฝด

ในอดีต แพทย์มักต้องการเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ โดยพยายามย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกให้มากที่สุด แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนขั้นสูงและเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น การเลี้ยงตัวอ่อนถึงระยะบลาสโตซิสต์ซึ่งมีโอกาสฝังตัวสูงกว่าตัวอ่อนระยะ ฯลฯ การย้ายตัวอ่อนเพียงตัวเดียวก็มีอัตราผลสำเร็จที่ค่อนข้างสูง และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทั้งหมด (หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงบลาสโตซิสต์ของเรา คลิกที่นี่)

นอกจากนี้ หากคุณเลือกที่จะย้ายตัวอ่อนทีละหนึ่งตัวคุณสามารถเก็บรักษาตัวอ่อนที่เหลือไว้ใช้ในภายหลัง โดยการแช่แข็งตัวอ่อน ด้วยเทคนิค Vitrification ตัวอ่อนของคุณจะถูกแช่แข็งโดยการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วจนโมเลกุลของน้ำไม่สามารถสร้างผลึกน้ำแข็งในเซลล์ตัวอ่อน ตัวอ่อนของคุณจะถูกเก็บรักษาไว้ได้อย่างยาวนานและคงคุณภาพสูง หากเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูงและได้รับการดูแลอย่างดีควบคู่กับการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบปริมาณไนโตรเจนเหลวและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ หากต้องการตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มกระบวนการ IVF ตั้งแต่ขั้นตอนแรก แต่สามารถนำตัวอ่อนแช่แข็งมาละลายใช้ ในขั้นตอนที่เรียกว่า Frozen Thaw Embryo Transfer (FET) ได้เลย

ที่ ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เรามีนโยบาย “การย้ายบลาสโตซิสต์ตัวเดียว” นั่นคือ เราแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนบลาสโตซิสต์เพียงตัวเดียว หรือย้ายตัวอ่อนได้ไม่เกิน 2 ตัวเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

คำถามสุดท้าย หากเลือกย้ายตัวอ่อนเพียงตัวเดียว ยังมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์แฝดอยู่หรือไม่?

แม้ว่าจะไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นไปได้และไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อนจากการทำ IVF แต่อย่างใด แต่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการตั้งครรภ์แฝดที่เรียกว่า แฝดแท้ หรือ Monozygotic twins 

การตั้งครรภ์แฝดแท้ ไม่ได้เกิดจากไข่สองใบ ตัวอ่อนสองตัว แต่เกิดจากไข่เพียงใบเดียว (หรือจากการย้ายตัวอ่อนเพียงตัวเดียว) ที่เกิดการแบ่งหรือแยกตัวออกเป็นสองตัวอ่อนในระหว่างกระบวนการแบ่งเซลล์ และเจริญเติบโตกลายเป็นทารกในครรภ์ 2 คน หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ฝาแฝดแท้ ที่มียีนเหมือนกันทั้งหมด มีเพศเดียวกัน และมักจะมีลักษณะภายนอกเหมือนกันทุกประการ

References

IUI คืออะไร ราคาเท่าไร กระบวนการทำ IUI ฉบับเข้าใจง่าย

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การทำ IUI คือ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้รับความนิยม ด้วยขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนและค่าใช้จ่ายที่ย่อมเยา

ในบทความนี้ ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. จะอธิบายรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่ความหมายของ IUI, ใครที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้ ไปจนถึงขั้นตอนการทำ IUI อย่างละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ใช้ในการวางแผนการรักษาต่อไป

IUI คือ อะไร ทางเลือกระดับเริ่มต้นสำหรับคนอยากมีลูก

IUI คือ อะไร?

IUI หรือ Intrauterine Insemination คือ เทคนิคการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก ด้วยการนำเชื้ออสุจิที่ผ่านการเตรียมทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยให้ได้อสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดีขึ้นแล้วฉีดกลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง ทำให้อสุจิสามารถว่ายไปถึงเซลล์ไข่และเกิดการปฏิสนธิได้ง่ายกว่าวิธีธรรมชาติและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น

เนื่องจาก IUI เป็นวิธีที่ง่ายและมีขั้นตอนซับซ้อนน้อยกว่าการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีอื่นๆ เช่น เด็กหลอดแก้ว ด้วยวิธี IVF หรือ ICSI ค่าใช้จ่ายจึงต่ำกว่าและใช้เวลาน้อยกว่า และเป็นวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากลำดับแรกที่แพทย์มักแนะนำก่อนที่จะเลือกใช้เทคนิคการรักษาขั้นสูงอื่นๆ ต่อไป

IUI เหมาะกับใคร

การทำ IUI เหมาะสมสำหรับคู่ที่มีภาวะมีบุตรยากในกรณีมีปัญหาไม่ซับซ้อน โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่

  • ฝ่ายหญิงต้องมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อยหนึ่งข้าง เพื่อให้อสุจิสามารถเดินทางไปพบกับไข่และเกิดการปฏิสนธิได้
  • ฝ่ายชายต้องมีคุณภาพน้ำเชื้ออสุจิอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย การปั่นคัดเชื้อจะช่วยเลือกเฉพาะอสุจิที่แข็งแรงมาใช้ โดยหลังการคัดเชื้อ ควรมีจำนวนอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี มากกว่า 5–10 ล้านตัวขึ้นไป

นอกจากนี้ IUI ยังเหมาะสำหรับกรณีมีบุตรยากอื่นๆ เช่น

  • กรณีที่หาสาเหตุของการมีบุตรยากไม่พบ (Unexplained Infertility) IUI จะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ด้วยการร่นระยะทางและเพิ่มความเข้มข้นของอสุจิ
  • ฝ่ายหญิงมีปัญหาไข่ไม่ตก เช่น ภาวะ PCOS ซึ่งแพทย์สามารถกระตุ้นการตกไข่และกำหนดวันฉีดเชื้อให้ตรงกัน เพิ่มโอกาสให้ไข่และอสุจิเจอกันได้แม่นยำมากขึ้น
  • ปัญหาบริเวณปากมดลูกที่ขัดขวางการผ่านของอสุจิ การฉีดเชื้อจะช่วยข้ามอุปสรรคนั้นไปได้
  • คู่ที่มีปัญหาในการมีเพศสัมพันธ์ เช่น ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ หรืออวัยวะเพศไม่แข็งตัว ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ตามวิธีธรรมชาติได้
  • ผู้ที่จำเป็นต้องใช้เชื้ออสุจิบริจาค กรณีที่ฝ่ายชายไม่มีอสุจิเลย

การทํา IUI ให้สําเร็จ มีปัจจัยอะไรบ้าง

แม้จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและไม่ซับซ้อน แต่การทำ IUI ให้สำเร็จ ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ดังนี้

ปัจจัยฝ่ายหญิง

  1. อายุ เพราะคุณภาพและปริมาณของไข่จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปีมักมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า หญิงที่อายุมากขึ้น  โดยเฉพาะถ้าฝ่ายหญิงอายุมากกว่า 40 ปี โอกาสสำเร็จจะต่ำลงอย่างชัดเจน
  2. ท่อนำไข่ ต้องมีท่อนำไข่ที่ปกติและไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง เนื่องจากการปฏิสนธิจะเกิดขึ้นในท่อนำไข่ หากทั้งสองข้างตัน ควรพิจารณาการทำเด็กหลอดแก้วแทน
  3. การตกไข่ ต้องมีการตกไข่ที่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตามธรรมชาติหรือใช้ยาช่วยกระตุ้นไข่ หากไม่มีไข่ตกในรอบเดือนนั้น การทำ IUI จะไม่ได้ผล
  4. ความสมบูรณ์ของโพรงมดลูก โพรงมดลูกต้องอยู่ในสภาพดี ไม่มีพังผืด เนื้องอก หรือติ่งเนื้อ ที่อาจขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน
  5. เยื่อบุโพรงมดลูก ควรมีความหนาที่เหมาะสมคือ มากกว่า 7-8 มิลลิเมตร เพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน

ปัจจัยฝ่ายชาย

  1. คุณภาพของน้ำเชื้ออสุจิ เป็นปัจจัยสำคัญของฝ่ายชาย โดยเฉพาะจำนวนอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี หลังปั่นคัดเชื้อในห้องปฏิบัติการ ควรมากกว่า 5–10 ล้านตัว จึงจะมีโอกาสสำเร็จที่ดี หากน้อยกว่านี้โอกาสจะลดลงอย่างมาก
  2. การเคลื่อนไหว (Motility) อสุจิต้องว่ายไปข้างหน้าได้ดี
  3. รูปร่าง (Morphology) อสุจิที่มีรูปร่างปกติจะมีโอกาสปฏิสนธิกับไข่ได้ดีกว่า
IUI คือ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก อสุจิที่มีรูปร่างปกติ จะมีโอกาสปฏิสนธิกับไข่ได้ดีกว่า

ปัจจัยร่วมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการทำ IUI

  • ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดเชื้อ: ควรอยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกับเวลาที่ไข่ตกมากที่สุด โดยแพทย์จะติดตามการเจริญของฟองไข่ด้วยการทำอัลตราซาวด์ และอาจใช้ยากระตุ้นให้ไข่ตก (hCG trigger shot) เพื่อกำหนดเวลาไข่ตกให้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • ขนาดของฟองไข่ (Follicle): ขนาดไข่ที่เหมาะสม IUI ควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 18–20 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่ไข่มีความสมบูรณ์พร้อมต่อการปฏิสนธิ
  • เทคนิคและความชำนาญของแพทย์: ส่งผลต่อการประเมินเวลาและกระบวนการต่างๆ ให้แม่นยำที่สุด
  • ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์: เช่น น้ำหนักตัว การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย ล้วนมีผลต่อโอกาสการตั้งครรภ์

IUI ข้อดี ข้อเสีย มีอะไรบ้าง

การตัดสินใจทำ IUI ควรพิจารณาทั้งข้อดีและข้อเสียให้รอบด้าน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละคู่ โดยเราสามารถเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการทำ IUI ได้ดังนี้

ข้อดีของ IUI

  • 1. ราคาไม่สูง
  • เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อื่นๆ อย่างการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) แล้ว ค่าใช้จ่ายในการทำ IUI ต่อรอบนั้นต่ำกว่าหลายเท่าตัว ทำให้เข้าถึงได้ง่ายและสามารถทำซ้ำได้หลายรอบโดยไม่กระทบการเงินมาก
  • 2. เจ็บตัวน้อยและส่งผลต่อร่างกายน้อยกว่า
  • ขั้นตอนการฉีดเชื้อใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที คล้ายกับการตรวจภายใน ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องผ่าตัด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ทันที นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบทางร่างกายของฝ่ายหญิงน้อยกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการทำเด็กหลอดแก้ว ที่ต้องมีการฉีดยากระตุ้นไข่ในปริมาณสูงรวมถึงมีขั้นตอนในการเก็บไข่และการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
  • 3. ใกล้เคียงกับวิธีธรรมชาติมากกว่า
  • IUI เป็นเพียงการ “ช่วย” ส่งอสุจิไปให้ถึงที่หมาย แต่กระบวนการปฏิสนธิยังคงเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติภายในร่างกายของฝ่ายหญิงในท่อนำไข่ ซึ่งทำให้หลายคู่รู้สึกสบายใจมากกว่าการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ
  • 4. ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและผลข้างเคียงจากยา
  • ขั้นตอนการทำ IUI โดยทั่วไปจะไม่ซับซ้อนและมีความยุ่งยากน้อยกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว อีกทั้งยังลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของยาได้มากกว่า โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้รอบธรรมชาติซึ่งอาจไม่ต้องใช้ยาเลย หรือหากจำเป็นต้องใช้ยากระตุ้นไข่ ก็จะใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว จึงทำให้ผลข้างเคียงจากฮอร์โมนน้อยลงตามไปด้วย
  • 5. เป็นทางเลือกแรกสำหรับคู่ที่มีภาวะมีบุตรยาก
  • IUI เหมาะสมและเป็นตัวเลือกแรกที่ดีในกรณีที่มีภาวะมีบุตรยากที่ไม่ซับซ้อน เช่น ภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ, ปัญหาน้ำเชื้อต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย, ปัญหาที่เกี่ยวกับปากมดลูก หรือภาวะไข่ไม่ตกที่สามารถแก้ไขได้ด้วยยา

ข้อเสียของ IUI

  • 1. อัตราความสำเร็จไม่สูงเท่าการทำเด็กหลอดแก้ว
  • อัตราการตั้งครรภ์ต่อรอบของ IUI จะอยู่ที่ประมาณ 10-15% เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าส่วนใหญ่มักจะต้องทำซ้ำหลายรอบกว่าจะสำเร็จ ในขณะที่ การทำเด็กหลอดแก้วมีอัตราความสำเร็จต่อรอบสูงกว่าอย่างชัดเจน โดยอาจสูงถึง 60% หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอายุและสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก
  • 2. มีเงื่อนไขและข้อจำกัด
  • ท่อนำไข่ต้องไม่ตัน: ฝ่ายหญิงต้องมีท่อนำไข่ที่ปกติและทำงานได้ดีอย่างน้อย 1 ข้าง หากท่อนำไข่ตันทั้ง 2 ข้าง จะไม่สามารถทำ IUI ได้เลย
  • คุณภาพอสุจิต้องดีพอสมควร: ไม่เหมาะกับกรณีที่ฝ่ายชายมีปัญหาน้ำเชื้อรุนแรง เช่น มีจำนวนอสุจิน้อยมาก หรือเคลื่อนไหวได้ไม่ดีเลย ซึ่งในกรณีนี้ต้องข้ามไปทำ ICSI
  • 3. ไม่สามารถยืนยันการปฏิสนธิได้
  • หลังฉีดเชื้อเข้าไปแล้ว เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอสุจิได้เข้าไปปฏิสนธิกับไข่จริงหรือไม่ ต้องรอตรวจการตั้งครรภ์ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าเท่านั้น ซึ่งต่างจากการทำเด็กหลอดแก้ว ที่สามารถเห็นการปฏิสนธิและพัฒนาการของตัวอ่อนได้ในห้องปฏิบัติการ
  • 4. ความเสี่ยงในการตั้งครรภ์แฝด
  • หากมีการใช้ยากระตุ้นไข่ จะมีความเสี่ยงที่ไข่จะสุกพร้อมกันหลายใบ ทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์แฝด ซึ่งถือเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงทั้งต่อแม่และทารก
  • 5. สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายหากทำหลายรอบ
  • แม้การทำ IUI จะมีค่าใช้จ่ายต่อรอบไม่สูงนัก แต่หากต้องทำซ้ำหลายครั้ง เช่น 4-6 รอบ แล้วยังไม่สำเร็จ ค่าใช้จ่ายรวมอาจใกล้เคียงกับการทำเด็กหลอดแก้ว 1 รอบ อีกทั้งยังทำให้เสียเวลาและพลาดโอกาสที่เหมาะสมในการตั้งครรภ์อีกด้วย

ตารางเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของการทำ IUI

หัวข้อข้อดี (Pros)ข้อเสีย (Cons)
ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการทำเด็กหลอดแก้วมากหากทำหลายรอบอาจมีค่าใช้จ่ายสะสมสูง
กระบวนการเจ็บตัวน้อย ไม่ซับซ้อนมีข้อจำกัด (ท่อนำไข่ต้องไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง, เชื้ออสุจิต้องดีพอ)
ความสำเร็จเป็นทางเลือกแรกที่ดีสำหรับบางคู่อัตราความสำเร็จต่อรอบต่ำ (10-15%)
ารปฏิสนธิใกล้เคียงธรรมชาติไม่สามารถรู้ว่ามีการปฏิสนธิระหว่างอสุจิและไข่หรือไม่
ความเสี่ยงผลข้างเคียงจากยาน้อยมีความเสี่ยงตั้งครรภ์แฝด หากใช้ยากระตุ้นไข่

IUI ขั้นตอนมีอะไรบ้าง

โดยทั่วไปแล้วการทำ IUI จะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้คุณได้เข้าใจและเตรียมความพร้อมก่อนมาพบคุณหมอ เรามาเจาะลึกขั้นตอนการทํา IUI อย่างละเอียด ว่าในแต่ละขั้นตอนมีอะไรบ้าง

1. ปรึกษาแพทย์และตรวจร่างกาย

เมื่อไหร่: เมื่อคุณสะดวกในการทำนัดหมาย

ใช้เวลานานแค่ไหน: 30-45 นาที

ก่อนเริ่มต้นกระบวนการรักษาใดๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการนัดพบและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะการมีบุตรยาก เพื่อประเมินสภาพร่างกายและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม ในขั้นตอนนี้ แพทย์จะถามประวัติ ตรวจร่างกาย และแนะนำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก เช่น การตรวจระดับฮอร์โมน ตรวจอัลตราซาวน์ประเมินมดลูกและรังไข่  ตรวจฉีดสีดูท่อนำไข่ว่าตันไหม การวิเคราะห์คุณภาพของอสุจิ

จากผลการประเมินทั้งหมด แพทย์จะพิจารณาว่า IUI เป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่ ในกรณีที่มีภาวะมีบุตรยากระดับรุนแรง เช่น ท่อนำไข่ทั้งสองข้างอุดตัน หรือคุณภาพอสุจิต่ำกว่าเกณฑ์มาก อาจต้องใช้วิธีการรักษาอื่น เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)

นอกจากนี้การนัดพบครั้งแรกนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่คุณจะได้สอบถามข้อสงสัยและปรึกษาทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำ IUI ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการรักษา ค่าใช้จ่าย หรือรายละเอียดอื่นๆ ที่คุณกังวลใจ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่ากระบวนการนี้เหมาะสมกับคุณหรือไม่ การเลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ ทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์สูง จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจและมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่าคุณจะพบอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดระหว่างการรักษา แพทย์จะพร้อมให้คำแนะนำและดูแลคุณอย่างดีที่สุดในทุกขั้นตอน

2. การกระตุ้นรังไข่

เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 10-12 วัน

เมื่อเริ่มกระบวนการ IUI แพทย์จะประเมินว่า คุณควรได้รับยากระตุ้นไข่ให้โตหรือไม่ โดยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการตกไข่ของคุณ หากร่างกายสามารถตกไข่ได้เองตามธรรมชาติ อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่หากต้องการเพิ่มโอกาสให้มีไข่โตในรอบการรักษานั้น แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยากระตุ้นไข่ ซึ่งอาจเป็นแบบรับประทาน แบบฉีด หรือทั้งสองแบบร่วมกัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และการตอบสนองของร่างกาย

ระหว่างการกระตุ้นไข่ แพทย์จะนัดตรวจอัลตราซาวน์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามการตอบสนองของรังไข่ พัฒนาการของฟองไข่ และปรับยาให้เหมาะสมหากจำเป็น ในช่วงนี้ แพทย์อาจแนะนำให้งดมีเพศสัมพันธ์หรือการหลั่งอสุจิประมาณา 2-3 วันก่อนวันทำ IUI เพื่อเตรียมความพร้อมของน้ำเชื้อ

เมื่อฟองไข่โตจนมีขนาดประมาณ 18-20 มิลลิเมตร และเยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาอย่างน้อย 7 มิลลิเมตร แพทย์จะฉีดยาให้ไข่ตก เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตกไข่ จากนั้นจะทำนัดเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการทำ IUI หลังจากฉีดยาราว 36-42 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปฏิสนธิ

3. กระบวนการ IUI

เมื่อไหร่: 36-42 ชั่วโมงหลังฉีดยาให้ไข่ตก

ใช้เวลานานแค่ไหน: 15-20 นาที

หลังจากการฉีดยาให้ไข่ตกประมาณ 36-42 ชั่วโมง จะเริ่มกระบวนการทำ IUI ในขั้นตอนนี้ ฝ่ายชายเก็บน้ำอสุจิ โดยการช่วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีที่แนะนำ เพื่อลดโอกาสการปนเปื้อนของแบคทีเรีย น้ำอสุจิที่เก็บได้ จะถูกส่งไปที่ห้องปฏิบัติการ และพักไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายตัวให้เหลว จากนั้นจะถูกนำไปปั่นล้างเพื่อขจัดเศษอสุจิที่ไม่เคลื่อนที่ และสารอื่นๆ ในน้ำอสุจิที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อมดลูก คงเหลือเฉพาะอสุจิที่มีสุขภาพดีที่มีความเข้มข้นสูง เพื่อเพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิ

หลังจากเตรียมอสุจิเสร็จแล้ว แพทย์จะเริ่มกระบวนการทำ IUI โดยใช้เครื่องมือเปิดช่องคลอด เพื่อให้มองเห็นปากมดลูก แล้วจึงค่อยๆ สอดสายสวนขนาดเล็กเข้าสู่โพรงมดลูก และฉีดอสุจิที่เตรียมไว้เข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อช่วยให้อสุจิสามารถว่ายเข้าไปในท่อนำไข่และปฏิสนธิกับไข่ได้อย่างสะดวก ขั้นตอนนี้ใช้เวลาเพียง 5–10 นาที  ไม่ต้องใช้ยาสลบ และแทบไม่มีความเจ็บปวด หลังจากนั้นแพทย์อาจให้คุณนอนพักประมาณ 30 นาที แล้วจึงเดินทางกลับบ้านได้

4. ทดสอบการตั้งครรภ์

เมื่อไหร่: 14 วันหลังกระบวนการ IUI

ใช้เวลานานแค่ไหน: 2-3 นาที

ประมาณ 14 วันหลังจากทำ IUI คุณสามารถตรวจการตั้งครรภ์ที่บ้านด้วยชุดทดสอบ หรือเข้ารับการตรวจที่คลินิก หากไม่ประสบความสำเร็จในการทำ IUI ในครั้งแรก อย่าเพิ่งหมดหวัง คุณสามารถทำ IUI ซ้ำได้ 3-4 รอบ หรือในบางกรณีอาจถึง 6 รอบ ขึ้นอยู่กับอายุและปัญหาของแต่ละบุคคล หากผ่านไป 4-6 รอบแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ แพทย์อาจแนะนำให้พิจารณาทางเลือกในการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ หลังจากทำ IUI แล้ว คุณสามารถทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติรวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ด้วย

อาการหลังทํา IUI เป็นอย่างไร

หลังการทำ IUI ผู้หญิงอาจมีอาการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ อาการปกติที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป กับ อาการที่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้พบแพทย์ ดังนี้

อาการปกติที่พบได้หลังทำ IUI

  • 1. ปวดหน่วงท้องน้อย เกิดจากการตกไข่ หรือการใส่สายสวนในโพรงมดลูก อาการมักไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 1-3 วัน
  • 2. มีมูกเลือดหรือตกขาวปนเลือดเล็กน้อย จากการระคายเคืองเยื่อบุโพรงมดลูกหรือปากมดลูกระหว่างทำหัตถการ
  • 3. แน่นท้อง คัดตึงเต้านม เป็นผลมาจากฮอร์โมนที่ใช้กระตุ้นไข่ เช่น ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
  • 4. อารมณ์แปรปรวน อ่อนเพลีย ผลข้างเคียงจากยากระตุ้นไข่หรือยาฮอร์โมนที่ใช้หลังทำ IUI
  • 5. ไม่มีอาการใดเลย ก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน และไม่ได้หมายความว่าการทำ IUI ไม่ได้ผล เพราะอาการหลังทำแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

ในกรณีที่ IUI สําเร็จ อาการ จะเหมือนกับการตั้งครรภ์ด้วยวิธีทางธรรมชาติ เช่น ประจำเดือนไม่มา อ่อนเพลีย ปวดหน่วงท้องน้อย หรือคัดตึงเต้านม เป็นต้น โดยระยะที่แนะนำให้ตรวจครรภ์จะอยู่ประมาณ 14 วันหลังทำ IUI เพื่อให้ระดับฮอร์โมน hCG สูงพอสำหรับการตรวจ หากตรวจเร็วเกินไป อาจให้ผลลวง (false negative)

อาการที่ควรระวัง/ควรพบแพทย์

  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ
  • มีไข้ หนาวสั่น ตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ
  • เวียนหัว คลื่นไส้มาก อาเจียนรุนแรง

หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบติดต่อแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติมทันที

อาการหลังทำ IUI ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ควรเฝ้าสังเกตตนเองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก หากมีข้อกังวลควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยที่สุด

IUI ราคา ค่าใช้จ่ายเท่าไร

ค่าใช้จ่ายในการทำ IUI จะขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลที่เลือกและปัจจัยเฉพาะของแต่ละบุคคล โดยทั่วไป IUI ราคา จะอยู่ที่ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อรอบการรักษา ซึ่งประกอบด้วย ค่ายากระตุ้นไข่และยาฉีดให้ไข่ตก ซึ่งแต่ละคนจะตอบสนองต่อยาและอาจใช้ปริมาณยาแตกต่างกัน ค่าตรวจอัลตราซาวด์เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่ ค่าตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมน และค่าหัตถการและค่าบริการของสถานพยาบาล แม้ราคาจะมีความแตกต่าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IVF หรือ ICSI แล้ว การทำ IUI ยังถือว่าเป็นทางเลือกที่ประหยัดและเข้าถึงได้ง่ายกว่าสำหรับผู้ที่ภาวะมีบุตรยากไม่ซับซ้อน

ทํา IUI เลือกเพศได้ไหม

การทำ IUI จะไม่สามารถเลือกเพศลูกได้ โอกาสที่ทารกจะเป็นเพศชายหรือหญิงยังคงเป็นไปตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ 

โดยขั้นตอนการทำ IUI เป็นเพียงการนำน้ำเชื้อของฝ่ายชายมาผ่านกระบวนการปั่นคัดเชื้อ เพื่อคัดเอาเฉพาะตัวอสุจิที่แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ดี แยกออกจากตัวอสุจิที่ตายหรือเคลื่อนไหวผิดปกติ ในขั้นตอนนี้ไม่สามารถแยกอสุจิที่มีโครโมโซม X (เพศหญิง) ออกจาก Y (เพศชาย) ได้ เนื่องจากอสุจิทั้งสองชนิดมีลักษณะภายนอกและพฤติกรรมการเคลื่อนไหวที่ใกล้เคียงกันมาก จึงไม่สามารถแยกด้วยวิธีการทั่วไปในห้องปฏิบัติการได้ 

เมื่อนำอสุจิที่คัดแล้วฉีดเข้าสู่โพรงมดลูก ก็ยังคงมีอสุจิทั้ง X และ Y ปะปนกันตามธรรมชาติ ดังนั้นผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับว่าอสุจิตัวใดสามารถว่ายไปถึงไข่และเกิดการปฏิสนธิได้ก่อน  ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ในขั้นตอนของ IUI

IUI กี่วันรู้ผล

คำถามยอดฮิตของผู้ที่เพิ่งทำ IUI คือ ทํา IUI กี่วันตรวจได้ หรือ ทํา IUI ตรวจตั้งครรภ์ได้เมื่อไหร่ ซึ่งคำตอบคือ สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 14 วัน หลังจากวันที่ทำ IUI แล้ว หากมีการปฏิสนธิและมีการฝังตัวของตัวอ่อน ร่างกายจะเริ่มผลิตฮอร์โมน hCG ในช่วง 14 วันนี้ การตรวจครรภ์ที่เหมาะสมจึงควรทำหลังจากนั้น เพื่อให้ได้ผลแม่นยำที่สุด เพราะหากตรวจเร็วเกินไป อาจเกิดผลลวง เนื่องจากระดับฮอร์โมนยังไม่สูงพอ

สามารถเลือกตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดทดสอบครรภ์ (ที่ตรวจได้เองที่บ้าน) หรือ เข้ารับการตรวจเลือดที่คลินิก ซึ่งให้ความแม่นยำสูงกว่า

หากพบว่าตั้งครรภ์ แพทย์จะนัดเพื่อตรวจเลือดยืนยัน เพื่อวัดระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ เพื่อประเมินพัฒนาการในระยะแรกเริ่ม

ทํา IUI กี่ครั้งติด ต้องลองกี่รอบ ถึงจะมีโอกาสสำเร็จ

สำหรับคำถามที่พบบ่อยว่า “IUI กี่ครั้งติด” นั้น คำตอบคือ โดยทั่วไปสามารถทำ IUI ได้ประมาณ 3–4 รอบ หรือบางรายอาจทำได้ถึง 6 รอบ ขึ้นอยู่กับ อายุของฝ่ายหญิง คุณภาพอสุจิ การตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ และสุขภาพโดยรวมของทั้งคู่

อย่างไรก็ตาม หากพยายามทำ IUI มาแล้ว 4–6 รอบแล้วยังไม่ติด แพทย์อาจแนะนำให้พิจารณาทางเลือกการรักษาที่มีอััตราความสำเร็จที่สูงกว่า เช่น การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หรือ ICSI

ทำ IUI ที่ ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. ดีอย่างไร

หากคุณกำลังหาคำตอบว่า ทำ IUI ที่ไหนดี สามารถปรึกษาขอแนะนำเกี่ยวกับบริการทำ IUI ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. หรือปรึกษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ และช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้ได้มากที่สุด โดยซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานระดับสากล เทคโนโลยีที่ทันสมัย ความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ เพื่อความมั่นใจในทุกขั้นตอน โดยข้อดีของการทำ IUI ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. มีดังนี้

  • 1. มาตรฐานระดับโลกและเทคโนโลยีขั้นสูง
  • ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เป็นคลินิกที่ดำเนินงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศออสเตรเลีย ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับนานาชาติในการรักษาผู้มีบุตรยาก
  • 2. ห้องปฏิบัติการคุณภาพสูง
  • ถึงแม้การทำ IUI จะดูเป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนเท่าเด็กหลอดแก้ว แต่ “การเตรียมน้ำเชื้ออสุจิ” คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ ห้องแล็บที่มีคุณภาพสามารถคัดเลือกตัวอสุจิที่แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ดี และมีความสามารถในการปฏิสนธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์
  • 3. ทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ชำนาญการ
  • ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ของเรามีประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ภาวะมีบุตรยาก ทำให้สามารถวินิจฉัยและแนะนำได้อย่างแม่นยำว่า IUI เหมาะสมกับเคสของคุณจริงๆ หรือไม่ ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการยังมีความชำนาญในการจัดการกับเซลล์สืบพันธุ์อย่างละเอียด
  • 4. การดูแลแบบองค์รวม (Comprehensive Care)
  • หากทำ IUI 3-4 รอบแล้วยังไม่สำเร็จ แพทย์จะประเมินและวางแผนการรักษาต่อเนื่องตามผลลัพธ์ในแต่ละรอบ โดยที่นี่ให้บริการตัั้งแต่การทำ IUI ไปจนถึงเทคนิคขั้นสูงกว่าอย่าง IVF/ICSI โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องย้ายคลินิก พร้อมทั้งมีบริการให้คำปรึกษาที่ละเอียดและชัดเจน
  • 5. ความเป็นส่วนตัวและบริการพรีเมียม
  • คลินิกถูกออกแบบมาอย่างดี สะอาด สะดวกสบาย และให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว พร้อมด้วยทีมงานมืออาชีพที่ให้การดูแลใส่ใจทุกรายละเอียด ช่วยลดความกังวลและความเครียดของผู้ที่เข้ามารับการรักษาได้อย่างดี

การทำ IUI (Intrauterine Insemination) คือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นต้นที่ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ด้วยการฉีดน้ำเชื้ออสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง เหมาะสำหรับคู่รักที่มีภาวะมีบุตรยากไม่ซับซ้อน แม้จะมีข้อดีคือค่าใช้จ่ายย่อมเยาและขั้นตอนไม่ซับซ้อนใกล้เคียงธรรมชาติ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ มีอัตราความสำเร็จต่อรอบไม่สูงนัก (10-15%) และไม่สามารถเลือกเพศบุตรเพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านโครโมโซมเพศได้ โดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้ลองทำ IUI ประมาณ 3-4 รอบ ซึ่งต้องรอ 14 วันหลังทำจึงจะทราบผล หากยังไม่สำเร็จอาจพิจารณาแนวทางการรักษาขั้นสูงอย่างเด็กหลอดแก้วต่อไป

หากคุณสนใจ ทำ IUI ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. สามารถนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินภาวะมีบุตรยากได้ทันที ทีมงานพร้อมให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนทั้งเรื่องแนวทางการรักษา ค่าใช้จ่าย และการเตรียมตัว เพื่อให้คุณมั่นใจและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการแช่แข็งตัวอ่อนของเรา คลิกที่นี่

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.30 ❝ IUI ก็ท้องได้ ไม่ใช่เรื่องยาก ❞

References

  • https://www.fertilityanswers.com/how-many-iuis-should-you-do-before-moving-on/#:~:text=For%20women%20under%2035%2C%20our,a%20profound%20impact%20on%20fertility
  • https://www.healthline.com/health/intrauterine-insemination-iui#procedure
  • https://thaisuperiorart.com/news-and-articles/4030/
หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา IUI คือ อะไร

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

IVF คืออะไร ราคาเท่าไร ต่างกับ ICSI หรือ IUI อย่างไร

IVF หรือที่หลายคนเรียกว่า การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากที่มีประสิทธิภาพสูง และมีอัตราการตั้งครรภ์จากการทำ IVF สำเร็จสูง การทำ IVF จึงกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับคู่สมรสที่อยากเป็นว่าที่คุณพ่อคุณแม่ แต่กำลังเผชิญปัญหาภาวะมีบุตรยาก มาทำความเข้าใจขั้นตอนการทำ IVF ว่ามีรายละเอียดสำคัญใดบ้างที่ควรรู้? วันนี้ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. มีคำตอบ

การทำ IVF คืออะไร การทำ IVF เหมาะกับใคร

การทำ IVF คืออะไร?

IVF ย่อมาจาก In Vitro Fertilization หรือที่เรียกกันว่า “การปฏิสนธินอกร่างกาย” ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมาก ช่วยให้คู่ประสบปัญหาไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เองตามธรรมชาติสามารถมีบุตรได้

IVF คือ วิธีการที่แพทย์จะทำการเก็บไข่ของฝ่ายหญิง และนำน้ำอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายชายมาผสมกันในห้องปฏิบัติการภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ เมื่อไข่และอสุจิผสมกันจนกลายเป็น “ตัวอ่อน” นักวิทยาศาสตร์จะเพาะเลี้ยงตัวอ่อนให้เจริญเติบโตถึงระยะที่เหมาะสม ก่อนจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการฝังตัวและตั้งครรภ์ต่อไป

ขั้นตอนการทำ IVF ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ขั้นตอนการทำ IVF เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ช่วยให้คู่รักที่มีภาวะมีบุตรยากสามารถตั้งครรภ์ได้ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ ซึ่งต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ

โดยทั่วไป คลินิกหรือโรงพยาบาลจะจัดเตรียม ตารางการทำ IVF ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนชีวิตและเตรียมตัวล่วงหน้าได้ ซึ่งตารางเหล่านี้จะถูกปรับให้เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน ซึ่งขั้นตอนหลักในการทำ IVF ประกอบด้วย:

1. ปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่: สามารถปรึกษาได้ในทุกช่วงของประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที

เริ่มต้นด้วยการนัดพบแพทย์ เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด การตรวจอัลตราซาวน์มดลูกและรังไข่ ตรวจการทำงานของฮอร์โมน และการตรวจวิเคราะห์น้ำเชื้อ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เข้าใจสภาพร่างกายโดยรวม และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมมากที่สุด

2. การกระตุ้นไข่

เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 10 – 12 วัน

เมื่อเข้าสู่กระบวนการทำ IVF ขั้นตอนแรกคือการกระตุ้นไข่ในรังไข่ แพทย์จะเริ่มให้ยาฮอร์โมน ในช่วงวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน จนฟองไข่โตได้ขนาด ในรังไข่จะมีฟองไข่อยู่มากมาย ในฟองไข่จะประกอบด้วยเซลล์ไข่ หรือ oocyte ซึ่งในแต่ละรอบเดือน ฟองไข่และเซลล์ไข่จำนวนหนึ่งจะเติบโตกลายเป็นไข่ที่โตเต็มวัย ดังนั้นเป้าหมายของการกระตุ้นไข่ คือการกระตุ้นให้ไข่ที่เตรียมโตในรอบเดือนนั้นๆ โตขึ้นให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่มีในแต่ละรอบด้วยยา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้ไข่โตเต็มวัยที่มีคุณภาพสูง

ระหว่างนี้ ต้องมาพบแพทย์ที่คลินิกทุกๆ 3-4 วัน ในช่วงเวลา 9-12 วัน เพื่อตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ ดูว่ารังไข่ตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่อย่างไร เมื่อไข่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว แพทย์จะให้ฉีดยากระตุ้นการตกไข่ (trigger shot) ที่เป็นฮอร์โมน human chorionic gonadotropin (hCG) หรือ Triptorelin ซึ่งเป็น GnRH agonist เพื่อช่วยให้ไข่สุกและหลุดออกจากผนังของฟองไข่ พร้อมสำหรับการเก็บไข่ในขั้นตอนต่อไป

3. การเก็บไข่และการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ

เมื่อไหร่: 34-36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

หลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก 34-36 ชั่วโมง แพทย์จะเริ่มกระบวนการเก็บไข่สำหรับทำ IVF โดยใช้อัลตราซาวด์นำเพื่อให้เห็นฟองไข่ชัดเจน และใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผนังช่องคลอด เข้าไปในฟองไข่และดูดเก็บไข่ออกมา ตลอดกระบวนการแพทย์จะให้ยาสลบ จึงแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ใช้เวลาในการเก็บไข่ประมาณ 15-20 นาที และพักในห้องพักฟื้นหลังเก็บไข่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ในวันเดียวกับวันเก็บไข่ ฝ่ายชายก็มาเก็บน้ำเชื้อ โดยปกติแล้วแนะนำให้เก็บอสุจิในวันเดียวกับวันเก็บไข่ที่คลินิก แต่ถ้าหากไม่สามารถเก็บอสุจิในวันดังกล่าวได้ ก็สามารถเข้ามาเก็บอสุจิก่อน แล้วแช่แข็งน้ำเชื้อไว้ล่วงหน้า และนำมาละลายใช้ในวันเก็บไข่

วิธีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิสำหรับทำ IVF

วิธีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิที่ดีที่สุดคือการช่วยตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้น้ำเชื้อปนเปื้อนกับของเหลวอื่นๆ ของฝ่ายหญิง (เช่น น้ำลาย น้ำหล่อลื่นช่องคลอด) ที่อาจมีแบคทีเรียปะปนอยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ (fertilization) หรือการเพาะเลี้ยงได้ และหลังจากที่ฝ่ายชายเก็บน้ำอสุจิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งน้ำเชื้อให้นักวิทยาศาสตร์ที่รออยู่ในห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมน้ำอสุจิต่อไป

นักวิทยาศาสตร์จะนำน้ำอสุจิ มาพักไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายตัวให้เหลวก่อน จากนั้นจะทำการปั่นล้างเพื่อเอาอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหวและเศษเซลล์ต่างในน้ำอสุจิออก และทำการวิเคราะห์คุณภาพน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจว่าจะทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หรือ ICSI (อิ๊กซี่)

โดยแพทย์จะเลือกการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หากผลน้ำอสุจิเป็นปกติ แต่หากผลอสุจิมีคุณภาพต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธี ICSI เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิได้มากขึ้น

สำหรับการปฏิสนธิด้วยวิธี IVF อสุจิจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่เอง ส่วนวิธี ICSI นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่ที่โตเต็มวัยโดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ วิธี ICSI มีขั้นตอนและวิธีการที่ซับซ้อนกว่าวิธี IVF และต้องทำโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญ 

ไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิแล้วจะถูกเรียกว่า ‘ตัวอ่อน’

4. การเลี้ยงตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากปฏิสนธิด้วยวิธี IVF หรือ ICSI

ใช้เวลานานแค่ไหน: 5-6 วัน

หลังจากที่ไข่และอสุจิปฏิสนธิจนกลายเป็น ‘ตัวอ่อน’ แล้ว ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นเวลา 5-6 วัน จนพัฒนาและเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ พร้อมที่จะย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก สำหรับตัวอ่อนที่ไม่สามารถเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์นั้นโดยทั่วไปถือว่าเป็นตัวอ่อนที่ไม่แข็งแรง โอกาสฝังตัวในมดลูกน้อย จึงไม่ควรนำมาย้ายกลับไปสู่โพรงมดลูก กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อนมาก ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน ที่ชำนาญการใช้งานอุปกรณ์เทคนิคขั้นสูงและวิธีการจัดการสภาพแวดล้อมภายในห้องปฏิบัติการให้เหมาะแก่การเติบโตของตัวอ่อน

การเลี้ยงตัวอ่อนที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที.

ที่คลินิก IVF ของเรา ใช้ตู้ GERI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) ภายในเครื่องติดตั้งระบบกล้องถ่ายภาพจุลทรรศน์คุณภาพสูง หนึ่งตัวต่อหนึ่งจานเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ช่วยให้สามารถติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนได้โดยละเอียด โดยไม่ต้องขยับจานเพาะเลี้ยงหรือตัวอ่อนเลย แต่ละจานเพาะเลี้ยงเป็นอิสระแยกขาดจากกัน ทำให้สามารถควบคุมและปรับสภาวะแวดล้อมของการเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมกับตัวอ่อนแต่ละตัว การใช้ตู้เลี้ยงระบบแยกเลี้ยงนี้ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์เนื่องจากตัวอ่อนสามารถเจริญเติบโตในสภาวะแวดล้อมที่คงที่ไม่ถูกรบกวน

5. การย้ายตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 2 ชั่วโมง

ในขั้นตอนสุดท้าย แพทย์จะเลือกตัวอ่อนที่คุณภาพดีในระยะบลาสโตซิสต์ ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ผ่านกระบวนการที่ง่ายและไม่เจ็บปวด โดยตัวอ่อนถูกดูดไว้ในสายย้ายตัวอ่อน และใช้อัลตราซาวด์ช่วยนำทางให้เห็นปลายสาย ที่สอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก หลังจากนั้นจะฉีดตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวที่ผนังมดลูกให้เริ่มเจริญเติบโต

ประมาณ 7-10 วันหลังจากการย้ายตัวอ่อน จะทดสอบการตั้งครรภ์ และประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ก็สามารถมาตรวจอัลตราซาวด์  เพื่อดูถุงการตั้งครรภ์ ยืนยันการตั้งครรภ์

6. การแช่แข็งตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากกระบวนการย้ายตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

สำหรับตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการย้ายตัวอ่อน สามารถแช่แข็ง เพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต ด้วยวิธีการแช่แข็งตัวอ่อนแบบผลึกแก้ว (Vitrification) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ลดอุณหภูมิขณะแช่แข็งตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งในเซลล์ตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายของตัวอ่อน วิธีการนี้ช่วยให้ตัวอ่อนถูกเก็บรักษาไว้ได้อย่างยาวนานและคงคุณภาพสูง หากเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูง และควบคุมคุณภาพและติดตามปริมาณไนโตรเจนเหลว ตลอดจนตรวจเช็คความสมบูรณ์ของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ หากต้องการตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็สามารถนำตัวอ่อนแช่แข็งเหล่านี้กลับมาใช้ได้

อัตราการทำ IVF สำเร็จอยู่ที่เท่าไหร่

อัตราการทำ IVF สำเร็จอยู่ที่ประมาณ 40-60% หากไม่ได้ทำการตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (non-PGT) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ อายุ คุณภาพไข่และอสุจิ สาเหตุของภาวะการมีบุตรยาก ตลอดจนลักษณะการดำเนินชีวิต ฝ่ายหญิงที่ยังอายุน้อยมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า แต่ก็มีหลายเคสของผู้เข้ารับการรักษาที่มีอายุมากและประสบความสำเร็จเช่นกัน

นอกจากนี้ในรายที่ทำการตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (PGT) สามารถช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จขึ้นไปได้สูงถึง 75-80% ต่อการย้ายตัวอ่อน 1 รอบ การปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้ทันท่วงที และเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นได้

IVF ราคา ประมาณเท่าไหร่

ค่าใช้จ่ายในการทำ IVF มีช่วงราคาที่ค่อนข้างกว้างมาก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานพยาบาล (รัฐบาลหรือเอกชน) เทคโนโลยีที่ใช้ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล แต่โดยสรุปแล้ว ราคาจะอยู่ในช่วงประมาณ 150,000 – 600,000 บาทต่อรอบการรักษา แต่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในช่วง 300,000 – 500,000 บาท โดยสามารถแบ่งรายละเอียดค่าใช้จ่ายตามปัจจัย

IVF กับ ICSI ต่างกันอย่างไร

IVF กับ ICSI เป็นสองเทคนิคหลักในการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งมีความแตกต่างกันในขั้นตอนการปฏิสนธิ ดังนี้

1. IVF (In Vitro Fertilization) หรือการปฏิสนธินอกร่างกายแบบดั้งเดิม

เป็นวิธีมาตรฐานในการทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะนำไข่ที่ได้จากการกระตุ้นรังไข่ และอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว มาผสมกันในจานเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ แล้วปล่อยให้อสุจิว่ายไปปฏิสนธิกับไข่เองตามธรรมชาติ จึงเป็นการให้อสุจิหลายๆ ตัวจะเข้ามาแข่งขันกันเพื่อเจาะเข้าสู่ไข่

การทำ IVF เหมาะสำหรับ:

  • ฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิ (ปริมาณ ความเข้มข้น การเคลื่อนไหว และรูปร่างอสุจิ) อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย โดยยังมีความสามารถในการเคลื่อนที่และการเจาะไข่ได้ดี
  • ฝ่ายหญิงมีปัญหาเกี่ยวกับการตกไข่ เนื่องจากภาวะหรือโรคประจำตัวบางอย่างที่ส่งผลให้ระบบฮอร์โมนผิดปกติ
  • ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันหรือถูกทำลาย 
  • ฝ่ายหญิงมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรือ chocolate cyst
  • ฝ่ายหญิงอายุไม่มาก (อายุน้อยกว่า 35 ปี)
  • ผู้ที่เคยทำหมันแล้วต้องการมีบุตรอีก
  • คู่สมรสที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการรักษาด้วยวิธี IUI
  • มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained Infertility)
  • คู่สมรสที่มีความเสี่ยงจะมีบุตรที่เป็นโรคพันธุกรรมหรือโครโมโซมผิดปกติ ซึ่งจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (PGT)

2. ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) หรือ การฉีดเชื้อเข้าเซลล์ไข่โดยตรง

เป็นเทคนิคที่พัฒนาต่อยอดมาจาก IVF โดยการเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุด 1 ตัว ใส่เข้าไปในเข็มที่เล็กมากๆ และฉีดเข้าไปในไซโตพลาสซึม (ส่วนของเหลวภายใน) ของเซลล์ไข่โดยตรง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ จึงเป็นการช่วยเหลือโดยตรงและเพิ่มอัตราความสำเร็จให้มากขึ้น

การทำ ICSI เหมาะสำหรับ:

  • ฝ่ายชายมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของอสุจิอย่างมาก ได้แก่ จำนวนน้อย รูปร่างผิดปกติ เคลื่อนที่ไม่ดี 
  • ฝ่ายชายเคยผ่าตัด หรือมีประวัติเป็นหมัน หรือมีภาวะ “ไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ”ต้องเก็บอสุจิโดยการเจาะจากอัณฑะ
  • ฝ่ายชายมีภาวะภูมิคุ้มกันต่อตัวอสุจิเอง
  • คู่สมรสที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการรักษาด้วยวิธี IVF 
  • ฝ่ายหญิงอายุมากกว่า 35 ปี มีจำนวนไข่ที่เก็บได้น้อย ต้องการเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิ

เปรียบเทียบ IVF กับ ICSI ต่างกันอย่างไร

เทคนิคIVFICSI
ขั้นตอนปฏิสนธิอสุจิหลายตัวถูกนำมาผสมกับไข่ ให้อสุจิว่ายไปเจาะไข่เองเลือกอสุจิที่ดีที่สุด 1 ตัว ฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง
ความซับซ้อนน้อยกว่ามากกว่า โดยต้องใช้เทคนิคและความชำนาญของนักวิทยาศาตร์
ค่าใช้จ่ายถูกกว่าสูงกว่า เนื่องจากใช้เครื่องมือพิเศษและเทคนิคที่ซับซ้อนกว่า
เหมาะสำหรับอสุจิปกติ, มีปัญหาท่อนำไข่, ปัญหาการตกไข่, หรือไม่ทราบสาเหตุปัญหาอสุจิรุนแรง, อสุจิจากการผ่าตัด, เคยทำ IVF แล้วไม่สำเร็จ, เก็บไข่ได้น้อย
อัตราการปฏิสนธิขึ้นอยู่กับความสามารถของอสุจิในการเจาะไข่สูงกว่าในกรณีที่มีปัญหาอสุจิ เพราะเป็นการช่วยเหลือโดยตรง

IVF กับ ICSI อันไหนดีกว่ากัน

ในการพิจารณาว่า IVF กับ ICSI อันไหนดีกว่ากัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องเป็นผู้ประเมินจากข้อมูลด้านสุขภาพของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด เช่น ผลการตรวจร่างกาย ฮอร์โมน อัลตราซาวด์ ท่อนำไข่ รวมถึงคุณภาพของน้ำอสุจิ เพื่อแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด

  • หาก ฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิปกติ มีจำนวนและการเคลื่อนไหวดี การทำ IVF ก็อาจเพียงพอและมีประสิทธิภาพสูง โดยอสุจิสามารถว่ายเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้เองในห้องแล็บ
  • แต่ถ้า ฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องอสุจิ เช่น มีจำนวนน้อย เคลื่อนไหวผิดปกติ รูปร่างผิดปกติสูง หรือเคยทำ IVF แล้วไม่ปฏิสนธิ มีจำนวนไข่ที่เก็บได้น้อย ต้องการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) ICSI จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

IVF กับ IUI ต่างกันอย่างไร

IUI และ IVF เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในเรื่อง กระบวนการรักษา ความซับซ้อน ค่าใช้จ่าย และโอกาสสำเร็จ โดยสามารถสรุปข้อแตกต่างหลักๆ ได้ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบ IUI vs IVF

หัวข้อ
เปรียบเทียบ
IUI (การฉีดเชื้อผสมเทียม)IVF (การทำเด็กหลอดแก้ว)
สถานที่ปฏิสนธิภายในร่างกาย (ท่อนำไข่)ภายนอกร่างกาย (ห้องปฏิบัติการ)
กระบวนการฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรงเก็บไข่  ผสมกับอสุจิ เลี้ยงตัวอ่อนในห้องแล็บ แล้วย้ายตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก
ความซับซ้อนไม่ซับซ้อน ขั้นตอนใกล้เคียงธรรมชาติซับซ้อน มีขั้นตอนมากกว่า
ความเจ็บปวดเจ็บน้อยมาก หรือไม่เจ็บเลย (คล้ายตรวจภายใน)เจ็บจากการฉีดยากระตุ้นไข่ทุกวัน
การใช้ยาอาจใช้ยากระตุ้นไข่ปริมาณน้อย หรือไม่ใช้เลยใช้ฮอร์โมนกระตุ้นไข่ในปริมาณสูง
ค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-40,000 บาท / รอบประมาณ 300,000-600,000 บาท / รอบ (ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล)
อัตราความสำเร็จประมาณ 10-20% ต่อรอบประมาณ 40-60% ต่อรอบ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ

โดยทั่วไป แพทย์มักจะแนะนำให้เริ่มต้นการรักษาจากวิธีที่ใกล้เคียงธรรมชาติและรบกวนร่างกายน้อยที่สุดก่อน นั่นคือ IUI หากลองทำ IUI ประมาณ 3-4 รอบแล้วยังไม่สำเร็จ หรือคู่สมรสมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า IUI ไม่น่าจะได้ผล (เช่น ท่อนำไข่อุดตัน) แพทย์จึงจะแนะนำให้ทำ IVF ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ก็มีค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนมากกว่า

IVF เลือกเพศได้ไหม

ในเชิงเทคนิค การทำ IVF หรือ ICSI สามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนล่วงหน้าได้ด้วย PGT-A (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidies) ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก โดยจะเป็นการตรวจโครโมโซมทั้งหมด 23 คู่เพื่อดูความผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม และในการตรวจนี้เองก็จะรวมการตรวจโครโมโซมเพศ ทำให้ทราบเพศของตัวอ่อนแต่ละตัวไปด้วย

ในประเทศไทยไม่อนุญาตให้เลือกเพศลูกด้วยวัตถุประสงค์ส่วนตัวที่ไม่ใช่เหตุผลทางการแพทย์ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและหลักจริยธรรม

ดังนั้น การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัวในกระบวนการ IVF สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจนเท่านั้น หรือการเลือกตัวอ่อนที่เจาะจงเพศในบางกรณี เช่น เพื่อป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมที่เกีี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศ เช่น โรคฮีโมฟีเลีย โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน หรือภาวะตาบอดสีบางชนิด เป็นต้น ดังนั้นหากครอบครัวมีประวัติเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การเลือกเพศตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก ก็จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าลูกที่เกิดมาจะไม่เป็นโรคดังกล่าว ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับในทางการแพทย์ และสามารถดำเนินการได้ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายไทย

ย้ายตัวอ่อนกี่ตัวจึงเหมาะสม? การทำ IVF มีความเสี่ยงหรือไม่?

แพทย์จะย้ายตัวอ่อนกลับจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสภาพร่างกายของฝ่ายหญิงและคุณภาพตัวอ่อน หากเป็นตัวอ่อนที่ได้รับการตรวจโครโมโซมและผลปกติ แพทย์จะแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนกลับทีละหนึ่งตัว เนื่องจากตัวอ่อนที่คุณภาพดี และมีโครโมโซมที่ปกติ มีโอกาสตั้งครรภ์สูงอยู่แล้ว

แม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลและมีความปลอดภัยสูง แต่การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF ยังอาจมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาได้ เช่น ภาวะรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นไข่มากเกินไป (Ovarian Hyperstimulation Syndrome OHSS) มีเลือดออกหรือติดเชื้อหลังการเก็บไข่ ความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์ลูกแฝด เป็นต้น การเลือกคลินิก IVF ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย ตามจำนวนไข่ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด

อายุ 45 ทํา IVF ได้ไหม

อายุ 45 สามารถทำ IVF ได้ แต่โอกาสตั้งครรภ์ด้วยไข่ของตัวเองค่อนข้างต่ำ เนื่องจากคุณภาพและจำนวนไข่ลดลงมากตามอายุ โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติอาจจะน้อยกว่า 20% ทำให้อัตราการฝังตัวและโอกาสแท้งก็สูงขึ้น หากต้องการใช้ไข่ของตัวเอง แนะนำให้ทำ ICSI ร่วมกับการตรวจ PGT-A อย่างไรก็ตามในบางรายอาจจะเป็นต้องใช้ไข่บริจาคเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินโอกาสและทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

การเลือกว่าจะทำ IVF ที่ไหนดี เป็นขั้นตอนสำคัญที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ปัจจัยหลักที่ควรคำนึงถึงคือ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของทีมแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ชำนาญการเฉพาะด้าน อัตราความสำเร็จของคลินิก คุณภาพของห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับงบประมาณ หากคุณมีความกังวลใจ สามารถปรึกษาขอแนะนำเกี่ยวกับบริการทำเด็กหลอดแก้ว IVF-ICSI กับซูพีเรีย เอ.อาร์.ที.ก่อนได้

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับกับ เด็กหลอดแก้ว และ IVF

  1. การทำ ICSI (อิ๊กซี่) คืออะไร? แตกต่างอย่างไรกับ IVF?
  2. การทำเด็กหลอดแก้ว In Vitro Fertilization (IVF) และ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI)
  3. การนำตัวอ่อนแช่แข็งฝังในโพรงมดลูก (Frozen Embryo Transfer: FET)

อ้างอิง:

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ICSI คืออะไร ต่างจาก IVF หรือ IUI อย่างไร ทำความเข้าใจขั้นตอนการทำ ICSI โดยละเอียด

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การรักษาภาวะมีบุตรยากมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูงคือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) หรือที่เรียกว่า อิ๊กซี่ คือการฉีดสเปิร์มเข้าไปในไซโทพลาสซึมของไข่ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ปฏิวิติวงการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สาเหตุเกิดจากปัญหาสเปิร์มของฝ่ายชาย

เทคนิคการทำ ICSI มีความแตกต่างจากการทำ IVF แบบดั้งเดิมและการทำ IUI อย่างชัดเจน ทั้งในด้านวิธีการดำเนินการ ขั้นตอนการรักษา และค่าใช้จ่าย ผู้ที่กำลังพิจารณาการรักษาภาวะมีบุตรยากจึงควรทำความเข้าใจในรายละเอียดเหล่านี้อย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจที่เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของตนเอง

ICSI คืออะไร

ICSI คือ Intracytoplasmic Sperm Injection หรือเทคนิคการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยการใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษในการคัดเลือกสเปิร์มที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงหนึ่งตัว แล้วฉีดเข้าสู่ไข่โดยตรง พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยคู่สมรสที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของสเปิร์ม เช่น มีจำนวนน้อย เคลื่อนที่ไม่ดี หรือรูปร่างผิดปกติ รวมถึงกรณีที่ต้องเก็บสเปิร์มจากอัณฑะหรือหลอดนำอสุจิด้วยการดูดหรือตัดชิ้นเนื้อ (TESE/PESA) ทำให้เพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการทำเด็กหลอดแก้วแบบดั้งเดิม (IVF) โดยอัตราความสำเร็จสูงถึง 60% ต่อรอบการรักษา ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของฝ่ายหญิง คุณภาพของไข่และสเปิร์ม รวมถึงสุขภาพโดยรวมของคู่สมรส

ICSI ราคา ค่าใช้จ่าย เป็นอย่างไร

ค่าใช้จ่ายในการทำ ICSI ถือเป็นสิ่งที่หลายคู่ให้ความสำคัญ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการทำ ICSI ต่อ 1 รอบจะอยู่ที่ประมาณ 150,000 – 400,000 บาท หรืออาจสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ค่าตรวจและให้คำปรึกษา ค่ายากระตุ้นไข่และค่าเก็บไข่ ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการเพิ่มเติม ในการแช่แข็งตัวอ่อน หรือการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อน 

ดังนั้น ค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคู่จึงอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกาย แผนการรักษา และบริการเสริมที่เลือก

ICSI กับ IVF ต่างกันอย่างไร

การทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่มักเรียกกันโดยย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า IVF (In-vitro Fertilization) คือวิธีการที่ช่วยให้ครอบครัวที่ไม่สามารถมีบุตรได้เองตามธรรมชาติ สามารถมีบุตรได้ด้วยเทคโนโลยีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย วิธีนี้แพทย์จะนำไข่ของฝ่ายหญิงและอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายชายมาผสมกันให้การเกิดการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ เมื่อไข่กับอสุจิปฏิสนธิกันจนกลายเป็น “ตัวอ่อน” และเจริญเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ แพทย์ก็จะย้ายตัวอ่อนดังกล่าวกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป

ส่วนกระบวนการ ICSI นั้น มีขั้นตอนกระตุ้นไข่และเก็บไข่ เหมือนกระบวนการ IVF ทุกประการ แต่แตกต่างกันที่วิธีการปฏิสนธิ สำหรับวิธี IVF แบบดั้งเดิมนั้น เซลล์ไข่และอสุจิจะถูกนำไปวางในจานเพาะเลี้ยง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติ ส่วนวิธี ICSI แพทย์จะคัดเลือกอสุจิที่มีคุณภาพดีที่สุดเพียงหนึ่งตัว ฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ ข้อได้เปรียบของ ICSI คือช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากระดับรุนแรง ช่วยแก้ปัญหาคุณภาพอสุจิ หรือปัญหาคุณภาพไข่ หรือคู่ที่เคยล้มเหลวจากการทำ IVF แบบมาตรฐาน

ตารางเปรียบเทียบ ICSI vs IVF

หัวข้อIVF (In Vitro Fertilization)ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection)
หลักการ/
วิธีการ
ปฏิสนธินอกร่างกาย โดยนำอสุจิจำนวนมากมาผสมกับไข่โดยปล่อยให้อสุจิเจาะไข่เองตามธรรมชาติปฏิสนธินอกร่างกาย โดยใช้เทคนิคพิเศษ คัดเลือกอสุจิที่สมบูรณ์ที่สุดเพียง 1 ตัว แล้วใช้เข็มฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง
การปฏิสนธิเลียนแบบการปฏิสนธิตามธรรมชาติ โดยปล่อยให้อสุจิแข่งขันกันเพื่อเจาะเปลือกไข่และเข้าไปปฏิสนธิเองบังคับการปฏิสนธิ นักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องมือคัดเลือกอสุจิ 1 ตัว แล้วฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง ข้ามขั้นตอนการเจาะเปลือกไข่
เหมาะกับใคร• ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ตัน เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
• ฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิปกติหรือค่อนข้างดี
• คู่สมรสที่พยายามมาหลายปีแต่ไม่สำเร็จ
• ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิอย่างรุนแรง เช่น มีจำนวนน้อย เคลื่อนไหวไม่ดี รูปร่างผิดปกติ
• ฝ่ายชายที่เป็นหมัน แต่ยังเก็บอสุจิจากอัณฑะได้ (PESA/TESE)
• เคยทำ IVF แล้วไม่สำเร็จ หรือมีอัตราการปฏิสนธิต่ำ
• ใช้ไข่แช่แข็ง (เปลือกไข่มักจะแข็งกว่าปกติ)
ข้อดี• กระบวนการใกล้เคียงธรรมชาติมากกว่า
• ค่าใช้จ่ายถูกกว่า ICSI
• เพิ่มโอกาสการปฏิสนธิได้สูงกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาอสุจิ
• แก้ปัญหาอสุจิไม่สามารถเจาะไข่เองได้
• สามารถคัดเลือกอสุจิที่ดีที่สุดได้ด้วยสายตา
ข้อเสีย/
ข้อควรพิจารณา
• อาจไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นเลยหากอสุจิอ่อนแอและไม่สามารถเจาะไข่ได้
• ไม่สามารถเลือกตัวอสุจิได้
• ค่าใช้จ่ายสูงกว่า IVF แบบมาตรฐาน
• เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความชำนาญสูงมาก
• มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่ไข่อาจเสียหายจากขั้นตอนการฉีด (แต่น้อยมาก)
อัตราการปฏิสนธิโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 50-70% (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่และอสุจิ)โดยทั่วไปสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 70-85% เพราะเป็นการคัดเลือกและช่วยให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้สำเร็จ

IUI กับ ICSI ต่างกันอย่างไร

IUI และ ICSI เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านกระบวนการ ความซับซ้อน ค่าใช้จ่าย และกลุ่มผู้ที่เหมาะสม ดังนี้

  • IUI คือ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเองตามธรรมชาติ ภายใน ร่างกาย
  • ICSI คือ การนำไข่และอสุจิออกมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกาย โดยการเลือกและฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรงในห้องปฏิบัติการ แล้วเลี้ยงตัวอ่อนต่อจนถึงระยะ Blastocyst จึงย้ายตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก

ตารางเปรียบเทียบ IUI vs ICSI

หัวข้อIUI (Intrauterine Insemination)ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection)
หลักการ/
วิธีการ
คัดเลือกเชื้ออสุจิที่แข็งแรง แล้วฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงเวลาที่ไข่ตก เพื่อลดระยะทางและอุปสรรคในการเดินทางของอสุจิการนำไข่และอสุจิมาทำปฏิสนธิกันในห้องแล็บ โดยคัดเลือกอสุจิที่ดีที่สุดเพียง 1 ตัว มาฉีดเข้าเซลล์ไข่ 1 ใบโดยตรงด้วยเข็มขนาดเล็ก แล้วเพาะเลี้ยงจนเป็นตัวอ่อนและย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
สถานที่ปฏิสนธิที่ท่อนำไข่ ในร่างกายฝ่ายหญิง ภายนอกร่างกาย ในห้องปฏิบัติการ
ความซับซ้อนของกระบวนการไม่ซับซ้อน ขั้นตอนน้อยกว่า ไม่ต้องเก็บไข่หรือเพาะเลี้ยงตัวอ่อนขั้นตอนมากกว่า ซับซ้อน ต้องใช้เทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการขั้นสูง
เหมาะกับใคร– ฝ่ายชายมีปัญหาเชื้ออสุจิไม่รุนแรง (จำนวนน้อย วิ่งไม่เร็ว แต่ยังพอมีคุณภาพ) 
– ฝ่ายหญิงมีปัญหาเรื่องปากมดลูกหรือมูกที่ปากมดลูก
– มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ (ชนิดไม่รุนแรง)
– ที่สำคัญคือท่อนำไข่ต้องไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง
– คู่สมรสที่ยังอายุน้อย
– ฝ่ายชายมีปัญหาเชื้ออสุจิรุนแรง (มีจำนวนน้อยมาก รูปร่างผิดปกติ ไม่เคลื่อนไหว) 
– ฝ่ายชายที่เป็นหมันหรือทำหมัน (ต้องเก็บอสุจิจากอัณฑะ) 
– ฝ่ายหญิงท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง 
– เคยทำ IUI แล้วไม่สำเร็จหลายครั้ง 
– ฝ่ายหญิงมีอายุมาก มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
– ต้องการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT)
อัตราความสำเร็จต่ำกว่า (ประมาณ 10-15% ต่อรอบ  ขึ้นกับอายุและคุณภาพไข่–อสุจิ) สูงกว่า (ประมาณ 50-60% ต่อรอบ ขึ้นอยู่กับอายุฝ่ายหญิง คุณภาพไข่และอสุจิ
ค่าใช้จ่ายถูกกว่า (หลักหมื่นบาทต่อรอบ)สูงกว่ามาก (หลักแสนบาทต่อรอบ)
ข้อดี– ขั้นตอนง่าย เจ็บตัวน้อย
– ค่าใช้จ่ายต่ำ
– ใกล้เคียงการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ
– ใช้ได้แม้ในกรณีที่เชื้ออสุจิมีปัญหามาก
– ควบคุมกระบวนการปฏิสนธิได้
– อัตราสำเร็จสูงกว่า
ข้อจำกัด/
ความเสี่ยง
– ไม่สามารถทำได้หากท่อนำไข่ตัน
– อัตราสำเร็จต่ำกว่า ต้องพึ่งกระบวนการปฏิสนธิในร่างกายเอง
– ไม่เหมาะหากอสุจิหรือไข่มีคุณภาพต่ำมาก
– โอกาสตั้งครรภ์ลูกแฝด (หากมีการกระตุ้นไข่) 
– ขั้นตอนซับซ้อน
– ค่าใช้จ่ายสูง
– ต้องใช้ทีมแพทย์และแล็บเฉพาะทาง
– ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS)
– ความเสี่ยงจากการดมยาสลบเพื่อเก็บไข่

การตัดสินใจว่าจะเลือกรักษาด้วย IUI หรือ ICSI นั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยาก โดยแพทย์จะพิจารณาอย่างรอบด้านจากสาเหตุและปัจจัยของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ดังนั้นการเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำเกี่ยวกับแผนการรักษาที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการสำหรับคู่ของคุณมากที่สุด

ขั้นตอนการทํา ICSI อย่างละเอียด

1. เริ่มปรึกษาแพทย์ (Consultation)

เมื่อไหร่: เมื่อคุณสะดวกในการทำนัดหมาย ซึ่งจะเป็นช่วงไหนของเดือนก็ได้

ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที

แพทย์ซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งประวัติสุขภาพ การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์/แท้งในอดีต การรักษาที่เคยทำ และยาที่ใช้อยู่ หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น การตรวจอัลตราซาวน์มดลูกและรังไข่ การเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมน และการตรวจอื่นๆ ที่จำเป็นตามดุลยพินิจของแพทย์ ส่วนฝ่ายชาย จะตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเชื้อ (semen analysis) เพื่อประเมินจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ หลังจากนั้นแพทย์จะอธิบายผลตรวจและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม พร้อมแนะนำการเตรียมตัวก่อนเริ่มขั้นตอนกระตุ้นไข่ในครั้งต่อไป (เช่น แนวทางดูแลสุขภาพ การงดเว้นบางพฤติกรรม และกำหนดวันนัดหมาย)

2. ระยะกระตุ้นรังไข่ (Ovarian Stimulation Phase)

เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือ 3 ของรอบการมีประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 10 – 12 วัน

หลังจากได้รับการตรวจร่างกายและเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การกระตุ้นรังไข่ ซึ่งในขั้นตอนที่สำคัญนี้ ฝ่ายหญิงจะต้องฉีดยาฮอร์โมนทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน เป็นเวลา 9-12 วัน เพื่อกระตุ้นฟองไข่ (follicle) หลายใบในรังไข่ให้โตพร้อมกัน 

ในร่างกายของเพศหญิงจะมีฟองไข่อยู่มากมาย ในแต่ละฟองจะมี “Oocyte” หรือเซลล์ไข่อยู่ภายใน โดยปกติในแต่ละรอบเดือน ฟองไข่และเซลล์ไข่จำนวนหนึ่งจะเจริญเติบโตและอาจจะมีเพียงหนึ่งในนั้นที่จะกลายเป็นไข่ที่โตเต็มวัย โดยเป้าหมายของการกระตุ้นไข่นี้ เพื่อให้ฟองไข่ที่พร้อมโตในรอบเดือนนั้นๆ โตขึ้นพร้อมกันหลายใบ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเก็บไข่ให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการปฏิสนธิและการเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพที่สุดในขั้นตอนการเก็บไข่ (egg retrieval)  

ในระหว่างนี้ แพทย์จะนัดตรวจติดตามการตอบสนองของรังไข่ โดยให้มาตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ที่คลินิกทุก ๆ 3-4 วัน แพทย์อาจปรับขนาดหรือชนิดยาที่ใช้ตามการตอบสนองของร่างกาย ใช้เวลาในการฉีดยาประมาณ 9-12 วัน เมื่อฟองไข่เจริญเติบโตจนมีขนาดที่เหมาะสมแล้ว แพทย์จะให้ฉีดยากระตุ้นการตกไข่ (trigger shot) ที่เป็นฮอร์โมน human chorionic gonadotropin (hCG) หรือ Triptoreline (Diphereline or Decapeptyl) เพื่อกระตุ้นให้ไข่สุกและหลุดออกจากผนังของฟองไข่ พร้อมสำหรับการเก็บไข่ในขั้นตอนต่อไป

3. ขั้นตอนการเก็บไข่ ICSI และเก็บน้ำเชื้ออสุจิ

เมื่อไหร่: 34 – 36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

หลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก 34-36 ชั่วโมง แพทย์จะเริ่มกระบวนการเก็บไข่ โดยอัลตราซาวนด์เพื่อหาฟองไข่ และใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผนังช่องคลอดเข้าไปในฟองไข่และดูดเก็บไข่ออกมา โดยตลอดการทำหัตถการนี้ จะได้รับการวางยาสลบ จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

โดยปกติแล้วแนะนำให้ฝ่ายชายเก็บอสุจิในวันเดียวกับวันที่ฝ่ายหญิงมาเก็บไข่ที่คลินิก หากไม่สะดวกในวันดังกล่าว สามารถมาเก็บอสุจิไว้ก่อนล่วงหน้า และแช่แข็งไว้ แล้วนำมาละลายใช้ในวันเก็บไข่

การเก็บน้ำเชื้อแนะนำให้ทำโดยการช่วยตัวเอง เพื่อเลี่ยงการปนเปื้อนจากน้ำลายหรือน้ำหล่อลื่นช่องคลอดที่อาจมีแบคทีเรียปะปนอยู่ และอาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ (fertilization) หรือการเพาะเลี้ยง หลังจากเก็บน้ำอสุจิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งน้ำเชื้อให้นักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมน้ำอสุจิต่อไป

นักวิทยาศาสตร์จะนำน้ำอสุจิมาพักไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายตัวให้เหลวก่อน จากนั้นจะทำการปั่นล้างเพื่อเอาอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหวและเศษเซลล์ต่างๆ ในน้ำอสุจิออก และทำการวิเคราะห์คุณภาพน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยตัดสินว่าจะทำเด็กหลอดแก้วควรใช้วิธีปฏิสนธิด้วยวิธี IVF หรือ ICSI  หากผลตรวจของน้ำอสุจิเป็นปกติทั้งจำนวน ตัววิ่งดี ถึงจะทำ IVF แต่หากผลตรวจของน้ำอสุจิมีคุณภาพต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธี ICSI เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิได้มากขึ้น

สำหรับการปฏิสนธิด้วยวิธี IVF อสุจิจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่เอง ส่วนวิธี ICSI นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่ที่โตเต็มวัยโดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ วิธี ICSI นี้ใช้เวลานานกว่าวิธี IVF และต้องทำโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญ

4. การปฏิสนธิแบบ ICSI

เมื่อไหร่: หลังการเก็บไข่และอสุจิ

ใช้เวลานานแค่ไหน: 24 ชั่วโมง

ในกรณีที่ควรใช้ ICSI เป็นวิธีช่วยปฏิสนธิ นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกตัวอสุจิที่มีคุณภาพดีที่สุด ฉีดเข้าไปในไข่แต่ละใบที่โตเต็มที่แล้ว แทนการปล่อยให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิกันเองในจานเพาะเลี้ยงตามกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว IVF แบบปกติ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในเช้าวันรุ่งขึ้นนักวิทยาศาสตร์จะตรวจว่ามีการปฏิสนธิหรือไม่ ซึ่งไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิสำเร็จแล้วจะเรียกว่า “ตัวอ่อน”

5. การเลี้ยงตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากปฏิสนธิ

ใช้เวลานานแค่ไหน: 5-7 วัน

หลังจากที่ไข่และอสุจิปฏิสนธิจนกลายเป็น ‘ตัวอ่อน’ แล้ว ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นเวลา 5 – 7 วัน จนพัฒนาและเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ พร้อมที่จะย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก สำหรับตัวอ่อนที่ไม่สามารถเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์นั้น มักบ่งชี้ว่าเป็นตัวอ่อนที่ไม่แข็งแรง มีโอกาสฝังตัวในมดลูกต่ำ จึงไม่เหมาะสมสำหรับย้ายกลับไปสู่โพรงมดลูก

กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อนมาก ต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) ที่มีประสบการณ์และความชำนาญการในการใช้อุปกรณ์เทคนิคขั้นสูง รวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมในห้องปฏิบัติการให้เหมาะแก่การเติบโตของตัวอ่อน

ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เราใช้ GERI-Time-Lapse Incubator เทคโนโลยีตู้เลี้ยงตัวอ่อนรุ่นใหม่ล่าสุด โดยตัวอ่อนแต่ละตัวจะถูกเลี้ยงในห้องแยกอิสระ ที่ติดตั้งระบบกล้องถ่ายภาพจุลทรรศน์คุณภาพสูง บันทึกภาพพัฒนาการของตัวอ่อนแบบต่อเนื่องตลอดเวลา โดยไม่ต้องขยับจานเพาะเลี้ยงหรือตัวอ่อนเลย แต่ละจานเพาะเลี้ยงเป็นอิสระแยกขาดจากกัน ทำให้สามารถควบคุมและปรับสภาวะแวดล้อมของการเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมกับตัวอ่อนแต่ละตัวได้ การใช้ตู้เลี้ยงระบบแยกเลี้ยงนี้ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์เนื่องจากตัวอ่อนสามารถเจริญเติบโตในสภาวะแวดล้อมที่คงที่ ไม่ถูกรบกวน ดูข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนของเรา คลิกที่นี่

6. การใส่ตัวอ่อน ICSI

เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 2-4 ชั่วโมง

ในขั้นตอนสุดท้าย แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ที่คุณภาพดี เพื่อย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกให้พัฒนาเป็นทารกต่อไป

โดยในขั้นตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะใส่ตัวอ่อนลงในท่อขนาดเล็กที่เรียกว่าสายย้ายตัวอ่อน จากนั้นแพทย์จะสอดสายดังกล่าวเข้าทางปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก และปล่อยตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวที่ผนังมดลูกและเริ่มเจริญเติบโต

หลังจากย้ายตัวอ่อน แนะนำให้พักผ่อนและดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ โดยทั่วไปจะทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือด (β-hCG test) ประมาณ 7–10 วัน หลังการย้ายตัวอ่อน และสามารถมาตรวจอัลตราซาวด์ได้ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมาเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์

7. การแช่แข็งตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากกระบวนการย้ายตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

ตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการย้ายตัวอ่อน สามารถแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ใช้ในอนาคตได้ โดยใช้เทคนิค ‘Vitrification’ ซึ่งเป็นการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็ง (ice crystals) ในเซลล์ตัวอ่อน ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายของตัวอ่อน ตัวอ่อนจะถูกเก็บรักษาและคงคุณภาพไว้ได้อย่างยาวนาน หากเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูง ซึ่งจะมีการควบคุมและติดตามปริมาณไนโตรเจนเหลว ตลอดจนตรวจเช็คความสมบูรณ์ของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เมื่อถึงเวลาที่พร้อมตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็สามารถนำตัวอ่อนแช่แข็งมาละลายและนำมาใช้ได้โดยไม่กระทบต่อคุณภาพ

สำหรับใครที่มองหาว่า ทำ ICSI ที่ไหนดี ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. (Superior A.R.T.) มีข้อดีที่โดดเด่นคือ เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการและนวัตกรรมระดับสากลจากประเทศออสเตรเลีย มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri และมีความเชี่ยวชาญสูงในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) มาใช้เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพสูงสุด ประกอบกับทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญสูง นอกจากนั้นยังพร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภาวะการมีบุตรยาก การฝากไข่ และการแช่แข็งไข่ เพื่อช่วยคุณวางแผนการมีบุตรได้อย่างมั่นใจในอนาคต

อ้างอิง:

  • https://thaisuperiorart.com/assisted-reproductive-technology/pgt/pgt-a/
  • https://thaisuperiorart.com/assisted-reproductive-technology/pgt/pgt-m/
  • https://www.sciencedaily.com/releases/2018/12/181215141333.htm
  • https://www.msdmanuals.com/home/fundamentals/genetics/genes-and-chromosomes
  • https://byjus.com/biology/difference-between-gene-and-chromosome/
  • https://www.sciencedirect.com/topics/medicine-and-dentistry/x-chromosome-linked-disorder
  • https://www.fertstert.org/article/S0015-0282(99)00319-2/fulltext
  • https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3455541/
  • https://sciencenordic.com/denmark-dna-fertility/children-of-older-mothers-face-greater-risk-of-hereditary-disease/1410021
LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์