13 มิ.ย. วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะผิวเผือก ภาวะผิวเผือก คัดกรองได้ด้วย Karyomapping

13 มิถุนายน วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับ ภาวะผิวเผือก

วันที่ 13 มิถุนายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น International Albinism Awareness Day วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับ ภาวะผิวเผือก เพื่อรณรงค์ให้สังคมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และส่งเสริมความเท่าเทียมให้กับผู้ที่มีภาวะนี้

ภาวะผิวเผือก (Albinism) คืออะไร? 

ภาวะผิวเผือก เป็น โรคทางพันธุกรรม” ที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดสีเมลานินได้ตามปกติ หรือสร้างได้น้อยมาก ส่งผลให้ผิวหนัง เส้นผม และม่านตามีสีอ่อน ซึ่งผู้ที่มีภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากผิวหนังจะไวต่อแสงแดด เสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้ง่าย และมักมีปัญหาด้านการมองเห็นร่วมด้วย

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในพันธุกรรม 

รู้หรือไม่ว่า ภาวะผิวเผือกมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ ยีนด้อย (Autosomal Recessive) นั่นหมายความว่า พ่อและแม่ที่ดูปกติดีทุกประการ อาจเป็น “พาหะ” แฝงของยีนนี้อยู่ และหากพ่อและแม่ที่เป็นพาหะทั้งคู่มีบุตร ลูกจะมีโอกาสเกิดมามีภาวะผิวเผือกสูงถึง 25% ในแต่ละการตั้งครรภ์

💡 ก้าวข้ามความกังวล… ด้วยการวางแผนครอบครัวกับการตรวจ Carrier Screening

Carrier Screening คือการตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมโดยการเจาะเลือดของคู่สมรส เพื่อค้นหาว่าทั้งสองฝ่ายเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมชนิดเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากเป็นพาหะคู่ยีนที่เหมือนกัน บุตรอาจมีความเสี่ยงได้รับการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมและแสดงอาการของโรคได้ การตรวจจึงช่วยให้สามารถวางแผนการมีบุตร และเลือกแนวทางป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์

🛡️ ป้องกันการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมสู่ลูก ด้วยการตรวจคัดกรองตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยี PGT-M : Karyomapping

สำหรับคู่สามีภรรยาที่ทราบประวัติครอบครัว และตรวจพบว่าทั้งคู่เป็นพาหะของยีนภาวะผิวเผือก หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมสู่รุ่นลูก วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถช่วยให้มีบุตรที่ปลอดโรคทางพันธุกรรม ได้ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ร่วมกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า PGT-M : Karyomapping

Karyomapping คืออะไร? 

Karyomapping คือ นวัตกรรมขั้นสูงในการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมระดับยีนเดี่ยวของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว

หลักการทำงาน: เทคนิคนี้จะใช้วิธีเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม (DNA fingerprint) ของพ่อ แม่ และบุคคลอ้างอิงในครอบครัว เพื่อสร้าง “แผนที่พันธุกรรม” ขึ้นมา

ช่วยให้แพทย์และนักพันธุศาสตร์สามารถตรวจหาและคัดเลือก “ตัวอ่อนที่ปราศจากยีนก่อโรคภาวะผิวเผือก” รวมถึงโรคทางพันธุกรรมยีนเดี่ยวอื่นๆ

ทำไมถึงควรเลือกคัดกรองด้วย Karyomapping?

  • ครอบคลุม: สามารถตรวจจับโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากยีนเดี่ยวได้หลากหลายโรคในการทดสอบครั้งเดียว
  • รวดเร็ว: ใช้เวลาเตรียมการทดสอบน้อยกว่าวิธีแบบดั้งเดิม
  • ปลอดภัย: เพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ และลดความเสี่ยงในการยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากทารกมีภาวะผิดปกติทางพันธุกรรม

ในวันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะผิวเผือกนี้ นอกจากการเปิดใจและทำความเข้าใจผู้ที่มีภาวะผิวเผือกแล้ว การวางแผนครอบครัวอย่างรัดกุมด้วยการตรวจ Carrier Screening และสามารถป้องกันการถ่ายทอดโรคด้วยการทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับเทคโนโลยี Karyomapping ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ สามารถส่งมอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด นั่นคือ “สุขภาพที่แข็งแรง” ให้กับลูกน้อยในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

หากคุณกำลังวางแผนสร้างครอบครัว สามารถเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และนักพันธุศาสตร์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการมีบุตรได้ทันที


นวัตกรรม “น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน” ที่จำลองอ้อมกอดแม่ตั้งแต่ในห้องแล็บ

รู้จัก GM-CSF นวัตกรรม น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน

🧬 หรือนี่คือจิ๊กซอว์ที่หายไป? รู้จัก GM-CSF นวัตกรรมจำลองอ้อมกอดแม่ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนมีลูกยากและเคยแท้งบุตร

เคยสงสัยไหม ทำไมตัวอ่อนที่ดูสมบูรณ์ดี ถึงยังฝังตัวไม่สำเร็จ? หรือทำไมบางครอบครัวถึงต้องเจอกับภาวะแท้งในช่วงไตรมาสแรกซ้ำๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ?

ความจริงก็คือ การตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของตัวอ่อน” เพียงอย่างเดียว แต่ “สภาพแวดล้อม” ที่ตัวอ่อนอาศัยอยู่ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ตามธรรมชาติแล้ว ในมดลูกของคุณแม่จะมีการสร้างสารโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า GM-CSF (Granulocyte-Macrophage Colony-Stimulating Factor) สารตัวนี้เปรียบเสมือน “ภาษา” ที่มดลูกใช้สื่อสารกับตัวอ่อน คอยโอบอุ้ม ให้สารอาหาร และส่งสัญญาณบอกให้เยื่อบุมดลูกเตรียมพร้อมรับการฝังตัว

แต่เมื่อเราต้องใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และนำตัวอ่อนออกมาเลี้ยงภายนอกร่างกาย ตัวอ่อนจะขาดสารสื่อสารที่สำคัญนี้ไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความเครียดระดับเซลล์ได้

วงการแพทย์จึงได้พัฒนานวัตกรรม “น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนที่เสริมสาร GM-CSF” ขึ้นมา เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมในตู้เลี้ยงให้เหมือนกับมดลูกของคุณแม่มากที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดในหลายมิติ:

🛡️ ลดความเครียดของตัวอ่อน: ช่วยให้เซลล์แบ่งตัวได้สมบูรณ์ แข็งแรง และลดอัตราการฝ่อตัว 

🌱 เพิ่มอัตราการฝังตัว: ในช่วงย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก สารนี้จะช่วยสื่อสารกับมดลูก ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นมิตรกับตัวอ่อน และพร้อมสำหรับการฝังตัวมากขึ้น 

✨ ลดอัตราการแท้ง: โดยเฉพาะในกลุ่มคุณแม่ที่มีประวัติตัวอ่อนไม่ฝังตัวซ้ำซาก (RIF) หรือเคยแท้งโดยไม่ทราบสาเหตุ

เทคโนโลยีนี้ถือเป็นความหวังใหม่และก้าวสำคัญของวงการแพทย์ ที่ลงลึกถึงการดูแลเอาใจใส่ในระดับเซลล์ เพื่อประคับประคองให้ตัวอ่อนทุกตัวได้เติบโตอย่างดีที่สุดตั้งแต่ก้าวแรก

สำหรับครอบครัวไหนที่เคยผ่านความผิดหวังมา อย่าเพิ่งท้อ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่พร้อมจะช่วยอุดช่องโหว่และเพิ่มโอกาสให้คุณเสมอ

หากคุณแม่ท่านไหนมีประวัติฝังตัวอ่อนไม่สำเร็จ หรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรม GM-CSF ว่าเหมาะกับเคสของเราหรือไม่ สามารถสอบถาม หรือนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ของเราได้ค่ะ เราพร้อมดูแลและหาทางออกที่ดีที่สุดไปด้วยกัน 💙

นักวิทย์อยากเล่า: Superior A.R.T. IVF Lab, Behind Your Success

นักวิทย์อยากเล่า IVF Lab

Superior A.R.T. IVF Lab, Behind Your Success

เพราะ “ตัวอ่อน” คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่เปราะบางที่สุด

ทุกขั้นตอนในห้องปฏิบัติการของ Superior A.R.T. จึงถูกออกแบบภายใต้มาตรฐานระดับสากล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เสถียร และเหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาตัวอ่อน

Precision You Can Trust. Care You Can Feel.

มาตรฐานห้องปฏิบัติการระดับสากล

ทั้ง 3 ห้องปฏิบัติการ IVF ของเรา ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน (Embryology Laboratory) ห้องปฎิบัติการตรวจวิเคราะห์และเตรียมอสุจิ (Andrology Laboratory) และห้องปฎิบัติการพันธุศาสตร์ (Genetic Laboratory) ได้รับการออกแบบตามระบบ Cleanroom Technology เพื่อควบคุมทุกปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของตัวอ่อน ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงสูง การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนและโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้

โครงสร้างของห้องปฏิบัติการ วัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงระบบอากาศภายในห้องถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างสภาวะที่ “สะอาด เสถียร และปลอดภัยสูงสุด” ใกล้เคียงธรรมชาติในร่างกายมนุษย์มากที่สุด และเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติงานทางห้องปฏิบัติการที่ดี (Good Laboratory Practice)

  • ระบบกรองอากาศ HEPA Filter ร่วมกับ VOC Filter
    ช่วยกรองทั้งฝุ่นขนาดเล็ก เชื้อจุลชีพ และสารเคมีระเหย (Volatile Organic Compounds) ที่อาจเป็นพิษต่อตัวอ่อน นอกจากนี้ Superior A.R.T. ติดตามระดับ ของ VOCs ในห้องปฏิบัติการทุกวัน เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ผิดปกติได้ทันที
  • ระบบ Positive Pressure (แรงดันอากาศบวก)
    ป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่พื้นที่ห้องปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน
  • การควบคุมคุณภาพอากาศในระดับ Cleanroom Standard
    ควบคุมจำนวนอนุภาคในอากาศ (Particle Control) และลดความแปรปรวนของสภาพแวดล้อม 
  • โครงสร้างและวัสดุภายในห้อง
    เลือกใช้วัสดุผิวเรียบ ไร้รอยต่อ ไม่สะสมฝุ่น และไม่ปล่อยสารระเหยที่เป็นอันตราย เพื่อรักษาความสะอาดในระยะยาว 
  • การออกแบบพื้นที่แบบ Controlled Workflow
    ห้องปฏิบัติการตั้งอยู่ติดกับห้องผ่าตัด แยกสัดส่วนพื้นที่ทำงานอย่างชัดเจน จัด Workflow อย่างเหมาะสม โดยลดระยะทางในการเคลื่อนย้ายเซลล์สืบพันธุ์ให้น้อยที่สุดในทุกขั้นตอนของการรักษา 
  • การเข้าถึงห้องปฏิบัติการ จำกัดเฉพาะบุคลากรที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ควบคุมสภาวะอย่างแม่นยำ 24 ชั่วโมง

ตัวอ่อนในระยะเริ่มต้นเป็นเซลล์ที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมสูง ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ค่า pH หรือองค์ประกอบของก๊าซในอากาศ แม้ความผันผวนเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลต่อการแบ่งเซลล์ คุณภาพของตัวอ่อน และโอกาสในการฝังตัว

Superior A.R.T. จึงให้ความสำคัญกับ “ความเสถียร (Stability)” เป็นหัวใจหลักของการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน โดยใช้ระบบควบคุมและติดตามผลแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการพัฒนาเป็นไปอย่างเหมาะสมที่สุด

  • ควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ (Temperature Control)
    รักษาอุณหภูมิใกล้เคียงร่างกายมนุษย์ (~37°C) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเครียดของเซลล์และสนับสนุนการแบ่งตัวอย่างปกติ 
  • ควบคุมความชื้น (Humidity Control)
    ช่วยลดการระเหยของสารอาหารในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน และรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อมภายในจานเลี้ยงตัวอ่อน 
  • ระบบ Incubator แบบควบคุมก๊าซ (Gas-Controlled Incubator)
    ควบคุมระดับ CO₂ เพื่อรักษาค่า pH ของน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน และควบคุม O₂ ในระดับต่ำ (Low Oxygen Environment) เพื่อเลียนแบบสภาวะในร่างกาย ซึ่งช่วยลด Oxidative Stress ต่อ Embryo 
  • Minimized Disturbance Environment
    ลดการเปิด-ปิด Incubator และการเคลื่อนย้ายตัวอ่อน เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและก๊าซแบบฉับพลัน โดยแยกห้องเลี้ยงตัวอ่อน 1 ห้อง ต่อ 1 ผู้ใช้บริการ ทั้งการเลี้ยงตัวอ่อนในตู้เลี้ยงมาตรฐาน และ ตู้เลี้ยงตัวอ่อนแบบ Timelapse
  • Continuous Monitoring & Alarm System
    มีระบบตรวจวัดอุณหภูมิ ก๊าซ และสภาวะแวดล้อมแบบ Real-time พร้อมระบบแจ้งเตือนทันทีเมื่อค่าต่างๆ ออกนอกช่วงมาตรฐาน 
  • Data Logging & Quality Control
    บันทึกข้อมูลทุกพารามิเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพในระยะยาว 

🔬 ทุกองค์ประกอบถูกควบคุมอย่างละเอียด เพื่อให้ตัวอ่อนเติบโตในสภาวะที่ “ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด” และมีโอกาสพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์สูงสุด

เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ

ทุกขั้นตอนของการทำ IVF ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำและเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน Superior A.R.T. จึงเลือกใช้นวัตกรรมระดับสากล เพื่อดูแลตัวอ่อนในสภาวะที่เหมาะสมและเสถียรที่สุด

เรานำเทคนิค ICSI มาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการปฏิสนธิ ร่วมกับ Geri® Time-lapse Incubator ที่ช่วยติดตามการพัฒนาของตัวอ่อนอย่างต่อเนื่องโดยไม่รบกวนสภาวะแวดล้อม พร้อมวิเคราะห์ศักยภาพของตัวอ่อนในเชิงลึก

ด้านความปลอดภัย การระบุความถูกต้องของ ไข่ อสุจิ และตัวอ่อน นอกจากเราใช้นักวิทยาศาสตร์คนที่สอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแล้ว เรายังนำ ระบบ Gidget® Electronic Witnessing มาช่วยยืนยันตัวตนของไข่ อสุจิ และตัวอ่อน ในทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด และสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ป่วยด้วย

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการแช่แข็งแบบ Vitrification ช่วยรักษาคุณภาพของเซลล์ไข่และตัวอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต

น้ำยาและอุปกรณ์

แม้แต่รายละเอียดที่เล็กที่สุดในห้องปฏิบัติการ ก็สามารถส่งผลต่อการพัฒนาของตัวอ่อนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ “น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน (Culture Media)” และอุปกรณ์ที่สัมผัสกับเซลล์โดยตรง Superior A.R.T. จึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทุกองค์ประกอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนปลอดภัยและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนมากที่สุด

เราเลือกใช้ Culture Media ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในแต่ละระยะการพัฒนา โดยมีการควบคุมค่า pH และองค์ประกอบของสารอาหารให้ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกายมนุษย์ เพื่อสนับสนุนการแบ่งเซลล์และการพัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัย เช่น Embryo Toxicity Test และ Endotoxin Test เพื่อยืนยันว่าไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ในระดับจุลภาค

ในส่วนของอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองทุกชิ้นที่ใช้ภายในห้องแล็บ ล้วนเป็นระดับ Medical Grade ผ่านการฆ่าเชื้อ (Sterile) และออกแบบมาให้ไม่ปล่อยสารปนเปื้อนที่อาจรบกวนการพัฒนาของตัวอ่อน เช่น สารระเหยหรือสารเคมีตกค้าง พร้อมทั้งมีการควบคุมการใช้งานแบบ Single-Use เพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนข้ามตัวอย่าง

ทุกกระบวนการยังอยู่ภายใต้สภาวะปลอดเชื้อ (Aseptic Technique) อย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมและจุลชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนโดยตรง

ทีมผู้ชำนาญการระดับสากล

ความสำเร็จของการทำ IVF ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ทันสมัย แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเชี่ยวชาญของนักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อน (Embryologist)” ที่ดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การปฏิสนธิ การเพาะเลี้ยง ไปจนถึงการคัดเลือกตัวอ่อน

ทีม Embryologist ของ Superior A.R.T. ผ่านการรับรองจาก ESHRE ซึ่งเป็นองค์กรระดับสากลด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โดยมีมาตรฐานการประเมินทั้งด้านความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ทางปฏิบัติอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ปฏิบัติงานมีความสามารถในระดับสากล

บุคลากรของเรายังได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเทคนิคขั้นสูง เช่น การทำ ICSI การประเมินคุณภาพตัวอ่อน การเพาะเลี้ยงระยะ Blastocyst และการแช่แข็งเซลล์สืบพันธุ์ โดยมีการประเมินทักษะ (Competency Assessment) และติดตามผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษามาตรฐานการทำงานให้มีความแม่นยำและสม่ำเสมอในทุกเคส

นอกจากนี้ ทีมงานยังมีประสบการณ์ในการดูแลเคสที่มีความซับซ้อน เช่น ภาวะมีบุตรยากจากหลายปัจจัย หรือเคสที่ต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะทาง ทำให้สามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ภายใต้แนวทางการรักษาที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (Evidence-Based Practice)

การทำงานทุกขั้นตอนดำเนินไปภายใต้มาตรฐานสากลและระบบควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าตัวอ่อนทุกตัวได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

มาตรฐานคุณภาพที่ได้รับการรับรอง

Superior A.R.T. ยึดมั่นในระบบบริหารคุณภาพระดับสากล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนของการรักษาเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน มีความแม่นยำ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการไปจนถึงผลลัพธ์ของการรักษา

ห้องปฏิบัติการของเราได้รับการพัฒนาและควบคุมตามมาตรฐาน ISO 15189 ซึ่งเป็นมาตรฐานเฉพาะสำหรับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ โดยเน้นทั้งความถูกต้องของผลการทดสอบ (Accuracy) ความน่าเชื่อถือ (Reliability) และความสามารถของบุคลากร (Competency) ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการวิเคราะห์ (Pre-Analytical) ระหว่างการปฏิบัติ (Analytical) ไปจนถึงหลังการรายงานผล (Post-Analytical)

ในขณะเดียวกัน ระบบบริหารองค์กรยังสอดคล้องกับ ISO 9001 ซึ่งช่วยวางโครงสร้างการทำงานให้มีความเป็นระบบ โปร่งใส และมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการในระยะยาว

ทุกกระบวนการในห้องแล็บ IVF ถูกควบคุมภายใต้ระบบ Quality Control (QC) และ Quality Assurance (QA) อย่างเข้มงวด มีการติดตามตัวชี้วัดสำคัญ เช่น อัตราการปฏิสนธิ การพัฒนาของตัวอ่อน และผลลัพธ์การตั้งครรภ์ เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) และการประเมินจากหน่วยงานภายนอก (External Audit) เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานทั้งหมดถูกนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง

🔒ระบบความปลอดภัย

ทุกขั้นตอนของการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจำเป็นต้องอยู่ภายใต้สภาวะที่ “ต่อเนื่องและเสถียร” อย่างเคร่งครัด เนื่องจากตัวอ่อนมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอย่างมาก Superior A.R.T. จึงออกแบบระบบความปลอดภัยแบบหลายชั้น (Multi-layered Safety System) เพื่อป้องกันความเสี่ยงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ไฟฟ้าขัดข้อง หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ระบบโครงสร้างพื้นฐานได้รับการออกแบบให้รองรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง (Continuity of Operation) โดยมีระบบไฟฟ้าสำรอง (Backup Power) และแหล่งก๊าซสำรองสำหรับเครื่องมือสำคัญ เช่น ตู้เลี้ยงตัวอ่อน เพื่อให้สามารถรักษาอุณหภูมิและสภาวะของก๊าซได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดชะงัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความอยู่รอดและคุณภาพของตัวอ่อน

ภายในห้องปฏิบัติการมีระบบ Monitoring แบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับตรวจวัดค่าที่สำคัญ เช่น อุณหภูมิ ความเข้มข้นของก๊าซ และสภาพแวดล้อมต่างๆ พร้อมระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อค่าต่างๆ ออกนอกช่วงที่กำหนด เพื่อให้ทีมงานสามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที

ในด้านความปลอดภัยของตัวอย่างชีวภาพ (Biological Safety) เราใช้ระบบ Electronic Witnessing เพื่อยืนยันตัวตนของไข่ อสุจิ และตัวอ่อนในทุกขั้นตอนของกระบวนการรักษา ลดความเสี่ยงจาก Human Error และป้องกันการสลับตัวอย่างอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการตรวจสอบแบบซ้ำ (Double Verification) ตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนด้านความปลอดภัยเชิงระบบ (Risk Management) เช่น การจัดการถังไนโตรเจนเหลวสำหรับการแช่แข็ง การควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ (Access Control) และการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

IVF ไม่ใช่เพียงกระบวนการทางการแพทย์ แต่คือการสร้างโอกาสใหม่ให้กับชีวิต

ที่ Superior A.R.T. เราจึงใส่ใจในทุกขั้นตอน ด้วยมาตรฐานที่เหนือกว่า
เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า… คุณได้รับสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

ก้าวแรกสู่ความสมบูรณ์ของครอบครัว เริ่มต้นที่นี่

👉 ปรึกษาและวางแผนการมีบุตรกับทีมแพทย์เฉพาะทาง แชทคุยกับ Superior A.R.T. ได้เลยค่ะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : 5 พฤติกรรมคุณผู้ชาย ที่ทำลายอสุจิโดยไม่รู้ตัว

ถามหมอกับหมอจิว 5 พฤติกรรมที่ทำลายอสุจิ โดยไม่รู้ตัว

5 พฤติกรรมที่ทำลายอสุจิ โดยไม่รู้ตัว!

ใครกำลังวางแผนมีลูก ต้องหยุดดูคลิปนี้ด่วน!

ไลฟ์สไตล์ที่เราทำเป็นประจำ อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้คุณภาพของอสุจิเสื่อมลง มาฟัง “คุณหมอจิว” นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จาก Superior A.R.T. เล่าให้ฟังกันค่ะ

▶️ กดเพลย์เพื่อดูคลิปได้เลย! คุณผู้ชายเผลอทำข้อไหนอยู่บ้างมั๊ยคะ

💬 ปรึกษาวางแผนมีบุตร หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แชทคุยกับ Superior A.R.T. ได้เลยค่ะ


เช็กก่อนชัวร์กว่า! ทำไม Carrier Screening ถึงเป็น Must-Have Checkup ที่คู่รักยุคใหม่ไม่ควรข้าม

เช็กก่อนชัวร์กว่า ทำไม Carrier Screening ถึงเป็น Must-Have Checkup ที่คู่รักยุคใหม่ไม่ควรข้าม

Carrier Screening ความจริงที่ซ่อนอยู่ในรหัสพันธุกรรม: ทำไมคู่รัก “สุขภาพดี” จึงอาจส่งต่อโรคทางพันธุกรรมให้ลูกโดยไม่รู้ตัว

ในการวางแผนครอบครัวยุคใหม่ การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานแบบพื้นฐานอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หลายคู่เชื่อว่าหากไม่มีอาการเจ็บป่วย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่มีประวัติโรคประจำตัวที่ชัดเจน ลูกที่เกิดมาจะแข็งแรงสมบูรณ์ 100% แต่ในโลกของพันธุศาสตร์ ความเป็นจริงนั้นซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น

1. ปริศนาของ “พาหะแฝง”  

มนุษย์ทุกคนมักมียีนที่ผิดปกติแฝงอยู่โดยเฉลี่ย 2-3 ยีน ซึ่งถูกเรียกว่า “ยีนด้อย” หรือ พาหะ (Carrier) ภาวะนี้จะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใดๆ ออกมาเลย เนื่องจากมียีนเด่นอีกตัวช่วยพยุงการทำงานไว้ แต่หากคู่สมรสมีพาหะในยีนตำแหน่งเดียวกันมาเจอกัน โอกาสที่ลูกจะได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่จนกลายเป็น “โรคทางพันธุกรรม” จะสูงถึง 25% ในทุกการตั้งครรภ์

นี่คือเหตุผลที่คู่รักสุขภาพดีหลายคู่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก การตรวจ Carrier Screening จึงไม่ใช่การตรวจหา “โรค” ในตัวคุณ แต่เป็นการตรวจหา “รหัสลับ” ที่อาจส่งต่อไปยังรุ่นลูก

2. เจาะลึก 613 ยีน: นวัตกรรมที่เปลี่ยนนิยามการป้องกัน

เทคโนโลยี Genomic ในปัจจุบันก้าวล้ำไปถึงการถอดรหัสพันธุกรรมที่ละเอียดถึง 613 ยีน ครอบคลุมกลุ่มโรคที่รุนแรงและพบได้บ่อยในประชากรทั่วโลก การขยายขอบเขตการตรวจให้กว้างขึ้นไม่ได้มีไว้เพื่อความอุ่นใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “ปิดช่องโหว่” ของโรคหายากที่อาจแฝงอยู่ในสายเลือด

ตัวอย่างกลุ่มโรคสำคัญที่ถูกบรรจุอยู่ใน 613 ยีน ได้แก่:

  • Alpha-Thalassemia & Beta-Hemoglobinopathies: โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นพาหะแฝงที่พบมากที่สุดในคนไทย หากรุนแรงอาจส่งผลให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์หรือต้องรับเลือดตลอดชีวิต
  • Spinal Muscular Atrophy (SMA): โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากพันธุกรรม สาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตในทารก ซึ่งมักไม่ถูกตรวจพบในโปรแกรมตรวจสุขภาพทั่วไป
  • Fragile X Syndrome: สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกที่ส่งถ่ายผ่านยีน
  • Metabolic & Storage Disorders: เช่น Gaucher หรือ Tay-Sachs โรคที่เกิดจากการสะสมของสารพิษในร่างกายจนทำลายระบบประสาทและอวัยวะภายในอย่างถาวร

3. ระยะเวลา 14-21 วัน: ข้อมูลเพื่อการวางแผนชีวิตที่คุ้มค่า

กระบวนการตรวจใช้เพียงการเก็บตัวอย่างเลือดและรอผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการระดับสูงประมาณ 2-3 สัปดาห์ ข้อมูลที่ได้จะกลายเป็นเข็มทิศสำคัญในการเลือกวิธีตั้งครรภ์ หากพบว่าคู่สมรสมีความเสี่ยงสูง แพทย์สามารถนำเทคโนโลยีอย่างการทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการตรวจคัดกรองตัวอ่อนก่อนฝังตัว (PGT-M) มาใช้เพื่อเลือกตัวอ่อนที่ปราศจากโรคได้

การลงทุนตรวจพาหะทางพันธุกรรมเพียงครั้งเดียวในชีวิต จึงเป็นการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะต้นทุนของการ “ป้องกัน” ย่อมเทียบไม่ได้เลยกับต้นทุนทางกาย ใจ และเศรษฐกิจของการ “รักษา” โรคทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

4.  ใครบ้างที่ “ห้ามพลาด” การตรวจนี้?

  • คู่รักที่แต่งงานใหม่: เริ่มต้นครอบครัวด้วยความสบายใจ ไม่ต้องลุ้นตอนตั้งครรภ์
  • คู่ที่มีประวัติครอบครัว: ผู้ที่มีเครือญาติสายตรง หรือมีบุคคลในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคทางพันธุกรรม หรือโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

“เพราะการเตรียมพร้อมในระดับยีน คือความรักที่มองเห็นได้ด้วยวิทยาศาสตร์” ร่วมออกแบบอนาคตที่สมบูรณ์ให้ลูกน้อยของคุณวันนี้ เพราะความเสี่ยง… ป้องกันได้ถ้าเรารู้ก่อน

💬 อย่าปล่อยให้ความเสี่ยงทางพันธุกรรมเป็นเรื่องเดาใจ… วางแผนครอบครัวอย่างมั่นใจ นัดหมายปรึกษาแพทย์กับเราวันนี้

World Thalassemia Day (8 May)

World Thalassemia Day

8 พฤษภาคม วันธาลัสซีเมียโลก (World Thalassemia Day)

💟 เพราะ “รัก” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “รู้” ด้วย

World Thalassemia Day หรือ วันธาลัสซีเมียโลก ถูกกำหนดขึ้นโดย สมาพันธ์ธาลัสซีเมียนานาชาติ (TIF) เพื่อรำลึกถึงผู้ป่วยที่ต้องต่อสู้กับโรคนี้ และเพื่อส่งเสียงให้คนทั่วโลกตระหนักว่า “โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย” คือหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดในโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยเราด้วย

🌍 ทำไมวันนี้ถึงสำคัญ?

  • เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะหลายคนยังสับสนระหว่าง “โรค” กับ “พาหะ”
  • เพื่อผลักดันให้เกิดการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในอนาคต
  • เพื่อส่งต่อกำลังใจให้ครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วย

📊 สถิติที่น่าตกใจในไทย

รู้ไหมว่า…ในประเทศไทยมีคนเป็น “พาหะธาลัสซีเมีย” สูงถึง 30-40% ของประชากร หรือประมาณ 20 กว่าล้านคน! นั่นหมายความว่า เดินมา 3 คน จะมี 1 คนที่เป็นพาหะโดยไม่รู้ตัว เพราะคนที่เป็นพาหะจะดูแข็งแรงดีทุกอย่างเหมือนคนปกติ แต่มี “รหัสลับ” ของโรคซ่อนอยู่ในยีน

🤚🏻 หยุดการส่งต่อ… เริ่มต้นด้วยความมั่นใจที่ Superior A.R.T.

เพราะเราเข้าใจว่าการมีลูกคือ “ความฝันที่ยิ่งใหญ่” 👨‍👩‍👧‍👦 และไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากโรคทางพันธุกรรมที่ “ป้องกันได้”

คุณสามารถ “หยุดการส่งต่อ” โรคนี้ได้ที่ Superior A.R.T. เราเข้าใจและพร้อมเคียงข้างคุณเพื่อ Stop the Cycle ตัดวงจรโรคนี้ไม่ให้ส่งต่อไปยังลูกน้อย ด้วยเทคโนโลยี PGT-M 

🔬 คัดกรองตัวอ่อนลึกถึงระดับยีน (The Ultimate Screen)
🔬 มั่นใจได้ว่าตัวอ่อนที่ได้รับการฝังตัว จะไม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย
🔬 ดูแลโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ระดับสากล

ธาลัสซีเมียเป็นเรื่องที่เลือกไม่ได้… แต่คุณเลือกที่จะป้องกันให้ลูกของคุณได้

👉 ติดต่อนัดหมายปรึกษานักพันธุศาสตร์ที่ Superior A.R.T. วันนี้

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.65 ❝เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2567)

ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำ ICSI หลายคนอาจมีความกังวลอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ใครบ้างที่เหมาะกับวิธีนี้ ต้องผ่านการตรวจประเมินอะไรบ้าง หรือจำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมที่สุด อีกทั้งขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร รวมถึงประสบการณ์ในวันเก็บไข่ว่าจะเจ็บหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อนว่าจำเป็นหรือไม่ ใน EP. 65 นี้ คุณหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาพูด เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ ICSI เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมที่สุด

1. ทำความรู้จักเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (IUI vs. ICSI) 01:12

  • ความแตกต่างและข้อจำกัดของ IUI: 01:34
  • IUI (Intrauterine Insemination) คือ การคัดเชื้ออสุจิที่แข็งแรงฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยฝ่ายชายจะหลั่งแล้วก็เก็บน้ำเชื้อออกมา หลังจากนั้นนักวิทย์ฯ ก็จะเอาน้ำเชื้อไปปั่นเพื่อผ่านกระบวนการคัดสเปิร์มที่มีคุณภาพดีและเคลื่อนไหวดี แล้วฉีดกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยอาจจะใช้ยากระตุ้นให้ไข่โต แล้วฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • IUI เหมาะกับใคร: เหมาะกับฝ่ายชายที่น้ำเชื้อมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย และฝ่ายหญิงที่ท่อนำไข่ไม่ตันอย่างน้อย 1 ข้าง สามารถไข่ตกได้อย่างน้อย 1 ใบ
  • ข้อจำกัดของ IUI: การมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ เมื่อผู้ชายหลั่งน้ําเชื้อในช่องคลอด ตัวอสุจิจะต้องวิ่งผ่านปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูก แล้วก็ไปที่ท่อนำไข่ เพื่อที่จะปฏิสนธิ ในขณะที่การทำ IUI จะเป็นการฉีดน้ำเชื้อที่มีตัวอสุจิเข้มข้นเข้าไปด้านบนของโพรงมดลูกโดยตรง จะช่วยย่นระยะทางให้อสุจิ อีกทั้งจํานวนตัวอสุจิที่ไปถึงตัวเซลล์ไข่ก็จะสูงขึ้น ทำให้โอกาสในการปฏิสนธิสูงขึ้น แต่สุดท้ายอสุจิต้องว่ายไปปฏิสนธิเอง และไม่สามารถคัดกรองคุณภาพไข่หรือโครโมโซมตัวอ่อนได้ ทำให้โอกาสสำเร็จจึงอยู่ที่ประมาณ 10-15% ต่อรอบ หากทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนมาทำ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น อายุ หากอายุมาก อาจจะตัดสินใจที่จะเปลี่ยนไปทำอิ๊กซี่เร็วขึ้น หรือดูค่า AMH หรือฮอร์โมนที่บอกปริมาณของเซลล์ไข่ในรังไข่ ถ้าค่าค่อนข้างน้อย อาจจะตัดสินใจข้ามไปทํา ICSI เร็วขึ้น

2. ใครบ้างที่เหมาะและควรทำ ICSI? 05:14

หากเคยรักษาด้วยการทำ IUI 3-6 รอบแล้วไม่สำเร็จ ก็จะพิจารณาการทำ ICSI นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแยกเป็นกรณีดังต่อไปนี้

  • ปัจจัยฝ่ายหญิง:
  • ท่อนำไข่อุดตัน (ทำให้ไม่สามารถทำ IUI ได้ ต้องข้ามมาทำ ICSI ทันที)
  • อายุมากกว่า 35 ปี (คุณภาพและจำนวนไข่จะลดลงอย่างรวดเร็ว โอกาสตั้งครรภ์ลดลงมากขึ้น) หรือสามารถทดลองทำ IUI ก่อนได้ แต่ไม่ควรเกิน 2-3 รอบ
  • มีประวัติแท้งบ่อยครั้ง หรือเคยตั้งครรภ์ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ (การทำ ICSI จะช่วยให้สามารถตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก่อนใส่ได้)
  • ปัจจัยฝ่ายชาย:
  • มีอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี จำนวนน้อยกว่า 5-10 ล้านตัวต่อการหลั่ง 1 ครั้ง
  • เป็นหมัน หรือไม่มีอสุจิในน้ำหลั่งเลย (ต้องเจาะเก็บอสุจิจากลูกอัณฑะโดยตรง)
  • รูปร่างอสุจิผิดปกติอย่างรุนแรงจนไม่สามารถปฏิสนธิเองได้

3. กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่ 09:00

  • ไข่ในรอบธรรมชาติ vs ไข่ในรอบการทำเด็กหลอดแก้ว:
  • ในรังไข่จะมีฟองไข่ใบเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กัน ขนาดประมาณ 4 – 6 มม. โดยไข่จะถูกเรียกขึ้นมาเพื่อที่จะโตแข่งกันในแต่ละรอบเดือน ซึ่งจะมีเพียงแค่ 1 ใบต่อรอบเดือนที่สามารถโตจนตกได้ในช่วงกลางรอบเดือน ดังนั้นตามธรรมชาติผู้หญิงจะตกไข่เพียงเดือนละ 1 ใบเท่านั้น ส่วนใบที่เหลือจะฝ่อและสลายไป สาเหตุที่ได้แค่ใบเดียว เนื่องจากมีการหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นไข่ หรือ FSH ที่จํากัด ซึ่งเพียงพอที่จะกระตุ้นให้ไข่โตได้แค่ใบเดียวในรอบเดือน ธรรมชาติกําหนดให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ได้ครั้งละ 1 คน
  • ส่วนการทำเด็กหลอดแก้ว ที่ต้องการเก็บไข่ให้ได้หลายๆ ใบพร้อมกัน จึงต้องฉีดฮอร์โมน (FSH) ภายนอกเข้าไปในปริมาณที่สูง เพื่อกระตุ้นให้ไข่ใบเล็กๆ ในรังไข่ที่ถูกเรียกขึ้นมาในต้นรอบเดือนนั้นโตขึ้นพร้อมกันหลายใบในหนึ่งรอบ
  • กระบวนการกระตุ้นไข่และเก็บไข่:
  • คนไข้ต้องมาพบแพทย์ช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่ออัลตราซาวด์ดูไข่ตั้งต้นหรือไข่ใบเล็กๆ ที่สามารถกระตุ้นได้ว่ามีกี่ใบ เจาะเลือดดูฮอร์โมน (เช่น ค่า FSH, LH, E2 (Estradiol)) และดูปัจจัยอื่นประกอบ เช่น อายุ น้ำหนัก เพื่อช่วยแพทย์ประเมินว่าชนิดและปริมาณการใช้ยากระตุ้นไข่ 
  • สำหรับค่า AMH ที่ใช้ดูปริมาณ Ovarian Reserve หรือจำนวนฟองไข่ที่เหลือ ควรมีค่าเกิน 1.5-2 หากน้อยกว่า 1 แสดงว่าเหลือไข่น้อย หากเกิน 5 บ่งชี้ว่าอาจเป็น PCOS
  • ให้ฉีดยากระตุ้นไข่ต่อเนื่องทุกวัน ประมาณ 8-12 วัน โดยจะมีนัดทำอัลตราซาวด์ดูขนาดของฟองไข่ทุกๆ 3-4 วัน จนฟองไข่มีขนาดใหญ่กว่า 17 มิลลิเมตร จากนั้นจึงฉีดยาให้ไข่สุก และนัดเก็บไข่ในอีก 2 วันถัดไป
  • วันเก็บไข่: จะมีการให้ยาแก้ปวดและยานอนหลับ คนไข้จะไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บ เซลล์ไข่มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถเห็นจาก ultrasound ได้ ในขั้นตอนของการเก็บไข่ แพทย์จะทำใช้เข็มเจาะเข้าไปดูดน้ำที่อยู่ในฟองไข่แต่ละใบ แล้วส่งให้นักวิทย์นำไปตรวจในห้องแล็บเพื่อหาเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ได้ โดยจะพักไว้ก่อนประมาณ 3-4 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะแยกเซลล์พี่เลี้ยงที่อยู่รอบนอกออก เพื่อเก็บเอาแต่เซลล์ไข่ โดยเซลล์ไข่ที่สามารถนำไปใช้ปฏิสนธิได้ คือระยะ MII หรือระยะที่ไข่สุก มีลักษณะกลม และมีเซลล์เล็กๆ อยู่ด้านข้าง ส่วนไข่ระยะอื่น หรือไข่อ่อน ระยะ MI ที่ยังไม่มีเซลล์เล็กๆ ด้านข้าง หรือ GV ก็จะถูกเลี้ยงต่อไปอีก 1 วัน หากสามารถพัฒนาไปจนถึงระยะ MII ได้ก็สามารถนำไปทำ ICSI เพิ่ม
  • เนื่องจากการกระตุ้นไข่ทำให้ไข่ที่โตขึ้นพร้อมกันหลายใบ ขนาดของรังไข่โตขึ้นค่อนข้างมาก หลังทำอาจมีอาการหน่วงท้องหรือท้องอืดเล็กน้อย ถือเป็นเรื่องปกติ
  • บางคนอาจมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออารมณ์หงุดหงิด เนื่องมาจากผลของการใช้ฮอร์โมน ซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นในรอบเดือนถัดไป

4. กระบวนการในห้องแล็บ: การปฏิสนธิ และการเลี้ยงตัวอ่อน 16:52

  • เทคนิคการปฏิสนธิ (Conventional IVF vs. ICSI):
  • IVF แบบดั้งเดิม: ปล่อยอสุจิหลายหมื่นตัวให้ว่ายเจาะไข่และปฏิสนธิกันเอง
  • ICSI: นักวิทย์จะคัดเลือก “อสุจิที่สมบูรณ์ที่สุด 1 ตัว” (คุณภาพ รูปร่าง การเคลื่อนไหว) เจาะฉีดเข้าไปในเนื้อไข่โดยตรงเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ (ปัจจุบันกว่า 90% ของคลินิกในไทยใช้วิธีนี้ เพราะสามารถควบคุมได้ ช่วยเพิ่มอัตราการปฏิสนธิได้สูงกว่ามาก)
  • การเลี้ยงตัวอ่อน (Day 1 – Day 5/6):
  • Day 1: ตรวจสอบการปฏิสนธิ โดยทั่วไปอัตราการปฏิสนธิสําเร็จควรเกิน 80% โดยต้องเห็นเป็นเซลล์กลมๆ 1 เซลล์ และข้างในเห็นเป็นวงเล็กๆ เรียกว่า Pronuclei หรือ PN หากปฏิสนธิสำเร็จ ปกติจะมี 2 อัน หรือ 2PN ที่มาจากพ่อและแม่อย่างละ 1 อัน แต่หากผิดปกติ เห็นแค่ 1 อัน หรือเกินเป็น 3 อัน สามารถเลี้ยงต่อไปได้ โดยในกลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจโครโมโซมหรือสารพันธุกรรมว่าผิดปกติหรือไม่ ถ้าปกติก็สามารถใส่ตัวอ่อนได้ แต่ถ้าไม่ได้ตรวจโครโมโซมก็จะไม่แนะนําให้ใส่เลย
  • Day 3: ตามเกณฑ์ตัวอ่อนควรแบ่งเซลล์ได้อย่างน้อย 7-8 เซลล์
  • Day 5-6 (ระยะ Blastocyst): ใน Day 5 ตัวอ่อนจะแบ่งเซลล์เป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ เซลล์ที่อยู่ด้านในที่จะพัฒนาไปเป็นตัวเด็ก (Inner Cell Mass) และเซลล์ที่อยู่ด้านนอกที่จะพัฒนาไปเป็นรก (Trophectoderm) ในระยะนี้สามารถดึงเซลล์รกบางส่วนไป “ตรวจโครโมโซม” ได้ ในกรณีที่ตัวอ่อนยังมีจำนวนเซลล์น้อยเกินไป ตัวเล็กเกินไป ยังไม่สามารถตรวจได้ ก็จะเลี้ยงต่อไปจนถึง Day 6 
  • หลังจากเราตัดเซลล์ไปตรวจแล้ว ก็จะแช่แข็งตัวอ่อนเก็บไว้ เพื่อรอผลการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน และรอบเดือนถัดไปที่ผนังมดลูกพร้อมก็สามารถใส่ตัวอ่อนที่ผลการตรวจผ่านได้
  • ตู้เลี้ยงตัวอ่อน มี  2 แบบ คือ ตู้เลี้ยงตัวอ่อน Time-Lapse Technology (Geri®) เป็นระบบปิด สามารถดูวิดีโอเพื่อมอนิเตอร์ตัวอ่อนได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และย้อนกลับไปดูได้ และตู้เลี้ยงตัวอ่อนมาตรฐาน ที่จำเป็นต้องนำออกมาจากตู้ไปส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อเป็นการรบกวนตัวอ่อนให้น้อยที่สุด จึงจะดูแค่ 3 ครั้งคือ Day 1, 3, 5-6
  • เกรดของตัวอ่อน ประกอบด้วย
  • ตัวเลข ที่บอกระยะการฟักตัว เช่น 5 = Hatching เริ่มฟักออกจากเปลือก, 6 = ฟักออกจากเปลือกแล้ว, 4 = บลาสที่ยังไม่ฟักออกจากเปลือก, 3 = บลาสเล็ก, 2 = early blast
  • ตัวอักษรตัวแรกบอกคุณภาพเซลล์ตัวเด็ก พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์มีมากน้อยแค่ไหน การจับตัวของเซลล์จับกันแน่นดีไหม มีรอยต่อระหว่างเซลล์หรือไม่ ถ้าเห็นรอยชัดก็อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
  • ตัวอักษรตัวหลังบอกคุณภาพเซลล์รก  พิจารณาการให้เกรดจาก จํานวนเซลล์ การแบ่งเซลล์เท่ากันดีไหม ความหนาแน่นของเซลล์เป็นอย่างไร 
  • ตัวอักษรจะแบ่งเป็นเกรด A B C เช่น เกรด A คือดีเยี่ยม เกรด B คืออยู่ในเกณฑ์ดี เกรด C คือด้อย โดยส่วนตัวคุณหมอมองว่า ถ้าทั้ง 2 ตัวเป็นเกรด B ขึ้นไป ถือว่าเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี

5. การเตรียมโพรงมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อน 25:26

  • การแช่แข็งตัวอ่อนและเตรียมผนังมดลูก:
  • การแช่แข็งตัวอ่อน: ตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งเก็บไว้จะหยุดโต ไม่พัฒนาต่อ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี ไม่จำเป็นต้องรีบใส่ในรอบเดือนถัดไป สามารถรอในวันที่พร้อมก็สามารถมาเตรียมผนังมดลูกเพื่อใส่ตัวอ่อนได้
  • การเตรียมผนังมดลูก: แพทย์จะนัดมาทำอัลตราซาวด์ภายในวันที่ 3 ที่ประจําเดือนมา เพื่อตรวจดูมดลูกและรังไข่ เช่น มีซีสต์หรือถุงน้ําที่รังไข่ที่สร้างฮอร์โมนรบกวนหรือไม่ มีก้อนเนื้องอกหรือติ่งเนื้อที่ต้องรักษาก่อนไหม หากไม่มี ก็สามารถเตรียมผนังมดลูกได้ ซึ่งสามารถทำได้ 2 แบบ วิธีแรกคือการใช้ยาฮอร์โมนจากภายนอก เป็นวิธีที่ยืดหยุ่น สามารถกำหนดวันใส่ตัวอ่อนได้ โดยยาชุดแรกจะกินเพื่อให้ผนังมดลูกหนาขึ้น และชุดที่ 2 เป็นยากินและยาสอดเพื่อให้ผนังมดลูกพร้อมรับตัวอ่อน โดยใช้ยาก่อนใส่ตัวอ่อน 5 วัน ส่วนวิธีที่ 2 คือการเตรียมมดลูกด้วยรอบธรรมชาติ มีข้อดีคือใช้ยาน้อยกว่า แต่มีความยืดหยุ่นน้อย ต้องกำหนดตามวันที่ไข่ตกเท่านั้น
  • ความหนาของโพรงมดลูก: ควรหนาประมาณ 8-12 มม. (หรืออย่างน้อยที่สุด 7 มม.)

6. การเตรียมตัวและดูแลสุขภาพก่อนทำ ICSI 29:45

การดูแลสุขภาพโดยรวม เป็นปัจจัยสําคัญมากที่มีผลต่อคุณภาพและจำนวนไข่ การตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ และคุณภาพสเปิร์ม

  • การปรับพฤติกรรม:
  • คุมน้ำหนัก: หากน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักลงประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตัว
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือสารเสพติดทุกชนิด
  • ทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน (0.8 – 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน)
  • วิตามินบำรุง: ผู้หญิงควรทานวิตามินเตรียมตั้งครรภ์, โฟลิก (Folic) โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) และเมลาโทนิน ส่วนผู้ชายเน้นวิตามินรวมที่มี ซิงค์ (Zinc), โฟลิก และโคเอนไซม์คิวเทน
  • วงจรการสร้างไข่และอสุจิใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ดังนั้นพฤติกรรมสุขภาพในช่วง 3 เดือนก่อนทำ จึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพเซลล์
  • หากยังพอมีเวลา ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน แต่ก็สามารถพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากอายุมากแล้ว หรือค่า AMH ไม่ดี ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวนานขนาดนั้น

7. การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) จำเป็นหรือไม่? 37:10

  • ความสำคัญของการตรวจโครโมโซม:
  • ตัวอ่อนที่โครโมโซมผิดปกติส่วนใหญ่มักจะไม่ฝังตัว หรือแท้งในไตรมาสแรก แต่มีบางกรณีที่ฝังตัวแล้วคลอดออกมาเป็นเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมได้ (โครโมโซมคู่ที่ 21 ผิดปกติ ซึ่งเป็นโครโมโซมแท่งเล็ก ที่มีโอกาสที่เด็กจะรอดชีวิตจนถึงคลอดได้) หรือคลอดออกมาแต่อยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิต (โครโมโซมคู่ที่ 13 หรือ 18 ผิดปกติ ซึ่งก็เป็นโครโมโซมแท่งเล็กเช่นเดียวกัน)
  • หากไม่ตรวจโครโมโซม โอกาสตั้งครรภ์ต่อการใส่ตัวอ่อน 1 ครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 40% แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่าตัวอ่อนปกติ โอกาสตั้งครรภ์จะสูงถึง 60-70% และช่วยลดความเสี่ยงในการแท้ง
  • กลุ่มที่ควรตรวจ PGT : ผู้หญิงอายุเกิน 35 ปี, มีประวัติแท้งบ่อย (>2 ครั้ง), ใส่ตัวอ่อนแล้วไม่ติดหลายครั้ง, มีลูกคนก่อนมีความผิดปกติ หรือพ่อแม่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรม (เช่น ธาลัสซีเมีย)
  • Q&A: ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ตอนตั้งครรภ์ยังต้องตรวจ NIPT (เจาะเลือดแม่) อีกหรือไม่?
  • จำเป็นต้องตรวจ แม้การตรวจโครโมโซมตัวอ่อนในระยะ Day 5 จะแม่นยำกว่า 90% แต่เป็นการดึงเซลล์จากส่วนที่ “จะเป็นรก” ไปตรวจ ดังนั้นจึงควรเจาะเลือดตรวจ NIPT เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

สูตรเด็ดเคล็ดลับ: การเตรียม ‘ผนังมดลูก’ ให้หนานุ่ม พร้อมรับการฝังตัว

เตรียมผนังมดลูก

เตรียมผนังมดลูก ให้หนานุ่มระดับพรีเมียม… สูตรปูพรมแดงรอรับลูกน้อยมาฝังตัว!🏠✨

เพราะ “บ้าน” ที่อุ่นนุ่ม คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของตัวอ่อน และจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการทำ IVF/ICSI

ในการทำ IVF/ICSI หลายคนทุ่มเทให้กับการบำรุงไข่จนลืมไปว่า “ผนังมดลูก” คือด่านสุดท้ายที่ตัดสินความสำเร็จ ผนังมดลูกที่สมบูรณ์ต้องหนา 8-13 มม. มีลักษณะใสเป็นวุ้น 3 ชั้น (Trilaminar) และมีเลือดไหลเวียนดี

นี่คือ 5 สูตรเด็ดเตรียมมดลูกให้หนานุ่ม พร้อมรับการฝังตัวฉบับเจาะลึก:

1. เติม “Superfoods” สร้างเนื้อเยื่อคุณภาพ 🥚
เน้นโปรตีนสูงจากไข่ขาว (วันละ 2-3 ฟอง) และปลาทะเล เพื่อเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างเซลล์ผนังมดลูกให้หนาตัวอย่างแข็งแรง

2. “Anti-Inflammatory” ลดการอักเสบภายใน 🌿
เน้นทานกรดไขมันดี (Omega-3) จากปลาหรือถั่ว และเลี่ยงน้ำตาลขัดสี หากร่างกายมีภาวะอักเสบต่ำ จะช่วยให้ตัวอ่อนเกาะติดและฝังตัวได้ดีขึ้น

3. ขยับร่างกายเพิ่ม Oxygen ในอุ้งเชิงกราน 🧘‍♀️
เน้นการเดินเร็ววันละ 30 นาที หรือโยคะท่าที่ช่วยเปิดเชิงกราน เพื่อกระตุ้นให้เลือดไม่หยุดนิ่ง และนำพาออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเยื่อบุโพรงมดลูกโดยตรง

4. “Deep Sleep” ล็อกเวลาทองของฮอร์โมน 💤
ต้องหลับสนิทก่อนเที่ยงคืน เพื่อให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนมาควบคุมการหนาตัวของผนังมดลูกตามธรรมชาติ หากเครียดหรืออดนอน  อาจส่งผลให้ผนังมดลูกหดตัวและบางลงได้

5. ดื่มน้ำสะอาด (Hydration) ตัวนำพาความสำเร็จ 💧
ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 2-3 ลิตร เพื่อไม่ให้เลือดหนืดข้น ช่วยให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเดินทางไปสั่งการการสร้างผนังมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ที่ Superior A.R.T. เราใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในแล็บที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงการดูแลเตรียมความพร้อมของร่างกายคุณแม่ เพราะเราอยากให้ “บ้าน” หลังแรกของลูกน้อยอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด 💙

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง (Autoantibody) ก่อนการฝังตัวอ่อน

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง Autoantibody ก่อนการฝังตัวอ่อน

การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานตัวเอง (Autoantibody) ก่อนการฝังตัวอ่อน มีประโยชน์ยังไง?

สำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนทำเด็กหลอดแก้ว อาจเคยได้ยินเรื่องการตรวจ “Autoantibody” กันมาบ้าง วันนี้เราจะพามาเจาะลึกกันค่ะว่า การตรวจนี้คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับโอกาสในการตั้งครรภ์?

ภูมิต้านทานตัวเอง หรือ Autoantibody  คือ “ภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ” ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อต้านกับเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายเอง แทนที่จะไปจัดการกับเชื้อโรค ซึ่งจะส่งให้มีการทำงานของอวัยวะนั้นผิดปกติไป ในส่วนของการมีบุตร คุณแม่ที่ตรวจเจอภูมิคุ้มกันต้านทานตัวเอง อาจส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว เช่น In Vitro Fertilization (IVF) หรือ Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI) และยังเพิ่มโอกาสการแท้ง เด็กเสียชีวิตในครรภ์ หรือทารกโตช้าในครรภ์ได้ 

🔬 ตรวจหาค่าอะไรบ้าง?

ภูมิต้านทานตัวเองมีเยอะมาก ตัวอย่างกลุ่มภูมิคุ้มกันที่แพทย์มักแนะนำให้ตรวจ ได้แก่:

  • Antiphospholipid antibodies (เกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน/แท้งซ้ำ)
  • ANA (Antinuclear Antibody)
  • Anti-dsDNA
  • Lupus anticoagulant
  • Anti-cardiolipin
  • Anti-TG, Anti-TPO
  • Factor 12

✨ ประโยชน์ของการตรวจ Autoantibody

  • ช่วยหาสาเหตุในเคสที่ “ฝังตัวอ่อนไม่สำเร็จซ้ำๆ” โดยเฉพาะในกรณีที่ตัวอ่อนได้ตรวจโครโมโซม แล้วปกติ และเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพดี
  • ลดความเสี่ยงแท้ง ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์
  • ลดอัตราการเกิดทารกโตช้าในครรภ์ หรือเสียชีวิตในครรภ์ 
  • เพิ่มโอกาสความสำเร็จของการตั้งครรภ์ในกลุ่มเสี่ยงที่ตรวจพบภูมิคุ้มกันผิดปกติ เพิ่มอัตราการฝังตัวของตัวอ่อน

ในกรณีที่ตรวจพบภูมิคุ้มกันผิดปกติ แพทย์จะวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เช่น การให้ยาปรับภูมิ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือสเตียรอยด์ (ภายใต้การดูแลแพทย์) เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์และลดความเสี่ยงต่างๆ ตามที่กล่าวมา

💡 ข้อควรรู้ : ในกรณีที่ไม่เคยมีประวัติใดๆ มาก่อน เช่น กำลังจะใส่ตัวอ่อนครั้งแรก ไม่เคยมีประวัติแท้ง การตรวจภูมิคุ้มกัน อาจจะพิจารณาตรวจเป็นรายๆ ตามความเหมาะสม เช่น หากมีตัวอ่อนน้อย เป็นตัวอ่อนทองคำจากการกระตุ้นเก็บไข่หลายๆ รอบ คุณแม่อายุมาก การตรวจภูมิคุ้มกันอาจช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มากขึ้นได้ตั้งแต่การใส่ตัวอ่อนครั้งแรก

🙋‍♀️ การตรวจนี้เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่เคยฝังตัวอ่อนหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ
  • ผู้ที่เคยใส่ตัวอ่อนแล้วตั้งครรภ์ แบบตรวจเจอฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (hCG) ขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่สามารถไปต่อได้ หรือ Chemical pregnancy โดยเฉพาะในกรณีที่ตัวอ่อนตรวจโครโมโซมแล้ว
  • ผู้ที่มีประวัติแท้งซ้ำ
  • ผู้ที่มีประวัติทารกโตช้าในครรภ์ จากการตั้งครรภ์ที่ผ่านมา
  • ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันตนเอง เช่น SLE
  • ผู้ที่มีประวัติลิ่มเลือดอุดตันผิดปกติ
  • เคสที่แพทย์ประเมินว่าอาจมีปัจจัยด้านภูมิคุ้มกันเกี่ยวข้อง

🩸 ขั้นตอนการตรวจและการรักษา

จะทำการเก็บเลือด เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยจะตรวจหาค่า Autoantibodies ตามรายการที่แพทย์สั่ง ใช้ระยะเวลารอผลประมาณ 3–7 วัน 

กรณีพบความผิดปกติ ทำการวางแผนแนวทางรักษาแบบเฉพาะบุคคล เช่น

💊 ยาปรับภูมิคุ้มกัน
💉 ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น aspirin ขนาดต่ำ หรือ heparin)
💊 สเตียรอยด์ขนาดต่ำ
📅 ปรับแผนการใส่ตัวอ่อนและช่วงเวลาเริ่มยา

โดยแพทย์จะเริ่มการรักษาก่อนหรือพร้อมกับรอบการใส่ตัวอ่อน เพื่อเพิ่มโอกาสการฝังตัว

ที่ Superior A.R.T. เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางพร้อมดูแล วิเคราะห์หาสาเหตุอย่างละเอียด และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้คุณก้าวสู่การเป็นคุณแม่ได้อย่างมั่นใจค่ะ 💙

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.64 ❝การเตรียมตัวก่อน-หลังเก็บไข่ และการใส่ตัวอ่อน❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2567)

การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) เป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาภาวะมีบุตรยาก ถึงแม้จะเป็นวิธีที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด แต่ก็มีขั้นตอนและกระบวนการที่โหดสุดเช่นกัน ไม่ว่าจะต้องฉีดยาทุกวัน เก็บไข่ และใส่ตัวอ่อน ทั้งยังเป็นวิธีที่ค่าใช้จ่ายสูงด้วย ใน EP. 64 นี้ คุณหมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติตนและดูแลตัวเอง เมื่อจะต้องทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ 01:02

[00:01:12] – การตรวจประเมินร่างกาย:

ก่อนเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ ควรตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูขนาดมดลูก ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ (เช่น ช็อกโกแลตซีสต์) หากซีสต์มีขนาดใหญ่มากจนบังไข่ อาจทำให้เก็บไข่ไม่ได้ หรือถ้าเก็บผ่านซีสต์อาจทำให้ปวดท้องรุนแรงจากการระคายเคือง แพทย์จะประเมินว่าต้องผ่าตัดหรือให้ยาลดขนาดซีสต์ก่อนเริ่มกระตุ้นไข่หรือไม่

[00:03:37] – การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (คุณผู้หญิง):

  • การนอนหลับ: ควรเข้านอนก่อน 23:00 น. เพื่อให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ช่วยเพิ่มจำนวนไข่และการตอบสนองของไข่ดีขึ้น
  • การคุมน้ำหนัก: พยายามคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 110] หรืออย่างน้อย [ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 100] คือน้ำหนักที่เหมาะสม
  • โภชนาการ: ลดอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล (โดยเฉพาะน้ำตาลทรายในเครื่องดื่ม)

[00:05:15] – การทานอาหารบำรุงและวิตามิน (ทั้งสองฝ่าย):

  • งดสารเสพติด: ควรงดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • โปรตีน: เน้นโปรตีนจากสัตว์เล็ก (ไก่, ปลา) และโปรตีนจากพืช (ถั่วต่างๆ) ลดเนื้อสัตว์ใหญ่ติดมัน ทานไข่วันละ 1 ฟอง ในช่วงก่อนกระตุ้นไข่
  • วิตามิน (ผู้หญิง): ทาน Folic, Vitamin C, Coenzyme Q10 และวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (กรณีคนไข้ไข่น้อย แพทย์อาจพิจารณาให้ DHEA แต่ต้องประเมินก่อน เพราะไม่เหมาะกับคนที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น ภาวะ PCOS)
  • การเตรียมตัว (ผู้ชาย): ให้หลั่งอสุจิทิ้งทุก 4-5 วัน เพื่อให้ได้อสุจิที่มีคุณภาพดี ทั้งจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่าง และทานวิตามินกลุ่ม Zinc, Vitamin B, E, C และ Folic

2. การปฏิบัติตัวระหว่างการ “กระตุ้นไข่” 07:42

[00:07:49] – เน้นโปรตีนป้องกันรังไข่ตอบสนองมากเกินไป (OHSS):

เพิ่มการทานโปรตีน (เช่น ไข่ขาว 1 ฟอง/มื้อ หรือผลิตภัณฑ์ไข่ขาว) เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมจากเส้นเลือดเข้าสู่ช่องท้อง ช่วยลดภาวะบวมน้ำหลังเก็บไข่

[00:08:20] – ข้อควรระวังระหว่างกระตุ้นไข่:

  • งดมีเพศสัมพันธ์: รังไข่จะขยายขนาดใหญ่ขึ้น (จาก 3 เซนติเมตร เป็น 5-10 เซนติเมตร) การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ “รังไข่บิดขั้ว” ทำให้ไข่ขาดเลือดและปวดท้องรุนแรงได้ ควรงดไปจนกว่าประจำเดือนรอบถัดไปจะมา
  • คุณผู้ชาย: หลั่งอสุจิทุก 3-4 วัน ก่อนถึงวันเก็บไข่ เพื่อให้ได้อสุจิที่ดีที่สุด
  • พฤติกรรม อาหาร และวิตามินต่างๆ : ยังคงปฏิบัติต่อเนื่องจากก่อนกระตุ้นไข่ไปจนถึงในระหว่างการกระตุ้นไข่

[00:09:38] – ความสำคัญของ “ยาเข็มสุดท้าย” (ยาให้ไข่ตก):

  • ต้องฉีดให้ ตรงเวลา อย่างเคร่งครัด (ปกติฉีดก่อนเวลาเก็บไข่ 35-36 ชั่วโมง)
  • หากฉีดผิดเวลา (เร็วไป/ช้าไป) ถ้าเร็วไป ไข่จะไม่หลุดออกจากเปลือกฟองไข่ ทำให้แพทย์ดูดไข่ออกมาไม่ได้ หรือถ้าช้าไป ไข่อาจตกไปก่อน หากมีเหตุฉุกเฉินไม่สามารถฉีดยาได้ในเวลาที่กำหนดเอาไว้ ให้รีบแจ้งคลินิกเพื่อปรับเวลาเก็บไข่

3. การเตรียมตัว “วันเก็บไข่” และการดูแลหลังเก็บไข่ 12:40

[00:12:42] – การเตรียมตัวในวันเก็บไข่:

  • การเก็บไข่ด้วยการดมยาสลบ
  • งดน้ำและอาหาร 8-12 ชั่วโมงก่อนเก็บไข่
  • ล้างสีทาเล็บ 1 นิ้ว (เพื่อหนีบวัดค่าออกซิเจนในเลือด)
  • งดฉีดน้ำหอม และงดใช้เจลแอลกอฮอล์: สารระเหย (VOC) จะส่งผลเสียต่อคุณภาพของไข่ในห้องแล็บ

[00:14:35] – อาการหลังเก็บไข่ และ ภาวะรังไข่บิดขั้ว:

  • อาจมีอาการหน่วงท้อง (คล้ายปวดประจำเดือน) ในวันแรกหลังเก็บไข่ และมีอาการเจ็บแปลบๆ เวลาขยับตัว เนื่องจากอาจมีการอักเสบจากการใช้เข็มเจาะเก็บไข่ (2-3 วัน) หรือท้องอืด (3-7 วัน) เป็นอาการปกติ
  • งดเพศสัมพันธ์/กิจกรรมผาดโผน/ยกของหนัก/เกร็งหน้าท้อง/เบ่งถ่ายแรงๆ เพื่อป้องกัน “รังไข่บิดขั้ว”: ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ปวดตลอดเวลาไม่ทุเลา คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที หากปล่อยไว้อาจทำให้รังไข่ขาดเลือดจนเนื้อเยื่อที่รังไข่ตายได้

[00:18:11] – อาการอื่นๆ หลังเก็บไข่:

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย 1-2 วัน (ซึ่งอาจเป็นเลือดเก่าหลังทำหัตถการ หรืออาจเป็นคราบเบตาดีน) เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเลือดออกปริมาณมาก ให้รีบพบแพทย์
  • ประจำเดือนรอบถัดไปอาจมาเร็ว (5-10 วัน) หรือมาช้ากว่าปกติ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้
  • สามารถทานยาสามัญประจำบ้านได้ (เช่น พาราฯ, ยาแก้ไอ, ยาแก้หวัด, ยาฆ่าเชื้อ) แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

4. การเตรียมตัว “ก่อน” ใส่ตัวอ่อน 20:13

[00:20:23] – การเตรียมและประเมินเยื่อบุโพรงมดลูก:

  • แพทย์จะประเมินความหนาและลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • เยื่อบุโพรงมดลูกที่สวยงาม: ต้องเห็นเป็น “3 ชั้น” (Triple Line) ชัดเจน
  • ความหนา: ปกติควรอยู่ที่ 8-12 มิลลิเมตร (หากเตรียมยากจริงๆ ขั้นต่ำ 6.5 – 7 มิลลิเมตร และเรียงตัว 3 ชั้น ก็ยังพอรับได้ แต่ต้องอาศัยตัวอ่อนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีด้วย)
  • หากโพรงมดลูกไม่หนา อาจลองใช้ฮอร์โมนรอบธรรมชาติ, การสอดยาขยายหลอดเลือด (Viagra) หรือเทคโนโลยี PRP เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหรือเพื่อให้เยื่อบุรับกับตัวอ่อนได้ดีขึ้น
  • ถ้ามีติ่งเนื้อ (Polyp), มีพังผืด หรือมีน้ำขัง (สงสัยติดเชื้อ) อาจต้องส่องกล้องรักษาและทานยาให้เรียบร้อยก่อน
  • ติ่งเนื้อที่อยู่ด้านบนของโพรงมดลูก (จุดที่ตัวอ่อนจะฝังตัว) ต้องผ่าตัดออกก่อน
  • เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาได้ตามเกณฑ์แล้ว ก็จะสอดยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อปรับโครงสร้างของเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมรับกับการฝังตัวของตัวอ่อน โดยจะสอดยา 5 วัน และใส่ตัวอ่อนในวันที่ 6

[00:23:14] – การดูแลตัวเองช่วงเตรียมโพรงมดลูก:

  • ทานไข่วันละฟอง นอนก่อน 23:00 น.
  • ทานเฉพาะ Folic หรือวิตามินรวมสำหรับคนท้อง (งด DHEA และยาจีนในช่วงเตรียมโพรงมดลูก)
  • การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในรอบการเตรียมแบบฮอร์โมนธรรมชาติ ควรสวมถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ ที่อาจเสี่ยงได้ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ หากครอบครัวมีประวัติโรคทางพันธุกรรม นอกจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์อาจมีผลต่อการดูดซึมยา
  • หากป่วยหนัก เป็นไข้สูง ให้พิจารณายกเลิกรอบการใส่ตัวอ่อนไปก่อน
  • สามารถฝังเข็มได้ (ระวังจ้ำเลือดในคนที่ทานยาละลายลิ่มเลือด)
  • ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิดในช่วงนี้ (หรือเว้นระยะ 2-3 เดือนก่อนทำ) ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่แนะนำให้ฉีดหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

5. การปฏิบัติตัวในวันใส่ตัวอ่อน และ หลังใส่ตัวอ่อน 38:40

[00:38:40] – วันใส่ตัวอ่อน (Embryo Transfer):

  • ไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร
  • สามารถแต่งหน้า อาบน้ำ สระผมได้ตามปกติ แต่งดใส่น้ำหอม
  • ให้ดื่มน้ำและกลั้นปัสสาวะ: การที่กระเพาะปัสสาวะเต็ม จะช่วยดันมดลูกให้นอนลง ทำให้แพทย์สอดอุปกรณ์ได้ง่าย ไม่เจ็บ และเห็นภาพอัลตราซาวด์ชัดเจน (ถ้าปวดมากเกินไป อนุญาตให้ไปปัสสาวะออกเล็กน้อยได้)
  • แพทย์จะฉีดตัวอ่อนเข้าไป ตำแหน่งที่ดีคือ 1 เซนติเมตรจากขอบด้านบนของโพรงมดลูก โดยมักเลือกใส่ตัวอ่อนระยะ Hatching Blastocyst (Day 5) เมื่อตัวอ่อนเคลื่อนตัวไปหาตำแหน่งที่จะฝังตัว ก็จะฟักออกจากเปลือก (ระยะ Full Hatch) และแทรกตัวเข้าไปในชั้นของเยื่อบุโพรงมดลูก ถ้าหากใส่ตัวอ่อนในระยะที่ยังมีเปลือกอยู่ ก็จะทำให้การฝังตัวช้าลง เพราะตัวอ่อนต้องใช้เวลาฟักออกจากเปลือก 3-6 ชั่วโมง
  • เทคนิคเสริม: ยาช่วยให้มดลูกคลายตัว, การใช้ Embryo Glue ซึ่งมีความเข้มข้นและส่วนประกอบใกล้เคียงกับน้ำที่อยู่ในโพรงมดลูก เพื่อช่วยในการฝังตัวให้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่ทำให้การฝังตัวสำเร็จ คือ คุณภาพตัวอ่อน เยื่อบุโพรงมดลูก และฮอร์โมน

[00:44:48] – การดูแลหลังใส่ตัวอ่อน 1 สัปดาห์:

  • งดออกกำลังกาย, งดยกของหนัก, งดการไอ/เบ่งถ่ายแรงๆ (ระวังท้องผูก/ท้องเสีย), งดขึ้นลงบันไดบ่อยๆ (ถ้าจำเป็นให้เดินช้าๆ)
  • สามารถนั่งทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ห้ามกลั้นปัสสาวะ
  • การเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์ (HCG) ปกติจะเจาะที่ 10-14 วันหลังใส่ตัวอ่อน ค่าฮอร์โมน HCG เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ของรก ถ้าเจาะในวันที่ 7 จะอยู่ที่อย่างน้อย 40 และควรเพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 48 ชั่วโมง

[00:46:13] – สาเหตุที่ฮอร์โมน HCG ขึ้นแล้วตกลง (แท้งคุกคาม/ไม่ฝังตัว):

  • ตัวอ่อนอาจฝังตัวแล้ว แต่เซลล์ไม่แข็งแรงพอที่จะแบ่งตัวต่อ
  • เยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อมรองรับ
  • ขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (ลืมทานยา/สอดยา ในรอบการเตรียมโดยใช้ฮอร์โมน)
  • ปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของคุณแม่
  • แม้จะตรวจโครโมโซมแล้ว (NGS) ก็ยังมีโอกาสไม่ท้องได้ เนื่องจากอาจมีความผิดปกติระดับยีนที่มองไม่เห็น
  • เลือดไปเลี้ยงตัวเด็กไม่เพียงพอ หรือท้องลม

[00:51:11] – การติดตามหลังตั้งครรภ์ & เกร็ดความรู้เพิ่มเติม:

  • ตรวจเลือดคอนเฟิร์มอีกครั้ง และอัลตราซาวด์ครั้งแรกที่อายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ เพื่อดูถุงตั้งครรภ์และหัวใจเด็ก
  • ลดยาฮอร์โมนได้หลัง 7-10 สัปดาห์ และแนะนำให้ไปฝากครรภ์ต่อ
  • แม้จะคัดโครโมโซมตัวอ่อนแล้ว ก็ยังแนะนำให้ตรวจ NIPT (คัดกรองดาวน์ซินโดรม) เมื่ออายุครรภ์ 10-11 สัปดาห์ เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้องอีกครั้ง เนื่องจากจำนวนเซลล์ที่นำไปตรวจมากกว่า
  • หลังจากที่คลอดลูกแล้ว อีกนานแค่ไหนถึงจะมาใส่ตัวอ่อนลูกคนต่อไปได้? ควรรอ 1 ปีหลังคลอดธรรมชาติ หรือ 1-2 ปีสำหรับการผ่าคลอด โดยที่ต้องหยุดให้นมบุตร และมีประจำเดือนมา 2-3 รอบ
  • เกร็ดความรู้ (เทคนิค MACS): คือการคัดกรองอสุจิตัวที่วิ่งและแข็งแรงที่สุดที่ผ่านแผ่นกรองได้ มีการแตกหักของ DNA น้อยลง โดยไม่ผ่านการปั่น (ลดความบอบช้ำของอสุจิ) ช่วยเพิ่มคุณภาพของอสุจิในการนำไปทำอิ๊กซี่ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์