IVF คืออะไร ราคาเท่าไร ต่างกับ ICSI หรือ IUI อย่างไร

IVF หรือที่หลายคนเรียกว่า การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากที่มีประสิทธิภาพสูง และมีอัตราการตั้งครรภ์จากการทำ IVF สำเร็จสูง การทำ IVF จึงกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับคู่สมรสที่อยากเป็นว่าที่คุณพ่อคุณแม่ แต่กำลังเผชิญปัญหาภาวะมีบุตรยาก มาทำความเข้าใจขั้นตอนการทำ IVF ว่ามีรายละเอียดสำคัญใดบ้างที่ควรรู้? วันนี้ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. มีคำตอบ

การทำ IVF คืออะไร การทำ IVF เหมาะกับใคร

การทำ IVF คืออะไร?

IVF ย่อมาจาก In Vitro Fertilization หรือที่เรียกกันว่า “การปฏิสนธินอกร่างกาย” ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมาก ช่วยให้คู่ประสบปัญหาไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เองตามธรรมชาติสามารถมีบุตรได้

IVF คือ วิธีการที่แพทย์จะทำการเก็บไข่ของฝ่ายหญิง และนำน้ำอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายชายมาผสมกันในห้องปฏิบัติการภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ เมื่อไข่และอสุจิผสมกันจนกลายเป็น “ตัวอ่อน” นักวิทยาศาสตร์จะเพาะเลี้ยงตัวอ่อนให้เจริญเติบโตถึงระยะที่เหมาะสม ก่อนจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการฝังตัวและตั้งครรภ์ต่อไป

ขั้นตอนการทำ IVF ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ขั้นตอนการทำ IVF เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ช่วยให้คู่รักที่มีภาวะมีบุตรยากสามารถตั้งครรภ์ได้ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ ซึ่งต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ

โดยทั่วไป คลินิกหรือโรงพยาบาลจะจัดเตรียม ตารางการทำ IVF ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนชีวิตและเตรียมตัวล่วงหน้าได้ ซึ่งตารางเหล่านี้จะถูกปรับให้เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน ซึ่งขั้นตอนหลักในการทำ IVF ประกอบด้วย:

1. ปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่: สามารถปรึกษาได้ในทุกช่วงของประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที

เริ่มต้นด้วยการนัดพบแพทย์ เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด การตรวจอัลตราซาวน์มดลูกและรังไข่ ตรวจการทำงานของฮอร์โมน และการตรวจวิเคราะห์น้ำเชื้อ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เข้าใจสภาพร่างกายโดยรวม และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมมากที่สุด

2. การกระตุ้นไข่

เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 10 – 12 วัน

เมื่อเข้าสู่กระบวนการทำ IVF ขั้นตอนแรกคือการกระตุ้นไข่ในรังไข่ แพทย์จะเริ่มให้ยาฮอร์โมน ในช่วงวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน จนฟองไข่โตได้ขนาด ในรังไข่จะมีฟองไข่อยู่มากมาย ในฟองไข่จะประกอบด้วยเซลล์ไข่ หรือ oocyte ซึ่งในแต่ละรอบเดือน ฟองไข่และเซลล์ไข่จำนวนหนึ่งจะเติบโตกลายเป็นไข่ที่โตเต็มวัย ดังนั้นเป้าหมายของการกระตุ้นไข่ คือการกระตุ้นให้ไข่ที่เตรียมโตในรอบเดือนนั้นๆ โตขึ้นให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่มีในแต่ละรอบด้วยยา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้ไข่โตเต็มวัยที่มีคุณภาพสูง

ระหว่างนี้ ต้องมาพบแพทย์ที่คลินิกทุกๆ 3-4 วัน ในช่วงเวลา 9-12 วัน เพื่อตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ ดูว่ารังไข่ตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่อย่างไร เมื่อไข่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว แพทย์จะให้ฉีดยากระตุ้นการตกไข่ (trigger shot) ที่เป็นฮอร์โมน human chorionic gonadotropin (hCG) หรือ Triptorelin ซึ่งเป็น GnRH agonist เพื่อช่วยให้ไข่สุกและหลุดออกจากผนังของฟองไข่ พร้อมสำหรับการเก็บไข่ในขั้นตอนต่อไป

3. การเก็บไข่และการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ

เมื่อไหร่: 34-36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

หลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก 34-36 ชั่วโมง แพทย์จะเริ่มกระบวนการเก็บไข่สำหรับทำ IVF โดยใช้อัลตราซาวด์นำเพื่อให้เห็นฟองไข่ชัดเจน และใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผนังช่องคลอด เข้าไปในฟองไข่และดูดเก็บไข่ออกมา ตลอดกระบวนการแพทย์จะให้ยาสลบ จึงแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ใช้เวลาในการเก็บไข่ประมาณ 15-20 นาที และพักในห้องพักฟื้นหลังเก็บไข่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ในวันเดียวกับวันเก็บไข่ ฝ่ายชายก็มาเก็บน้ำเชื้อ โดยปกติแล้วแนะนำให้เก็บอสุจิในวันเดียวกับวันเก็บไข่ที่คลินิก แต่ถ้าหากไม่สามารถเก็บอสุจิในวันดังกล่าวได้ ก็สามารถเข้ามาเก็บอสุจิก่อน แล้วแช่แข็งน้ำเชื้อไว้ล่วงหน้า และนำมาละลายใช้ในวันเก็บไข่

วิธีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิสำหรับทำ IVF

วิธีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิที่ดีที่สุดคือการช่วยตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้น้ำเชื้อปนเปื้อนกับของเหลวอื่นๆ ของฝ่ายหญิง (เช่น น้ำลาย น้ำหล่อลื่นช่องคลอด) ที่อาจมีแบคทีเรียปะปนอยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ (fertilization) หรือการเพาะเลี้ยงได้ และหลังจากที่ฝ่ายชายเก็บน้ำอสุจิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งน้ำเชื้อให้นักวิทยาศาสตร์ที่รออยู่ในห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมน้ำอสุจิต่อไป

นักวิทยาศาสตร์จะนำน้ำอสุจิ มาพักไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายตัวให้เหลวก่อน จากนั้นจะทำการปั่นล้างเพื่อเอาอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหวและเศษเซลล์ต่างในน้ำอสุจิออก และทำการวิเคราะห์คุณภาพน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจว่าจะทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หรือ ICSI (อิ๊กซี่)

โดยแพทย์จะเลือกการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หากผลน้ำอสุจิเป็นปกติ แต่หากผลอสุจิมีคุณภาพต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธี ICSI เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิได้มากขึ้น

สำหรับการปฏิสนธิด้วยวิธี IVF อสุจิจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่เอง ส่วนวิธี ICSI นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่ที่โตเต็มวัยโดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ วิธี ICSI มีขั้นตอนและวิธีการที่ซับซ้อนกว่าวิธี IVF และต้องทำโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญ 

ไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิแล้วจะถูกเรียกว่า ‘ตัวอ่อน’

4. การเลี้ยงตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากปฏิสนธิด้วยวิธี IVF หรือ ICSI

ใช้เวลานานแค่ไหน: 5-6 วัน

หลังจากที่ไข่และอสุจิปฏิสนธิจนกลายเป็น ‘ตัวอ่อน’ แล้ว ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นเวลา 5-6 วัน จนพัฒนาและเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ พร้อมที่จะย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก สำหรับตัวอ่อนที่ไม่สามารถเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์นั้นโดยทั่วไปถือว่าเป็นตัวอ่อนที่ไม่แข็งแรง โอกาสฝังตัวในมดลูกน้อย จึงไม่ควรนำมาย้ายกลับไปสู่โพรงมดลูก กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อนมาก ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน ที่ชำนาญการใช้งานอุปกรณ์เทคนิคขั้นสูงและวิธีการจัดการสภาพแวดล้อมภายในห้องปฏิบัติการให้เหมาะแก่การเติบโตของตัวอ่อน

การเลี้ยงตัวอ่อนที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที.

ที่คลินิก IVF ของเรา ใช้ตู้ GERI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการเลี้ยงตัวอ่อน (Blastocyst Culture) ภายในเครื่องติดตั้งระบบกล้องถ่ายภาพจุลทรรศน์คุณภาพสูง หนึ่งตัวต่อหนึ่งจานเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ช่วยให้สามารถติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนได้โดยละเอียด โดยไม่ต้องขยับจานเพาะเลี้ยงหรือตัวอ่อนเลย แต่ละจานเพาะเลี้ยงเป็นอิสระแยกขาดจากกัน ทำให้สามารถควบคุมและปรับสภาวะแวดล้อมของการเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมกับตัวอ่อนแต่ละตัว การใช้ตู้เลี้ยงระบบแยกเลี้ยงนี้ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์เนื่องจากตัวอ่อนสามารถเจริญเติบโตในสภาวะแวดล้อมที่คงที่ไม่ถูกรบกวน

5. การย้ายตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 2 ชั่วโมง

ในขั้นตอนสุดท้าย แพทย์จะเลือกตัวอ่อนที่คุณภาพดีในระยะบลาสโตซิสต์ ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ผ่านกระบวนการที่ง่ายและไม่เจ็บปวด โดยตัวอ่อนถูกดูดไว้ในสายย้ายตัวอ่อน และใช้อัลตราซาวด์ช่วยนำทางให้เห็นปลายสาย ที่สอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก หลังจากนั้นจะฉีดตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวที่ผนังมดลูกให้เริ่มเจริญเติบโต

ประมาณ 7-10 วันหลังจากการย้ายตัวอ่อน จะทดสอบการตั้งครรภ์ และประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ก็สามารถมาตรวจอัลตราซาวด์  เพื่อดูถุงการตั้งครรภ์ ยืนยันการตั้งครรภ์

6. การแช่แข็งตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากกระบวนการย้ายตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

สำหรับตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการย้ายตัวอ่อน สามารถแช่แข็ง เพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต ด้วยวิธีการแช่แข็งตัวอ่อนแบบผลึกแก้ว (Vitrification) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ลดอุณหภูมิขณะแช่แข็งตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งในเซลล์ตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายของตัวอ่อน วิธีการนี้ช่วยให้ตัวอ่อนถูกเก็บรักษาไว้ได้อย่างยาวนานและคงคุณภาพสูง หากเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูง และควบคุมคุณภาพและติดตามปริมาณไนโตรเจนเหลว ตลอดจนตรวจเช็คความสมบูรณ์ของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ หากต้องการตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็สามารถนำตัวอ่อนแช่แข็งเหล่านี้กลับมาใช้ได้

อัตราการทำ IVF สำเร็จอยู่ที่เท่าไหร่

อัตราการทำ IVF สำเร็จอยู่ที่ประมาณ 40-60% หากไม่ได้ทำการตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (non-PGT) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ อายุ คุณภาพไข่และอสุจิ สาเหตุของภาวะการมีบุตรยาก ตลอดจนลักษณะการดำเนินชีวิต ฝ่ายหญิงที่ยังอายุน้อยมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า แต่ก็มีหลายเคสของผู้เข้ารับการรักษาที่มีอายุมากและประสบความสำเร็จเช่นกัน

นอกจากนี้ในรายที่ทำการตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (PGT) สามารถช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จขึ้นไปได้สูงถึง 75-80% ต่อการย้ายตัวอ่อน 1 รอบ การปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้ทันท่วงที และเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นได้

IVF ราคา ประมาณเท่าไหร่

ค่าใช้จ่ายในการทำ IVF มีช่วงราคาที่ค่อนข้างกว้างมาก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานพยาบาล (รัฐบาลหรือเอกชน) เทคโนโลยีที่ใช้ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล แต่โดยสรุปแล้ว ราคาจะอยู่ในช่วงประมาณ 150,000 – 600,000 บาทต่อรอบการรักษา แต่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในช่วง 300,000 – 500,000 บาท โดยสามารถแบ่งรายละเอียดค่าใช้จ่ายตามปัจจัย

IVF กับ ICSI ต่างกันอย่างไร

IVF กับ ICSI เป็นสองเทคนิคหลักในการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งมีความแตกต่างกันในขั้นตอนการปฏิสนธิ ดังนี้

1. IVF (In Vitro Fertilization) หรือการปฏิสนธินอกร่างกายแบบดั้งเดิม

เป็นวิธีมาตรฐานในการทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะนำไข่ที่ได้จากการกระตุ้นรังไข่ และอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว มาผสมกันในจานเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ แล้วปล่อยให้อสุจิว่ายไปปฏิสนธิกับไข่เองตามธรรมชาติ จึงเป็นการให้อสุจิหลายๆ ตัวจะเข้ามาแข่งขันกันเพื่อเจาะเข้าสู่ไข่

การทำ IVF เหมาะสำหรับ:

  • ฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิ (ปริมาณ ความเข้มข้น การเคลื่อนไหว และรูปร่างอสุจิ) อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย โดยยังมีความสามารถในการเคลื่อนที่และการเจาะไข่ได้ดี
  • ฝ่ายหญิงมีปัญหาเกี่ยวกับการตกไข่ เนื่องจากภาวะหรือโรคประจำตัวบางอย่างที่ส่งผลให้ระบบฮอร์โมนผิดปกติ
  • ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันหรือถูกทำลาย 
  • ฝ่ายหญิงมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรือ chocolate cyst
  • ฝ่ายหญิงอายุไม่มาก (อายุน้อยกว่า 35 ปี)
  • ผู้ที่เคยทำหมันแล้วต้องการมีบุตรอีก
  • คู่สมรสที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการรักษาด้วยวิธี IUI
  • มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained Infertility)
  • คู่สมรสที่มีความเสี่ยงจะมีบุตรที่เป็นโรคพันธุกรรมหรือโครโมโซมผิดปกติ ซึ่งจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (PGT)

2. ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) หรือ การฉีดเชื้อเข้าเซลล์ไข่โดยตรง

เป็นเทคนิคที่พัฒนาต่อยอดมาจาก IVF โดยการเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุด 1 ตัว ใส่เข้าไปในเข็มที่เล็กมากๆ และฉีดเข้าไปในไซโตพลาสซึม (ส่วนของเหลวภายใน) ของเซลล์ไข่โดยตรง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ จึงเป็นการช่วยเหลือโดยตรงและเพิ่มอัตราความสำเร็จให้มากขึ้น

การทำ ICSI เหมาะสำหรับ:

  • ฝ่ายชายมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของอสุจิอย่างมาก ได้แก่ จำนวนน้อย รูปร่างผิดปกติ เคลื่อนที่ไม่ดี 
  • ฝ่ายชายเคยผ่าตัด หรือมีประวัติเป็นหมัน หรือมีภาวะ “ไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ”ต้องเก็บอสุจิโดยการเจาะจากอัณฑะ
  • ฝ่ายชายมีภาวะภูมิคุ้มกันต่อตัวอสุจิเอง
  • คู่สมรสที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการรักษาด้วยวิธี IVF 
  • ฝ่ายหญิงอายุมากกว่า 35 ปี มีจำนวนไข่ที่เก็บได้น้อย ต้องการเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิ

เปรียบเทียบ IVF กับ ICSI ต่างกันอย่างไร

เทคนิคIVFICSI
ขั้นตอนปฏิสนธิอสุจิหลายตัวถูกนำมาผสมกับไข่ ให้อสุจิว่ายไปเจาะไข่เองเลือกอสุจิที่ดีที่สุด 1 ตัว ฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง
ความซับซ้อนน้อยกว่ามากกว่า โดยต้องใช้เทคนิคและความชำนาญของนักวิทยาศาตร์
ค่าใช้จ่ายถูกกว่าสูงกว่า เนื่องจากใช้เครื่องมือพิเศษและเทคนิคที่ซับซ้อนกว่า
เหมาะสำหรับอสุจิปกติ, มีปัญหาท่อนำไข่, ปัญหาการตกไข่, หรือไม่ทราบสาเหตุปัญหาอสุจิรุนแรง, อสุจิจากการผ่าตัด, เคยทำ IVF แล้วไม่สำเร็จ, เก็บไข่ได้น้อย
อัตราการปฏิสนธิขึ้นอยู่กับความสามารถของอสุจิในการเจาะไข่สูงกว่าในกรณีที่มีปัญหาอสุจิ เพราะเป็นการช่วยเหลือโดยตรง

IVF กับ ICSI อันไหนดีกว่ากัน

ในการพิจารณาว่า IVF กับ ICSI อันไหนดีกว่ากัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องเป็นผู้ประเมินจากข้อมูลด้านสุขภาพของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด เช่น ผลการตรวจร่างกาย ฮอร์โมน อัลตราซาวด์ ท่อนำไข่ รวมถึงคุณภาพของน้ำอสุจิ เพื่อแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด

  • หาก ฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิปกติ มีจำนวนและการเคลื่อนไหวดี การทำ IVF ก็อาจเพียงพอและมีประสิทธิภาพสูง โดยอสุจิสามารถว่ายเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้เองในห้องแล็บ
  • แต่ถ้า ฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องอสุจิ เช่น มีจำนวนน้อย เคลื่อนไหวผิดปกติ รูปร่างผิดปกติสูง หรือเคยทำ IVF แล้วไม่ปฏิสนธิ มีจำนวนไข่ที่เก็บได้น้อย ต้องการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) ICSI จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

IVF กับ IUI ต่างกันอย่างไร

IUI และ IVF เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในเรื่อง กระบวนการรักษา ความซับซ้อน ค่าใช้จ่าย และโอกาสสำเร็จ โดยสามารถสรุปข้อแตกต่างหลักๆ ได้ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบ IUI vs IVF

หัวข้อ
เปรียบเทียบ
IUI (การฉีดเชื้อผสมเทียม)IVF (การทำเด็กหลอดแก้ว)
สถานที่ปฏิสนธิภายในร่างกาย (ท่อนำไข่)ภายนอกร่างกาย (ห้องปฏิบัติการ)
กระบวนการฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรงเก็บไข่  ผสมกับอสุจิ เลี้ยงตัวอ่อนในห้องแล็บ แล้วย้ายตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก
ความซับซ้อนไม่ซับซ้อน ขั้นตอนใกล้เคียงธรรมชาติซับซ้อน มีขั้นตอนมากกว่า
ความเจ็บปวดเจ็บน้อยมาก หรือไม่เจ็บเลย (คล้ายตรวจภายใน)เจ็บจากการฉีดยากระตุ้นไข่ทุกวัน
การใช้ยาอาจใช้ยากระตุ้นไข่ปริมาณน้อย หรือไม่ใช้เลยใช้ฮอร์โมนกระตุ้นไข่ในปริมาณสูง
ค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-40,000 บาท / รอบประมาณ 300,000-600,000 บาท / รอบ (ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล)
อัตราความสำเร็จประมาณ 10-20% ต่อรอบประมาณ 40-60% ต่อรอบ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ

โดยทั่วไป แพทย์มักจะแนะนำให้เริ่มต้นการรักษาจากวิธีที่ใกล้เคียงธรรมชาติและรบกวนร่างกายน้อยที่สุดก่อน นั่นคือ IUI หากลองทำ IUI ประมาณ 3-4 รอบแล้วยังไม่สำเร็จ หรือคู่สมรสมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า IUI ไม่น่าจะได้ผล (เช่น ท่อนำไข่อุดตัน) แพทย์จึงจะแนะนำให้ทำ IVF ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ก็มีค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนมากกว่า

IVF เลือกเพศได้ไหม

ในเชิงเทคนิค การทำ IVF หรือ ICSI สามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนล่วงหน้าได้ด้วย PGT-A (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidies) ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก โดยจะเป็นการตรวจโครโมโซมทั้งหมด 23 คู่เพื่อดูความผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม และในการตรวจนี้เองก็จะรวมการตรวจโครโมโซมเพศ ทำให้ทราบเพศของตัวอ่อนแต่ละตัวไปด้วย

ในประเทศไทยไม่อนุญาตให้เลือกเพศลูกด้วยวัตถุประสงค์ส่วนตัวที่ไม่ใช่เหตุผลทางการแพทย์ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและหลักจริยธรรม

ดังนั้น การตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัวในกระบวนการ IVF สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจนเท่านั้น หรือการเลือกตัวอ่อนที่เจาะจงเพศในบางกรณี เช่น เพื่อป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมที่เกีี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศ เช่น โรคฮีโมฟีเลีย โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน หรือภาวะตาบอดสีบางชนิด เป็นต้น ดังนั้นหากครอบครัวมีประวัติเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การเลือกเพศตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าโพรงมดลูก ก็จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าลูกที่เกิดมาจะไม่เป็นโรคดังกล่าว ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับในทางการแพทย์ และสามารถดำเนินการได้ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายไทย

ย้ายตัวอ่อนกี่ตัวจึงเหมาะสม? การทำ IVF มีความเสี่ยงหรือไม่?

แพทย์จะย้ายตัวอ่อนกลับจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสภาพร่างกายของฝ่ายหญิงและคุณภาพตัวอ่อน หากเป็นตัวอ่อนที่ได้รับการตรวจโครโมโซมและผลปกติ แพทย์จะแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนกลับทีละหนึ่งตัว เนื่องจากตัวอ่อนที่คุณภาพดี และมีโครโมโซมที่ปกติ มีโอกาสตั้งครรภ์สูงอยู่แล้ว

แม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลและมีความปลอดภัยสูง แต่การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF ยังอาจมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาได้ เช่น ภาวะรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นไข่มากเกินไป (Ovarian Hyperstimulation Syndrome OHSS) มีเลือดออกหรือติดเชื้อหลังการเก็บไข่ ความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์ลูกแฝด เป็นต้น การเลือกคลินิก IVF ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย ตามจำนวนไข่ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด

อายุ 45 ทํา IVF ได้ไหม

อายุ 45 สามารถทำ IVF ได้ แต่โอกาสตั้งครรภ์ด้วยไข่ของตัวเองค่อนข้างต่ำ เนื่องจากคุณภาพและจำนวนไข่ลดลงมากตามอายุ โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติอาจจะน้อยกว่า 20% ทำให้อัตราการฝังตัวและโอกาสแท้งก็สูงขึ้น หากต้องการใช้ไข่ของตัวเอง แนะนำให้ทำ ICSI ร่วมกับการตรวจ PGT-A อย่างไรก็ตามในบางรายอาจจะเป็นต้องใช้ไข่บริจาคเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินโอกาสและทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

การเลือกว่าจะทำ IVF ที่ไหนดี เป็นขั้นตอนสำคัญที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ปัจจัยหลักที่ควรคำนึงถึงคือ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของทีมแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ชำนาญการเฉพาะด้าน อัตราความสำเร็จของคลินิก คุณภาพของห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับงบประมาณ หากคุณมีความกังวลใจ สามารถปรึกษาขอแนะนำเกี่ยวกับบริการทำเด็กหลอดแก้ว IVF-ICSI กับซูพีเรีย เอ.อาร์.ที.ก่อนได้

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับกับ เด็กหลอดแก้ว และ IVF

  1. การทำ ICSI (อิ๊กซี่) คืออะไร? แตกต่างอย่างไรกับ IVF?
  2. การทำเด็กหลอดแก้ว In Vitro Fertilization (IVF) และ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI)
  3. การนำตัวอ่อนแช่แข็งฝังในโพรงมดลูก (Frozen Embryo Transfer: FET)

อ้างอิง:

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ICSI คืออะไร ต่างจาก IVF หรือ IUI อย่างไร ทำความเข้าใจขั้นตอนการทำ ICSI โดยละเอียด

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การรักษาภาวะมีบุตรยากมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูงคือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) หรือที่เรียกว่า อิ๊กซี่ คือการฉีดสเปิร์มเข้าไปในไซโทพลาสซึมของไข่ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ปฏิวิติวงการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สาเหตุเกิดจากปัญหาสเปิร์มของฝ่ายชาย

เทคนิคการทำ ICSI มีความแตกต่างจากการทำ IVF แบบดั้งเดิมและการทำ IUI อย่างชัดเจน ทั้งในด้านวิธีการดำเนินการ ขั้นตอนการรักษา และค่าใช้จ่าย ผู้ที่กำลังพิจารณาการรักษาภาวะมีบุตรยากจึงควรทำความเข้าใจในรายละเอียดเหล่านี้อย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจที่เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของตนเอง

ICSI คืออะไร

ICSI คือ Intracytoplasmic Sperm Injection หรือเทคนิคการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยการใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษในการคัดเลือกสเปิร์มที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงหนึ่งตัว แล้วฉีดเข้าสู่ไข่โดยตรง พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยคู่สมรสที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของสเปิร์ม เช่น มีจำนวนน้อย เคลื่อนที่ไม่ดี หรือรูปร่างผิดปกติ รวมถึงกรณีที่ต้องเก็บสเปิร์มจากอัณฑะหรือหลอดนำอสุจิด้วยการดูดหรือตัดชิ้นเนื้อ (TESE/PESA) ทำให้เพิ่มโอกาสในการปฏิสนธิสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการทำเด็กหลอดแก้วแบบดั้งเดิม (IVF) โดยอัตราความสำเร็จสูงถึง 60% ต่อรอบการรักษา ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของฝ่ายหญิง คุณภาพของไข่และสเปิร์ม รวมถึงสุขภาพโดยรวมของคู่สมรส

ICSI ราคา ค่าใช้จ่าย เป็นอย่างไร

ค่าใช้จ่ายในการทำ ICSI ถือเป็นสิ่งที่หลายคู่ให้ความสำคัญ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการทำ ICSI ต่อ 1 รอบจะอยู่ที่ประมาณ 150,000 – 400,000 บาท หรืออาจสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ค่าตรวจและให้คำปรึกษา ค่ายากระตุ้นไข่และค่าเก็บไข่ ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการเพิ่มเติม ในการแช่แข็งตัวอ่อน หรือการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อน 

ดังนั้น ค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคู่จึงอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกาย แผนการรักษา และบริการเสริมที่เลือก

ICSI กับ IVF ต่างกันอย่างไร

การทำเด็กหลอดแก้ว หรือที่มักเรียกกันโดยย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า IVF (In-vitro Fertilization) คือวิธีการที่ช่วยให้ครอบครัวที่ไม่สามารถมีบุตรได้เองตามธรรมชาติ สามารถมีบุตรได้ด้วยเทคโนโลยีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย วิธีนี้แพทย์จะนำไข่ของฝ่ายหญิงและอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายชายมาผสมกันให้การเกิดการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ เมื่อไข่กับอสุจิปฏิสนธิกันจนกลายเป็น “ตัวอ่อน” และเจริญเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ แพทย์ก็จะย้ายตัวอ่อนดังกล่าวกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป

ส่วนกระบวนการ ICSI นั้น มีขั้นตอนกระตุ้นไข่และเก็บไข่ เหมือนกระบวนการ IVF ทุกประการ แต่แตกต่างกันที่วิธีการปฏิสนธิ สำหรับวิธี IVF แบบดั้งเดิมนั้น เซลล์ไข่และอสุจิจะถูกนำไปวางในจานเพาะเลี้ยง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติ ส่วนวิธี ICSI แพทย์จะคัดเลือกอสุจิที่มีคุณภาพดีที่สุดเพียงหนึ่งตัว ฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ ข้อได้เปรียบของ ICSI คือช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากระดับรุนแรง ช่วยแก้ปัญหาคุณภาพอสุจิ หรือปัญหาคุณภาพไข่ หรือคู่ที่เคยล้มเหลวจากการทำ IVF แบบมาตรฐาน

ตารางเปรียบเทียบ ICSI vs IVF

หัวข้อIVF (In Vitro Fertilization)ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection)
หลักการ/
วิธีการ
ปฏิสนธินอกร่างกาย โดยนำอสุจิจำนวนมากมาผสมกับไข่โดยปล่อยให้อสุจิเจาะไข่เองตามธรรมชาติปฏิสนธินอกร่างกาย โดยใช้เทคนิคพิเศษ คัดเลือกอสุจิที่สมบูรณ์ที่สุดเพียง 1 ตัว แล้วใช้เข็มฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง
การปฏิสนธิเลียนแบบการปฏิสนธิตามธรรมชาติ โดยปล่อยให้อสุจิแข่งขันกันเพื่อเจาะเปลือกไข่และเข้าไปปฏิสนธิเองบังคับการปฏิสนธิ นักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องมือคัดเลือกอสุจิ 1 ตัว แล้วฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง ข้ามขั้นตอนการเจาะเปลือกไข่
เหมาะกับใคร• ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ตัน เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
• ฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิปกติหรือค่อนข้างดี
• คู่สมรสที่พยายามมาหลายปีแต่ไม่สำเร็จ
• ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิอย่างรุนแรง เช่น มีจำนวนน้อย เคลื่อนไหวไม่ดี รูปร่างผิดปกติ
• ฝ่ายชายที่เป็นหมัน แต่ยังเก็บอสุจิจากอัณฑะได้ (PESA/TESE)
• เคยทำ IVF แล้วไม่สำเร็จ หรือมีอัตราการปฏิสนธิต่ำ
• ใช้ไข่แช่แข็ง (เปลือกไข่มักจะแข็งกว่าปกติ)
ข้อดี• กระบวนการใกล้เคียงธรรมชาติมากกว่า
• ค่าใช้จ่ายถูกกว่า ICSI
• เพิ่มโอกาสการปฏิสนธิได้สูงกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาอสุจิ
• แก้ปัญหาอสุจิไม่สามารถเจาะไข่เองได้
• สามารถคัดเลือกอสุจิที่ดีที่สุดได้ด้วยสายตา
ข้อเสีย/
ข้อควรพิจารณา
• อาจไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นเลยหากอสุจิอ่อนแอและไม่สามารถเจาะไข่ได้
• ไม่สามารถเลือกตัวอสุจิได้
• ค่าใช้จ่ายสูงกว่า IVF แบบมาตรฐาน
• เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความชำนาญสูงมาก
• มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่ไข่อาจเสียหายจากขั้นตอนการฉีด (แต่น้อยมาก)
อัตราการปฏิสนธิโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 50-70% (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่และอสุจิ)โดยทั่วไปสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 70-85% เพราะเป็นการคัดเลือกและช่วยให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้สำเร็จ

IUI กับ ICSI ต่างกันอย่างไร

IUI และ ICSI เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านกระบวนการ ความซับซ้อน ค่าใช้จ่าย และกลุ่มผู้ที่เหมาะสม ดังนี้

  • IUI คือ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเองตามธรรมชาติ ภายใน ร่างกาย
  • ICSI คือ การนำไข่และอสุจิออกมาปฏิสนธิกันภายนอกร่างกาย โดยการเลือกและฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรงในห้องปฏิบัติการ แล้วเลี้ยงตัวอ่อนต่อจนถึงระยะ Blastocyst จึงย้ายตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก

ตารางเปรียบเทียบ IUI vs ICSI

หัวข้อIUI (Intrauterine Insemination)ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection)
หลักการ/
วิธีการ
คัดเลือกเชื้ออสุจิที่แข็งแรง แล้วฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงเวลาที่ไข่ตก เพื่อลดระยะทางและอุปสรรคในการเดินทางของอสุจิการนำไข่และอสุจิมาทำปฏิสนธิกันในห้องแล็บ โดยคัดเลือกอสุจิที่ดีที่สุดเพียง 1 ตัว มาฉีดเข้าเซลล์ไข่ 1 ใบโดยตรงด้วยเข็มขนาดเล็ก แล้วเพาะเลี้ยงจนเป็นตัวอ่อนและย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
สถานที่ปฏิสนธิที่ท่อนำไข่ ในร่างกายฝ่ายหญิง ภายนอกร่างกาย ในห้องปฏิบัติการ
ความซับซ้อนของกระบวนการไม่ซับซ้อน ขั้นตอนน้อยกว่า ไม่ต้องเก็บไข่หรือเพาะเลี้ยงตัวอ่อนขั้นตอนมากกว่า ซับซ้อน ต้องใช้เทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการขั้นสูง
เหมาะกับใคร– ฝ่ายชายมีปัญหาเชื้ออสุจิไม่รุนแรง (จำนวนน้อย วิ่งไม่เร็ว แต่ยังพอมีคุณภาพ) 
– ฝ่ายหญิงมีปัญหาเรื่องปากมดลูกหรือมูกที่ปากมดลูก
– มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ (ชนิดไม่รุนแรง)
– ที่สำคัญคือท่อนำไข่ต้องไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง
– คู่สมรสที่ยังอายุน้อย
– ฝ่ายชายมีปัญหาเชื้ออสุจิรุนแรง (มีจำนวนน้อยมาก รูปร่างผิดปกติ ไม่เคลื่อนไหว) 
– ฝ่ายชายที่เป็นหมันหรือทำหมัน (ต้องเก็บอสุจิจากอัณฑะ) 
– ฝ่ายหญิงท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง 
– เคยทำ IUI แล้วไม่สำเร็จหลายครั้ง 
– ฝ่ายหญิงมีอายุมาก มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
– ต้องการตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT)
อัตราความสำเร็จต่ำกว่า (ประมาณ 10-15% ต่อรอบ  ขึ้นกับอายุและคุณภาพไข่–อสุจิ) สูงกว่า (ประมาณ 50-60% ต่อรอบ ขึ้นอยู่กับอายุฝ่ายหญิง คุณภาพไข่และอสุจิ
ค่าใช้จ่ายถูกกว่า (หลักหมื่นบาทต่อรอบ)สูงกว่ามาก (หลักแสนบาทต่อรอบ)
ข้อดี– ขั้นตอนง่าย เจ็บตัวน้อย
– ค่าใช้จ่ายต่ำ
– ใกล้เคียงการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ
– ใช้ได้แม้ในกรณีที่เชื้ออสุจิมีปัญหามาก
– ควบคุมกระบวนการปฏิสนธิได้
– อัตราสำเร็จสูงกว่า
ข้อจำกัด/
ความเสี่ยง
– ไม่สามารถทำได้หากท่อนำไข่ตัน
– อัตราสำเร็จต่ำกว่า ต้องพึ่งกระบวนการปฏิสนธิในร่างกายเอง
– ไม่เหมาะหากอสุจิหรือไข่มีคุณภาพต่ำมาก
– โอกาสตั้งครรภ์ลูกแฝด (หากมีการกระตุ้นไข่) 
– ขั้นตอนซับซ้อน
– ค่าใช้จ่ายสูง
– ต้องใช้ทีมแพทย์และแล็บเฉพาะทาง
– ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป (OHSS)
– ความเสี่ยงจากการดมยาสลบเพื่อเก็บไข่

การตัดสินใจว่าจะเลือกรักษาด้วย IUI หรือ ICSI นั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยาก โดยแพทย์จะพิจารณาอย่างรอบด้านจากสาเหตุและปัจจัยของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ดังนั้นการเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำเกี่ยวกับแผนการรักษาที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการสำหรับคู่ของคุณมากที่สุด

ขั้นตอนการทํา ICSI อย่างละเอียด

1. เริ่มปรึกษาแพทย์ (Consultation)

เมื่อไหร่: เมื่อคุณสะดวกในการทำนัดหมาย ซึ่งจะเป็นช่วงไหนของเดือนก็ได้

ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที

แพทย์ซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งประวัติสุขภาพ การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์/แท้งในอดีต การรักษาที่เคยทำ และยาที่ใช้อยู่ หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น การตรวจอัลตราซาวน์มดลูกและรังไข่ การเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมน และการตรวจอื่นๆ ที่จำเป็นตามดุลยพินิจของแพทย์ ส่วนฝ่ายชาย จะตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเชื้อ (semen analysis) เพื่อประเมินจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ หลังจากนั้นแพทย์จะอธิบายผลตรวจและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม พร้อมแนะนำการเตรียมตัวก่อนเริ่มขั้นตอนกระตุ้นไข่ในครั้งต่อไป (เช่น แนวทางดูแลสุขภาพ การงดเว้นบางพฤติกรรม และกำหนดวันนัดหมาย)

2. ระยะกระตุ้นรังไข่ (Ovarian Stimulation Phase)

เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือ 3 ของรอบการมีประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 10 – 12 วัน

หลังจากได้รับการตรวจร่างกายและเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การกระตุ้นรังไข่ ซึ่งในขั้นตอนที่สำคัญนี้ ฝ่ายหญิงจะต้องฉีดยาฮอร์โมนทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน เป็นเวลา 9-12 วัน เพื่อกระตุ้นฟองไข่ (follicle) หลายใบในรังไข่ให้โตพร้อมกัน 

ในร่างกายของเพศหญิงจะมีฟองไข่อยู่มากมาย ในแต่ละฟองจะมี “Oocyte” หรือเซลล์ไข่อยู่ภายใน โดยปกติในแต่ละรอบเดือน ฟองไข่และเซลล์ไข่จำนวนหนึ่งจะเจริญเติบโตและอาจจะมีเพียงหนึ่งในนั้นที่จะกลายเป็นไข่ที่โตเต็มวัย โดยเป้าหมายของการกระตุ้นไข่นี้ เพื่อให้ฟองไข่ที่พร้อมโตในรอบเดือนนั้นๆ โตขึ้นพร้อมกันหลายใบ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเก็บไข่ให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการปฏิสนธิและการเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพที่สุดในขั้นตอนการเก็บไข่ (egg retrieval)  

ในระหว่างนี้ แพทย์จะนัดตรวจติดตามการตอบสนองของรังไข่ โดยให้มาตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ที่คลินิกทุก ๆ 3-4 วัน แพทย์อาจปรับขนาดหรือชนิดยาที่ใช้ตามการตอบสนองของร่างกาย ใช้เวลาในการฉีดยาประมาณ 9-12 วัน เมื่อฟองไข่เจริญเติบโตจนมีขนาดที่เหมาะสมแล้ว แพทย์จะให้ฉีดยากระตุ้นการตกไข่ (trigger shot) ที่เป็นฮอร์โมน human chorionic gonadotropin (hCG) หรือ Triptoreline (Diphereline or Decapeptyl) เพื่อกระตุ้นให้ไข่สุกและหลุดออกจากผนังของฟองไข่ พร้อมสำหรับการเก็บไข่ในขั้นตอนต่อไป

3. ขั้นตอนการเก็บไข่ ICSI และเก็บน้ำเชื้ออสุจิ

เมื่อไหร่: 34 – 36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

หลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก 34-36 ชั่วโมง แพทย์จะเริ่มกระบวนการเก็บไข่ โดยอัลตราซาวนด์เพื่อหาฟองไข่ และใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผนังช่องคลอดเข้าไปในฟองไข่และดูดเก็บไข่ออกมา โดยตลอดการทำหัตถการนี้ จะได้รับการวางยาสลบ จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

โดยปกติแล้วแนะนำให้ฝ่ายชายเก็บอสุจิในวันเดียวกับวันที่ฝ่ายหญิงมาเก็บไข่ที่คลินิก หากไม่สะดวกในวันดังกล่าว สามารถมาเก็บอสุจิไว้ก่อนล่วงหน้า และแช่แข็งไว้ แล้วนำมาละลายใช้ในวันเก็บไข่

การเก็บน้ำเชื้อแนะนำให้ทำโดยการช่วยตัวเอง เพื่อเลี่ยงการปนเปื้อนจากน้ำลายหรือน้ำหล่อลื่นช่องคลอดที่อาจมีแบคทีเรียปะปนอยู่ และอาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ (fertilization) หรือการเพาะเลี้ยง หลังจากเก็บน้ำอสุจิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งน้ำเชื้อให้นักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมน้ำอสุจิต่อไป

นักวิทยาศาสตร์จะนำน้ำอสุจิมาพักไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายตัวให้เหลวก่อน จากนั้นจะทำการปั่นล้างเพื่อเอาอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหวและเศษเซลล์ต่างๆ ในน้ำอสุจิออก และทำการวิเคราะห์คุณภาพน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยตัดสินว่าจะทำเด็กหลอดแก้วควรใช้วิธีปฏิสนธิด้วยวิธี IVF หรือ ICSI  หากผลตรวจของน้ำอสุจิเป็นปกติทั้งจำนวน ตัววิ่งดี ถึงจะทำ IVF แต่หากผลตรวจของน้ำอสุจิมีคุณภาพต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธี ICSI เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิได้มากขึ้น

สำหรับการปฏิสนธิด้วยวิธี IVF อสุจิจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่เอง ส่วนวิธี ICSI นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่ที่โตเต็มวัยโดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ วิธี ICSI นี้ใช้เวลานานกว่าวิธี IVF และต้องทำโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญ

4. การปฏิสนธิแบบ ICSI

เมื่อไหร่: หลังการเก็บไข่และอสุจิ

ใช้เวลานานแค่ไหน: 24 ชั่วโมง

ในกรณีที่ควรใช้ ICSI เป็นวิธีช่วยปฏิสนธิ นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกตัวอสุจิที่มีคุณภาพดีที่สุด ฉีดเข้าไปในไข่แต่ละใบที่โตเต็มที่แล้ว แทนการปล่อยให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิกันเองในจานเพาะเลี้ยงตามกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว IVF แบบปกติ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในเช้าวันรุ่งขึ้นนักวิทยาศาสตร์จะตรวจว่ามีการปฏิสนธิหรือไม่ ซึ่งไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิสำเร็จแล้วจะเรียกว่า “ตัวอ่อน”

5. การเลี้ยงตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากปฏิสนธิ

ใช้เวลานานแค่ไหน: 5-7 วัน

หลังจากที่ไข่และอสุจิปฏิสนธิจนกลายเป็น ‘ตัวอ่อน’ แล้ว ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นเวลา 5 – 7 วัน จนพัฒนาและเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ พร้อมที่จะย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก สำหรับตัวอ่อนที่ไม่สามารถเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์นั้น มักบ่งชี้ว่าเป็นตัวอ่อนที่ไม่แข็งแรง มีโอกาสฝังตัวในมดลูกต่ำ จึงไม่เหมาะสมสำหรับย้ายกลับไปสู่โพรงมดลูก

กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อนมาก ต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) ที่มีประสบการณ์และความชำนาญการในการใช้อุปกรณ์เทคนิคขั้นสูง รวมถึงการจัดการสภาพแวดล้อมในห้องปฏิบัติการให้เหมาะแก่การเติบโตของตัวอ่อน

ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เราใช้ GERI-Time-Lapse Incubator เทคโนโลยีตู้เลี้ยงตัวอ่อนรุ่นใหม่ล่าสุด โดยตัวอ่อนแต่ละตัวจะถูกเลี้ยงในห้องแยกอิสระ ที่ติดตั้งระบบกล้องถ่ายภาพจุลทรรศน์คุณภาพสูง บันทึกภาพพัฒนาการของตัวอ่อนแบบต่อเนื่องตลอดเวลา โดยไม่ต้องขยับจานเพาะเลี้ยงหรือตัวอ่อนเลย แต่ละจานเพาะเลี้ยงเป็นอิสระแยกขาดจากกัน ทำให้สามารถควบคุมและปรับสภาวะแวดล้อมของการเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมกับตัวอ่อนแต่ละตัวได้ การใช้ตู้เลี้ยงระบบแยกเลี้ยงนี้ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์เนื่องจากตัวอ่อนสามารถเจริญเติบโตในสภาวะแวดล้อมที่คงที่ ไม่ถูกรบกวน ดูข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนของเรา คลิกที่นี่

6. การใส่ตัวอ่อน ICSI

เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 2-4 ชั่วโมง

ในขั้นตอนสุดท้าย แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ที่คุณภาพดี เพื่อย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกให้พัฒนาเป็นทารกต่อไป

โดยในขั้นตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะใส่ตัวอ่อนลงในท่อขนาดเล็กที่เรียกว่าสายย้ายตัวอ่อน จากนั้นแพทย์จะสอดสายดังกล่าวเข้าทางปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก และปล่อยตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวที่ผนังมดลูกและเริ่มเจริญเติบโต

หลังจากย้ายตัวอ่อน แนะนำให้พักผ่อนและดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ โดยทั่วไปจะทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือด (β-hCG test) ประมาณ 7–10 วัน หลังการย้ายตัวอ่อน และสามารถมาตรวจอัลตราซาวด์ได้ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมาเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์

7. การแช่แข็งตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากกระบวนการย้ายตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

ตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการย้ายตัวอ่อน สามารถแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ใช้ในอนาคตได้ โดยใช้เทคนิค ‘Vitrification’ ซึ่งเป็นการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็ง (ice crystals) ในเซลล์ตัวอ่อน ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายของตัวอ่อน ตัวอ่อนจะถูกเก็บรักษาและคงคุณภาพไว้ได้อย่างยาวนาน หากเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูง ซึ่งจะมีการควบคุมและติดตามปริมาณไนโตรเจนเหลว ตลอดจนตรวจเช็คความสมบูรณ์ของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เมื่อถึงเวลาที่พร้อมตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็สามารถนำตัวอ่อนแช่แข็งมาละลายและนำมาใช้ได้โดยไม่กระทบต่อคุณภาพ

สำหรับใครที่มองหาว่า ทำ ICSI ที่ไหนดี ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. (Superior A.R.T.) มีข้อดีที่โดดเด่นคือ เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการและนวัตกรรมระดับสากลจากประเทศออสเตรเลีย มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri และมีความเชี่ยวชาญสูงในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) มาใช้เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพสูงสุด ประกอบกับทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญสูง นอกจากนั้นยังพร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภาวะการมีบุตรยาก การฝากไข่ และการแช่แข็งไข่ เพื่อช่วยคุณวางแผนการมีบุตรได้อย่างมั่นใจในอนาคต

อ้างอิง:

  • https://thaisuperiorart.com/assisted-reproductive-technology/pgt/pgt-a/
  • https://thaisuperiorart.com/assisted-reproductive-technology/pgt/pgt-m/
  • https://www.sciencedaily.com/releases/2018/12/181215141333.htm
  • https://www.msdmanuals.com/home/fundamentals/genetics/genes-and-chromosomes
  • https://byjus.com/biology/difference-between-gene-and-chromosome/
  • https://www.sciencedirect.com/topics/medicine-and-dentistry/x-chromosome-linked-disorder
  • https://www.fertstert.org/article/S0015-0282(99)00319-2/fulltext
  • https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3455541/
  • https://sciencenordic.com/denmark-dna-fertility/children-of-older-mothers-face-greater-risk-of-hereditary-disease/1410021
LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

เลือกเพศลูก ทางเลือกเพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรม และส่งต่อสุขภาพที่ดีให้ลูกน้อย

โรคทางพันธุกรรมที่รุนแรงบางโรค (Genetic disorders) เกิดจากความผิดปกติของยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ (Sex chromosome) ไม่ว่าจะเป็นโครโมโซม X หรือ Y การเลือกเพศลูก (Sex Selection) จึงอาจเป็นวิธีการสำคัญสำหรับครอบครัวที่มีประวัติโรคพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านโครโมโซมเพศ การกำหนดเพศลูกจึงช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการถ่ายทอดโรคพันธุกรรมนั้นๆ สู่บุตรได้

สำหรับพ่อแม่ที่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับโครโมโซมเพศ และไม่ต้องการส่งต่อความผิดปกตินั้นให้กับลูก การเลือกเพศลูกจึงอาจเป็นทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่าเทคโนโลยีการกำหนดเพศลูกสามารถช่วยป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมในครอบครัวได้อย่างไร เพื่อให้มีโอกาสได้บุตรที่สมบูรณ์แข็งแรง

โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคืออะไร

สำหรับคำถามที่ว่า โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม หมายถึง อะไรบ้างนั้น โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ (DNA) ที่อยู่ในแทบทุกเซลล์ของร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวกำหนดการทำงานในทุกๆ ส่วนของร่างกายดีเอ็นเออยู่ในโครโมโซม (Chromosome) ซึ่งมี 46 แท่ง โดยจับกันเป็นคู่ๆ ทั้งหมด 23 คู่ โดย 22 คู่แรก เรียกว่าโครโมโซมออโตโซม (Autosomal Chromosomes) และคู่สุดท้าย คือ โครโมโซมเพศ (Sex Chromosomes) ภายในโครโมโซมยังประกอบด้วย ยีน (Gene) หรือหน่วยพันธุกรรมพื้นฐานที่ควบคุมการสร้างโปรตีนต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของร่างกาย โปรตีนที่ผลิตฮอร์โมนและเอนไซม์ (เช่น อินซูลิน) ยีนยังทำหน้าที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เช่น สีตา สีผม หรือรูปร่าง อย่างไรก็ตาม หากเกิดความผิดปกติที่ระดับยีน หรือมีการกลายพันธุ์ของยีน (Mutation) อาจส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะหรือระบบต่างๆ ในร่างกาย จนก่อให้เกิด “​​โรคทางพันธุกรรม (Genetic Disorder)”

การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิ, เกิดขึ้นระหว่างการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อน หรือการถ่ายทอดมาจากพ่อหรือแม่ที่เป็นพาหะของยีนที่ผิดปกติ ซึ่งอาจจะแสดงอาการ หรือไม่แสดงอาการก็ได้

โรคทางพันธุกรรมมีอะไรบ้าง

เราสามารถแบ่งโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ พร้อมตัวอย่างที่พบบ่อย ดังนี้

1. โรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนเดี่ยว (Single-Gene Disorders)

เกิดจากความผิดปกติหรือการกลายพันธุ์ (Mutation) ของยีนเพียงยีนเดียว โรคกลุ่มนี้สามารถแบ่งตามลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีก ตัวอย่างโรคที่พบบ่อย ได้แก่ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia), โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด, โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis), โรคคนเผือก (Albinism) และภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD

2. โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม (Chromosomal Disorders)

เกิดจากความผิดปกติของจำนวนหรือโครงสร้างของโครโมโซม เช่น โครโมโซมเกิน โครโมโซมขาด หรือสลับตำแหน่ง ตัวอย่างโรคที่พบบ่อย ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome), กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด (Edwards Syndrome), กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ (Turner Syndrome) และกลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ (Klinefelter Syndrome)

โรคที่เกิดจากโครโมโซมเพศ : เพศของทารกเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรมอย่างไร?

ปกติแล้วเพศหญิงมีโครโมโซมเพศเป็นโครโมโซม X สองแท่ง (XX) ส่วนเพศชายมีโครโมโซม X หนึ่งแท่งและโครโมโซม Y หนึ่งแท่ง (XY) ทารกจะได้รับโครโมโซม X หนึ่งแท่งจากแม่ และ X หรือ Y จากพ่อ หากได้รับโครโมโซม Y (XY) จะเป็นลูกชาย หากได้รับโครโมโซม X (XX) จะเป็นลูกสาว

หากยีนที่กลายพันธุ์อยู่บนโครโมโซมเพศ จะส่งผลกระทบเจาะจงกับเพศของทารกต่างจากความผิดปกติบนโครโมโซมออโตโซม โดยเฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้

  • หากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X ของแม่ ลูกชายมีโอกาสเกิดโรคทางพันธุกรรม โครโมโซมเพศจะสูงและรุนแรงกว่า เนื่องจากลูกชายมีโครโมโซม X เพียงแท่งเดียว คือ XY ในขณะที่ลูกสาวมีโครโมโซม X สองแท่ง คือ XX ทำให้เป็นพาหะของโรคเสมอคือมีแท่งหนึ่งผิดปกติ อีกแท่งยังปกติ จึงมีอาการรุนแรงของโรคที่ถ่ายทอดทางโครโมโซมเพศน้อยกว่าหรือไม่แสดงอาการเลย
  • สำหรับกรณีของพ่อที่มีความผิดปกติบนโครโมโซม แต่ไม่ได้มีอาการของโรคที่รุนแรงจนไม่สามารถมีบุตรได้ แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้:
  • หากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X ของพ่อ ลูกสาวทุกคนจะเป็นพาหะของโรค ส่วนลูกชายทุกคนจะไม่ได้รับการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมจากพ่อ เพราะได้โครโมโซม X ปกติจากแม่ และ Y ที่ปกติจากพ่อ
  • หากความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม Y ของพ่อ ลูกชายทุกคนจะได้รับความผิดปกติบนโครโมโซมเพศของพ่อ ส่วนลูกสาวไม่ได้รับผลกระทบ

ความผิดปกติดังกล่างนี้ไม่ว่าจะเกิดบนโครโมโซมของแม่หรือบนโครโมโซมเพศของพ่อ การตรวจคัดกรองโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนฝังตัวแบบ PGT for Aneuploidies (PGT-A) ด้วยเทคนิค NGS (Next Generation Sequencing) เพื่อวิเคราะห์โครโมโซมทั้ง 23 คู่ และเลือกเพศของตัวอ่อน ก็จะช่วยป้องกันการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมและเพิ่มโอกาสให้ได้บุตรที่แข็งแรง

X linked recessive โรคอะไรบ้าง

ตัวอย่างโรคที่เกิดจากยีนด้อยบนโครโมโซม X ที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • โรคตาบอดสี ชนิดสีแดง-เขียว (Red-Green Color Blindness)
  • โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการหยุดเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้เลือดไม่สามารถแข็งตัว นำไปสู่ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรง หากควบคุมไม่ได้อาจจะนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิตได้
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชนิดดูเชน หรือโรคกล้ามเนื้อลีบดูเชน (Duchenne Muscular Dystrophy, DMD) เป็นความผิดปกติของกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยจะมีกล้ามเนื้อลีบ อ่อนแรง เคลื่อนไหวลำบาก และเสียชีวิตได้
  • โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด (X-linked Agammaglobulinemia หรือ XLA) มีผลต่อความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับการติดเชื้อ
  • โรคอัลพอร์ตหรือโรคไตอักเสบทางพันธุกรรม (Alport Syndrome) เป็นโรคที่มีความผิดปกติที่หลอดเลือดฝอยในไต ร่วมกับมีการสูญเสียการได้ยิน และการมองเห็น
  • Charcot-Marie-Tooth (CMT) กลุ่มโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการรับความรู้สึก ผู้ป่วยจะมีอาการชาหรือไม่มีความรู้สึกบริเวณมือ แขน และเท้า มีการเดินที่ผิดปกติ เท้ามีลักษณะงุ้มลงหรือแบนมาก โดยอาการผิดปกติมักจะเริ่มต้นบริเวณเท้าก่อนจะส่งผลกระทบต่อแขนและมือในที่สุด
  • โรคแฟเบร (Fabry) เป็นภาวะการขาดเอนไซม์บางชนิด ที่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่อวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด ไต ช่องท้อง ระบบประสาท และสมอง และปรากฏอาการแทรกซ้อนอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้

Y linked inheritance โรคอะไรบ้าง

โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม Y พบไม่ได้บ่อยมากนัก เนื่องจากโครโมโซม Y เป็นโครโมโซมขนาดเล็กซึ่งมียีนที่เกี่ยวข้องบนโครโมโซมน้อย นอกจากนี้หากมีความผิดปกติบนโครโมโซม Y มักทำให้ฝ่ายชายเป็นหมันหรือมีความผิดปกติทางการพัฒนาทางเพศ ทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดไปยังบุตรหลานได้ ดังนั้นความผิดปกติบนโครโมโซม Y ส่วนใหญ่มักเกิดจากการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นใหม่ (Denovo Mmutation) ซึ่งตัวอย่างความผิดปกติ ได้แก่

  • ภาวะมีบุตรยากอันเนื่องมาจากความผิดปกติของโครโมโซม Y (Y Chromosome Microdeletions) คือแขนยาวของ Y chromosome ขาดหายไปบางส่วน ส่งผลให้มีปัญหาการสร้างอสุจิ มีน้ำเชื้อน้อย หรือเป็นหมัน ภาวะนี้สามารถถ่ายทอดโรคไปที่ลูกชายได้
  • โรค Swyer Syndrome ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์
  • โรคมนุษย์หมาป่า (Hypertrichosis หรือ Werewolf Syndrome) ผู้ป่วยจะมีการเจริญของขนที่ผิดปกติทั่วร่างกาย

หากเป็นกลุ่มโรคที่ความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม X (X-linked) เพศชายจะได้รับผลกระทบมากกว่าเพศหญิง ส่วนโรคที่ความผิดปกติอยู่บนโครโมโซม Y (Y-linked) จะมีเพียงเพศชายเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเพศหญิงไม่มีโครโมโซม Y

วิธีเลือกเพศลูกในปัจจุบัน

ปัจจุบัน เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology: ART) ได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง คู่สมรสจึงไม่จำเป็นต้องรอจนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์แล้วถึงมาตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่สามารถตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนตั้งแต่ก่อนการฝังตัว ด้วยเทคโนโลยี Pre-implantation Genetic Testing (PGT) ที่มีความถูกต้องแม่นยำสูง เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติของโครโมโซม รวมถึงเพศของตัวอ่อน ทำให้สามารถคัดเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันการถ่ายทอดของโรคทางพันธุกรรม เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ ได้ลูกที่แข็งแรงปราศจากโรคพันธุกรรม โดยเทคนิค PGT จะใช้ร่วมกับกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ ICSI (อิ๊กซี่) คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของ PGT ได้ที่นี่

การเลือกเพศลูก IVF และการเลือกเพศลูก ICSI ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) และนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุศาสตร์ (Geneticist) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ทั้งนี้การกำหนดเพศลูก ราคาค่าใช้จ่ายจะแบ่งเป็นหลายส่วน และอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิกหรือสภาพร่างกายของผู้เข้ารับการรักษา โดยทั่วไป กระบวนการทั้งหมดจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 400,000 – 700,000 บาท หรืออาจสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน

ใครควรกังวลเกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมบนโครโมโซมเพศ?

คู่สมรสที่มีความเสี่ยงต่อการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศ ได้แก่

  • คู่สมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่ เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมชนิด X-linked และ/หรือ Y-linked
  • คู่สมรสที่มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรม
  • คู่สมรสที่สงสัยว่าตนเองอาจเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรม

คู่สมรสเหล่านี้อาจกังวลว่าความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจถูกถ่ายทอดไปยังบุตร ดังนั้นการปรึกษาแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และพันธุศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประเมินความเสี่ยงและหาแนวทางป้องกันหรือลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยในบางกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แพทย์อาจแนะนำการเลือกเพศบุตร ร่วมกับการรักษาด้วย IVF/ICSI 

ควรเริ่มต้นอย่างไรดีหากมีความกังวล?

  1. นัดพบแพทย์ ที่คลินิกผู้มีบุตรยากหรือคลินิกเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่มีประสบการณ์ด้านการวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน
  2. พูดคุยกับแพทย์ เกี่ยวกับความกังวล ประวัติสุขภาพของทั้งสองฝ่าย รวมถึงประวัติครอบครัว
  3. รับคำแนะนำ จากแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกและแนวทางในการรักษาที่เหมาะสม เช่น การตรวจพันธุกรรม การทำ IVF/ICSI ร่วมกับการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) หรือการเลือกเพศบุตรเพื่อป้องกันการถ่ายทอดโรค

ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เป็นคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ทั้งการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) และการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) เรามีห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน และห้องปฏิบัติการทางพันธุศาสตร์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ในการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม เพื่อช่วยให้ทุกครอบครัวได้บุตรที่ปลอดโรค ด้วยนวัตกรรมและความชำนาญการด้านตรวจคัดกรองพันธุกรรมของเรา จึงสามารถช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ และลดความเสี่ยงจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นการมอบโอกาสในการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แก่คู่รักที่ต้องการมีบุตร

บทสรุป

การเลือกเพศลูกไม่ได้เป็นเรื่องของความชอบส่วนตัว แต่ในหลายกรณีถูกพิจารณานำมาใช้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ เพื่อป้องกันการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คู่สมรสได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง และสามารถวางแผนการมีบุตรได้อย่างมั่นใจ เพื่อให้บุตรมีสุขภาพที่แข็งแรงที่สุด

อ้างอิง

รู้ลึกทุกเรื่องเกี่ยวกับ “ลูกแฝด” เกิดจากสาเหตุใด แฝดแท้ แฝดเทียม คืออะไร

ไม่มีความสุขไหนเทียบได้กับความรู้สึกเมื่อรู้ว่ากำลังจะได้เป็นแม่ และความสุขนั้นจะทวีคูณหากรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด เด็กแฝดน่ารักและผูกพันกันมาก จนบางครั้งคุณแทบจะแยกไม่ออกว่าคนไหนเป็นใคร แต่… ลูกแฝดคืออะไร? การตั้งครรภ์แฝด (multiple pregnancy) มีกี่ประเภท? และปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลูกแฝดเพิ่มขึ้น? ในบทความนี้ เราจะพาไปรู้ลึกทุกเรื่องเกี่ยวกับการมีลูกแฝด พร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย

การตั้งครรภ์แฝด (Multiple Pregnancy) คืออะไร

การตั้งครรภ์แฝด (Multiple Pregnancy) คือ การตั้งครรภ์ที่มีทารกมากกว่า 1 คนในครรภ์ โดยลูกแฝด ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Twins  หรือ “แฝดสอง” หากมีสองคน และเรียกว่า Triplets หรือ “แฝดสาม” หากมีสามคน) และเรียกว่า Quadruplets หรือ “แฝดสี่” หากมีสี่คน

“การตั้งครรภ์ทารกตั้งแต่สามคนขึ้นไป” จะเรียกว่า “High-Order Multiples” ในภาษาอังกฤษ

ฝาแฝด คือ อะไร แฝดแท้ แฝดเทียม คืออะไร

การตั้งครรภ์ลูกแฝด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. ฝาแฝดเทียม (Fraternal Twins)

แฝดเทียม คือ ฝาแฝดที่เกิดจากที่ฝ่ายหญิงมีไข่ตก 2 ใบ ในรอบเดือนเดียวกัน โดยไข่แต่ละใบปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว และพัฒนาจนเป็นตัวอ่อน (Embryos) หรือทารก 2 คนที่เติบโตอยู่ภายในมดลูกของฝ่ายหญิงในช่วงเวลาเดียวกัน

เนื่องจากฝาแฝดเทียมเกิดจากไข่คนละใบที่ปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว ฝาแฝดจึงอาจมีรูปร่างหน้าตาและเพศที่แตกต่างกันได้ ฝาแฝดเทียมจึงถูกเรียกว่า Non-Identical Twins หรือ Dizygotic Twins ซึ่งหมายถึง “สองเซลล์” หรือ “ที่มาจากไข่คนละใบ”

2. ฝาแฝดแท้ (Identical Twins)

แฝดแท้ คือ ฝาแฝดที่เกิดจากไข่เพียง 1 ใบที่ปฏิสนธิกับอสุจิแล้วแบ่งตัวออกเป็นตัวอ่อน 2 ตัวในระหว่างกระบวนการแบ่งเซลล์ จนพัฒนากลายเป็นทารกในครรภ์ 2 คน ที่มีหน่วยพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ เป็นเพศเดียวกันและมีหน้าตาเหมือนกัน “ฝาแฝดแท้” ยังรู้จักกันในชื่อ Monozygotic Twins ซึ่งหมายถึง”เซลล์เดียวกัน”

ลูกแฝดเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

หลายคนอาจสงสัยว่า ฝาแฝดเกิดจากอะไร จากข้อมูลของ American Society for Reproductive Medicine (ASRM) พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์แฝด ได้แก่ เชื้อชาติ อายุ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ประวัติการตั้งครรภ์แฝดก่อนหน้า รวมถึงการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

โดยปัจจัยด้าน เชื้อชาติ อายุ พันธุกรรม และประวัติการตั้งครรภ์ก่อนหน้า จะเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์แฝดประเภทฝาแฝดเทียม (Fraternal Twins) เป็นหลัก ในขณะที่การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์แฝดได้ทั้งประเภทฝาแฝดแท้ (Identical Twins) และฝาแฝดเทียม

ลูกแฝดเกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้

  • เชื้อชาติ จากงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South-East Asia) และผู้หญิงเชื้อสายฮิสแปนิก (Hispanic) มีโอกาสมีลูกแฝดน้อยกว่าผู้หญิงแอฟริกันและผู้หญิงผิวขาวที่ไม่ใช่เชื้อสายฮิสแปนิก
  • กรรมพันธุ์ ประวัติครอบครัวของทั้งฝั่งพ่อและแม่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์แฝด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ ASRM พบว่า “ประวัติครอบครัวจากฝั่งมารดา มีบทบาทมากกว่าฝั่งบิดาอย่างมีนัยสำคัญในการตั้งครรภ์แฝด” นอกจากนี้มีโอกาสตั้งครรภ์แฝดเพิ่มขึ้น หากฝ่ายหญิง มีพี่สาว น้องสาว มารดา หรือยาย ที่เคยให้กำเนิดแฝดเทียม หรือตัวเองเป็นหนึ่งในฝาแฝดเทียม
  • อายุของฝ่ายหญิง โอกาสตั้งครรภ์ลูกแฝดมีอัตราเพิ่มขึ้นตามอายุ จากการศึกษาพบว่า 16% ของหญิงที่อายุมากกว่า 45 ปี ตั้งครรภ์ลูกแฝด โดยส่วนใหญ่เป็นแฝดสอง (Twins) นอกจากนี้ หญิงในช่วงวัย 30 ถึง 40 ปีมีแนวโน้มที่จะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงกว่าวัยอื่น ทำให้อาจมีโอกาสตกไข่มากกว่าหนึ่งฟองในแต่ละรอบเดือน
  • ประวัติการตั้งครรภ์ก่อนหน้า หากฝ่ายหญิงเคยตั้งครรภ์มาก่อน โดยเฉพาะตั้งครรภ์แฝด ก็จะเพิ่มโอกาสที่จะตั้งครรภ์แฝดได้มากยิ่งขึ้น
  • การใช้ยาเพื่อการเจริญพันธุ์ การใช้ยาเพื่อรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยากระตุ้นการตกไข่อาจทำให้มีไข่ตกในแต่ละรอบเดือนมากกว่า 1 ฟอง 
  • เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technology, ART) เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ In Vitro Fertilization (IVF) มีส่วนเพิ่มอัตราการเกิดลูกแฝดจากการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกมากกว่า 1 ตัวอ่อน

ความเสี่ยงที่พบบ่อยในการตั้งครรภ์แฝด

แม้การมีลูกแฝดจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่ถือเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าครรภ์เดี่ยว ปัญหาที่ควรระวังได้แก่

  • การคลอดก่อนกำหนด การตั้งครรภ์แฝดมีโอกาสคลอดก่อนกำหนด (ก่อน 37 สัปดาห์) สูงถึง 60% ยิ่งมีทารกในครรภ์หลายคน ความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ทารกที่คลอดก่อนกำหนด มักมีปัญหาระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย และอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษในหน่วยอภิบาลทารกแรกเกิด (NICU) จนกว่าจะแข็งแรงพอที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง
  • ภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ หรือภาวะครรภ์เป็นพิษ (Pregnancy-Induced Hypertension : PIH) อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่อทั้งมารดาและทารก ระหว่างการตั้งครรภ์ต้องติดตามความดันโลหิตและโปตีนในปัสสาวะสม่ำเสมอ
  • ภาวะโลหิตจาง พบได้บ่อยในระหว่างตั้งครรภ์แฝด เพราะร่างกายต้องการเม็ดเลือดแดงมากขึ้นแต่อาจสร้างได้ไม่เพียงพอ ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น ซีด ควรรับประทานธาตุเหล็กและโฟลิกตามแพทย์สั่ง
  • ความผิดปกติโดยกำเนิด ทารกแฝดมีแนวโน้มที่จะพบความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิดมากกว่าทารกครรภ์เดี่ยวประมาณสองเท่า เช่น ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร และระบบหลอดเลือดหัวใจ ถึงแม้จะมีความเสี่ยงมากกว่าทารกครรภ์เดี่ยว แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงที่เกิดความผิดปกตินั้นก็ยังถือว่าต่ำและพบได้น้อย
  • การแท้งบุตร ในการตั้งครรภ์ลูกแฝดอาจพบภาวะ “Vanishing Twin Syndrome” คือ มีทารกในครรภ์มากกว่าหนึ่งคนในการตรวจอัลตราซาวนด์ช่วงแรก หลังจากนั้นทารกในครรภ์คนหนึ่งเสียชีวิต (หรือแท้ง) ในระหว่างตั้งครรภ์ เหลือแค่ทารกคนเดียว
  • ภาวะถ่ายเลือดในครรภ์แฝด (Twin-to-Twin Transfusion Syndrome) เรียกอีกอย่างว่า “TTTS” ภาวะนี้พบได้น้อย แต่รุนแรง คือภาวะที่ฝาแฝดได้รับออกซิเจนและสารอาหารผ่านทางรกและหลอดเลือดเดียวกัน แต่การแบ่งเลือดและสารอาหารจากหลอดเลือดไม่เท่ากัน ส่งผลให้แฝดคนหนึ่งได้รับเลือดน้อยกว่าอีกคนหนึ่ง เสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร อวัยวะล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต หากมิได้รับการรักษาโดยเร็ว

ครรภ์แฝดต้องฝากครรภ์เร็ว และตรวจติดตามถี่กว่าครรภ์เดี่ยว เช่น อัลตราซาวด์บ่อยขึ้น เพื่อประเมินการเจริญเติบโตและค้นหาภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ระยะแรก เพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และทารก

วิธีมีลูกแฝด ทํายังไง

การมีลูกแฝดเป็นความฝันของหลายๆ ครอบครัว แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีวิธีไหนที่สามารถการันตีผลได้ 100% ในการมีลูกแฝดธรรมชาติ หากตั้งใจอยากมีลูกแฝด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและรับคำแนะนำที่เหมาะสม แพทย์อาจแนะนำเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกแฝดได้มากที่สุด

แฝดชายหญิงเกิดจากอะไร

แฝดชายหญิง เกิดจาก “แฝดต่างไข่” (Fraternal Twins) หรือแฝดไข่คนละใบ เพราะเพศลูกขึ้นอยู่กับโครโมโซมจากอสุจิของฝ่ายชาย การที่จะได้ลูกแฝดชายหญิงจะต้องเกิดจากการตกไข่มากกว่า 1 ใบ (Hyperovulation) และการปฏิสนธิแยกกัน ทำให้ไข่ใบที่ 1 ได้รับการปฏิสนธิจากอสุจิที่มีโครโมโซม Y แล้วกลายเป็นตัวอ่อนเพศชาย (XY) และไข่ใบที่ 2 ได้รับการปฏิสนธิจากอสุจิที่มีโครโมโซม X แล้วกลายเป็นตัวอ่อนเพศหญิง (XX) ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด แฝดชายหญิงก็คือ พี่น้องแท้ๆ 2 คน ที่บังเอิญมาปฏิสนธิและเติบโตในครรภ์พร้อมกันนั่นเอง

ฝาแฝด DNA เหมือนกันไหม

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นฝาแฝดประเภทไหน ถ้าเป็น “ฝาแฝดแท้” ที่เกิดจากไข่และอสุจิเดียวกันที่แบ่งตัวออกเป็น 2 ตัวอ่อน จึงมีรหัสพันธุกรรมหรือ DNA เหมือนกันเกือบทั้งหมด ทำให้หน้าตา บุคลิก และลักษณะหลายอย่างคล้ายกันมาก แต่ถ้าเป็น “ฝาแฝดเทียม” ที่เกิดจากไข่คนละใบและอสุจิคนละตัว จะมี DNA เหมือนกันประมาณ 50% คล้ายกับกรณีพี่น้องที่เกิดคนละครั้งอย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์ ฝาแฝดแท้ก็ไม่ได้มี DNA เหมือนกัน 100% เสมอไป เพราะอาจมีความแตกต่างเล็กน้อยที่เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การกลายพันธุ์เล็กๆ น้อยๆ ใน DNA (Somatic Mutations) ในระหว่างที่เซลล์แบ่งตัวเพื่อการเจริญเติบโต หรือเอพิเจเนติกส์ (Epigenetics) ที่เปรียบเหมือน “สวิตช์” ที่คอยเปิด-ปิดการทำงานของยีนต่างๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก เช่น อาหาร การใช้ชีวิต หรือความเครียด ที่ส่งผลต่อสวิตช์เหล่านี้ได้เช่นกัน ดังนั้น ฝาแฝดแท้จึงเหมือนกันในระดับ รหัสพันธุกรรมหลัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป การแสดงออกของยีน (Gene Expression) อาจแตกต่างกันได้

ถ้าพ่อเป็นแฝด ลูกจะเป็นแฝดไหม

ในกรณีที่พ่อเป็น “ฝาแฝดแท้” ไม่ได้เพิ่มโอกาสให้ลูกเป็นแฝดอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในทางวิทยาศาสตร์ การเกิดฝาแฝดแท้ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พ่อเป็น “ฝาแฝดเทียม” สามารถส่งต่อ “ยีนที่ทำให้ตกไข่มากกว่าหนึ่งฟอง” (Hyperovulation Gene) ไปยัง “ลูกสาว” ได้ ทำให้ลูกสาวมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดเทียมสูงกว่าผู้หญิงทั่วไป

สรุปคือ ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสมีลูกแฝดส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับฝ่ายแม่มากกว่าฝ่ายพ่อ การที่พ่อเป็นฝาแฝดไม่ได้เพิ่มโอกาสให้ลูกชาย–ลูกสาวเกิดเป็นแฝด แต่ลูกสาวของพ่ออาจมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดเทียมสูงขึ้น

ท้องแฝด ไม่มีกรรมพันธุ์ เป็นไปได้ไหม

โอกาสที่จะมีลูกฝาแฝดโดยไม่มีกรรมพันธุ์นั้นเป็นไปได้อย่างแน่นอน และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะในกรณี ฝาแฝดแท้ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์เลย แต่เป็น “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม”  ซึ่งทุกครอบครัวมีโอกาสที่จะมีลูกแฝดแท้ได้เท่าๆ กันไม่ว่าจะมีประวัติแฝดหรือไม่ก็ตาม ปัจจุบันสถิติการเกิดแฝดแท้ทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-4 คู่ ต่อการคลอด 1,000 ครั้ง

สำหรับกรณี ฝาแฝดเทียม แม้จะมีความเชื่อมโยงกับกรรมพันธุ์ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถเพิ่มโอกาสให้เกิดการตกไข่มากกว่าหนึ่งฟองได้ โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับร่างกายของฝ่ายหญิง เช่น อายุที่มากขึ้น เคยตั้งครรภ์หลายครั้ง เชื้อชาติ หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน

ลูกแฝด คลอดธรรมชาติได้ไหม

การตั้งครรภ์ฝาแฝดสามารถคลอดธรรมชาติได้ แต่มีเงื่อนไขและปัจจัยที่ต้องพิจารณามากกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว โดยจะต้องประเมินจากความปลอดภัยสูงสุดของทั้งแม่และทารกทั้งสองคน ดังนี้

ปัจจัยสำคัญ: ท่าของทารก

โดยเฉพาะท่าของ “แฝดคนที่ 1” (Twin A) ซึ่งเป็นทารกที่อยู่ใกล้ปากมดลูกที่สุด

  • แฝดทั้งสองคนอยู่ในท่าหัวลง  เป็นท่าในอุดมคติ มีโอกาสคลอดธรรมชาติสำเร็จสูงที่สุด (ประมาณ 40% ของครรภ์แฝด) เมื่อแฝดคนแรกคลอดออกมาแล้ว แพทย์จะประเมินท่าของแฝดคนที่สองและช่วยให้คลอดตามออกมา
  • แฝดคนแรกเอาหัวลงขณะที่แฝดคนที่สองก้นลงหรือนอนขวาง : กรณีนี้ยังสามารถลองคลอดธรรมชาติได้ แพทย์จะทำคลอดแฝดคนแรกก่อน จากนั้นอาจจะพยายามหมุนแฝดคนที่สองให้กลับเป็นท่าหัวลง หรืออาจทำคลอดในท่าก้นเลย ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์อย่างมาก
  • แฝดคนแรกอยู่ในท่าก้นลงหรือท่านอนขวาง : ในกรณีนี้จะไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ เพราะเสี่ยงเกิดภาวะ “แฝดขัดกัน” (Locked Twins) ซึ่งอันตรายมาก จึงจำเป็นต้องผ่าคลอด

ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการคลอด

  • ชนิดของแฝด:
  • แฝดที่ใช้รกและถุงน้ำคร่ำแยกกัน (Di/Di): มีความเสี่ยงน้อยที่สุด เหมาะสำหรับการคลอดธรรมชาติ
  • แฝดที่ใช้รกร่วมกันแต่แยกถุงน้ำคร่ำ (Mono/Di): มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่ยังสามารถคลอดธรรมชาติได้หากปัจจัยอื่นเอื้ออำนวย
  • แฝดที่ใช้รกร่วมกันและอยู่ในถุงน้ำคร่ำเดียวกัน (Mono/Mono): มีความเสี่ยงสูงที่สุด จากภาวะสายสะดือพันกัน แพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ ผ่าคลอดตามกำหนด (ประมาณสัปดาห์ที่ 32-34) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
  • สุขภาพของแม่และทารก: หากแม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ครรภ์เป็นพิษ รกเกาะต่ำ หรือทารกมีขนาดตัวต่างกันมาก หรือมีภาวะเครียด (Fetal Distress) แพทย์จะแนะนำให้ผ่าคลอด
  • อายุครรภ์: การคลอดแฝดมักจะเกิดขึ้นก่อนกำหนด หากคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 32-34 ทารกอาจยังไม่แข็งแรงและพร้อมสำหรับการคลอดธรรมชาติได้
  • ประสบการณ์ของแพทย์และนโยบายของโรงพยาบาล: บางแห่งอาจแนะนำให้ผ่าคลอดในครรภ์แฝดทุกกรณีเพื่อลดความเสี่ยง

ลูกแฝดสามารถคลอดธรรมชาติได้ หากเงื่อนไขเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแฝดคนแรกอยู่ในท่าหัวลง และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ครรภ์แฝดถือเป็นครรภ์ความเสี่ยงสูง การตัดสินใจสุดท้ายควรมาจากการปรึกษาและวางแผนร่วมกับสูติแพทย์ เพื่อเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแม่และลูกทั้งสอง

ลูกแฝด ตาราง ค่า hCG แฝดเปรียบเทียบกับครรภ์เดี่ยว

โดยทั่วไป ระดับฮอร์โมน hCG ในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดจะสูงกว่าคนที่ตั้งครรภ์เดี่ยว เนื่องจากฮอร์โมน hCG สร้างขึ้นจากเซลล์ของตัวอ่อนที่จะพัฒนาไปเป็นรก (Placenta) เมื่อมีตัวอ่อน 2 ตัวฝังตัวและเจริญเติบโต ก็หมายความว่ามีแหล่งผลิตฮอร์โมน hCG 2 แห่ง ทำให้ระดับฮอร์โมนในกระแสเลือดของคุณแม่เพิ่มขึ้นเร็วและสูงกว่าครรภ์เดี่ยวในช่วงอายุครรภ์เดียวกัน โดยตารางเปรียบเทียบค่า hCG ในครรภ์เดี่ยวและครรภ์แฝด มีค่าเฉลี่ยดังต่อไปนี้

สัปดาห์ที่ (นับจาก LMP*)ค่า hCG เฉลี่ยในครรภ์เดี่ยว (mIU/mL)ค่า hCG เฉลี่ยในครรภ์แฝด (mIU/mL)
สัปดาห์ที่ 3 (ประมาณ 14 DPO**)5 – 5025 – 150+
สัปดาห์ที่ 45 – 426200 – 1,800+
สัปดาห์ที่ 518 – 7,340350 – 35,000+
สัปดาห์ที่ 61,080 – 56,5008,000 – 150,000+
สัปดาห์ที่ 7-87,650 – 229,00025,000 – 280,000+
สัปดาห์ที่ 9-1225,700 – 288,00060,000 – 400,000+

*LMP = Last Menstrual Period (วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย)
**DPO = Days Past Ovulation (จำนวนวันที่ผ่านไปหลังไข่ตก)

จากตารางจะเห็นได้ว่า ช่วงของค่า hCG กว้างมาก และค่าของครรภ์เดี่ยวในระดับสูง (Upper range) อาจจะสูงกว่าค่าของครรภ์แฝดในระดับต่ำ (Lower range) ได้

แม้ว่าค่า hCG สูงอาจเป็น “สัญญาณแรก” ที่ทำให้สงสัยว่าอาจจะมีลูกแฝด แต่ก็ไม่สามารถใช้ค่า hCG เพียงอย่างเดียวเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์แฝดได้ เนื่องจากอาจมีข้อผิดพลาดในการคำนวณอายุครรภ์ ภาวะครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar Pregnancy) และบางคนผลิต hCG ในระดับที่สูงกว่าคนทั่วไป วิธีที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันการตั้งครรภ์แฝด คือ การทำอัลตราซาวด์ ซึ่งจะเห็นตัวอ่อนและถุงตั้งครรภ์โดยตรง

ท้องแฝดดูยังไง ก่อนการอัลตราซาวด์

ก่อนที่จะได้ทำอัลตราซาวด์ คุณแม่บางคนอาจสังเกตตัวเองแล้วสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์แฝดอยู่หรือเปล่า ซึ่งมีสัญญาณบ่งชี้บางอย่างที่พบได้บ่อย แต่ก็ไม่สามารถใช้ยืนยันได้ 100% 

  • ค่า hCG สูงผิดปกติ หากตรวจเลือดแล้วพบว่าค่าฮอร์โมน hCG สูงกว่าเกณฑ์ปกติของอายุครรภ์มาก อาจเป็นสัญญาณว่ามีทารกมากกว่าหนึ่งคนอยู่ในครรภ์
  • แพ้ท้องรุนแรงกว่าปกติ ฮอร์โมนที่สูงกว่าปกติในครรภ์แฝด อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรงกว่าคนที่ตั้งครรภ์เดี่ยว
  • ท้องโตเร็วกว่าอายุครรภ์ อาจรู้สึกว่าเสื้อผ้าคับเร็วขึ้น หรือมีคนรอบตัวทักว่าท้องดูใหญ่กว่าอายุครรภ์
  • เหนื่อยง่ายมากเป็นพิเศษ ร่างกายต้องทำงานหนักเป็น 2 เท่าเพื่อสร้างทารก 2 คน ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

ลูกแฝดรู้ตอนไหน อายุครรภ์กี่เดือน

คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้ว่าตั้งครรภ์แฝดจากการทำอัลตราซาวด์ครั้งแรก ซึ่งมักอยู่ในช่วงไตรมาสแรก หรือประมาณสัปดาห์ที่ 6-12 ของการตั้งครรภ์หรือช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนแรก 

โดยช่วงที่เร็วที่สุดที่อาจตรวจพบได้คือ ช่วงสัปดาห์ที่ 5-6 หรืออายุครรภ์ประมาณ 1 เดือนนิดๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นการทำอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) แพทย์อาจมองเห็นถุงตั้งครรภ์ 2 ถุง (Gestational Sacs) ซึ่งเป็นสัญญาณแรกสุดที่เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นครรภ์แฝด อย่างไรก็ตาม สัญญาณนี้อาจยังไม่ถูกต้อง 100% เพราะบางกรณีถุงตั้งครรภ์ใบหนึ่งอาจฝ่อไปในภายหลังได้ (เรียกว่า Vanishing Twin Syndrome)

ช่วงสัปดาห์ที่ 6-8 หรืออายุครรภ์ประมาณ 1.5 – 2 เดือน คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการยืนยันครรภ์แฝด เมื่อทำอัลตราซาวด์แพทย์สามารถเห็น “ตัวอ่อน 2 ตัว” และที่สำคัญคือสามารถเห็น “หัวใจเต้น 2 ดวง” ได้อย่างชัดเจน ถือเป็นการยืนยันแน่นอนว่าเป็นครรภ์แฝด

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าตั้งครรภ์แฝดในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 8-12 หรืออายุครรภ์ประมาณ 2-3 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มักจะไปฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะทำอัลตราซาวด์เพื่อยืนยันอายุครรภ์ กำหนดวันคลอด และดูพัฒนาการทารก ซึ่งหากเป็นครรภ์แฝด ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน

ลูกแฝด ใครพี่ใครน้อง

ตามหลักสากลทั้งทางการแพทย์และทางกฎหมาย คนที่คลอดออกมาก่อน คือ “พี่” คนที่คลอดตามมา คือ “น้อง” โดยจะยึดตาม “เวลาเกิด” ที่ระบุในสูติบัตรเป็นหลัก ไม่สนใจปัจจัยอื่นๆ เช่น ขนาดตัว ลำดับการปฎิสนธิ หรือตำแหน่งในครรภ์ก่อนคลอด 

ดังนั้นในกรณีคลอดธรรมชาติ ทารกที่อยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าและใกล้ปากมดลูกมากกว่าจะคลอดออกมาก่อนจึงเป็น “พี่” ขณะที่ในกรณีผ่าคลอด เมื่อสูติแพทย์ทำการผ่าตัด จะนำทารกที่อยู่ในตำแหน่งที่นำออกมาได้ง่ายที่สุดออกมาก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็คือทารกที่อยู่ต่ำกว่าหรืออยู่ใกล้กับบริเวณที่ลงแผลผ่าตัด คนที่ถูกนำตัวออกจากครรภ์แม่เป็นคนแรกจึงเป็น “พี่” นั่นเอง

ทำอย่างไรได้บ้างหากอยากมีลูกแฝด?

ดังที่กล่าวข้างต้น การตั้งครรภ์ลูกแฝดนั้นถือเป็นเรื่องซับซ้อน และไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะขึ้นกับสภาพร่างกาย ประวัติครอบครัว และปัจจัยเฉพาะของแต่ละคน  อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย ความเสี่ยงต่างๆ และโอกาสในการตั้งครรภ์แฝด นอกจากนี้ การเลือกคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากที่มีมาตรฐานและมีประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณกำลังพิจารณาการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว , IVF , ICSI (อิ๊กซี่) หรือ IUI ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มความปลอดภัยตลอดการตั้งครรภ์ได้

References

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

“แช่แข็งไข่” ทางเลือกเพื่ออนาคตของผู้หญิงยุคใหม่ เจาะลึกขั้นตอน ราคา ค่าใช้จ่าย และอายุที่เหมาะสม

ในยุคที่ผู้หญิงหลายคนเลือกแต่งงานหรือสร้างครอบครัวเมื่ออายุมากขึ้น ข้อดีคือได้เริ่มต้นชีวิตคู่ในวันที่มีความมั่นคงและมีความพร้อมมากที่สุด แต่นั่นก็อาจต้องเผชิญความท้าทายในเรื่องภาวะมีบุตรยาก หรือมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกน้อยที่อาจเพิ่มขึ้นตามวัย

“การแช่แข็งไข่” (Egg Freezing) จึงกลายเป็นทางเลือกอุ่นใจในการวางแผนครอบครัวที่ตอบโจทย์อย่างลงตัว ช่วยให้ผู้หญิงสามารถเก็บเซลล์ไข่ที่สมบูรณ์ไว้ในช่วงวัยที่ดีที่สุด เพื่อนำมาใช้ในวันที่ต้องการมีบุตรอย่างมั่นใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น

แต่การแช่แข็งไข่คืออะไร มีขั้นตอนอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่? วันนี้ Superior A.R.T. จะพาคุณไปเจาะลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ เพื่อให้คุณวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นใจที่สุด

แช่แข็งไข่ คือ อะไร

การแช่แข็งไข่ (Egg Freezing) คือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บรักษาเซลล์ไข่ (Oocyte) ของผู้หญิงไว้ในช่วงเวลาที่ไข่ยังสมบูรณ์ แข็งแรง โดยการเก็บไข่ออกมา แล้วแช่แข็งไข่ไว้ในอุณหภูมิเยือกแข็ง เพื่อหยุดหยุดการเสื่อมสภาพของเซลล์ไข่ที่เกิดขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่อถึงเวลาที่ผู้หญิงพร้อมจะมีบุตร เซลล์ไข่แช่แข็งที่ถูกเก็บรักษาไว้จะถูกนำมาละลาย และเข้าสู่กระบวนการปฏิสนธินอกร่างกายกับอสุจิของคู่สมรสในห้องปฏิบัติการ ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF หรือ ICSI) จนกลายเป็นตัวอ่อน ก่อนที่จะถูกย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป

แช่แข็งไข่ เพื่ออะไร

การแช่แข็งไข่เป็นการการวางแผนอนาคตของผู้หญิงในระยะยาว โดยสามารถแบ่งเหตุผลหลักๆ ของการแช่แข็งไข่ออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้:

1. เหตุผลทางการแพทย์

ในกรณีที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่อาจส่งผลกระทบต่อรังไข่หรือความสามารถในการมีลูกในอนาคต เช่น:

  • การรักษามะเร็ง: การทำเคมีบำบัด (คีโม) หรือการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน อาจทำลายรังไข่และเซลล์ไข่ ส่งผลให้มีบุตรยาก เนื่องจากรังไข่เสื่อมก่อนวัยอันควร 
  • การผ่าตัดรังไข่: เช่น การผ่าตัดเนื้องอกที่รังไข่ หรือช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียเนื้อรังไข่ที่ดี
  • โรคทางพันธุกรรมบางชนิด: ผู้ที่มีภาวะทางพันธุกรรมที่ทำให้รังไข่หยุดทำงานเร็ว หรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ

2. เหตุผลทางสังคมและส่วนตัว

เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการวางแผนครอบครัว เช่น: 

  • ยังไม่เจอคนที่ใช่: แม้จะยังไม่เจอคนที่จะสร้างครอบครัวด้วย แต่ยังอยากเก็บโอกาสในการมีลูกไว้ในอนาคต
  • ทุ่มเทกับงานหรือการศึกษา: บางคนอยู่ในช่วงการสร้างตัว สร้างความมั่นคงในอาชีพ หรือกำลังเรียนต่อในระดับสูง จึงยังไม่พร้อมมีลูกในตอนนี้
  • ต้องการรักษาคุณภาพไข่ไว้ในช่วงที่ดีที่สุด: ผู้หญิงเราเกิดมาพร้อมกับไข่จำนวนจำกัด คุณภาพและปริมาณของไข่จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังอายุ 35 ปี การแช่แข็งไข่ที่มีคุณภาพดีในช่วงอายุ 20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จในอนาคต และลดความเสี่ยงความผิดปกติทางโครโมโซมในทารก
  • วางแผนสำรองให้ชีวิต: เพราะชีวิตไม่แน่นอน การแช่แข็งไข่คือการให้ “ความอุ่นใจ” กับตัวเองในวันข้างหน้า ลดความกดดันและความกังวลเรื่องนาฬิกาชีวภาพ

แช่แข็งไข่ ราคา ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร

หนึ่งในคำถามยอดฮิตสำหรับผู้หญิงที่สนใจแช่แข็งไข่ คือ  “ต้องเตรียมงบเท่าไหร่?” การแช่แข็งไข่ ค่าใช้จ่ายในประเทศไทยค่อนข้างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล สภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โปรโมชั่นหรือแพ็กเกจ โดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายในการแช่แข็งไข่ 1 รอบการกระตุ้นและเก็บไข่ จะอยู่ที่ประมาณ 120,000 – 250,000 บาท ซึ่งโดยส่วนใหญ่คลินิกหรือโรงพยาบาลจะเสนอเป็น “แพ็กเกจแช่แข็งไข่” อยู่แล้ว

นอกจากนั้น ยังมีค่าใช้จ่ายในการแช่แข็งไข่รายปี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาไข่แช่แข็งไว้ในถังไนโตรเจนเหลวราคาประมาณ 5,000 – 10,000 บาทต่อปี และนอกจากค่าแช่แข็งไข่ ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่จะเกิดขึ้นเมื่อพร้อมมีบุตรและต้องการนำไข่แช่แข็งออกมาใช้ เช่น ค่าละลายไข่ ค่าทำเด็กหลอดแก้ว ค่าเลี้ยงตัวอ่อน หรือค่าตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) อีกด้วย

เก็บไข่แช่แข็ง การแช่แข็งไข่ ขั้นตอนเป็นอย่างไร

การแช่แข็งไข่ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล เรามาดูกันว่ามีขั้นตอนอย่างไรทำอะไร ควรเตรียมความพร้อมอย่างไร เพื่อให้มีความเข้าใจในทุกขั้นตอน

1. ปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่: สามารถปรึกษาแพทย์ได้ทุกช่วงเวลาของรอบประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที

เมื่อมาปรึกษาเรื่องการฝากไข่ครั้งแรก แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอธิบายแต่ละขั้นตอนโดยละเอียด และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการแช่แข็งไข่

ข้อแนะนำสำหรับคำถาม เช่น

  • คลินิกมีประสบการณ์ในการแช่แข็งไข่และการละลายไข่มากน้อยเพียงใด?
  • สามารถเก็บไข่ได้กี่ใบในหนึ่งรอบการกระตุ้น?
  • มีโอกาสที่ต้องทำการเก็บไข่มากกว่าหนึ่งรอบหรือไม่?
  • แช่แข็งไข่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่? มีแพ็กเกจแช่แข็งไข่ไหม

อย่างไรก็ดี คำถามบางข้อที่เฉพาะเจาะจง (เช่น จะได้ไข่กี่ใบในหนึ่งรอบการเก็บไข่? หรือ ควรต้องทำการเก็บไข่กี่รอบถึงจะได้จำนวนไข่ที่เพียงพอ?) แพทย์จะประเมินแต่ละกรณี โดยดูจากประวัติ ผลตรวจร่างกายและตรวจเลือด เพื่อวางแผนให้เหมาะกับร่างกายและเป้าหมายของคุณที่สุด

2. การตรวจร่างกายและตรวจเลือด

เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของรอบประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 30 นาที

หลังจากพูดคุยและปรึกษากับแพทย์แล้ว การรักษาจะเริ่มในวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน เพื่อตรวจเลือดและตรวจอัลตราซาวด์ หลังจากได้รับผลตรวจแล้ว จะสามารถตอบคำถามต่างๆ ที่เจาะจงได้มากขึ้น เช่น จำนวนไข่ที่คาดว่าจะเก็บได้ต่อครั้ง และโอกาสความสำเร็จโดยรวม

หากผลตรวจพร้อมและร่างกายอยู่ในสภาวะเหมาะสม สามารถเริ่มกระบวนการรักษาในวันเดียวกันนั้นได้เลย คุณจะได้รับยาฉีดกระตุ้นไข่โดยสามารถฉีดยาได้ด้วยตัวเองวันละครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ฟองไข่ในรังไข่โตขึ้น พยาบาลจะแนะนำวิธีการฉีดยาอย่างละเอียด เพื่อให้คุณมั่นใจและทำได้อย่างปลอดภัย แต่หากรอบเดือนนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะเริ่มการรักษา แพทย์จะแนะนำให้รอรอบเดือนถัดไปเพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

3. การกระตุ้นติดตามการตอบสนองของไข่

เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของรอบประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 10 – 12 วัน

หลังจากเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ รังไข่จะเริ่มสร้าง “ฟองไข่” หรือเซลล์ไข่จำนวนมากขึ้นในรอบนั้น การฉีดยากระตุ้นไข่ จะใช้เวลาประมาณ 10-12 วัน แพทย์จะนัดหมายเพื่อตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ทุก 3-4 วัน เพื่อดูการตอบสนองของรังไข่และปรับยาให้เหมาะสม 

เมื่อฟองไข่โตได้ขนาดที่เหมาะสม แพทย์จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่ “Trigger Shot” (เป็นยาฮอร์โมน human chorionic gonadotropin; hCG หรือ leuprolide acetate; Lupron) เพื่อช่วยให้ไข่หลุดออกจากผนังของถุงไข่ พร้อมสำหรับการเก็บไข่ในขั้นตอนถัดไป

4. การเก็บไข่และการแช่แข็งไข่

เมื่อไหร่: 36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก

ใช้เวลานานแค่ไหน: 60 นาที

เมื่อฟองไข่โตเต็มที่แล้ว แพทย์จะนัดวันเริ่มกระบวนการเก็บไข่ (egg retrieval หรือ Ovum Pick Up; OPU) ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณ 36 ชั่วโมงหลังฉีดยากระตุ้นไข่ตก

ในขัั้นตอนนี้ แพทย์จะทำอัลตราซาวด์เพื่อหาตำแหน่งฟองไข่ และใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านช่องคลอดเข้าไปในฟองไข่เพื่อทำการดูดเก็บเซลล์ไข่ ตลอดกระบวนการนี้คุณจะได้รับยาให้สลบ จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างการเก็บไข่

หลังเก็บไข่เสร็จ จะสังเกตอาการที่ห้องพักฟื้นต่อประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อรอให้ฟื้นตัวจากยาสลบ จึงสามารถกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านได้

ประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังเก็บไข่ ไข่สุกจะถูกแช่แข็งด้วยเทคนิคการแช่แข็งแบบผลึกแก้ว หรือ “Vitrification” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไข่ของคุณจะถูกแช่แข็งด้วยการลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่เกิดผลึกน้ำแข็งในเซลล์ไข่ (ice crystals) หากไข่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการคุณภาพสูงที่ได้รับการควบคุมสิ่งแวดล้อมอย่างดีเยี่ยม ตลอดจนมีการติดตามปริมาณไนโตรเจนเหลวและความสมบูรณ์ของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ไข่ของคุณจะคงคุณภาพไว้ได้เหมือนเดิมแม้เวลาจะผ่านไปนาน 

เมื่อคุณพร้อมที่จะเป็นคุณแม่ ไข่แช่แข็งของคุณจะถูกนำออกมาละลาย และเข้าสู่กระบวนการปฏิสนธิกับอสุจิ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ด้วยวิธี ICSI (อิ๊กซี่) และเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนเติบโตกลายเป็นตัวอ่อน และย้ายกลับเข้าสู่มดลูกเพื่อให้เติบโตเป็นทารกสุขภาพดี

การแช่แข็งไข่และอสุจิ

เทคโนโลยีแช่แข็งเซลล์สืบพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นไข่หรืออสุจิ กำลังกลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนชีวิตและครอบครัวให้สอดคล้องกับจังหวะเวลาที่เหมาะสม

แม้ว่าเป้าหมายจะคล้ายกัน นั่นคือเพื่อเก็บรักษาความสามารถในการมีลูกไว้ในอนาคต แต่กระบวนการ ความซับซ้อน และค่าใช้จ่ายของทั้งสองนั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

หัวข้อแช่แข็งไข่แช่แข็งอสุจิ
ความซับซ้อนสูง (ต้องกระตุ้นไข่ และทำหัตถการ)ต่ำ (เก็บตัวอย่างได้เลย)
ระยะเวลา2-3 สัปดาห์1-2 ชั่วโมง (เสร็จในวันเดียว)
ความเจ็บปวดอาจมีความไม่สบายหลังการเก็บไข่ไม่มี
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น120,000 – 250,000 บาท5,000 – 15,000 บาท
ค่าฝากรายปี5,000 – 10,000 บาท2,000 – 5,000 บาท


การแช่แข็งอสุจิเป็นกระบวนการที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ส่วนการแช่แข็งไข่ แม้จะมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการกระตุ้นฮอร์โมนและหัตถการเก็บไข่ แต่ก็เป็นทางเลือกที่ล้ำค่าสำหรับผู้หญิงที่ต้องการรักษาความสามารถในการมีบุตรไว้ให้พร้อมในวันที่เหมาะสมที่สุด หากคุณสนใจเริ่มต้นแผนอนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการแช่แข็งไข่หรืออสุจิ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับข้อมูลที่เหมาะกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของคุณ

แช่แข็งไข่ อายุเท่าไหร่ดี

“อายุ” นับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของไข่ และโอกาสประสบความสำเร็จในอนาคต อายุที่เหมาะสมที่สุดในการแช่แข็งไข่ ผู้หญิงคือ ปลายอายุ 20 ถึง ต้นอายุ 30 (โดยเฉพาะช่วง 30-35 ปี) ด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ:

  1. คุณภาพและปริมาณไข่ดีที่สุด: ในช่วงวัยนี้ ร่างกายยังผลิตไข่ที่มีคุณภาพสูง โดยมีความผิดปกติทางโครโมโซมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับช่วงอายุมากกว่า 35 ปี ส่งผลให้อัตราการปฏิสนธิสูงกว่า และลดความเสี่ยงในการแท้งในอนาคต อีกทั้งยังมีปริมาณไข่สำรองในรังไข่ค่อนข้างมาก จึงมีโอกาสกระตุ้นไข่ 1 รอบแล้วได้จำนวนไข่ที่สมบูรณ์เพียงพอสำหรับการแช่แข็งไข่ไว้ใช้ในอนาคต
  2. ความคุ้มค่าสูง: เพราะมีแนวโน้มเก็บไข่ได้จำนวนมากจากการกระตุ้นเพียงรอบเดียว ทำให้ไม่ต้องทำซ้ำหลายรอบ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้
  3. มีเวลาในการตัดสินใจ: เป็นการ “ซื้อเวลา” และลดความกดดันเรื่องการมีบุตร ทำให้คุณสามารถโฟกัสกับเรื่องงาน การเรียน หรือใช้ชีวิตตามที่ต้องการ พร้อมความมั่นใจว่าคุณยังมี “โอกาส” เก็บไว้สำหรับอนาคต

ถ้าอายุเกิน 35 ยังแช่แข็งไข่ได้ไหม? คำตอบคือ ยังสามารถทำได้ แต่เนื่องจากคุณภาพและปริมาณของไข่ลดลงตามอายุ จึงอาจต้องกระตุ้นหลายรอบเพื่อให้ได้ไข่จำนวนเพียงพอ และอาจต้องพิจารณาใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มเติม เช่น การคัดโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) เพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จในอนาคต

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ “อายุจริง” อาจไม่ตรงกับ “อายุรังไข่” บางคนอายุเพียง 30 ปี แต่รังไข่เสื่อมเร็วกว่าปกติ หรือบางคนอายุ 37 ปี แต่รังไข่ยังทำงานดีอยู่ ดังนั้นขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยาก เพื่อตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมน AMH (บอกปริมาณไข่ที่เหลืออยู่) และอัลตราซาวด์นับจำนวนไข่ตั้งต้น (AFC) โดยผลตรวจเหล่านี้จะช่วยประเมินได้ว่า “คุณควรรีบแช่แข็งไข่หรือยังสามารถรอได้” และสามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสมและแม่นยำที่สุด

แช่แข็งไข่ เก็บได้กี่ปี

ในทางวิทยาศาสตร์ สามารถเก็บไข่แช่แข็งได้นานไม่มีกำหนดโดยที่คุณภาพยังคงเดิม ด้วยเทคโนโลยี Vitrification (การแช่แข็งแบบผลึกแก้ว) ไข่จะถูกลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วจนถึง -196 องศาเซลเซียสในถังไนโตรเจนเหลว ซึ่ง ณ อุณหภูมินี้ กระบวนการทางชีวภาพทั้งหมดภายในเซลล์จะหยุดลงโดยสมบูรณ์เปรียบเสมือนการ “หยุดเวลา” ของเซลล์ไข่ไว้ ณ วันที่เก็บคุณภาพของไข่จะยังคงเหมือนเดิมกับวันที่ถูกแช่แข็ง

แต่ในทางปฏิบัติและทางกฎหมายของไทย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มีข้อจำกัดว่า ผู้หญิงที่จะรับการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกจะต้องมีอายุไม่เกิน 55 ปีบริบูรณ์

นั่นหมายความว่าคุณสามารถฝากไข่แช่แข็งไว้ได้เรื่อยๆ ตราบใดที่ยังจ่ายค่าฝากรายปี แต่เมื่อคุณตัดสินใจจะนำไข่มาใช้ ต้องปฏิสนธิและย้ายตัวอ่อนกลับเข้าร่างกายก่อนอายุ 55 ปีนั่นเอง

ตัวอ่อนแช่แข็ง ได้กี่ปี

การแช่แข็งตัวอ่อน (Embryo Freezing) มีหลักการคล้ายกับการแช่แข็งไข่ คือ สามารถเก็บไว้ได้นานมากโดยไม่เสื่อมสภาพ หากใช้เทคโนโลยี Vitrification ซึ่งลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วจนกระบวนการภายในเซลล์หยุดลงอย่างสมบูรณ์ 

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย ในเรื่อง “อายุของฝ่ายหญิง” ที่จะสามารถย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกได้จนถึงอายุไม่เกิน 55 ปีบริบูรณ์

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดเพิ่มเติมที่สำคัญ นั่นคือ หากเกิดกรณีที่สามีหรือภรรยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสียชีวิตจะไม่สามารถนำตัวอ่อนที่เกิดจากเซลล์สืบพันธุ์ของทั้งสองฝ่ายมาใช้ในการตั้งครรภ์ได้อีกต่อไป และตัวอ่อนแช่แข็งนั้นจะต้องถูกทำลายตามที่กฎหมายกำหนด

แช่แข็งไข่ ดีไหม

การตัดสินใจแช่แข็งไข่เป็นเรื่องใหญ่และมีหลายมิติให้พิจารณา และอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน ซึ่งการแช่แข็งไข่ก็มีข้อดีและข้อควรพิจารณาดังต่อไปนี้

การแช่แข็งไข่มีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. ซื้อเวลาและลดแรงกดดัน : เปรียบเสมือนเป็นการ “หยุดเวลา” ของภาวะเจริญพันธุ์ไว้ ณ ช่วงที่ไข่คุณภาพดีที่สุด ให้คุณได้ไปโฟกัสกับเป้าหมายอื่นในชีวิตได้อย่างเต็มที่ เช่น ทำงาน เรียนต่อ ท่องเที่ยว หรือรอเจอคนที่ใช่ โดยไม่ต้องรีบตัดสินใจมีลูก ลดความกดดันจากอายุที่เพิ่มขึ้น
  2. รักษาคุณภาพไข่ช่วงที่ดีที่สุด : คุณภาพและปริมาณไข่ของผู้หญิงจะลดลงอย่างรวดเร็วหลังอายุ 35 ปี การแช่แข็งไข่ในช่วงอายุ 20 ปลายๆ หรือ 30 ต้นๆ หมายความว่าคุณกำลังเก็บ “ไข่คุณภาพดี” ที่มีความเสี่ยงความผิดปกติทางโครโมโซมน้อยไว้ใช้ในอนาคต
  3. เพิ่มโอกาสในการมีบุตรในอนาคต : หากในอนาคตคุณมีปัญหามีบุตรยาก และต้องทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) การมีไข่คุณภาพดีแช่แข็งไว้จะเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ และลดความเสี่ยงแท้ง
  4. เป็นหลักประกันด้านสุขภาพ : สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องรับการรักษาที่อาจกระทบต่อรังไข่ เช่น เคมีบำบัด ฉายแสง หรือการผ่าตัดที่รังไข่ การแช่แข็งไข่ไว้ก่อนเริ่มการรักษาถือเป็นสิ่ง จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาโอกาสในการมีลูกไว้

ข้อควรพิจารณาและข้อจำกัด

  1. ค่าใช้จ่ายสูง : ทั้งค่าใช้จ่ายในกระบวนการเก็บไข่และค่าฝากไข่รายปีต่างเป็นภาระทางการเงินที่ต้องวางแผนอย่างดี
  2. ไม่ได้รับประกันความสำเร็จ : การแช่แข็งไข่เป็นเพียงการเพิ่มโอกาส ไม่ได้การันตีว่าจะตั้งครรภ์ได้สำเร็จแน่นอน
  3. ต้องใช้ความอดทน : มีการฉีดยาทุกวันเป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ และต้องไปพบแพทย์เพื่อติดตามผลหลายครั้ง อาจมีผลข้างเคียงจากฮอร์โมน รวมถึงการทำหัตถการเก็บไข่ที่ต้องวางยาสลบ นอกจากนั้นอาจจะต้องทำมากกว่า 1 รอบเพื่อให้ได้ไข่จำนวนที่เหมาะสม
  4. อาจจะไม่ได้ใช้ไข่ที่แช่แข็งไว้ : หลายคนแช่แข็งไข่ไว้ แต่สุดท้ายก็ตั้งครรภ์ได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้ไข่แช่แข็งนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้

หากคุณกำลังมองหาว่า แช่แข็งไข่ ที่ไหนดี สามารถเข้ามารับคำแนะนำได้ที่ Superior A.R.T. เราคือหนึ่งในคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากชั้นนำในประเทศไทย ที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเทคโนโลยีแช่แข็งแบบ Vitrification มีห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางดูแลใกล้ชิดทุกขั้นตอน เราเชื่อมั่นว่า ไข่ทุกใบที่เก็บไว้ คือโอกาสสำคัญในอนาคต และภารกิจของเราคือการเพิ่มความสำเร็จให้คุณได้มากที่สุด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แพ็กเกจการแช่แข็งไข่

เกี่ยวกับ ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที

ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2550 โดยการร่วมมือระหว่างแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และเด็กหลอดแก้วในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลีย ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เป็นคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากและวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนที่เพียบพร้อมด้วยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ชำนาญเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproduction Technology – A.R.T.)  พวกเรามีความมุ่งมั่นจะสานทุกความฝันในการมีบุตรของทุกครอบครัวให้สมบูรณ์

อ้างอิง:

  • https://modernfertility.com/blog/egg-freezing-process/
  • https://pregnantish.com/egg-freezing-step-by-step-timeline/
  • thaisuperiorart.com/th/บริการฝากไข่/
LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา

สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

เด็กหลอดแก้วทำอย่างไร? ทำความเข้าใจกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ฉบับเข้าใจง่าย

ในบทความที่แล้ว เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้รับความนิยมมากที่สุด นั่นคือ การทำเด็กหลอดแก้ว ( IVF หรือ In Vitro Fertilization )  ไม่ว่าจะเป็น การทำเด็กหลอดแก้วคืออะไร? กรณีไหนควรทำเด็กหลอดแก้ว? การทำเด็กหลอดแก้วมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใดและมีขั้นตอนอย่างไร?

ในบทความนี้ เราจะแนะนำขั้นตอนทั้งหมดอีกครั้ง พร้อมรายละเอียดที่จำเป็นเพิ่มเติม เพื่อให้คุณเข้าใจและเตรียมความพร้อมก่อน มีรายละเอียดอะไรบ้าง? มาเริ่มกันเลย

1. ปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่: สามารถปรึกษาได้ในทุกช่วงของประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 45 – 60 นาที

ในขั้นตอนนี้ คุณจะได้รับการซักถามประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด การตรวจอัลตราซาวน์มดลูกและรังไข่, ตรวจการทำงานของฮอร์โมน, และการตรวจอื่นๆ ตามความจำเป็น ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เข้าใจสภาพร่างกายโดยรวมของคุณ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด

2. ขั้นตอนกระตุ้นไข่และการตรวจติดตาม

เมื่อไหร่: วันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 10 – 12 วัน

เมื่อเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ขั้นตอนแรกคือการกระตุ้นไข่ในรังไข่ให้โตโดยการฉีดยาฮอร์โมน โดยเริ่มฉีดวันที่ 2 หรือวันที่ 3 ของรอบเดือนของคุณ จนฟองไข่โตได้ขนาด ใช้เวลาประมาณ 9-12 วัน

ในรังไข่จะมีฟองไข่อยู่มากมาย ในฟองไข่จะประกอบด้วยเซลล์ไข่ หรือ oocyte  ในแต่ละรอบเดือน ฟองไข่และเซลล์ไข่จำนวนหนึ่งจะเติบโตกลายเป็นไข่ที่โตเต็มวัย ดังนั้น เป้าหมายของการกระตุ้นไข่ คือการกระตุ้นให้ไข่ที่เตรียมโตในรอบเดือนนั้นๆ โตขึ้นให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่มีในแต่ละรอบด้วยยา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้ไข่โตเต็มวัยที่มีคุณภาพสูง

ระหว่างนี้ คุณต้องมาพบแพทย์ที่คลินิกทุกๆ 3-4 วัน ในช่วงเวลา 10 ถึง 12 วัน เพื่อตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ ดูว่ารังไข่ตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่อย่างไร เมื่อไข่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว แพทย์จะให้ฉีดยากระตุ้นการตกไข่ (trigger shot) ที่เป็นฮอร์โมน human chorionic gonadotropin (hCG) หรือ leuprolide acetate (Lupron) เพื่อช่วยให้ไข่สุกและหลุดออกจากผนังของฟองไข่ พร้อมสำหรับการเก็บไข่ในขั้นตอนต่อไป

3. การเก็บไข่และการเก็บน้ำเชื้ออสุจิ

เมื่อไหร่: 36 ชั่วโมงหลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

หลังการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก 36 ชั่วโมง จะเริ่มกระบวนการเก็บไข่ โดยใช้อัลตราซาวด์นำเพื่อให้เห็นฟองไข่ชัดเจน และใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผนังช่องคลอด เข้าไปในฟองไข่และดูดเก็บไข่ออกมา ตลอดกระบวนการ แพทย์จะให้ยาสลบ คุณจึงแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ใช้เวลาในการเก็บไข่ประมาณ 15-20 นาที

ในวันเดียวกับวันเก็บไข่ คู่สมรสของคุณก็มาเก็บน้ำเชื้อ โดยปกติแล้วแนะนำให้ฝ่ายชายเก็บอสุจิในวันเดียวกับวันเก็บไข่ที่คลินิก แต่ถ้าหากฝ่ายชายไม่สามารถเก็บอสุจิในวันดังกล่าวได้ ก็สามารถมาเก็บอสุจิก่อน แล้วแช่แข็งน้ำเชื้อไว้ล่วงหน้า และละลายมาใช้ในวันเก็บไข่

วิธีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิที่ดีที่สุดคือการช่วยตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้น้ำเชื้อปนเปื้อนกับของเหลวอื่นๆ ของฝ่ายหญิง (เช่น น้ำลาย น้ำหล่อลื่นช่องคลอด) ซึ่งอาจมีแบคทีเรียปะปนอยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ (fertilization) หรือการเพาะเลี้ยงได้ และหลังจากที่ฝ่ายชายเก็บน้ำอสุจิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งน้ำเชื้อให้ผู้นักวิทยาศาสตร์ที่รออยู่ในห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมน้ำอสุจิต่อไป

นักวิทยาศาสตร์จะนำน้ำอสุจิ มาพักไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้น้ำอสุจิละลายตัวให้เหลวก่อน จากนั้นจะทำการปั่นล้างเพื่อเอาอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหวและเศษเซลล์ต่างในน้ำอสุจิออก และทำการวิเคราะห์คุณภาพน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ ที่จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจว่าจะทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หรือ ICSI  โดยแพทย์จะเลือกการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หากผลน้ำอสุจิเป็นปกติ แต่หากผลอสุจิมีคุณภาพต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธี ICSI  เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไข่และอสุจิปฏิสนธิได้มากขึ้น

สำหรับการปฏิสนธิด้วยวิธี IVF อสุจิจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่เอง ส่วนวิธี ICSI  นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่ที่โตเต็มวัยโดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ วิธี ICSI นี้ใช้เวลานานกว่าวิธี IVF และต้องทำโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญ

ไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิแล้วจะถูกเรียกว่า ‘ตัวอ่อน’

4. การเลี้ยงตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากปฏิสนธิด้วยวิธี IVF หรือ ICSI

ใช้เวลานานแค่ไหน: 5-6 วัน

หลังจากที่ไข่และอสุจิปฏิสนธิจนกลายเป็น ‘ตัวอ่อน’ แล้ว ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเป็นเวลา 5 – 6 วัน จนพัฒนาและเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ พร้อมที่จะย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก สำหรับตัวอ่อนที่ไม่สามารถเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์นั้นโดยทั่วไปถือว่าเป็นตัวอ่อนที่ไม่แข็งแรง โอกาสฝังตัวในมดลูกน้อย จึงไม่ควรนำมาย้ายกลับไปสู่โพรงมดลูก กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อนมาก ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน ที่ชำนาญการใช้งานอุปกรณ์เทคนิคขั้นสูงและวิธีการจัดการสภาพแวดล้อมภายในห้องปฏิบัติการให้เหมาะแก่การเติบโตของตัวอ่อน

ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. ใช้ตู้เลี้ยงตัวอ่อน GERI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ภายในเครื่องติดตั้งระบบกล้องถ่ายภาพจุลทรรศน์คุณภาพสูง หนึ่งตัวต่อหนึ่งจานเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ช่วยให้สามารถติดตามพัฒนาการของตัวอ่อนได้โดยละเอียด โดยไม่ต้องขยับจานเพาะเลี้ยงหรือตัวอ่อนเลย แต่ละจานเพาะเลี้ยงเป็นอิสระแยกขาดจากกัน ทำให้สามารถควบคุมและปรับสภาวะแวดล้อมของการเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมกับตัวอ่อนแต่ละตัว การใช้ตู้เลี้ยงระบบแยกเลี้ยงนี้ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์เนื่องจากตัวอ่อนสามารถเจริญเติบโตในสภาวะแวดล้อมที่คงที่ไม่ถูกรบกวน  

สำหรับข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนของเรา คลิกที่นี่

5. การย้ายตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 2 ชั่วโมง

ในขั้นตอนสุดท้าย แพทย์จะเลือกตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ผ่านกระบวนการที่ง่ายและไม่เจ็บปวด โดยตัวอ่อนถูกดูดไว้ในสายย้ายตัวอ่อน และใช้อัลตราซาวด์ช่วยนำทางให้เห็นปลายสาย ที่สอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก หลังจากนั้นจะฉีดตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวที่ผนังมดลูกให้เริ่มเจริญเติบโต

ประมาณ 7-10 วันหลังจากการย้ายตัวอ่อน จะทดสอบการตั้งครรภ์ และประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ก็สามารถมาตรวจอัลตราซาวด์  เพื่อดูถุงการตั้งครรภ์ ยืนยันการตั้งครรภ์

6. การแช่แข็งตัวอ่อน

เมื่อไหร่: หลังจากกระบวนการย้ายตัวอ่อน

ใช้เวลานานแค่ไหน: 1-2 ชั่วโมง

สำหรับตัวอ่อนที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ทำการย้ายตัวอ่อน สามารถแช่แข็ง เพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต ด้วยวิธีการแช่แข็งตัวอ่อนแบบผลึกแก้ว (Vitrification) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ลดอุณหภูมิขณะแช่แข็งตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งในเซลล์ตัวอ่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายของตัวอ่อน วิธีการนี้ช่วยให้ตัวอ่อนถูกเก็บรักษาไว้ได้อย่างยาวนานและคงคุณภาพสูง หากเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูง และควบคุมคุณภาพและติดตามปริมาณไนโตรเจนเหลว ตลอดจนตรวจเช็คความสมบูรณ์ของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ

หากคุณต้องการตั้งครรภ์อีกครั้ง ก็สามารถนำตัวอ่อนแช่แข็งเหล่านี้กลับมาใช้ได้ 

เกี่ยวกับ ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที

ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2550 โดยความร่วมมือระหว่างแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และเด็กหลอดแก้วในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลีย ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. เป็นคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากและวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อนที่เพียบพร้อมด้วยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ และทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ชำนาญเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproduction Technology – A.R.T.)  พวกเรามีความมุ่งมั่นจะสานทุกความฝันในการมีบุตรของทุกครอบครัวให้สมบูรณ์

References

อิ๊กซี่ (ICSI) : อีกหนึ่งวิธีรักษาภาวะมีบุตรยากที่โอกาสสำเร็จสูง

การทํา อิ๊กซี่ (ICSI) คือ เทคนิคช่วยปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ภายนอกร่างกายในการทำเด็กหลอดแก้วเพื่อช่วยรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยมีความแตกต่างจากการปฏิสนธิด้วยวิธี IVF ตรงที่มีการเลือกอสุจิที่ดีแล้วฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง เป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จของการทำเด็กหลอดแก้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจะพาไปทำความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้นว่ากรณีใดบ้างที่ควรเลือกใช้เทคนิคอิ๊กซี่ (ICSI) เพื่อให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด

การทําอิ๊กซี่ (ICSI) คืออะไร

สำหรับหลายคนที่สงสัยว่า อิ๊กซี่คืออะไร อิ๊กซี่ คือ ICSI ย่อมาจาก Intracytoplasmic Sperm Injection  เป็น “การฉีดอสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่ส่วนที่เป็นไซโตพลาซึม”

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ทําอิ๊กซี่ คือ เทคนิคขั้นสูงในห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยให้เกิดการปฏิสนธิ โดยเริ่มจากการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงและสมบูรณ์ที่สุดหนึ่งตัว แล้วใช้เข็มขนาดเล็กมากดูดอสุุจิแล้วฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ เพื่อช่วยให้เกิดการปฏิสนธิและพัฒนากลายเป็นตัวอ่อน ขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำ “เด็กหลอดแก้ว” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะสามารถแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากฝ่ายชาย

การทำอิ๊กซี่ เหมาะกับใคร แพทย์จะแนะนำในกรณีใดบ้าง?

การทำอิ๊กซี่ (ICSI) มักใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหา ดังต่อไปนี้

  • อสุจิของฝ่ายชาย มีรูปร่างผิดปกติมากกว่าเกณฑ์
  • อสุจิเคลื่อนไหวช้า
  • จำนวนอสุจิน้อย
  • ฝ่ายชายมีต้องใช้วิธีการผ่าตัดเอาอสุจิออกมาจากลูกอัณฑะ (PESA/TESE)
  • ผู้ป่วยที่รักษาด้วยเทคนิค IVF แล้วได้ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิปกติน้อย
  • กรณีที่เป็นการผสมระหว่างอสุจิกับไข่ที่ฝากไข่หรือแช่แข็งไข่มาก่อน
  • ฝ่ายชายมีภาวะการแตกหักของ DNA ในอสุจิ(DNA fragmentation) มากกว่าเกณฑ์
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว และจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมในตัวอ่อนการย้ายกลับสู่โพรงมดลูก (Preimplantation Genetic Testing, PGT)

จากภาวะที่กล่าวมาข้างต้น การรักษาด้วยเทคนิค IVF มักได้ผลการรักษาที่ไม่ดี การทำอิ๊กซี่  จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้ตัวอ่อนที่มากขึ้น ส่วนในกรณีที่ต้องทำการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรม (PGT) จำเป็นต้องใช้เทคนิคอิ๊กซี่ (ICSI) เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของ DNA จากอสุจิตัวอื่น

อิ๊กซี่ (ICSI) กับ IVF ต่างกันอย่างไร

การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF (In Vitro Fertilization) คือ เทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ที่ช่วยรักษาคนไข้ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เองตามธรรมชาติให้สามารถมีบุตรได้ โดยช่วยการปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับไข่ในห้องปฏิบัติการ แบบที่ให้อสุจิวิ่งเข้าไปผสมกับไข่เอง 

การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธีอิ๊กซี่ (ICSI) มีกระบวนการโดยรวมคล้ายการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF แต่แตกต่างกันที่ขั้นตอนการปฏิสนธิ โดยนักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิที่คุณภาพดีหนึ่งตัว ฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ แทนที่จะปล่อยให้อสุจิผสมกับไข่เองในห้องปฏิบัติการแบบวิธี IVF

หากถามว่า การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF กับอิ๊กซี่ อันไหนดีกว่ากัน คำตอบคือ

อิ๊กซี่มักใช้ในการรักษาภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากความผิดปกติของเพศชายในระดับรุนแรง ซึ่งเทคนิค IVF ได้ผลที่ไม่ดี ดังนั้นจึงนับได้ว่า อิ๊กซี่ คือวิธีการรักษาที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกว่า IVF นั่นเอง

การทําอิ๊กซี่ ข้อดี ข้อเสีย มีอะไรบ้าง

การทำอิ๊กซี่เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเป็นการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดหนึ่งตัวเดียวฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง เพื่อช่วยให้เกิดการปฏิสนธิ มีข้อดีและข้อเสียดังนี้

การทำอิ๊กซี่ ข้อดี

  • 1. เพิ่มโอกาสการปฏิสนธิ
  • อิ๊กซี่เป็นการ “บังคับ” ให้เกิดการปฏิสนธิโดยตรง จึงข้ามขั้นตอนที่อสุจิต้องเจาะเปลือกไข่เอง ทำให้มีโอกาสปฏิสนธิ 70-100% ของจำนวนไข่ที่ถูกฉีด เหมาะสำหรับกรณีที่ทำ IVF ไม่สำเร็จ
  • 2. แก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากจากฝ่ายชายได้ตรงจุด
  • อิ๊กซี่เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาคุณภาพอสุจิ เช่น จำนวนน้อย เคลื่อนไหวไม่ดี รูปร่างผิดปกติมาก
  • 3. สามารถใช้อสุจิที่เก็บโดยตรงจากอัณฑะได้
  • ในกรณีที่ฝ่ายชายเป็นหมัน (ไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ) หรือเคยทำหมันมาก่อน แต่อัณฑะยังสามารถผลิตอสุจิได้ แพทย์จะใช้เข็มเจาะดูดอสุจิจากอัณฑะ (PESA/TESE) แล้วนำมาทำอิ๊กซี่ได้ 
  • 4. ลดปัญหาการปฏิสนธิล้มเหลว
  • ในการทำ IVF บางครั้งแม้ไข่และอสุจิจะดูดี แต่ก็อาจไม่เกิดการปฏิสนธิเลย การทำอิ๊กซี่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างมาก
  • 5. แก้ปัญหาเปลือกไข่หนาหรือแข็งผิดปกติ
  • ในฝ่ายหญิงบางราย เซลล์ไข่อาจมีเปลือกหนาหรือแข็งเกินกว่าที่อสุจิจะเจาะเข้าไปได้เอง หรือไข่ที่ถูกแช่แข็งมาก่อน เปลือกไข่จะหนากว่าปกติ ทำให้ได้ตัวอ่อน จาก IVF น้อยกว่าที่ควร การทำอิ๊กซี่สามารถข้ามอุปสรรคนี้ได้

การทําอิ๊กซี่ ข้อเสียและความเสี่ยง

  • 1. ต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์ที่มีความชำนาญสูง
  • ความสำเร็จและอัตราการปฏิสนธิขึ้นอยู่กับประสบการณ์และทักษะความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก
  • 2. ความเสี่ยงในการทำอิ๊กซี่
  • แม้โดยรวมอิ๊กซี่เป็นกระบวนการรักษาที่มีความปลอดภัย แต่ทุกการรักษาทางการแพทย์ย่อมมีความเสี่ยง ได้แก่
  • ไข่เสียหาย ด้วยลักษณะของไข่ที่มีความเปราะบาง ไข่อาจเกิดความเสียหายจากการใช้เข็มเจาะเข้าไปในเนื้อไข่จากการทำอิ๊กซี่ ดังนั้นการเลือกคลินิกที่มีนักวิทยศาสตร์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียหายของไข่จากการทำอิ๊กซี่
  • ความผิดปกติของโครโมโซม ภาวะออทิสติก ภาวะผิดปกติทางสติปัญญา และความผิดปกติโดยกำเนิด ข้อมูลจากงานวิจัยบางงาน พบว่าการทำอิ๊กซี่ อาจสัมพันธ์กับการเกิดความผิดปกติดังกล่าวข้างต้นเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเทคนิค IVF หรือการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ ซึ่งอาจสัมพันธ์ กับคุณภาพของอสุจิ

ขั้นตอนการทำอิ๊กซี่ ทำอะไรบ้างตั้งแต่ต้นจนจบ

สำหรับคู่สมรสที่กำลังวางแผนเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ การทำความเข้าใจในแต่ละขั้นตอนการทำอิ๊กซี่อย่างละเอียด จะช่วยสร้างความมั่นใจ ลดความกังวล พร้อมทั้งเตรียมร่างกายและจิตใจก่อนเข้ารับการรักษา จะช่วยให้กระบวนการรักษาราบรื่นยิ่งขึ้น

1. การกระตุ้นไข่

กระบวนการทำอิ๊กซี่เริ่มในวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน แพทย์จะนัดฝ่ายหญิงเพื่อตรวจเลือดและอัลตราซาวด์เพื่อดูความพร้อมของรังไข่ หากอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จะเริ่มกระตุ้นไข่ด้วยการฉีดยากระตุ้นไข่ให้โต ทุกวัน เป็นเวลาประมาณ  8-12 วัน ขึ้นกับการตอบสนองของไข่ ระหว่างนี้จะมีการติดตามผลด้วยการตรวจเลือดและอัลตราซาวด์เป็นระยะ ทุก 3-4 วัน เพื่อดูการเติบโตของฟองไข่ เมื่อฟองไข่โตถึงขนาดที่เหมาะสมแล้ว จึงฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก (Trigger injection) และนัดเก็บไข่ 36 ชั่วโมงหลังฉีดยา Trigger

2. การเก็บไข่และอสุจิ

ประมาณ 36 ชั่วโมง หลังฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก จะเริ่มกระบวนการเก็บไข่ หลายคนอาจกังวลว่า เก็บไข่เจ็บไหม? คำตอบคือ การเก็บไข่จะทำภายใต้การดมยาสลบ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะรู้สึกเจ็บ หลังจากหลับแล้ว  แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผ่านช่องคลอดพร้อมอัลตราซาวด์เพื่อดูดไข่ออกมา

ส่วนฝ่ายชาย จะเก็บอสุจิในวันเดียวกัน หรือในกรณีที่แช่แข็งอสุจิไว้ ก็จะละลายมาในวันเดียวกับที่เก็บไข่ หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์จะนำอสุจิไปปั่นล้างเอาเม็ดเลือดขาว แบคทีเรีย และอสุจิที่ไม่ดีออก เตรียมพร้อมสำหรับกระบวนการอิ๊กซี่ หลังกระบวนการเก็บไข่ประมาณ 3-4  ชั่วโมง

3. การทำอิ๊กซี่ หรือ ฉีดอสุจิที่คัดแล้วเข้าสู่ไข่

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเก็บไข่และอสุจิ นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะเลือกอสุจิผ่านกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง โดยคัดอสุจิที่มีรูปร่างปกติและเคลื่อนไหวเร็ว และทำการฉีดอสุจิเข้าสู่ไข่ทีละใบด้วยเข็มขนาดเล็ก วันรุ่งขึ้น นักวิทยาศาสตร์จะตรวจดูว่าไข่และอสุจิปฏิสนธิกันเป็นตัวอ่อนหรือไม่

4. การเลี้ยงตัวอ่อน

ตัวอ่อนจะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ 5-7 วัน จนเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสต์ หลังจากนั้นตัวอ่อนที่แข็งแรงและคุณภาพดี จะถูกย้ายกลับสู่โพรงมดลูก ตรวจโครโมโซม หรือถูกนำไปแช่แข็งไว้เตรียมย้ายในรอบอื่นๆ

5. การย้ายตัวอ่อน

หลังเลี้ยงตัวอ่อนถึงระยะบลาสโตซิสต์ ตัวอ่อนที่คุณภาพดีจะได้รับการย้ายกลับสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง การย้ายตัวอ่อนเป็นขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากและไม่เจ็บ แพทย์จะสอดสายย้ายตัวอ่อนผ่านช่องคลอดปากมดลูกจนถึงโพรงมดลูก โดยทำอัลตราซาวด์ทางหน้าท้องในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เห็นว่าสายที่ใส่เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในโพรงมดลูก ก่อนที่จะฉีดตัวอ่อนเข้าไปตรงตำแหน่งที่ต้องการ เมื่อทำการย้ายเสร็จสิ้น ตัวอ่อนจะเริ่มฝังตัวที่ผนังมดลูกและเจริญเติบโต หลังการย้ายตัวอ่อน 7-10 วัน สามารถเจาะเลือดเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ หลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์ แพทย์จะตรวจอัลตราซาวด์อีกครั้งเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์

ทําอิ๊กซี่ ราคา ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร

เรื่องการทําอิ๊กซี่ ค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ โดยทั่วไป การทำอิ๊กซี่ราคาในประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ 200,000 – 500,000 บาท ต่อรอบการรักษา อย่างไรก็ตาม ราคาอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ สถานพยาบาล ปริมาณยาที่ใช้กระตุ้นไข่ เทคโนโลยีเสริมที่นำมาใช้ในการรักษา เป็นต้น

วิธีอิ๊กซี่ (ICSI) มีเปอร์เซ็นต์สำเร็จเท่าไหร่

การทำอิ๊กซี่ (ICSI) มีอัตราความสำเร็จประมาณ 70% ซึ่งสูงกว่าอัตราปฏิสนธิของตัวอ่อนจากการทำด้วยวิธี IVF โดยเฉพาะในกรณีที่มีบุตรยากจากปัญหาของฝ่ายชาย ส่วนอัตราการตั้งครรภ์จากการทำ IVF และ ICSI ใกล้เคียงกันราว 40 – 70% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะการมีบุตร การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะช่วยประเมินอัตราความสำเร็จของการทำอิ๊กซี่ได้อย่างแม่นยำและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น

วางแผนทําอิ๊กซี ที่ไหนดี ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?

การเลือกคลินิกที่ให้บริการทำเด็กหลอดแก้ว IVF-ICSI นับว่ามีความสำคัญมาก คลินิก ICSI ที่ดีควรมีอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ครบครัน และมีห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ชำนาญการ มีประสบการณ์สูง และมีอัตราความสำเร็จที่น่าพอใจ

ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. (Superior A.R.T.) เป็นศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับสากล เรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ตู้เลี้ยงตัวอ่อนระบบแยกเลี้ยงประสิทธิภาพสูง Geri® มาใช้ควบคู่กับความเชี่ยวชาญในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT) เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงมากที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์

ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูง เราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การรักษาภาวะมีบุตรยาก การเลือกเพศลูกเพื่อป้องกันโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การทำ IUI จนถึงการวางแผนอนาคตด้วยการฝากไข่และแช่แข็งไข่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้คุณในทุกขั้นตอนของการวางแผนครอบครัว

อ้างอิง

  • https://www.cdc.gov/art/key-findings/icsi.html
อิ๊กซี่ หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

IUI ทางเลือกการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้ผลดี เจ็บตัวน้อย ราคาย่อมเยา

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ปัจจุบันจึงมีวิธีและเทคนิคการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้ผลดีและหลากหลายมากขึ้น หนึ่งในเทคนิคที่นิยมมากก็คือ IUI (Intrauterine Insemination) หรือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก ช่วยให้หลายครอบครัวสามารถเอาชนะภาวะมีบุตรยากสำเร็จมาแล้วมากมายในราคาย่อมเยา บทความนี้ Superior A.R.T. จะพามาทำความเข้าใจว่า การทำ IUI คืออะไร? เหมาะกับใคร? พร้อมขั้นตอนการทำ IUI อย่างละเอียด เพื่อให้ (ว่าที่) คุณพ่อคุณแม่ได้วางแผนการรักษาภาวะมีบุตรยากกันค่ะ

การทำ IUI คืออะไร?

IUI หรือ Intrauterine Insemination คือ เทคนิคการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก ช่วยให้สเปิร์มว่ายไปถึงเซลล์ไข่และเกิดการปฏิสนธิได้ง่ายกว่าเดิม ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์


เนื่องจากเป็นเทคนิคที่ง่ายและมีขั้นตอนน้อยกว่าเทคนิคการรักษาภาวะมีบุตรยากอื่นๆ อย่างการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หรือ ICSI การทํา IUI ค่าใช้จ่ายจึงต่ำกว่าและใช้เวลาน้อยกว่า แพทย์มักแนะนำให้เป็นวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากลำดับแรก ก่อนที่จะเลือกใช้เทคนิคการรักษาขั้นสูงอื่นๆ

การทำ IUI เหมาะกับใคร แพทย์มักใช้ในกรณีใดบ้าง?

เทคนิค IUI นิยมใช้ในกรณี ดังนี้

  • ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ
  • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เล็กน้อย
  • มีปัญหาเกี่ยวกับมดลูกหรือมีความผิดปกติของมูกช่องคลอดหรือบริเวณปากมดลูก
  • มีจำนวนอสุจิน้อยกว่าเกณฑ์เล็กน้อย
  • ภาวะอสุจิเคลื่อนไหวช้า
  • ปัญหาการหลั่งน้ำอสุจิหรือมีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย

เทคนิค IUI ไม่ควรใช้ ในกรณีดังนี้

  • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ที่มีความรุนแรงระดับปานกลางถึงรุนแรง
  • ท่อนำไข่ทั้งสองข้างถูกตัดออกหรือตัน
  • สงสัยท่อนำไข่มีความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่บวม หรือตัน
  • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบและติดเชื้อ
  • ปริมาณอสุจิน้อยมาก

เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดแล้ว แพทย์จะช่วยประเมินรูปแบบการรักษาที่เหมาะสมที่สุด โดยในบางกรณี การใช้แค่เทคนิค IUI ก็เพียงพอและประสบความสำเร็จได้ ทั้งนี้ การทํา IUI ให้สําเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของแต่ละบุคคลด้วย แต่ในบางกรณีก็อาจต้องใช้เทคนิคการรักษาอื่นๆ เช่น IVF หรือ ICSI

ขั้นตอนการทำ IUI มีอะไรบ้าง

วิธีทำ IUI หรือการฉีดน้ําเชื้อเข้าโพรงมดลูก เป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ดี หลายคนอาจสงสัยว่า IUI ดีไหม การทำความเข้าใจขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้ (ว่าที่) คุณพ่อคุณแม่ได้วางแผนและเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจก่อนตัดสินใจทำ

1. การกระตุ้นไข่

การกระตุ้นไข่ให้โตเป็นขั้นตอนการทำ IUI ที่สำคัญ แพทย์จะให้ฝ่ายหญิงรับประทานยาเม็ด หรือฉีดยา (ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อยาทาน) เพื่อกระตุ้นรังไข่ให้ผลิตและพัฒนาไข่ที่มีคุณภาพดี ซึ่งการตอบสนองต่อการรักษานี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แพทย์จะปรับขนาดยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

2. ติดตามการเจริญเติบโตของไข่

แพทย์จะนัดติดตามการตอบสนองของรังไข่ด้วยการตรวจอัลตราซาวด์และ/หรือตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดในช่วงก่อนไข่ตก เพื่อประเมินขนาดไข่และความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก โดยขนาดไข่ที่เหมาะสมควรมีขนาด 18-20 มิลลิเมตรขึ้นไป และเยื่อบุโพรงมดลูกต้องมีความหนาที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับการฝังตัวอ่อน เมื่อทุกอย่างพร้อม แพทย์จะฉีดยาเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตก

3. การฉีดยากระตุ้นการตกไข่

หลังฉีดยากระตุ้นการตกไข่ 36-42 ชั่วโมง แพทย์จะนัดทำ IUI ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการผสมระหว่างไข่และอสุจิ การจับจังหวะให้แม่นยำจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออัตราความสําเร็จ IUI โดยแพทย์จะนัดให้คู่สามีภรรยามาที่คลินิกพร้อมกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไป

4. การเตรียมอสุจิ

ในวันทำ IUI ฝ่ายชายจะเก็บอสุจิและส่งให้ห้องปฏิบัติการ เพื่อปั่นล้างและคัดกรองเอาเฉพาะอสุจิที่แข็งแรง โดยกำจัดอสุจิที่ไม่เคลื่อนไหว รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่อาจก่อความระคายเคืองต่อมดลูกออก นอกจากนี้ น้ำอสุจิที่ได้จะมีความเข้มข้นของอสุจิมากขึ้น ทำให้มีโอกาสผสมกับไข่ได้มากขึ้นด้วย กระบวนการเตรียมอสุจินี้ใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำอสุจิเริ่มต้น

5. การฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูก

เมื่อเตรียมอสุจิเสร็จ แพทย์จะฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูก (IUI) ด้วยการสอดสายสวนขนาดเล็กที่อ่อนนุ่ม ทำให้แทบไม่ปวดเลย เมื่อสอดสายผ่านช่องคลอดและปากมดลูกเข้าสู่โพรงมดลูกแล้ว แพทย์จะฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกด้านบน เพื่อให้อสุจิวิ่งเข้าไปเจอกับไข่และเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิ โดยจะใช้เวลาในการทำ IUI เพียงแค่ 5-10 นาทีเท่านั้น

การพักฟื้นและการดูแลร่างกายหลังทำ IUI

หลังการทำ IUI เสร็จแล้ว ฝ่ายหญิงจะนอนพักประมาณ 30 นาที เพื่อให้อสุจิมีเวลาเดินทางเข้าสู่ท่อนำไข่ และถือเป็นขั้นตอนที่ช่วยลดความวิตกกังวลและให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย หลังจากนั้นสามารถเดินทางกลับบ้านและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในวันที่ทำ IUI

หลังการทำ IUI ผ่านไปประมาณ 14 วัน ก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเองที่บ้านหรือที่คลินิก หากตั้งครรภ์ แพทย์จะนัดตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ต่อไป

FAQs. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ IUI

1. อาการหลังทำ IUI มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

อาการหลังทำ IUI อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยและไม่รุนแรง ดังนี้

  • การติดเชื้อ (Infection): ผู้เข้ารับการรักษามีโอกาสติดเชื้อ แต่กรณีดังกล่าวแทบไม่เกิดขึ้น เพราะเครื่องมือทุกชิ้นและห้องปฏิบัติการ ถูกทำให้ปลอดเชื้อ
  • ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นเกินขนาด (Ovarian Hyperstimulation Syndrome, OHSS): หรือภาวะที่รังไข่บวม อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้เข้ารับการรักษาได้รับยากระตุ้น ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะท้องอืด, กดที่บริเวณท้องแล้วเจ็บ, คลื่นไส้อาเจียน และอาจต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหากมีอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่รุนแรง อย่างไรก็ดีคลินิกที่ได้มาตรฐาน จะมีการตรวจติดตามการทำงานของรังไข่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ภาวะ OHSS จึงเกิดขึ้นได้น้อยมาก
  • การตั้งครรภ์แฝด (Multiple Pregnancies): การใช้ยากระตุ้นไข่ อาจส่งผลให้ไข่โตมากกว่า 1 ฟอง และมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์มากกว่า 1 คนได้

การเลือกคลินิก IUI อย่างละเอียดรอบคอบจึงนับว่ามีความสำคัญ คลินิก IUI ที่ดีควรมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่พร้อมและทันสมัย มีห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนมีทีมผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับ และมีประวัติความสำเร็จในหลากหลายเคสที่ผ่านมา

2. อัตราความสําเร็จการทำ IUI อยู่เท่าไหร่?

อัตราความสําเร็จการทำ IUI อยู่ที่ราว 10 – 15% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุฝ่ายหญิง สาเหตุของภาวะการมีบุตรยาก และคุณภาพของอสุจิ การทำ IUI ให้สำเร็จมีแนวโน้มลดลงอย่างมากในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปี การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้คุณสามารถคาดการณ์อัตราความสำเร็จของ IUI ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และช่วยให้ตัดสินใจได้ว่า IUI เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคุณหรือเปล่า

3. สามารถทำ IUI ได้กี่ครั้งจนกว่าจะเห็นผล?

การทำ IUI ติดต่อกันหลายรอบสามารถช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จ แต่โดยทั่วไป เมื่อทำถึงรอบที่ 6 อัตราความสำเร็จก็จะเริ่มคงที่และไม่เพิ่มขึ้น ปกติแพทย์จะแนะนำให้ทำ 3-6 ครั้ง อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้รับการรักษา และสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

4. ควรปฏิบัติตัวอย่างไรหลังทำ IUI?

หลังทำ IUI ฝ่ายหญิงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องนอนติดเตียงตลอดเวลา สามารถทำกิจกรรมและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ทั้งนี้แพทย์อาจไม่แนะนำให้แช่น้ำในอ่างหรือว่ายน้ำ 2-3 วัน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ โดยขั้นตอนสุดท้ายของการทำ IUI ก็คือการตรวจสอบการตั้งครรภ์

5. การทำ IUI ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?

ราคาทำ IUI ของแต่ละคลินิกอาจมีความแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปมักอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 40,000 บาท ค่าใช้จ่ายนี้ถือว่าค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับการรักษาชั้นสูงอื่นๆ เช่น การทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หรือ ICSI

ปรึกษาเกี่ยวกับการทำ IUI ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที.

หากไม่แน่ใจว่าจะทำ IUI ที่ไหนดี? สามารถปรึกษาขอแนะนำเกี่ยวกับบริการทำ IUI ที่ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. หรือปรึกษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ และช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้ได้มากที่สุด 

https://youtu.be/Etk9yjc8-5s

อ้างอิง

  • https://www.healthline.com/health/intrauterine-insemination-iui
  • https://americanpregnancy.org/getting-pregnant/intrauterine-insemination-70967/
  • https://www.facebook.com/Dr.Nisarath/posts/117719710391210
  • https://www.facebook.com/Dr.Nisarath/posts/118410980322083
  • https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/intrauterine-insemination/about/pac-20384722#:~:text=Intrauterine%20insemination%20(%20IUI%20)%20%E2%80%94%20a,more%20eggs%20to%20be%20fertilized

รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการเก็บไข่ ฝากไข่ แช่แข็งไข่ (Egg Freezing)

แม้แนวโน้มการแต่งงานช้า จะมีข้อดี คือทำให้สามารถลงหลักปักฐานในช่วงเวลาที่พร้อมและเหมาะสมที่สุด แต่การแต่งงานช้าก็ย่อมหมายถึงความเสี่ยงมีบุตรในช่วงที่อายุมาก ซึ่งมักก่อให้เกิดภาวะการมีบุตรยาก รวมถึงภาวะความผิดปกติจากการมีบุตรช้าต่างๆ การ เก็บไข่ ฝากไข่ แช่แข็งไข่ (Egg Freezing) ในช่วงอายุที่ระบบสืบพันธุ์ยังแข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อรอนำมาใช้ในช่วงเวลาที่พร้อม จึงนับว่าเป็นทางเลือกในการเตรียมพร้อมที่ตอบโจทย์  แต่การฝากไข่คืออะไรกันแน่? มีรายละเอียดใดบ้างที่ควรรู้? วันนี้ Superior A.R.T. มีคำตอบ

การเก็บไข่ ฝากไข่ แช่แข็งไข่ หรือ Egg Freezing คืออะไร?

การเก็บไข่ ฝากไข่ แช่แข็งไข่ (Egg Freezing) เป็นการรักษาคุณภาพของเซลล์ไข่ของผู้หญิงโดยการแช่แข็งเอาไว้ ซึ่งเหมือนเป็นการหยุดเวลา ก่อนที่ไข่จะเสื่อมคุณภาพลงเมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้น แล้วค่อยนำมาละลายเมื่อว่าที่คุณแม่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ โดยนำเซลล์ไข่ไปปฏิสนธิภายนอกกับอสุจิของสามีในเวลาที่กำหนดเองได้ ด้วยเทคนิคทางการแพทย์ที่ช่วยในการเจริญพันธุ์ การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF หรือ ICSI) จากนั้นก็นำกลับเข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูกภายในร่างกายอีกครั้ง เพื่อให้ไข่เติบโตกลายเป็นลูกน้อยที่น่ารักต่อไป

การฝากไข่มักถูกใช้ในกรณีใดบ้าง?

กระบวนการฝากไข่สามารถถูกใช้ในหลากหลายกรณี ดังนี้:

  • ผู้ที่วางแผนมีบุตรในอนาคตแต่ยังไม่พร้อมมีบุตรในขณะนี้ หรือการที่คู่หญิงชายวางแผนแต่งงานช้าลงด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างทางสังคม เช่น การศึกษา หน้าที่การงาน หรือการใช้ชีวิตตามความฝัน
  • ผู้หญิงที่ยังไม่เจอคู่ชีวิตในเวลาที่ใช่ แต่วางแผนการมีบุตรในอนาคต
  • ผู้หญิงที่ต้องได้รับการรักษาโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น การรักษาด้วยการฉายรังสี หรือการให้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งที่อาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ การเก็บรักษาไข่ไว้ในขณะที่ร่างกายยังสมบูรณ์จึงถือว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของรังไข่ เช่น เนื้องอก ซีสต์ หรือ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวหมดประจำเดือนเร็ว เคยมีประวัติผ่าตัดบริเวณรังไข่มาก่อน
  • ผู้มีปัญหาด้านพันธุกรรม ชนิดที่ทำให้รังไข่เสื่อมการทำงานเร็ว หรือ ผู้มีประวัติเสี่ยงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเร็ว
  • กรณีที่ใช้วิธีเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือ ICSI  ไข่ที่ได้รับการกระตุ้นออกมาแล้ว แต่ยังไม่ได้นำมาใช้ แพทย์อาจแนะนำให้นำไข่ไปแช่แข็งไว้เพื่อรอวันที่พร้อมปฏิสนธิ

การฝากไข่มีขั้นตอนอย่างไร?

การฝากไข่มีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ:

1. การกระตุ้นไข่

หลังจากที่แพทย์ได้ตรวจอัลตราซาวด์รังไข่และตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดเรียบร้อยแล้ว จะแนะนำวิธีการฉีดยากระตุ้นไข่ (เริ่มวันที่ 2 หรือ 3 ของการมีประจำเดือน) เพื่อกระตุ้นให้มีการตกไข่ในปริมาณที่มากกว่าปกติ โดยจะกระตุ้นทุกวันเป็นเวลา 10 – 14 วัน แพทย์จะทำการตรวจร่างกายเป็นระยะ (ทุก 2-3 วัน) เพื่อเช็กจำนวนไข่ ว่าเป็นไปตามเป้าหมายแล้วหรือยัง (โดยส่วนใหญ่ คาดหวังให้อยู่ที่ 10-20 ใบ) ตรวจดูตำแหน่งของไข่ ตลอดจนความแข็งแรงสมบูรณ์ของไข่ หากทุกอย่างตรงตามเป้าหมาย จะฉีดยากระตุ้นการตกไข่ (36 ชั่วโมงก่อนการเก็บไข่) เพื่อเตรียมตัวสู่กระบวนการการดูดเก็บไข่ในขั้นตอนต่อไป

2. การดูดเก็บไข่ หรือการเก็บไข่

ในการเก็บเซลล์ไข่ แพทย์จะให้ยาสลบแก่คนไข้ จึงไม่รู้สึกถึงความเจ็บระหว่างการเก็บไข่ แพทย์จะอัลตร้าซาวด์รังไข่เพื่อตรวจดูความพร้อมและตำแหน่งที่ไข่จะตก จากนั้นจะทำการดูดเก็บไข่โดยใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปทางช่องคลอดและดูดไข่ออกมาจากรังไข่ ซึ่งจะต้องทำในช่วงเวลาก่อนไข่ตกเท่านั้น

3. การแช่แข็งไข่ การฝากไข่

หลังจากแพทย์เก็บไข่ที่จะนำไปปฏิสนธิต่อในอนาคตแล้ว เซลล์ไข่จะถูกแช่แข็ง ด้วยเทคนิคการแช่แข็งแบบผลึกแก้ว หรือ Vitrification และเก็บรักษาในไนโตรเจนเหลว ที่อุณหภูมิติดลบ จนกว่าจะตัดสินใจนำไข่มาใช้  

ประสิทธิผลของการเก็บรักษาไข่

ไข่ที่ถูกแช่แข็งไว้ในไนโตรเจนเหลวนั้น สามารถเก็บได้นานเป็น 10 ปี โดยจะเก็บไว้ที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า – 196 องศาเซลเซียส เพื่อคงคุณภาพของไข่ไว้ให้เหมือนเดิมแม้เวลาจะผ่านไป  เพื่อรอเวลาที่พร้อมที่สุดของ (ว่าที่) คุณพ่อคุณแม่  อย่างไรก็ตามการตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของหญิงที่จะตั้งครรภ์ ความแข็งแรงของร่างกาย และความแข็งแรงของอสุจิของฝ่ายชายด้วย

การฝากไข่ปลอดภัย/มีความเสี่ยงแค่ไหน?

แม้ว่าการฝากไข่จะเป็นวิธีการที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็อาจเกิดผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการกระตุ้นไข่และเก็บไข่ได้ เช่น ภาวะรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นมากเกินไป (Ovarian Hyperstimulation Syndrome) หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น บางรายอาจมีอาการเจ็บ ท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดศีรษะ น้ำหนักขึ้น หรืออาจมีอารมณ์แปรปรวน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายต่อชีวิต

การฝากไข่มีอัตราความสำเร็จเท่าไหร่?

โอกาสตั้งครรภ์จากการฝากไข่นั้นเท่ากับการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ โดยช่วงอายุที่แพทย์แนะนำคือ 20 ไปจนถึง 35 ปี เนื่องจากอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ เซลล์ไข่เมื่อนำมาละลายด้วยวิธีการ Vitrification โอกาสรอดสูงถึง 90-95% ดังนั้น ยิ่งมีจำนวนของไข่มาก ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์มากขึ้นเท่านั้น

แพทย์จะแนะนำจำนวนการเก็บไข่ที่เหมาะสม โดยจะขึ้นกับอายุของฝ่ายหญิง ผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีจำนวนไข่ที่ถูกเก็บและนำไปแช่แข็งจะอยู่ที่ประมาณ 10-15 ฟองสำหรับการตั้งครรภ์ 1 ครั้ง และจะเก็บได้ปริมาณที่น้อยลงตามอายุ โดยโอกาสการตั้งครรภ์จะอยู่ที่ประมาณ 7% ต่อไข่ 1 ใบ

ดังที่ได้เล่าไปตอนต้น โอกาสตั้งครรภ์จากการฝากไข่ไม่ใช่ 100% ความสำเร็จในการตั้งครรภ์เกิดจากปัจจัยต่างๆ ของร่างกายของทั้งฝ่ายชายและหญิงเช่นเดียวกับการตั้งครรภ์โดยธรรมชาติ ซึ่งการฝากไข่นั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการนำไข่มาเก็บรักษาไว้ภายนอกร่างกายเท่านั้น

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับกับ การเก็บไข่ ฝากไข่ แช่แข็งไข่ Egg Freezing

อ้างอิง

  • เพจ Unlock สารพันเรื่องมีลูกยาก by หมอนิ
  • รู้จักการฝากไข่ แช่แข็งไข่ ทางออกของคนอยากมีลูกแต่ยังไม่พร้อม
  • Egg Freezing
  • https://www.uclahealth.org/obgyn/egg-freezing
  • https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/910167
  • https://www.sanook.com/women/168141/
  • https://workpointtoday.com/egg-freezing/
  • https://vogue.co.th/beauty/bdmseggfreezing
  • https://today.line.me/th/v2/article/r9EMMX