เช็กก่อนชัวร์กว่า! ทำไม Carrier Screening ถึงเป็น Must-Have Checkup ที่คู่รักยุคใหม่ไม่ควรข้าม

เช็กก่อนชัวร์กว่า ทำไม Carrier Screening ถึงเป็น Must-Have Checkup ที่คู่รักยุคใหม่ไม่ควรข้าม

Carrier Screening ความจริงที่ซ่อนอยู่ในรหัสพันธุกรรม: ทำไมคู่รัก “สุขภาพดี” จึงอาจส่งต่อโรคทางพันธุกรรมให้ลูกโดยไม่รู้ตัว

ในการวางแผนครอบครัวยุคใหม่ การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานแบบพื้นฐานอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หลายคู่เชื่อว่าหากไม่มีอาการเจ็บป่วย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่มีประวัติโรคประจำตัวที่ชัดเจน ลูกที่เกิดมาจะแข็งแรงสมบูรณ์ 100% แต่ในโลกของพันธุศาสตร์ ความเป็นจริงนั้นซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น

1. ปริศนาของ “พาหะแฝง”  

มนุษย์ทุกคนมักมียีนที่ผิดปกติแฝงอยู่โดยเฉลี่ย 2-3 ยีน ซึ่งถูกเรียกว่า “ยีนด้อย” หรือ พาหะ (Carrier) ภาวะนี้จะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใดๆ ออกมาเลย เนื่องจากมียีนเด่นอีกตัวช่วยพยุงการทำงานไว้ แต่หากคู่สมรสมีพาหะในยีนตำแหน่งเดียวกันมาเจอกัน โอกาสที่ลูกจะได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่จนกลายเป็น “โรคทางพันธุกรรม” จะสูงถึง 25% ในทุกการตั้งครรภ์

นี่คือเหตุผลที่คู่รักสุขภาพดีหลายคู่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก การตรวจ Carrier Screening จึงไม่ใช่การตรวจหา “โรค” ในตัวคุณ แต่เป็นการตรวจหา “รหัสลับ” ที่อาจส่งต่อไปยังรุ่นลูก

2. เจาะลึก 613 ยีน: นวัตกรรมที่เปลี่ยนนิยามการป้องกัน

เทคโนโลยี Genomic ในปัจจุบันก้าวล้ำไปถึงการถอดรหัสพันธุกรรมที่ละเอียดถึง 613 ยีน ครอบคลุมกลุ่มโรคที่รุนแรงและพบได้บ่อยในประชากรทั่วโลก การขยายขอบเขตการตรวจให้กว้างขึ้นไม่ได้มีไว้เพื่อความอุ่นใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “ปิดช่องโหว่” ของโรคหายากที่อาจแฝงอยู่ในสายเลือด

ตัวอย่างกลุ่มโรคสำคัญที่ถูกบรรจุอยู่ใน 613 ยีน ได้แก่:

  • Alpha-Thalassemia & Beta-Hemoglobinopathies: โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นพาหะแฝงที่พบมากที่สุดในคนไทย หากรุนแรงอาจส่งผลให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์หรือต้องรับเลือดตลอดชีวิต
  • Spinal Muscular Atrophy (SMA): โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากพันธุกรรม สาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตในทารก ซึ่งมักไม่ถูกตรวจพบในโปรแกรมตรวจสุขภาพทั่วไป
  • Fragile X Syndrome: สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกที่ส่งถ่ายผ่านยีน
  • Metabolic & Storage Disorders: เช่น Gaucher หรือ Tay-Sachs โรคที่เกิดจากการสะสมของสารพิษในร่างกายจนทำลายระบบประสาทและอวัยวะภายในอย่างถาวร

3. ระยะเวลา 14-21 วัน: ข้อมูลเพื่อการวางแผนชีวิตที่คุ้มค่า

กระบวนการตรวจใช้เพียงการเก็บตัวอย่างเลือดและรอผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการระดับสูงประมาณ 2-3 สัปดาห์ ข้อมูลที่ได้จะกลายเป็นเข็มทิศสำคัญในการเลือกวิธีตั้งครรภ์ หากพบว่าคู่สมรสมีความเสี่ยงสูง แพทย์สามารถนำเทคโนโลยีอย่างการทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการตรวจคัดกรองตัวอ่อนก่อนฝังตัว (PGT-M) มาใช้เพื่อเลือกตัวอ่อนที่ปราศจากโรคได้

การลงทุนตรวจพาหะทางพันธุกรรมเพียงครั้งเดียวในชีวิต จึงเป็นการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะต้นทุนของการ “ป้องกัน” ย่อมเทียบไม่ได้เลยกับต้นทุนทางกาย ใจ และเศรษฐกิจของการ “รักษา” โรคทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

4.  ใครบ้างที่ “ห้ามพลาด” การตรวจนี้?

  • คู่รักที่แต่งงานใหม่: เริ่มต้นครอบครัวด้วยความสบายใจ ไม่ต้องลุ้นตอนตั้งครรภ์
  • คู่ที่มีประวัติครอบครัว: ผู้ที่มีเครือญาติสายตรง หรือมีบุคคลในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคทางพันธุกรรม หรือโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

“เพราะการเตรียมพร้อมในระดับยีน คือความรักที่มองเห็นได้ด้วยวิทยาศาสตร์” ร่วมออกแบบอนาคตที่สมบูรณ์ให้ลูกน้อยของคุณวันนี้ เพราะความเสี่ยง… ป้องกันได้ถ้าเรารู้ก่อน

💬 อย่าปล่อยให้ความเสี่ยงทางพันธุกรรมเป็นเรื่องเดาใจ… วางแผนครอบครัวอย่างมั่นใจ นัดหมายปรึกษาแพทย์กับเราวันนี้

World Thalassemia Day (8 May)

World Thalassemia Day

8 พฤษภาคม วันธาลัสซีเมียโลก (World Thalassemia Day)

💟 เพราะ “รัก” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “รู้” ด้วย

World Thalassemia Day หรือ วันธาลัสซีเมียโลก ถูกกำหนดขึ้นโดย สมาพันธ์ธาลัสซีเมียนานาชาติ (TIF) เพื่อรำลึกถึงผู้ป่วยที่ต้องต่อสู้กับโรคนี้ และเพื่อส่งเสียงให้คนทั่วโลกตระหนักว่า “โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย” คือหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดในโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยเราด้วย

🌍 ทำไมวันนี้ถึงสำคัญ?

  • เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะหลายคนยังสับสนระหว่าง “โรค” กับ “พาหะ”
  • เพื่อผลักดันให้เกิดการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในอนาคต
  • เพื่อส่งต่อกำลังใจให้ครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วย

📊 สถิติที่น่าตกใจในไทย

รู้ไหมว่า…ในประเทศไทยมีคนเป็น “พาหะธาลัสซีเมีย” สูงถึง 30-40% ของประชากร หรือประมาณ 20 กว่าล้านคน! นั่นหมายความว่า เดินมา 3 คน จะมี 1 คนที่เป็นพาหะโดยไม่รู้ตัว เพราะคนที่เป็นพาหะจะดูแข็งแรงดีทุกอย่างเหมือนคนปกติ แต่มี “รหัสลับ” ของโรคซ่อนอยู่ในยีน

🤚🏻 หยุดการส่งต่อ… เริ่มต้นด้วยความมั่นใจที่ Superior A.R.T.

เพราะเราเข้าใจว่าการมีลูกคือ “ความฝันที่ยิ่งใหญ่” 👨‍👩‍👧‍👦 และไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากโรคทางพันธุกรรมที่ “ป้องกันได้”

คุณสามารถ “หยุดการส่งต่อ” โรคนี้ได้ที่ Superior A.R.T. เราเข้าใจและพร้อมเคียงข้างคุณเพื่อ Stop the Cycle ตัดวงจรโรคนี้ไม่ให้ส่งต่อไปยังลูกน้อย ด้วยเทคโนโลยี PGT-M 

🔬 คัดกรองตัวอ่อนลึกถึงระดับยีน (The Ultimate Screen)
🔬 มั่นใจได้ว่าตัวอ่อนที่ได้รับการฝังตัว จะไม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย
🔬 ดูแลโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ระดับสากล

ธาลัสซีเมียเป็นเรื่องที่เลือกไม่ได้… แต่คุณเลือกที่จะป้องกันให้ลูกของคุณได้

👉 ติดต่อนัดหมายปรึกษานักพันธุศาสตร์ที่ Superior A.R.T. วันนี้

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.65 ❝เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2567)

ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำ ICSI หลายคนอาจมีความกังวลอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ใครบ้างที่เหมาะกับวิธีนี้ ต้องผ่านการตรวจประเมินอะไรบ้าง หรือจำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมที่สุด อีกทั้งขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร รวมถึงประสบการณ์ในวันเก็บไข่ว่าจะเจ็บหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนว่าจำเป็นหรือไม่ ใน EP. 65 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูด เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมที่สุด

1. ทำความรู้จักเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (IUI vs. ICSI) 01:12

  • ความแตกต่างและข้อจำกัดของ IUI: 01:34
  • IUI (Intrauterine Insemination) คือ การคัดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยฝ่ายชายจะหลั่งแล้วก็เก็บน้ำเชื้อออกมา หลังจากนั้นนักวิทย์ฯ ก็จะเอาน้ำเชื้อไปปั่นเพื่อผ่านกระบวนการคัดสเปิร์มที่มีคุณภาพดีและเคลื่อนไหวดี แล้วฉีดกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยอาจจะใช้ยากระตุ้นให้ไข่โต แล้วฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • IUI เหมาะกับใคร: เหมาะกับฝ่ายชายที่น้ำเชื้อมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย และฝ่ายหญิงที่ท่อนำไข่ไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง สามารถไข่ตกได้อย่างน้อย 1 ใบ
  • ข้อจำกัดของ IUI: การมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ เมื่อผู้ชายหลั่งน้ําเชื้อในช่องคลอด ตัวอสุจิจะต้องวิ่งผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก แล้วก็ไปที่ท่อนำไข่ เพื่อที่จะปฏิสนธิ ในขณะที่การทำ IUI จะเป็นการฉีดน้ำเชื้อที่มีตัวอสุจิเข้มข้นเข้าไปด้านบนของโพรงมดลูกโดยตรง จะช่วยย่นระยะทางให้อสุจิ อีกทั้งจํานวนตัวอสุจิที่ไปถึงตัวเซลล์ไข่ก็จะสูงขึ้น ทำให้โอกาสในการปฏิสนธิสูงขึ้น แต่สุดท้ายอสุจิต้องว่ายไปปฏิสนธิเอง และไม่สามารถคัดกรองคุณภาพไข่หรือโครโมโซมตัวอ่อนได้ ทำให้โอกาสสำเร็จจึงอยู่ที่ประมาณ 10-15% ต่อรอบ หากทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนมาทำ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น อายุ หากอายุมาก อาจจะตัดสินใจที่จะเปลี่ยนไปทำอิ๊กซี่เร็วขึ้น หรือดูค่า AMH หรือฮอร์โมนที่บอกปริมาณของเซลล์ไข่ในรังไข่ ถ้าค่าค่อนข้างน้อย อาจจะตัดสินใจข้ามไปทํา ICSI เร็วขึ้น

2. ใครบ้างที่เหมาะและควรทำ ICSI? 05:14

หากเคยรักษาด้วยการทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ ก็จะพิจารณาการทำ ICSI นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแยกเป็นกรณีดังต่อไปนี้

  • ปัจจัยฝ่ายหญิง:
  • ท่อนำไข่อุดตัน (ทำให้ไม่สามารถทำ IUI ได้ ต้องข้ามมาทำ ICSI ทันที)
  • อายุมากกว่า 35 ปี (คุณภาพและจำนวนไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว โอกาสตั้งครรภ์ลดลงมากขึ้น) หรือสามารถทดลองทำ IUI ก่อนได้ แต่ไม่ควรเกิน 2-3 รอบ
  • มีประวัติแท้งบ่อยครั้ง หรือเคยตั้งครรภ์ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ (การทำ ICSI จะช่วยให้สามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนใส่ได้)
  • ปัจจัยฝ่ายชาย:
  • มีอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี จำนวนน้อยกว่า 5-10 ล้านตัวต่อการหลั่ง 1 ครั้ง
  • เป็นหมัน หรือไม่มีอสุจิในน้ำหลั่งเลย (ต้องเจาะเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง)
  • รูปร่างอสุจิผิดปกติอย่างรุนแรงจนไม่สามารถปฏิสนธิเองได้

3. กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่ 09:00

  • ไข่ในรอบธรรมชาติ vs ไข่ในรอบการทำเด็กหลอดแก้ว:
  • ในรังไข่จะมีฟองไข่ใบเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กัน ขนาดประมาณ 4 – 6 มม. โดยไข่จะถูกเรียกขึ้นมาเพื่อที่จะโตแข่งกันในแต่ละรอบเดือน ซึ่งจะมีเพียงแค่ 1 ใบต่อรอบเดือนที่สามารถโตจนตกได้ในช่วงกลางรอบเดือน ดังนั้นตามธรรมชาติผู้หญิงจะตกไข่เพียงเดือนละ 1 ใบเท่านั้น ส่วนใบที่เหลือจะฝ่อและสลายไป สาเหตุที่ได้แค่ใบเดียว เนื่องจากมีการหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นไข่ หรือ FSH ที่จํากัด ซึ่งเพียงพอที่จะกระตุ้นให้ไข่โตได้แค่ใบเดียวในรอบเดือน ธรรมชาติกําหนดให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ได้ครั้งละ 1 คน
  • ส่วนการทำเด็กหลอดแก้ว ที่ต้องการเก็บไข่ให้ได้หลายๆ ใบพร้อมกัน จึงต้องฉีดฮอร์โมน (FSH) ภายนอกเข้าไปในปริมาณที่สูง เพื่อกระตุ้นให้ไข่ใบเล็กๆ ในรังไข่ที่ถูกเรียกขึ้นมาในต้นรอบเดือนนั้นโตขึ้นพร้อมกันหลายใบในหนึ่งรอบ
  • กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่:
  • คนไข้ต้องมาพบแพทย์ช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่ออัลตราซาวด์ดูไข่ตั้งต้นหรือไข่ใบเล็กๆ ที่สามารถกระตุ้นได้ว่ามีกี่ใบ เจาะเลือดดูฮอร์โมน (เช่น ค่า FSH, LH, E2 (Estradiol)) และดูปัจจัยอื่นประกอบ เช่น อายุ น้ำหนัก เพื่อช่วยแพทย์ประเมินว่าชนิดและปริมาณการใช้ยากระตุ้นไข่ 
  • สำหรับค่า AMH ที่ใช้ดูปริมาณ Ovarian Reserve หรือจำนวนฟองไข่ที่เหลือ ควรมีค่าเกิน 1.5-2 หากน้อยกว่า 1 แสดงว่าเหลือไข่น้อย หากเกิน 5 บ่งชี้ว่าอาจเป็น PCOS
  • ให้ฉีดยากระตุ้นไข่ต่อเนื่องทุกวัน ประมาณ 8-12 วัน โดยจะมีนัดทำอัลตราซาวด์ดูขนาดของฟองไข่ทุกๆ 3-4 วัน จนฟองไข่มีขนาดใหญ่กว่า 17 มิลลิเมตร จากนั้นจึงฉีดยาให้ไข่สุก และนัดเก็บไข่ในอีก 2 วันถัดไป
  • วันเก็บไข่: จะมีการให้ยาแก้ปวดและยานอนหลับ คนไข้จะไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บ เซลล์ไข่มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถเห็นจาก ultrasound ได้ ในขั้นตอนของการเก็บไข่ แพทย์จะทำใช้เข็มเจาะเข้าไปดูดน้ำที่อยู่ในฟองไข่แต่ละใบ แล้วส่งให้นักวิทย์นำไปตรวจในห้องแล็บเพื่อหาเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ได้ โดยจะพักไว้ก่อนประมาณ 3-4 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะแยกเซลล์พี่เลี้ยงที่อยู่รอบนอกออก เพื่อเก็บเอาแต่เซลล์ไข่ โดยเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ปฏิสนธิได้ คือระยะ MII หรือระยะที่ไข่สุก มีลักษณะกลม และมีเซลล์เล็กๆ อยู่ด้านข้าง ส่วนไข่ระยะอื่น หรือไข่อ่อน ระยะ MI ที่ยังไม่มีเซลล์เล็กๆ ด้านข้าง หรือ GV ก็จะถูกเลี้ยงต่อไปอีก 1 วัน หากสามารถพัฒนาไปจนถึงระยะ MII ได้ก็สามารถนำไปทำ ICSI เพิ่ม
  • เนื่องจากการกระตุ้นไข่ทำให้ไข่ที่โตขึ้นพร้อมกันหลายใบ ขนาดของรังไข่โตขึ้นค่อนข้างมาก หลังทำอาจมีอาการหน่วงท้องหรือท้องอืดเล็กน้อย ถือเป็นเรื่องปกติ
  • บางคนอาจมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออารมณ์หงุดหงิด เนื่องมาจากผลของการใช้ฮอร์โมน ซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นในรอบเดือนถัดไป

4. กระบวนการในห้องแล็บ: การปฏิสนธิ และการเลี้ยงตัวอ่อน 16:52

  • เทคนิคการปฏิสนธิ (Conventional IVF vs. ICSI):
  • IVF แบบดั้งเดิม: ปล่อยอสุจิหลายหมื่นตัวให้ว่ายเจาะไข่และปฏิสนธิกันเอง
  • ICSI: นักวิทย์จะคัดเลือก “อสุจิที่สมบูรณ์ที่สุด 1 ตัว” (คุณภาพ รูปร่าง การเคลื่อนไหว) เจาะฉีดเข้าไปในเนื้อไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ (ปัจจุบันกว่า 90% ของคลินิกในไทยใช้วิธีนี้ เพราะสามารถควบคุมได้ ช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิได้สูงกว่ามาก)
  • การเลี้ยงตัวอ่อน (Day 1 – Day 5/6):
  • Day 1: ตรวจสอบการปฏิสนธิ โดยทั่วไปอัตราการปฏิสนธิสําเร็จควรเกิน 80% โดยต้องเห็นเป็นเซลล์กลมๆ 1 เซลล์ และข้างในเห็นเป็นวงเล็กๆ เรียกว่า Pronuclei หรือ PN หากปฏิสนธิสำเร็จ ปกติจะมี 2 อัน หรือ 2PN ที่มาจากพ่อและแม่อย่างละ 1 อัน แต่หากผิดปกติ เห็นแค่ 1 อัน หรือเกินเป็น 3 อัน สามารถเลี้ยงต่อไปได้ โดยในกลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมว่าผิดปกติหรือไม่ ถ้าปกติก็สามารถใส่ตัวอ่อนได้ แต่ถ้าไม่ได้ตรวจโครโมโซมก็จะไม่แนะนําให้ใส่เลย
  • Day 3: ตามเกณฑ์ตัวอ่อนควรแบ่งเซลล์ได้อย่างน้อย 7-8 เซลล์
  • Day 5-6 (ระยะ Blastocyst): ใน Day 5 ตัวอ่อนจะแบ่งเซลล์เป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ เซลล์ที่อยู่ด้านในที่จะพัฒนาไปเป็นตัวเด็ก (Inner Cell Mass) และเซลล์ที่อยู่ด้านนอกที่จะพัฒนาไปเป็นรก (Trophectoderm) ในระยะนี้สามารถดึงเซลล์รกบางส่วนไป “ตรวจโครโมโซม” ได้ ในกรณีที่ตัวอ่อนยังมีจำนวนเซลล์น้อยเกินไป ตัวเล็กเกินไป ยังไม่สามารถตรวจได้ ก็จะเลี้ยงต่อไปจนถึง Day 6 
  • หลังจากเราตัดเซลล์ไปตรวจแล้ว ก็จะแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ เพื่อรอผลการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน และรอบเดือนถัดไปที่ผนังมดลูกพร้อมก็สามารถใส่ตัวอ่อนที่ผลการตรวจผ่านได้
  • ตู้เลี้ยงตัวอ่อน มี  2 แบบ คือ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Time-Lapse Technology (Geri®) เป็นระบบปิด สามารถดูวิดีโอเพื่อมอนิเตอร์ตัวอ่อนได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และย้อนกลับไปดูได้ และตู้เลี้ยงตัวอ่อนมาตรฐาน ที่จำเป็นต้องนำออกมาจากตู้ไปส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อเป็นการรบกวนตัวอ่อนให้น้อยที่สุด จึงจะดูแค่ 3 ครั้งคือ Day 1, 3, 5-6
  • เกรดของตัวอ่อน ประกอบด้วย
  • ตัวเลข ที่บอกระยะการฟักตัว เช่น 5 = Hatching เริ่มฟักออกจากเปลือก, 6 = ฟักออกจากเปลือกแล้ว, 4 = บลาสที่ยังไม่ฟักออกจากเปลือก, 3 = บลาสเล็ก, 2 = early blast
  • ตัวอักษรตัวแรกบอกคุณภาพเซลล์ตัวเด็ก พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์มีมากน้อยแค่ไหน การจับตัวของเซลล์จับกันแน่นดีไหม มีรอยต่อระหว่างเซลล์หรือไม่ ถ้าเห็นรอยชัดก็อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
  • ตัวอักษรตัวหลังบอกคุณภาพเซลล์รก  พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์ การแบ่งเซลล์เท่ากันดีไหม ความหนาแน่นของเซลล์เป็นอย่างไร 
  • ตัวอักษรจะแบ่งเป็นเกรด A B C เช่น เกรด A คือดีเยี่ยม เกรด B คืออยู่ในเกณฑ์ดี เกรด C คือด้อย โดยส่วนตัวคุณหมอมองว่า ถ้าทั้ง 2 ตัวเป็นเกรด B ขึ้นไป ถือว่าเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี

5. การเตรียมโพรงมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อน 25:26

  • การแช่แข็งตัวอ่อนและเตรียมผนังมดลูก:
  • การแช่แข็งตัวอ่อน: ตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งเก็บไว้จะหยุดโต ไม่พัฒนาต่อ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี ไม่จำเป็นต้องรีบใส่ในรอบเดือนถัดไป สามารถรอในวันที่พร้อมก็สามารถมาเตรียมผนังมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อนได้
  • การเตรียมผนังมดลูก: แพทย์จะนัดมาทำอัลตราซาวด์ภายในวันที่ 3 ที่ประจําเดือนมา เพื่อตรวจดูมดลูกและรังไข่ เช่น มีซีสต์หรือถุงน้ําที่รังไข่ที่สร้างฮอร์โมนรบกวนหรือไม่ มีก้อนเนื้องอกหรือติ่งเนื้อที่ต้องรักษาก่อนไหม หากไม่มี ก็สามารถเตรียมผนังมดลูกได้ ซึ่งสามารถทำได้ 2 แบบ วิธีแรกคือการใช้ยาฮอร์โมนจากภายนอก เป็นวิธีที่ยืดหยุ่น สามารถกำหนดวันใส่ตัวอ่อนได้ โดยยาชุดแรกจะกินเพื่อให้ผนังมดลูกหนาขึ้น และชุดที่ 2 เป็นยากินและยาสอดเพื่อให้ผนังมดลูกพร้อมรับตัวอ่อน โดยใช้ยาก่อนใส่ตัวอ่อน 5 วัน ส่วนวิธีที่ 2 คือการเตรียมมดลูกด้วยรอบธรรมชาติ มีข้อดีคือใช้ยาน้อยกว่า แต่มีความยืดหยุ่นน้อย ต้องกำหนดตามวันที่ไข่ตกเท่านั้น
  • ความหนาของโพรงมดลูก: ควรหนาประมาณ 8-12 มม. (หรืออย่างน้อยที่สุด 7 มม.)

6. การเตรียมตัวและดูแลสุขภาพก่อนทำ ICSI 29:45

การดูแลสุขภาพโดยรวม เป็นปัจจัยสําคัญมากที่มีผลต่อคุณภาพและจำนวนไข่ การตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ และคุณภาพสเปิร์ม

  • การปรับพฤติกรรม:
  • คุมน้ำหนัก: หากน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักลงประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตัว
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือสารเสพติดทุกชนิด
  • ทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน (0.8 – 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน)
  • วิตามินบำรุง: ผู้หญิงควรทานวิตามินเตรียมตั้งครรภ์, โฟลิก (Folic) โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) และเมลาโทนิน ส่วนผู้ชายเน้นวิตามินรวมที่มี ซิงค์ (Zinc), โฟลิก และโคเอนไซม์คิวเทน
  • วงจรการสร้างไข่และอสุจิใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ดังนั้นพฤติกรรมสุขภาพในช่วง 3 เดือนก่อนทำ จึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพเซลล์
  • หากยังพอมีเวลา ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน แต่ก็สามารถพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากอายุมากแล้ว หรือค่า AMH ไม่ดี ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวนานขนาดนั้น

7. การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) จำเป็นหรือไม่? 37:10

  • ความสำคัญของการตรวจโครโมโซม:
  • ตัวอ่อนที่โครโมโซมผิดปกติส่วนใหญ่มักจะไม่ฝังตัว หรือแท้งในไตรมาสแรก แต่มีบางกรณีที่ฝังตัวแล้วคลอดออกมาเป็นเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมได้ (โครโมโซมคู่ที่ 21 ผิดปกติ ซึ่งเป็นโครโมโซมแท่งเล็ก ที่มีโอกาสที่เด็กจะรอดชีวิตจนถึงคลอดได้) หรือคลอดออกมาแต่อยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิต (โครโมโซมคู่ที่ 13 หรือ 18 ผิดปกติ ซึ่งก็เป็นโครโมโซมแท่งเล็กเช่นเดียวกัน)
  • หากไม่ตรวจโครโมโซม โอกาสตั้งครรภ์ต่อการใส่ตัวอ่อน 1 ครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 40% แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่าตัวอ่อนปกติ โอกาสตั้งครรภ์จะสูงถึง 60-70% และช่วยลดความเสี่ยงในการแท้ง
  • กลุ่มที่ควรตรวจ PGT : ผู้หญิงอายุเกิน 35 ปี, มีประวัติแท้งบ่อย (>2 ครั้ง), ใส่ตัวอ่อนแล้วไม่ติดหลายครั้ง, มีลูกคนก่อนมีความผิดปกติ หรือพ่อแม่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรม (เช่น ธาลัสซีเมีย)
  • Q&A: ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ตอนตั้งครรภ์ยังต้องตรวจ NIPT (เจาะเลือดแม่) อีกหรือไม่?
  • จำเป็นต้องตรวจ แม้การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนในระยะ Day 5 จะแม่นยำกว่า 90% แต่เป็นการดึงเซลล์จากส่วนที่ “จะเป็นรก” ไปตรวจ ดังนั้นจึงควรเจาะเลือดตรวจ NIPT เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

สูตรเด็ดเคล็ดลับ: การเตรียม ‘ผนังมดลูก’ ให้หนานุ่ม พร้อมรับการฝังตัว

เตรียมผนังมดลูก

เตรียมผนังมดลูก ให้หนานุ่มระดับพรีเมียม… สูตรปูพรมแดงรอรับลูกน้อยมาฝังตัว!🏠✨

เพราะ “บ้าน” ที่อุ่นนุ่ม คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของตัวอ่อน และจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการทำ IVF/ICSI

ในการทำ IVF/ICSI หลายคนทุ่มเทให้กับการบำรุงไข่จนลืมไปว่า “ผนังมดลูก” คือด่านสุดท้ายที่ตัดสินความสำเร็จ ผนังมดลูกที่สมบูรณ์ต้องหนา 8-13 มม. มีลักษณะใสเป็นวุ้น 3 ชั้น (Trilaminar) และมีเลือดไหลเวียนดี

นี่คือ 5 สูตรเด็ดเตรียมมดลูกให้หนานุ่ม พร้อมรับการฝังตัวฉบับเจาะลึก:

1. เติม “Superfoods” สร้างเนื้อเยื่อคุณภาพ 🥚
เน้นโปรตีนสูงจากไข่ขาว (วันละ 2-3 ฟอง) และปลาทะเล เพื่อเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างเซลล์ผนังมดลูกให้หนาตัวอย่างแข็งแรง

2. “Anti-Inflammatory” ลดการอักเสบภายใน 🌿
เน้นทานกรดไขมันดี (Omega-3) จากปลาหรือถั่ว และเลี่ยงน้ำตาลขัดสี หากร่างกายมีภาวะอักเสบต่ำ จะช่วยให้ตัวอ่อนเกาะติดและฝังตัวได้ดีขึ้น

3. ขยับร่างกายเพิ่ม Oxygen ในอุ้งเชิงกราน 🧘‍♀️
เน้นการเดินเร็ววันละ 30 นาที หรือโยคะท่าที่ช่วยเปิดเชิงกราน เพื่อกระตุ้นให้เลือดไม่หยุดนิ่ง และนำพาออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเยื่อบุโพรงมดลูกโดยตรง

4. “Deep Sleep” ล็อกเวลาทองของฮอร์โมน 💤
ต้องหลับสนิทก่อนเที่ยงคืน เพื่อให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนมาควบคุมการหนาตัวของผนังมดลูกตามธรรมชาติ หากเครียดหรืออดนอน  อาจส่งผลให้ผนังมดลูกหดตัวและบางลงได้

5. ดื่มน้ำสะอาด (Hydration) ตัวนำพาความสำเร็จ 💧
ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 2-3 ลิตร เพื่อไม่ให้เลือดหนืดข้น ช่วยให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเดินทางไปสั่งการการสร้างผนังมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ที่ Superior A.R.T. เราใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในแล็บที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงการดูแลเตรียมความพร้อมของร่างกายคุณแม่ เพราะเราอยากให้ “บ้าน” หลังแรกของลูกน้อยอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด 💙

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง (Autoantibody) ก่อนการฝังตัวอ่อน

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง Autoantibody ก่อนการฝังตัวอ่อน

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง (Autoantibody) ก่อนการฝังตัวอ่อน มีประโยชน์ยังไง?

สำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนทำเด็กหลอดแก้ว อาจเคยได้ยินเรื่องการตรวจ “Autoantibody” กันมาบ้าง วันนี้เราจะพามาเจาะลึกกันค่ะว่า การตรวจนี้คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับโอกาสในการตั้งครรภ์?

ภูมิต้านทานตัวเอง หรือ Autoantibody  คือ “ภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ” ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อต้านกับเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเอง แทนที่จะไปจัดการกับเชื้อโรค ซึ่งจะส่งให้มีการทำงานของอวัยวะนั้นผิดปกติไป ในส่วนของการมีบุตร คุณแม่ที่ตรวจเจอภูมิคุ้มกันต้านทานตัวเอง อาจส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว เช่น In Vitro Fertilization (IVF) หรือ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI) และยังเพิ่มโอกาสการแท้ง เด็กเสียชีวิตในครรภ์ หรือทารกโตช้าในครรภ์ได้ 

🔬 ตรวจหาค่าอะไรบ้าง?

ภูมิต้านทานตัวเองมีเยอะมาก ตัวอย่างกลุ่มภูมิคุ้มกันที่แพทย์มักแนะนำให้ตรวจ ได้แก่:

  • Antiphospholipid antibodies (เกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน/แท้งซ้ำ)
  • ANA (Antinuclear Antibody)
  • Anti-dsDNA
  • Lupus anticoagulant
  • Anti-cardiolipin
  • Anti-TG, Anti-TPO
  • Factor 12

✨ ประโยชน์ของการตรวจ Autoantibody

  • ช่วยหาสาเหตุในเคสที่ “ฝังตัวอ่อนไม่สำเร็จซ้ำๆ” โดยเฉพาะในกรณีที่ตัวอ่อนได้ตรวจโครโมโซม แล้วปกติ และเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี
  • ลดความเสี่ยงแท้ง ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์
  • ลดอัตราการเกิดทารกโตช้าในครรภ์ หรือเสียชีวิตในครรภ์ 
  • เพิ่มโอกาสความสำเร็จของการตั้งครรภ์ในกลุ่มเสี่ยงที่ตรวจพบภูมิคุ้มกันผิดปกติ เพิ่มอัตราการฝังตัวของตัวอ่อน

ในกรณีที่ตรวจพบภูมิคุ้มกันผิดปกติ แพทย์จะวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เช่น การให้ยาปรับภูมิ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือสเตียรอยด์ (ภายใต้การดูแลแพทย์) เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์และลดความเสี่ยงต่างๆ ตามที่กล่าวมา

💡 ข้อควรรู้ : ในกรณีที่ไม่เคยมีประวัติใดๆ มาก่อน เช่น กำลังจะใส่ตัวอ่อนครั้งแรก ไม่เคยมีประวัติแท้ง การตรวจภูมิคุ้มกัน อาจจะพิจารณาตรวจเป็นรายๆ ตามความเหมาะสม เช่น หากมีตัวอ่อนน้อย เป็นตัวอ่อนทองคำจากการกระตุ้นเก็บไข่หลายๆ รอบ คุณแม่อายุมาก การตรวจภูมิคุ้มกันอาจช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้นได้ตั้งแต่การใส่ตัวอ่อนครั้งแรก

🙋‍♀️ การตรวจนี้เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่เคยฝังตัวอ่อนหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ
  • ผู้ที่เคยใส่ตัวอ่อนแล้วตั้งครรภ์ แบบตรวจเจอฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (hCG) ขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่สามารถไปต่อได้ หรือ Chemical pregnancy โดยเฉพาะในกรณีที่ตัวอ่อนตรวจโครโมโซมแล้ว
  • ผู้ที่มีประวัติแท้งซ้ำ
  • ผู้ที่มีประวัติทารกโตช้าในครรภ์ จากการตั้งครรภ์ที่ผ่านมา
  • ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันตนเอง เช่น SLE
  • ผู้ที่มีประวัติลิ่มเลือดอุดตันผิดปกติ
  • เคสที่แพทย์ประเมินว่าอาจมีปัจจัยด้านภูมิคุ้มกันเกี่ยวข้อง

🩸 ขั้นตอนการตรวจและการรักษา

จะทำการเก็บเลือด เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยจะตรวจหาค่า Autoantibodies ตามรายการที่แพทย์สั่ง ใช้ระยะเวลารอผลประมาณ 3–7 วัน 

กรณีพบความผิดปกติ ทำการวางแผนแนวทางรักษาแบบเฉพาะบุคคล เช่น

💊 ยาปรับภูมิคุ้มกัน
💉 ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น aspirin ขนาดต่ำ หรือ heparin)
💊 สเตียรอยด์ขนาดต่ำ
📅 ปรับแผนการใส่ตัวอ่อนและช่วงเวลาเริ่มยา

โดยแพทย์จะเริ่มการรักษาก่อนหรือพร้อมกับรอบการใส่ตัวอ่อน เพื่อเพิ่มโอกาสการฝังตัว

ที่ Superior A.R.T. เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางพร้อมดูแล วิเคราะห์หาสาเหตุอย่างละเอียด และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้คุณก้าวสู่การเป็นคุณแม่ได้อย่างมั่นใจค่ะ 💙

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.64 ❝การเตรียมตัวก่อน-หลังเก็บไข่ และการใส่ตัวอ่อน❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2567)

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาภาวะมีบุตรยาก ถึงแม้จะเป็นวิธีที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด แต่ก็มีขั้นตอนและกระบวนการที่โหดสุดเช่นกัน ไม่ว่าจะต้องฉีดยาทุกวัน เก็บไข่ และใส่ตัวอ่อน ทั้งยังเป็นวิธีที่ค่าใช้จ่ายสูงด้วย ใน EP. 64 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติตนและดูแลตัวเอง เมื่อจะต้องทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ 01:02

[00:01:12] – การตรวจประเมินร่างกาย:

ก่อนเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ ควรตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูขนาดมดลูก ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ (เช่น ช็อกโกแลตซีสต์) หากซีสต์มีขนาดใหญ่มากจนบังไข่ อาจทำให้เก็บไข่ไม่ได้ หรือถ้าเก็บผ่านซีสต์อาจทำให้ปวดท้องรุนแรงจากการระคายเคือง แพทย์จะประเมินว่าต้องผ่าตัดหรือให้ยาลดขนาดซีสต์ก่อนเริ่มกระตุ้นไข่หรือไม่

[00:03:37] – การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (คุณผู้หญิง):

  • การนอนหลับ: ควรเข้านอนก่อน 23:00 น. เพื่อให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ช่วยเพิ่มจำนวนไข่และการตอบสนองของไข่ดีขึ้น
  • การคุมน้ำหนัก: พยายามคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 110] หรืออย่างน้อย [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 100] คือน้ำหนักที่เหมาะสม
  • โภชนาการ: ลดอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล (โดยเฉพาะน้ำตาลทรายในเครื่องดื่ม)

[00:05:15] – การทานอาหารบำรุงและวิตามิน (ทั้งสองฝ่าย):

  • งดสารเสพติด: ควรงดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • โปรตีน: เน้นโปรตีนจากสัตว์เล็ก (ไก่, ปลา) และโปรตีนจากพืช (ถั่วต่างๆ) ลดเนื้อสัตว์ใหญ่ติดมัน ทานไข่วันละ 1 ฟอง ในช่วงก่อนกระตุ้นไข่
  • วิตามิน (ผู้หญิง): ทาน Folic, Vitamin C, Coenzyme Q10 และวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (กรณีคนไข้ไข่น้อย แพทย์อาจพิจารณาให้ DHEA แต่ต้องประเมินก่อน เพราะไม่เหมาะกับคนที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น ภาวะ PCOS)
  • การเตรียมตัว (ผู้ชาย): ให้หลั่งอสุจิทิ้งทุก 4-5 วัน เพื่อให้ได้อสุจิที่มีคุณภาพดี ทั้งจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่าง และทานวิตามินกลุ่ม Zinc, Vitamin B, E, C และ Folic

2. การปฏิบัติตัวระหว่างการ “กระตุ้นไข่” 07:42

[00:07:49] – เน้นโปรตีนป้องกันรังไข่ตอบสนองมากเกินไป (OHSS):

เพิ่มการทานโปรตีน (เช่น ไข่ขาว 1 ฟอง/มื้อ หรือผลิตภัณฑ์ไข่ขาว) เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมจากเส้นเลือดเข้าสู่ช่องท้อง ช่วยลดภาวะบวมน้ำหลังเก็บไข่

[00:08:20] – ข้อควรระวังระหว่างกระตุ้นไข่:

  • งดมีเพศสัมพันธ์: รังไข่จะขยายขนาดใหญ่ขึ้น (จาก 3 เซนติเมตร เป็น 5-10 เซนติเมตร) การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ “รังไข่บิดขั้ว” ทำให้ไข่ขาดเลือดและปวดท้องรุนแรงได้ ควรงดไปจนกว่าประจำเดือนรอบถัดไปจะมา
  • คุณผู้ชาย: หลั่งอสุจิทุก 3-4 วัน ก่อนถึงวันเก็บไข่ เพื่อให้ได้อสุจิที่ดีที่สุด
  • พฤติกรรม อาหาร และวิตามินต่างๆ : ยังคงปฏิบัติต่อเนื่องจากก่อนกระตุ้นไข่ไปจนถึงในระหว่างการกระตุ้นไข่

[00:09:38] – ความสำคัญของ “ยาเข็มสุดท้าย” (ยาให้ไข่ตก):

  • ต้องฉีดให้ ตรงเวลา อย่างเคร่งครัด (ปกติฉีดก่อนเวลาเก็บไข่ 35-36 ชั่วโมง)
  • หากฉีดผิดเวลา (เร็วไป/ช้าไป) ถ้าเร็วไป ไข่จะไม่หลุดออกจากเปลือกฟองไข่ ทำให้แพทย์ดูดไข่ออกมาไม่ได้ หรือถ้าช้าไป ไข่อาจตกไปก่อน หากมีเหตุฉุกเฉินไม่สามารถฉีดยาได้ในเวลาที่กำหนดเอาไว้ ให้รีบแจ้งคลินิกเพื่อปรับเวลาเก็บไข่

3. การเตรียมตัว “วันเก็บไข่” และการดูแลหลังเก็บไข่ 12:40

[00:12:42] – การเตรียมตัวในวันเก็บไข่:

  • การเก็บไข่ด้วยการดมยาสลบ
  • งดน้ำและอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนเก็บไข่
  • ล้างสีทาเล็บ 1 นิ้ว (เพื่อหนีบวัดค่าออกซิเจนในเลือด)
  • งดฉีดน้ำหอม และงดใช้เจลแอลกอฮอล์: สารระเหย (VOC) จะส่งผลเสียต่อคุณภาพของไข่ในห้องแล็บ

[00:14:35] – อาการหลังเก็บไข่ และ ภาวะรังไข่บิดขั้ว:

  • อาจมีอาการหน่วงท้อง (คล้ายปวดประจำเดือน) ในวันแรกหลังเก็บไข่ และมีอาการเจ็บแปลบๆ เวลาขยับตัว เนื่องจากอาจมีการอักเสบจากการใช้เข็มเจาะเก็บไข่ (2-3 วัน) หรือท้องอืด (3-7 วัน) เป็นอาการปกติ
  • งดเพศสัมพันธ์/กิจกรรมผาดโผน/ยกของหนัก/เกร็งหน้าท้อง/เบ่งถ่ายแรงๆ เพื่อป้องกัน “รังไข่บิดขั้ว”: ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ปวดตลอดเวลาไม่ทุเลา คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที หากปล่อยไว้อาจทำให้รังไข่ขาดเลือดจนเนื้อเยื่อที่รังไข่ตายได้

[00:18:11] – อาการอื่นๆ หลังเก็บไข่:

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย 1-2 วัน (ซึ่งอาจเป็นเลือดเก่าหลังทำหัตถการ หรืออาจเป็นคราบเบตาดีน) เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเลือดออกปริมาณมาก ให้รีบพบแพทย์
  • ประจำเดือนรอบถัดไปอาจมาเร็ว (5-10 วัน) หรือมาช้ากว่าปกติ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้
  • สามารถทานยาสามัญประจำบ้านได้ (เช่น พาราฯ, ยาแก้ไอ, ยาแก้หวัด, ยาฆ่าเชื้อ) แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

4. การเตรียมตัว “ก่อน” ใส่ตัวอ่อน 20:13

[00:20:23] – การเตรียมและประเมินเยื่อบุโพรงมดลูก:

  • แพทย์จะประเมินความหนาและลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • เยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยงาม: ต้องเห็นเป็น “3 ชั้น” (Triple Line) ชัดเจน
  • ความหนา: ปกติควรอยู่ที่ 8-12 มิลลิเมตร (หากเตรียมยากจริงๆ ขั้นต่ำ 6.5 – 7 มิลลิเมตร และเรียงตัว 3 ชั้น ก็ยังพอรับได้ แต่ต้องอาศัยตัวอ่อนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีด้วย)
  • หากโพรงมดลูกไม่หนา อาจลองใช้ฮอร์โมนรอบธรรมชาติ, การสอดยาขยายหลอดเลือด (Viagra) หรือเทคโนโลยี PRP เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหรือเพื่อให้เยื่อบุรับกับตัวอ่อนได้ดีขึ้น
  • ถ้ามีติ่งเนื้อ (Polyp), มีพังผืด หรือมีน้ำขัง (สงสัยติดเชื้อ) อาจต้องส่องกล้องรักษาและทานยาให้เรียบร้อยก่อน
  • ติ่งเนื้อที่อยู่ด้านบนของโพรงมดลูก (จุดที่ตัวอ่อนจะฝังตัว) ต้องผ่าตัดออกก่อน
  • เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาได้ตามเกณฑ์แล้ว ก็จะสอดยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อปรับโครงสร้างของเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมรับกับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยจะสอดยา 5 วัน และใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6

[00:23:14] – การดูแลตัวเองช่วงเตรียมโพรงมดลูก:

  • ทานไข่วันละฟอง นอนก่อน 23:00 น.
  • ทานเฉพาะ Folic หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (งด DHEA และยาจีนในช่วงเตรียมโพรงมดลูก)
  • การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในรอบการเตรียมแบบฮอร์โมนธรรมชาติ ควรสวมถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ ที่อาจเสี่ยงได้ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ หากครอบครัวมีประวัติโรคทางพันธุกรรม นอกจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์อาจมีผลต่อการดูดซึมยา
  • หากป่วยหนัก เป็นไข้สูง ให้พิจารณายกเลิกรอบการใส่ตัวอ่อนไปก่อน
  • สามารถฝังเข็มได้ (ระวังจ้ำเลือดในคนที่ทานยาละลายลิ่มเลือด)
  • ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิดในช่วงนี้ (หรือเว้นระยะ 2-3 เดือนก่อนทำ) ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้ฉีดหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

5. การปฏิบัติตัวในวันใส่ตัวอ่อน และ หลังใส่ตัวอ่อน 38:40

[00:38:40] – วันใส่ตัวอ่อน (Embryo Transfer):

  • ไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร
  • สามารถแต่งหน้า อาบน้ำ สระผมได้ตามปกติ แต่งดใส่น้ำหอม
  • ให้ดื่มน้ำและกลั้นปัสสาวะ: การที่กระเพาะปัสสาวะเต็ม จะช่วยดันมดลูกให้นอนลง ทำให้แพทย์สอดอุปกรณ์ได้ง่าย ไม่เจ็บ และเห็นภาพอัลตราซาวด์ชัดเจน (ถ้าปวดมากเกินไป อนุญาตให้ไปปัสสาวะออกเล็กน้อยได้)
  • แพทย์จะฉีดตัวอ่อนเข้าไป ตำแหน่งที่ดีคือ 1 เซนติเมตรจากขอบด้านบนของโพรงมดลูก โดยมักเลือกใส่ตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst (Day 5) เมื่อตัวอ่อนเคลื่อนตัวไปหาตำแหน่งที่จะฝังตัว ก็จะฟักออกจากเปลือก (ระยะ Full Hatch) และแทรกตัวเข้าไปในชั้นของเยื่อบุโพรงมดลูก ถ้าหากใส่ตัวอ่อนในระยะที่ยังมีเปลือกอยู่ ก็จะทำให้การฝังตัวช้าลง เพราะตัวอ่อนต้องใช้เวลาฟักออกจากเปลือก 3-6 ชั่วโมง
  • เทคนิคเสริม: ยาช่วยให้มดลูกคลายตัว, การใช้ Embryo Glue ซึ่งมีความเข้มข้นและส่วนประกอบใกล้เคียงกับน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก เพื่อช่วยในการฝังตัวให้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่ทำให้การฝังตัวสำเร็จ คือ คุณภาพตัวอ่อน เยื่อบุโพรงมดลูก และฮอร์โมน

[00:44:48] – การดูแลหลังใส่ตัวอ่อน 1 สัปดาห์:

  • งดออกกำลังกาย, งดยกของหนัก, งดการไอ/เบ่งถ่ายแรงๆ (ระวังท้องผูก/ท้องเสีย), งดขึ้นลงบันไดบ่อยๆ (ถ้าจำเป็นให้เดินช้าๆ)
  • สามารถนั่งทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ห้ามกลั้นปัสสาวะ
  • การเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์ (HCG) ปกติจะเจาะที่ 10-14 วันหลังใส่ตัวอ่อน ค่าฮอร์โมน HCG เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ของรก ถ้าเจาะในวันที่ 7 จะอยู่ที่อย่างน้อย 40 และควรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 48 ชั่วโมง

[00:46:13] – สาเหตุที่ฮอร์โมน HCG ขึ้นแล้วตกลง (แท้งคุกคาม/ไม่ฝังตัว):

  • ตัวอ่อนอาจฝังตัวแล้ว แต่เซลล์ไม่แข็งแรงพอที่จะแบ่งตัวต่อ
  • เยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อมรองรับ
  • ขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (ลืมทานยา/สอดยา ในรอบการเตรียมโดยใช้ฮอร์โมน)
  • ปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของคุณแม่
  • แม้จะตรวจโครโมโซมแล้ว (NGS) ก็ยังมีโอกาสไม่ท้องได้ เนื่องจากอาจมีความผิดปกติระดับยีนที่มองไม่เห็น
  • เลือดไปเลี้ยงตัวเด็กไม่เพียงพอ หรือท้องลม

[00:51:11] – การติดตามหลังตั้งครรภ์ & เกร็ดความรู้เพิ่มเติม:

  • ตรวจเลือดคอนเฟิร์มอีกครั้ง และอัลตราซาวด์ครั้งแรกที่อายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ เพื่อดูถุงตั้งครรภ์และหัวใจเด็ก
  • ลดยาฮอร์โมนได้หลัง 7-10 สัปดาห์ และแนะนำให้ไปฝากครรภ์ต่อ
  • แม้จะคัดโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ก็ยังแนะนำให้ตรวจ NIPT (คัดกรองดาวน์ซินโดรม) เมื่ออายุครรภ์ 10-11 สัปดาห์ เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง เนื่องจากจำนวนเซลล์ที่นำไปตรวจมากกว่า
  • หลังจากที่คลอดลูกแล้ว อีกนานแค่ไหนถึงจะมาใส่ตัวอ่อนลูกคนต่อไปได้? ควรรอ 1 ปีหลังคลอดธรรมชาติ หรือ 1-2 ปีสำหรับการผ่าคลอด โดยที่ต้องหยุดให้นมบุตร และมีประจำเดือนมา 2-3 รอบ
  • เกร็ดความรู้ (เทคนิค MACS): คือการคัดกรองอสุจิตัวที่วิ่งและแข็งแรงที่สุดที่ผ่านแผ่นกรองได้ มีการแตกหักของ DNA น้อยลง โดยไม่ผ่านการปั่น (ลดความบอบช้ำของอสุจิ) ช่วยเพิ่มคุณภาพของอสุจิในการนำไปทำอิ๊กซี่ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.63 ❝ถึงเวลาต้องฝากไข่หรือยัง❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2567)

โอกาสตั้งครรภ์จะลดลงไปเรื่อยๆ ตามอายุของผู้หญิง โดยเฉพาะหลัง 35 ปีที่คุณภาพไข่ลดลง ทำให้โอกาสตั้งครรภ์น้อยลงและเสี่ยงต่อความผิดปกติของโครโมโซมมากขึ้น ดังนั้น การฝากไข่จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเก็บรักษาคุณภาพไข่ในช่วงอายุที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสมีบุตรในอนาคต ใน EP. 63 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูดเรื่องการฝากไข่ ถึงเวลาต้องฝากไข่หรือยัง?

ทำไมผู้หญิงต้องฝากไข่? 01:32

ปกติแล้วโอกาสการตั้งครรภ์ของผู้หญิงจะลดลงตามอายุ โดยจะลดลงอย่างมากหลังอายุ 35 ปีเป็นต้นไป สำหรับช่วงอายุที่ผู้หญิงมีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุดคือ 25-29 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งอายุ 35 ปีก็จะลดลงค่อนข้างรวดเร็ว และเมื่ออายุเกิน 40 ปีโอกาสตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติจะเหลือไม่ถึง 5-10% ต่อเดือน

สาเหตุที่ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดลงตามอายุของผู้หญิง หลักๆ เกิดจากคุณภาพของไข่ โดยเฉพาะเรื่องโครโมโซม ซึ่งโอกาสการตั้งครรภ์ในผู้หญิงจะลดลงชัดเจน ในขณะที่ผู้ชายไม่ได้ลดลงขนาดนั้น เนื่องจากไข่ของผู้หญิงถูกสร้างขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ หลังจากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุ เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ไข่จะถูกนำมาใช้ให้มีการตกไข่ในแต่ละรอบเดือน ดังนั้นไข่ที่ตกในแต่ละรอบเดือนเป็นไข่ที่สร้างมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ไม่ใช่ไข่ที่สร้างขึ้นมาใหม่

เมื่ออายุเยอะขึ้น ร่างกายเริ่มเสื่อมโทรม ไม่ใช่แค่ผิวหนังหน้าตาที่หย่อนคล้อย แต่รวมไปถึงเซลล์ไข่ที่เสื่อมไปตามอายุเช่นเดียวกัน ซึ่งเราจะเห็นว่าความเสื่อมเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนหลังอายุสัก 35 ปี ทำให้โอกาสการตั้งครรภ์เมื่ออายุเกิน 35 ปี ลดลงค่อนข้างชัดเจน ส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมที่สูงขึ้น ตัวอ่อนที่มีความผิดปกติของโครโมโซม จะไม่สามารถผ่านกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติได้ หรือทำให้ไม่ท้อง บางส่วนก็อาจจะผ่านกลไกการคัดเลือกธรรมชาติระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายไม่สามารถตั้งครรภ์จนคลอดได้ มีเพียงส่วนน้อยที่จะหลุดรอดกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติ จนสามารถตั้งครรภ์แล้วก็คลอดออกมาเป็นตัวเด็กได้ แต่สุดท้ายก็อาจจะมีความพิการ อย่างที่เรารู้จักกันบ่อยๆ คือดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 เด็กจะมีความผิดปกติทางด้านสติปัญญา อาจจะมีอวัยวะต่างๆ ที่ผิดปกติ เช่น มีหัวใจผิดปกติ มีไตผิดปกติ เป็นต้น

โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติตามอายุคือเท่าไร? 05:02

โอกาสการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติต่อรอบเดือนจะลดลงตามอายุ จะสูงที่สุดช่วงอายุประมาณ 20 กลางๆ ถึงปลายๆ คือประมาณ 25-29 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ต่อรอบเดือนจะอยู่ประมาณ 20-25% หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง พออายุ 30-35 ปี จะเหลือประมาณ 15-20% เมื่ออายุ 35 ปี จะลดลงค่อนข้างเร็ว โอกาสการตั้งครรภ์จะเหลือประมาณ 10-15% และเมื่ออายุเกิน 40 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ต่อรอบเดือนจะเหลือน้อยกว่า 5% ทำให้โอกาสที่ผู้หญิงอายุเกิน 40 ปีจะตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติเป็นไปได้น้อยมาก สาเหตุหลักๆ มาจากความผิดปกติของโครโมโซมของตัวอ่อน

โอกาสในการได้ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติจากการทำอิ๊กซี่ลดลงตามอายุ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากคุณภาพไข่ โดยโอกาสสูงที่สุดอยู่ที่ 70% ในช่วงอายุ 25-30 ปี และลดลงเหลือ 60-70% ในช่วงอายุ 30-35 ปี และ 50-60% ในช่วงอายุ 35-38 ปี และน้อยกว่า 20% เมื่ออายุเกิน 40 ปี

ดังนั้น ถ้าเราสามารถแช่แข็งไข่หรือเก็บเซลล์ไข่ไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะได้ไข่ที่มีคุณภาพดีกว่า และมีโอกาสได้ตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติน้อยกว่า เซลล์ไข่ที่ผ่านกระบวนการแช่แข็งเหมือนเป็นการหยุดเวลาไว้ รักษาคุณภาพไว้เท่ากับอายุตอนที่เราเก็บไข่ ทำให้โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมปกติเท่ากับอายุตอนที่เก็บไข่ โดยสามารถเก็บไว้ได้นานเป็น 10 ปี

เมื่อไรควรเริ่มตัดสินใจฝากไข่ ควรเริ่มเก็บไข่ตอนอายุเท่าไร? 08:05

ปัจจัยที่ควรพิจารณา คือ อายุ ความคุ้มค่า และแพลนการแต่งงาน

  • อายุ

จะเห็นว่าโอกาสที่ไข่จะคุณภาพเสื่อมลง โอกาสที่จะได้ตัวอ่อนโครโมโซมผิดปกติ รวมไปถึงโอกาสที่จะตั้งครรภ์ ลดลงค่อนข้างชัดเจนหลังอายุ 35 ไป โดยทั่วไปแนะนำว่าควรฝากไข่ไว้ก่อนอายุ 35 ปี น่าจะได้ประโยชน์สูงสุด มีโอกาสที่จะได้ไข่ที่มีคุณภาพดีที่สุด และเหมาะที่จะเอาไปใช้ในการทำ ICSI ในอนาคตเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์

สำหรับคนที่อายุเกิน 35 ปี อย่างน้อยการเก็บไข่ไว้ปีนี้ คุณภาพไข่ก็ยังดีกว่าปีหน้า แต่คุณภาพอาจจะไม่ดีเท่ากับตอนเราเก็บก่อนอายุ 35 ปี รวมไปถึงจำนวนเซลล์ไข่ที่เก็บได้ในแต่ละรอบเดือนก็อาจจะน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการกระตุ้นไข่ตอนที่เราอายุน้อยกว่า แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย สรุปว่าถ้าเป็นไปได้แนะนำให้เก็บก่อนอายุ 35 ปี แต่ถ้าอายุเกิน 35 ปีไปแล้ว อย่างน้อยรีบเข้ามาเก็บดีกว่ารอไปเก็บปีหน้าหรือ 2 ปีข้างหน้า อย่างไรคุณภาพก็จะดีกว่า

  • ความคุ้มค่า

โอกาสการตั้งครรภ์สูงสุดอยู่ในช่วงอายุประมาณ 25-29 ปี หลังจากนั้นค่อยๆ ลดลง ช่วงอายุ 30 ต้นๆ ก็ลดลงอย่างช้าๆ แต่จะลดลงอย่างชัดเจนหลังอายุ 35 ปี

ทำไมไม่แนะนำให้มาเก็บเซลล์ไข่ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น?

สามารถฝากไข่ได้ แต่ถ้าพิจารณาในแง่ของความคุ้มค่า เช่น เก็บไข่ไว้ตอนอายุ 27 ปี และแต่งงาน 3-4 ปีถัดมา ซึ่งก็คืออายุ 31-32 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ยังสูงอยู่ สามารถมีลูกเองตามธรรมชาติได้ ไข่ที่เก็บไว้ก็อาจจะไม่ได้ใช้ จึงไม่ได้แนะนำให้คนที่อายุน้อยมาเก็บไข่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นหรือสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว

เมื่อมองในประเด็นอายุกับความคุ้มค่า การฝากไข่ในช่วงอายุ 30-35 ปีจะมีความคุ้มค่าสูงที่สุด เพราะว่าถ้าอายุเกิน 35 ปีไปแล้ว คุณภาพไข่จะลดลงค่อนข้างชัดเจน และเมื่อแต่งงานหลังอายุ 35 ปี โอกาสการตั้งครรภ์ก็จะลดลงค่อนข้างมาก ทำให้มีโอกาสได้ใช้ไข่ที่เก็บไว้มากกว่าการเก็บไข่ตอนอายุยังน้อย ยกเว้นบางกรณีที่มีความจำเป็น มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่มีผลกระทบต่อเซลล์ไข่ เช่น เป็นมะเร็งที่ต้องได้รับเคมีบำบัด มีความจำเป็นต้องตัดรังไข่ มีเนื้องอกหรือซีสต์ที่รังไข่ขนาดใหญ่ กรณีเหล่านี้อาจแนะนำให้แช่แข็งไข่เก็บไว้ก่อนการรักษา

  • แพลนแต่งงาน

ปกติการแช่แข็งเก็บเป็นเซลล์ไข่ ตามข้อมูลหลายประเทศทั่วโลก พบว่าเมื่อละลายไข่แช่แข็ง โอกาสที่เซลล์ไข่จะรอดและใช้ได้จะอยู่ที่ประมาณ 60-80% แต่ถ้าเป็นของ Superior A.R.T. จะอยู่ที่ประมาณ 80-90% ซึ่งค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยจากทั่วโลก

ส่วนการแช่แข็งตัวอ่อนที่มีเซลล์หลายเซลล์ เมื่อนำมาละลาย โอกาสที่จะเกิดความเสียหายจะน้อยกว่าการแช่แข็งเซลล์ไข่ที่เป็นเซลล์เดียว อัตราการรอดของตัวอ่อนจะสูงกว่า โดยข้อมูลทั่วโลกจะอยู่ประมาณ 80-90% ส่วนข้อมูลของ Superior A.R.T. จะอยู่ที่เกิน 95%

หากมีแพลนที่จะแต่งงานเร็วๆ นี้ แนะนำให้แช่แข็งตัวอ่อนดีกว่า แต่ถ้ายังโสด หรือคิดว่าแพลนการมีบุตรยังอีกนาน การแช่แข็งไข่ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ดีกว่าปล่อยไว้ให้ไข่เสื่อมไปตามอายุ

สรุปแล้ว เมื่อไรถึงควรจะต้องฝากไข่ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ อายุ แนะนำก่อนอายุ 35 ปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 35 ปี ควรมาเก็บให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

ปัจจัยด้านความคุ้มค่า แนะนำว่าช่วงอายุ 30-35 ปีเป็นช่วงที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสที่จะได้ใช้มากกว่าการฝากไข่ไว้ตอนอายุน้อย

สุดท้ายคือแพลนแต่งงาน ถ้ามีแพลนแต่งงานไม่นานมาก อาจจะแนะนำให้ทำ ICSI หรือแช่แข็งตัวอ่อนดีกว่าการแช่แข็งเซลล์ไข่ แต่ถ้ายังไม่มีแพลน หรือว่ายังอีกนาน แนะนำให้แช่แข็งไข่

ต้องเก็บไข่กี่รอบถึงจะพอ หรือต้องมีไข่แช่แข็งไว้กี่ใบถึงจะพอ? 15:25

ในแต่ละรอบ แต่ละคนอาจจะเก็บไข่ได้จำนวนไม่เท่ากัน จากข้อมูลจากการศึกษาที่ค่อนข้างเก่า ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีการแช่แข็งไข่ ซึ่งเดิมใช้เทคนิคที่เรียกว่า Slow Freezing ทำให้หลังละลายแล้วโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อเซลล์ไข่สูงกว่าวิธีในปัจจุบัน ซึ่งจากตัวเลขของเทคนิคนี้บอกว่า ถ้าเก็บไข่ได้ประมาณ 15-20 ใบ ในคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปี พบว่ามีโอกาสได้ลูกประมาณ 80-85% 

ปัจจุบันยังสามารถใช้ตัวเลขนี้เป็นแนวทางได้ การฝากไข่แช่แข็งในคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปี อย่างน้อย 10-15 ใบขึ้นไปก็น่าจะเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเก็บเพิ่ม แต่ถ้าเก็บได้น้อยกว่า 10 ใบ อาจจะแนะนำให้กระตุ้นและเก็บเพิ่มอีกรอบ

ถ้าอายุเกิน 35 ปี ต้องเก็บไข่กี่ใบ? 16:50

บางข้อมูลบอกว่าต้องเก็บ 20-30 ใบ หรือถ้าอายุเยอะกว่านั้นอาจจะต้องเก็บถึง 40-50 ใบ โอกาสตั้งครรภ์ถึงจะสูงประมาณ 85% ซึ่งในความเป็นจริงอาจทำได้ยาก เพราะอายุเยอะขึ้น ไม่ใช่แค่คุณภาพไข่ที่ลดลง แต่จำนวนไข่ที่เก็บได้ต่อรอบก็ลดลงด้วย บางคนกระตุ้นไข่ 2-3 รอบ ก็อาจจะเก็บไข่ได้ไม่ถึง 10 ใบ 

คำแนะนำคือ เก็บเท่าที่สามารถเก็บได้ ถ้าสามารถกระตุ้นได้รอบเดียวก็เก็บไว้ หรือถ้าทำได้มากกว่านั้นก็ถือว่าดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้อง 20-30 ใบ เพราะอาจเป็นไปได้ยาก

ขั้นตอนการกระตุ้นไข่และการเก็บไข่เพื่อแช่แข็งไข่ 17:56

จากภาพบนจอมอนิเตอร์ แถวบนเป็นกระบวนการที่ไข่โตและตกตามธรรมชาติ ในช่วง 3 วันแรกของรอบเดือน จะมีฟองไข่ใบเล็กหลายใบถูกเรียกขึ้นมาเพื่อโตแข่งกัน หลังจากนั้นช่วงกลางรอบเดือน จะเหลือเพียงแค่ใบเดียวที่โตชนะใบอื่นและตกได้ 1 ใบใน 1 รอบเดือน ส่วนใบอื่นๆก็จะฝ่อและหายไปในแต่ละรอบเดือน สาเหตุที่ได้เพียงใบเดียว เพราะฮอร์โมนจากธรรมชาติที่สร้างจากต่อมใต้สมองของผู้หญิงมีเพียงพอสำหรับการกระตุ้นไข่ได้แค่ใบเดียวในรอบเดือน

สำหรับรอบที่ใช้ยากระตุ้นไข่ จะใช้ฮอร์โมนตัวนี้ในขนาดที่สูงขึ้น ทำให้สามารถกระตุ้นไข่หลายใบให้โตพร้อมกัน และสามารถเก็บได้หลายใบใน 1 รอบ ปกติการกระตุ้นไข่จะใช้เวลาฉีดยาประมาณ 8-12 วัน หลังจากนั้นประมาณ 12-14 วันก็สามารถเก็บไข่ได้

ขั้นตอนการเก็บไข่ 20:00

ระหว่างทำจะใช้ยาสลบแบบฉีด คนไข้จะไม่เจ็บและไม่รู้สึกตัว โดยมีวิสัญญีแพทย์ดูแล เมื่อเริ่มขั้นตอนการเก็บไข่ หมอสูติฯ จะใช้หัวตรวจอัลตราซาวด์เหมือนที่อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด ร่วมกับเข็มที่อยู่คู่กับหัวตรวจเจาะผ่านผนังช่องคลอด เพื่อดูดเซลล์ไข่ออกจากฟองไข่โดยตรง โดยจะได้เป็นน้ำออกมา แล้วส่งให้นักวิทย์ฯ ในห้องแล็บตรวจหาเซลล์ไข่

ซึ่งเซลล์ไข่ที่ต้องการจะเป็นไข่สุกสมบูรณ์ ลักษณะเป็นเซลล์กลม มีจุดหรือโพลาร์บอดี เรียกว่า MII พร้อมสำหรับการปฏิสนธิ ส่วนไข่ที่ยังไม่สุกหรือเป็นไข่อ่อนจะยังไม่พร้อมใช้งาน มีลักษณะเป็นเซลล์กลม ไม่มีจุดด้านข้าง เห็นนิวเคลียสตรงกลาง หรือเป็นเซลล์กลม ไม่มีจุดด้านข้าง แต่ไม่มีนิวเคลียสตรงกลาง

หลังจากนั้นนักวิทย์ฯ จะนำเซลล์ไข่ไปแช่แข็งด้วยเทคนิค Vitrification และเก็บไว้ในไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิประมาณ -196 องศาเซลเซียส เพื่อหยุดการทำงานของเซลล์ไข่ และรักษาคุณภาพไว้เท่าๆ กับตอนที่เก็บ โดยสามารถเก็บได้นานเป็น 10 ปี จากรายงานในต่างประเทศ พบว่ามีการตั้งครรภ์จากไข่ที่แช่แข็งไว้นานถึงประมาณ 14 ปี หากสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิในการเก็บเหมาะสม ก็สามารถเก็บได้ยาวๆ

การเตรียมตัวก่อนเก็บไข่ 22:58

การรักษาสุขภาพ ปรับไลฟ์สไตล์ให้เป็นไปในทางที่ดี

  • ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน ช่วยให้คุณภาพไข่และเซลล์ต่างๆ ของร่างกายดีขึ้น
  • ออกกำลังกายแบบพอดี ระดับปานกลาง 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 30 นาทีขึ้นไป เช่น วิ่งเหยาะๆ ให้พอหายใจเหนื่อย การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน นอนก่อน 4 ทุ่ม ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ได้ดี ส่งผลดีต่อคุณภาพของเซลล์ไข่
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด
  • จดบันทึกประจำเดือน มีประโยชน์อย่างมากเมื่อเข้ามาตรวจกับคุณหมอ เป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบในการกระตุ้นไข่
  • กินวิตามิน วิตามินพื้นฐาน คือ วิตามินก่อนตั้งครรภ์ ที่เป็นวิตามินรวมและมีส่วนประกอบของโฟลิค ถัดมาคือ กลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น Coenzyme Q10 ขนาดตั้งแต่ 50 มก.- 600 มก., แอสตาแซนทีน, วิตามิน C วิตามิน E และวิตามิน D หลายคนมีวิตามิน D ต่ำกว่าเกณฑ์ อาจทำให้คุณภาพไข่ การทำเด็กหลอดแก้ว หรือการใส่ตัวอ่อนน้อยลงได้ สุดท้ายคือเมลาโทนิน สามารถช่วยเรื่องคุณภาพเซลล์ไข่ได้ ส่วนคนไข้กลุ่ม PCOS อาจใช้ไมโอ-อิโนซิทอล

สำหรับผู้หญิงอายุ 30-35 ปี หรือยังไม่มีแพลนแต่งงานในเร็วๆ นี้ การแช่แข็งไข่ ฝากไข่ไว้ก่อน เป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกในอนาคต และลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีโอกาสมีความผิดปกติทางโครโมโซม

แต่สำหรับคนที่มีอายุเกิน 40 ปี คุณภาพไข่จะลดลงมาก โอกาสที่ไข่จะมีความผิดปกติสูงมาก การแช่แข็งไข่อาจไม่ค่อยได้ประโยชน์ หากแต่งงานแล้วแนะนำทำ ICSI ร่วมกับการตรวจโครโมโซม และแช่แข็งเป็นตัวอ่อนเก็บไว้ ดีกว่าการแช่แข็งเป็นเซลล์ไข่ สามารถเก็บตัวอ่อนได้นานโดยยังคุณภาพดีอยู่ เหมาะสำหรับวางแผนมีลูกคนที่ 2 หรือ 3 ในอนาคตได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

➡️ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บริการฝากไข่

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x แอร์ ภัณฑิลา : จริงไหม? ที่มีลูกคนแรกแล้ว คนที่ 2 จะมีง่ายขึ้น

หมอนิ x แอร์ ภัณฑิลา : จริงไหม? ถ้ามีลูกคนแรกแล้ว คนที่สองจะมาง่ายขึ้น

เรื่องจริงไหม.. ถ้ามีลูกคนแรกแล้ว คนที่สองจะมาง่ายขึ้น?

หลายคนเชื่อว่าร่างกายของผู้หญิงเมื่อเคยตั้งครรภ์มาแล้ว กลไกในร่างกาย “เคยทำสำเร็จมาแล้ว” ทำให้การมีลูกครั้งถัดไปเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นโดยธรรมชาติ ความเชื่อนี้มีน้ำหนักแค่ไหน และเป็นจริงสำหรับทุกคนหรือไม่?

ใครที่กำลังสงสัยอยู่ คลิปนี้มีคำตอบ 👶🏻✨ 

ถามหมอ EP. พิเศษ! วันนี้ คุณหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. ไม่ได้มาตอบคำถามคนเดียว แต่มีแขกรับเชิญสุดพิเศษ “คุณแอร์ ภัณฑิลา” มาร่วมเป็นตัวแทนว่าที่คุณแม่ลูกสอง ยิงถามคำถามแทนใจสาวๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

ใครกำลังวางแผนครอบครัว หรือเตรียมตัวมีเบบี๋คนที่สอง ห้ามพลาดคลิปนี้นะคะ 💙


ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : PM2.5 ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่ยังทำลายโอกาสมีลูกด้วย

ถามหมอกับหมอจิว PM2.5 ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่ยังทำลายโอกาสมีลูกด้วย

รู้หรือไม่? ฝุ่นจิ๋ว PM2.5  ไม่ได้ทำร้ายแค่ “ปอด” แต่ยังแอบทำร้าย “โอกาสในการมีลูก” ของเราด้วย!! 💔

มลภาวะขนาดเล็กที่กลายเป็นปัญหาใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ระบบทางเดินหายใจหรือปอดเท่านั้น แต่อาจกระทบต่อสุขภาพร่างกายในหลายด้าน รวมถึงระบบสืบพันธุ์ ทำให้มีบุตรยากมากกว่าที่คิด 😷💨

ฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อโอกาสในการมีลูกมากแค่ไหน? เราจะรับมือและป้องกันตัวเองได้อย่างไร? วันนี้คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก ที่คลินิก Superior A.R.T. จะมาอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ในคลิปนี้ 🎬


World Down Syndrome Day

World Down Syndrome Day

🤍 21 มีนาคม วันดาวน์ซินโดรมโลก (World Down Syndrome Day) 🤍

ทุกๆ วันที่ 21 มีนาคม ของทุกปี คือวันที่ผู้คนทั่วโลกร่วมกันส่งเสียงเพื่อสนับสนุนความเท่าเทียม การยอมรับ และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม

เพราะปัจจุบัน ผู้ที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมจำนวนไม่น้อย ยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งด้านการศึกษา การเข้าถึงการรักษาพยาบาล โอกาสในการทำงาน รวมถึงสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง สิ่งสำคัญที่สังคมสามารถเริ่มต้นได้ คือ “การสร้างความเข้าใจ” สนับสนุนครอบครัวให้เข้าถึงการดูแลที่เหมาะสม และเปิดพื้นที่ให้พวกเขามีส่วนร่วมในสังคม

แม้ภาวะดาวน์ซินโดรม จะเป็นอีกหนึ่งความแตกต่างที่หลายครอบครัวพร้อมเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน แต่สำหรับการวางแผนครอบครัวในยุคปัจจุบัน เรามีทางเลือกในการประเมินและลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งครรภ์ 🔬 ด้วยการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก หรือ ‘PGT-A’ เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมปกติ ช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดความเสี่ยงของภาวะดาวน์ซินโดรมก่อนเริ่มการตั้งครรภ์

ที่ Superior A.R.T. เรามีบริการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซม โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ผู้ชำนาญการ พร้อมให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ทุกครอบครัวมีข้อมูลที่ถูกต้อง และก้าวสู่การวางแผนครอบครัวได้อย่างมั่นใจในทุกขั้นตอน 🤍

📖 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจ PGT-A