𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.68 ❝ปัญหามีลูกยาก ในฝ่ายหญิง❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่  30 ตุลาคม พ.ศ.2567 โดยหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

บทความนี้ได้สรุปเนื้อหาจากไลฟ์ของ Superior A.R.T. ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัย สาเหตุ และวิธีการแก้ไขรักษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหานี้

[ 02:35 ] เกณฑ์การวินิจฉัย “ภาวะมีลูกยาก” คืออะไร?

ตามไกด์ไลน์ขององค์กร ASRM (American Society for Reproductive Medicine) ของอเมริกา ได้มีการปรับปรุงคำจำกัดความและเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะมีลูกยากในปี 2023 ไว้ดังนี้:

  • เกณฑ์ด้านระยะเวลา: คู่หญิงชายที่อยู่ด้วยกันและมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไปแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ แต่หากผู้หญิงมีอายุเกิน 35 ปี จะลดเกณฑ์ลงมาเหลือเพียง 6 เดือน เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้เร็วขึ้น 
  • เกณฑ์ด้านประวัติและร่างกาย: สามารถวินิจฉัยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบ 1 ปี หากซักประวัติหรือตรวจร่างกายแล้วพบว่าไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เช่น มีเพศสัมพันธ์ไม่ได้, มีท่อนำไข่ตันชัดเจน, หรือฝ่ายชายตรวจไม่พบสเปิร์มเลย/มีความผิดปกติของสเปิร์มที่รุนแรง
  • เกณฑ์ด้านความจำเป็นทางการแพทย์: คู่แต่งงานที่จำเป็นต้องใช้วิธีการทางการแพทย์ช่วยในการมีลูกแต่แรก เช่น การใช้สเปิร์มบริจาค, ไข่บริจาค, การทำ IUI หรือ ICSI
  • การเปิดกว้างด้านเพศสภาพ: ในคำจำกัดความใหม่ได้ตัดคำว่า “ผู้หญิง” หรือ “ผู้ชาย” ออก เพื่อให้ครอบคลุมถึงคู่รัก LGBTQ+ และคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ทั้งนี้ ในประเทศไทยปัจจุบันยังคงต้องใช้ทะเบียนสมรสระหว่างชาย-หญิงโดยกำเนิดตามกฎหมายอยู่)

[ 07:50 ] สถิติและสัดส่วนสาเหตุของภาวะมีลูกยาก

จากข้อมูลทางสถิติพบว่า คู่ชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเป็นเวลา 1 ปี จำนวน 100 คู่ จะมีการตั้งครรภ์ประมาณ 80-90 คู่ ส่วนอีก 10-20 คู่ที่เหลือที่ยังไม่ท้อง จะถือว่าเข้าข่ายมีภาวะมีลูกยาก โดยสาเหตุสามารถแบ่งได้ดังนี้:

  • เกิดจากฝ่ายหญิง: พบได้ประมาณ 30-40%
  • เกิดจากฝ่ายชาย: พบได้ประมาณ 25-30%
  • ไม่ทราบสาเหตุ: พบได้ประมาณ 10-15% (ตรวจฝ่ายชายน้ำเชื้อปกติ ตรวจฝ่ายหญิงมดลูกและรังไข่ปกติ แต่ยังไม่ตั้งครรภ์)

[ 09:50 ] สาเหตุภาวะมีลูกยากในฝ่ายหญิง 

สาเหตุของภาวะมีลูกยากในฝ่ายหญิง สามารถแยกตามส่วนต่างๆ ของระบบสืบพันธุ์ได้ดังนี้:

[ 10:20 ] 1. ปัญหาที่ช่องคลอด

ปัญหาที่ช่องคลอดมักจะทำให้คนไข้ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ซึ่งส่งผลให้มีลูกยาก โดยอาจเกิดจาก:

  • ความผิดปกติแต่กำเนิด: เช่น เยื่อพรหมจรรย์ปิดสนิท หรือมีผนังกั้นด้านในช่องคลอด (Septum) ทำให้ไม่มีประจำเดือนและมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด
  • [ 11:25 ] ภาวะช่องคลอดหดเกร็ง (Vaginismus): มักเกิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ในอดีต ทำให้รู้สึกกลัวและฝังใจ ส่งผลให้ช่องคลอดตีบตันและหดเกร็งจนไม่สามารถสอดใส่ได้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับทัศนคติ การทำจิตบำบัด หรือปรึกษาจิตแพทย์

[ 12:40 ] 2. ปัญหาที่ปากมดลูก

ปากมดลูกเป็นทางผ่านของสเปิร์มเพื่อเข้าไปหาไข่ที่ท่อนำไข่ หากมีความผิดปกติจะทำให้สเปิร์มผ่านเข้าไปไม่ได้ เช่น:

  • การอักเสบของปากมดลูก: ทำให้มูกหนืดขึ้น สเปิร์มวิ่งเข้าไม่ได้ หรือมีสารอักเสบที่ทำลายสเปิร์มให้ตายตั้งแต่บริเวณนี้ ต้องรักษาด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อ
  • ปากมดลูกตีบตัน: อาจเกิดจากเคยขูดมดลูกในอดีต ทำให้มีแผลและพังผืดจนปากมดลูกตีบตัน ต้องไปแก้ไขตำแหน่งที่ตีบตัน

[ 13:56 ] 3. ปัญหาที่ตัวมดลูก

มดลูกเป็นที่ฝังตัวของตัวอ่อน แบ่งความผิดปกติออกเป็น 2 กลุ่ม คือ:

  • [ 14:11 ] ความผิดปกติของมดลูกแต่กำเนิด:
  • ภาวะมดลูกผิดรูป หรือมดลูกโค้ง (Arcuate Uterus) ตำแหน่งด้านบนของโพรงมดลูกโค้งหรือมีรอยคอด อาจมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนหากไปฝังตัวในตําแหน่งที่มีรอยคอด แต่หากไม่ได้ยื่นออกมามากก็ไม่จําเป็นต้องผ่าตัด โดยจะใส่ตัวอ่อนที่ตำแหน่งที่ต่ำกว่ายอดมดลูกที่มีผนังหนา
  • มดลูกมีผนังกั้น (Uterine Septum: Subseptate Uterus / Septate Uterus): หากเนื้อเยื่อยื่นออกมามากจนเป็นผนังกั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการส่องกล้องเข้าไปผ่าตัดตัดผนังกั้นออก เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • ความผิดปกติที่ผ่าตัดไม่ได้: เช่น มดลูก 2 หัว, ผนังกั้นหนาและมีกล้ามเนื้อมดลูกด้านใน, มดลูกแฝด (มีมดลูกแยก 2 ข้างโดยสมบูรณ์) หรือมดลูกข้างเดียว สามารถรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้วและเลือกใส่ตัวอ่อนในด้านที่ใหญ่กว่า แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการคลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ หรือเด็กตัวเล็ก
ปัญหามีลูกยาก ภาวะมดลูกเจริญผิดปกติแต่กำเนิด
  • [ 17:37 ] โรคของมดลูกที่เกิดขึ้นภายหลัง:
  • [ 18:16 ] เนื้องอกมดลูก: แบ่งตามตําแหน่ง ได้แก่ (1) อยู่ที่ผิวมดลูกและยื่นออกไปด้านนอกมดลูก (2) อยู่ในกล้ามเนื้อมดลูกหรือในเนื้อมดลูก (3) ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งตำแหน่งที่ 3 นี้จะมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน แนะนำให้ส่องกล้องผ่าตัดออกก่อน ส่วนตำแหน่งที่ 1 และ 2 ไม่มีผลต่อการตั้งครรภ์ จึงไม่จําเป็นต้องผ่าตัด ยกเว้นมีอาการที่เกิดจากการกดเบียดจากก้อนเนื้องอก เช่น ปัสสาวะบ่อย อุจจาระผิดปกติ ปวดท้องหรือแน่นท้องมาก การผ่าตัดมดลูก หากลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ต้องรอแผลสมานประมาณ 1 ปี จึงจะตั้งครรภ์ได้ เพื่อป้องกันมดลูกแตก
  • [ 20:45 ] ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก: เกิดจากผนังมดลูกหนาตัวผิดปกติ หากติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่เกิน 1 ซม. ร่วมกับมีประวัติแท้งในไตรมาสแรกหรือใส่ตัวอ่อนหลายรอบแล้วไม่ท้อง แนะนำให้ผ่าตัดออก ส่วนในเคสที่ไม่เข้าเงื่อนไขก็ควรต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นด้วย เช่น มีตัวอ่อนเยอะหรือไม่ หากมีตัวอ่อนที่ปกติเพียงตัวเดียวก็อาจจะแนะนําให้ผ่าตัดก่อน และหากมีขนาดใหญ่เกิน 2 ซม. หรือมีอาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกกะปริบกะปรอย ประจำเดือนมาผิดปกติ ก็ควรผ่าตัดเช่นกัน
  • [ 24:12 ] เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (มดลูกโต / Adenomyosis): หากมดลูกโตไม่มากมักไม่ต้องให้ยา แต่หากมดลูกโตมาก (เกิน 10-12 ซม.) หรือมีอาการปวดประจำเดือนมาก อาจต้องให้ยากดขนาดมดลูกให้เล็กลงประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ผนังมดลูกดีขึ้นและเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์

[ 25:30 ] 4. ปัญหาที่ท่อนำไข่

หากท่อนำไข่อุดตัน จะทำให้มีลูกยาก สาเหตุอาจเกิดจาก ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis), การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน, ประวัติการผ่าตัดในช่องท้องที่อาจทำให้เกิดพังผืด (เช่น ไส้ติ่งแตก), การแท้งติดเชื้อ, หรือเคยท้องนอกมดลูก

  • [ 26:34 ] การวินิจฉัย: ตรวจได้ด้วยการฉีดสีและเอ็กซเรย์ดูท่อนำไข่ หรือการทำอัลตราซาวด์ร่วมกับการฉีดน้ำเกลือว่าสามารถผ่านเข้าไปในช่องท้องได้หรือไม่
  • [ 30:54 ] แนวทางการรักษา:
  • โดยปกติตามธรรมชาติ อวัยวะตรงส่วนที่เป็นท่อ เนื้อเยื่อด้านในจะมีการสร้างสารคัดหลั่ง หรือน้ำในนั้น สำหรับลักษณะท่อนำไข่ที่มีส่วนต้นแคบกว่าส่วนปลาย น้ำจึงมักไหลไปทางส่วนปลายมากกว่า
  • ตันส่วนต้น: น้ำจะยังสามารถไหลไปทางปลายท่อนำไข่ได้ ท่อนำไข่จึงไม่บวม สามารถทำ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) ได้เลยโดยไม่ต้องผ่าตัดท่อนำไข่
  • ตันส่วนปลาย: น้ำที่คั่งที่ไม่สามารถระบายออกไปได้ ทำให้เกิดภาวะท่อนำไข่บวมน้ำ นอกจากนัั้นน้ำที่คั่งที่สะสมไว้เป็นเวลานานจะมีสารอักเสบที่เป็นพิษ เมื่อน้ำที่เป็นพิษค่อยๆ ซึมไหลเข้าโพรงมดลูก จึงรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อนและอาจพัดตัวอ่อนให้หลุดได้ ดังนั้นในเคสที่ทำ ICSI หมอจะแนะนำให้เก็บไข่ให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงไปผ่าตัดตัดท่อนำไข่ที่บวมน้ำออก ก่อนนำตัวอ่อนกลับมาใส่ในโพรงมดลูก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

[ 31:35 ] 5. ปัญหาที่รังไข่

ความผิดปกติที่รังไข่ทำให้ไข่ไม่ตก หรือไข่ตกไม่สม่ำเสมอ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่:

  • [ 31:50 ] ภาวะ PCOS (ถุงน้ำรังไข่หลายใบ): พบได้บ่อย ทำให้ไข่ไม่ตกเรื้อรัง ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และมีลักษณะฮอร์โมนเพศชายเกิน รักษาได้ด้วยการให้ยากระตุ้นไข่ แล้วลองฉีดน้ำเชื้อ (IUI) หากไม่สำเร็จก็ข้ามไปทำ ICSI ได้
  • [ 32:42 ] ความผิดปกติของฮอร์โมน: การมีปัญหาฮอร์โมนไทรอยด์ หรือ ฮอร์โมนโปรแลคติน (ฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างน้ำนม) ผิดปกติ จะไปรบกวนทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทำให้ไข่ไม่ตก ต้องรับยาเพื่อปรับระดับฮอร์โมน
  • [ 33:41 ] ปัญหาจากน้ำหนักตัว:
  • น้ำหนักตัวเกิน (อ้วน): ทำให้ระบบฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ แพทย์จะแนะนำให้ลดน้ำหนักตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยช่วงแรกอาจจะลดประมาณ 5-10% ของน้ำหนักปัจจุบันก่อน แล้วค่อยๆ ลดมากขึ้นเท่าที่สามารถทำได้
  • [ 34:37 ] ผอมเกินไป / ออกกำลังกายหนักเกินไป: ผู้หญิงจำเป็นต้องมีเปอร์เซ็นต์ไขมัน (Body Fat) อย่างน้อย 22% ขึ้นไป ประจำเดือนจึงจะมาสม่ำเสมอ หากออกกำลังกายจนไขมันเหลือน้อยกว่า 10% ร่างกายจะคิดว่าอยู่ในสภาวะที่มีความเครียด ขาดสารอาหาร  ก็จะกดการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทำให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนไม่มา จึงทำให้มีลูกยากได้

[ 36:09 ] สาเหตุอื่นๆ ที่พบได้น้อย

นอกเหนือจากโครงสร้างทางกายภาพแล้ว อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการ Antiphospholipid Syndrome (ภาวะเลือดแข็งตัวง่าย) ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยกว่า 2-5% มักจะตรวจหาสาเหตุนี้ในกรณีที่หาสาเหตุอื่นไม่เจอ หรือคนไข้เคยใส่ตัวอ่อนมาแล้วหลายรอบแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งสามารถรักษาด้วยการปรับยาเพื่อช่วยให้ตั้งครรภ์ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.67 ❝มดลูกโต มี Chocolate Cyst ปวดท้องประจำเดือน ส่งผลให้มีลูกยากไหม❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่  11 ตุลาคม พ.ศ.2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

ปัญหาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง อาจไม่ใช่แค่เรื่องปกติของผู้หญิงเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคแฝงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและโอกาสในการตั้งครรภ์ บทความนี้สรุปความรู้จาก Superior A.R.T. LIVE EP.67 ที่เจาะลึกเรื่องภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ช็อกโกแลตซีสต์ และภาวะมดลูกโต มีอาการอะไรบ้าง ส่งผลให้มีลูกยากอย่างไร พร้อมแนวทางการรักษาสำหรับผู้ที่วางแผนอยากมีบุตรในอนาคต

[ 01:39 ] ทำความรู้จักสรีระและมดลูกของผู้หญิง

ก่อนจะเข้าใจตัวโรค เราต้องมาทำความรู้จักกายวิภาคพื้นฐานกันก่อน มดลูกของผู้หญิงตั้งอยู่ตรงกลางลำตัว ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้:

  • ช่องคลอดและปากมดลูก ช่องคลอดอยู่ส่วนล่างสุด ต่อด้วยปากมดลูก 
  • ตัวมดลูก อยู่ตรงกลางต่อเนื่องจากปากมดลูกขึ้นมา ภายในจะมี “โพรงมดลูก” ซึ่งถูกบุด้วย “เยื่อบุโพรงมดลูก” และล้อมรอบด้วยชั้นกล้ามเนื้อมดลูก
  • ปีกมดลูก (ท่อนำไข่) และ รังไข่ ทั้งสองข้าง (ซ้ายและขวา)

[ 02:52 ] ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และ ช็อกโกแลตซีสต์ คืออะไร?

โดยปกติ “เยื่อบุโพรงมดลูก” จะเจริญและหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนทุกเดือน เลือดประจำเดือนจะไหลออกมาทางช่องคลอด แต่ในผู้หญิงบางคน อาจมีเลือดประจำเดือนบางส่วนไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องผ่านทางท่อนำไข่

โดยส่วนใหญ่ร่างกายจะกำจัดเลือดเหล่านี้ได้เอง แต่ในคนไข้กลุ่มนี้ ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดได้หมด ทำให้เยื่อบุเหล่านี้ไปเกาะตามที่ต่างๆ เช่น ชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ หรือแม้แต่เยื่อหุ้มปอด ภาวะนี้เรียกว่า “เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่” (Endometriosis)

[ 04:49 ] ทำไมถึงเรียกว่า “ช็อกโกแลตซีสต์”? 

เมื่อเยื่อบุเหล่านี้ไปเกาะที่ “รังไข่” และฟอร์มตัวเป็นถุงน้ำ เลือดประจำเดือนเก่าที่คั่งค้างอยู่ภายในจะมีสีคล้ำคล้ายน้ำช็อกโกแลต จึงเป็นที่มาของชื่อเล่นว่า “ช็อกโกแลตซีสต์” (Chocolate Cyst) นั่นเอง

[ 05:53 ] อาการเตือน! แบบไหนที่เสี่ยงเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่?

หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรหมั่นสังเกตตัวเองและพบแพทย์:

  • ปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ: อาการปวดเกิดตรงบริเวณที่มีเยี่อบุไปเกาะ  ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่ปวดเล็กน้อย เคยทนได้ กลายเป็นต้องเริ่มทานยาแก้ปวด เข่น พาราเซตตามอล ต่อมาต้องทานยาแก้ปวดกลุ่มที่แรงขึ้น (เช่น ไอบูโพรเฟน, พอนสแตน) หรือต้องไปฉีดยาแก้ปวด
  • เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์: เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ทําให้เกิดการอักเสบ ร่างกายก็จะพยายามควบคุมการอักเสบนั้น โดยการสร้างพังผืดมาห้อมล้อมตรงบริเวณที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้อเยื่อตรงนั้นก็จะแข็ง ไม่ยืดหยุ่น ทำให้เกิดอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ได้
  • ปวดเบ่งเวลาขับถ่าย: หากเยื่อบุไปเกาะบริเวณลำไส้ จะทำให้ปวดมากเวลาอุจจาระในช่วงที่มีประจำเดือน
  • หายใจไม่อิ่มช่วงมีประจำเดือน (พบน้อย): เกิดจากเยื่อบุไปเกาะถึงเยื่อหุ้มปอด ทำให้ปอดแตกในช่วงมีรอบเดือน

[ 09:03 ] ช็อกโกแลตซีสต์ ทำให้มีลูกยากได้อย่างไร?

ภาวะนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “บ้านที่ร้อนและอักเสบ” ทำให้เกิดผลกระทบต่อการตั้งครรภ์หลายประการ:

  • 1. เกิดพังผืดรัดท่อนำไข่: สารอักเสบทำให้เกิดพังผืด เมื่อไปรัดท่อนำไข่ ก็จะทำให้ท่อนำไข่ตันหรือบวม
  • 2. คุณภาพและปริมาณไข่ลดลง: ไข่ที่อยู่รอบๆ ช็อกโกแลตซีสต์มีการอักเสบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไข่สลายตัวเร็วขึ้น นอกจากนี้ อาจตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ได้ไม่ดี บางครั้งไข่ไม่โต หรือบางครั้งไข่โตเร็วเกินไป ขนาดไข่ดูใหญ่แต่เจาะออกมากลับเป็นไข่อ่อน คุณภาพของไข่ไม่ดี ส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนไม่ดี โอกาสตั้งครรภ์จึงลดลง
  • 3. ขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน: สารก่อการอักเสบทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ตัวอ่อนจึงฝังตัวได้ยาก

[ 11:39 ] ภาวะมดลูกโต (Adenomyosis) ญาติสนิทของช็อกโกแลตซีสต์

ภาวะมดลูกโตเกิดจากเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกตัวเข้าไปใน “ชั้นกล้ามเนื้อมดลูก” ทำให้ผนังมดลูกขยายขนาดหนาขึ้น

  • อาการเด่น: ปวดท้องประจำเดือนอย่างหนักเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือน และมีปริมาณเลือดประจำเดือนออกเยอะมากผิดปกติ เพราะมีพื้นที่เยื่อบุโพรงมดลูกมากขึ้น
  • ปัญหาการมีบุตร: มดลูกที่โตจะมีการบีบตัวแรงกว่าปกติ อาจบีบไล่ตัวอ่อนออก หรือมีการอักเสบในชั้นกล้ามเนื้อส่งผลให้ตัวอ่อนฝังตัวไม่สำเร็จ

[ 13:48 ] แนวทางการรักษาช็อกโกแลตซีสต์และภาวะมดลูกโต

การรักษาจะขึ้นอยู่กับ “ความต้องการมีบุตร” เป็นหลัก

สำหรับผู้ที่ยังไม่อยากมีบุตร

  • ก้อนไม่ใหญ่: ใช้ยาฮอร์โมน (ยาคุมกำเนิด) เพื่อควบคุมอาการและกันไม่ให้โรคเป็นมากขึ้น
  • ก้อนใหญ่ (เกิน 4 ซม.) และปวดมาก: หากทานยาไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด

สำหรับผู้ที่อยากมีบุตร

  • อายุยังน้อย ท่อนำไข่ไม่ตัน อสุจิดี: สามารถลองตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องข้ามไปทำเด็กหลอดแก้วทันที
  • อายุมาก รังไข่เสื่อมหรือมีไข่น้อย ท่อนำไข่ตัน หรือฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องสเปิร์ม: แนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI)
  • ต้องผ่าตัดไหม :
  • ช็อคโกแลตซีสต์ หากซีสต์มีขนาดไม่ใหญ่มาก แพทย์มักจะกระตุ้นและเก็บไข่ไว้ก่อน และพิจารณาให้ยา หรือผ่าตัดซีสต์ออก ก่อนย้ายตัวอ่อน เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • ภาวะมดลูกโต หากมดลูกขนาดโตไม่มาก ปวดท้องไม่มาก ก็สามารถใส่ตัวอ่อนได้ แต่หากมีขนาดใหญ่มาก ก็อาจจะฉีดยาเพื่อให้ขนาดมดลูกลดลง ลดการอักเสบ ก่อนการใส่ตัวอ่อน

[ 16:34 ] การตั้งครรภ์และหลังคลอดสำหรับผู้มีภาวะมดลูกโต

  • ระหว่างตั้งครรภ์: อาจพบผลข้างเคียงบ้าง เช่น รกฝังตัวได้ไม่ดี เด็กตัวเล็กกว่าปกติ ท่าของเด็กผิดปกติ หรืออาจคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อย แต่โดยรวมไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของทารกพิการ
  • หลังคลอด: ในคนไข้ที่มีช็อกโกแลตซีสต์หรือภาวะมดลูกโต ช่วงที่ให้นมบุตร ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูง ช่วยกดอาการของโรคไว้ อาการมักจะกลับมาเมื่อหยุดให้นมและประจำเดือนกลับมาปกติ จึงควรต้องพบแพทย์เพื่อติดตามอาการต่อเนื่อง

[ 18:21 ] เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และมดลูกโตจะหายขาดเมื่อไหร่?

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และมดลูกโต ถูกกระตุ้นด้วย “ฮอร์โมนเพศหญิง” ดังนั้นโรคจะหายขาดไปเองเมื่อ “เข้าสู่วัยทอง” เนื่องจากระดับฮอร์โมนลดลงอย่างถาวร

[ 19:14 ] ตอบคำถามจากทางบ้าน (Q&A)

  • มีอาการคล้ายไข้ทับฤดู ช่วงประจำเดือนมาเกี่ยวข้องกันไหม?: อาการคลื่นไส้  ตัวรุมๆ เหมือนมีไข้ สามารถเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ยิ่งผู้ที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จะปวดท้องหนักมาก ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียและเหมือนเป็นไข้ได้
  • ปวดท้องรุนแรง หน้ามืดวันแรก แต่ตรวจภายในปกติ?: การตรวจภายในทั่วไป อาจมองไม่เห็นซีสต์หรือพังผืดที่ซ่อนอยู่ ควรตรวจด้วยการทำอัลตราซาวด์ ร่วมด้วยจึงจะเห็นความผิดปกติ เช่น ซีสต์ชัดเจนมากขึ้น

[ 21:07 ] เทรนด์ใหม่: การฝากไข่ (Egg Freezing) เพื่ออนาคต

ปัจจุบันแพทย์มีคำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่รังไข่ (ช็อกโกแลตซีสต์) ว่า ปริมาณไข่จะสลายและลดลงเร็วกว่าคนทั่วไป หากอนาคตวางแผนอยากมีบุตร ควรพิจารณา “การกระตุ้นและเก็บไข่ ฝากไข่ แช่แข็งไข่ เอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือทำก่อนเข้ารับการผ่าตัดซีสต์ เพื่อป้องกันปัญหาไข่น้อยจนมีลูกยากในอนาคต

คำแนะนำทิ้งท้าย: ผู้หญิงทุกคนควรเข้ารับการตรวจภายในและอัลตราซาวด์เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะหากมีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง หรือประจำเดือนมาผิดปกติ การพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้รักษาได้ง่ายและรักษาโอกาสในการมีบุตรไว้ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.66 ❝ไข่น้อย กระตุ้นไข่ แล้วไม่ได้ไข่ ทำอย่างไรได้บ้าง❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2567 โดยหมอโฟม พญ.ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

⏱️ ปัญหาไข่น้อย กระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 01:04)

คุณผู้หญิงที่เคยเข้ารับกระบวนการกระตุ้นไข่หรือทำเด็กหลอดแก้วมาแล้ว แล้วพบว่าตัวเองมีปัญหา “จำนวนไข่ตั้งต้นน้อย” และเมื่อกระตุ้นไปแล้ว “เก็บไข่ไม่ได้ไข่” สามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้การรักษารอบหน้าได้ฟองไข่ที่ดีและมีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างยากในการรักษา วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไข่ตั้งต้นน้อย รวมถึงแนวทางแก้ไขให้การรักษารอบหน้าได้ไข่ที่มีคุณภาพ ทั้งในมุมของการเตรียมตัวของคนไข้ และกระบวนการทางการแพทย์จากฝั่งของคุณหมอ

⏱️ “ไข่น้อย” คืออะไร?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 02:30)

โดยปกติแล้ว คำว่า “ไข่น้อย” หมายถึง ไข่ตั้งต้นมีจำนวนน้อย ในการทำเด็กหลอดแก้วแต่ละรอบ คุณหมอจะอัลตราซาวด์เพื่อนับฟองไข่ใบเล็กๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ไข่ตั้งต้น” ว่าในแต่ละรอบมีจํานวนฟองไข่เท่าไหร่ เพื่อประเมินว่าหลังจากที่เราให้ยากระตุ้นไปแล้ว จะได้ฟองไข่ที่สมบูรณ์หรือไข่สุก (Mature) จำนวนกี่ใบในรอบนั้น

  • การนับฟองไข่ตั้งต้น จะทำการนับในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน
  • คำว่าน้อยหมายถึงเท่าไหร่? คือมีจำนวนฟองไข่ที่นับได้ในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน น้อยกว่า 5 ใบ

⏱️ สาเหตุที่ทำให้ไข่ตั้งต้นน้อย เกิดจากอะไรได้บ้าง?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 03:24)

ไข่ตั้งต้นที่น้อยสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้:

  • 1. อายุที่มากขึ้น: เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้น การทำงานของรังไข่จะลดลง จำนวนฟองไข่หรือฟองไข่สำรองที่อยู่ในรังไข่ก็จะลดลงตามธรรมชาติ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า
  • 2. รังไข่เสื่อมก่อนวัย (Premature Ovarian Failure): รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันสมควร หรือรังไข่ทำงานน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็นตามอายุ ซึ่งเกิดจากพันธุกรรมหรือยีนที่ธรรมชาติให้มา แทนที่รังไข่จะหยุดทำงานตอนอายุประมาณ 40 ปลายๆ ถึง 50 ปีตามปกติของผู้หญิงส่วนใหญ่ กลับกำหนดให้รังไข่มีอายุสั้นกว่าปกติ ทำให้หยุดทำงานในวัยที่เร็วกว่าปกติ อาจจะเป็นช่วง 30 ปลายๆ หรือ 40 ต้นๆ
  • 3. โรคประจำตัวบางชนิด: โดยเฉพาะกลุ่มโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) เช่น โรคพุ่มพวง (SLE) ที่ภูมิคุ้มกันไปต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่อและเซลล์รังไข่ ทำให้เนื้อเยื่อรังไข่เสื่อมสภาพหรือทำงานน้อยลงเร็วกว่าปกติ
  • 4. ประวัติการผ่าตัดรังไข่: เคยเป็นถุงน้ำในรังไข่หรือซีสต์ และได้รับการผ่าตัดที่รังไข่ การผ่าตัดจะทำให้เนื้อเยื่อรังไข่ที่ดีมีปริมาณลดลง ส่งผลให้ปริมาณฟองไข่ที่เหลืออยู่น้อยลงไปด้วย
  • 5. ปัจจัยอื่นๆ: บางครั้งอาจเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ หรือการสัมผัสกับสารเคมี ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้การทำงานของรังไข่เสื่อมลงเร็วกว่าปกติ ทำให้มีจำนวนไข่ตั้งต้นน้อยลง

⏱️ วิธีตรวจประเมินยืนยันว่ารังไข่ทำงานน้อย

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 06:08)

นอกจากการพิจารณาจากอายุและประวัติสุขภาพแล้ว เราสามารถยืนยันการทำงานของรังไข่ได้จากทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้:

  • 1. การทำอัลตราซาวด์ ดูจำนวนฟองไข่ (AFC – Antral Follicle Count): ทำในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่อนับฟองไข่ตั้งต้นขนาดประมาณ 3 – 9 มิลลิเมตร หากนับได้น้อยกว่า 5 ใบ จะถือว่าไข่ตั้งต้นน้อย
  • 2. การเจาะเลือดตรวจฮอร์โมน AMH (Anti-Mullerian Hormone): ฮอร์โมนตัวนี้สร้างมาจากฟองไข่ใบเล็กๆ ที่เป็นไข่สำรองในรังไข่ ถ้าค่าฮอร์โมนสูง บ่งบอกว่าปริมาณไข่สำรองยังมีเยอะ แต่ถ้าค่านี้ต่ำ บ่งบอกว่าการทำงานของรังไข่ไม่ดี มีไข่สำรองน้อย โดยค่า AMH ที่ถือว่าน้อยจะอยู่ที่ ต่ำกว่า 1.2 ng/mL (ฮอร์โมนตัวนี้สามารถเจาะตรวจวันไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอิงกับรอบประจำเดือน)
  • 3. การเจาะเลือดตรวจฮอร์โมน FSH: เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าเพื่อมากระตุ้นการทำงานของรังไข่ ถ้ารังไข่ทำงานดี ค่า FSH จะต่ำ แต่ถ้ารังไข่เสื่อมสภาพหรือทำงานน้อย ค่า FSH ก็จะสูง การตรวจฮอร์โมนตัวนี้ต้องทำในช่วง 1-3 วันแรกของประจำเดือน หากค่า FSH เกิน 10 mIU/mL จะบ่งบอกว่าการทำงานของรังไข่ไม่ค่อยดี เริ่มมีการเสื่อมสภาพ

⏱️ ปัญหา “กระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่” เกิดจากอะไร?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 09:33)

ในกระบวนการกระตุ้นไข่จะต้องผ่านขั้นตอนการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไข่ โดยเฉลี่ยประมาณ 10-12 วัน โดยปัญหาการกระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่ แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

  • 1. ไข่ไม่โตตั้งแต่แรก: คนไข้อาจฉีดยากระตุ้นไปได้ประมาณ 4-5 วัน เมื่อคุณหมอนัดมาอัลตราซาวด์ติดตามขนาดฟองไข่ กลับพบว่าฟองไข่ไม่ตอบสนองต่อยาฮอร์โมน ขนาดไม่โตขึ้นเลย คุณหมออาจจะต้องคุยกับคนไข้เพื่อยกเลิกการรักษาในรอบนั้น ซึ่งพบได้เป็นครั้งคราว
  • 2. ฟองไข่โตดี แต่เก็บแล้วไม่ได้ไข่หรือได้ไข่ที่ไม่สมบูรณ์: กรณีนี้ฉีดยาครบ อัลตราซาวด์ดูแล้วฟองไข่โตดี แต่กลับไม่สามารถเก็บไข่ได้ ซึ่งแบ่งได้อีก 3 กรณีย่อย คือ
  • ไม่มีเซลล์ไข่ (Empty Follicle): สิ่งที่เราเห็นจากอัลตราซาวด์ว่ามีขนาดโตขึ้น จริงๆ แล้วคือ “สารน้ำในฟองไข่” ตัวเซลล์ไข่ไม่สามารถมองเห็นได้จากอัลตราซาวด์ บางคลินิกจึงตรวจฮอร์โมนเอสตราไดออล (Estradiol) ร่วมด้วยเพื่อยืนยันว่าฟองไข่มีความสมบูรณ์จริง หากไม่ได้ตรวจเช็กค่าฮอร์โมน เมื่อเก็บไข่อาจจะพบว่ามีแต่น้ำ ไม่มีเซลล์ไข่อยู่ภายใน
  • ไข่ไม่หลุดจากเปลือก: เมื่อฟองไข่โตดีแล้ว จะต้องฉีดยาตัวสุดท้ายเพื่อให้ไข่สุกและพร้อมเก็บ (Trigger Shot) หากได้รับยาตัวนี้ได้ไม่เต็มที่ เช่น ฉีดไม่เข้า ฉีดผิดวิธี หรือฉีดผิดเวลา จะทำให้เซลล์ไข่ไม่สามารถหลุดลอกออกมาจากเปลือกได้ เมื่อคุณหมอเจาะเก็บไข่ ก็จะไม่สามารถดูดไข่ออกมาได้
  • ไข่ตกไปก่อนเวลา: ฟองไข่สุก หลุดจากเปลือกแล้ว แต่เกิดการตกไข่ไปก่อนที่คุณหมอจะเข้าไปเก็บไข่ ทำให้เมื่ออัลตราซาวด์ดูในห้องผ่าตัดแล้วไม่พบฟองไข่

⏱️ หากกระตุ้นแล้วไม่สำเร็จ ควรพัก หรือ กระตุ้นต่อเลย?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 14:40)

การที่มีไข่ตั้งต้นน้อยนั้น ในแต่ละรอบเดือนอาจจะมีจำนวนไข่ไม่เท่ากัน (เช่น รอบที่แล้ว 2 ใบ รอบนี้ 4 ใบ รอบหน้าอาจจะไม่มีเลย) โดยค่าจะแกว่งไปมาระหว่าง 0-5 ใบ จุดประสงค์ของการรักษานั้นไม่ได้ต้องการฟื้นฟูรังไข่ที่เสื่อมสภาพให้กลับมาเป็นปกติ แต่ต้องการกระตุ้นฟองไข่ตามศักยภาพของรังไข่ที่ยังเหลืออยู่ ณ ตอนนั้น ซึ่งดูได้จากค่าฮอร์โมน AMH จากงานวิจัย หากค่า AMH 1 ng/mL จะได้ฟองไข่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 ใบ

  • ทฤษฎี vs ภาคปฏิบัติ: หากรอบก่อนกระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่ ควรกระตุ้นต่อเลยไหม? ตามทฤษฎีแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหยุดพัก สามารถกระตุ้นรอบใหม่ต่อเนื่องได้เลย เหตุผลคือ ไข่ที่จะโตในรอบเดือนนี้ เป็นไข่ที่ถูกคัดเลือกมาตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว การฉีดยากระตุ้นในรอบก่อนได้ช่วยกระตุ้นไข่ใบเล็กๆ ให้เริ่มโตขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว การกระตุ้นต่อเนื่องในรอบติดๆ กันจึงอาจช่วยให้ฟองไข่เหล่านั้นถูกกระตุ้นให้โตต่อจนสำเร็จและได้จำนวนไข่เพิ่มขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนไข้ ทั้งในด้านสภาพจิตใจ ตารางการทำงาน และค่าใช้จ่าย

⏱️ วิธีดูแลตัวเองของ “คนไข้” เพื่อเตรียมพร้อมก่อนกระตุ้นรอบหน้า

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 18:26)

หากคนไข้ตัดสินใจจะพักเพื่อเตรียมร่างกายให้ดีที่สุด แนะนำให้ปฏิบัติตัวอย่างน้อย 1-3 เดือนล่วงหน้า สิ่งที่คนไข้สามารถทำได้มีดังนี้:

  • 1. การรับประทานอาหาร: เน้นอาหารที่มีประโยชน์ต่อฟองไข่ ได้แก่
  • โปรตีน: ทั้งจากเนื้อสัตว์ และโปรตีนจากพืชเป็นหลัก เช่น ธัญพืช ถั่ว เต้าหู้
  • คาร์โบไฮเดรต: ทานแป้งได้ แต่เน้นเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) เช่น ข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต วุ้นเส้น หรือขนมปังโฮลวีต หลีกเลี่ยงข้าวขาวและขนมปังขาว
  • 2. ผลไม้และน้ำตาล: เน้นผักและผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ (Low GI) เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว อะโวคาโด แก้วมังกร เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำ งดการทานน้ำตาลและอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อนเข้ารับการกระตุ้นไข่
  • 3. การออกกำลังกายและการดื่มน้ำ: ออกกำลังกายควบคู่กับการดื่มน้ำประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน (หรือ 1.5 – 2 ลิตร) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด นำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ รวมถึงรังไข่ ทำให้รังไข่เสื่อมสภาพช้าลง
  • 4. การพักผ่อนและลดความเครียด: ควรพักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และหาวิธีผ่อนคลายความเครียดในแบบของตนเอง
  • 5. หลีกเลี่ยงสารพิษ: งดเว้นแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือการทำงานที่ต้องสัมผัสโลหะหนักและสารเคมี เพราะสารพิษเหล่านี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อบริเวณรังไข่โดยตรง ทำให้รังไข่เสื่อมสภาพและได้ฟองไข่น้อยลง

⏱️ วิตามินเสริมสำหรับบำรุงไข่ (Antioxidants)

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 22:27)

การที่รังไข่ทำงานลดลง กลไกหนึ่งเกิดจากสภาวะความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ที่สูงขึ้น และไมโทคอนเดรีย (โรงงานผลิตพลังงานในเซลล์) ทำงานผิดปกติ วิตามินกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) จึงมีบทบาทช่วยชะลอความเสื่อม โดยเน้นให้รับประทานจากอาหารเป็นหลัก แต่หากไม่เพียงพอ สามารถเสริมได้ดังนี้:

  • วิตามินซี (Vitamin C): แนะนำ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วิตามินอี (Vitamin E): แนะนำ 400 IU ต่อวัน
  • โคเอนไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10): แนะนำที่ปริมาณ 200 – 600 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า CoQ10 ปริมาณ 600 มิลลิกรัมต่อวัน ในคนไข้ที่มีไข่น้อย ช่วยให้ได้จำนวนฟองไข่มากขึ้นและคุณภาพไข่ดีขึ้น
  • แอสตาแซนธิน (Astaxanthin): แนะนำที่ปริมาณ 6 – 12 มิลลิกรัมต่อวัน

นอกจากนี้แนะนำให้ทาน โฟลิก (Folic Acid) ซึ่งเป็นวิตามินพื้นฐานสำหรับการเตรียมตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทและไขสันหลังของทารกในครรภ์

⏱️ แนวทางการช่วยเหลือจากฝั่ง “คุณหมอ” ก่อนเริ่มรอบกระตุ้นไข่ 

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 24:53)

นอกจากการดูแลตัวเองของคนไข้แล้ว ในส่วนของการแพทย์ คุณหมอสามารถช่วยเตรียมความพร้อมให้รังไข่ได้ดังนี้:

  • 1. การปรับฮอร์โมนเตรียมความพร้อมรังไข่:
  • ฮอร์โมนเพศชาย (Androgen): การใช้ฮอร์โมนกลุ่มนี้ (เช่น แอนโดรเจล หรือ DHEA) จะช่วยให้ฟองไข่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนกระตุ้นไข่ได้ดียิ่งขึ้นในรอบถัดไป ทำให้มีโอกาสได้จำนวนไข่เพิ่มขึ้นและคุณภาพดีขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) / ยาคุมกำเนิด: พิจารณาใช้ในกลุ่มคนไข้ที่มีประวัติฟองไข่โตรอบก่อนหน้านี้ไม่สม่ำเสมอกัน มีขนาดแตกต่างกันมาก ยาคุมจะช่วยคุมให้ฟองไข่ในรอบหน้านี้โตไปพร้อมๆ กัน ทำให้เวลาเจาะเก็บ จะได้ไข่ที่สุกและสมบูรณ์พร้อมกัน
  • 2. การทำ PRP (Platelet-Rich Plasma):
  • เป็นการนำเลือดของคนไข้เอง มาแยกสกัดเอาเกล็ดเลือด ซึ่งเต็มไปด้วย Growth Factor แล้วนำไปฉีดกลับเข้าไปที่อวัยวะเป้าหมาย เช่น รังไข่ เพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ และช่วยสร้างหลอดเลือดใหม่ โดยคาดหวังเพื่อให้รังไข่กลับมาทำงานได้ดีขึ้น
  • การทำ PRP ในผู้มีบุตรยาก ยังนิยมใช้ฉีดเข้าโพรงมดลูกเพื่อให้ผนังมดลูกหนาตัวขึ้นด้วย
  • ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่ามีความเหมาะสมในการทำ PRP หรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละบุคคล หากตัดสินใจทำ PRP ไม่แนะนำให้เว้นช่วงนาน ควรเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ทำเด็กหลอดแก้วต่อในรอบถัดไปทันที เพราะรังไข่ก็ยังคงมีความเสื่อมไปตามกาลเวลา

⏱️ แนวทางการช่วยเหลือจากฝั่ง “คุณหมอ” ในระหว่างรอบกระตุ้นไข่

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 29:27)

หากเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว และเข้าสู่รอบการกระตุ้นไข่ คุณหมอสามารถปรับเปลี่ยนแผนการรักษาเพื่อแก้ปัญหาจากประวัติเดิมได้ดังนี้:

  • 1. หากรอบที่แล้วต้องยกเลิกไซเคิล (Cancelled Cycle) หรือไข่ไม่โตเลย:
  • ปรับเปลี่ยนยา: ปกติยากระตุ้นหลักคือฮอร์โมน FSH ถ้ารอบที่แล้วใช้ FSH อย่างเดียว รอบนี้คุณหมออาจจะเพิ่มฮอร์โมน LH เสริมเข้าไป
  • เปลี่ยนโปรโตคอลการกระตุ้น (Mild Stimulation / Natural Cycle): เพื่อลดความเจ็บปวดจากการฉีดยาแล้วไม่ได้ผลและลดค่าใช้จ่าย คุณหมออาจใช้วิธี Mild Stimulation คือเริ่มให้กระตุ้นด้วย “ยารับประทานก่อน” แล้วอัลตราซาวด์ดูการตอบสนอง หากฟองไข่มีแนวโน้มโตขึ้น ค่อยตามด้วยการฉีดยา หรือในบางรายอาจพิจารณาใช้เป็น “รอบธรรมชาติ (Natural Cycle)” เพื่อเก็บไข่ 1 ใบที่โตตามธรรมชาติในรอบนั้น
  • 2. หากรอบที่แล้วไข่โตดี แต่เจาะแล้วไม่ได้ไข่:
  • กรณีดูเหมือนไข่โตแต่ไม่มีเซลล์ไข่: คุณหมอจะเปลี่ยนชนิดยาที่ใช้กระตุ้น และเพิ่มฮอร์โมน LH เข้าไป หรือปรับปริมาณยาที่ใช้
  • กรณีมีไข่แต่ไม่ยอมหลุดจากเปลือก: คุณหมอจะพิจารณาปรับโดสยา Trigger (ยาฉีดให้ไข่ตก) และอาจจะพิจารณาใช้ยากระตุ้นไข่แบบ 2 ตัวร่วมกัน
  • กรณีไข่ตกไปก่อนเวลา: คุณหมอจะพิจารณาปรับเวลา (Timing) ในการเก็บไข่ให้เร็วขึ้น (จากเดิม 36 ชั่วโมง) รวมถึงพิจารณาเปลี่ยนชนิดของยากันไข่ตก เช่น จากประวัติเดิมใช้ยากันไข่ตกแบบกินแล้วเอาไม่อยู่ รอบนี้อาจจะเปลี่ยนมาใช้ยากันไข่ตกแบบฉีดแทน

⏱️ บทสรุป และ กรณีศึกษา (Case Study)

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 33:34)

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าจำนวนฟองไข่จะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ฟองไข่ที่มีคุณภาพ” ถึงแม้จะได้จำนวนไข่น้อย แต่หากได้ฟองไข่ที่มีคุณภาพ แม้จะแค่ใบเดียว ก็มีโอกาสที่จะสามารถตั้งครรภ์ได้สำเร็จได้

กรณีศึกษา: 

คนไข้อายุประมาณ 38 ปี เคยมีประวัติผ่าตัดเนื้องอกช็อกโกแลตซีสต์ที่รังไข่ ทำให้ค่าการทำงานรังไข่ (AMH) ต่ำกว่า 0.5 คนไข้พยายามกระตุ้นมาแล้วหลายคลินิก เคยทำมาหมดแล้วทุกอย่างรวมถึงการทำ PRP พอย้ายมาทำที่ Superior A.R.T. กระตุ้นและเก็บไข่ได้ 1-2 ใบ แต่เมื่อนำไปตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก็พบว่าไม่ผ่าน คนไข้จึงตัดสินใจใช้ “ไข่บริจาค” ซึ่งหมออยากชี้ให้เห็นว่า หากในท้ายที่สุดแล้ว รังไข่ของเราหยุดทำงานแล้วจริงๆ หรือผลิตฟองไข่ที่ไม่มีคุณภาพออกมาเลย การใช้ไข่บริจาคก็อาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยได้ แต่หมอก็อยากให้เป็นทางเลือกสุดท้ายของการรักษา

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพ็กเกจ “Egg Ready Checkup” เพื่อประเมินการทำงานของรังไข่และสุขภาพมดลูก คลิกที่นี่

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

13 มิ.ย. วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะผิวเผือก ภาวะผิวเผือก คัดกรองได้ด้วย Karyomapping

13 มิถุนายน วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับ ภาวะผิวเผือก

วันที่ 13 มิถุนายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น International Albinism Awareness Day วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับ ภาวะผิวเผือก เพื่อรณรงค์ให้สังคมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และส่งเสริมความเท่าเทียมให้กับผู้ที่มีภาวะนี้

ภาวะผิวเผือก (Albinism) คืออะไร? 

ภาวะผิวเผือก เป็น โรคทางพันธุกรรม” ที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดสีเมลานินได้ตามปกติ หรือสร้างได้น้อยมาก ส่งผลให้ผิวหนัง เส้นผม และม่านตามีสีอ่อน ซึ่งผู้ที่มีภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากผิวหนังจะไวต่อแสงแดด เสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้ง่าย และมักมีปัญหาด้านการมองเห็นร่วมด้วย

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในพันธุกรรม 

รู้หรือไม่ว่า ภาวะผิวเผือกมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ ยีนด้อย (Autosomal Recessive) นั่นหมายความว่า พ่อและแม่ที่ดูปกติดีทุกประการ อาจเป็น “พาหะ” แฝงของยีนนี้อยู่ และหากพ่อและแม่ที่เป็นพาหะทั้งคู่มีบุตร ลูกจะมีโอกาสเกิดมามีภาวะผิวเผือกสูงถึง 25% ในแต่ละการตั้งครรภ์

💡 ก้าวข้ามความกังวล… ด้วยการวางแผนครอบครัวกับการตรวจ Carrier Screening

Carrier Screening คือการตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมโดยการเจาะเลือดของคู่สมรส เพื่อค้นหาว่าทั้งสองฝ่ายเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมชนิดเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากเป็นพาหะคู่ยีนที่เหมือนกัน บุตรอาจมีความเสี่ยงได้รับการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมและแสดงอาการของโรคได้ การตรวจจึงช่วยให้สามารถวางแผนการมีบุตร และเลือกแนวทางป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์

🛡️ ป้องกันการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมสู่ลูก ด้วยการตรวจคัดกรองตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยี PGT-M : Karyomapping

สำหรับคู่สามีภรรยาที่ทราบประวัติครอบครัว และตรวจพบว่าทั้งคู่เป็นพาหะของยีนภาวะผิวเผือก หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมสู่รุ่นลูก วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถช่วยให้มีบุตรที่ปลอดโรคทางพันธุกรรม ได้ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ร่วมกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า PGT-M : Karyomapping

Karyomapping คืออะไร? 

Karyomapping คือ นวัตกรรมขั้นสูงในการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมระดับยีนเดี่ยวของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว

หลักการทำงาน: เทคนิคนี้จะใช้วิธีเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม (DNA fingerprint) ของพ่อ แม่ และบุคคลอ้างอิงในครอบครัว เพื่อสร้าง “แผนที่พันธุกรรม” ขึ้นมา

ช่วยให้แพทย์และนักพันธุศาสตร์สามารถตรวจหาและคัดเลือก “ตัวอ่อนที่ปราศจากยีนก่อโรคภาวะผิวเผือก” รวมถึงโรคทางพันธุกรรมยีนเดี่ยวอื่นๆ

ทำไมถึงควรเลือกคัดกรองด้วย Karyomapping?

  • ครอบคลุม: สามารถตรวจจับโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากยีนเดี่ยวได้หลากหลายโรคในการทดสอบครั้งเดียว
  • รวดเร็ว: ใช้เวลาเตรียมการทดสอบน้อยกว่าวิธีแบบดั้งเดิม
  • ปลอดภัย: เพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ และลดความเสี่ยงในการยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากทารกมีภาวะผิดปกติทางพันธุกรรม

ในวันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะผิวเผือกนี้ นอกจากการเปิดใจและทำความเข้าใจผู้ที่มีภาวะผิวเผือกแล้ว การวางแผนครอบครัวอย่างรัดกุมด้วยการตรวจ Carrier Screening และสามารถป้องกันการถ่ายทอดโรคด้วยการทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับเทคโนโลยี Karyomapping ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ สามารถส่งมอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด นั่นคือ “สุขภาพที่แข็งแรง” ให้กับลูกน้อยในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

หากคุณกำลังวางแผนสร้างครอบครัว สามารถเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และนักพันธุศาสตร์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการมีบุตรได้ทันที


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : 5 พฤติกรรมคุณผู้ชาย ที่ทำลายอสุจิโดยไม่รู้ตัว

ถามหมอกับหมอจิว 5 พฤติกรรมที่ทำลายอสุจิ โดยไม่รู้ตัว

5 พฤติกรรมที่ทำลายอสุจิ โดยไม่รู้ตัว!

ใครกำลังวางแผนมีลูก ต้องหยุดดูคลิปนี้ด่วน!

ไลฟ์สไตล์ที่เราทำเป็นประจำ อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้คุณภาพของอสุจิเสื่อมลง มาฟัง “คุณหมอจิว” นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จาก Superior A.R.T. เล่าให้ฟังกันค่ะ

▶️ กดเพลย์เพื่อดูคลิปได้เลย! คุณผู้ชายเผลอทำข้อไหนอยู่บ้างมั๊ยคะ

💬 ปรึกษาวางแผนมีบุตร หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แชทคุยกับ Superior A.R.T. ได้เลยค่ะ


𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.65 ❝เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2567)

ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำ ICSI หลายคนอาจมีความกังวลอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ใครบ้างที่เหมาะกับวิธีนี้ ต้องผ่านการตรวจประเมินอะไรบ้าง หรือจำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมที่สุด อีกทั้งขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร รวมถึงประสบการณ์ในวันเก็บไข่ว่าจะเจ็บหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนว่าจำเป็นหรือไม่ ใน EP. 65 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูด เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมที่สุด

1. ทำความรู้จักเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (IUI vs. ICSI) 01:12

  • ความแตกต่างและข้อจำกัดของ IUI: 01:34
  • IUI (Intrauterine Insemination) คือ การคัดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยฝ่ายชายจะหลั่งแล้วก็เก็บน้ำเชื้อออกมา หลังจากนั้นนักวิทย์ฯ ก็จะเอาน้ำเชื้อไปปั่นเพื่อผ่านกระบวนการคัดสเปิร์มที่มีคุณภาพดีและเคลื่อนไหวดี แล้วฉีดกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยอาจจะใช้ยากระตุ้นให้ไข่โต แล้วฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • IUI เหมาะกับใคร: เหมาะกับฝ่ายชายที่น้ำเชื้อมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย และฝ่ายหญิงที่ท่อนำไข่ไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง สามารถไข่ตกได้อย่างน้อย 1 ใบ
  • ข้อจำกัดของ IUI: การมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ เมื่อผู้ชายหลั่งน้ําเชื้อในช่องคลอด ตัวอสุจิจะต้องวิ่งผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก แล้วก็ไปที่ท่อนำไข่ เพื่อที่จะปฏิสนธิ ในขณะที่การทำ IUI จะเป็นการฉีดน้ำเชื้อที่มีตัวอสุจิเข้มข้นเข้าไปด้านบนของโพรงมดลูกโดยตรง จะช่วยย่นระยะทางให้อสุจิ อีกทั้งจํานวนตัวอสุจิที่ไปถึงตัวเซลล์ไข่ก็จะสูงขึ้น ทำให้โอกาสในการปฏิสนธิสูงขึ้น แต่สุดท้ายอสุจิต้องว่ายไปปฏิสนธิเอง และไม่สามารถคัดกรองคุณภาพไข่หรือโครโมโซมตัวอ่อนได้ ทำให้โอกาสสำเร็จจึงอยู่ที่ประมาณ 10-15% ต่อรอบ หากทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนมาทำ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น อายุ หากอายุมาก อาจจะตัดสินใจที่จะเปลี่ยนไปทำอิ๊กซี่เร็วขึ้น หรือดูค่า AMH หรือฮอร์โมนที่บอกปริมาณของเซลล์ไข่ในรังไข่ ถ้าค่าค่อนข้างน้อย อาจจะตัดสินใจข้ามไปทํา ICSI เร็วขึ้น

2. ใครบ้างที่เหมาะและควรทำ ICSI? 05:14

หากเคยรักษาด้วยการทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ ก็จะพิจารณาการทำ ICSI นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแยกเป็นกรณีดังต่อไปนี้

  • ปัจจัยฝ่ายหญิง:
  • ท่อนำไข่อุดตัน (ทำให้ไม่สามารถทำ IUI ได้ ต้องข้ามมาทำ ICSI ทันที)
  • อายุมากกว่า 35 ปี (คุณภาพและจำนวนไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว โอกาสตั้งครรภ์ลดลงมากขึ้น) หรือสามารถทดลองทำ IUI ก่อนได้ แต่ไม่ควรเกิน 2-3 รอบ
  • มีประวัติแท้งบ่อยครั้ง หรือเคยตั้งครรภ์ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ (การทำ ICSI จะช่วยให้สามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนใส่ได้)
  • ปัจจัยฝ่ายชาย:
  • มีอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี จำนวนน้อยกว่า 5-10 ล้านตัวต่อการหลั่ง 1 ครั้ง
  • เป็นหมัน หรือไม่มีอสุจิในน้ำหลั่งเลย (ต้องเจาะเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง)
  • รูปร่างอสุจิผิดปกติอย่างรุนแรงจนไม่สามารถปฏิสนธิเองได้

3. กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่ 09:00

  • ไข่ในรอบธรรมชาติ vs ไข่ในรอบการทำเด็กหลอดแก้ว:
  • ในรังไข่จะมีฟองไข่ใบเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กัน ขนาดประมาณ 4 – 6 มม. โดยไข่จะถูกเรียกขึ้นมาเพื่อที่จะโตแข่งกันในแต่ละรอบเดือน ซึ่งจะมีเพียงแค่ 1 ใบต่อรอบเดือนที่สามารถโตจนตกได้ในช่วงกลางรอบเดือน ดังนั้นตามธรรมชาติผู้หญิงจะตกไข่เพียงเดือนละ 1 ใบเท่านั้น ส่วนใบที่เหลือจะฝ่อและสลายไป สาเหตุที่ได้แค่ใบเดียว เนื่องจากมีการหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นไข่ หรือ FSH ที่จํากัด ซึ่งเพียงพอที่จะกระตุ้นให้ไข่โตได้แค่ใบเดียวในรอบเดือน ธรรมชาติกําหนดให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ได้ครั้งละ 1 คน
  • ส่วนการทำเด็กหลอดแก้ว ที่ต้องการเก็บไข่ให้ได้หลายๆ ใบพร้อมกัน จึงต้องฉีดฮอร์โมน (FSH) ภายนอกเข้าไปในปริมาณที่สูง เพื่อกระตุ้นให้ไข่ใบเล็กๆ ในรังไข่ที่ถูกเรียกขึ้นมาในต้นรอบเดือนนั้นโตขึ้นพร้อมกันหลายใบในหนึ่งรอบ
  • กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่:
  • คนไข้ต้องมาพบแพทย์ช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่ออัลตราซาวด์ดูไข่ตั้งต้นหรือไข่ใบเล็กๆ ที่สามารถกระตุ้นได้ว่ามีกี่ใบ เจาะเลือดดูฮอร์โมน (เช่น ค่า FSH, LH, E2 (Estradiol)) และดูปัจจัยอื่นประกอบ เช่น อายุ น้ำหนัก เพื่อช่วยแพทย์ประเมินว่าชนิดและปริมาณการใช้ยากระตุ้นไข่ 
  • สำหรับค่า AMH ที่ใช้ดูปริมาณ Ovarian Reserve หรือจำนวนฟองไข่ที่เหลือ ควรมีค่าเกิน 1.5-2 หากน้อยกว่า 1 แสดงว่าเหลือไข่น้อย หากเกิน 5 บ่งชี้ว่าอาจเป็น PCOS
  • ให้ฉีดยากระตุ้นไข่ต่อเนื่องทุกวัน ประมาณ 8-12 วัน โดยจะมีนัดทำอัลตราซาวด์ดูขนาดของฟองไข่ทุกๆ 3-4 วัน จนฟองไข่มีขนาดใหญ่กว่า 17 มิลลิเมตร จากนั้นจึงฉีดยาให้ไข่สุก และนัดเก็บไข่ในอีก 2 วันถัดไป
  • วันเก็บไข่: จะมีการให้ยาแก้ปวดและยานอนหลับ คนไข้จะไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บ เซลล์ไข่มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถเห็นจาก ultrasound ได้ ในขั้นตอนของการเก็บไข่ แพทย์จะทำใช้เข็มเจาะเข้าไปดูดน้ำที่อยู่ในฟองไข่แต่ละใบ แล้วส่งให้นักวิทย์นำไปตรวจในห้องแล็บเพื่อหาเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ได้ โดยจะพักไว้ก่อนประมาณ 3-4 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะแยกเซลล์พี่เลี้ยงที่อยู่รอบนอกออก เพื่อเก็บเอาแต่เซลล์ไข่ โดยเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ปฏิสนธิได้ คือระยะ MII หรือระยะที่ไข่สุก มีลักษณะกลม และมีเซลล์เล็กๆ อยู่ด้านข้าง ส่วนไข่ระยะอื่น หรือไข่อ่อน ระยะ MI ที่ยังไม่มีเซลล์เล็กๆ ด้านข้าง หรือ GV ก็จะถูกเลี้ยงต่อไปอีก 1 วัน หากสามารถพัฒนาไปจนถึงระยะ MII ได้ก็สามารถนำไปทำ ICSI เพิ่ม
  • เนื่องจากการกระตุ้นไข่ทำให้ไข่ที่โตขึ้นพร้อมกันหลายใบ ขนาดของรังไข่โตขึ้นค่อนข้างมาก หลังทำอาจมีอาการหน่วงท้องหรือท้องอืดเล็กน้อย ถือเป็นเรื่องปกติ
  • บางคนอาจมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออารมณ์หงุดหงิด เนื่องมาจากผลของการใช้ฮอร์โมน ซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นในรอบเดือนถัดไป

4. กระบวนการในห้องแล็บ: การปฏิสนธิ และการเลี้ยงตัวอ่อน 16:52

  • เทคนิคการปฏิสนธิ (Conventional IVF vs. ICSI):
  • IVF แบบดั้งเดิม: ปล่อยอสุจิหลายหมื่นตัวให้ว่ายเจาะไข่และปฏิสนธิกันเอง
  • ICSI: นักวิทย์จะคัดเลือก “อสุจิที่สมบูรณ์ที่สุด 1 ตัว” (คุณภาพ รูปร่าง การเคลื่อนไหว) เจาะฉีดเข้าไปในเนื้อไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ (ปัจจุบันกว่า 90% ของคลินิกในไทยใช้วิธีนี้ เพราะสามารถควบคุมได้ ช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิได้สูงกว่ามาก)
  • การเลี้ยงตัวอ่อน (Day 1 – Day 5/6):
  • Day 1: ตรวจสอบการปฏิสนธิ โดยทั่วไปอัตราการปฏิสนธิสําเร็จควรเกิน 80% โดยต้องเห็นเป็นเซลล์กลมๆ 1 เซลล์ และข้างในเห็นเป็นวงเล็กๆ เรียกว่า Pronuclei หรือ PN หากปฏิสนธิสำเร็จ ปกติจะมี 2 อัน หรือ 2PN ที่มาจากพ่อและแม่อย่างละ 1 อัน แต่หากผิดปกติ เห็นแค่ 1 อัน หรือเกินเป็น 3 อัน สามารถเลี้ยงต่อไปได้ โดยในกลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมว่าผิดปกติหรือไม่ ถ้าปกติก็สามารถใส่ตัวอ่อนได้ แต่ถ้าไม่ได้ตรวจโครโมโซมก็จะไม่แนะนําให้ใส่เลย
  • Day 3: ตามเกณฑ์ตัวอ่อนควรแบ่งเซลล์ได้อย่างน้อย 7-8 เซลล์
  • Day 5-6 (ระยะ Blastocyst): ใน Day 5 ตัวอ่อนจะแบ่งเซลล์เป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ เซลล์ที่อยู่ด้านในที่จะพัฒนาไปเป็นตัวเด็ก (Inner Cell Mass) และเซลล์ที่อยู่ด้านนอกที่จะพัฒนาไปเป็นรก (Trophectoderm) ในระยะนี้สามารถดึงเซลล์รกบางส่วนไป “ตรวจโครโมโซม” ได้ ในกรณีที่ตัวอ่อนยังมีจำนวนเซลล์น้อยเกินไป ตัวเล็กเกินไป ยังไม่สามารถตรวจได้ ก็จะเลี้ยงต่อไปจนถึง Day 6 
  • หลังจากเราตัดเซลล์ไปตรวจแล้ว ก็จะแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ เพื่อรอผลการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน และรอบเดือนถัดไปที่ผนังมดลูกพร้อมก็สามารถใส่ตัวอ่อนที่ผลการตรวจผ่านได้
  • ตู้เลี้ยงตัวอ่อน มี  2 แบบ คือ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Time-Lapse Technology (Geri®) เป็นระบบปิด สามารถดูวิดีโอเพื่อมอนิเตอร์ตัวอ่อนได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และย้อนกลับไปดูได้ และตู้เลี้ยงตัวอ่อนมาตรฐาน ที่จำเป็นต้องนำออกมาจากตู้ไปส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อเป็นการรบกวนตัวอ่อนให้น้อยที่สุด จึงจะดูแค่ 3 ครั้งคือ Day 1, 3, 5-6
  • เกรดของตัวอ่อน ประกอบด้วย
  • ตัวเลข ที่บอกระยะการฟักตัว เช่น 5 = Hatching เริ่มฟักออกจากเปลือก, 6 = ฟักออกจากเปลือกแล้ว, 4 = บลาสที่ยังไม่ฟักออกจากเปลือก, 3 = บลาสเล็ก, 2 = early blast
  • ตัวอักษรตัวแรกบอกคุณภาพเซลล์ตัวเด็ก พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์มีมากน้อยแค่ไหน การจับตัวของเซลล์จับกันแน่นดีไหม มีรอยต่อระหว่างเซลล์หรือไม่ ถ้าเห็นรอยชัดก็อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
  • ตัวอักษรตัวหลังบอกคุณภาพเซลล์รก  พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์ การแบ่งเซลล์เท่ากันดีไหม ความหนาแน่นของเซลล์เป็นอย่างไร 
  • ตัวอักษรจะแบ่งเป็นเกรด A B C เช่น เกรด A คือดีเยี่ยม เกรด B คืออยู่ในเกณฑ์ดี เกรด C คือด้อย โดยส่วนตัวคุณหมอมองว่า ถ้าทั้ง 2 ตัวเป็นเกรด B ขึ้นไป ถือว่าเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี

5. การเตรียมโพรงมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อน 25:26

  • การแช่แข็งตัวอ่อนและเตรียมผนังมดลูก:
  • การแช่แข็งตัวอ่อน: ตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งเก็บไว้จะหยุดโต ไม่พัฒนาต่อ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี ไม่จำเป็นต้องรีบใส่ในรอบเดือนถัดไป สามารถรอในวันที่พร้อมก็สามารถมาเตรียมผนังมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อนได้
  • การเตรียมผนังมดลูก: แพทย์จะนัดมาทำอัลตราซาวด์ภายในวันที่ 3 ที่ประจําเดือนมา เพื่อตรวจดูมดลูกและรังไข่ เช่น มีซีสต์หรือถุงน้ําที่รังไข่ที่สร้างฮอร์โมนรบกวนหรือไม่ มีก้อนเนื้องอกหรือติ่งเนื้อที่ต้องรักษาก่อนไหม หากไม่มี ก็สามารถเตรียมผนังมดลูกได้ ซึ่งสามารถทำได้ 2 แบบ วิธีแรกคือการใช้ยาฮอร์โมนจากภายนอก เป็นวิธีที่ยืดหยุ่น สามารถกำหนดวันใส่ตัวอ่อนได้ โดยยาชุดแรกจะกินเพื่อให้ผนังมดลูกหนาขึ้น และชุดที่ 2 เป็นยากินและยาสอดเพื่อให้ผนังมดลูกพร้อมรับตัวอ่อน โดยใช้ยาก่อนใส่ตัวอ่อน 5 วัน ส่วนวิธีที่ 2 คือการเตรียมมดลูกด้วยรอบธรรมชาติ มีข้อดีคือใช้ยาน้อยกว่า แต่มีความยืดหยุ่นน้อย ต้องกำหนดตามวันที่ไข่ตกเท่านั้น
  • ความหนาของโพรงมดลูก: ควรหนาประมาณ 8-12 มม. (หรืออย่างน้อยที่สุด 7 มม.)

6. การเตรียมตัวและดูแลสุขภาพก่อนทำ ICSI 29:45

การดูแลสุขภาพโดยรวม เป็นปัจจัยสําคัญมากที่มีผลต่อคุณภาพและจำนวนไข่ การตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ และคุณภาพสเปิร์ม

  • การปรับพฤติกรรม:
  • คุมน้ำหนัก: หากน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักลงประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตัว
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือสารเสพติดทุกชนิด
  • ทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน (0.8 – 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน)
  • วิตามินบำรุง: ผู้หญิงควรทานวิตามินเตรียมตั้งครรภ์, โฟลิก (Folic) โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) และเมลาโทนิน ส่วนผู้ชายเน้นวิตามินรวมที่มี ซิงค์ (Zinc), โฟลิก และโคเอนไซม์คิวเทน
  • วงจรการสร้างไข่และอสุจิใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ดังนั้นพฤติกรรมสุขภาพในช่วง 3 เดือนก่อนทำ จึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพเซลล์
  • หากยังพอมีเวลา ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน แต่ก็สามารถพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากอายุมากแล้ว หรือค่า AMH ไม่ดี ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวนานขนาดนั้น

7. การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) จำเป็นหรือไม่? 37:10

  • ความสำคัญของการตรวจโครโมโซม:
  • ตัวอ่อนที่โครโมโซมผิดปกติส่วนใหญ่มักจะไม่ฝังตัว หรือแท้งในไตรมาสแรก แต่มีบางกรณีที่ฝังตัวแล้วคลอดออกมาเป็นเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมได้ (โครโมโซมคู่ที่ 21 ผิดปกติ ซึ่งเป็นโครโมโซมแท่งเล็ก ที่มีโอกาสที่เด็กจะรอดชีวิตจนถึงคลอดได้) หรือคลอดออกมาแต่อยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิต (โครโมโซมคู่ที่ 13 หรือ 18 ผิดปกติ ซึ่งก็เป็นโครโมโซมแท่งเล็กเช่นเดียวกัน)
  • หากไม่ตรวจโครโมโซม โอกาสตั้งครรภ์ต่อการใส่ตัวอ่อน 1 ครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 40% แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่าตัวอ่อนปกติ โอกาสตั้งครรภ์จะสูงถึง 60-70% และช่วยลดความเสี่ยงในการแท้ง
  • กลุ่มที่ควรตรวจ PGT : ผู้หญิงอายุเกิน 35 ปี, มีประวัติแท้งบ่อย (>2 ครั้ง), ใส่ตัวอ่อนแล้วไม่ติดหลายครั้ง, มีลูกคนก่อนมีความผิดปกติ หรือพ่อแม่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรม (เช่น ธาลัสซีเมีย)
  • Q&A: ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ตอนตั้งครรภ์ยังต้องตรวจ NIPT (เจาะเลือดแม่) อีกหรือไม่?
  • จำเป็นต้องตรวจ แม้การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนในระยะ Day 5 จะแม่นยำกว่า 90% แต่เป็นการดึงเซลล์จากส่วนที่ “จะเป็นรก” ไปตรวจ ดังนั้นจึงควรเจาะเลือดตรวจ NIPT เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.64 ❝การเตรียมตัวก่อน-หลังเก็บไข่ และการใส่ตัวอ่อน❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2567)

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาภาวะมีบุตรยาก ถึงแม้จะเป็นวิธีที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด แต่ก็มีขั้นตอนและกระบวนการที่โหดสุดเช่นกัน ไม่ว่าจะต้องฉีดยาทุกวัน เก็บไข่ และใส่ตัวอ่อน ทั้งยังเป็นวิธีที่ค่าใช้จ่ายสูงด้วย ใน EP. 64 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติตนและดูแลตัวเอง เมื่อจะต้องทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ 01:02

[00:01:12] – การตรวจประเมินร่างกาย:

ก่อนเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ ควรตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูขนาดมดลูก ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ (เช่น ช็อกโกแลตซีสต์) หากซีสต์มีขนาดใหญ่มากจนบังไข่ อาจทำให้เก็บไข่ไม่ได้ หรือถ้าเก็บผ่านซีสต์อาจทำให้ปวดท้องรุนแรงจากการระคายเคือง แพทย์จะประเมินว่าต้องผ่าตัดหรือให้ยาลดขนาดซีสต์ก่อนเริ่มกระตุ้นไข่หรือไม่

[00:03:37] – การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (คุณผู้หญิง):

  • การนอนหลับ: ควรเข้านอนก่อน 23:00 น. เพื่อให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ช่วยเพิ่มจำนวนไข่และการตอบสนองของไข่ดีขึ้น
  • การคุมน้ำหนัก: พยายามคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 110] หรืออย่างน้อย [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 100] คือน้ำหนักที่เหมาะสม
  • โภชนาการ: ลดอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล (โดยเฉพาะน้ำตาลทรายในเครื่องดื่ม)

[00:05:15] – การทานอาหารบำรุงและวิตามิน (ทั้งสองฝ่าย):

  • งดสารเสพติด: ควรงดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • โปรตีน: เน้นโปรตีนจากสัตว์เล็ก (ไก่, ปลา) และโปรตีนจากพืช (ถั่วต่างๆ) ลดเนื้อสัตว์ใหญ่ติดมัน ทานไข่วันละ 1 ฟอง ในช่วงก่อนกระตุ้นไข่
  • วิตามิน (ผู้หญิง): ทาน Folic, Vitamin C, Coenzyme Q10 และวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (กรณีคนไข้ไข่น้อย แพทย์อาจพิจารณาให้ DHEA แต่ต้องประเมินก่อน เพราะไม่เหมาะกับคนที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น ภาวะ PCOS)
  • การเตรียมตัว (ผู้ชาย): ให้หลั่งอสุจิทิ้งทุก 4-5 วัน เพื่อให้ได้อสุจิที่มีคุณภาพดี ทั้งจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่าง และทานวิตามินกลุ่ม Zinc, Vitamin B, E, C และ Folic

2. การปฏิบัติตัวระหว่างการ “กระตุ้นไข่” 07:42

[00:07:49] – เน้นโปรตีนป้องกันรังไข่ตอบสนองมากเกินไป (OHSS):

เพิ่มการทานโปรตีน (เช่น ไข่ขาว 1 ฟอง/มื้อ หรือผลิตภัณฑ์ไข่ขาว) เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมจากเส้นเลือดเข้าสู่ช่องท้อง ช่วยลดภาวะบวมน้ำหลังเก็บไข่

[00:08:20] – ข้อควรระวังระหว่างกระตุ้นไข่:

  • งดมีเพศสัมพันธ์: รังไข่จะขยายขนาดใหญ่ขึ้น (จาก 3 เซนติเมตร เป็น 5-10 เซนติเมตร) การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ “รังไข่บิดขั้ว” ทำให้ไข่ขาดเลือดและปวดท้องรุนแรงได้ ควรงดไปจนกว่าประจำเดือนรอบถัดไปจะมา
  • คุณผู้ชาย: หลั่งอสุจิทุก 3-4 วัน ก่อนถึงวันเก็บไข่ เพื่อให้ได้อสุจิที่ดีที่สุด
  • พฤติกรรม อาหาร และวิตามินต่างๆ : ยังคงปฏิบัติต่อเนื่องจากก่อนกระตุ้นไข่ไปจนถึงในระหว่างการกระตุ้นไข่

[00:09:38] – ความสำคัญของ “ยาเข็มสุดท้าย” (ยาให้ไข่ตก):

  • ต้องฉีดให้ ตรงเวลา อย่างเคร่งครัด (ปกติฉีดก่อนเวลาเก็บไข่ 35-36 ชั่วโมง)
  • หากฉีดผิดเวลา (เร็วไป/ช้าไป) ถ้าเร็วไป ไข่จะไม่หลุดออกจากเปลือกฟองไข่ ทำให้แพทย์ดูดไข่ออกมาไม่ได้ หรือถ้าช้าไป ไข่อาจตกไปก่อน หากมีเหตุฉุกเฉินไม่สามารถฉีดยาได้ในเวลาที่กำหนดเอาไว้ ให้รีบแจ้งคลินิกเพื่อปรับเวลาเก็บไข่

3. การเตรียมตัว “วันเก็บไข่” และการดูแลหลังเก็บไข่ 12:40

[00:12:42] – การเตรียมตัวในวันเก็บไข่:

  • การเก็บไข่ด้วยการดมยาสลบ
  • งดน้ำและอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนเก็บไข่
  • ล้างสีทาเล็บ 1 นิ้ว (เพื่อหนีบวัดค่าออกซิเจนในเลือด)
  • งดฉีดน้ำหอม และงดใช้เจลแอลกอฮอล์: สารระเหย (VOC) จะส่งผลเสียต่อคุณภาพของไข่ในห้องแล็บ

[00:14:35] – อาการหลังเก็บไข่ และ ภาวะรังไข่บิดขั้ว:

  • อาจมีอาการหน่วงท้อง (คล้ายปวดประจำเดือน) ในวันแรกหลังเก็บไข่ และมีอาการเจ็บแปลบๆ เวลาขยับตัว เนื่องจากอาจมีการอักเสบจากการใช้เข็มเจาะเก็บไข่ (2-3 วัน) หรือท้องอืด (3-7 วัน) เป็นอาการปกติ
  • งดเพศสัมพันธ์/กิจกรรมผาดโผน/ยกของหนัก/เกร็งหน้าท้อง/เบ่งถ่ายแรงๆ เพื่อป้องกัน “รังไข่บิดขั้ว”: ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ปวดตลอดเวลาไม่ทุเลา คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที หากปล่อยไว้อาจทำให้รังไข่ขาดเลือดจนเนื้อเยื่อที่รังไข่ตายได้

[00:18:11] – อาการอื่นๆ หลังเก็บไข่:

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย 1-2 วัน (ซึ่งอาจเป็นเลือดเก่าหลังทำหัตถการ หรืออาจเป็นคราบเบตาดีน) เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเลือดออกปริมาณมาก ให้รีบพบแพทย์
  • ประจำเดือนรอบถัดไปอาจมาเร็ว (5-10 วัน) หรือมาช้ากว่าปกติ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้
  • สามารถทานยาสามัญประจำบ้านได้ (เช่น พาราฯ, ยาแก้ไอ, ยาแก้หวัด, ยาฆ่าเชื้อ) แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

4. การเตรียมตัว “ก่อน” ใส่ตัวอ่อน 20:13

[00:20:23] – การเตรียมและประเมินเยื่อบุโพรงมดลูก:

  • แพทย์จะประเมินความหนาและลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • เยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยงาม: ต้องเห็นเป็น “3 ชั้น” (Triple Line) ชัดเจน
  • ความหนา: ปกติควรอยู่ที่ 8-12 มิลลิเมตร (หากเตรียมยากจริงๆ ขั้นต่ำ 6.5 – 7 มิลลิเมตร และเรียงตัว 3 ชั้น ก็ยังพอรับได้ แต่ต้องอาศัยตัวอ่อนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีด้วย)
  • หากโพรงมดลูกไม่หนา อาจลองใช้ฮอร์โมนรอบธรรมชาติ, การสอดยาขยายหลอดเลือด (Viagra) หรือเทคโนโลยี PRP เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหรือเพื่อให้เยื่อบุรับกับตัวอ่อนได้ดีขึ้น
  • ถ้ามีติ่งเนื้อ (Polyp), มีพังผืด หรือมีน้ำขัง (สงสัยติดเชื้อ) อาจต้องส่องกล้องรักษาและทานยาให้เรียบร้อยก่อน
  • ติ่งเนื้อที่อยู่ด้านบนของโพรงมดลูก (จุดที่ตัวอ่อนจะฝังตัว) ต้องผ่าตัดออกก่อน
  • เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาได้ตามเกณฑ์แล้ว ก็จะสอดยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อปรับโครงสร้างของเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมรับกับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยจะสอดยา 5 วัน และใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6

[00:23:14] – การดูแลตัวเองช่วงเตรียมโพรงมดลูก:

  • ทานไข่วันละฟอง นอนก่อน 23:00 น.
  • ทานเฉพาะ Folic หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (งด DHEA และยาจีนในช่วงเตรียมโพรงมดลูก)
  • การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในรอบการเตรียมแบบฮอร์โมนธรรมชาติ ควรสวมถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ ที่อาจเสี่ยงได้ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ หากครอบครัวมีประวัติโรคทางพันธุกรรม นอกจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์อาจมีผลต่อการดูดซึมยา
  • หากป่วยหนัก เป็นไข้สูง ให้พิจารณายกเลิกรอบการใส่ตัวอ่อนไปก่อน
  • สามารถฝังเข็มได้ (ระวังจ้ำเลือดในคนที่ทานยาละลายลิ่มเลือด)
  • ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิดในช่วงนี้ (หรือเว้นระยะ 2-3 เดือนก่อนทำ) ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้ฉีดหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

5. การปฏิบัติตัวในวันใส่ตัวอ่อน และ หลังใส่ตัวอ่อน 38:40

[00:38:40] – วันใส่ตัวอ่อน (Embryo Transfer):

  • ไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร
  • สามารถแต่งหน้า อาบน้ำ สระผมได้ตามปกติ แต่งดใส่น้ำหอม
  • ให้ดื่มน้ำและกลั้นปัสสาวะ: การที่กระเพาะปัสสาวะเต็ม จะช่วยดันมดลูกให้นอนลง ทำให้แพทย์สอดอุปกรณ์ได้ง่าย ไม่เจ็บ และเห็นภาพอัลตราซาวด์ชัดเจน (ถ้าปวดมากเกินไป อนุญาตให้ไปปัสสาวะออกเล็กน้อยได้)
  • แพทย์จะฉีดตัวอ่อนเข้าไป ตำแหน่งที่ดีคือ 1 เซนติเมตรจากขอบด้านบนของโพรงมดลูก โดยมักเลือกใส่ตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst (Day 5) เมื่อตัวอ่อนเคลื่อนตัวไปหาตำแหน่งที่จะฝังตัว ก็จะฟักออกจากเปลือก (ระยะ Full Hatch) และแทรกตัวเข้าไปในชั้นของเยื่อบุโพรงมดลูก ถ้าหากใส่ตัวอ่อนในระยะที่ยังมีเปลือกอยู่ ก็จะทำให้การฝังตัวช้าลง เพราะตัวอ่อนต้องใช้เวลาฟักออกจากเปลือก 3-6 ชั่วโมง
  • เทคนิคเสริม: ยาช่วยให้มดลูกคลายตัว, การใช้ Embryo Glue ซึ่งมีความเข้มข้นและส่วนประกอบใกล้เคียงกับน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก เพื่อช่วยในการฝังตัวให้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่ทำให้การฝังตัวสำเร็จ คือ คุณภาพตัวอ่อน เยื่อบุโพรงมดลูก และฮอร์โมน

[00:44:48] – การดูแลหลังใส่ตัวอ่อน 1 สัปดาห์:

  • งดออกกำลังกาย, งดยกของหนัก, งดการไอ/เบ่งถ่ายแรงๆ (ระวังท้องผูก/ท้องเสีย), งดขึ้นลงบันไดบ่อยๆ (ถ้าจำเป็นให้เดินช้าๆ)
  • สามารถนั่งทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ห้ามกลั้นปัสสาวะ
  • การเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์ (HCG) ปกติจะเจาะที่ 10-14 วันหลังใส่ตัวอ่อน ค่าฮอร์โมน HCG เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ของรก ถ้าเจาะในวันที่ 7 จะอยู่ที่อย่างน้อย 40 และควรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 48 ชั่วโมง

[00:46:13] – สาเหตุที่ฮอร์โมน HCG ขึ้นแล้วตกลง (แท้งคุกคาม/ไม่ฝังตัว):

  • ตัวอ่อนอาจฝังตัวแล้ว แต่เซลล์ไม่แข็งแรงพอที่จะแบ่งตัวต่อ
  • เยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อมรองรับ
  • ขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (ลืมทานยา/สอดยา ในรอบการเตรียมโดยใช้ฮอร์โมน)
  • ปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของคุณแม่
  • แม้จะตรวจโครโมโซมแล้ว (NGS) ก็ยังมีโอกาสไม่ท้องได้ เนื่องจากอาจมีความผิดปกติระดับยีนที่มองไม่เห็น
  • เลือดไปเลี้ยงตัวเด็กไม่เพียงพอ หรือท้องลม

[00:51:11] – การติดตามหลังตั้งครรภ์ & เกร็ดความรู้เพิ่มเติม:

  • ตรวจเลือดคอนเฟิร์มอีกครั้ง และอัลตราซาวด์ครั้งแรกที่อายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ เพื่อดูถุงตั้งครรภ์และหัวใจเด็ก
  • ลดยาฮอร์โมนได้หลัง 7-10 สัปดาห์ และแนะนำให้ไปฝากครรภ์ต่อ
  • แม้จะคัดโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ก็ยังแนะนำให้ตรวจ NIPT (คัดกรองดาวน์ซินโดรม) เมื่ออายุครรภ์ 10-11 สัปดาห์ เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง เนื่องจากจำนวนเซลล์ที่นำไปตรวจมากกว่า
  • หลังจากที่คลอดลูกแล้ว อีกนานแค่ไหนถึงจะมาใส่ตัวอ่อนลูกคนต่อไปได้? ควรรอ 1 ปีหลังคลอดธรรมชาติ หรือ 1-2 ปีสำหรับการผ่าคลอด โดยที่ต้องหยุดให้นมบุตร และมีประจำเดือนมา 2-3 รอบ
  • เกร็ดความรู้ (เทคนิค MACS): คือการคัดกรองอสุจิตัวที่วิ่งและแข็งแรงที่สุดที่ผ่านแผ่นกรองได้ มีการแตกหักของ DNA น้อยลง โดยไม่ผ่านการปั่น (ลดความบอบช้ำของอสุจิ) ช่วยเพิ่มคุณภาพของอสุจิในการนำไปทำอิ๊กซี่ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.63 ❝ถึงเวลาต้องฝากไข่หรือยัง❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2567)

โอกาสตั้งครรภ์จะลดลงไปเรื่อยๆ ตามอายุของผู้หญิง โดยเฉพาะหลัง 35 ปีที่คุณภาพไข่ลดลง ทำให้โอกาสตั้งครรภ์น้อยลงและเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซมมากขึ้น ดังนั้น การฝากไข่จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเก็บรักษาคุณภาพไข่ในช่วงอายุที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสมีบุตรในอนาคต ใน EP. 63 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดเรื่องการฝากไข่ ถึงเวลาต้องฝากไข่หรือยัง?

ทำไมผู้หญิงต้องฝากไข่? 01:32

ปกติแล้วโอกาสการตั้งครรภ์ของผู้หญิงจะลดลงตามอายุ โดยจะลดลงอย่างมากหลังอายุ 35 ปีเป็นต้นไป สำหรับช่วงอายุที่ผู้หญิงมีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุดคือ 25-29 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งอายุ 35 ปีก็จะลดลงค่อนข้างรวดเร็ว และเมื่ออายุเกิน 40 ปีโอกาสตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติจะเหลือไม่ถึง 5-10% ต่อเดือน

สาเหตุที่ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลงตามอายุของผู้หญิง หลักๆ เกิดจากคุณภาพของไข่ โดยเฉพาะเรื่องโครโมโซม ซึ่งโอกาสการตั้งครรภ์ในผู้หญิงจะลดลงชัดเจน ในขณะที่ผู้ชายไม่ได้ลดลงขนาดนั้น เนื่องจากไข่ของผู้หญิงถูกสร้างขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ หลังจากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุ เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ไข่จะถูกนำมาใช้ให้มีการตกไข่ในแต่ละรอบเดือน ดังนั้นไข่ที่ตกในแต่ละรอบเดือนเป็นไข่ที่สร้างมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ไม่ใช่ไข่ที่สร้างขึ้นมาใหม่

เมื่ออายุเยอะขึ้น ร่างกายเริ่มเสื่อมโทรม ไม่ใช่แค่ผิวหนังหน้าตาที่หย่อนคล้อย แต่รวมไปถึงเซลล์ไข่ที่เสื่อมไปตามอายุเช่นเดียวกัน ซึ่งเราจะเห็นว่าความเสื่อมเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนหลังอายุสัก 35 ปี ทำให้โอกาสการตั้งครรภ์เมื่ออายุเกิน 35 ปี ลดลงค่อนข้างชัดเจน ส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมที่สูงขึ้น ตัวอ่อนที่มีความผิดปกติของโครโมโซม จะไม่สามารถผ่านกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติได้ หรือทำให้ไม่ท้อง บางส่วนก็อาจจะผ่านกลไกการคัดเลือกธรรมชาติระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายไม่สามารถตั้งครรภ์จนคลอดได้ มีเพียงส่วนน้อยที่จะหลุดรอดกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติ จนสามารถตั้งครรภ์แล้วก็คลอดออกมาเป็นตัวเด็กได้ แต่สุดท้ายก็อาจจะมีความพิการ อย่างที่เรารู้จักกันบ่อยๆ คือดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 เด็กจะมีความผิดปกติทางด้านสติปัญญา อาจจะมีอวัยวะต่างๆ ที่ผิดปกติ เช่น มีหัวใจผิดปกติ มีไตผิดปกติ เป็นต้น

โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติตามอายุคือเท่าไร? 05:02

โอกาสการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติต่อรอบเดือนจะลดลงตามอายุ จะสูงที่สุดช่วงอายุประมาณ 20 กลางๆ ถึงปลายๆ คือประมาณ 25-29 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ต่อรอบเดือนจะอยู่ประมาณ 20-25% หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง พออายุ 30-35 ปี จะเหลือประมาณ 15-20% เมื่ออายุ 35 ปี จะลดลงค่อนข้างเร็ว โอกาสการตั้งครรภ์จะเหลือประมาณ 10-15% และเมื่ออายุเกิน 40 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ต่อรอบเดือนจะเหลือน้อยกว่า 5% ทำให้โอกาสที่ผู้หญิงอายุเกิน 40 ปีจะตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติเป็นไปได้น้อยมาก สาเหตุหลักๆ มาจากความผิดปกติของโครโมโซมของตัวอ่อน

โอกาสในการได้ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติจากการทำอิ๊กซี่ลดลงตามอายุ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากคุณภาพไข่ โดยโอกาสสูงที่สุดอยู่ที่ 70% ในช่วงอายุ 25-30 ปี และลดลงเหลือ 60-70% ในช่วงอายุ 30-35 ปี และ 50-60% ในช่วงอายุ 35-38 ปี และน้อยกว่า 20% เมื่ออายุเกิน 40 ปี

ดังนั้น ถ้าเราสามารถแช่แข็งไข่หรือเก็บเซลล์ไข่ไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะได้ไข่ที่มีคุณภาพดีกว่า และมีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติน้อยกว่า เซลล์ไข่ที่ผ่านกระบวนการแช่แข็งเหมือนเป็นการหยุดเวลาไว้ รักษาคุณภาพไว้เท่ากับอายุตอนที่เราเก็บไข่ ทำให้โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติเท่ากับอายุตอนที่เก็บไข่ โดยสามารถเก็บไว้ได้นานเป็น 10 ปี

เมื่อไรควรเริ่มตัดสินใจฝากไข่ ควรเริ่มเก็บไข่ตอนอายุเท่าไร? 08:05

ปัจจัยที่ควรพิจารณา คือ อายุ ความคุ้มค่า และแพลนการแต่งงาน

  • อายุ

จะเห็นว่าโอกาสที่ไข่จะคุณภาพเสื่อมลง โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติ รวมไปถึงโอกาสที่จะตั้งครรภ์ ลดลงค่อนข้างชัดเจนหลังอายุ 35 ไป โดยทั่วไปแนะนำว่าควรฝากไข่ไว้ก่อนอายุ 35 ปี น่าจะได้ประโยชน์สูงสุด มีโอกาสที่จะได้ไข่ที่มีคุณภาพดีที่สุด และเหมาะที่จะเอาไปใช้ในการทำ ICSI ในอนาคตเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์

สำหรับคนที่อายุเกิน 35 ปี อย่างน้อยการเก็บไข่ไว้ปีนี้ คุณภาพไข่ก็ยังดีกว่าปีหน้า แต่คุณภาพอาจจะไม่ดีเท่ากับตอนเราเก็บก่อนอายุ 35 ปี รวมไปถึงจำนวนเซลล์ไข่ที่เก็บได้ในแต่ละรอบเดือนก็อาจจะน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการกระตุ้นไข่ตอนที่เราอายุน้อยกว่า แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย สรุปว่าถ้าเป็นไปได้แนะนำให้เก็บก่อนอายุ 35 ปี แต่ถ้าอายุเกิน 35 ปีไปแล้ว อย่างน้อยรีบเข้ามาเก็บดีกว่ารอไปเก็บปีหน้าหรือ 2 ปีข้างหน้า อย่างไรคุณภาพก็จะดีกว่า

  • ความคุ้มค่า

โอกาสการตั้งครรภ์สูงสุดอยู่ในช่วงอายุประมาณ 25-29 ปี หลังจากนั้นค่อยๆ ลดลง ช่วงอายุ 30 ต้นๆ ก็ลดลงอย่างช้าๆ แต่จะลดลงอย่างชัดเจนหลังอายุ 35 ปี

ทำไมไม่แนะนำให้มาเก็บเซลล์ไข่ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น?

สามารถฝากไข่ได้ แต่ถ้าพิจารณาในแง่ของความคุ้มค่า เช่น เก็บไข่ไว้ตอนอายุ 27 ปี และแต่งงาน 3-4 ปีถัดมา ซึ่งก็คืออายุ 31-32 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ยังสูงอยู่ สามารถมีลูกเองตามธรรมชาติได้ ไข่ที่เก็บไว้ก็อาจจะไม่ได้ใช้ จึงไม่ได้แนะนำให้คนที่อายุน้อยมาเก็บไข่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นหรือสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว

เมื่อมองในประเด็นอายุกับความคุ้มค่า การฝากไข่ในช่วงอายุ 30-35 ปีจะมีความคุ้มค่าสูงที่สุด เพราะว่าถ้าอายุเกิน 35 ปีไปแล้ว คุณภาพไข่จะลดลงค่อนข้างชัดเจน และเมื่อแต่งงานหลังอายุ 35 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ก็จะลดลงค่อนข้างมาก ทำให้มีโอกาสได้ใช้ไข่ที่เก็บไว้มากกว่าการเก็บไข่ตอนอายุยังน้อย ยกเว้นบางกรณีที่มีความจำเป็น มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่มีผลกระทบต่อเซลล์ไข่ เช่น เป็นมะเร็งที่ต้องได้รับเคมีบำบัด มีความจำเป็นต้องตัดรังไข่ มีเนื้องอกหรือซีสต์ที่รังไข่ขนาดใหญ่ กรณีเหล่านี้อาจแนะนำให้แช่แข็งไข่เก็บไว้ก่อนการรักษา

  • แพลนแต่งงาน

ปกติการแช่แข็งเก็บเป็นเซลล์ไข่ ตามข้อมูลหลายประเทศทั่วโลก พบว่าเมื่อละลายไข่แช่แข็ง โอกาสที่เซลล์ไข่จะรอดและใช้ได้จะอยู่ที่ประมาณ 60-80% แต่ถ้าเป็นของ Superior A.R.T. จะอยู่ที่ประมาณ 80-90% ซึ่งค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยจากทั่วโลก

ส่วนการแช่แข็งตัวอ่อนที่มีเซลล์หลายเซลล์ เมื่อนำมาละลาย โอกาสที่จะเกิดความเสียหายจะน้อยกว่าการแช่แข็งเซลล์ไข่ที่เป็นเซลล์เดียว อัตราการรอดของตัวอ่อนจะสูงกว่า โดยข้อมูลทั่วโลกจะอยู่ประมาณ 80-90% ส่วนข้อมูลของ Superior A.R.T. จะอยู่ที่เกิน 95%

หากมีแพลนที่จะแต่งงานเร็วๆ นี้ แนะนำให้แช่แข็งตัวอ่อนดีกว่า แต่ถ้ายังโสด หรือคิดว่าแพลนการมีบุตรยังอีกนาน การแช่แข็งไข่ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ดีกว่าปล่อยไว้ให้ไข่เสื่อมไปตามอายุ

สรุปแล้ว เมื่อไรถึงควรจะต้องฝากไข่ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ อายุ แนะนำก่อนอายุ 35 ปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 35 ปี ควรมาเก็บให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

ปัจจัยด้านความคุ้มค่า แนะนำว่าช่วงอายุ 30-35 ปีเป็นช่วงที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสที่จะได้ใช้มากกว่าการฝากไข่ไว้ตอนอายุน้อย

สุดท้ายคือแพลนแต่งงาน ถ้ามีแพลนแต่งงานไม่นานมาก อาจจะแนะนำให้ทำ ICSI หรือแช่แข็งตัวอ่อนดีกว่าการแช่แข็งเซลล์ไข่ แต่ถ้ายังไม่มีแพลน หรือว่ายังอีกนาน แนะนำให้แช่แข็งไข่

ต้องเก็บไข่กี่รอบถึงจะพอ หรือต้องมีไข่แช่แข็งไว้กี่ใบถึงจะพอ? 15:25

ในแต่ละรอบ แต่ละคนอาจจะเก็บไข่ได้จำนวนไม่เท่ากัน จากข้อมูลจากการศึกษาที่ค่อนข้างเก่า ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีการแช่แข็งไข่ ซึ่งเดิมใช้เทคนิคที่เรียกว่า Slow Freezing ทำให้หลังละลายแล้วโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อเซลล์ไข่สูงกว่าวิธีในปัจจุบัน ซึ่งจากตัวเลขของเทคนิคนี้บอกว่า ถ้าเก็บไข่ได้ประมาณ 15-20 ใบ ในคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปี พบว่ามีโอกาสได้ลูกประมาณ 80-85% 

ปัจจุบันยังสามารถใช้ตัวเลขนี้เป็นแนวทางได้ การฝากไข่แช่แข็งในคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปี อย่างน้อย 10-15 ใบขึ้นไปก็น่าจะเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเก็บเพิ่ม แต่ถ้าเก็บได้น้อยกว่า 10 ใบ อาจจะแนะนำให้กระตุ้นและเก็บเพิ่มอีกรอบ

ถ้าอายุเกิน 35 ปี ต้องเก็บไข่กี่ใบ? 16:50

บางข้อมูลบอกว่าต้องเก็บ 20-30 ใบ หรือถ้าอายุเยอะกว่านั้นอาจจะต้องเก็บถึง 40-50 ใบ โอกาสตั้งครรภ์ถึงจะสูงประมาณ 85% ซึ่งในความเป็นจริงอาจทำได้ยาก เพราะอายุเยอะขึ้น ไม่ใช่แค่คุณภาพไข่ที่ลดลง แต่จำนวนไข่ที่เก็บได้ต่อรอบก็ลดลงด้วย บางคนกระตุ้นไข่ 2-3 รอบ ก็อาจจะเก็บไข่ได้ไม่ถึง 10 ใบ 

คำแนะนำคือ เก็บเท่าที่สามารถเก็บได้ ถ้าสามารถกระตุ้นได้รอบเดียวก็เก็บไว้ หรือถ้าทำได้มากกว่านั้นก็ถือว่าดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้อง 20-30 ใบ เพราะอาจเป็นไปได้ยาก

ขั้นตอนการกระตุ้นไข่และการเก็บไข่เพื่อแช่แข็งไข่ 17:56

จากภาพบนจอมอนิเตอร์ แถวบนเป็นกระบวนการที่ไข่โตและตกตามธรรมชาติ ในช่วง 3 วันแรกของรอบเดือน จะมีฟองไข่ใบเล็กหลายใบถูกเรียกขึ้นมาเพื่อโตแข่งกัน หลังจากนั้นช่วงกลางรอบเดือน จะเหลือเพียงแค่ใบเดียวที่โตชนะใบอื่นและตกได้ 1 ใบใน 1 รอบเดือน ส่วนใบอื่นๆก็จะฝ่อและหายไปในแต่ละรอบเดือน สาเหตุที่ได้เพียงใบเดียว เพราะฮอร์โมนจากธรรมชาติที่สร้างจากต่อมใต้สมองของผู้หญิงมีเพียงพอสำหรับการกระตุ้นไข่ได้แค่ใบเดียวในรอบเดือน

สำหรับรอบที่ใช้ยากระตุ้นไข่ จะใช้ฮอร์โมนตัวนี้ในขนาดที่สูงขึ้น ทำให้สามารถกระตุ้นไข่หลายใบให้โตพร้อมกัน และสามารถเก็บได้หลายใบใน 1 รอบ ปกติการกระตุ้นไข่จะใช้เวลาฉีดยาประมาณ 8-12 วัน หลังจากนั้นประมาณ 12-14 วันก็สามารถเก็บไข่ได้

ขั้นตอนการเก็บไข่ 20:00

ระหว่างทำจะใช้ยาสลบแบบฉีด คนไข้จะไม่เจ็บและไม่รู้สึกตัว โดยมีวิสัญญีแพทย์ดูแล เมื่อเริ่มขั้นตอนการเก็บไข่ หมอสูติฯ จะใช้หัวตรวจอัลตราซาวด์เหมือนที่อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด ร่วมกับเข็มที่อยู่คู่กับหัวตรวจเจาะผ่านผนังช่องคลอด เพื่อดูดเซลล์ไข่ออกจากฟองไข่โดยตรง โดยจะได้เป็นน้ำออกมา แล้วส่งให้นักวิทย์ฯ ในห้องแล็บตรวจหาเซลล์ไข่

ซึ่งเซลล์ไข่ที่ต้องการจะเป็นไข่สุกสมบูรณ์ ลักษณะเป็นเซลล์กลม มีจุดหรือโพลาร์บอดี เรียกว่า MII พร้อมสำหรับการปฏิสนธิ ส่วนไข่ที่ยังไม่สุกหรือเป็นไข่อ่อนจะยังไม่พร้อมใช้งาน มีลักษณะเป็นเซลล์กลม ไม่มีจุดด้านข้าง เห็นนิวเคลียสตรงกลาง หรือเป็นเซลล์กลม ไม่มีจุดด้านข้าง แต่ไม่มีนิวเคลียสตรงกลาง

หลังจากนั้นนักวิทย์ฯ จะนำเซลล์ไข่ไปแช่แข็งด้วยเทคนิค Vitrification และเก็บไว้ในไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิประมาณ -196 องศาเซลเซียส เพื่อหยุดการทำงานของเซลล์ไข่ และรักษาคุณภาพไว้เท่าๆ กับตอนที่เก็บ โดยสามารถเก็บได้นานเป็น 10 ปี จากรายงานในต่างประเทศ พบว่ามีการตั้งครรภ์จากไข่ที่แช่แข็งไว้นานถึงประมาณ 14 ปี หากสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิในการเก็บเหมาะสม ก็สามารถเก็บได้ยาวๆ

การเตรียมตัวก่อนเก็บไข่ 22:58

การรักษาสุขภาพ ปรับไลฟ์สไตล์ให้เป็นไปในทางที่ดี

  • ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน ช่วยให้คุณภาพไข่และเซลล์ต่างๆ ของร่างกายดีขึ้น
  • ออกกำลังกายแบบพอดี ระดับปานกลาง 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 30 นาทีขึ้นไป เช่น วิ่งเหยาะๆ ให้พอหายใจเหนื่อย การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน นอนก่อน 4 ทุ่ม ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ได้ดี ส่งผลดีต่อคุณภาพของเซลล์ไข่
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด
  • จดบันทึกประจำเดือน มีประโยชน์อย่างมากเมื่อเข้ามาตรวจกับคุณหมอ เป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบในการกระตุ้นไข่
  • กินวิตามิน วิตามินพื้นฐาน คือ วิตามินก่อนตั้งครรภ์ ที่เป็นวิตามินรวมและมีส่วนประกอบของโฟลิค ถัดมาคือ กลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น Coenzyme Q10 ขนาดตั้งแต่ 50 มก.- 600 มก., แอสตาแซนทีน, วิตามิน C วิตามิน E และวิตามิน D หลายคนมีวิตามิน D ต่ำกว่าเกณฑ์ อาจทำให้คุณภาพไข่ การทำเด็กหลอดแก้ว หรือการใส่ตัวอ่อนน้อยลงได้ สุดท้ายคือเมลาโทนิน สามารถช่วยเรื่องคุณภาพเซลล์ไข่ได้ ส่วนคนไข้กลุ่ม PCOS อาจใช้ไมโอ-อิโนซิทอล

สำหรับผู้หญิงอายุ 30-35 ปี หรือยังไม่มีแพลนแต่งงานในเร็วๆ นี้ การแช่แข็งไข่ ฝากไข่ไว้ก่อน เป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกในอนาคต และลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีโอกาสมีความผิดปกติทางโครโมโซม

แต่สำหรับคนที่มีอายุเกิน 40 ปี คุณภาพไข่จะลดลงมาก โอกาสที่ไข่จะมีความผิดปกติสูงมาก การแช่แข็งไข่อาจไม่ค่อยได้ประโยชน์ หากแต่งงานแล้วแนะนำทำ ICSI ร่วมกับการตรวจโครโมโซม และแช่แข็งเป็นตัวอ่อนเก็บไว้ ดีกว่าการแช่แข็งเป็นเซลล์ไข่ สามารถเก็บตัวอ่อนได้นานโดยยังคุณภาพดีอยู่ เหมาะสำหรับวางแผนมีลูกคนที่ 2 หรือ 3 ในอนาคตได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

➡️ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บริการฝากไข่

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x แอร์ ภัณฑิลา : จริงไหม? ที่มีลูกคนแรกแล้ว คนที่ 2 จะมีง่ายขึ้น

หมอนิ x แอร์ ภัณฑิลา : จริงไหม? ถ้ามีลูกคนแรกแล้ว คนที่สองจะมาง่ายขึ้น

เรื่องจริงไหม.. ถ้ามีลูกคนแรกแล้ว คนที่สองจะมาง่ายขึ้น?

หลายคนเชื่อว่าร่างกายของผู้หญิงเมื่อเคยตั้งครรภ์มาแล้ว กลไกในร่างกาย “เคยทำสำเร็จมาแล้ว” ทำให้การมีลูกครั้งถัดไปเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นโดยธรรมชาติ ความเชื่อนี้มีน้ำหนักแค่ไหน และเป็นจริงสำหรับทุกคนหรือไม่?

ใครที่กำลังสงสัยอยู่ คลิปนี้มีคำตอบ 👶🏻✨ 

ถามหมอ EP. พิเศษ! วันนี้ คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. ไม่ได้มาตอบคำถามคนเดียว แต่มีแขกรับเชิญสุดพิเศษ “คุณแอร์ ภัณฑิลา” มาร่วมเป็นตัวแทนว่าที่คุณแม่ลูกสอง ยิงถามคำถามแทนใจสาวๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

ใครกำลังวางแผนครอบครัว หรือเตรียมตัวมีเบบี๋คนที่สอง ห้ามพลาดคลิปนี้นะคะ 💙


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : PM2.5 ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่ยังทำลายโอกาสมีลูกด้วย

ถามหมอกับหมอจิว PM2.5 ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่ยังทำลายโอกาสมีลูกด้วย

รู้หรือไม่? ฝุ่นจิ๋ว PM2.5  ไม่ได้ทำร้ายแค่ “ปอด” แต่ยังแอบทำร้าย “โอกาสในการมีลูก” ของเราด้วย!! 💔

มลภาวะขนาดเล็กที่กลายเป็นปัญหาใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ระบบทางเดินหายใจหรือปอดเท่านั้น แต่อาจกระทบต่อสุขภาพร่างกายในหลายด้าน รวมถึงระบบสืบพันธุ์ ทำให้มีบุตรยากมากกว่าที่คิด 😷💨

ฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อโอกาสในการมีลูกมากแค่ไหน? เราจะรับมือและป้องกันตัวเองได้อย่างไร? วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ในคลิปนี้ 🎬