ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : ตรวจ DFI คืออะไร? ใครบ้างควรตรวจ DNA สเปิร์ม

ถามหมอกับหมอจิว การตรวจ DNA ของสเปิร์ม หรือ DFI คืออะไร

ผลตรวจน้ำเชื้ออยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่าง พยายามมีบุตรมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ อาจเกี่ยวข้องกับคุณภาพของ DNA ภายในสเปิร์ม ซึ่งไม่สามารถดูได้จากการตรวจน้ำเชื้อพื้นฐานทั่วไป

การตรวจ DFI (DNA Fragmentation Index) ช่วยประเมินระดับความเสียหายหรือการแตกหักของ DNA ในสเปิร์ม ซึ่งอาจสัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยาก การพัฒนาของตัวอ่อน ผลการรักษา IVF/ICSI และการแท้งในระยะแรก


รับชมคลิป: ตรวจ DFI คืออะไร? ใครบ้างควรตรวจ DNA สเปิร์ม?


DFI คืออะไร?

DFI เป็นค่าที่ใช้ประเมินระดับ Sperm DNA Fragmentation หรือความเสียหายของสารพันธุกรรมภายในหัวของสเปิร์ม  

DNA ส่วนนี้มีบทบาทสำคัญหลังการปฏิสนธิ เพราะเป็นสารพันธุกรรมจากฝ่ายชายที่จะถ่ายทอดไปยังตัวอ่อน หาก DNA เสียหายมาก อาจส่งผลต่อพัฒนาการของตัวอ่อน และสัมพันธ์กับปัญหาการมีบุตรยากในบางกรณี


DFI ต่างจากการตรวจน้ำเชื้อทั่วไปอย่างไร?

Semen Analysis ดูจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ

ส่วน DFI Test ดูความเสียหายของ DNA ที่อยู่ภายในส่วนหัวของสเปิร์ม

สิ่งสำคัญคือ ผลตรวจน้ำเชื้อปกติ ไม่ได้หมายความว่า DNA ของสเปิร์มจะปกติเสมอไป
ดังนั้น DFI ไม่ได้มาแทนที่การตรวจน้ำเชื้อพื้นฐาน แต่เป็นการตรวจเพิ่มเติมในระดับสารพันธุกรรมที่ช่วยเติมข้อมูลในกรณีที่แพทย์ต้องการประเมินเชิงลึกมากขึ้น


ใครบ้างที่ควรพิจารณาตรวจ DFI?

การตรวจ DFI ไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ชายทุกคน แต่แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมในกรณีที่มีประวัติหรือปัจจัยบางอย่าง เช่น

  • พยายามมีบุตรมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ
  • ผลตรวจน้ำเชื้อทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังไม่ตั้งครรภ์
  • เคยรักษาด้วยการทำ IUI แล้วหลายรอบยังไม่ประสบความสำเร็จ
  • เคยทำ IVF หรือ ICSI แล้วผลตัวอ่อนไม่ดี หรือไม่ประสบความสำเร็จ
  • มีประวัติแท้งซ้ำ โดยเฉพาะในช่วงแรกของการตั้งครรภ์
  • ฝ่ายชายมีปัญหาเส้นเลือดขอดที่ลูกอัณฑะ
  • แพทย์ต้องการประเมินปัจจัยจากฝ่ายชายเพิ่มเติมในระดับ DNA ในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น อายุมาก มีประวัติสูบบุหรี่ ประวัติสัมผัสสารพิษ หรือในผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง

ผลตรวจ DFI จะถูกนำมาพิจารณาร่วมกับอายุของทั้งสองฝ่าย ผลตรวจน้ำเชื้อ คุณภาพไข่ ประวัติการตั้งครรภ์ และผลการรักษาที่ผ่านมา


ถ้าค่า DFI สูง แปลว่ามีลูกไม่ได้หรือไม่?

✖️ ไม่ใช่

ค่า DFI ที่สูงไม่ได้หมายความว่าจะมีบุตรไม่ได้ แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้แพทย์เห็นปัจจัยจากฝ่ายชายละเอียดขึ้น และนำไปประกอบการวางแผนรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละคู่ในขั้นต่อไป

ภาวะมีบุตรยาก การทำ IVF/ICSI ไม่สำเร็จ หรือการแท้งซ้ำ ล้วนเกิดได้จากหลายสาเหตุ การแปลผล DFI จึงควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ และไม่ควรใช้ผล DFI เพียงค่าเดียวในการสรุปปัญหา


จำเป็นต้องตรวจ DFI ก่อนทำ ICSI ทุกคนไหม?

✖️ ไม่จำเป็น

ในหลายกรณี การตรวจน้ำเชื้อพื้นฐานและการประเมินตามปกติก็เพียงพอแล้ว แต่หากมีประวัติการรักษาไม่สำเร็จ มีภาวะมีบุตรยากที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ หรือมีประวัติแท้งซ้ำ แพทย์อาจพิจารณาสั่งตรวจ DFI เพิ่มเติม


หากตรวจน้ำเชื้อปกติ แต่ยังไม่ท้อง ควรทำอย่างไร?

หากพยายามมีบุตรต่อเนื่องแล้วยังไม่สำเร็จ ไม่ควรประเมินจากผลตรวจน้ำเชื้อของฝ่ายชายเพียงอย่างเดียว เพราะภาวะมีบุตรยากเกี่ยวข้องกับทั้งฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย หรือหลายปัจจัยร่วมกัน

แพทย์จะพิจารณาประวัติของทั้งคู่ รวมถึงผลตรวจที่ผ่านมา ก่อนประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมถึงระดับ DNA ของสเปิร์มหรือไม่

สำหรับบางคู่ การตรวจ DFI อาจช่วยเติมข้อมูลในจุดที่การตรวจน้ำเชื้อทั่วไปยังตอบไม่ได้ และช่วยให้การวางแผนรักษาในขั้นต่อไปมีความชัดเจนมากขึ้น


ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ DFI

หากคุณและคู่สมรสพยายามมีบุตรมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ หรือมีประวัติเคยทำ IVF หรือ ICSI แล้วผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือมีประวัติแท้งซ้ำ สามารถนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อประเมินว่าการตรวจ DFI หรือความสมบูรณ์ของ DNA สเปิร์มเหมาะสมกับคุณหรือไม่

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.72 ❝ย้ายตัวอ่อนไม่ติด ทำไงดี? เจาะลึก ERA Test & ORA Test คืออะไร ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้อย่างไร❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 โดยหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)


📑 สารบัญเนื้อหา (คลิกเพื่ออ่านตามหัวข้อ)


บทนำ: ทำความรู้จักการตรวจผนังมดลูกเพื่อการย้ายตัวอ่อน

Timestamp 00:01:55

หัวข้อที่เราจะเจาะลึกกันในไลฟ์นี้ คือ “ERA Test คืออะไร และใครบ้างที่จำเป็นต้องตรวจ?” ซึ่งเป็นข้อสงสัยยอดฮิตสำหรับคนที่กำลังอยู่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) หลายคนอาจสงสัยว่าการ ตรวจ ERA Test จำเป็นต้องทำทุกคนหรือไม่ ตรวจแล้วมีประโยชน์อย่างไร และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการใส่ตัวอ่อนแล้วตั้งครรภ์สำเร็จได้อย่างไรบ้าง

กระบวนการย้ายตัวอ่อนและการเตรียมผนังมดลูกในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI)

Timestamp 00:02:15

ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจเรื่องการ ตรวจ ERA Test เราต้องเข้าใจกระบวนการพื้นฐานในการทำเด็กหลอดแก้ว และขั้นตอนการเตรียมผนังมดลูกเสียก่อน

ในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ขั้นตอนแรกเริ่มจากการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ นำมาปฏิสนธิกับอสุจิในห้องปฏิบัติการจนได้เป็นตัวอ่อน จากนั้นอาจมีการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของตัวอ่อน (PGT) และทำการแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ โดยตัวอ่อนที่แช่แข็งส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ซึ่งเป็นตัวอ่อนระยะเจริญเติบโตเต็มที่ในวันที่ 5 ถึงวันที่ 6 หลังการปฏิสนธิ

ในรอบเดือนถัดมาเมื่อพร้อมย้ายตัวอ่อน แพทย์จะเข้าสู่ขั้นตอน การเตรียมผนังมดลูก ซึ่งเปรียบเสมือน “บ้านหลังแรก” ของลูกน้อยที่จะเข้ามาฝังตัวและเติบโตก่อนที่จะคลอดออกมา

ขั้นตอนการเตรียมผนังมดลูกด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน

ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมผนังมดลูกในรอบธรรมชาติ หรือการเตรียมด้วยฮอร์โมนทดแทนจากภายนอก ขั้นตอนแรกคือการทำให้ผนังมดลูกมีความหนาและสมบูรณ์เต็มที่ โดยอาศัย ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)

  • แหล่งที่มาของเอสโตรเจน: อาจมาจากฟองไข่ที่โตตามธรรมชาติ หรือได้จากฮอร์โมนภายนอกในรูปแบบยากินหรือยาทา
  • ความหนาผนังมดลูกที่เหมาะสม: แพทย์ต้องการให้ผนังมดลูกมีความหนาในช่วง 8 ถึง 12 มิลลิเมตรขึ้นไป
  • ลักษณะผนังมดลูกที่สวยงาม: ต้องมีลักษณะเรียงตัวเป็น 3 ชั้นสวยงาม (Triple-line pattern) ซึ่งจะเห็นเป็นเส้นขอบสีขาวเรียงกัน 3 ชั้นชัดเจนจากการตรวจอัลตราซาวด์
ตรวจอัลตราซาวด์ ผนังมดลูก ย้ายตัวอ่อนไม่ติด ตรวจ ERA Test

ความสำคัญของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และ 3 ปัจจัยหลักในการตั้งครรภ์

Timestamp 00:05:28

เมื่อเตรียมผนังมดลูกได้ความหนา 8-12 มิลลิเมตร และเห็นลักษณะ Triple-line เป็น 3 ชั้นเรียงสวยเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะเริ่มยาชุดที่ 2 นั่นคือ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone)

หน้าที่ของโปรเจสเตอโรนและการนับเวลาฝังตัว

ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพเยื่อบุผนังมดลูกที่หนาตัวแล้ว ให้พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยการเริ่มยาจะอ้างอิงตามอายุของตัวอ่อนที่จะนำมาใส่:

  • ตัวอ่อนระยะ Blastocyst (Day 5 หรือ Day 6) จะต้องเริ่มยาโปรเจสเตอโรนล่วงหน้า 5 วัน (หรือประมาณ 120 ชั่วโมง) ก่อนวันย้ายตัวอ่อน
  • ตัวอย่างการให้ยา: หากมีกำหนดใส่ตัวอ่อนใน วันเสาร์ คนไข้จะต้องเริ่มใช้ยาโปรเจสเตอโรน (ซึ่งมักใช้ยาสอดช่องคลอดร่วมกับยากิน) ตั้งแต่ วันจันทร์ (จันทร์, อังคาร, พุธ, พฤหัสบดี, ศุกร์ รวม 5 วันเต็ม) แล้วจึงทำการย้ายตัวอ่อนในวันเสาร์

สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ (ประมาณ 70-80%) การให้ยาโปรเจสเตอโรนครบ 5 วัน ผนังมดลูกจะเปิดรับการฝังตัวได้พอดี แต่ยังมีผู้หญิงอีกบางกลุ่มที่ให้ยาครบ 5 วันแล้ว ผนังมดลูกกลับยังไม่พร้อมรับตัวอ่อน

3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำ IVF

  • คุณภาพและโครโมโซมของตัวอ่อน: เกรดของตัวอ่อน และความปกติทางโครโมโซม
  • สภาพผนังมดลูก: ความหนาได้มาตรฐาน โครงสร้างสวย ไม่มีติ่งเนื้อหรือพังผืดขัดขวาง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างผนังมดลูกกับตัวอ่อน (Window of Implantation): ตัวอ่อนต้องถูกย้ายในเวลาที่ผนังมดลูกเปิดรับพอดี หากอายุผนังมดลูกกับอายุตัวอ่อนไม่สอดคล้องกัน (Implantation Mismatch) ก็จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้

ปัจจัยข้อที่ 3 นี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมการตรวจ ERA Test

ใครบ้างที่จำเป็นต้องตรวจ ERA Test? เช็กลิสต์กลุ่มเสี่ยง

Timestamp 00:07:50

โดยปกติคนส่วนใหญ่เริ่มยาโปรเจสเตอโรนครบ 5 วันแล้วผนังมดลูกจะพร้อมรับตัวอ่อน แต่หากมีความสงสัยว่า “หน้าต่างการฝังตัว” ของตนเองอาจไม่ตรงกับคนทั่วไป ใครบ้างที่ควรพิจารณาตรวจ ERA Test?

ข้อบ่งชี้และกลุ่มคนที่ควรพิจารณา ตรวจ ERA Test :

  • ผู้ที่มีประวัติย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีแล้วไม่ตั้งครรภ์ (Recurrent Implantation Failure): เคยย้ายตัวอ่อนที่ผ่านการตรวจโครโมโซมปกติ (Euploid embryo) ไปแล้ว 1-2 ครั้ง แต่ผลออกมาไม่ท้อง
  • ผู้ที่มีจำนวนตัวอ่อนจำกัด: เช่น ผู้หญิงอายุมาก กระตุ้นไข่ได้ยาก และได้ตัวอ่อนที่ผ่านการตรวจโครโมโซมปกติเพียงแค่ 1 ตัวเท่านั้น การตรวจ ERA Test ล่วงหน้าจะช่วยปิดช่องโหว่และเพิ่มความมั่นใจสูงสุดก่อนการย้ายตัวอ่อนที่มีอยู่อย่างจำกัด
  • ผู้ที่มีประวัติการตั้งครรภ์ไม่สมบูรณ์ (Chemical Pregnancy): เคยย้ายตัวอ่อนแล้วตรวจเลือดพบค่าฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (HCG) ขึ้น แต่ต่อมาค่าลดลง

ERA Test คืออะไร? ขั้นตอนการตรวจและการวิเคราะห์ผลยีนผนังมดลูก

Timestamp 00:09:06

ERA Test (Endometrial Receptivity Analysis) คือ การตรวจวิเคราะห์ระดับการแสดงออกของยีน (Gene Expression) ที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมในการรับการฝังตัวของตัวอ่อนในเยื่อบุผนังมดลูกมากกว่า 200 ยีน

ขั้นตอนการตรวจ ERA Test

  • 1. ทำการเตรียมผนังมดลูกเหมือนรอบย้ายตัวอ่อนจริง โดยให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจนผนังหนาได้ที่
  • 2. ให้ยาโปรเจสเตอโรนล่วงหน้า 5 วัน
  • 3. ในวันที่ 6 (ซึ่งปกติจะเป็นวันย้ายตัวอ่อน) จะไม่มีการย้ายตัวอ่อน แต่แพทย์จะทำการตัดเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อบุช่องท้องมดลูก (Endometrial Biopsy) ส่งเข้าห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ยีน

การแปลผลการตรวจ ERA Test

  • Receptive (ผนังมดลูกพร้อมรับ): แสดงว่าการเริ่มยาโปรเจสเตอโรน 5 วัน (120 ชม.) เป็นระยะเวลาที่ถูกต้อง เหมาะสมสำหรับการย้ายตัวอ่อนในรอบถัดไป
  • Pre-Receptive (ผนังมดลูกยังอ่อนไป / ช้ากว่าปกติ): ผนังมดลูกยังไม่พร้อม ต้องเพิ่มระยะเวลาการเริ่มยา เช่น ผลระบุว่าผนังมดลูกเหมือนเพิ่งได้อายุ 4 วัน ในรอบถัดไปจึงต้องปรับเพิ่มเวลาเริ่มยาโปรเจสเตอโรนล่วงหน้าเป็น 6 วัน ก่อนย้ายตัวอ่อน
  • Post-Receptive (ผนังมดลูกแก่ไป / เร็วกว่าปกติ): ผนังมดลูกข้ามช่วงเวลาฝังตัวไปแล้ว รอบถัดไปจะต้องลดระยะเวลาการให้ยาลง เช่น ลดลง 12 หรือ 24 ชั่วโมง และอาจต้องทำรอบตรวจซ้ำเพื่อยืนยันเวลาที่แม่นยำ

ทางเลือกใหม่ ORA Test: ตรวจความพร้อมผนังมดลูกด้วยการเจาะเลือด

Timestamp 00:11:16

แม้การตรวจ ERA Test จะมีประโยชน์สูง แต่ก็มีข้อจำกัดตรงที่คนไข้ต้อง เสียเวลาไป 1 รอบเดือน ในการเตรียมผนังเพื่อเจาะเก็บชิ้นเนื้อโดยไม่สามารถย้ายตัวอ่อนในรอบนั้นได้

ปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมการตรวจใหม่ที่เรียกว่า ORA Test

ข้อดีและความต่างของ ORA Test

  • ตรวจจากเลือดของคุณแม่: วิเคราะห์การแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับผนังมดลูกจากการเจาะเลือด ไม่ต้องตัดชิ้นเนื้อเยื่อบุมดลูก
  • ไม่ต้องเสียรอบย้ายตัวอ่อน: ในรอบที่จะย้ายตัวอ่อนจริง สามารถเตรียมผนังมดลูกและเจาะเลือดเก็บไว้ในวันที่ย้ายตัวอ่อนได้เลย
  • หากย้ายตัวอ่อนแล้วไม่ตั้งครรภ์: ค่อยส่งตรวจตัวอย่างเลือดที่ได้เจาะเก็บไว้ ไปตรวจดูว่าสาเหตุที่ไม่ตั้งครรภ์มาจากผนังมดลูกไม่พร้อมรับตัวอ่อนหรือไม่ ทำให้สามารถนำข้อมูลมาปรับสูตรยาในรอบถัดไปได้ทันทีโดยไม่เสียเวลา

สรุปประโยชน์ของ ERA & ORA Test ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์

Timestamp 00:13:49

การตรวจความพร้อมของผนังมดลูก ทั้งรูปแบบ ERA Test (เก็บชิ้นเนื้อผนังมดลูก) และ ORA Test (เจาะเลือด) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยประเมินระยะเวลาในการเริ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ให้สอดคล้องกับอายุของตัวอ่อนอย่างแม่นยำที่สุด

การตรวจนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ:

  • 1. ผู้ที่เคยย้ายตัวอ่อนคัดโครโมโซมปกติแล้วไม่ตั้งครรภ์ 1-2 ครั้ง
  • 2. ผู้ที่มีจำนวนตัวอ่อนจำกัดมากๆ และต้องการลดทุกความเสี่ยง เพื่อเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ให้สูงที่สุด

การรู้ระยะเวลาฝังตัวที่แน่นอน ช่วยให้แพทย์สามารถปรับแผนการให้ยาสอดและยากินฮอร์โมนได้อย่างตรงจุด ช่วยเพิ่มโอกาสในการอุ้มท้องสำเร็จและเติมเต็มความฝันในการมีบุตรได้อย่างมั่นใจ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม / นัดหมายปรึกษาแพทย์

หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจ ERA Test, ORA Test หรือปัญหาการรักษาภาวะมีบุตรยาก สามารถติดต่อคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก Superior A.R.T. ได้ทุกช่องทางทาง

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.71 ❝มีลูกหนึ่งคน ต้องมีไข่เท่าไหร่ถึงเพียงพอ เจาะลึกกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) และปัจจัยที่ควรรู้❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

สำหรับคู่ที่กำลังเผชิญกับปัญหามีบุตรยาก หรือผู้ที่กำลังวางแผนครอบครัว มักจะมีคำถามยอดฮิตว่า “ถ้าอยากมีลูก 1 คน เราจะต้องเก็บไข่ให้ได้กี่ใบถึงจะเพียงพอ?” และ “ทำไมตอนเก็บไข่ได้ตั้ง 10 ใบ แต่สุดท้ายพอเลี้ยงเป็นตัวอ่อนกลับไม่ได้ 10 ตัว?” บทความนี้เรียบเรียงเนื้อหาโดยละเอียดจากไลฟ์ Superior A.R.T. EP.71 ที่จะไขข้อข้องใจตั้งแต่กลไกการตกไข่ตามธรรมชาติ กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) ในห้องปฏิบัติการ อัตราการเจริญเติบโตของตัวอ่อนตามสถิติ ปัจจัยเรื่องอายุต่อความผิดปกติของโครโมโซม ตลอดจนเทคนิคการบำรุงร่างกายเพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์


📑 สารบัญเนื้อหา (คลิกเพื่ออ่านตามหัวข้อ)


อยากมีลูก 1 คน ต้องใช้ไข่กี่ใบ? ทำไมเก็บไข่ได้เยอะแต่ได้ตัวอ่อนน้อย?

Timestamp 00:01:16

หลายคนเมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยากมักตั้งคำถามว่า หากเราต้องการมีลูกที่สมบูรณ์แข็งแรง 1 คน เราควรจะต้องกระตุ้นและเก็บไข่ให้ได้จำนวนกี่ใบ? และเมื่อเก็บไข่ได้ เช่น เก็บได้ 10 ใบ ทำไมถึงไม่ได้ตัวอ่อน 10 ตัวเท่าจำนวนไข่ที่เก็บได้?

ความเข้าใจผิดส่วนใหญ่เกิดจากการคิดว่าไข่ทุกใบที่เก็บได้จะสามารถเจริญเติบโตไปเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ได้ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง กระบวนการปฏิสนธิและการพัฒนาของตัวอ่อนตามธรรมชาติต้องผ่านการคัดสรรหลายขั้นตอน บทความนี้จะนำเสนอคำตอบว่าเหตุใดจำนวนไข่จึงลดลงในแต่ละขั้นตอน รวมถึงแนวทางการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่มีภาวะไข่เยอะ หรือไข่น้อย และผู้ที่ต้องการมีลูกมากกว่า 1 คน

กลไกการตกไข่และการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ VS ผู้มีภาวะมีบุตรยาก

Timestamp 00:02:34

ในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง แต่ละรอบเดือนร่างกายจะเตรียม “กลุ่มไข่ตั้งต้น” ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง

  • ผู้หญิงอายุประมาณ 30 ปี ที่มีระดับฮอร์โมน AMH (Anti-Müllerian Hormone) และจำนวนไข่สำรองอยู่ในเกณฑ์ปกติ ในช่วงต้นรอบเดือนจะมีไข่ตั้งต้นขนาดเล็กเท่าๆ กัน (ประมาณ 4–7 มิลลิเมตร) อยู่ที่ประมาณ 10++ใบ
  • เมื่อผ่านไปประมาณ 5 วันนับจากประจำเดือนมาวันแรก ร่างกายจะคัดเลือกไข่เพียง 1 ใบที่เก่งที่สุด ซึ่งก็คือไข่ที่มีตัวรับฮอร์โมน (Hormone Receptor) มากที่สุด ให้เจริญเติบโตต่อจนถึงช่วงกลางรอบเดือนและเกิดการตกไข่ ส่วนไข่ใบอื่นๆ ในกลุ่มจะฝ่อไป
  • หากไข่ใบที่ตกได้ผสมกับอสุจิที่แข็งแรง ในช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกมีความพร้อม ก็จะเกิดการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

ข้อสังเกต: สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อย (ไม่เกิน 30–35 ปี) แม้จะมีจำนวนไข่น้อย แต่ถ้ามีไข่ตกเพียง 1 ใบ และไข่นั้นมีคุณภาพดี โครโมโซมปกติ สเปิร์มแข็งแรง ก็สามารถตั้งครรภ์ธรรมชาติได้ง่ายๆ แต่ในผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากและไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ การทำเด็กหลอดแก้วจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการกระตุ้นไข่เพื่อให้ได้ไข่หลายใบโตพร้อมๆ กันในรอบเดียว เพื่อนำมาผ่านกระบวนการคัดสรรในห้องปฏิบัติการต่อไป

กระบวนการเด็กหลอดแก้ว (ICSI) และขั้นตอนการเจริญเติบโตของตัวอ่อน

Timestamp 00:04:54

ในวันที่ฝ่ายหญิงเข้ารับการเก็บไข่ ฝ่ายชายก็จะทำการเก็บอสุจิ จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการจะคัดเลือกอสุจิที่มีรูปร่างปกติและว่ายน้ำได้ดีที่สุด นำมาทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) โดยการฉีดอสุจิ 1 ตัว เข้าไปในไข่สุก 1 ใบ (ระยะ Metaphase II หรือ MII) หลังเก็บไข่ประมาณ 4 ชั่วโมง

หลังจากการปฏิสนธิ นักวิทยาศาสตร์จะเฝ้าติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อนทุกวัน ดังนี้:

  • Day 1 (หลังทำ ICSI 1 วัน): ตรวจเช็กการปฏิสนธิ หากปกติจะเห็นเป็นตัวอ่อนระยะ 1 เซลล์ที่มี 2 Pronuclei (2PN) วงกลมเล็กๆ 2 วงภายในเซลล์ โดยมาจากไข่ของแม่ 1 วง และจากสเปิร์มของพ่อ 1 วง
  • Day 2 (ระยะ 2–4 เซลล์): เซลล์จะเริ่มแบ่งตัวทวีคูณจาก 1 เป็น 2 เซลล์ และเพิ่มเป็น 4 เซลล์ในช่วงปลายวันที่ 2
  • Day 3 (ระยะ 6–8 เซลล์): ตัวอ่อนที่สวยงามสมบูรณ์ เซลล์จะต้องมีขนาดเท่ากันทุกเซลล์ ขอบเขตชัดเจน แต่หากเซลล์บางส่วนแบ่งตัวไม่ไหวหมดแรง ก็จะกลายสภาพเป็น “เศษเซลล์” (Fragmentation) ยิ่งมีเศษเซลล์เยอะ แปลว่าคุณภาพตัวอ่อนไม่ดี
  • Day 4 (ระยะ Morula): เซลล์จะเริ่มรวมตัวกอดกันเป็นก้อน (Compaction) ลักษณะคล้ายผลน้อยหน่า
  • Day 5 (ระยะ Blastocyst): เป็นระยะที่ตัวอ่อนเจริญเติบโตสมบูรณ์ โดยจะแบ่งเซลล์ออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน ได้แก่:
  • 1. Inner Cell Mass: กลุ่มเซลล์ด้านในที่จะพัฒนากลายเป็นตัวเด็กในอนาคต
  • 2. Trophectoderm: กลุ่มเซลล์ด้านนอกที่จะพัฒนากลายเป็นรก ทำหน้าที่ยึดฝังตัวกับโพรงมดลูก

Attrition Rate: ทำไมจำนวนตัวอ่อนถึงลดลงในแต่ละระยะ?

Timestamp 00:08:57

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ตัวอ่อนเท่ากับจำนวนไข่ที่เก็บได้ เกิดจากอัตราการคัดทิ้งตามธรรมชาติในห้องปฏิบัติการ (Attrition Rate) ซึ่งสถิติค่ากลางมาตรฐาน มีดังนี้:

ขั้นตอนการพัฒนา

อัตราส่วนรอดชีวิต

ตัวอย่างคำนวณจากไข่ 10 ใบ

ไข่สุกที่เก็บได้ (MII)

100%

10 ใบ

ปฏิสนธิสำเร็จเป็น Day 1 (2PN)

~60-80%

6 – 8 ตัวอ่อน

พัฒนาถึงระยะ Blastocyst (Day 5)

~50% ของ Day 1

3 – 4 ตัวอ่อน

ปัจจัยที่ทำให้จำนวนตัวอ่อนลดลงมากกว่าปกติ:

  • คุณภาพไข่ของแม่: ฝ่ายหญิงมีโรคประจำตัว เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ ช็อกโกแลตซีสต์ (Endometriosis) ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและการปฏิสนธิของไข่ หรือภาวะ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) ที่อาจทำให้ได้ไข่ปริมาณมากแต่คุณภาพต่ำ รวมถึงคุณแม่ที่อายุมาก
  • คุณภาพสเปิร์มของพ่อ: หากสเปิร์มมีรูปร่างผิดปกติมาก หรือมีอัตราการแตกหักของ DNA ที่หัวสเปิร์มสูง (High DNA Fragmentation) จะส่งผลให้อัตราการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน Day 1 ต่ำลงอย่างชัดเจน

การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) และอายุคุณแม่

Timestamp 00:11:43

เมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตมาถึงระยะ Blastocyst ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจโครโมโซม (PGT-A) ทั้ง 23 คู่ โดยนักวิทยาศาสตร์จะตัดดึงเซลล์ออกมาประมาณ 5–7 เซลล์ เฉพาะบริเวณที่จะพัฒนากลายเป็นรก (Trophectoderm) โดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเซลล์ส่วนที่จะโตเป็นตัวเด็ก (Inner Cell Mass) เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์

ปัจจัยในการคัดเลือกตัวอ่อนที่จะนำไปตรวจโครโมโซม

  • ตัวอ่อนคุณภาพดี 
  • เห็นเซลล์ส่วนที่เป็นตัวเด็กและตัวรกชัดเจน
  • ยังคงมีคุณภาพดีหลังละลายตัวอ่อนที่แช่แข็ง

ปัจจัยที่มีผลต่อโครโมโซมตัวอ่อนมากที่สุด

ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “อายุของคุณแม่” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ซึ่งเกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง (มี 3 แท่ง)

  • อายน้อยกว่า 25 ปี: โอกาสเกิดดาวน์ซินโดรมต่ำมาก
  • อายุ 35 ปี: อัตราความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 250
  • อายุ 40 ปี: อัตราความเสี่ยงพุ่งสูงถึง 1 ต่อ 69
5 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก กราฟแสดงจำนวนไข่กับอายุ

ที่มา: www.cdc.gov/birth-defects/

อยากมีลูกหนึ่งคน ต้องมีไข่เท่าไหร่ ถึงเพียงพอ
5 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย

ที่มา:  Munne et al. Reprod Biomed Online

สถิติตัวอ่อนโครโมโซมปกติจำแนกตามอายุคุณแม่จากกรณีที่ตรวจตัวอ่อน 10 ตัว:

  • อายน้อยกว่า 35 ปี: มีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติประมาณ 63%
  • อายุ 35 – 37 ปี: มีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติประมาณ 55%
  • อายุ 38 – 40 ปี: มีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติประมาณ 37%
  • อายุ 41 – 42 ปี: มีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติประมาณ 25%

Safe Zone: จำนวนไข่ที่ควรเก็บเพื่อให้ได้ลูกที่แข็งแรง 1 คน

Timestamp 00:17:08

จากข้อมูลทางสถิติข้างต้น สามารถสรุปจำนวนไข่ที่ควรเก็บเพื่อเป้าหมายการมีลูก 1 คน ได้ดังนี้:

  • คุณแม่อายน้อย (ต่ำกว่า 35 ปี): เก็บไข่ได้ประมาณ 10 ใบ ถือว่าเพียงพอในการได้ตัวอ่อนที่ปกติ และมีโอกาสได้ลูก 1 คน หรืออาจจะมากกว่า 1 คน
  • คุณแม่อายุเยอะ (มากกว่า 35 ปีขึ้นไป): ไข่ 10 ใบอาจจะไม่เพียงพอ จำนวนไข่ที่เป็น Safe Zone สำหรับการกระตุ้น 1 รอบ คือประมาณ 15 – 20 ใบ เพื่อเผื่ออัตราการลดลงในแต่ละขั้นตอน

ข้อคิดสำคัญ: สถิติเป็นเพียงตัวเลขค่าเฉลี่ย แม้คุณแม่อายุเยอะหรือเก็บไข่ได้น้อย แต่ถ้าหากไข่ในรอบนั้นมีไข่ที่เป็น “Golden Egg” หรือไข่ที่โครโมโซมสมบูรณ์ปกติอยู่ ก็มีโอกาสได้ตัวอ่อนที่ปกติและตั้งครรภ์สำเร็จได้เช่นกัน สรุปคือ “อายุน้อย ไข่น้อยหมอไม่ค่อยกังวล แต่อายุเยอะ การมีไข่เยอะไว้ก่อนจะปลอดภัยกว่า”

วิธีบำรุงไข่ ปรับไลฟ์สไตล์เพิ่มคุณภาพไข่ก่อนกระตุ้นไข่

Timestamp 00:18:41

แม้เราจะไม่สามารถสั่งให้ร่างกายสร้างปริมาณไข่ขึ้นมาใหม่ได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อบำรุงคุณภาพของไข่ที่มีอยู่ให้ดีที่สุดก่อนเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ได้ดังนี้:

  • 1. เข้านอนให้ตรงเวลา: ควรนอนในช่วง 23:00 – 02:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ออกมาเต็มที่ ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนารอบไข่
  • 2. โภชนาการเน้นโปรตีนและลดน้ำตาล: รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือโปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) และลดหวาน/ลดน้ำตาล หากน้ำหนักเกินควรลดน้ำหนักก่อน เพื่อให้ตอบสนองต่อยากระตุ้นได้ดีขึ้น
  • 3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ออกกำลังกายปานกลาง ไม่หนักเกินไป ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง
  • 4. ทานวิตามินเตรียมพร้อมตั้งครรภ์: ทาน Folic Acid และวิตามินรวมสำหรับคนท้อง
  • 5. ทานสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants): ทาน CoQ10, Vitamin C ล่วงหน้าประมาณ 2–3 เดือนก่อนกระตุ้นไข่ ส่วน DHEA ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทาน เนื่องจากมีประโยชน์เฉพาะบางราย และอาจทำให้ไข่ลดลงในบางคน

โอกาสตั้งครรภ์ต่อการย้ายตัวอ่อน และข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีไข่น้อย

Timestamp 00:20:38

หากอยู่ในภาวะ Perfect Condition ได้แก่:

  • มดลูกเรียบสวย เยื่อบุโพรงมดลูกหนาประมาณ 8–12 มิลลิเมตร เรียงตัวสวย 3 ชั้น
  • ระดับฮอร์โมนดี
  • ตัวอ่อนผ่านการตรวจโครโมโซมปกติ และหลังละลายออกมาคุณภาพยังคงดี

อัตราการตั้งครรภ์ต่อการย้ายตัวอ่อน 1 ครั้ง ที่คลินิก Superior A.R.T. คือ 70-75%

แนวทางสำหรับคนไข้ที่มีไข่น้อย:

สำหรับผู้ที่มีไข่น้อย แนะนำให้เตรียมร่างกายให้พร้อมที่สุด และ “เลือกรอบเดือนที่เหมาะสมในการกระตุ้น” โดยเข้ามาตรวจอัลตราซาวด์ในวันที่ 2 ของประจำเดือน เพื่อประเมินจำนวนไข่ตั้งต้น (AFC) ควบคู่กับการตรวจระดับฮอร์โมน AMH หากรอบเดือนไหนมีจำนวนไข่สวยและระดับฮอร์โมนดี ค่อยตัดสินใจเริ่มกระตุ้นไข่ในรอบนั้น

Case Study ถอดบทเรียนเคสประทับใจ: ไข่ตกก่อนเก็บแต่ประสบความสำเร็จด้วย IUI

Timestamp 00:22:39

คุณหมอได้แชร์เคสประทับใจจากประสบการณ์จริงเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะรักษาภาวะมีบุตรยาก

  • ประวัติผู้ป่วย: คนไข้เคยทำ ICSI จากหลายแห่งมาแล้ว 5 รอบ ได้จำนวนไข่พอใช้ แต่ผสมปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน Day 1 ต่ำมาก (เพียง 30%–40%) และตัวอ่อนพัฒนาถึง Day 5 น้อยมาก
  • เหตุการณ์วันเก็บไข่: คนไข้มารักษาที่คลินิกในวัย 43–44 ปี กระตุ้นไข่ได้ประมาณ 5 ใบ แต่เมื่อเข้าห้องผ่าตัด คุณหมออัลตราซาวด์พบว่า ไข่ทั้ง 5 ใบได้ตกไปหมดแล้ว ไม่เหลือให้เก็บไข่
  • การแก้ไขปัญหา: คุณหมอตัดสินใจเปลี่ยนแผนเฉพาะหน้าด้วยการทำ IUI (ฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูก) แทนเพื่อไม่ให้เสียโอกาส
  • ผลลัพธ์ปาฏิหาริย์: คนไข้ตั้งครรภ์จากการทำ IUI ในรอบนั้น ผลอัลตราซาวด์และผลตรวจ NIPT คัดกรองดาวน์ซินโดรมออกมาปกติสมบูรณ์ จนคลอดบุตรที่แข็งแรงได้สำเร็จ

บทเรียนที่ได้รับ: แม้จะอายุมาก ไข่น้อย หรือไข่ตกก่อนกำหนด แต่หากไข่ในรอบนั้นเป็นไข่ที่ดี (Golden Egg) ธรรมชาติและร่างกายของคุณแม่ก็สามารถทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ บางครั้งไข่ที่เจริญเติบโตอยู่ภายในร่างกายตามธรรมชาติอาจทำหน้าที่ได้ดีกว่าการนำออกมาเลี้ยงนอกร่างกาย

สรุป: การวางแผนและการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่อยากมีบุตร

Timestamp 00:25:49

  • หากยังไม่พร้อมมีบุตรแต่เริ่มมีอายุ: แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อประเมินและพิจารณา “ฝากไข่ แช่แข็งไข่” (Egg Freezing) วางแผนสต๊อกไข่ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาคุณภาพไข่เสื่อมตามอายุในอนาคต
  • หากแต่งงานแล้วปล่อยธรรมชาติไม่มา: ควรรีบเข้ามาตรวจเช็กระบบสืบพันธุ์ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายเพื่อหาสาเหตุ หากพบปัญหาจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที
  • หากอายุมากและมีไข่น้อย: ไม่ต้องหมดหวัง ให้เน้นการดูแลสุขภาพ ปรับไลฟ์สไตล์ ทานวิตามินบำรุง และเลือกรอบกระตุ้นไข่ที่ดีที่สุดร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อมุ่งให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนทางการแพทย์และสถิติตามจริง หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามหรือรับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีบุตรยากเพื่อวางแผนเป็นรายบุคคลได้ที่ Superior A.R.T. Clinic

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ : อายุยังไม่ถึง 40 ก็เสี่ยงรังไข่เสื่อมก่อนวัยได้ รู้ได้อย่างไร? เช็กจากอะไรบ้าง

ถามหมอกับหมอนิ รังไข่เสื่อมก่อนวัย รู้ได้อย่างไร

ผู้หญิงหลายคนอาจเข้าใจว่า ภาวะรังไข่เสื่อม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่ออายุมากแล้วเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง รังไข่เสื่อมก่อนวัย (Premature Ovarian Insufficiency: POI) สามารถเกิดขึ้นได้แม้อายุยังไม่ถึง 40 ปี และในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติที่สังเกตได้ชัดเจน

บางคนเริ่มสังเกตว่ารอบเดือนเปลี่ยนแปลง แต่หลายคนยังมีประจำเดือนมาตามปกติ จึงไม่ทราบว่าการทำงานของรังไข่เริ่มลดลง จนกระทั่งเริ่มวางแผนมีบุตรแล้วพบว่าตั้งครรภ์ได้ยากกว่าที่คาดหวัง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาณของภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยที่ควรเข้ารับการประเมิน?

ในบทความพร้อมคลิปนี้ คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และภาวะมีบุตรยาก จะช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น


รับชมคลิป: อายุยังไม่ถึง 40 ก็รังไข่เสื่อมก่อนวัยได้ จริงหรือ?


รังไข่เสื่อมก่อนวัย คืออะไร?

ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (Premature Ovarian Insufficiency: POI) คือภาวะที่รังไข่ทำงานลดลงก่อนอายุ 40 ปี ส่งผลให้จำนวนและคุณภาพของไข่ลดลงเร็วกว่าปกติ รวมถึงการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงที่ลดลงตามไปด้วย

ภาวะนี้อาจส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ และหากไม่ได้รับการประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ อาจทำให้การวางแผนมีบุตรในอนาคตมีข้อจำกัดมากขึ้น


อายุยังไม่ถึง 40 ก็เป็นรังไข่เสื่อมก่อนวัยได้หรือไม่?

คำตอบคือ สามารถเกิดขึ้นได้

แม้อายุจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการทำงานของรังไข่ แต่ผู้หญิงบางคนอาจมีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยจากสาเหตุอื่น เช่น พันธุกรรม โรคเรื้อรังบางชนิด การรักษาทางการแพทย์บางประเภท หรือปัจจัยที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างชัดเจน

จึงไม่ควรใช้เพียงอายุเป็นเกณฑ์ในการประเมินสุขภาพของรังไข่อย่างเดียว


สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่ารังไข่เริ่มเสื่อม

อาการของภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยอาจแตกต่างกันในแต่ละคน และบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน

สัญญาณที่อาจพบ ได้แก่

  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  • รอบเดือนสั้นลงหรือห่างออกกว่าเดิม
  • ประจำเดือนหายไป
  • พยายามมีบุตรเป็นเวลานานแต่ยังไม่สำเร็จ
  • ปวดประจำเดือนมาก หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  • บางรายอาจจะไม่มีอาการใดๆชัดเจน เช่น ประจำเดือนมาปกติ จึงไม่ทราบว่าการทำงานของรังไข่เริ่มลดลง

ด้วยเหตุนี้ การมีประจำเดือนสม่ำเสมอจึงไม่ได้หมายความว่าปริมาณไข่หรือการทำงานของรังไข่ยังอยู่ในระดับปกติเสมอไป


ใครบ้างที่ควรเข้ารับการประเมินรังไข่?

การประเมินการทำงานของรังไข่อาจเหมาะสำหรับผู้หญิงที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • อายุใกล้ 35 ปีขึ้นไปและกำลังวางแผนมีบุตร
  • อายุยังไม่ถึง 40 ปี แต่มีประจำเดือนผิดปกติ
  • พยายามตั้งครรภ์มาระยะหนึ่งแล้วยังไม่สำเร็จ
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นรังไข่เสื่อมก่อนวัย
  • ปวดประจำเดือนมากผิดปกติ หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  • ต้องการทราบปริมาณไข่เพื่อใช้วางแผนการมีบุตรในอนาคต
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคข้อ โรคเกี่ยวกับภูมิแพ้ตัวเอง เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • เคยได้รับการรักษาบางอย่าง เช่น ได้รับยาเคมีบำบัด หรือการฉายแสง หรือเคยได้รับการผ่าตัดรังไข่

การตรวจประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้มีข้อมูลสำหรับวางแผนการรักษาหรือวางแผนการมีบุตรได้อย่างเหมาะสม


รังไข่เสื่อมก่อนวัย ตรวจเช็กได้อย่างไร?

การประเมินการทำงานของรังไข่ทำได้หลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ และผลการตรวจเพิ่มเติม

การตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่

ตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมน AMH

AMH (Anti-Müllerian Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ช่วยสะท้อนปริมาณไข่คงเหลือ (Ovarian Reserve) การตรวจ AMH เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยประเมินการทำงานของรังไข่ และช่วยประกอบการวางแผนการรักษาหรือการวางแผนมีบุตร

อัลตราซาวนด์นับจำนวนไข่ตั้งต้น

แพทย์จะใช้อัลตราซาวนด์เพื่อตรวจดูรังไข่และประเมินจำนวนฟอลลิเคิล (Antral Follicle Count: AFC) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญในการประเมินปริมาณไข่ที่เหลืออยู่

โดยแพทย์จะนำผลตรวจทั้งหมดมาประกอบกัน ไม่ได้อาศัยเพียงผลตรวจชนิดใดชนิดหนึ่งในการวินิจฉัย


รู้เร็ว ไม่ได้แปลว่าหมดหวัง

หลายคนกังวลเมื่อได้ยินคำว่า “รังไข่เสื่อม”

แต่ในความเป็นจริง การทราบข้อมูลตั้งแต่ระยะแรกถือเป็นข้อได้เปรียบ เพราะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาหรือการวางแผนมีบุตรได้เหมาะสมกับช่วงเวลาของแต่ละคน

ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มรักษาภาวะมีบุตรยาก การวางแผนตั้งครรภ์ หรือการพิจารณาทางเลือกอย่างการฝากไข่ในผู้ที่เหมาะสม ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับการประเมินโดยแพทย์เป็นรายบุคคล


สรุป

ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยสามารถเกิดขึ้นได้แม้อายุยังไม่ถึง 40 ปี และในหลายกรณีอาจไม่มีอาการที่ชัดเจน การมีประจำเดือนปกติไม่ได้หมายความว่าการทำงานของรังไข่ยังเป็นปกติเสมอไป

หากกำลังวางแผนมีบุตร มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพรังไข่ การเข้ารับการประเมินด้วยการตรวจระดับ ฮอร์โมน AMH ร่วมกับ การอัลตราซาวนด์รังไข่ จะช่วยให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของรังไข่และวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม


สนใจตรวจประเมินการทำงานของรังไข่

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การตรวจระดับฮอร์โมน AMH, การอัลตราซาวนด์ประเมินรังไข่ หรือการวางแผนมีบุตร สามารถนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อรับการประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.70 ❝การย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติ VS รอบเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยฮอร์โมน ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้โอกาสท้องสูงสุด❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF หรือ ICSI) ขั้นตอนที่สำคัญและถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการประสบความสำเร็จก็คือ “การย้ายตัวอ่อน” กลับเข้าสู่โพรงมดลูก แต่ก่อนที่จะถึงวันย้ายตัวอ่อน สิ่งที่คุณหมอและคนไข้จะต้องร่วมกันวางแผนก็คือ “วิธีการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก” ซึ่งในปัจจุบันมี 2 วิธีหลักที่นิยมใช้ คือ การย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติ และ การย้ายตัวอ่อนรอบใช้ฮอร์โมนเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก

หลายคนเกิดคำถามว่า สองวิธีนี้แตกต่างกันอย่างไร? มีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง? และวิธีไหนที่จะช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้มากกว่ากัน? บทความนี้สรุปข้อมูลเชิงลึกจากไลฟ์สด Superior A.R.T. มาให้คนไข้ได้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมตัวอย่างมั่นใจ


📑 สารบัญเนื้อหา (คลิกเพื่ออ่านตามหัวข้อ)


ทำไมต้องเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก? กลไกธรรมชาติตามรอบเดือน [01:52]

ในการเตรียมย้ายตัวอ่อน ก่อนที่เราจะไปเลือกว่าจะใช้ฮอร์โมนเตรียมหรือใช้รอบธรรมชาติ เราต้องทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมดลูกตามธรรมชาติกันก่อน

รอบเดือน รอบธรรมชาติ การย้ายตัวอ่อน

โดยปกติแล้ว ในช่วงที่มีประจำเดือนมา จะเป็นช่วงที่เยื่อบุโพรงมดลูกชุดเดิมหลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ซึ่งเราจะนับวันแรกที่มีเลือดประจำเดือนออกเป็น “วันที่ 1 ของรอบเดือน” หลังจากที่เยื่อบุหลุดลอกออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยฮอร์โมนสำคัญ 2 ชนิดตามลำดับ ดังนี้:

  • 1. ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen / Estradiol): เป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่จะช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูกค่อยๆ หนาตัวขึ้น ในรอบธรรมชาติ ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกสร้างมาจากไข่ในรังไข่ที่กำลังโตในรอบเดือนนั้นๆ
  • 2. ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone): เมื่อไข่โตเต็มที่และเกิด “การตกไข่” เปลือกไข่ที่เหลืออยู่จะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเยื่อบุโพรงมดลูกให้มีต่อมและเส้นเลือดมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน

สรุปคือไม่ว่าจะเตรียมแบบธรรมชาติหรือใช้ยาฮอร์โมน หลักการสำคัญคือต้องมี ฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อสร้างความหนา และตามด้วย ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง

สูตรคำนวณวันย้ายตัวอ่อน โดยทั่วไปหลังจากไข่ตก (หรือหลังเริ่มได้รับยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน) ครบ 5 วันเต็ม และจะทำการ ย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ 6 หลังไข่ตก หรือหลังได้ยา

การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วย “รอบฮอร์โมน” คืออะไร? [03:54]

การเตรียมแบบรอบฮอร์โมน คือการที่แพทย์ใช้ยาฮอร์โมนสังเคราะห์จากภายนอกเข้าไปควบคุมและกำหนดการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก ทดแทนการทำงานของร่างกายทั้งหมด โดยที่ร่างกายของคนไข้ไม่มีการตกไข่และการสร้างฮอร์โมนเองในรอบนั้น

ขั้นตอนการรับยาในรอบฮอร์โมน

  • เฟสที่ 1 สร้างความหนาเยื่อบุโพรงมดลูก: เมื่อประจำเดือนมา แพทย์จะให้เริ่มรับฮอร์โมนเพศหญิงกลุ่ม Estradiol ซึ่งมีทั้งรูปแบบยากิน (เช่น Progynova, Postmenop, Estrofem) หรือรูปแบบเจลสำหรับทา โดยจะใช้เวลาเตรียมตัวในช่วงครึ่งแรกของรอบเดือน จนถึงประมาณวันที่ 12 – 14 ของรอบเดือน แพทย์จะนัดอัลตราซาวด์ หากเยื่อบุหนาถึงจุดที่เหมาะสม (ประมาณ 8-12 มิลลิเมตร) และเรียงตัวเป็นสามชั้น ก็จะถือว่าผ่านเกณฑ์
  • เฟสที่ 2 ปรับโครงสร้างโพรงมดลูก: เมื่อเยื่อบุหนาได้ตามเกณฑ์ แพทย์จะเริ่มให้ฮอร์โมน Progesterone เสริมเข้ามา มีทั้งรูปแบบยากิน (เช่น Duphaston, Utrogestan) และรูปแบบยาสอดช่องคลอด (เช่น Utrogestan, Cyclogest, Crinone, Endometrin) โดยต้องสอดยาติดต่อกันให้ครบ 5 วันเต็ม และทำการ ย้ายตัวอ่อนในวันที่ 6 ของการสอดยา
  • เฟสที่ 3 ตรวจการตั้งครรภ์: หลังย้ายตัวอ่อนประมาณ 10 วัน คนไข้จะเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อหาค่า beta-hCG ในการยืนยันการตั้งครรภ์

ข้อควรระวังสำคัญในรอบฮอร์โมน [05:18]

เนื่องจากรอบนี้ร่างกายไม่มีการสร้างฮอร์โมนเองเลย ฮอร์โมนที่ประคองการตั้งครรภ์จึงมาจาก “ยา” ที่คนไข้ทานและสอดจากภายนอก หากลืมทานยาหรือลืมสอดยา จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดเลือดออกผิดปกติหรือเกิดการแท้งได้ง่ายขึ้น คนไข้จำเป็นต้องใช้ยา Progesterone ต่อเนื่องไปจนกระทั่งอายุครรภ์ประมาณ 8 – 10 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่รกพัฒนาสมบูรณ์และสามารถสร้างฮอร์โมนขึ้นมาประคองการตั้งครรภ์แทนยาได้ แพทย์จะค่อยๆ พิจารณาลดยาบางตัวที่ทําให้คลื่นไส้อาเจียนหลังจากช่วง 7 สัปดาห์ขึ้นไป และหยุดยาในช่วงอายุครรภ์ 9-10 สัปดาห์

ข้อดีและข้อเสียของการเตรียมด้วย “รอบฮอร์โมน” [06:30]

ข้อดี:

  • วางแผนง่ายและแม่นยำ: เมื่อประจำเดือนมาสามารถเริ่มทานยา และคำนวณวันนัดอัลตราซาวด์ วันสอดยา วันย้ายตัวอ่อนล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน เหมาะกับคนไข้ที่ไม่ค่อยมีเวลา หรือรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

ข้อเสีย:

  • ต้องใช้ยาต่อเนื่องยาวนาน: จำเป็นต้องทานยาและสอดยาเป็นเวลานานจนถึงอายุครรภ์ 10 สัปดาห์
  • ผลข้างเคียงจากยา: อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และยาสอดอาจทำให้ระคายเคืองช่องคลอด
  • ผลต่อน้ำหนักเด็กแรกคลอด: แม้ยาฮอร์โมนที่ใช้จะใกล้เคียงธรรมชาติมากและไม่ทำให้เด็กผิดปกติ แต่มีรายงานทางสถิติพบว่า เด็กที่เกิดจากการย้ายตัวอ่อนรอบฮอร์โมนอาจมีแนวโน้มน้ำหนักตัวแรกคลอดมากกว่าเด็กที่ตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วย “รอบธรรมชาติ” คืออะไร? [07:56]

การเตรียมรอบธรรมชาติ คือการอาศัย “ฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง” จากการเจริญเติบโตของฟองไข่ในรอบเดือนนั้นๆ เป็นหลัก

ขั้นตอนการเตรียมรอบธรรมชาติ

เมื่อประจำเดือนมา แพทย์จะอัลตราซาวด์ดูไข่ตั้งต้น จากนั้นอาจมีการจ่าย ยากระตุ้นไข่แบบกิน (ประมาณ 5 วัน) เพื่อให้มีไข่โตขึ้นมา 1-2 ใบ เป้าหมายคือให้ฟองไข่เหล่านี้สร้างฮอร์โมน Estradiol ออกมาทำให้เยื่อบุหนาตัวเองตามธรรมชาติ

ในช่วงกลางรอบเดือน (ประมาณวันที่ 12) แพทย์จะนัดอัลตราซาวด์ดูขนาดของฟองไข่และติดตามไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้แน่ชัดว่า “ไข่ตกวันไหน” เมื่อทราบวันไข่ตกที่แน่นอนแล้ว เปลือกไข่จะเริ่มสร้างโปรเจสเตอโรนตามธรรมชาติ แพทย์จะนับไปอีก 5 วัน และนัดมา ย้ายตัวอ่อนในวันที่ 6

ข้อดีและข้อเสียของการเตรียมด้วย “รอบธรรมชาติ” [09:16]

ข้อดี:

  • ตอบสนองได้ดีและเป็นธรรมชาติ: การใช้ฮอร์โมนตัวเองมักจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างมดลูกได้ดีกว่า เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการดูดซึมยาฮอร์โมนจากภายนอก ที่เมื่อให้ในโดสที่เท่ากัน คนไข้แต่ละคนอาจจะดูดซึมยาได้แตกต่างกัน
  • ลดอาการข้างเคียง: แม้แพทย์จะมีการจ่ายยาฮอร์โมนเสริมให้บ้าง แต่จะใช้ปริมาณยาน้อยลงเหลือเพียงประมาณ 1/4 ของปริมาณยาที่ใช้ในรอบฮอร์โมน ทำให้คนไข้มีผลข้างเคียงจากยา เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียนน้อยกว่า
  • ลดปัญหาเลือดออกกะปริบกะปรอย: เนื่องจากมีฮอร์โมนของตัวเองคอย Backup อยู่ตลอด แม้จะทานยาคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ไม่ค่อยมีปัญหาเลือดออกหลังย้ายตัวอ่อน รวมถึงสามารถหยุดยาประคองครรภ์ได้เร็วกว่า

ข้อเสีย:

  • ควบคุมตารางเวลายากและอาจโดนยกเลิก: หากคนไข้ทานยาแล้วไม่มีไข่โต (เช่น กลุ่ม PCOS) หรือไข่ตกไปก่อน ที่จะมาตรวจ ก็ไม่สามารถใช้วิธีรอบธรรมชาติได้ และจำเป็นต้องยกเลิกในรอบเดือนนั้น
  • ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย: ในช่วงที่ใกล้ไข่ตก คนไข้อาจจำเป็นต้องมาตรวจอัลตราซาวด์หรือเจาะเลือดแบบวันต่อวัน เพื่อหาวันไข่ตกที่แท้จริง ทำให้เจ็บตัวบ่อยและยุ่งยากกว่า

ลักษณะเยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยพร้อมฝังตัว [11:42]

ในการอัลตราซาวด์ช่วงกลางรอบเดือน (วันที่ 12-14) ก่อนเริ่มสอดยาโปรเจสเตอโรน แพทย์จะประเมินลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้:

การย้ายตัวอ่อน อัลตราซาวด์เยื่อบุโพรงมดลูก

ที่มา: https://www.researchgate.net/

รูปแบบเยื่อบุ

ลักษณะที่เห็นจากอัลตราซาวด์

การประเมินทางการแพทย์

เยื่อบุ 3 ชั้น ชัดเจน

เห็นขอบชัดเจนเรียงตัวเป็น 3 เส้น (Triple-Line Pattern) สลับขาว-ดำ-ขาว-ดำ-ขาว ผิวเรียบ ไม่มีติ่งเนื้อ (Polyp) วัดตั้งฉากจากขอบชั้นที่ 1 ถึง 3 ความหนาอยู่ที่ 8-12 มิลลิเมตร

สมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมสำหรับการเริ่มยาเฟสต่อไปและย้ายตัวอ่อน

เยื่อบุ 3 ชั้นแต่ยังบาง

เห็นโครงสร้าง 3 ชั้นชัดเจน แต่ความหนายังไม่ถึง 8 มิลลิเมตร

ปรับยาเพิ่มได้ แพทย์สามารถเพิ่มโดสฮอร์โมน Estradiol เพื่อรอให้เยื่อบุหนาตัวเพิ่มขึ้นได้

เยื่อบุขาวเบลอ มองไม่เห็นชั้น

ภาพเบลอขุ่น มองไม่เห็นเส้นแบ่ง 3 ชั้นที่ชัดเจน

ต้องยกเลิกรอบ เพราะเยื่อบุเปลี่ยนสภาพหลังไข่ตกไปแล้ว อายุเยื่อบุไม่สัมพันธ์กับตัวอ่อน โอกาสฝังตัวจะต่ำมาก (ลักษณะนี้จะถือว่าปกติก็ต่อเมื่อเกิด “หลัง” จากที่คนไข้สอดยาโปรเจสเตอโรนไปแล้วเท่านั้น)

อัตราความสำเร็จ: รอบธรรมชาติ VS รอบฮอร์โมน แบบไหนท้องมากกว่ากัน? [14:00]

จากสถิติและประสบการณ์การรักษาของ Superior A.R.T. พบว่า อัตราความสำเร็จหรือโอกาสการตั้งครรภ์ของทั้งสองวิธีนี้ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในปัจจุบันอัตราการตั้งครรภ์เฉลี่ยในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 70-78% ซึ่งสัดส่วนของคนไข้ที่เลือกใช้รอบธรรมชาติและรอบฮอร์โมนก็มีความคละเคล้ากันไป

ดังนั้นการจะเลือกใช้วิธีใด แพทย์จะพิจารณาจากบริบทและความเหมาะสมของคนไข้ เช่น ความสะดวกในการเดินทางมาพบแพทย์ ประวัติการรักษาที่ผ่านมา เช่น หากเคยใช้รอบฮอร์โมนแล้วเยื่อบุไม่สวย รอบถัดไปอาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นรอบธรรมชาติ

ERA Test คืออะไร? จำเป็นต้องตรวจทุกคนไหม? [15:05]

ERA Test (Endometrial Receptivity Analysis) คือนวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์เพื่อหา “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน” (Window of Implantation) เพื่อดูว่าเยื่อบุโพรงมดลูกของคนไข้รายนั้นๆ จะมีช่วงรับการฝังตัวของตัวอ่อนได้ดีที่สุดหลังเริ่มยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เวลากี่ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

ตามมาตรฐานทั่วไป เราจะสอดยาโปรเจสเตอโรน 5 วัน และย้ายตัวอ่อนวันที่ 6 แต่จะมีคนไข้ประมาณ 10-15% ที่ร่างกายตอบสนองต่อยาช้าหรือเร็วกว่าคนทั่วไป เช่น เยื่อบุเปลี่ยนสภาพช้า ต้องสอดยานานถึง 6-7 วัน หรือบางรายตอบสนองดีมากเกินไป สอดยาเพียง 3-4 วันก็ต้องรีบย้ายตัวอ่อนแล้ว

จำเป็นต้องทำ ERA Test ทุกคนไหม?

คำตอบคือ “ไม่ต้องทำทุกคน”

ใครบ้างที่จำเป็นต้องตรวจ ERA Test?

  • คนไข้ที่เคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดี ตรวจโครโมโซมปกติ ผลฮอร์โมนดี ความหนาเยื่อบุโพรงมดลูกได้เกณฑ์ การย้ายราบรื่นแต่ “ไม่ท้อง” การตรวจ ERA จะช่วยหาคำตอบที่มองไม่เห็นจากการเจาะเลือดหรืออัลตราซาวด์ได้
  • คนไข้ที่ได้ตัวอ่อนมายากมาก มีจำนวนจำกัด และต้องการโอกาสที่ดีที่สุดในรอบนั้น

(หมายเหตุ: ปัจจุบันการตรวจ ERA ยังต้องใช้วิธีเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก ซึ่งอาจเจ็บเล็กน้อย แต่ในอนาคตอันใกล้ กำลังจะมีเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถเจาะเลือดตรวจได้ ซึ่งต้องรอผลการรับรองความแม่นยำเพื่อนำมาใช้งานต่อไป)

สรุปการเลือกวิธีดูแลรักษา

การเตรียมตัวก่อนย้ายตัวอ่อนถือเป็นก้าวสำคัญของว่าที่คุณแม่ การย้ายตัวอ่อนรอบธรรมชาติและรอบฮอร์โมนต่างมีข้อเด่นและข้อจำกัดที่เกื้อกูลต่อสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน สิ่งที่ดีที่สุดคือการปรึกษาร่วมกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินประวัติการรักษา โครงสร้างมดลูก และไลฟ์สไตล์ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและสร้างโอกาสในการอุ้มรักครั้งสำคัญให้ประสบความสำเร็จสูงสุด

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.69 ❝5 คำถามยอดฮิต ของคนมีลูกยาก ก่อนเตรียมตัวทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

สำหรับคู่สมรสที่กำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก การตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF หรือ ICSI) มักตามมาด้วยคำถามและความกังวลใจมากมาย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมอย่างมั่นใจที่สุด บทความนี้ได้ทำการถอดรหัสความรู้จากคลิปวิดีโอ Superior A.R.T. LIVE EP.69 เลือก 5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก มาตอบแบบเจาะลึก ครบถ้วนทุกประเด็น


📌 สารบัญ


1. จำนวนไข่ “เยอะหรือน้อย” มีผลต่อการทำเด็กหลอดแก้วหรือไม่? [01:45]

คำถามแรกที่มักพบเสมอก่อนเริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่คือ จำนวนไข่มีผลต่อความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน? คำตอบโดยพื้นฐานคือ หากมีจำนวนไข่ที่เยอะกว่า ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้วมากกว่า ผู้ที่มีไข่น้อย แต่ทว่า “จำนวน” ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ชี้วัดความสำเร็จ เพราะปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “อายุ” ของฝ่ายหญิง

5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก กราฟแสดงจำนวนไข่กับอายุ

ที่มา: www.cdc.gov/birth-defects/

  • อายุน้อย (ต่ำกว่า 35 ปี) แต่จำนวนไข่น้อย: แม้จะกระตุ้นไข่ได้ไม่มาก แต่หากอายุยังน้อย คุณภาพของไข่มักจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติจากการทำเด็กหลอดแก้วจึงยังค่อนข้างสูงและน่าพอใจ
  • อายุมาก และไข่น้อย: เมื่ออายุมากขึ้นความผิดปกติของโครโมโซมในเซลล์ไข่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความเสี่ยงในการเกิดภาวะดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ที่สูงขึ้นตามอายุของมารดาที่มากขึ้น จากกราฟจะเห็นได้ว่าโอกาสมีลูกเป็นดาวซินโดรมมีได้ในทุกช่วงอายุ เช่น มารดาที่ท้องและคลอดบุตรตอนอายุ 25 ปี 1,000 คน มีโอกาสมีลูกเป็นเด็กดาวน์ซินโดรมประมาณ 1 คน (คือ 1:1000) และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุ 35 ปี โอกาสเกิดประมาณ 1:350 และเพิ่มชัดเจนหลังอายุ 40 ปี ยิ่งหากมีจำนวนไข่น้อยร่วมด้วย โอกาสที่จะคัดกรองเจอตัวอ่อนที่สมบูรณ์ไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) และมีโครโมโซมที่ปกติก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก
  • เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย: จากตารางด้านล่างนี้ จะเห็นได้ว่า สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติจากการทำเด็กหลอดแก้วจะอยู่ที่ประมาณ 50-60% แต่ตัวเลขนี้จะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนจำนวนไข่ที่มากหรือน้อย ไม่ส่งผลต่อ % ตัวอ่อนที่ปกติหรือไม่ปกติ แค่มีโอกาสได้ตัวอ่อนที่ปกติมากขึ้นเท่านั้น
5 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก เปอร์เซ็นต์ตัวอ่อนปกติในแต่ละช่วงวัย

ที่มา:  Munne et al. Reprod Biomed Online

💡 ทางออกและการเตรียมตัว:

  • หากยังไม่มีแผนแต่งงาน หรือมีแนวโน้มจะแต่งงานช้า แนะนำให้มาตรวจประเมินและพิจารณา “การแช่แข็งไข่” (Egg Freezing) ไว้ล่วงหน้า โดยควรจะต้องเตรียมตัวให้ดีก่อน และเลือกรอบกระตุ้นไข่ที่มีไข่จํานวนน่าพอใจในระดับนึง เช่น หากค่าฮอร์โมน AMH อยู่ที่ 1 อาจจะเก็บไข่ได้ประมาณ 7-12 ใบ แต่หากอัลตราซาวด์แล้วเห็นไข่แค่ 3-4 ใบ ก็อาจจะพิจารณาเลื่อนไปทำรอบถัดไปที่มีจำนวนไข่ดี หากยังสามารถรอได้
  • ควรเก็บไข่แช่แข็งไว้กี่ฟอง: เพื่อให้การทำเด็กหลอดแก้วให้สำเร็จ ได้ตัวอ่อนที่ปกติอย่างน้อย 1 ตัวอ่อน  จำนวนไข่ที่เหมาะสมที่ควรเก็บจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 ใบ แต่สำหรับคนไข้อายุน้อยอาจไม่จำเป็นต้องถึง 15 ใบ ในทางกลับกัน หากอายุมาก เช่น เกิน 40 ปี แม้จะได้ไข่ 15-20 ใบ ก็อาจไม่ได้ตัวอ่อนที่โครโมโซมปกติเลยก็ได้ ดังนั้นการมาปรึกษาแพทย์เพื่อเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

2. อสุจิน้อย ตัววิ่งไม่ดี รูปร่างผิดปกติ ส่งผลต่อตัวอ่อนมากแค่ไหน? [08:15]

เนื่องจากตัวอ่อน เกิดจากการรวมตัวกันของ “1 ไข่ และ 1 อสุจิ” ดังนั้นคุณภาพของตัวอ่อนที่ดีจึงต้องมาจากคุณภาพของไข่ที่ดีร่วมกับคุณภาพของอสุจิ (สเปิร์ม) ที่ดีด้วย โดยอสุจิที่ดีประเมินได้จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ จำนวน, เปอร์เซ็นต์การเคลื่อนที่ (ตัววิ่ง), และรูปร่างลักษณะที่ปกติ

โครงสร้างของอสุจิและความสำคัญ: อสุจิประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว (บรรจุโครโมโซมหรือหน่วยพันธุกรรมของพ่อ), ส่วนกลางตัว (เป็นแหล่งพลังงาน), และ ส่วนหาง (ใช้ว่ายไปหาไข่) หากส่วนหัวของอสุจิมีความผิดปกติ เช่น หัวใหญ่ หัวเล็ก หรือมีสองหัว มักสัมพันธ์กับความผิดปกติของโครโมโซมภายใน นอกจาก 3 องค์ประกอบที่ว่ามา ในปัจจุบันยังมีการตรวจวิเคราะห์อสุจิที่ลึกขึ้น เพื่อดูการแตกหักของโครงสร้าง DNA ที่ส่วนห้วของอสุจิ (Sperm DNA fragmentation index, DFI) ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงคุณภาพของอสุจิได้มากขึ้นกว่าเดิม

โครงสร้างของอสุจิ

ผลกระทบเมื่ออสุจิไม่มีคุณภาพ (DFI สูง): ในปัจจุบันมีการตรวจหาภาวะการแตกหักของดีเอ็นเอที่หัวอสุจิ (Sperm DNA Fragmentation หรือ DFI) หากพบว่าอสุจิมีการแตกหักของ DNA สูง จะส่งผลกระทบชัดเจน ดังนี้:

  • อัตราการปฏิสนธิต่ำ: อสุจิเจาะไข่ได้น้อยกว่าปกติ หรือถ้าทำ ICSI จำนวนตัวอ่อนที่ปฏิสนธิปกติ (ตัวอ่อนระยะ 2PN) ในวันที่ 1 จะต่ำกว่าปกติ
  • ตัวอ่อนคุณภาพต่ำในวันที่ 3: ตัวอ่อนจะมีเศษเซลล์ (Fragmentation) เยอะ เป็นตัวอ่อนเกรด 2 หรือเกรด 3 แปลว่า การแบ่งเซลล์ไม่สำเร็จ ทำให้เซลล์ที่แบ่งไม่ได้กลายเป็นเศษเซลล์
  • อัตราการเลี้ยงถึงระยะบลาสโตซิสต์ต่ำ: ตัวอ่อนเจริญเติบโตไปไม่ถึงระยะ Day 5 (ฺBlastocyst)
  • ความเสี่ยงโครโมโซมผิดปกติและการแท้ง: แม้จะท้องธรรมชาติ การที่ฝ่ายชายมีค่า DFI สูงก็เพิ่มโอกาสเสี่ยงแท้ง หรือทารกหัวใจหยุดเต้นในครรภ์ได้มากกว่าผู้ชายที่มีค่า DFI ปกติ ถ้าหากทำเด็กหลอดแก้วแล้วตรวจโครโมโซม ก็จะพบว่าโอกาสได้ตัวอ่อนปกติน้อยลง

💡 การเตรียมตัวของคุณผู้ชายก่อนกระตุ้นไข่:

  • งดพฤติกรรมเสี่ยง: งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่
  • ระวังการใช้ยาบางกลุ่ม: โดยเฉพาะยาปลูกผมที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน หรือยาต้านฮอร์โมนเพศชาย ควรปรึกษาแพทย์และอาจต้องหยุดยาก่อน
  • ทานวิตามินบำรุง: วิตามินที่ช่วยเรื่องคุณภาพอสุจิ ได้แก่ ซิงค์ (Zinc), ไบโอติน (Biotin), วิตามินดี (Vitamin D) และกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น วิตามินซี (Vitamin C), โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10), น้ำมันปลา (Fish Oil)
  • การหลั่งอสุจิ: ควรมีการหลั่งอสุจิสม่ำเสมอ ประมาณ 4-5 วัน/ครั้ง การเก็บไว้นานเกินไปจะทำให้มีอสุจิตัวที่ตายสะสมมาก % ตัววิ่ง และตัวอสุจิที่รูปร่างปกติลดลง
  • ในเคสที่อสุจิผิดปกติมาก แพทย์อาจต้องตรวจระดับฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ที่มากระตุ้นการสร้างสเปิร์มที่ลูกอัณฑะ โดยอาจพิจารณาใช้ยากระตุ้นเพื่อช่วยเพิ่มการสร้างสเปิร์มและเพิ่มคุณภาพของสเปิร์ม

3. เตรียมตัวก่อนใส่ตัวอ่อน ควรทานวิตามินอะไรบ้าง? [13:14]

การเตรียมร่างกายเพื่อรับการฝังตัวอ่อนมีความสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนการทำตัวอ่อน นอกจากการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานอย่างการ คุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน (ความอ้วนทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกเรียงตัวและตอบรับตัวอ่อนได้ไม่ดี), การเข้านอนก่อน 23.00 น. (เพื่อให้ฮอร์โมนแห่งการเจริญวัย หรือ Growth Hormone หลั่งออกมาเต็มที่) และการเสริมวิตามินดังต่อไปนี้

  • วิตามินที่ “จำเป็นต้องทาน”: คือ กรดโฟลิก (Folic Acid) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างหลอดสมองของทารก ควรทานล่วงหน้าก่อนใส่ตัวอ่อนหรือตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน
  • วิตามินเสริมก่อนย้ายตัวอ่อน: สามารถทานวิตามินรวมสำหรับคนท้อง วิตามินซี วิตามินบีรวม หรือ โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี
  • “หลัง” ย้ายตัวอ่อน: เหลือทานเพียง กรดโฟลิก หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้องโดยเฉพาะเท่านั้น เนื่องจากวิตามินเสริมบางตัวยังไม่มีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจนในสตรีมีครรภ์ จึงควรเน้นความปลอดภัยต่ออวัยวะและการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ไว้ก่อน

4. ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ “ท้อง” หรือ “ไม่ท้อง” หลังย้ายตัวอ่อน? [15:59] 

การย้ายตัวอ่อนแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการที่ต้องทำงานประสานกันอย่างลงตัว ได้แก่ มดลูก (บ้าน), ตัวอ่อน (ผู้อยู่อาศัย), และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ

🏠 ปัจจัยที่ 1: มดลูก (บ้านที่เตรียมพร้อม)

  • ความหนาและการเรียงตัว: เยื่อบุโพรงมดลูกที่สมบูรณ์แบบควรมีความหนาประมาณ 8-10 มิลลิเมตร (หรือถึง 12 มิลลิเมตร) และเมื่ออัลตราซาวด์ดูจะต้องเห็นการเรียงตัวสวยงามเป็น 3 ชั้น (Triple-line)
เยื่อบุโพรงมดลูก

ที่มา: https://midwives.gehealthcare.com/nl-nl/wp-content/uploads/sites/3/2021/05/endometrium-assessment-poster-2021-voluson.pdf

  • รูปร่างของโพรงมดลูก: การทำอัลตราซาวด์ 3 มิติ (3D) หรือการฉีดสี จะช่วยให้เห็นมิติของโพรงมดลูกชัดเจนขึ้น หากมดลูกมีรูปทรงผิดปกติ เช่น มดลูกแฝด, มีผนังกั้น, มดลูกรูปหัวใจ, มดลูกไม่สมมาตร หรือเป็นรูปตัวที อาจขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนและเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งได้
รูปร่างของโพรงมดลูก

ที่มา: https://obgyn.onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1002/uog.7551

👶 ปัจจัยที่ 2: คุณภาพของตัวอ่อน

  • ความปกติของโครโมโซม: หากตัวอ่อนมีโครโมโซมผิดปกติ โอกาสตั้งครรภ์ย่อมน้อยลง
  • ระยะของตัวอ่อนช่วง Blastocyst: แบ่งเป็น
  • 1. ตัวอ่อนที่ยังมีเปลือกหุ้ม (ฺBlastocyst, Expanded Blastocyst)
  • 2. ตัวอ่อนที่เริ่มฟักตัวออกจากเปลือกบางส่วน (Hatching Blastocyst)
  • 3. ตัวอ่อนที่ฟักตัวออกจากเปลือกทั้งหมด (Hatched/Full Hatch)
  • แพทย์มักจะชอบตัวอ่อนที่ยังมีเปลือกหรือกำลังฟักตัวมากกว่า เพราะเปลือกจะเป็นเกราะกำบังเซลล์ตัวอ่อนจากน้ำยาละลายตัวอ่อน ทำให้ไม่ได้สัมผัสกับตัวอ่อนโดยตรง ส่วนระยะ Full Hatch จริงๆแล้วเป็นตัวอ่อนระยะที่เติบโตมากที่สุด แต่เนื่องจากได้ฟักออกจากเปลือกหมดแล้ว จึงทำให้ต้องสัมผัสกับน้ำยาเมื่อโดนแช่แข็งหรือละลาย ซึ่งอาจมีผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนได้ นอกจากนั้นตัวอ่อนระยะนี้ บางครั้งตัวใหญ่มาก ทำให้ละลายยากขึ้น จําเป็นต้องใช้นักวิทยาศาสตร์ที่มีประสบการณ์สูง
ระยะของตัวอ่อนช่วง Blastocyst
  • เกรดของตัวอ่อน (ตัวอักษร 2 ตัว เช่น AB, BB): 
  • ตัวอักษรตัวแรก แทนคุณภาพเซลล์ที่จะเจริญไปเป็น ทารก ควรเป็น A หรือ B (จำนวนเซลล์มาก เห็นชัด แน่น) หากเป็น C (จำนวนเซลล์น้อยมาก) แพทย์จะไม่แนะนำให้ใส่ตัวอ่อนนี้ เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดภาวะท้องลมสูง
  • ตัวอักษรตัวที่สอง แทนคุณภาพเซลล์ที่จะเจริญไปเป็น รก (ทำหน้าที่ฝังตัวเกาะกับมดลูก หากเซลล์ส่วนนี้น้อย การเกาะยึดมดลูกก็อาจทำได้ไม่ดี)
  • ตัวอ่อนที่เหมาะกับการย้ายคือกลุ่ม AA, AB, BA, BB, BC

🩸 ปัจจัยที่ 3: ฮอร์โมนและปัจจัยแฝงอื่นๆ

  • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone): เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยประคองการตั้งครรภ์
  • ระบบภูมิคุ้มกันและลิ่มเลือด: ภาวะภูมิคุ้มกันบางชนิด หรือโรคเลือดแข็งตัวผิดปกติ (APS) อาจส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงตัวอ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ฝังตัวไม่สำเร็จหรือเกิดการแท้ง
  • จังหวะเวลาในการใส่ตัวอ่อน (Window of Implantation): ในการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนใส่ตัวอ่อน จะใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน 5 วันแล้วจึงใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6 ของการสอดโปรเจสเตอโรน อายุของเยื่อบุมดลูกกับระยะของตัวอ่อนจึงต้องตรงกันเป๊ะเหมือนจิ๊กซอว์ แต่การตอบสนองของยาของผู้หญิงแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน หากร่างกายตอบสนองต่อยาสอดโปรเจสเตอโรนเร็วหรือช้าเกินไป อาจทำให้ความพร้อมของมดลูกไม่สัมพันธ์กับตัวอ่อน (พบได้ราว 10-20%) ซึ่งสามารถตรวจหาช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ด้วยการทำ ERA Test
  • เทคนิคการย้ายตัวอ่อน: แพทย์จะคำนวณตำแหน่งวางตัวอ่อนให้ห่างจากขอบบนมดลูกประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการรับมือกับสภาพมดลูกที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

5. ต้องพักผ่อนนานแค่ไหน หลังจากย้ายตัวอ่อนเสร็จ? [27:46]

นี่คือคำถามที่คนไข้ทุกคนอยากรู้เพื่อปกป้องตัวอ่อนให้ดีที่สุด โดยระยะเวลาในการฝังตัวจะขึ้นอยู่กับระยะของตัวอ่อนที่ย้ายเข้าไป หากเป็นตัวอ่อนที่ยังมีเปลือก จะใช้เวลาประมาณ 1-5 ชั่วโมงเพื่อฟักตัว (Hatch) แต่หากเป็นระยะที่ฟักตัวออกจากเปลือกแล้ว (Full Hatch) เมื่อใส่เข้าไปก็พร้อมฝังตัวได้ทันที

  • ช่วงเวลาชี้ชะตา: 
  • 3 วันแรก: เป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังหาตำแหน่งและเริ่มฝังตัว ขอให้งดกิจกรรมทุกอย่างที่กระตุ้นให้มดลูกบีบตัว
  • 7-10 วันแรก: เป็นช่วงที่ตัวอ่อนจะหยั่งรากสร้างฐานฝังตัวลงไปให้แน่นและแข็งแรง
  • การลางาน: แนะนำให้ลางานเพื่อพักผ่อนอยู่บ้านอย่างน้อย 3 วัน เพื่อความสบายใจและลดความเสี่ยงจากการทำกิจกรรมต่างๆ
  • ❌ “นอนติดเตียง” ช่วยให้ท้องมากขึ้นหรือไม่: งานวิจัยระบุชัดเจนว่า การนอนติดเตียงไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลง เนื่องจากความเครียดที่สะสม

💡 การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องหลังย้ายตัวอ่อน:

  • ให้อยู่บ้านใช้ชีวิตตามปกติ สามารถเดินในบ้านได้ แต่ไม่ควรเดินมากเกินไป ขึ้นลงบันไดได้ แต่ให้ “เดินช้าๆ”
  • งดพฤติกรรมเกร็งหน้าท้องทุกชนิด: งดยกของหนัก งดออกกำลังกาย งดมีเพศสัมพันธ์ ระมัดระวังเรื่องอาหารเพื่อป้องกันอาการท้องผูกหรือท้องเสียที่ต้องออกแรงเบ่ง
  • หากมีอาการไอ ให้ใช้หมอนมากดประคองบริเวณหน้าท้องไว้ เพื่อช่วยลดแรงกระเทือนและลดการเกร็งหน้าท้องได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : เจาะลึกความลับผู้ชาย “DNA ของสเปิร์ม” คืออะไร? และมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร?

ถามหมอกับหมอจิว เจาะลึกความลับผู้ชาย DNA ของสเปิร์ม

DNA ของสเปิร์ม สำคัญแค่ไหน? ทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพตัวอ่อนและโอกาสตั้งครรภ์

หลายคนอาจเข้าใจว่า “สเปิร์มที่ดี” หมายถึงสเปิร์มที่มีจำนวนมาก เคลื่อนไหวได้ดี และมีรูปร่างปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา นั่นคือ DNA ของสเปิร์ม ซึ่งมีบทบาทโดยตรงต่อการปฏิสนธิ การพัฒนาของตัวอ่อน และโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จ

ตัวอ่อนที่แข็งแรงไม่ได้เกิดจากคุณภาพของไข่หรือสเปิร์มเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากการรวมตัวของสารพันธุกรรมจากทั้ง เซลล์ไข่ของคุณแม่ และ สเปิร์มของคุณพ่อ หากสารพันธุกรรมของฝ่ายชายเกิดความเสียหาย แม้ว่าผลตรวจสเปิร์มทั่วไปจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนและผลลัพธ์ของการรักษาภาวะมีบุตรยากได้

คลิปวิดีโอจาก หมอจิว – นพ.สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า DNA ของสเปิร์มคืออะไร สำคัญอย่างไร และเหตุใดการตรวจสุขภาพสเปิร์มในระดับ DNA จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยค้นหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากได้อย่างตรงจุด


รับชมคลิป: DNA ของสเปิร์มสำคัญอย่างไรต่อการมีบุตร?


DNA ของสเปิร์มคืออะไร?

ภายในหัวของสเปิร์มจะบรรจุ DNA หรือสารพันธุกรรมของฝ่ายชาย ซึ่งมีหน้าที่ส่งต่อข้อมูลทางพันธุกรรมครึ่งหนึ่งให้กับตัวอ่อนหลังการปฏิสนธิ เมื่อ DNA มีความสมบูรณ์ ตัวอ่อนก็มีโอกาสพัฒนาได้ตามปกติ แต่หาก DNA เกิดความเสียหาย (DNA Fragmentation) ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในระยะต่อมา

แม้ว่าสเปิร์มจะมีจำนวนดี เคลื่อนไหวดี และรูปร่างปกติ แต่หาก DNA ภายในเกิดความเสียหาย ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การตั้งครรภ์ไม่ประสบความสำเร็จ


การตรวจ DNA ของสเปิร์มเหมาะกับใครบ้าง?

การตรวจความสมบูรณ์ของ DNA ในสเปิร์ม (Sperm DNA Fragmentation Test) อาจเป็นประโยชน์สำหรับคู่สมรสที่มีภาวะดังต่อไปนี้

  • พยายามมีบุตรตามธรรมชาติมาเป็นเวลานานแต่ยังไม่สำเร็จ
  • เคยทำ IUI หรือ IVF/ICSI หลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
  • มีประวัติแท้งซ้ำ
  • ผลตรวจน้ำเชื้อปกติ แต่ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
  • ฝ่ายชายมีอายุมาก หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัมผัสความร้อนและสารเคมีเป็นประจำ

การตรวจเชิงลึกนี้จะช่วยให้แพทย์ประเมินคุณภาพของสเปิร์มได้ละเอียดกว่าการตรวจน้ำเชื้อทั่วไป และสามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับแต่ละคู่สมรสมากยิ่งขึ้น


ทำไมการตรวจระดับ DNA จึงมีความสำคัญ?

ในหลายกรณี คู่สมรสอาจได้รับผลตรวจน้ำเชื้อที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจาก ความเสียหายของ DNA ภายในสเปิร์ม ซึ่งการตรวจน้ำเชื้อมาตรฐานไม่สามารถประเมินได้

การตรวจ Sperm DNA Fragmentation จึงเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ช่วยให้แพทย์ค้นหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก วางแผนการรักษาได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จของการรักษาในอนาคต


สรุป

คุณภาพของตัวอ่อนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเซลล์ไข่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ คุณภาพของ DNA ในสเปิร์ม ด้วย การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้คู่สมรสเห็นภาพรวมของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ และสามารถเลือกแนวทางการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสมได้

หากคุณและคู่ครองพยายามมีบุตรมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ การตรวจสุขภาพสเปิร์มในระดับ DNA อาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ช่วยค้นหาสาเหตุและนำไปสู่การวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การตรวจ DNA ของ สเปิร์ม (Sperm DNA Fragmentation Test) หรือต้องการนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ สามารถติดต่อทีมงานเพื่อรับคำแนะนำและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ประจำเดือนผิดปกติ ส่งผลต่อจำนวนไข่ในอนาคตจริงหรือ?

ถามหมอกับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ประจำเดือนผิดปกติ ส่งผลต่อจำนวนไข่ในอนาคตจริงหรือ

สาวๆ หลายคนอยากฝากไข่แช่แข็ง (Egg Freezing) แต่ติดที่ว่า ประจำเดือนผิดปกติ มาบ้างไม่มาบ้าง มีปวดท้องประจำเดือน เลยกังวลว่าจะทำให้ไข่ที่เก็บมาไม่ดีหรือเปล่า?

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของรังไข่ มีการตกไข่ที่ผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้ง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” ของไข่ในอนาคต

ประจำเดือนที่มาไม่สม่ำเสมอ อาจบ่งชี้ว่ารอบเดือนนั้นไม่มีการตกไข่ (Anovulation) ซึ่งพบได้ในคนไข้ที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS หรือ PMOS) หรือในคนไข้ที่ปริมาณไข่สำรองลดลงเร็วกว่าวัย (Diminished Ovarian Reserve) เช่น ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (POI) ทำให้ไข่เจริญเติบโตได้ไม่สมบูรณ์ คุณภาพไข่ไม่ดี

ส่วนอาการปวดท้องประจำเดือน อาจเป็นสัญญาณของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือโรคถุงน้ำรังไข่ Chocolate Cyst ซึ่งทำให้เกิดพังผืดในช่องท้อง ส่งผลให้ปริมาณไข่ในรังไข่ลดลงเร็วกว่าปกติ 

สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม ⚠️ อย่าปล่อยผ่านจนเสียโอกาสทองในการเก็บไข่คุณภาพดี!

▶️ มาหาคำตอบและเตรียมความพร้อมกับ “คุณหมอนิ” (พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา) ในคลิปนี้กันค่ะ

🙋‍♀️ ใครมีอาการตรงกับข้อไหน หรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามมาที่ Superior A.R.T. ได้เลยค่ะ

อยากปรึกษาเรื่องการวางแผนมีบุตร กดที่

นัดปรึกษาแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.68 ❝ปัญหามีลูกยาก ในฝ่ายหญิง❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่  30 ตุลาคม พ.ศ.2567 โดยหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

ปัญหามีลูกยาก ในฝ่ายหญิง

บทความนี้ได้สรุปเนื้อหาจากไลฟ์ของ Superior A.R.T. ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัย สาเหตุ และวิธีการแก้ไขรักษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหานี้

[ 02:35 ] เกณฑ์การวินิจฉัย “ภาวะมีลูกยาก” คืออะไร?

ตามไกด์ไลน์ขององค์กร ASRM (American Society for Reproductive Medicine) ของอเมริกา ได้มีการปรับปรุงคำจำกัดความและเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะมีลูกยากในปี 2023 ไว้ดังนี้:

  • เกณฑ์ด้านระยะเวลา: คู่หญิงชายที่อยู่ด้วยกันและมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไปแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ แต่หากผู้หญิงมีอายุเกิน 35 ปี จะลดเกณฑ์ลงมาเหลือเพียง 6 เดือน เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้เร็วขึ้น 
  • เกณฑ์ด้านประวัติและร่างกาย: สามารถวินิจฉัยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบ 1 ปี หากซักประวัติหรือตรวจร่างกายแล้วพบว่าไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เช่น มีเพศสัมพันธ์ไม่ได้, มีท่อนำไข่ตันชัดเจน, หรือฝ่ายชายตรวจไม่พบสเปิร์มเลย/มีความผิดปกติของสเปิร์มที่รุนแรง
  • เกณฑ์ด้านความจำเป็นทางการแพทย์: คู่แต่งงานที่จำเป็นต้องใช้วิธีการทางการแพทย์ช่วยในการมีลูกแต่แรก เช่น การใช้สเปิร์มบริจาค, ไข่บริจาค, การทำ IUI หรือ ICSI
  • การเปิดกว้างด้านเพศสภาพ: ในคำจำกัดความใหม่ได้ตัดคำว่า “ผู้หญิง” หรือ “ผู้ชาย” ออก เพื่อให้ครอบคลุมถึงคู่รัก LGBTQ+ และคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ทั้งนี้ ในประเทศไทยปัจจุบันยังคงต้องใช้ทะเบียนสมรสระหว่างชาย-หญิงโดยกำเนิดตามกฎหมายอยู่)

[ 07:50 ] สถิติและสัดส่วนสาเหตุของภาวะมีลูกยาก

จากข้อมูลทางสถิติพบว่า คู่ชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเป็นเวลา 1 ปี จำนวน 100 คู่ จะมีการตั้งครรภ์ประมาณ 80-90 คู่ ส่วนอีก 10-20 คู่ที่เหลือที่ยังไม่ท้อง จะถือว่าเข้าข่ายมีภาวะมีลูกยาก โดยสาเหตุสามารถแบ่งได้ดังนี้:

  • เกิดจากฝ่ายหญิง: พบได้ประมาณ 30-40%
  • เกิดจากฝ่ายชาย: พบได้ประมาณ 25-30%
  • ไม่ทราบสาเหตุ: พบได้ประมาณ 10-15% (ตรวจฝ่ายชายน้ำเชื้อปกติ ตรวจฝ่ายหญิงมดลูกและรังไข่ปกติ แต่ยังไม่ตั้งครรภ์)

[ 09:50 ] สาเหตุภาวะมีลูกยากในฝ่ายหญิง 

สาเหตุของภาวะมีลูกยากในฝ่ายหญิง สามารถแยกตามส่วนต่างๆ ของระบบสืบพันธุ์ได้ดังนี้:

[ 10:20 ] 1. ปัญหาที่ช่องคลอด

ปัญหาที่ช่องคลอดมักจะทำให้คนไข้ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ซึ่งส่งผลให้มีลูกยาก โดยอาจเกิดจาก:

  • ความผิดปกติแต่กำเนิด: เช่น เยื่อพรหมจรรย์ปิดสนิท หรือมีผนังกั้นด้านในช่องคลอด (Septum) ทำให้ไม่มีประจำเดือนและมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด
  • [ 11:25 ] ภาวะช่องคลอดหดเกร็ง (Vaginismus): มักเกิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ในอดีต ทำให้รู้สึกกลัวและฝังใจ ส่งผลให้ช่องคลอดตีบตันและหดเกร็งจนไม่สามารถสอดใส่ได้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับทัศนคติ การทำจิตบำบัด หรือปรึกษาจิตแพทย์

[ 12:40 ] 2. ปัญหาที่ปากมดลูก

ปากมดลูกเป็นทางผ่านของสเปิร์มเพื่อเข้าไปหาไข่ที่ท่อนำไข่ หากมีความผิดปกติจะทำให้สเปิร์มผ่านเข้าไปไม่ได้ เช่น:

  • การอักเสบของปากมดลูก: ทำให้มูกหนืดขึ้น สเปิร์มวิ่งเข้าไม่ได้ หรือมีสารอักเสบที่ทำลายสเปิร์มให้ตายตั้งแต่บริเวณนี้ ต้องรักษาด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อ
  • ปากมดลูกตีบตัน: อาจเกิดจากเคยขูดมดลูกในอดีต ทำให้มีแผลและพังผืดจนปากมดลูกตีบตัน ต้องไปแก้ไขตำแหน่งที่ตีบตัน

[ 13:56 ] 3. ปัญหาที่ตัวมดลูก

มดลูกเป็นที่ฝังตัวของตัวอ่อน แบ่งความผิดปกติออกเป็น 2 กลุ่ม คือ:

  • [ 14:11 ] ความผิดปกติของมดลูกแต่กำเนิด:
  • ภาวะมดลูกผิดรูป หรือมดลูกโค้ง (Arcuate Uterus) ตำแหน่งด้านบนของโพรงมดลูกโค้งหรือมีรอยคอด อาจมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนหากไปฝังตัวในตําแหน่งที่มีรอยคอด แต่หากไม่ได้ยื่นออกมามากก็ไม่จําเป็นต้องผ่าตัด โดยจะใส่ตัวอ่อนที่ตำแหน่งที่ต่ำกว่ายอดมดลูกที่มีผนังหนา
  • มดลูกมีผนังกั้น (Uterine Septum: Subseptate Uterus / Septate Uterus): หากเนื้อเยื่อยื่นออกมามากจนเป็นผนังกั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการส่องกล้องเข้าไปผ่าตัดตัดผนังกั้นออก เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • ความผิดปกติที่ผ่าตัดไม่ได้: เช่น มดลูก 2 หัว, ผนังกั้นหนาและมีกล้ามเนื้อมดลูกด้านใน, มดลูกแฝด (มีมดลูกแยก 2 ข้างโดยสมบูรณ์) หรือมดลูกข้างเดียว สามารถรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้วและเลือกใส่ตัวอ่อนในด้านที่ใหญ่กว่า แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการคลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ หรือเด็กตัวเล็ก
ปัญหามีลูกยาก ภาวะมดลูกเจริญผิดปกติแต่กำเนิด
  • [ 17:37 ] โรคของมดลูกที่เกิดขึ้นภายหลัง:
  • [ 18:16 ] เนื้องอกมดลูก: แบ่งตามตําแหน่ง ได้แก่ (1) อยู่ที่ผิวมดลูกและยื่นออกไปด้านนอกมดลูก (2) อยู่ในกล้ามเนื้อมดลูกหรือในเนื้อมดลูก (3) ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งตำแหน่งที่ 3 นี้จะมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน แนะนำให้ส่องกล้องผ่าตัดออกก่อน ส่วนตำแหน่งที่ 1 และ 2 ไม่มีผลต่อการตั้งครรภ์ จึงไม่จําเป็นต้องผ่าตัด ยกเว้นมีอาการที่เกิดจากการกดเบียดจากก้อนเนื้องอก เช่น ปัสสาวะบ่อย อุจจาระผิดปกติ ปวดท้องหรือแน่นท้องมาก การผ่าตัดมดลูก หากลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ต้องรอแผลสมานประมาณ 1 ปี จึงจะตั้งครรภ์ได้ เพื่อป้องกันมดลูกแตก
  • [ 20:45 ] ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก: เกิดจากผนังมดลูกหนาตัวผิดปกติ หากติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่เกิน 1 ซม. ร่วมกับมีประวัติแท้งในไตรมาสแรกหรือใส่ตัวอ่อนหลายรอบแล้วไม่ท้อง แนะนำให้ผ่าตัดออก ส่วนในเคสที่ไม่เข้าเงื่อนไขก็ควรต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นด้วย เช่น มีตัวอ่อนเยอะหรือไม่ หากมีตัวอ่อนที่ปกติเพียงตัวเดียวก็อาจจะแนะนําให้ผ่าตัดก่อน และหากมีขนาดใหญ่เกิน 2 ซม. หรือมีอาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกกะปริบกะปรอย ประจำเดือนมาผิดปกติ ก็ควรผ่าตัดเช่นกัน
  • [ 24:12 ] เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (มดลูกโต / Adenomyosis): หากมดลูกโตไม่มากมักไม่ต้องให้ยา แต่หากมดลูกโตมาก (เกิน 10-12 ซม.) หรือมีอาการปวดประจำเดือนมาก อาจต้องให้ยากดขนาดมดลูกให้เล็กลงประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ผนังมดลูกดีขึ้นและเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์

[ 25:30 ] 4. ปัญหาที่ท่อนำไข่

หากท่อนำไข่อุดตัน จะทำให้มีลูกยาก สาเหตุอาจเกิดจาก ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis), การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน, ประวัติการผ่าตัดในช่องท้องที่อาจทำให้เกิดพังผืด (เช่น ไส้ติ่งแตก), การแท้งติดเชื้อ, หรือเคยท้องนอกมดลูก

  • [ 26:34 ] การวินิจฉัย: ตรวจได้ด้วยการฉีดสีและเอ็กซเรย์ดูท่อนำไข่ หรือการทำอัลตราซาวด์ร่วมกับการฉีดน้ำเกลือว่าสามารถผ่านเข้าไปในช่องท้องได้หรือไม่
  • [ 30:54 ] แนวทางการรักษา:
  • โดยปกติตามธรรมชาติ อวัยวะตรงส่วนที่เป็นท่อ เนื้อเยื่อด้านในจะมีการสร้างสารคัดหลั่ง หรือน้ำในนั้น สำหรับลักษณะท่อนำไข่ที่มีส่วนต้นแคบกว่าส่วนปลาย น้ำจึงมักไหลไปทางส่วนปลายมากกว่า
  • ตันส่วนต้น: น้ำจะยังสามารถไหลไปทางปลายท่อนำไข่ได้ ท่อนำไข่จึงไม่บวม สามารถทำ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) ได้เลยโดยไม่ต้องผ่าตัดท่อนำไข่
  • ตันส่วนปลาย: น้ำที่คั่งที่ไม่สามารถระบายออกไปได้ ทำให้เกิดภาวะท่อนำไข่บวมน้ำ นอกจากนัั้นน้ำที่คั่งที่สะสมไว้เป็นเวลานานจะมีสารอักเสบที่เป็นพิษ เมื่อน้ำที่เป็นพิษค่อยๆ ซึมไหลเข้าโพรงมดลูก จึงรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อนและอาจพัดตัวอ่อนให้หลุดได้ ดังนั้นในเคสที่ทำ ICSI หมอจะแนะนำให้เก็บไข่ให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงไปผ่าตัดตัดท่อนำไข่ที่บวมน้ำออก ก่อนนำตัวอ่อนกลับมาใส่ในโพรงมดลูก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

[ 31:35 ] 5. ปัญหาที่รังไข่

ความผิดปกติที่รังไข่ทำให้ไข่ไม่ตก หรือไข่ตกไม่สม่ำเสมอ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่:

  • [ 31:50 ] ภาวะ PCOS (ถุงน้ำรังไข่หลายใบ): พบได้บ่อย ทำให้ไข่ไม่ตกเรื้อรัง ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และมีลักษณะฮอร์โมนเพศชายเกิน รักษาได้ด้วยการให้ยากระตุ้นไข่ แล้วลองฉีดน้ำเชื้อ (IUI) หากไม่สำเร็จก็ข้ามไปทำ ICSI ได้
  • [ 32:42 ] ความผิดปกติของฮอร์โมน: การมีปัญหาฮอร์โมนไทรอยด์ หรือ ฮอร์โมนโปรแลคติน (ฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างน้ำนม) ผิดปกติ จะไปรบกวนทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทำให้ไข่ไม่ตก ต้องรับยาเพื่อปรับระดับฮอร์โมน
  • [ 33:41 ] ปัญหาจากน้ำหนักตัว:
  • น้ำหนักตัวเกิน (อ้วน): ทำให้ระบบฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ แพทย์จะแนะนำให้ลดน้ำหนักตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยช่วงแรกอาจจะลดประมาณ 5-10% ของน้ำหนักปัจจุบันก่อน แล้วค่อยๆ ลดมากขึ้นเท่าที่สามารถทำได้
  • [ 34:37 ] ผอมเกินไป / ออกกำลังกายหนักเกินไป: ผู้หญิงจำเป็นต้องมีเปอร์เซ็นต์ไขมัน (Body Fat) อย่างน้อย 22% ขึ้นไป ประจำเดือนจึงจะมาสม่ำเสมอ หากออกกำลังกายจนไขมันเหลือน้อยกว่า 10% ร่างกายจะคิดว่าอยู่ในสภาวะที่มีความเครียด ขาดสารอาหาร  ก็จะกดการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทำให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนไม่มา จึงทำให้มีลูกยากได้

[ 36:09 ] สาเหตุอื่นๆ ที่พบได้น้อย

นอกเหนือจากโครงสร้างทางกายภาพแล้ว อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการ Antiphospholipid Syndrome (ภาวะเลือดแข็งตัวง่าย) ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยกว่า 2-5% มักจะตรวจหาสาเหตุนี้ในกรณีที่หาสาเหตุอื่นไม่เจอ หรือคนไข้เคยใส่ตัวอ่อนมาแล้วหลายรอบแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งสามารถรักษาด้วยการปรับยาเพื่อช่วยให้ตั้งครรภ์ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.67 ❝มดลูกโต มี Chocolate Cyst ปวดท้องประจำเดือน ส่งผลให้มีลูกยากไหม❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่  11 ตุลาคม พ.ศ.2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

ปัญหาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง อาจไม่ใช่แค่เรื่องปกติของผู้หญิงเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคแฝงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและโอกาสในการตั้งครรภ์ บทความนี้สรุปความรู้จาก Superior A.R.T. LIVE EP.67 ที่เจาะลึกเรื่องภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ช็อกโกแลตซีสต์ และภาวะมดลูกโต มีอาการอะไรบ้าง ส่งผลให้มีลูกยากอย่างไร พร้อมแนวทางการรักษาสำหรับผู้ที่วางแผนอยากมีบุตรในอนาคต

[ 01:39 ] ทำความรู้จักสรีระและมดลูกของผู้หญิง

ก่อนจะเข้าใจตัวโรค เราต้องมาทำความรู้จักกายวิภาคพื้นฐานกันก่อน มดลูกของผู้หญิงตั้งอยู่ตรงกลางลำตัว ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้:

  • ช่องคลอดและปากมดลูก ช่องคลอดอยู่ส่วนล่างสุด ต่อด้วยปากมดลูก 
  • ตัวมดลูก อยู่ตรงกลางต่อเนื่องจากปากมดลูกขึ้นมา ภายในจะมี “โพรงมดลูก” ซึ่งถูกบุด้วย “เยื่อบุโพรงมดลูก” และล้อมรอบด้วยชั้นกล้ามเนื้อมดลูก
  • ปีกมดลูก (ท่อนำไข่) และ รังไข่ ทั้งสองข้าง (ซ้ายและขวา)

[ 02:52 ] ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และ ช็อกโกแลตซีสต์ คืออะไร?

โดยปกติ “เยื่อบุโพรงมดลูก” จะเจริญและหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนทุกเดือน เลือดประจำเดือนจะไหลออกมาทางช่องคลอด แต่ในผู้หญิงบางคน อาจมีเลือดประจำเดือนบางส่วนไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องผ่านทางท่อนำไข่

โดยส่วนใหญ่ร่างกายจะกำจัดเลือดเหล่านี้ได้เอง แต่ในคนไข้กลุ่มนี้ ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดได้หมด ทำให้เยื่อบุเหล่านี้ไปเกาะตามที่ต่างๆ เช่น ชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ หรือแม้แต่เยื่อหุ้มปอด ภาวะนี้เรียกว่า “เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่” (Endometriosis)

ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

[ 04:49 ] ทำไมถึงเรียกว่า “ช็อกโกแลตซีสต์”? 

เมื่อเยื่อบุเหล่านี้ไปเกาะที่ “รังไข่” และฟอร์มตัวเป็นถุงน้ำ เลือดประจำเดือนเก่าที่คั่งค้างอยู่ภายในจะมีสีคล้ำคล้ายน้ำช็อกโกแลต จึงเป็นที่มาของชื่อเล่นว่า “ช็อกโกแลตซีสต์” (Chocolate Cyst) นั่นเอง

[ 05:53 ] อาการเตือน! แบบไหนที่เสี่ยงเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่?

หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรหมั่นสังเกตตัวเองและพบแพทย์:

  • ปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ: อาการปวดเกิดตรงบริเวณที่มีเยี่อบุไปเกาะ  ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่ปวดเล็กน้อย เคยทนได้ กลายเป็นต้องเริ่มทานยาแก้ปวด เข่น พาราเซตตามอล ต่อมาต้องทานยาแก้ปวดกลุ่มที่แรงขึ้น (เช่น ไอบูโพรเฟน, พอนสแตน) หรือต้องไปฉีดยาแก้ปวด
  • เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์: เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ทําให้เกิดการอักเสบ ร่างกายก็จะพยายามควบคุมการอักเสบนั้น โดยการสร้างพังผืดมาห้อมล้อมตรงบริเวณที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้อเยื่อตรงนั้นก็จะแข็ง ไม่ยืดหยุ่น ทำให้เกิดอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ได้
  • ปวดเบ่งเวลาขับถ่าย: หากเยื่อบุไปเกาะบริเวณลำไส้ จะทำให้ปวดมากเวลาอุจจาระในช่วงที่มีประจำเดือน
  • หายใจไม่อิ่มช่วงมีประจำเดือน (พบน้อย): เกิดจากเยื่อบุไปเกาะถึงเยื่อหุ้มปอด ทำให้ปอดแตกในช่วงมีรอบเดือน

[ 09:03 ] ช็อกโกแลตซีสต์ ทำให้มีลูกยากได้อย่างไร?

ภาวะนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “บ้านที่ร้อนและอักเสบ” ทำให้เกิดผลกระทบต่อการตั้งครรภ์หลายประการ:

  • 1. เกิดพังผืดรัดท่อนำไข่: สารอักเสบทำให้เกิดพังผืด เมื่อไปรัดท่อนำไข่ ก็จะทำให้ท่อนำไข่ตันหรือบวม
  • 2. คุณภาพและปริมาณไข่ลดลง: ไข่ที่อยู่รอบๆ ช็อกโกแลตซีสต์มีการอักเสบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไข่สลายตัวเร็วขึ้น นอกจากนี้ อาจตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ได้ไม่ดี บางครั้งไข่ไม่โต หรือบางครั้งไข่โตเร็วเกินไป ขนาดไข่ดูใหญ่แต่เจาะออกมากลับเป็นไข่อ่อน คุณภาพของไข่ไม่ดี ส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนไม่ดี โอกาสตั้งครรภ์จึงลดลง
  • 3. ขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน: สารก่อการอักเสบทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ตัวอ่อนจึงฝังตัวได้ยาก

[ 11:39 ] ภาวะมดลูกโต (Adenomyosis) ญาติสนิทของช็อกโกแลตซีสต์

ภาวะมดลูกโตเกิดจากเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกตัวเข้าไปใน “ชั้นกล้ามเนื้อมดลูก” ทำให้ผนังมดลูกขยายขนาดหนาขึ้น

  • อาการเด่น: ปวดท้องประจำเดือนอย่างหนักเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือน และมีปริมาณเลือดประจำเดือนออกเยอะมากผิดปกติ เพราะมีพื้นที่เยื่อบุโพรงมดลูกมากขึ้น
  • ปัญหาการมีบุตร: มดลูกที่โตจะมีการบีบตัวแรงกว่าปกติ อาจบีบไล่ตัวอ่อนออก หรือมีการอักเสบในชั้นกล้ามเนื้อส่งผลให้ตัวอ่อนฝังตัวไม่สำเร็จ
ภาวะมดลูกโต Adenomyosis

[ 13:48 ] แนวทางการรักษาช็อกโกแลตซีสต์และภาวะมดลูกโต

การรักษาจะขึ้นอยู่กับ “ความต้องการมีบุตร” เป็นหลัก

สำหรับผู้ที่ยังไม่อยากมีบุตร

  • ก้อนไม่ใหญ่: ใช้ยาฮอร์โมน (ยาคุมกำเนิด) เพื่อควบคุมอาการและกันไม่ให้โรคเป็นมากขึ้น
  • ก้อนใหญ่ (เกิน 4 ซม.) และปวดมาก: หากทานยาไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด

สำหรับผู้ที่อยากมีบุตร

  • อายุยังน้อย ท่อนำไข่ไม่ตัน อสุจิดี: สามารถลองตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องข้ามไปทำเด็กหลอดแก้วทันที
  • อายุมาก รังไข่เสื่อมหรือมีไข่น้อย ท่อนำไข่ตัน หรือฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องสเปิร์ม: แนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI)
  • ต้องผ่าตัดไหม :
  • ช็อคโกแลตซีสต์ หากซีสต์มีขนาดไม่ใหญ่มาก แพทย์มักจะกระตุ้นและเก็บไข่ไว้ก่อน และพิจารณาให้ยา หรือผ่าตัดซีสต์ออก ก่อนย้ายตัวอ่อน เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • ภาวะมดลูกโต หากมดลูกขนาดโตไม่มาก ปวดท้องไม่มาก ก็สามารถใส่ตัวอ่อนได้ แต่หากมีขนาดใหญ่มาก ก็อาจจะฉีดยาเพื่อให้ขนาดมดลูกลดลง ลดการอักเสบ ก่อนการใส่ตัวอ่อน

[ 16:34 ] การตั้งครรภ์และหลังคลอดสำหรับผู้มีภาวะมดลูกโต

  • ระหว่างตั้งครรภ์: อาจพบผลข้างเคียงบ้าง เช่น รกฝังตัวได้ไม่ดี เด็กตัวเล็กกว่าปกติ ท่าของเด็กผิดปกติ หรืออาจคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อย แต่โดยรวมไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของทารกพิการ
  • หลังคลอด: ในคนไข้ที่มีช็อกโกแลตซีสต์หรือภาวะมดลูกโต ช่วงที่ให้นมบุตร ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูง ช่วยกดอาการของโรคไว้ อาการมักจะกลับมาเมื่อหยุดให้นมและประจำเดือนกลับมาปกติ จึงควรต้องพบแพทย์เพื่อติดตามอาการต่อเนื่อง

[ 18:21 ] เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และมดลูกโตจะหายขาดเมื่อไหร่?

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และมดลูกโต ถูกกระตุ้นด้วย “ฮอร์โมนเพศหญิง” ดังนั้นโรคจะหายขาดไปเองเมื่อ “เข้าสู่วัยทอง” เนื่องจากระดับฮอร์โมนลดลงอย่างถาวร

[ 19:14 ] ตอบคำถามจากทางบ้าน (Q&A)

  • มีอาการคล้ายไข้ทับฤดู ช่วงประจำเดือนมาเกี่ยวข้องกันไหม?: อาการคลื่นไส้  ตัวรุมๆ เหมือนมีไข้ สามารถเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ยิ่งผู้ที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จะปวดท้องหนักมาก ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียและเหมือนเป็นไข้ได้
  • ปวดท้องรุนแรง หน้ามืดวันแรก แต่ตรวจภายในปกติ?: การตรวจภายในทั่วไป อาจมองไม่เห็นซีสต์หรือพังผืดที่ซ่อนอยู่ ควรตรวจด้วยการทำอัลตราซาวด์ ร่วมด้วยจึงจะเห็นความผิดปกติ เช่น ซีสต์ชัดเจนมากขึ้น

[ 21:07 ] เทรนด์ใหม่: การฝากไข่ (Egg Freezing) เพื่ออนาคต

ปัจจุบันแพทย์มีคำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่รังไข่ (ช็อกโกแลตซีสต์) ว่า ปริมาณไข่จะสลายและลดลงเร็วกว่าคนทั่วไป หากอนาคตวางแผนอยากมีบุตร ควรพิจารณา “การกระตุ้นและเก็บไข่ ฝากไข่ แช่แข็งไข่“ เอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือทำก่อนเข้ารับการผ่าตัดซีสต์ เพื่อป้องกันปัญหาไข่น้อยจนมีลูกยากในอนาคต

คำแนะนำทิ้งท้าย: ผู้หญิงทุกคนควรเข้ารับการตรวจภายในและอัลตราซาวด์เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะหากมีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง หรือประจำเดือนมาผิดปกติ การพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้รักษาได้ง่ายและรักษาโอกาสในการมีบุตรไว้ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์