มหัศจรรย์เจ้าตัวน้อย มาดูการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในเครื่อง Geri® ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง วันที่ 5

วันนี้ Superior A.R.T. Thailand จะพาไปเฝ้าดูตัวอ่อนที่เจริญเติบโตในเครื่อง Geri® ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง วันที่ 5 กันค่ะ
ไม่น่าเชื่อเลยว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เราจะได้เห็นต่อไปนี้ จะกลายเป็นเจ้าเด็กน้อยที่สุดแสนจะน่ารักในเร็วๆ นี้ 💙

🥚 ระยะต่างๆ ของตัวอ่อนแต่วันที่ 0 – 6
วันที่ 0-1 : ปฏิสนธิ เป็นตัวอ่อนระยะ ไซโกต (zygote)
วันที่ 2 – 3 : ตัวอ่อนแบ่งเซลล์ เข้าสู่ระยะ cleavage
วันที่ 4 : ตัวอ่อนเข้าสู่ระยะ Morula
วันที่ 5-6: ตัวอ่อนเข้าสู่ระยะ บลาสโตซิสท์ (Blastocyst)

เครื่อง Geri® เกี่ยวข้องยังไงกับการดูแลตัวอ่อน?
ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Geri® เป็นเทคโนโลยีที่นำสมัย ปลอดภัย และถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ติดตามพัฒนาการการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้โดยละเอียดแบบเรียลไทม์ ภายในตัวเครื่องมีการรักษาอุณหภูมิและระดับแก๊สในแต่ละห้องเพาะเลี้ยง ที่เอื้อต่อการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน จนถึงระยะวันที่ 5 หรือ 6 หลังการปฏิสนธิ ก่อนจะนำตัวอ่อนไปฝังในมดลูกต่อไป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีของเรา ที่ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้น

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 37 ❝ ฮอร์โมนและไข่ส่งผลอย่างไรต่อภาวะมีบุตรยาก ❞


ตรวจฮอร์โมนก่อนเริ่มขบวนการเด็กหลอดแก้ว ตรวจไปเพื่ออะไร บอกอะไรเราได้บ้างและไม่ตรวจได้หรือไม่ถ้าจะเริ่มขบวนการ



การตรวจเบื้องต้นก่อนการเริ่มกระบวนการฮอร์โมนสองตัวนี้สามารถเจาะได้ในทุกวันของรอบประจำเดือน

  1. Prolactin (PRL) Ref cut off อยู่ที่ 20-25 สร้างจากต่อมใต้สมอง และสูงเฉพาะที่คุณแม่ให้นมลูก, คนไข้ที่เพิ่งมีเพศสัมพัน์มาจากการบีบจับ/มีแผลเต้านม หรือทานยาที่รักษาโรคซึมเศร้าบางตัว ถ้าค่า PRL สูงเกิน 25 ทำให้การตกไข่ผิดปกติได้
    ส่วนค่า 25-50; ผญ จะมีรอบประจำเดือนค่อนข้างสั้น Corpus luteal defect และการสร้าง Progestorone ได้ไม่ดี มีผลต่อการตั้งครรถ์
    ค่าสูงเกิน 100 กดการตกไข่ ทำให้มีรอบเดือนที่ไม่มีไข่ตก หรือรอบเดือนผิดปกติ นานๆมาทีได้
    ถ้า PRL สูงอยู่ จะทำไง จะมีการตรวจซ้ำอีกรอบดูสาเหตุ มาจากบาดแผลที่เต้านมไหม ถ้าตรวจซ้ำแล้วยังสูงอยู่ อาจจะมีในเรื่องก้อนเนื้อที่ต่อมไต้สมอง ไปทำ MRI ต่อ
    แต่ถ้าตรวจซ้ำแล้ว PRL มีค่าดีขึ้น ก็จะให้ทานยาเพื่อกดการสร้าง PRL เพื่อช่วยให้การทำงานของรังไข่ วงจรการตกไข่กลับมาเป็นปกติ
  2. TSH วัดการทำงานของต่อมใต้สมอง
    ถ้าผิดปกติ ก็จะเจาะเพิ่มดูว่าเป็น hyper/hypo thyroid เพราะจะมีผลต่อการตกไข่และคุณภาพของไข่ รวมทั้งในช่วงของการกระตุ้น ถ้าฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ดี ทำให้การตอบสนองในกระตุ้นไข่ไม่มีประสิทธิภาพ
    อีกอย่างในคนไข้ที่กำลังจะใส่ตัวอ่อนกลับ ถ้าเกิดไทรอยด์ผิดปกติ ทำให้มีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนได้
  3. AMH เป็นตัวบอกว่าเรายังมีความสามารถที่จะบุตรได้ไหม ยังเหลือไข่อยู่เยอะไหม ถ้าคนไข้เป็น PCOS จากการ ultrasound ไม่จำเป็นต้องเจาะ AMH ในทุกรายได้ แต่ถ้า ultrasound พบไข่น้อย, อายุเยอะ หรือปล่อยมานานไม่มีลูกซะที ก็จะเจาะ AMH เพื่อดูวิธีการรักษาการมีบุตรยากที่เหมาะสมที่สุด หรือเพื่อ egg freezing
  • AMH ต่ำมาก อายุเยอะแล้ว แนะนำให้ทำ ICSI เพื่อลดระยะเวลา
  • AMH ไม่ได้สัมพันธ์กับคุณภาพของไข่เรา 100% เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นอายุของแม่ หรือโรคประจำตัวอื่นๆร่วม แต่ตัวฮอร์โมนจะสัมพัน์กับจำนวนของไข่

เริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่

เจาะ H ในรอบเดือนเดย์ 2 หรือ 3 คือ FSH LH and Estradiol ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้เพื่อดูว่าควรระเริ่มกระตุ้นไข่ไหม สูตรแบบไหนที่จะนำมากระตุ้นไข่และขนาดของยาที่จะนำมาใช้กระตุ้นว่าต้องใช้มากน้อยขนาดไหน

  • FSH สร้างจากต่อมใต้สอง ช่วยบอกว่ารอบเดือนนี้มีไข่เยอะ มากน้อยขนาดไหน และไข่ดื้อไหม ถ้าFSH ค่ายิ่งสูง ยิ่งไม่ดี แสดงว่าไข่น้อย ต้องใช้ยากระตุ้นสูงกว่าปกติ
  • LH สร้างจากต่อมใต้สองเช่นกัน ค่าไม่ต่างจาก FSH นัก จะค่าใกล้เคียงกันไม่ต่างกันมาก แต่ถ้า
  • LH>FSH จะเจอได้ในคนไข้ที่เป็น PCOS แสดงว่ามีฮอร์โมนเพศชายค่อนข้างเยอะ อาจจะต้องเลือกยาที่เหมาะสม แต่ถ้าสูงมากเกินไป อาจทำให้กระตุ้นไข่ไม่ขึ้นหรือได้ไข่ที่ไม่ได้คุณภาพ ก็อาจต้องปรับสูตรในการกระตุ้น
  • Estradiol (E2) คือฮอร์โมนเพศหญิง ช่วงกระตุ้นไข่ในเดย์2-3 ค่าH ตัวนี้จะอยู่ที่ 20-80 ถ้าต้นรอบมีค่า E2 สูงเกินไป แสดงว่ามีไข่โดดหรือมีไข่ตั้งต้นที่มีขนาดไม่เท่ากัน (ขนาดปกติไม่เกิน 4-5 mm) ถ้ามีขนาดไข่ต่างกันมาก ทำให้ช่วงการกระตุ้น มีปัญหาในการเลือกระยะเวลาในการเก็บไข่ เพราะฉะนั้นถ้าคนไข้มีค่า E2>80 เราจะพัก ไม่กระตุ้นในรอบนั้น เพราะไข่ที่ใช้ได้จริงในการเก็บไข่ได้จะได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

    Superior A.R.T. มีการเจาะดูฮอร์โมน LH and E2 เป็นระยะ เพื่อปรับยา หรือเปลี่ยนยาและ ทำนายได้ว่าไข่ที่เรากำลังจะเก็บนั้นเป็นไข่ที่ได้คุณภาพหรือไม่ (ไข่ 1 ใบ สร้าง E2=200-300)

Embryo Transfer

การใส่ตัวอ่อนในรอบสด คือใส่ตัวอ่อนในรอบเดียวกับการกระตุ้นไข่ จะมีการตรวจ H อีกตัวร่วมก่อนการฉีดยาป้องกันไข่ตก (trigger) คือฮอร์โมน Progesterone (PRO)

PRO >1.5 ก่อนการ Trigger เราไม่ควรใส่ตัวอ่อนในรอบสด เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะสม ทำให้การท้องลดลง ส่วนในรอบอื่นๆเช่นรอบแช่แข็ง ก็จะเจาะ PRO ร่วมด้วย เพราะถ้าต่ำเกินไป โอกาสติด(ท้อง) ต่ำ หรือโอกาสแท้งก็จะสูงขึ้น


คุณผู้ชาย ถ้าผลตรวจอสุจิดี ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือด ดูฮอร์โมน แต่ถ้าผลตรวจอสุจิผิดปกติ หรือตัวน้อย วิ่งน้อยก็จะเจาะ H ร่วม โดยเจาะ PRL TSH FSH LH and Testosterone เพื่อดูว่าการผลิตอสุจิที่ผิดปกตินี้มาจากฮอร์โมนที่ผิดปกติหรือไม่ และสามารถให้ยารักษาได้หรือไม่ ถ้าได้ก็จะให้ฮอร์โมนหรือฉีดยาเพื่อรักษาได้

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 36 ❝ การรักษาด้วยวีธี ICSI กับโอกาสได้ลูกแฝดเป็นอย่างไร? ❞


การรักษาด้วยเด็กหลอดแก้ว ICSI ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ และการมีลูกแฝดสูงกว่าการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ โดยโอกาสการเกิดลูกแฝดขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอ่อนที่ใส่กลับและปัจจัยอื่นๆ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสความสำเร็จและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การเกิดลูกแฝดมี 2 ประเภท

  1. แฝดแท้
  2. แฝดเทียม

สาเหตุการตั้งครรภ์แฝดตามธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อน

  1. ครอบครัวมีประวัติการตั้งครรภ์แฝด ส่วนมากจะเกิดจากฝั่งผู้หญิง
  2. ผู้หญิงที่อายุมากขึ้น โอกาสการตั้งครรภ์แฝดจะมากขึ้น

การตั้งครรภ์แฝดโดยเทคโนโลยี

  1. IUI โดยต้องคำนึงถึงอายุของคุณผู้หญิง และจำนวนไข่ที่ตกและมีคุณภาพดี
  2. การทำเด็กหลอดแก้ว คือการใส่ 2 ตัวอ่อนครั้งเดียว ซึ่งโอกาสเกิดแฝดประมาณ 29% (ถ้าใส่ตัวอ่อน 1 ตัวมีโอกาสที่จะแบ่งตัวเป็นแฝดได้ 2%)
  3. ถ้าไม่ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนและจะใส่ตัวอ่อน 2 ตัว ทำได้ แต่จะต้องคำนึงถึง อายุแม่ด้วย ถ้าอายุเยอะก็ไม่ควร
  4. การใส่ตัวอ่อน 2 ตัวที่ตรวจโครโมโซมแล้วไม่ได้ช่วยเพิ่มโอการการตั้งครรภ์จากเดิมมากนัก (ปกติ 60-70%)แต่ช่วยเพิ่มโอการการเกิดแฝดได้ถึง 40%

ความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝด

  1. เพิ่มโอกาสแท้ง
  2. เพิ่มโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันสูง เบาหวาน ครรภ์เป็นพิษ และ คลอดก่อนกำหนดได้ถึง 65%

ผู้หญิงที่ไม่ควรตั้งครรภ์แฝด

  1. อายุเยอะ
  2. มีโรคประจำตัว
  3. เคยตั้งครรภ์และผ่าคลอดมาก่อน

กรณีที่หมออาจยินยอมให้ใส่ตัวอ่อนมากกว่า 1 ได้ เช่น

  1. เคยทำเด็กหลอดแก้วแล้วไม่สำเร็จโดยที่ทั้งคนไข้และตัวอ่อนปกติ
  2. ตัวอ่อนที่ละลายจากการแช่แข็งออกมาตัวแรกคุณภาพไม่ดี จึงต้องละลายอีกตัวและใส่พร้อมกัน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับลูกแฝดได้ จากบทความ
ทำความเข้าใจการตั้งครรภ์ลูกแฝดจากกระบวนการ IVF” และ
5 ข้อควรรู้ เกี่ยวการมีลูกแฝด และการตั้งครรภ์แฝด (Multiple Pregnancy)

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 35 ❝ ประจำเดือนมาผิดปกติ สัญญาณเตือนภาวะมีลูกยาก ❞

Topic:  Ep.35. ประจำเดือนมาผิดปกติ สัญญาณเตือนภาวะมีลูกยาก

ประจำเดือนปกติของผู้หญิงอยู่ที่ 28±7 วัน โดยนับวันแรกที่มีเลือดออกจนถึงวันแรกของเลือดออกถัดไป ประจำเดือนที่ปกติไม่ควรมากระปริดกระปรอย


เยื่อบุโพรงมดลูก ทำหน้าที่ฝังตัวของตัวอ่อน ถ้าไม่มีการฝังตัว ก็จะหลุดลอกออกเป็นประจำเดือน


ประจำเดือนวันแรก ไข่จะมีฟองขนาดเล็ก หลังจากนั้น ร่างกายสร้างฮอร์โมนกระตุ้นไข่ให้โตขึ้น และไข่ที่โตขึ้นจะสร้างฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อ Estradiol ซึ่งจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งไข่โตเต็มที่ เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหนาตัวเต็มที่เช่นกัน ปกติความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนไข่ตกเฉลี่ยอยู่ที่ 8-12 มิลิลเมตร เมื่อไข่ตกไข่จะสร้างฮอร์โมนตัวที่สอง ชื่อโปรเจสเตอโรน ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกให้มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น เพื่อรอบรับการฝังตัวของตัวอ่อน ถ้าเกิดการตั้งครรภ์ มีตัวอ่อนมาฝังตัว ก็จะไม่มีการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกเป็นประจำเดือน แต่ถ้าไม่มีการตั้งครรภ์เปลือกไข่จะมีอายุอีกประมาณ 2 สัปดาห์ หรือ 14 วัน เมื่อไม่มีการตั้งครรภ์ เปลือกไข่จะสลายไป การสร้างฮอร์โมนจะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกค่อยๆสลายออกมากลายเป็นประจำเดือน


วงจรของประจำเดือนจะประมาณ 28 วัน นับจากประจำเดือนมารอบแรกถึงรอบถัดไป โดยปกติจะแบ่งเป็นครึ่งหน้าไข่ตก ครึ่งหลังเป็นระยะเวลาของเปลือกไข่ เพื่อสร้างโปรเจสเตอโรนมาประคองการตั้งครรภ์จะประมาณ 14 วัน ถ้าผู้หญิงคนไหนที่มีรอบเดือนเกิน 28 วัน แสดงว่า ไข่โตช้ากว่า 14 วัน แต่ครึ่งหลังคือระยะเวลาของเปลือกไข่ที่สร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะ fix อยู่ที่ 14 วัน ดังนั้น รอบเดือนอาจจะมากกว่า 28 วันได้แต่บวกลบไม่ควรเกิน 7 วัน


ประจำเดือนแบบไหนผิดปกติ
รอบประจำเดือนปกติของผู้หญิงอยู่ที่ 28±7 วัน ดังนั้น ถ้ารอบเดือน 21 วันหรือ 35 วัน แสดงว่ายังปกติอยู่ไม่จำเป็นต้องมาหาหมอ


ปริมาณประจำเดือนมามากน้อยขนาดไหน
ระยะเวลาการมีเลือดประจำเดือนคือประมาณ 2-3 วันถือว่าปกติ ไม่มีปริมาณมากจนซีด ใช้ปริมาณเลือดประจำเดือนที่มาเป็นตัววัดว่าประจำเดือนมาผิดปกติจากเดิมหรือไม่ เช่นเคยใช้ผ้าอนามัยจำนวน 3 ผืน ต่อวัน แต่ใช้มากขึ้นหรือน้อยลง หรือว่าเลือดมีสีผิดปกติไปจากเดิม เช่น จากเคยสีแดงเป็นสีน้ำตาล อันนี้ก็ถือว่า ประจำเดือนมาผิดปกติ

รอบเดือนมาเร็วกว่า 21 วัน
เกิดได้ 2 สาเหตุ คือ
1. มักเกิดจากจากไข่ไม่ตก
2. มีไข่ตกแต่ฮอร์โมนเปลือกไข่ทำงานได้ไม่ดี เรียกว่า Corpusluthial defect คือ ระยะเวลาที่เปลือกไข่สร้าง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนได้สั้นกว่าปกติ จากเดิมที่ควรจะเป็น 14 วัน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกก่อนเร็วกว่าปกติ เมื่อตัวอ่อนกำลังจะฝังตัว แต่เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกก่อน ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวได้ ทำให้มีปัญหาการมีลูกยาก ซึ่งแก้ไขได้ไม่ยากด้วยการให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนแบบกินเพื่อช่วยประคองเยื่อบุโพรงมดลูกให้คงตัวอยู่ได้ ก็สามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ

รอบเดือนมาช้าเกิน 35 วัน
สาเหตุที่พบได้บ่อย คือภาวะไข่ไม่ตก เกิดภาวะไข่ไม่โตต่อ เกิดจากการภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล หรือ คนไข้ที่มีภาวะPCOS คนไข่กลุ่มนี้จะมีไข่เยอะมากแต่เป็นไข่ที่โตไม่เต็มที่ เพราะจะมีแต่ฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียว แต่ไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เกิดขึ้นหลังไข่ตก ทำให้ประจำเดือนจะมาเมื่อไหร่ก็ได้จะเกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาไปเรื่อยๆจนเลือดไปเลี้ยงไม่พอ จึงหลุดลอกเป็นประจำเดือนออกมา ทำให้มีภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง และมีบุตรยากตามมา

ไข่ไม่ตกจากสาเหตุอื่น

  • กินยาที่มีผลต่อการตกไข่ เช่น ยาต้านภาวะซึมเศร้า
  • คนไข้ที่มีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักรวดเร็ว ผอมลงเร็ว หรืออ้วนขึ้นเร็ว
  • คนไข้ที่ออกกำลังกายมากเกินไป ทำให้ไขมันในร่างกายน้อยเกินไป อาจทำให้ไข่ไม่ตกได้

ภาวะรังไข่เสื่อม
เกิดในคนไข้ที่อายุค่อนข้างเยอะ ประจำเดือนมาบ้างไม่สม่ำเสมอ ไข่ในรังไข่เริ่มน้อย ทำให้บางเดือนไข่ตกบ้างไม่ตกบ้าง ประจำเดือนจึงมาไม่สม่ำเสมอ


ตอบปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือนมาไม่ปกติ
ประจำเดือนมาถี่ห่าง มักเกิดจากการฮอร์โมนที่ไม่สมดุล การตกไข่ที่ผิดปกติไป
ปริมาณประจำเดือนที่ปกติ มามาก มักเกิดจากโครงสร้างมดลูกที่ผิดปกติไป เช่นมีเนื้องอกทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกพื้นที่เพิ่มขึ้นจึงมีประจำเดือนมาก หรือเนื้องอกไปขัดขวางการบีบตัวของมดลูกของการมีประจำเดือน หรือมีติ่งเนื้อในโพรงมดลูกก ทำให้ประจำเดือนมากระปริดกระปรอย
มดลูกโตกลมทั้งลูก ทำให้มีปัญหาเรื่องประจำเดือนมามาก และปวดประจำเดือน


สีเลือดประจำเดือน เช่นสีน้ำตาลมากถึงเกือบดำ อาจเกิดจากการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกเฉพาะผิวๆ
ประจำเดือนหายไปเลยหรือมาช้ากว่าปกติ นอกจากปัญหาการมีบุตรยากแล้ว สิ่งที่ต้องระวังคือ เยื่อบุโพรงมดลูกที่ไม่หลุดลอกออกมา สามารถกลายเป็นมะเร็งได้ เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญหาประจำเดือนผิดปกติแบบชัดเจน หรือมีปัญหาการมีบุตรยาก หรือปวดท้องประจำเดือนมาก ควรมาพบแพทย์


คนไข้ที่มีบุตรยาก และประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ไม่ต้องรอเวลาจนครบ 1 ปีแล้วไม่มีบุตรจึงค่อยมาพบแพทย์ อันนี้ ควรมาพบแพทย์เพื่อปรึกษาการมีบุตรยากได้เลย


ถ้าประจำเดือนมาผิดปกติ และมีอายุเกิน 40 ปี มีความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เมื่อมาพบแพทย์ จะทำการตรวจอัลตราซาวน์ก่อนเพื่อดูภาวะ PCOS เยื่อบุมดลูกหนาตัวผิดปกติหรือไม่ มีเนื้องอกไหม เจาtเลือด เพื่อตรวจดูฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการโตของไข่ในรังไข่ เช่น ฮอร์โมน Prolactin ฮอร์โมนไทยรอยด์


ถ้าเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวมากๆ ประจำเดือนไม่มานานๆ อายุเกิน 40 ปี หรือถ้าอายุเกิน 35 ปีแล้วมีประวัติการใช้ฮอร์โมนจะแนะนำเก็บชิ้นเนื้อในโพรงมดลูกไปตรวจเพื่อดูว่ามีมะเร็งแอบแฝงหรือไม่ ถ้าไม่มีมะเร็ง คนไข้ต้องการมีบุตรก็จะทำการรักษาเลย แต่ถ้าไม่ต้องการมีบุตร ก็จะให้ทานยาปรับให้ประจำเดือนมาให้มาสม่ำเสมอปกติ เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งในอนาคต และรักษาสาเหตุ เช่น อ้วนให้ไปลดน้ำหนัก ถ้ากินยาต้านซึมเศร้า ก็ต้องดูว่าสามารถปรับลดยาได้ไหม


หรือหากคุณกำลังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะมีบุตรยาก สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อตรวจร่างกายและรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว IVFICSI, และ IUI เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 34 ❝ พาชมพัฒนาการตั้งแต่ไข่จนเป็นตัวอ่อน ❞

Topic:  Ep.34. พาชมพัฒนาการตั้งแต่ไข่จนเป็นตัวอ่อน

ถ้าจะพูดถึงสภาวะมีบุตรยากแล้ว คงหนีไม่พ้นสุขภาพร่างกายของทั้งฝ่ายชายและหญิง โดยปัญหาที่มักเกิดกับฝ่ายหญิงคือ คุณภาพของไข่ ซึ่งคุณภาพของไข่จะลดลงตามอายุของผู้หญิงดังนั้นการตรวจฮอร์โมน AMH (Anti-Müllerian hormone) เป็นการตรวจวิเคราะห์ค่าฮอร์โมน โดยฮอร์โมนนี้ถูกสร้างขึ้นจากเซลล์ที่หุ้มไข่เอาไว้ ยิ่งจำนวนไข่ในรังไข่มีมากเท่าไหร่ ปริมาณฮอร์โมน AMH ที่ได้จากผลตรวจเลือดก็จะยิ่งมากเท่านั้น โดยค่า AMH จะน้อยลงตามอายุดังนั้นถ้ามีค่า AMH น้อย ควรพิจาราณาการเก็บไข่แช่แข็งไว้ เพื่ออนาคตที่จะต้องการตั้งครรภ์

ส่วนในผู้ชาย ปัญหาก็คือคุณภาพของอสุจิ โดยอสุจิที่ดีนั้นจะต้องดูทั้งจำนวน รูปร่าง และการเคลื่อนที่ จึงจะสามารถบอกได้

ดังนั้นในขั้นตอนแรกของการรักษาภาวะมีบุตรยาก คือการตรวจสุขภาพทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ว่ามีสุขภาพที่เหมาะสมไหม จากนั้นก็จะเริ่มกระบวนการรักษา โดยขั้นแรกจะทำการกระตุ้นไข่ของฝ่ายหญิงให้มีการตกไข่จำนวนมากพร้อมๆกัน โดยใช้ยากระตุ้นโดยจะเริ่มใช้ยาตั้งแต่วันที่ 2 ของการมีประจำเดือน และมีการติดตามผลของยาที่ใช้กระตุ้นทุกๆ 4-5 วัน เพื่อจะได้ทราบว่าร่างกายตอบสนองต่อยาดีหรือไม่ จากนั้น 9-10 จะทำการเก็บไข่ที่เหมาะสม โดยใช้คลื่นอัลตราซาวด์ช่วยชี้จุดเก็บไข่ และทำการดูดไข่ ผ่านทางปลายเข็มเล็กๆ มาไว้ที่หลอด แล้วนำมาผสมเทียมกับอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว จากนั้นทำการเลี้ยงตัวอ่อนนี้ในน้ำยาเลี้ยงที่สภาวะที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการ จนถึงระยะ Blastocyst (Day 5) จะทำการ Biopsy หรือการนำชิ้นส่วนของตัวอ่อนบางส่วนมาตรวจความผิดปกติของโครโมโซมต่อ ซึ่งโดยปกติแล้วในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี จะต้องมีตัวอ่อนที่ปกติประมาณ 70% ส่วนผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปีก็จะมีตัวอ่อนที่ปกติน้อยลงเรื่อยๆตามอายุ หลังจากที่มีตัวอ่อนที่ปกติก็จะทำการย้ายตัวอ่อนกลับให้กับคนไข้ต่อไป

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 33 ❝ 10 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก ❞

Topic:  Ep.33. 10 คำถามยอดฮิตของคนมีลูกยาก

  1. การทำ IVF จำนวนไข่ที่เก็บได้มีผลต่อความสำเร็จในการท้อง?
    ตอบ มีผล แต่ไม่ทั้งหมด เพราะถ้าเก็บไข่ได้มาก ก็เพิ่มโอกาสที่จะได้ตัวอ่อนที่เป็นปกติเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่ที่เก็บได้ว่ามีความสมบูรณ์มากแค่ไหน
  2. ตอน ultrasound เห็นไข่หลายใบแต่ทำไมเก็บจริงได้น้อย?
    ตอบ เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น คนไข้ไม่ตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ที่ใช้ ฉีดยาไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดหรือตำแหน่งที่ฉีดยาไม่ถูกต้อง เป็นต้น
  3. การแช่แข็งตัวอ่อนและละลายตัวอ่อนส่งผลต่อการตั้งครรภ์?
    ตอบ ถูกต้อง กรรมวิธีในการแช่และละลายตัวอ่อน ส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อน
  4. ภาวะ OHSS หลังเก็บไข่เกิดในทุกคนไหม?
    ตอบ ไม่ ภาวะ OHSS มักเกิดกับคนไข้ที่ตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่มากเกินไป แต่ด้วยวิทยาการทางการแพทย์และยาที่ใช้ในปัจจุบัน ทำให้โอกาสเกิด OHSS น้อยมาก
  5. กรณีที่เก็บไข่ได้น้อยและมีตัวอ่อนน้อย จะมีโอกาสท้องไหม?
    ตอบ ถ้าไข่มีคุณภาพดี ตัวอ่อนเจริญได้ดี ก็มีโอกาสในการตั้งครรภ์
  6. เลือกใส่ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ เด็กที่เกิดมาจะมีความผิดปกติหรือไม่?
    ตอบ ถึงแม้ตัวอ่อนจะมีโครโมโซมปกติ แต่ถ้าระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ผดุงครรภ์ไม่ถูกต้องหรือได้รับยาและสารเคมีที่เป็นอันตราย เด็กที่เกิดมาก็อาจพิการได้ นอกจากนี้โรคพันธุกรรมบางอย่างก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครโมโซม
  7. สามีมีปริมาณอสุจิน้อย คุณหมอเลยแนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว แต่ตัวอ่อนที่ได้กับมีคุณภาพไม่ดี สาเหตุเกิดจากอะไร?
    ตอบ อสุจิที่เก็บได้มีคุณภาพไม่ดีพอ จากปัญหาสุขภาพของคุณผู้ชาย ส่งผลให้ตัวอ่อนที่ได้มีคุณภาพไม่ดี
  8. ในกรณีที่ตรวจไม่พบอสุจิ นอกจากใช้เทคนิค PESA/TESE ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่?
    ตอบ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ในการรักษาและสาเหตุของโรค
  9. ถ้าฉีดยารักษาเพื่อเพิ่มจำนวนอสุจิ สามารถกลับมามีลูกตามธรรมชาติได้ไหม?
    ตอบ มีโอกาสเป็นไปได้แต่น้อยมาก เพราะต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด นอกจากจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
  10. มีเทคโนโลยีที่ช่วยในการคัดอสุจิที่แข็งแรงไหม?
    ตอบ ในปัจจุบันมีหลายเทคนิคที่ใช้ในการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรง แต่ถ้าคุณภาพของอสุจิไม่ดีพอก็ไม่มีประโยชน์ในการใช้ ดังนั้นเพื่อให้ได้อสุจิที่มีคุณภาพ คุณผู้ชายต้องดูแลสุขภาพตัวเอง ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันตามคำแนะนำของคุณหมอ

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 32 ❝ 8 คำถามยอดฮิต ของคนที่มีลูกยาก ❞

Topic:  Ep.32. 8 คำถามยอดฮิต ของคนที่มีลูกยาก ?

1. ทำหมันแล้วอยากมีลูกต้องทำอย่างไร

ตอบ การทำหมันจะหนีบท่อนำไข่ทั้งสองด้าน ทำให้ทางเดินไข่ตันทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ วิธีการการแก้หากอยากจะมีลูกคือ การแก้หมัน โดยโอกาสที่แก้หมันแล้วท่อที่ตัดจะต่อติดกันประมาณ 60-70% แล้วก็ให้ท้องโดยธรรมชาติ หรือการทำเด็กหลอดแก้ว โดยหากคนไข้ผู้หญิงมีอายุ มากกว่า 38 ไข่เหลือน้อย และอสุจิไม่ดีก็ควรทำเด็กหลอดแก้วเพราะมีโอกาศที่จะท้องได้มากกว่า

2. ท่อนำไข่ตันแล้วจะมีวิธีมีลูกได้อย่างไร

ตอบ การทำเด็กหลอดแก้วจะทำให้สามารถมีลูกได้มากกว่า

3. ท่อนำไข่บวมต้องทำอย่างไรดี

ตอบ ถ้าท่อนำไข่บวมมักจะตัน จะทำให้มีเซลล์อักเสบต่าง ๆ ซึ่งอาจมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน วิธีการแก้คือตัดท่อนำไข่ที่บวมออกก่อน แล้วจึงทำการย้ายตัวอ่อนหรือหากไม่สามารถผ่าตัดได้ก็จะทำการเจาะดูดน้ำข้างที่บวมออกก่อนสองถึงสามวันก่อนย้ายตัวอ่อน

4. ตรวจเจอ PCOS อยากมีลูกควรใช้วิธีไหนดี

ตอบ ควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำตาลของหวาน แป้ง และเพิ่มโปรตีน หากต้องการมีลูก ฝ่ายชายอสุจิดี และฝ่ายหญิง PCOS อายุไม่ได้เยอะมากก็ใช้วิธีการกินยากระตุ้นไข่ให้โตและให้มีเพศสัมพันธ์กันในวันที่ไข่ตก โอกาสท้องก็เยอะ ถ้าอสุจิไม่ค่อยดีแต่ไม่ได้แย่มากก็อาจจะใช้วิธีการฉีดเชื้อ IUI ก็จะเพิ่มโอกาสการท้องได้ แต่ถ้ากินยากระตุ้นไข่แล้วไม่ได้ อาจฉีดยากระตุ้นถ้าหากยังไม่ดีก็จะต้องทำเด็กหลอดแก้ว

5. น้ำหนักเยอะมีผลต่อการมีลูกไหม

ตอบ มีผลท้องยาก การที่น้ำหนักเยอะก็ส่งผลต่อการที่ไข่ไม่ตกเรื้อรัง ไข่ไม่โต หากไข่ได้รับการผสมแล้วตัวอ่อนเข้ามาฝังตัวในมดลูกการปรับตัวของมดลูกเพื่อรับกับตัวอ่อนอาจไม่ดีเมื่อเทียบกับคนน้ำหนักปกติ BMI ที่เหมาะสมคือ 19-24 หากน้ำหนักเยอะตอนท้องก็อาจจะมีภาวะเบาหวาน ครรภ์เป็นพิษได้

6. การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และการฉีดอสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่ (ICSI) ควรที่จะย้ายตัวอ่อนรอบสดหรือย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งดีกว่ากัน

ตอบ หากย้ายตัวอ่อนรอบสด คนไข้มีไข่เยอะเกิน 15 ใบ มีโฮโมนเพศหญิงเอสต้าไดออลสูงมาก อากเกิดภาวะ OSSS กระตุ้นรังไข่มากเกินไป ก็จะเลือกไม่ย้ายตัวอ่อนในรอบสด และหาหในวันที่ฉีดยาให้ไข่ตกแล้วโปรเจสโตโรนเกิน 1.5 โปรเจสโตโรนเริ่มขึ้นเกินเราก็ไม่ควรย้ายตัวอ่อนรอบสดเพราะโอกาศที่จะท้องลดลง ก็ควรแช่เข็งตัวอ่อนแทน เวลาที่เราแช่แข็งตัวอ่อนก็ทำให้โพรงมดลูกสามารถฝังตัวอ่อนได้ดีกว่ารอบสด และในกรณีที่ตรวจโครโมโซมต้องใชเวลาในการรอผลก็ควรควรแช่เข็งตัวอ่อน

7. ทำเด็กหลอดแก้วแล้วควรจะต้องตรวจโครโมโซมหรือไม่

ตอบ ขึ้นกับอายุของแม่ถ้าเกิน 35 ปีและมีลูกผิดปกติจากจากการขาดหรือเกินของโครโมโซมและมีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นดาวน์ซินโดรม หรือมีความจำเป็นต้องตรวจโรคทางพันธุกรรม เช่น Alpha, Beta Thalassemia หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือฝ่ายชายมีอสุจิไม่ดี ก็ควรตรวจโครโมโซม

8. การตรวจโครโมโซมจะมีผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนหรือไม่

ตอบ การตรวจตัวอ่อนจะดึงเซลล์ ในส่วนที่เป็นรก และจะเลือกตรวจตัวอ่อนที่คุณภาพดีซึ่งไม่มีผลต่อคุณภาพของตัวอ่อน

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟 31 ❝ปล่อยมานาน ไม่ท้องซักที ต้องตรวจอะไรบ้าง❞

Topic:  Ep.31. ปล่อยมานานไม่ท้องซักที ต้องตรวจอะไรบ้าง ?

• การเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์

1. อาหาร ทานอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสม

  • ลดอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากมีผลกับการตกไข่และฮอร์โมน
  • เน้นรับประทานผักและผลไม้ ที่ไม่หวาน
  • รับประทานโปรตีนจาก ถั่วและเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หรือ ปลา

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ 2-3 วันต่อสัปดาห์ วันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง

3. การลดหรือเลิก แอลกอฮอล์และบุหรี่

4. การนอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ

  • การนอนหลับพักผ่อนที่เหมาะสมในแต่ละวันนั้นคือ 6-8 ชั่วโมง และช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการนอนหลับอยู่ในช่วง 23.00 – 01.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างการมีการหลั่ง growth hormone (IGF1) ซึ่งมีผลต่อ คุณภาพ, ปริมาณ และรูปร่างของไข่

5. น้ำหนักตัวที่เหมาะสม

  • น้ำหนักตัวที่มากเกินไป มีผลต่อฮอร์โมนในร่างกาย อาจทำให้เกิด PCOS สูงขึ้น อัตราการตั้งครรภ์และการฝังตัวของตัวอ่อนลดลง และมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆขณะตั้งครรภ์ได้มากขึ้น โดยน้ำหนักที่เหมาะสมในผู้หญิง คำนวณได้จาก ( ส่วนสูง -110)

6. โดยในผู้ชาย มีข้อปฏิบัติเพิ่มเติม เช่น

  • การหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือพฤติกรรมบางอย่างที่มีผลทำให้ อุณหภูมิของลูกอัณฑะสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อ รูปร่างและการสร้าง sperm
  • การใส่ชั้นในที่แน่นหรือคับจนเกินไป
  • การขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือ จักรยาน

7. การรับประทานวิตามินเสริม

ผู้หญิง

  • Folic Acid หรือ Folate เพื่อช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของทารก
  • วิตามิน E, C และ Co-Q10. ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม anti-oxidant ช่วยในเรื่องคุณภาพของไข่
  • วิตามิน D จากงานวิจัยทราบว่าในคนที่พบ วิตามิน D ต่ำกว่าเกณฑ์ มีผลทำให้มีบุตรยาก นอกจากนี้อาจจะมีการเพิ่มอาหารเสริมบางชนิด ในกรณีที่พบว่าจำนวนของไข่มีน้อย ก่อนการเตรียมกระตุ้นไข่โดยรับประทานในระยะเวลาสั้นๆและตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น

ผู้ชาย

  • วิตามินบางชนิดช่วยทำให้คุณภาพและปริมาณของ sperm ดีขึ้น
  • Zinc
  • วิตามิน E, D และ C เข้มข้น
  • L-Carnitine

• การตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์

1. การตรวจสุขภาพทั่วไป เพื่อดูความพร้อมของร่างกาย เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก และ ความดันโลหิต

2. การตรวจเลือด

  • ตรวจ ความเข้มข้นของเม็ดเลือด (CBC) ดูปริมาณของเกล็ดเลือด รูปร่างและเม็ดเลือดขาว
  • ตรวจ หมู่เลือด
  • ตรวจหาผลเลือดโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ เอดส์ ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี
  • ตรวจพาหะ thalassemia เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค thalassemia และช่วยในการวางแผนการการตั้งครรภ์ในกรณีที่พ่อและแม่เป็นพาหะของโรค
  • ตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมัน ในผู้หญิง ถ้ามีการติดเชื้อในระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้เกิดความผิดปกติร้ายแรงในเด็กได้

ในกรณีของผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากนั้น จะมีการตรวจสุขภาพเพิ่มเติมซึ่งมีความจำเพาะมากขึ้น จากการตรวจข้างต้น เพื่อจะได้ทราบถึงแนวทางในการรักษาต่อไป

ผู้ชาย

  • เพิ่มการตรวจวิเคราะห์คุณภาพของอสุจิ (เพื่อดูปริมาณ, รูปร่างและจำนวนของอสุจิ)

ผู้หญิง

  • การตรวจภายในด้วยการอัลตราซาวด์ ทางช่องคลอดเพื่อตรวจหาความผิดปกติของมดลูก, โพรงมดลูก และรังไข่ รวมไปถึงจำนวนไข่ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจด้วยวิธีนี้คือ วันที่ 2-3 ของการมีประจำเดือน
  • การตรวจฮอร์โมน เพิ่มเติมบางชนิด ที่เกี่ยวข้องกับการตกไข่และการเจริญเติบโตของไข่ สามารถตรวจได้ทั้งในช่วงที่มีและไม่มีประจำเดือน ได้แก่
    • ฮอร์โมนการทำงานของรังไข่ (AMH) บอกปริมาณของไข่ในรังไข่
    • ฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH)
    • โปรแลคติน