World Embryologist Day: ทำความรู้จัก “นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน” ฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของครอบครัว

วันที่ 25 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวัน World Embryologist Day หรือ วันนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนโลก เนื่องในโอกาสพิเศษนี้ เราขอพาว่าที่คุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับ “ฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลัง” ความสำเร็จของหลายๆ ครอบครัว พร้อมเจาะลึกความมหัศจรรย์ของการเจริญเติบโตของ “ตัวอ่อน” ในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน embryologist

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) คือใคร?

นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) คือ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลและประคบประหงมตัวอ่อนแทนคุณแม่ ตลอดช่วงเวลาที่ตัวอ่อนยังอยู่ในห้องปฏิบัติการ การทำงานนี้ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียดอ่อน และความใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าตัวอ่อนจะได้รับการดูแลในสภาวะที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

หน้าที่ของฮีโร่ในห้องปฏิบัติการ: ทุกวันคือการเฝ้าฟูมฟักด้วยหัวใจ

ตลอดกระบวนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะทำหน้าที่ติดตามการพัฒนาของตัวอ่อนอย่างใกล้ชิดในทุกๆ ระยะการเติบโต โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมและการปฏิสนธิ: ตั้งแต่กระบวนการรับไข่และเตรียมอสุจิ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วด้วยวิธี IVF หรือ ICSI
  • การตรวจยืนยันการปฏิสนธิ (Day 1): เฝ้าสังเกตการณ์ว่าไข่และอสุจิสามารถปฏิสนธิกันได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่
  • การติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อน: ดูแลการเจริญเติบโต การแบ่งเซลล์ ไปจนถึงการรวมตัวของเซลล์ (Compaction)
  • การพัฒนาสู่ระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst): เลี้ยงดูตัวอ่อนจนถึงระยะที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนทำการย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูกคุณแม่

ทุกขั้นตอนเหล่านี้ต้องดำเนินการภายใต้การควบคุมสภาพแวดล้อมของห้องปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ตัวอ่อนสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ความละเอียดอ่อนในการ “คัดเลือกตัวอ่อน” ที่ดีที่สุด

ในแต่ละวัน นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะประเมินคุณภาพของตัวอ่อนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเซลล์, รูปแบบการแบ่งตัว, ความสม่ำเสมอของเซลล์ รวมถึงการประเมินคุณภาพของเซลล์ที่จะกลายเป็นทารก (Inner Cell Mass – ICM) และเซลล์ที่จะกลายเป็นรก (Trophectoderm – TE) ในระยะ Blastocyst

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกอย่างละเอียด เพื่อนำไปประกอบการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีศักยภาพสูงที่สุด เตรียมพร้อมสำหรับกระบวนการทางการแพทย์ขั้นต่อไป เช่น:

  • การตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A)
  • การตรวจโรคทางพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT-M)
  • การย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก
  • การแช่แข็งตัวอ่อน (Embryo Freezing)

“เพราะสำหรับนักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนของเรา… ตัวอ่อนเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่เพียงเซลล์ที่ต้องดูแล แต่คือความหวัง ความรัก และความฝันของคุณพ่อคุณแม่ 💙

ทุกความสำเร็จของการมีลูกน้อย ไม่ได้เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความทุ่มเท ความละเอียด และความใส่ใจของทีมผู้ชำนาญการทุกคน โดยเฉพาะ “นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน” ผู้เป็นฮีโร่ที่อยู่เบื้องหลังทุกการเริ่มต้นของชีวิต ✨

Happy World Embryologist Day 🧫✨ แด่ฮีโร่ในห้องแล็บ ผู้อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มของหลายครอบครัว

👉 สนใจปรึกษาเรื่องการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลิก

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : เจาะลึกความลับผู้ชาย “DNA ของสเปิร์ม” คืออะไร? และมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร?

ถามหมอกับหมอจิว เจาะลึกความลับผู้ชาย DNA ของสเปิร์ม

DNA ของสเปิร์ม สำคัญแค่ไหน? ทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพตัวอ่อนและโอกาสตั้งครรภ์

หลายคนอาจเข้าใจว่า “สเปิร์มที่ดี” หมายถึงสเปิร์มที่มีจำนวนมาก เคลื่อนไหวได้ดี และมีรูปร่างปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา นั่นคือ DNA ของสเปิร์ม ซึ่งมีบทบาทโดยตรงต่อการปฏิสนธิ การพัฒนาของตัวอ่อน และโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จ

ตัวอ่อนที่แข็งแรงไม่ได้เกิดจากคุณภาพของไข่หรือสเปิร์มเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากการรวมตัวของสารพันธุกรรมจากทั้ง เซลล์ไข่ของคุณแม่ และ สเปิร์มของคุณพ่อ หากสารพันธุกรรมของฝ่ายชายเกิดความเสียหาย แม้ว่าผลตรวจสเปิร์มทั่วไปจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนและผลลัพธ์ของการรักษาภาวะมีบุตรยากได้

คลิปวิดีโอจาก หมอจิว – นพ.สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า DNA ของสเปิร์มคืออะไร สำคัญอย่างไร และเหตุใดการตรวจสุขภาพสเปิร์มในระดับ DNA จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยค้นหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากได้อย่างตรงจุด


รับชมคลิป: DNA ของสเปิร์มสำคัญอย่างไรต่อการมีบุตร?


DNA ของสเปิร์มคืออะไร?

ภายในหัวของสเปิร์มจะบรรจุ DNA หรือสารพันธุกรรมของฝ่ายชาย ซึ่งมีหน้าที่ส่งต่อข้อมูลทางพันธุกรรมครึ่งหนึ่งให้กับตัวอ่อนหลังการปฏิสนธิ เมื่อ DNA มีความสมบูรณ์ ตัวอ่อนก็มีโอกาสพัฒนาได้ตามปกติ แต่หาก DNA เกิดความเสียหาย (DNA Fragmentation) ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในระยะต่อมา

แม้ว่าสเปิร์มจะมีจำนวนดี เคลื่อนไหวดี และรูปร่างปกติ แต่หาก DNA ภายในเกิดความเสียหาย ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การตั้งครรภ์ไม่ประสบความสำเร็จ


การตรวจ DNA ของสเปิร์มเหมาะกับใครบ้าง?

การตรวจความสมบูรณ์ของ DNA ในสเปิร์ม (Sperm DNA Fragmentation Test) อาจเป็นประโยชน์สำหรับคู่สมรสที่มีภาวะดังต่อไปนี้

  • พยายามมีบุตรตามธรรมชาติมาเป็นเวลานานแต่ยังไม่สำเร็จ
  • เคยทำ IUI หรือ IVF/ICSI หลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
  • มีประวัติแท้งซ้ำ
  • ผลตรวจน้ำเชื้อปกติ แต่ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
  • ฝ่ายชายมีอายุมาก หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัมผัสความร้อนและสารเคมีเป็นประจำ

การตรวจเชิงลึกนี้จะช่วยให้แพทย์ประเมินคุณภาพของสเปิร์มได้ละเอียดกว่าการตรวจน้ำเชื้อทั่วไป และสามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับแต่ละคู่สมรสมากยิ่งขึ้น


ทำไมการตรวจระดับ DNA จึงมีความสำคัญ?

ในหลายกรณี คู่สมรสอาจได้รับผลตรวจน้ำเชื้อที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจาก ความเสียหายของ DNA ภายในสเปิร์ม ซึ่งการตรวจน้ำเชื้อมาตรฐานไม่สามารถประเมินได้

การตรวจ Sperm DNA Fragmentation จึงเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ช่วยให้แพทย์ค้นหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก วางแผนการรักษาได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จของการรักษาในอนาคต


สรุป

คุณภาพของตัวอ่อนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเซลล์ไข่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ คุณภาพของ DNA ในสเปิร์ม ด้วย การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้คู่สมรสเห็นภาพรวมของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ และสามารถเลือกแนวทางการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสมได้

หากคุณและคู่ครองพยายามมีบุตรมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ การตรวจสุขภาพสเปิร์มในระดับ DNA อาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ช่วยค้นหาสาเหตุและนำไปสู่การวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การตรวจ DNA ของ สเปิร์ม (Sperm DNA Fragmentation Test) หรือต้องการนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ สามารถติดต่อทีมงานเพื่อรับคำแนะนำและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้

ถามหมอ 💬 กับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ประจำเดือนผิดปกติ ส่งผลต่อจำนวนไข่ในอนาคตจริงหรือ?

ถามหมอกับหมอนิ x คุณมิ้น มิณฑิตา : ประจำเดือนผิดปกติ ส่งผลต่อจำนวนไข่ในอนาคตจริงหรือ

สาวๆ หลายคนอยากฝากไข่แช่แข็ง (Egg Freezing) แต่ติดที่ว่า ประจำเดือนผิดปกติ มาบ้างไม่มาบ้าง มีปวดท้องประจำเดือน เลยกังวลว่าจะทำให้ไข่ที่เก็บมาไม่ดีหรือเปล่า?

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของรังไข่ มีการตกไข่ที่ผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้ง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” ของไข่ในอนาคต

ประจำเดือนที่มาไม่สม่ำเสมอ อาจบ่งชี้ว่ารอบเดือนนั้นไม่มีการตกไข่ (Anovulation) ซึ่งพบได้ในคนไข้ที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS หรือ PMOS) หรือในคนไข้ที่ปริมาณไข่สำรองลดลงเร็วกว่าวัย (Diminished Ovarian Reserve) เช่น ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (POI) ทำให้ไข่เจริญเติบโตได้ไม่สมบูรณ์ คุณภาพไข่ไม่ดี

ส่วนอาการปวดท้องประจำเดือน อาจเป็นสัญญาณของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือโรคถุงน้ำรังไข่ Chocolate Cyst ซึ่งทำให้เกิดพังผืดในช่องท้อง ส่งผลให้ปริมาณไข่ในรังไข่ลดลงเร็วกว่าปกติ 

สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม ⚠️ อย่าปล่อยผ่านจนเสียโอกาสทองในการเก็บไข่คุณภาพดี!

▶️ มาหาคำตอบและเตรียมความพร้อมกับ “คุณหมอนิ” (พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา) ในคลิปนี้กันค่ะ

🙋‍♀️ ใครมีอาการตรงกับข้อไหน หรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามมาที่ Superior A.R.T. ได้เลยค่ะ

อยากปรึกษาเรื่องการวางแผนมีบุตร กดที่

นัดปรึกษาแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.68 ❝ปัญหามีลูกยาก ในฝ่ายหญิง❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่  30 ตุลาคม พ.ศ.2567 โดยหมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

ปัญหามีลูกยาก ในฝ่ายหญิง

บทความนี้ได้สรุปเนื้อหาจากไลฟ์ของ Superior A.R.T. ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัย สาเหตุ และวิธีการแก้ไขรักษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหานี้

[ 02:35 ] เกณฑ์การวินิจฉัย “ภาวะมีลูกยาก” คืออะไร?

ตามไกด์ไลน์ขององค์กร ASRM (American Society for Reproductive Medicine) ของอเมริกา ได้มีการปรับปรุงคำจำกัดความและเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะมีลูกยากในปี 2023 ไว้ดังนี้:

  • เกณฑ์ด้านระยะเวลา: คู่หญิงชายที่อยู่ด้วยกันและมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไปแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ แต่หากผู้หญิงมีอายุเกิน 35 ปี จะลดเกณฑ์ลงมาเหลือเพียง 6 เดือน เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้เร็วขึ้น 
  • เกณฑ์ด้านประวัติและร่างกาย: สามารถวินิจฉัยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบ 1 ปี หากซักประวัติหรือตรวจร่างกายแล้วพบว่าไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เช่น มีเพศสัมพันธ์ไม่ได้, มีท่อนำไข่ตันชัดเจน, หรือฝ่ายชายตรวจไม่พบสเปิร์มเลย/มีความผิดปกติของสเปิร์มที่รุนแรง
  • เกณฑ์ด้านความจำเป็นทางการแพทย์: คู่แต่งงานที่จำเป็นต้องใช้วิธีการทางการแพทย์ช่วยในการมีลูกแต่แรก เช่น การใช้สเปิร์มบริจาค, ไข่บริจาค, การทำ IUI หรือ ICSI
  • การเปิดกว้างด้านเพศสภาพ: ในคำจำกัดความใหม่ได้ตัดคำว่า “ผู้หญิง” หรือ “ผู้ชาย” ออก เพื่อให้ครอบคลุมถึงคู่รัก LGBTQ+ และคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ทั้งนี้ ในประเทศไทยปัจจุบันยังคงต้องใช้ทะเบียนสมรสระหว่างชาย-หญิงโดยกำเนิดตามกฎหมายอยู่)

[ 07:50 ] สถิติและสัดส่วนสาเหตุของภาวะมีลูกยาก

จากข้อมูลทางสถิติพบว่า คู่ชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอเป็นเวลา 1 ปี จำนวน 100 คู่ จะมีการตั้งครรภ์ประมาณ 80-90 คู่ ส่วนอีก 10-20 คู่ที่เหลือที่ยังไม่ท้อง จะถือว่าเข้าข่ายมีภาวะมีลูกยาก โดยสาเหตุสามารถแบ่งได้ดังนี้:

  • เกิดจากฝ่ายหญิง: พบได้ประมาณ 30-40%
  • เกิดจากฝ่ายชาย: พบได้ประมาณ 25-30%
  • ไม่ทราบสาเหตุ: พบได้ประมาณ 10-15% (ตรวจฝ่ายชายน้ำเชื้อปกติ ตรวจฝ่ายหญิงมดลูกและรังไข่ปกติ แต่ยังไม่ตั้งครรภ์)

[ 09:50 ] สาเหตุภาวะมีลูกยากในฝ่ายหญิง 

สาเหตุของภาวะมีลูกยากในฝ่ายหญิง สามารถแยกตามส่วนต่างๆ ของระบบสืบพันธุ์ได้ดังนี้:

[ 10:20 ] 1. ปัญหาที่ช่องคลอด

ปัญหาที่ช่องคลอดมักจะทำให้คนไข้ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ซึ่งส่งผลให้มีลูกยาก โดยอาจเกิดจาก:

  • ความผิดปกติแต่กำเนิด: เช่น เยื่อพรหมจรรย์ปิดสนิท หรือมีผนังกั้นด้านในช่องคลอด (Septum) ทำให้ไม่มีประจำเดือนและมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด
  • [ 11:25 ] ภาวะช่องคลอดหดเกร็ง (Vaginismus): มักเกิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ในอดีต ทำให้รู้สึกกลัวและฝังใจ ส่งผลให้ช่องคลอดตีบตันและหดเกร็งจนไม่สามารถสอดใส่ได้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับทัศนคติ การทำจิตบำบัด หรือปรึกษาจิตแพทย์

[ 12:40 ] 2. ปัญหาที่ปากมดลูก

ปากมดลูกเป็นทางผ่านของสเปิร์มเพื่อเข้าไปหาไข่ที่ท่อนำไข่ หากมีความผิดปกติจะทำให้สเปิร์มผ่านเข้าไปไม่ได้ เช่น:

  • การอักเสบของปากมดลูก: ทำให้มูกหนืดขึ้น สเปิร์มวิ่งเข้าไม่ได้ หรือมีสารอักเสบที่ทำลายสเปิร์มให้ตายตั้งแต่บริเวณนี้ ต้องรักษาด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อ
  • ปากมดลูกตีบตัน: อาจเกิดจากเคยขูดมดลูกในอดีต ทำให้มีแผลและพังผืดจนปากมดลูกตีบตัน ต้องไปแก้ไขตำแหน่งที่ตีบตัน

[ 13:56 ] 3. ปัญหาที่ตัวมดลูก

มดลูกเป็นที่ฝังตัวของตัวอ่อน แบ่งความผิดปกติออกเป็น 2 กลุ่ม คือ:

  • [ 14:11 ] ความผิดปกติของมดลูกแต่กำเนิด:
  • ภาวะมดลูกผิดรูป หรือมดลูกโค้ง (Arcuate Uterus) ตำแหน่งด้านบนของโพรงมดลูกโค้งหรือมีรอยคอด อาจมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนหากไปฝังตัวในตําแหน่งที่มีรอยคอด แต่หากไม่ได้ยื่นออกมามากก็ไม่จําเป็นต้องผ่าตัด โดยจะใส่ตัวอ่อนที่ตำแหน่งที่ต่ำกว่ายอดมดลูกที่มีผนังหนา
  • มดลูกมีผนังกั้น (Uterine Septum: Subseptate Uterus / Septate Uterus): หากเนื้อเยื่อยื่นออกมามากจนเป็นผนังกั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยการส่องกล้องเข้าไปผ่าตัดตัดผนังกั้นออก เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • ความผิดปกติที่ผ่าตัดไม่ได้: เช่น มดลูก 2 หัว, ผนังกั้นหนาและมีกล้ามเนื้อมดลูกด้านใน, มดลูกแฝด (มีมดลูกแยก 2 ข้างโดยสมบูรณ์) หรือมดลูกข้างเดียว สามารถรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้วและเลือกใส่ตัวอ่อนในด้านที่ใหญ่กว่า แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการคลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ หรือเด็กตัวเล็ก
ปัญหามีลูกยาก ภาวะมดลูกเจริญผิดปกติแต่กำเนิด
  • [ 17:37 ] โรคของมดลูกที่เกิดขึ้นภายหลัง:
  • [ 18:16 ] เนื้องอกมดลูก: แบ่งตามตําแหน่ง ได้แก่ (1) อยู่ที่ผิวมดลูกและยื่นออกไปด้านนอกมดลูก (2) อยู่ในกล้ามเนื้อมดลูกหรือในเนื้อมดลูก (3) ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งตำแหน่งที่ 3 นี้จะมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน แนะนำให้ส่องกล้องผ่าตัดออกก่อน ส่วนตำแหน่งที่ 1 และ 2 ไม่มีผลต่อการตั้งครรภ์ จึงไม่จําเป็นต้องผ่าตัด ยกเว้นมีอาการที่เกิดจากการกดเบียดจากก้อนเนื้องอก เช่น ปัสสาวะบ่อย อุจจาระผิดปกติ ปวดท้องหรือแน่นท้องมาก การผ่าตัดมดลูก หากลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ต้องรอแผลสมานประมาณ 1 ปี จึงจะตั้งครรภ์ได้ เพื่อป้องกันมดลูกแตก
  • [ 20:45 ] ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก: เกิดจากผนังมดลูกหนาตัวผิดปกติ หากติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่เกิน 1 ซม. ร่วมกับมีประวัติแท้งในไตรมาสแรกหรือใส่ตัวอ่อนหลายรอบแล้วไม่ท้อง แนะนำให้ผ่าตัดออก ส่วนในเคสที่ไม่เข้าเงื่อนไขก็ควรต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นด้วย เช่น มีตัวอ่อนเยอะหรือไม่ หากมีตัวอ่อนที่ปกติเพียงตัวเดียวก็อาจจะแนะนําให้ผ่าตัดก่อน และหากมีขนาดใหญ่เกิน 2 ซม. หรือมีอาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกกะปริบกะปรอย ประจำเดือนมาผิดปกติ ก็ควรผ่าตัดเช่นกัน
  • [ 24:12 ] เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (มดลูกโต / Adenomyosis): หากมดลูกโตไม่มากมักไม่ต้องให้ยา แต่หากมดลูกโตมาก (เกิน 10-12 ซม.) หรือมีอาการปวดประจำเดือนมาก อาจต้องให้ยากดขนาดมดลูกให้เล็กลงประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ผนังมดลูกดีขึ้นและเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์

[ 25:30 ] 4. ปัญหาที่ท่อนำไข่

หากท่อนำไข่อุดตัน จะทำให้มีลูกยาก สาเหตุอาจเกิดจาก ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis), การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน, ประวัติการผ่าตัดในช่องท้องที่อาจทำให้เกิดพังผืด (เช่น ไส้ติ่งแตก), การแท้งติดเชื้อ, หรือเคยท้องนอกมดลูก

  • [ 26:34 ] การวินิจฉัย: ตรวจได้ด้วยการฉีดสีและเอ็กซเรย์ดูท่อนำไข่ หรือการทำอัลตราซาวด์ร่วมกับการฉีดน้ำเกลือว่าสามารถผ่านเข้าไปในช่องท้องได้หรือไม่
  • [ 30:54 ] แนวทางการรักษา:
  • โดยปกติตามธรรมชาติ อวัยวะตรงส่วนที่เป็นท่อ เนื้อเยื่อด้านในจะมีการสร้างสารคัดหลั่ง หรือน้ำในนั้น สำหรับลักษณะท่อนำไข่ที่มีส่วนต้นแคบกว่าส่วนปลาย น้ำจึงมักไหลไปทางส่วนปลายมากกว่า
  • ตันส่วนต้น: น้ำจะยังสามารถไหลไปทางปลายท่อนำไข่ได้ ท่อนำไข่จึงไม่บวม สามารถทำ ICSI (เด็กหลอดแก้ว) ได้เลยโดยไม่ต้องผ่าตัดท่อนำไข่
  • ตันส่วนปลาย: น้ำที่คั่งที่ไม่สามารถระบายออกไปได้ ทำให้เกิดภาวะท่อนำไข่บวมน้ำ นอกจากนัั้นน้ำที่คั่งที่สะสมไว้เป็นเวลานานจะมีสารอักเสบที่เป็นพิษ เมื่อน้ำที่เป็นพิษค่อยๆ ซึมไหลเข้าโพรงมดลูก จึงรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อนและอาจพัดตัวอ่อนให้หลุดได้ ดังนั้นในเคสที่ทำ ICSI หมอจะแนะนำให้เก็บไข่ให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงไปผ่าตัดตัดท่อนำไข่ที่บวมน้ำออก ก่อนนำตัวอ่อนกลับมาใส่ในโพรงมดลูก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

[ 31:35 ] 5. ปัญหาที่รังไข่

ความผิดปกติที่รังไข่ทำให้ไข่ไม่ตก หรือไข่ตกไม่สม่ำเสมอ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่:

  • [ 31:50 ] ภาวะ PCOS (ถุงน้ำรังไข่หลายใบ): พบได้บ่อย ทำให้ไข่ไม่ตกเรื้อรัง ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ และมีลักษณะฮอร์โมนเพศชายเกิน รักษาได้ด้วยการให้ยากระตุ้นไข่ แล้วลองฉีดน้ำเชื้อ (IUI) หากไม่สำเร็จก็ข้ามไปทำ ICSI ได้
  • [ 32:42 ] ความผิดปกติของฮอร์โมน: การมีปัญหาฮอร์โมนไทรอยด์ หรือ ฮอร์โมนโปรแลคติน (ฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างน้ำนม) ผิดปกติ จะไปรบกวนทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทำให้ไข่ไม่ตก ต้องรับยาเพื่อปรับระดับฮอร์โมน
  • [ 33:41 ] ปัญหาจากน้ำหนักตัว:
  • น้ำหนักตัวเกิน (อ้วน): ทำให้ระบบฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ แพทย์จะแนะนำให้ลดน้ำหนักตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยช่วงแรกอาจจะลดประมาณ 5-10% ของน้ำหนักปัจจุบันก่อน แล้วค่อยๆ ลดมากขึ้นเท่าที่สามารถทำได้
  • [ 34:37 ] ผอมเกินไป / ออกกำลังกายหนักเกินไป: ผู้หญิงจำเป็นต้องมีเปอร์เซ็นต์ไขมัน (Body Fat) อย่างน้อย 22% ขึ้นไป ประจำเดือนจึงจะมาสม่ำเสมอ หากออกกำลังกายจนไขมันเหลือน้อยกว่า 10% ร่างกายจะคิดว่าอยู่ในสภาวะที่มีความเครียด ขาดสารอาหาร  ก็จะกดการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทำให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนไม่มา จึงทำให้มีลูกยากได้

[ 36:09 ] สาเหตุอื่นๆ ที่พบได้น้อย

นอกเหนือจากโครงสร้างทางกายภาพแล้ว อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการ Antiphospholipid Syndrome (ภาวะเลือดแข็งตัวง่าย) ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยกว่า 2-5% มักจะตรวจหาสาเหตุนี้ในกรณีที่หาสาเหตุอื่นไม่เจอ หรือคนไข้เคยใส่ตัวอ่อนมาแล้วหลายรอบแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งสามารถรักษาด้วยการปรับยาเพื่อช่วยให้ตั้งครรภ์ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอจิว นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)

นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา (ว.47770)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.67 ❝มดลูกโต มี Chocolate Cyst ปวดท้องประจำเดือน ส่งผลให้มีลูกยากไหม❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่  11 ตุลาคม พ.ศ.2567 โดยหมอนิ พญ.นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

ปัญหาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง อาจไม่ใช่แค่เรื่องปกติของผู้หญิงเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคแฝงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและโอกาสในการตั้งครรภ์ บทความนี้สรุปความรู้จาก Superior A.R.T. LIVE EP.67 ที่เจาะลึกเรื่องภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ช็อกโกแลตซีสต์ และภาวะมดลูกโต มีอาการอะไรบ้าง ส่งผลให้มีลูกยากอย่างไร พร้อมแนวทางการรักษาสำหรับผู้ที่วางแผนอยากมีบุตรในอนาคต

[ 01:39 ] ทำความรู้จักสรีระและมดลูกของผู้หญิง

ก่อนจะเข้าใจตัวโรค เราต้องมาทำความรู้จักกายวิภาคพื้นฐานกันก่อน มดลูกของผู้หญิงตั้งอยู่ตรงกลางลำตัว ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้:

  • ช่องคลอดและปากมดลูก ช่องคลอดอยู่ส่วนล่างสุด ต่อด้วยปากมดลูก 
  • ตัวมดลูก อยู่ตรงกลางต่อเนื่องจากปากมดลูกขึ้นมา ภายในจะมี “โพรงมดลูก” ซึ่งถูกบุด้วย “เยื่อบุโพรงมดลูก” และล้อมรอบด้วยชั้นกล้ามเนื้อมดลูก
  • ปีกมดลูก (ท่อนำไข่) และ รังไข่ ทั้งสองข้าง (ซ้ายและขวา)

[ 02:52 ] ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และ ช็อกโกแลตซีสต์ คืออะไร?

โดยปกติ “เยื่อบุโพรงมดลูก” จะเจริญและหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนทุกเดือน เลือดประจำเดือนจะไหลออกมาทางช่องคลอด แต่ในผู้หญิงบางคน อาจมีเลือดประจำเดือนบางส่วนไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องผ่านทางท่อนำไข่

โดยส่วนใหญ่ร่างกายจะกำจัดเลือดเหล่านี้ได้เอง แต่ในคนไข้กลุ่มนี้ ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดได้หมด ทำให้เยื่อบุเหล่านี้ไปเกาะตามที่ต่างๆ เช่น ชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ หรือแม้แต่เยื่อหุ้มปอด ภาวะนี้เรียกว่า “เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่” (Endometriosis)

ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

[ 04:49 ] ทำไมถึงเรียกว่า “ช็อกโกแลตซีสต์”? 

เมื่อเยื่อบุเหล่านี้ไปเกาะที่ “รังไข่” และฟอร์มตัวเป็นถุงน้ำ เลือดประจำเดือนเก่าที่คั่งค้างอยู่ภายในจะมีสีคล้ำคล้ายน้ำช็อกโกแลต จึงเป็นที่มาของชื่อเล่นว่า “ช็อกโกแลตซีสต์” (Chocolate Cyst) นั่นเอง

[ 05:53 ] อาการเตือน! แบบไหนที่เสี่ยงเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่?

หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรหมั่นสังเกตตัวเองและพบแพทย์:

  • ปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ: อาการปวดเกิดตรงบริเวณที่มีเยี่อบุไปเกาะ  ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่ปวดเล็กน้อย เคยทนได้ กลายเป็นต้องเริ่มทานยาแก้ปวด เข่น พาราเซตตามอล ต่อมาต้องทานยาแก้ปวดกลุ่มที่แรงขึ้น (เช่น ไอบูโพรเฟน, พอนสแตน) หรือต้องไปฉีดยาแก้ปวด
  • เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์: เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ทําให้เกิดการอักเสบ ร่างกายก็จะพยายามควบคุมการอักเสบนั้น โดยการสร้างพังผืดมาห้อมล้อมตรงบริเวณที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้อเยื่อตรงนั้นก็จะแข็ง ไม่ยืดหยุ่น ทำให้เกิดอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ได้
  • ปวดเบ่งเวลาขับถ่าย: หากเยื่อบุไปเกาะบริเวณลำไส้ จะทำให้ปวดมากเวลาอุจจาระในช่วงที่มีประจำเดือน
  • หายใจไม่อิ่มช่วงมีประจำเดือน (พบน้อย): เกิดจากเยื่อบุไปเกาะถึงเยื่อหุ้มปอด ทำให้ปอดแตกในช่วงมีรอบเดือน

[ 09:03 ] ช็อกโกแลตซีสต์ ทำให้มีลูกยากได้อย่างไร?

ภาวะนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “บ้านที่ร้อนและอักเสบ” ทำให้เกิดผลกระทบต่อการตั้งครรภ์หลายประการ:

  • 1. เกิดพังผืดรัดท่อนำไข่: สารอักเสบทำให้เกิดพังผืด เมื่อไปรัดท่อนำไข่ ก็จะทำให้ท่อนำไข่ตันหรือบวม
  • 2. คุณภาพและปริมาณไข่ลดลง: ไข่ที่อยู่รอบๆ ช็อกโกแลตซีสต์มีการอักเสบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไข่สลายตัวเร็วขึ้น นอกจากนี้ อาจตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ได้ไม่ดี บางครั้งไข่ไม่โต หรือบางครั้งไข่โตเร็วเกินไป ขนาดไข่ดูใหญ่แต่เจาะออกมากลับเป็นไข่อ่อน คุณภาพของไข่ไม่ดี ส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนไม่ดี โอกาสตั้งครรภ์จึงลดลง
  • 3. ขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน: สารก่อการอักเสบทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ตัวอ่อนจึงฝังตัวได้ยาก

[ 11:39 ] ภาวะมดลูกโต (Adenomyosis) ญาติสนิทของช็อกโกแลตซีสต์

ภาวะมดลูกโตเกิดจากเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกตัวเข้าไปใน “ชั้นกล้ามเนื้อมดลูก” ทำให้ผนังมดลูกขยายขนาดหนาขึ้น

  • อาการเด่น: ปวดท้องประจำเดือนอย่างหนักเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือน และมีปริมาณเลือดประจำเดือนออกเยอะมากผิดปกติ เพราะมีพื้นที่เยื่อบุโพรงมดลูกมากขึ้น
  • ปัญหาการมีบุตร: มดลูกที่โตจะมีการบีบตัวแรงกว่าปกติ อาจบีบไล่ตัวอ่อนออก หรือมีการอักเสบในชั้นกล้ามเนื้อส่งผลให้ตัวอ่อนฝังตัวไม่สำเร็จ
ภาวะมดลูกโต Adenomyosis

[ 13:48 ] แนวทางการรักษาช็อกโกแลตซีสต์และภาวะมดลูกโต

การรักษาจะขึ้นอยู่กับ “ความต้องการมีบุตร” เป็นหลัก

สำหรับผู้ที่ยังไม่อยากมีบุตร

  • ก้อนไม่ใหญ่: ใช้ยาฮอร์โมน (ยาคุมกำเนิด) เพื่อควบคุมอาการและกันไม่ให้โรคเป็นมากขึ้น
  • ก้อนใหญ่ (เกิน 4 ซม.) และปวดมาก: หากทานยาไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด

สำหรับผู้ที่อยากมีบุตร

  • อายุยังน้อย ท่อนำไข่ไม่ตัน อสุจิดี: สามารถลองตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องข้ามไปทำเด็กหลอดแก้วทันที
  • อายุมาก รังไข่เสื่อมหรือมีไข่น้อย ท่อนำไข่ตัน หรือฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องสเปิร์ม: แนะนำให้ทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI)
  • ต้องผ่าตัดไหม :
  • ช็อคโกแลตซีสต์ หากซีสต์มีขนาดไม่ใหญ่มาก แพทย์มักจะกระตุ้นและเก็บไข่ไว้ก่อน และพิจารณาให้ยา หรือผ่าตัดซีสต์ออก ก่อนย้ายตัวอ่อน เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
  • ภาวะมดลูกโต หากมดลูกขนาดโตไม่มาก ปวดท้องไม่มาก ก็สามารถใส่ตัวอ่อนได้ แต่หากมีขนาดใหญ่มาก ก็อาจจะฉีดยาเพื่อให้ขนาดมดลูกลดลง ลดการอักเสบ ก่อนการใส่ตัวอ่อน

[ 16:34 ] การตั้งครรภ์และหลังคลอดสำหรับผู้มีภาวะมดลูกโต

  • ระหว่างตั้งครรภ์: อาจพบผลข้างเคียงบ้าง เช่น รกฝังตัวได้ไม่ดี เด็กตัวเล็กกว่าปกติ ท่าของเด็กผิดปกติ หรืออาจคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อย แต่โดยรวมไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของทารกพิการ
  • หลังคลอด: ในคนไข้ที่มีช็อกโกแลตซีสต์หรือภาวะมดลูกโต ช่วงที่ให้นมบุตร ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูง ช่วยกดอาการของโรคไว้ อาการมักจะกลับมาเมื่อหยุดให้นมและประจำเดือนกลับมาปกติ จึงควรต้องพบแพทย์เพื่อติดตามอาการต่อเนื่อง

[ 18:21 ] เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และมดลูกโตจะหายขาดเมื่อไหร่?

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และมดลูกโต ถูกกระตุ้นด้วย “ฮอร์โมนเพศหญิง” ดังนั้นโรคจะหายขาดไปเองเมื่อ “เข้าสู่วัยทอง” เนื่องจากระดับฮอร์โมนลดลงอย่างถาวร

[ 19:14 ] ตอบคำถามจากทางบ้าน (Q&A)

  • มีอาการคล้ายไข้ทับฤดู ช่วงประจำเดือนมาเกี่ยวข้องกันไหม?: อาการคลื่นไส้  ตัวรุมๆ เหมือนมีไข้ สามารถเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ยิ่งผู้ที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จะปวดท้องหนักมาก ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียและเหมือนเป็นไข้ได้
  • ปวดท้องรุนแรง หน้ามืดวันแรก แต่ตรวจภายในปกติ?: การตรวจภายในทั่วไป อาจมองไม่เห็นซีสต์หรือพังผืดที่ซ่อนอยู่ ควรตรวจด้วยการทำอัลตราซาวด์ ร่วมด้วยจึงจะเห็นความผิดปกติ เช่น ซีสต์ชัดเจนมากขึ้น

[ 21:07 ] เทรนด์ใหม่: การฝากไข่ (Egg Freezing) เพื่ออนาคต

ปัจจุบันแพทย์มีคำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่รังไข่ (ช็อกโกแลตซีสต์) ว่า ปริมาณไข่จะสลายและลดลงเร็วกว่าคนทั่วไป หากอนาคตวางแผนอยากมีบุตร ควรพิจารณา “การกระตุ้นและเก็บไข่ ฝากไข่ แช่แข็งไข่ เอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือทำก่อนเข้ารับการผ่าตัดซีสต์ เพื่อป้องกันปัญหาไข่น้อยจนมีลูกยากในอนาคต

คำแนะนำทิ้งท้าย: ผู้หญิงทุกคนควรเข้ารับการตรวจภายในและอัลตราซาวด์เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะหากมีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง หรือประจำเดือนมาผิดปกติ การพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้รักษาได้ง่ายและรักษาโอกาสในการมีบุตรไว้ได้

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอนิ พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)

พญ. นิศารัตน์ สุนทราภา (ว.36947)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

𝐒𝐮𝐩𝐞𝐫𝐢𝐨𝐫 𝐀.𝐑.𝐓. 𝐋𝐈𝐕𝐄 : 🅔🅟.66 ❝ไข่น้อย กระตุ้นไข่ แล้วไม่ได้ไข่ ทำอย่างไรได้บ้าง❞

(คลิปย้อนหลัง ไลฟ์เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2567 โดยหมอโฟม พญ.ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027) สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก)

⏱️ ปัญหาไข่น้อย กระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 01:04)

คุณผู้หญิงที่เคยเข้ารับกระบวนการกระตุ้นไข่หรือทำเด็กหลอดแก้วมาแล้ว แล้วพบว่าตัวเองมีปัญหา “จำนวนไข่ตั้งต้นน้อย” และเมื่อกระตุ้นไปแล้ว “เก็บไข่ไม่ได้ไข่” สามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้การรักษารอบหน้าได้ฟองไข่ที่ดีและมีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างยากในการรักษา วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไข่ตั้งต้นน้อย รวมถึงแนวทางแก้ไขให้การรักษารอบหน้าได้ไข่ที่มีคุณภาพ ทั้งในมุมของการเตรียมตัวของคนไข้ และกระบวนการทางการแพทย์จากฝั่งของคุณหมอ

⏱️ “ไข่น้อย” คืออะไร?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 02:30)

โดยปกติแล้ว คำว่า “ไข่น้อย” หมายถึง ไข่ตั้งต้นมีจำนวนน้อย ในการทำเด็กหลอดแก้วแต่ละรอบ คุณหมอจะอัลตราซาวด์เพื่อนับฟองไข่ใบเล็กๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ไข่ตั้งต้น” ว่าในแต่ละรอบมีจํานวนฟองไข่เท่าไหร่ เพื่อประเมินว่าหลังจากที่เราให้ยากระตุ้นไปแล้ว จะได้ฟองไข่ที่สมบูรณ์หรือไข่สุก (Mature) จำนวนกี่ใบในรอบนั้น

  • การนับฟองไข่ตั้งต้น จะทำการนับในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน
  • คำว่าน้อยหมายถึงเท่าไหร่? คือมีจำนวนฟองไข่ที่นับได้ในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน น้อยกว่า 5 ใบ

⏱️ สาเหตุที่ทำให้ไข่ตั้งต้นน้อย เกิดจากอะไรได้บ้าง?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 03:24)

ไข่ตั้งต้นที่น้อยสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้:

  • 1. อายุที่มากขึ้น: เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้น การทำงานของรังไข่จะลดลง จำนวนฟองไข่หรือฟองไข่สำรองที่อยู่ในรังไข่ก็จะลดลงตามธรรมชาติ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า
  • 2. รังไข่เสื่อมก่อนวัย (Premature Ovarian Failure): รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันสมควร หรือรังไข่ทำงานน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็นตามอายุ ซึ่งเกิดจากพันธุกรรมหรือยีนที่ธรรมชาติให้มา แทนที่รังไข่จะหยุดทำงานตอนอายุประมาณ 40 ปลายๆ ถึง 50 ปีตามปกติของผู้หญิงส่วนใหญ่ กลับกำหนดให้รังไข่มีอายุสั้นกว่าปกติ ทำให้หยุดทำงานในวัยที่เร็วกว่าปกติ อาจจะเป็นช่วง 30 ปลายๆ หรือ 40 ต้นๆ
  • 3. โรคประจำตัวบางชนิด: โดยเฉพาะกลุ่มโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) เช่น โรคพุ่มพวง (SLE) ที่ภูมิคุ้มกันไปต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่อและเซลล์รังไข่ ทำให้เนื้อเยื่อรังไข่เสื่อมสภาพหรือทำงานน้อยลงเร็วกว่าปกติ
  • 4. ประวัติการผ่าตัดรังไข่: เคยเป็นถุงน้ำในรังไข่หรือซีสต์ และได้รับการผ่าตัดที่รังไข่ การผ่าตัดจะทำให้เนื้อเยื่อรังไข่ที่ดีมีปริมาณลดลง ส่งผลให้ปริมาณฟองไข่ที่เหลืออยู่น้อยลงไปด้วย
  • 5. ปัจจัยอื่นๆ: บางครั้งอาจเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ หรือการสัมผัสกับสารเคมี ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้การทำงานของรังไข่เสื่อมลงเร็วกว่าปกติ ทำให้มีจำนวนไข่ตั้งต้นน้อยลง

⏱️ วิธีตรวจประเมินยืนยันว่ารังไข่ทำงานน้อย

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 06:08)

นอกจากการพิจารณาจากอายุและประวัติสุขภาพแล้ว เราสามารถยืนยันการทำงานของรังไข่ได้จากทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้:

  • 1. การทำอัลตราซาวด์ ดูจำนวนฟองไข่ (AFC – Antral Follicle Count): ทำในช่วง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพื่อนับฟองไข่ตั้งต้นขนาดประมาณ 3 – 9 มิลลิเมตร หากนับได้น้อยกว่า 5 ใบ จะถือว่าไข่ตั้งต้นน้อย
  • 2. การเจาะเลือดตรวจฮอร์โมน AMH (Anti-Mullerian Hormone): ฮอร์โมนตัวนี้สร้างมาจากฟองไข่ใบเล็กๆ ที่เป็นไข่สำรองในรังไข่ ถ้าค่าฮอร์โมนสูง บ่งบอกว่าปริมาณไข่สำรองยังมีเยอะ แต่ถ้าค่านี้ต่ำ บ่งบอกว่าการทำงานของรังไข่ไม่ดี มีไข่สำรองน้อย โดยค่า AMH ที่ถือว่าน้อยจะอยู่ที่ ต่ำกว่า 1.2 ng/mL (ฮอร์โมนตัวนี้สามารถเจาะตรวจวันไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอิงกับรอบประจำเดือน)
  • 3. การเจาะเลือดตรวจฮอร์โมน FSH: เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าเพื่อมากระตุ้นการทำงานของรังไข่ ถ้ารังไข่ทำงานดี ค่า FSH จะต่ำ แต่ถ้ารังไข่เสื่อมสภาพหรือทำงานน้อย ค่า FSH ก็จะสูง การตรวจฮอร์โมนตัวนี้ต้องทำในช่วง 1-3 วันแรกของประจำเดือน หากค่า FSH เกิน 10 mIU/mL จะบ่งบอกว่าการทำงานของรังไข่ไม่ค่อยดี เริ่มมีการเสื่อมสภาพ

⏱️ ปัญหา “กระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่” เกิดจากอะไร?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 09:33)

ในกระบวนการกระตุ้นไข่จะต้องผ่านขั้นตอนการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไข่ โดยเฉลี่ยประมาณ 10-12 วัน โดยปัญหาการกระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่ แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

  • 1. ไข่ไม่โตตั้งแต่แรก: คนไข้อาจฉีดยากระตุ้นไปได้ประมาณ 4-5 วัน เมื่อคุณหมอนัดมาอัลตราซาวด์ติดตามขนาดฟองไข่ กลับพบว่าฟองไข่ไม่ตอบสนองต่อยาฮอร์โมน ขนาดไม่โตขึ้นเลย คุณหมออาจจะต้องคุยกับคนไข้เพื่อยกเลิกการรักษาในรอบนั้น ซึ่งพบได้เป็นครั้งคราว
  • 2. ฟองไข่โตดี แต่เก็บแล้วไม่ได้ไข่หรือได้ไข่ที่ไม่สมบูรณ์: กรณีนี้ฉีดยาครบ อัลตราซาวด์ดูแล้วฟองไข่โตดี แต่กลับไม่สามารถเก็บไข่ได้ ซึ่งแบ่งได้อีก 3 กรณีย่อย คือ
  • ไม่มีเซลล์ไข่ (Empty Follicle): สิ่งที่เราเห็นจากอัลตราซาวด์ว่ามีขนาดโตขึ้น จริงๆ แล้วคือ “สารน้ำในฟองไข่” ตัวเซลล์ไข่ไม่สามารถมองเห็นได้จากอัลตราซาวด์ บางคลินิกจึงตรวจฮอร์โมนเอสตราไดออล (Estradiol) ร่วมด้วยเพื่อยืนยันว่าฟองไข่มีความสมบูรณ์จริง หากไม่ได้ตรวจเช็กค่าฮอร์โมน เมื่อเก็บไข่อาจจะพบว่ามีแต่น้ำ ไม่มีเซลล์ไข่อยู่ภายใน
  • ไข่ไม่หลุดจากเปลือก: เมื่อฟองไข่โตดีแล้ว จะต้องฉีดยาตัวสุดท้ายเพื่อให้ไข่สุกและพร้อมเก็บ (Trigger Shot) หากได้รับยาตัวนี้ได้ไม่เต็มที่ เช่น ฉีดไม่เข้า ฉีดผิดวิธี หรือฉีดผิดเวลา จะทำให้เซลล์ไข่ไม่สามารถหลุดลอกออกมาจากเปลือกได้ เมื่อคุณหมอเจาะเก็บไข่ ก็จะไม่สามารถดูดไข่ออกมาได้
  • ไข่ตกไปก่อนเวลา: ฟองไข่สุก หลุดจากเปลือกแล้ว แต่เกิดการตกไข่ไปก่อนที่คุณหมอจะเข้าไปเก็บไข่ ทำให้เมื่ออัลตราซาวด์ดูในห้องผ่าตัดแล้วไม่พบฟองไข่

⏱️ หากกระตุ้นแล้วไม่สำเร็จ ควรพัก หรือ กระตุ้นต่อเลย?

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 14:40)

การที่มีไข่ตั้งต้นน้อยนั้น ในแต่ละรอบเดือนอาจจะมีจำนวนไข่ไม่เท่ากัน (เช่น รอบที่แล้ว 2 ใบ รอบนี้ 4 ใบ รอบหน้าอาจจะไม่มีเลย) โดยค่าจะแกว่งไปมาระหว่าง 0-5 ใบ จุดประสงค์ของการรักษานั้นไม่ได้ต้องการฟื้นฟูรังไข่ที่เสื่อมสภาพให้กลับมาเป็นปกติ แต่ต้องการกระตุ้นฟองไข่ตามศักยภาพของรังไข่ที่ยังเหลืออยู่ ณ ตอนนั้น ซึ่งดูได้จากค่าฮอร์โมน AMH จากงานวิจัย หากค่า AMH 1 ng/mL จะได้ฟองไข่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 ใบ

  • ทฤษฎี vs ภาคปฏิบัติ: หากรอบก่อนกระตุ้นแล้วไม่ได้ไข่ ควรกระตุ้นต่อเลยไหม? ตามทฤษฎีแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหยุดพัก สามารถกระตุ้นรอบใหม่ต่อเนื่องได้เลย เหตุผลคือ ไข่ที่จะโตในรอบเดือนนี้ เป็นไข่ที่ถูกคัดเลือกมาตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว การฉีดยากระตุ้นในรอบก่อนได้ช่วยกระตุ้นไข่ใบเล็กๆ ให้เริ่มโตขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว การกระตุ้นต่อเนื่องในรอบติดๆ กันจึงอาจช่วยให้ฟองไข่เหล่านั้นถูกกระตุ้นให้โตต่อจนสำเร็จและได้จำนวนไข่เพิ่มขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนไข้ ทั้งในด้านสภาพจิตใจ ตารางการทำงาน และค่าใช้จ่าย

⏱️ วิธีดูแลตัวเองของ “คนไข้” เพื่อเตรียมพร้อมก่อนกระตุ้นรอบหน้า

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 18:26)

หากคนไข้ตัดสินใจจะพักเพื่อเตรียมร่างกายให้ดีที่สุด แนะนำให้ปฏิบัติตัวอย่างน้อย 1-3 เดือนล่วงหน้า สิ่งที่คนไข้สามารถทำได้มีดังนี้:

  • 1. การรับประทานอาหาร: เน้นอาหารที่มีประโยชน์ต่อฟองไข่ ได้แก่
  • โปรตีน: ทั้งจากเนื้อสัตว์ และโปรตีนจากพืชเป็นหลัก เช่น ธัญพืช ถั่ว เต้าหู้
  • คาร์โบไฮเดรต: ทานแป้งได้ แต่เน้นเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) เช่น ข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต วุ้นเส้น หรือขนมปังโฮลวีต หลีกเลี่ยงข้าวขาวและขนมปังขาว
  • 2. ผลไม้และน้ำตาล: เน้นผักและผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ (Low GI) เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว อะโวคาโด แก้วมังกร เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำ งดการทานน้ำตาลและอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อนเข้ารับการกระตุ้นไข่
  • 3. การออกกำลังกายและการดื่มน้ำ: ออกกำลังกายควบคู่กับการดื่มน้ำประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน (หรือ 1.5 – 2 ลิตร) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด นำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ รวมถึงรังไข่ ทำให้รังไข่เสื่อมสภาพช้าลง
  • 4. การพักผ่อนและลดความเครียด: ควรพักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และหาวิธีผ่อนคลายความเครียดในแบบของตนเอง
  • 5. หลีกเลี่ยงสารพิษ: งดเว้นแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือการทำงานที่ต้องสัมผัสโลหะหนักและสารเคมี เพราะสารพิษเหล่านี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อบริเวณรังไข่โดยตรง ทำให้รังไข่เสื่อมสภาพและได้ฟองไข่น้อยลง

⏱️ วิตามินเสริมสำหรับบำรุงไข่ (Antioxidants)

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 22:27)

การที่รังไข่ทำงานลดลง กลไกหนึ่งเกิดจากสภาวะความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ที่สูงขึ้น และไมโทคอนเดรีย (โรงงานผลิตพลังงานในเซลล์) ทำงานผิดปกติ วิตามินกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) จึงมีบทบาทช่วยชะลอความเสื่อม โดยเน้นให้รับประทานจากอาหารเป็นหลัก แต่หากไม่เพียงพอ สามารถเสริมได้ดังนี้:

  • วิตามินซี (Vitamin C): แนะนำ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วิตามินอี (Vitamin E): แนะนำ 400 IU ต่อวัน
  • โคเอนไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10): แนะนำที่ปริมาณ 200 – 600 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า CoQ10 ปริมาณ 600 มิลลิกรัมต่อวัน ในคนไข้ที่มีไข่น้อย ช่วยให้ได้จำนวนฟองไข่มากขึ้นและคุณภาพไข่ดีขึ้น
  • แอสตาแซนธิน (Astaxanthin): แนะนำที่ปริมาณ 6 – 12 มิลลิกรัมต่อวัน

นอกจากนี้แนะนำให้ทาน โฟลิก (Folic Acid) ซึ่งเป็นวิตามินพื้นฐานสำหรับการเตรียมตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทและไขสันหลังของทารกในครรภ์

⏱️ แนวทางการช่วยเหลือจากฝั่ง “คุณหมอ” ก่อนเริ่มรอบกระตุ้นไข่ 

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 24:53)

นอกจากการดูแลตัวเองของคนไข้แล้ว ในส่วนของการแพทย์ คุณหมอสามารถช่วยเตรียมความพร้อมให้รังไข่ได้ดังนี้:

  • 1. การปรับฮอร์โมนเตรียมความพร้อมรังไข่:
  • ฮอร์โมนเพศชาย (Androgen): การใช้ฮอร์โมนกลุ่มนี้ (เช่น แอนโดรเจล หรือ DHEA) จะช่วยให้ฟองไข่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนกระตุ้นไข่ได้ดียิ่งขึ้นในรอบถัดไป ทำให้มีโอกาสได้จำนวนไข่เพิ่มขึ้นและคุณภาพดีขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) / ยาคุมกำเนิด: พิจารณาใช้ในกลุ่มคนไข้ที่มีประวัติฟองไข่โตรอบก่อนหน้านี้ไม่สม่ำเสมอกัน มีขนาดแตกต่างกันมาก ยาคุมจะช่วยคุมให้ฟองไข่ในรอบหน้านี้โตไปพร้อมๆ กัน ทำให้เวลาเจาะเก็บ จะได้ไข่ที่สุกและสมบูรณ์พร้อมกัน
  • 2. การทำ PRP (Platelet-Rich Plasma):
  • เป็นการนำเลือดของคนไข้เอง มาแยกสกัดเอาเกล็ดเลือด ซึ่งเต็มไปด้วย Growth Factor แล้วนำไปฉีดกลับเข้าไปที่อวัยวะเป้าหมาย เช่น รังไข่ เพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพ และช่วยสร้างหลอดเลือดใหม่ โดยคาดหวังเพื่อให้รังไข่กลับมาทำงานได้ดีขึ้น
  • การทำ PRP ในผู้มีบุตรยาก ยังนิยมใช้ฉีดเข้าโพรงมดลูกเพื่อให้ผนังมดลูกหนาตัวขึ้นด้วย
  • ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่ามีความเหมาะสมในการทำ PRP หรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละบุคคล หากตัดสินใจทำ PRP ไม่แนะนำให้เว้นช่วงนาน ควรเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นไข่ทำเด็กหลอดแก้วต่อในรอบถัดไปทันที เพราะรังไข่ก็ยังคงมีความเสื่อมไปตามกาลเวลา

⏱️ แนวทางการช่วยเหลือจากฝั่ง “คุณหมอ” ในระหว่างรอบกระตุ้นไข่

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 29:27)

หากเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว และเข้าสู่รอบการกระตุ้นไข่ คุณหมอสามารถปรับเปลี่ยนแผนการรักษาเพื่อแก้ปัญหาจากประวัติเดิมได้ดังนี้:

  • 1. หากรอบที่แล้วต้องยกเลิกไซเคิล (Cancelled Cycle) หรือไข่ไม่โตเลย:
  • ปรับเปลี่ยนยา: ปกติยากระตุ้นหลักคือฮอร์โมน FSH ถ้ารอบที่แล้วใช้ FSH อย่างเดียว รอบนี้คุณหมออาจจะเพิ่มฮอร์โมน LH เสริมเข้าไป
  • เปลี่ยนโปรโตคอลการกระตุ้น (Mild Stimulation / Natural Cycle): เพื่อลดความเจ็บปวดจากการฉีดยาแล้วไม่ได้ผลและลดค่าใช้จ่าย คุณหมออาจใช้วิธี Mild Stimulation คือเริ่มให้กระตุ้นด้วย “ยารับประทานก่อน” แล้วอัลตราซาวด์ดูการตอบสนอง หากฟองไข่มีแนวโน้มโตขึ้น ค่อยตามด้วยการฉีดยา หรือในบางรายอาจพิจารณาใช้เป็น “รอบธรรมชาติ (Natural Cycle)” เพื่อเก็บไข่ 1 ใบที่โตตามธรรมชาติในรอบนั้น
  • 2. หากรอบที่แล้วไข่โตดี แต่เจาะแล้วไม่ได้ไข่:
  • กรณีดูเหมือนไข่โตแต่ไม่มีเซลล์ไข่: คุณหมอจะเปลี่ยนชนิดยาที่ใช้กระตุ้น และเพิ่มฮอร์โมน LH เข้าไป หรือปรับปริมาณยาที่ใช้
  • กรณีมีไข่แต่ไม่ยอมหลุดจากเปลือก: คุณหมอจะพิจารณาปรับโดสยา Trigger (ยาฉีดให้ไข่ตก) และอาจจะพิจารณาใช้ยากระตุ้นไข่แบบ 2 ตัวร่วมกัน
  • กรณีไข่ตกไปก่อนเวลา: คุณหมอจะพิจารณาปรับเวลา (Timing) ในการเก็บไข่ให้เร็วขึ้น (จากเดิม 36 ชั่วโมง) รวมถึงพิจารณาเปลี่ยนชนิดของยากันไข่ตก เช่น จากประวัติเดิมใช้ยากันไข่ตกแบบกินแล้วเอาไม่อยู่ รอบนี้อาจจะเปลี่ยนมาใช้ยากันไข่ตกแบบฉีดแทน

⏱️ บทสรุป และ กรณีศึกษา (Case Study)

▶️ดูหัวข้อนี้ในคลิป (นาทีที่ 33:34)

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าจำนวนฟองไข่จะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ฟองไข่ที่มีคุณภาพ” ถึงแม้จะได้จำนวนไข่น้อย แต่หากได้ฟองไข่ที่มีคุณภาพ แม้จะแค่ใบเดียว ก็มีโอกาสที่จะสามารถตั้งครรภ์ได้สำเร็จได้

กรณีศึกษา: 

คนไข้อายุประมาณ 38 ปี เคยมีประวัติผ่าตัดเนื้องอกช็อกโกแลตซีสต์ที่รังไข่ ทำให้ค่าการทำงานรังไข่ (AMH) ต่ำกว่า 0.5 คนไข้พยายามกระตุ้นมาแล้วหลายคลินิก เคยทำมาหมดแล้วทุกอย่างรวมถึงการทำ PRP พอย้ายมาทำที่ Superior A.R.T. กระตุ้นและเก็บไข่ได้ 1-2 ใบ แต่เมื่อนำไปตรวจโครโมโซมตัวอ่อนก็พบว่าไม่ผ่าน คนไข้จึงตัดสินใจใช้ “ไข่บริจาค” ซึ่งหมออยากชี้ให้เห็นว่า หากในท้ายที่สุดแล้ว รังไข่ของเราหยุดทำงานแล้วจริงๆ หรือผลิตฟองไข่ที่ไม่มีคุณภาพออกมาเลย การใช้ไข่บริจาคก็อาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยได้ แต่หมอก็อยากให้เป็นทางเลือกสุดท้ายของการรักษา

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพ็กเกจ “Egg Ready Checkup” เพื่อประเมินการทำงานของรังไข่และสุขภาพมดลูก คลิกที่นี่

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางของ Superior A.R.T.

LIVE หมอโฟม พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)

พญ. ศศิกาญจน์ ตั้งทัศนา (ว.37027)
สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก

ประวัติแพทย์ นัดหมายแพทย์

13 มิ.ย. วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะผิวเผือก ภาวะผิวเผือก คัดกรองได้ด้วย Karyomapping

13 มิถุนายน วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับ ภาวะผิวเผือก

วันที่ 13 มิถุนายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น International Albinism Awareness Day วันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับ ภาวะผิวเผือก เพื่อรณรงค์ให้สังคมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และส่งเสริมความเท่าเทียมให้กับผู้ที่มีภาวะนี้

ภาวะผิวเผือก (Albinism) คืออะไร? 

ภาวะผิวเผือก เป็น โรคทางพันธุกรรม” ที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดสีเมลานินได้ตามปกติ หรือสร้างได้น้อยมาก ส่งผลให้ผิวหนัง เส้นผม และม่านตามีสีอ่อน ซึ่งผู้ที่มีภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากผิวหนังจะไวต่อแสงแดด เสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้ง่าย และมักมีปัญหาด้านการมองเห็นร่วมด้วย

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในพันธุกรรม 

รู้หรือไม่ว่า ภาวะผิวเผือกมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ ยีนด้อย (Autosomal Recessive) นั่นหมายความว่า พ่อและแม่ที่ดูปกติดีทุกประการ อาจเป็น “พาหะ” แฝงของยีนนี้อยู่ และหากพ่อและแม่ที่เป็นพาหะทั้งคู่มีบุตร ลูกจะมีโอกาสเกิดมามีภาวะผิวเผือกสูงถึง 25% ในแต่ละการตั้งครรภ์

💡 ก้าวข้ามความกังวล… ด้วยการวางแผนครอบครัวกับการตรวจ Carrier Screening

Carrier Screening คือการตรวจคัดกรองพาหะโรคทางพันธุกรรมโดยการเจาะเลือดของคู่สมรส เพื่อค้นหาว่าทั้งสองฝ่ายเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมชนิดเดียวกันหรือไม่ ซึ่งหากเป็นพาหะคู่ยีนที่เหมือนกัน บุตรอาจมีความเสี่ยงได้รับการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมและแสดงอาการของโรคได้ การตรวจจึงช่วยให้สามารถวางแผนการมีบุตร และเลือกแนวทางป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์

🛡️ ป้องกันการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมสู่ลูก ด้วยการตรวจคัดกรองตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยี PGT-M : Karyomapping

สำหรับคู่สามีภรรยาที่ทราบประวัติครอบครัว และตรวจพบว่าทั้งคู่เป็นพาหะของยีนภาวะผิวเผือก หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมสู่รุ่นลูก วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถช่วยให้มีบุตรที่ปลอดโรคทางพันธุกรรม ได้ด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ร่วมกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า PGT-M : Karyomapping

Karyomapping คืออะไร? 

Karyomapping คือ นวัตกรรมขั้นสูงในการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมระดับยีนเดี่ยวของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว

หลักการทำงาน: เทคนิคนี้จะใช้วิธีเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม (DNA fingerprint) ของพ่อ แม่ และบุคคลอ้างอิงในครอบครัว เพื่อสร้าง “แผนที่พันธุกรรม” ขึ้นมา

ช่วยให้แพทย์และนักพันธุศาสตร์สามารถตรวจหาและคัดเลือก “ตัวอ่อนที่ปราศจากยีนก่อโรคภาวะผิวเผือก” รวมถึงโรคทางพันธุกรรมยีนเดี่ยวอื่นๆ

ทำไมถึงควรเลือกคัดกรองด้วย Karyomapping?

  • ครอบคลุม: สามารถตรวจจับโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากยีนเดี่ยวได้หลากหลายโรคในการทดสอบครั้งเดียว
  • รวดเร็ว: ใช้เวลาเตรียมการทดสอบน้อยกว่าวิธีแบบดั้งเดิม
  • ปลอดภัย: เพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ และลดความเสี่ยงในการยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากทารกมีภาวะผิดปกติทางพันธุกรรม

ในวันสากลเพื่อการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะผิวเผือกนี้ นอกจากการเปิดใจและทำความเข้าใจผู้ที่มีภาวะผิวเผือกแล้ว การวางแผนครอบครัวอย่างรัดกุมด้วยการตรวจ Carrier Screening และสามารถป้องกันการถ่ายทอดโรคด้วยการทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับเทคโนโลยี Karyomapping ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ สามารถส่งมอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด นั่นคือ “สุขภาพที่แข็งแรง” ให้กับลูกน้อยในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

หากคุณกำลังวางแผนสร้างครอบครัว สามารถเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และนักพันธุศาสตร์ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการมีบุตรได้ทันที


นวัตกรรม “น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน” ที่จำลองอ้อมกอดแม่ตั้งแต่ในห้องแล็บ

รู้จัก GM-CSF นวัตกรรม น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน

🧬 หรือนี่คือจิ๊กซอว์ที่หายไป? รู้จัก GM-CSF นวัตกรรมจำลองอ้อมกอดแม่ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนมีลูกยากและเคยแท้งบุตร

เคยสงสัยไหม ทำไมตัวอ่อนที่ดูสมบูรณ์ดี ถึงยังฝังตัวไม่สำเร็จ? หรือทำไมบางครอบครัวถึงต้องเจอกับภาวะแท้งในช่วงไตรมาสแรกซ้ำๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ?

ความจริงก็คือ การตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของตัวอ่อน” เพียงอย่างเดียว แต่ “สภาพแวดล้อม” ที่ตัวอ่อนอาศัยอยู่ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ตามธรรมชาติแล้ว ในมดลูกของคุณแม่จะมีการสร้างสารโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า GM-CSF (Granulocyte-Macrophage Colony-Stimulating Factor) สารตัวนี้เปรียบเสมือน “ภาษา” ที่มดลูกใช้สื่อสารกับตัวอ่อน คอยโอบอุ้ม ให้สารอาหาร และส่งสัญญาณบอกให้เยื่อบุมดลูกเตรียมพร้อมรับการฝังตัว

แต่เมื่อเราต้องใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และนำตัวอ่อนออกมาเลี้ยงภายนอกร่างกาย ตัวอ่อนจะขาดสารสื่อสารที่สำคัญนี้ไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความเครียดระดับเซลล์ได้

วงการแพทย์จึงได้พัฒนานวัตกรรม “น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนที่เสริมสาร GM-CSF” ขึ้นมา เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมในตู้เลี้ยงให้เหมือนกับมดลูกของคุณแม่มากที่สุด ซึ่งจากงานวิจัยพบว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดในหลายมิติ:

🛡️ ลดความเครียดของตัวอ่อน: ช่วยให้เซลล์แบ่งตัวได้สมบูรณ์ แข็งแรง และลดอัตราการฝ่อตัว 

🌱 เพิ่มอัตราการฝังตัว: ในช่วงย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก สารนี้จะช่วยสื่อสารกับมดลูก ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นมิตรกับตัวอ่อน และพร้อมสำหรับการฝังตัวมากขึ้น 

✨ ลดอัตราการแท้ง: โดยเฉพาะในกลุ่มคุณแม่ที่มีประวัติตัวอ่อนไม่ฝังตัวซ้ำซาก (RIF) หรือเคยแท้งโดยไม่ทราบสาเหตุ

เทคโนโลยีนี้ถือเป็นความหวังใหม่และก้าวสำคัญของวงการแพทย์ ที่ลงลึกถึงการดูแลเอาใจใส่ในระดับเซลล์ เพื่อประคับประคองให้ตัวอ่อนทุกตัวได้เติบโตอย่างดีที่สุดตั้งแต่ก้าวแรก

สำหรับครอบครัวไหนที่เคยผ่านความผิดหวังมา อย่าเพิ่งท้อ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่พร้อมจะช่วยอุดช่องโหว่และเพิ่มโอกาสให้คุณเสมอ

หากคุณแม่ท่านไหนมีประวัติฝังตัวอ่อนไม่สำเร็จ หรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรม GM-CSF ว่าเหมาะกับเคสของเราหรือไม่ สามารถสอบถาม หรือนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ของเราได้ค่ะ เราพร้อมดูแลและหาทางออกที่ดีที่สุดไปด้วยกัน 💙

นักวิทย์อยากเล่า: Superior A.R.T. IVF Lab, Behind Your Success

นักวิทย์อยากเล่า IVF Lab

Superior A.R.T. IVF Lab, Behind Your Success

เพราะ “ตัวอ่อน” คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่เปราะบางที่สุด

ทุกขั้นตอนในห้องปฏิบัติการของ Superior A.R.T. จึงถูกออกแบบภายใต้มาตรฐานระดับสากล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เสถียร และเหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาตัวอ่อน

Precision You Can Trust. Care You Can Feel.

มาตรฐานห้องปฏิบัติการระดับสากล

ทั้ง 3 ห้องปฏิบัติการ IVF ของเรา ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน (Embryology Laboratory) ห้องปฎิบัติการตรวจวิเคราะห์และเตรียมอสุจิ (Andrology Laboratory) และห้องปฎิบัติการพันธุศาสตร์ (Genetic Laboratory) ได้รับการออกแบบตามระบบ Cleanroom Technology เพื่อควบคุมทุกปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของตัวอ่อน ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงสูง การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนและโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้

โครงสร้างของห้องปฏิบัติการ วัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงระบบอากาศภายในห้องถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างสภาวะที่ “สะอาด เสถียร และปลอดภัยสูงสุด” ใกล้เคียงธรรมชาติในร่างกายมนุษย์มากที่สุด และเพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติงานทางห้องปฏิบัติการที่ดี (Good Laboratory Practice)

  • ระบบกรองอากาศ HEPA Filter ร่วมกับ VOC Filter
    ช่วยกรองทั้งฝุ่นขนาดเล็ก เชื้อจุลชีพ และสารเคมีระเหย (Volatile Organic Compounds) ที่อาจเป็นพิษต่อตัวอ่อน นอกจากนี้ Superior A.R.T. ติดตามระดับ ของ VOCs ในห้องปฏิบัติการทุกวัน เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ผิดปกติได้ทันที
  • ระบบ Positive Pressure (แรงดันอากาศบวก)
    ป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่พื้นที่ห้องปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน
  • การควบคุมคุณภาพอากาศในระดับ Cleanroom Standard
    ควบคุมจำนวนอนุภาคในอากาศ (Particle Control) และลดความแปรปรวนของสภาพแวดล้อม 
  • โครงสร้างและวัสดุภายในห้อง
    เลือกใช้วัสดุผิวเรียบ ไร้รอยต่อ ไม่สะสมฝุ่น และไม่ปล่อยสารระเหยที่เป็นอันตราย เพื่อรักษาความสะอาดในระยะยาว 
  • การออกแบบพื้นที่แบบ Controlled Workflow
    ห้องปฏิบัติการตั้งอยู่ติดกับห้องผ่าตัด แยกสัดส่วนพื้นที่ทำงานอย่างชัดเจน จัด Workflow อย่างเหมาะสม โดยลดระยะทางในการเคลื่อนย้ายเซลล์สืบพันธุ์ให้น้อยที่สุดในทุกขั้นตอนของการรักษา 
  • การเข้าถึงห้องปฏิบัติการ จำกัดเฉพาะบุคลากรที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ควบคุมสภาวะอย่างแม่นยำ 24 ชั่วโมง

ตัวอ่อนในระยะเริ่มต้นเป็นเซลล์ที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมสูง ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ค่า pH หรือองค์ประกอบของก๊าซในอากาศ แม้ความผันผวนเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลต่อการแบ่งเซลล์ คุณภาพของตัวอ่อน และโอกาสในการฝังตัว

Superior A.R.T. จึงให้ความสำคัญกับ “ความเสถียร (Stability)” เป็นหัวใจหลักของการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน โดยใช้ระบบควบคุมและติดตามผลแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการพัฒนาเป็นไปอย่างเหมาะสมที่สุด

  • ควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ (Temperature Control)
    รักษาอุณหภูมิใกล้เคียงร่างกายมนุษย์ (~37°C) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเครียดของเซลล์และสนับสนุนการแบ่งตัวอย่างปกติ 
  • ควบคุมความชื้น (Humidity Control)
    ช่วยลดการระเหยของสารอาหารในน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน และรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อมภายในจานเลี้ยงตัวอ่อน 
  • ระบบ Incubator แบบควบคุมก๊าซ (Gas-Controlled Incubator)
    ควบคุมระดับ CO₂ เพื่อรักษาค่า pH ของน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน และควบคุม O₂ ในระดับต่ำ (Low Oxygen Environment) เพื่อเลียนแบบสภาวะในร่างกาย ซึ่งช่วยลด Oxidative Stress ต่อ Embryo 
  • Minimized Disturbance Environment
    ลดการเปิด-ปิด Incubator และการเคลื่อนย้ายตัวอ่อน เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและก๊าซแบบฉับพลัน โดยแยกห้องเลี้ยงตัวอ่อน 1 ห้อง ต่อ 1 ผู้ใช้บริการ ทั้งการเลี้ยงตัวอ่อนในตู้เลี้ยงมาตรฐาน และ ตู้เลี้ยงตัวอ่อนแบบ Timelapse
  • Continuous Monitoring & Alarm System
    มีระบบตรวจวัดอุณหภูมิ ก๊าซ และสภาวะแวดล้อมแบบ Real-time พร้อมระบบแจ้งเตือนทันทีเมื่อค่าต่างๆ ออกนอกช่วงมาตรฐาน 
  • Data Logging & Quality Control
    บันทึกข้อมูลทุกพารามิเตอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพในระยะยาว 

🔬 ทุกองค์ประกอบถูกควบคุมอย่างละเอียด เพื่อให้ตัวอ่อนเติบโตในสภาวะที่ “ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด” และมีโอกาสพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์สูงสุด

เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ

ทุกขั้นตอนของการทำ IVF ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำและเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน Superior A.R.T. จึงเลือกใช้นวัตกรรมระดับสากล เพื่อดูแลตัวอ่อนในสภาวะที่เหมาะสมและเสถียรที่สุด

เรานำเทคนิค ICSI มาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการปฏิสนธิ ร่วมกับ Geri® Time-lapse Incubator ที่ช่วยติดตามการพัฒนาของตัวอ่อนอย่างต่อเนื่องโดยไม่รบกวนสภาวะแวดล้อม พร้อมวิเคราะห์ศักยภาพของตัวอ่อนในเชิงลึก

ด้านความปลอดภัย การระบุความถูกต้องของ ไข่ อสุจิ และตัวอ่อน นอกจากเราใช้นักวิทยาศาสตร์คนที่สอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแล้ว เรายังนำ ระบบ Gidget® Electronic Witnessing มาช่วยยืนยันตัวตนของไข่ อสุจิ และตัวอ่อน ในทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด และสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ป่วยด้วย

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการแช่แข็งแบบ Vitrification ช่วยรักษาคุณภาพของเซลล์ไข่และตัวอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต

น้ำยาและอุปกรณ์

แม้แต่รายละเอียดที่เล็กที่สุดในห้องปฏิบัติการ ก็สามารถส่งผลต่อการพัฒนาของตัวอ่อนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ “น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน (Culture Media)” และอุปกรณ์ที่สัมผัสกับเซลล์โดยตรง Superior A.R.T. จึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทุกองค์ประกอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนปลอดภัยและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนมากที่สุด

เราเลือกใช้ Culture Media ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในแต่ละระยะการพัฒนา โดยมีการควบคุมค่า pH และองค์ประกอบของสารอาหารให้ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกายมนุษย์ เพื่อสนับสนุนการแบ่งเซลล์และการพัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัย เช่น Embryo Toxicity Test และ Endotoxin Test เพื่อยืนยันว่าไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ในระดับจุลภาค

ในส่วนของอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองทุกชิ้นที่ใช้ภายในห้องแล็บ ล้วนเป็นระดับ Medical Grade ผ่านการฆ่าเชื้อ (Sterile) และออกแบบมาให้ไม่ปล่อยสารปนเปื้อนที่อาจรบกวนการพัฒนาของตัวอ่อน เช่น สารระเหยหรือสารเคมีตกค้าง พร้อมทั้งมีการควบคุมการใช้งานแบบ Single-Use เพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนข้ามตัวอย่าง

ทุกกระบวนการยังอยู่ภายใต้สภาวะปลอดเชื้อ (Aseptic Technique) อย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมและจุลชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนโดยตรง

ทีมผู้ชำนาญการระดับสากล

ความสำเร็จของการทำ IVF ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ทันสมัย แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเชี่ยวชาญของนักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อน (Embryologist)” ที่ดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การปฏิสนธิ การเพาะเลี้ยง ไปจนถึงการคัดเลือกตัวอ่อน

ทีม Embryologist ของ Superior A.R.T. ผ่านการรับรองจาก ESHRE ซึ่งเป็นองค์กรระดับสากลด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โดยมีมาตรฐานการประเมินทั้งด้านความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ทางปฏิบัติอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ปฏิบัติงานมีความสามารถในระดับสากล

บุคลากรของเรายังได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในเทคนิคขั้นสูง เช่น การทำ ICSI การประเมินคุณภาพตัวอ่อน การเพาะเลี้ยงระยะ Blastocyst และการแช่แข็งเซลล์สืบพันธุ์ โดยมีการประเมินทักษะ (Competency Assessment) และติดตามผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษามาตรฐานการทำงานให้มีความแม่นยำและสม่ำเสมอในทุกเคส

นอกจากนี้ ทีมงานยังมีประสบการณ์ในการดูแลเคสที่มีความซับซ้อน เช่น ภาวะมีบุตรยากจากหลายปัจจัย หรือเคสที่ต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะทาง ทำให้สามารถวางแผนและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ภายใต้แนวทางการรักษาที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (Evidence-Based Practice)

การทำงานทุกขั้นตอนดำเนินไปภายใต้มาตรฐานสากลและระบบควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าตัวอ่อนทุกตัวได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

มาตรฐานคุณภาพที่ได้รับการรับรอง

Superior A.R.T. ยึดมั่นในระบบบริหารคุณภาพระดับสากล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนของการรักษาเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน มีความแม่นยำ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการไปจนถึงผลลัพธ์ของการรักษา

ห้องปฏิบัติการของเราได้รับการพัฒนาและควบคุมตามมาตรฐาน ISO 15189 ซึ่งเป็นมาตรฐานเฉพาะสำหรับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ โดยเน้นทั้งความถูกต้องของผลการทดสอบ (Accuracy) ความน่าเชื่อถือ (Reliability) และความสามารถของบุคลากร (Competency) ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการวิเคราะห์ (Pre-Analytical) ระหว่างการปฏิบัติ (Analytical) ไปจนถึงหลังการรายงานผล (Post-Analytical)

ในขณะเดียวกัน ระบบบริหารองค์กรยังสอดคล้องกับ ISO 9001 ซึ่งช่วยวางโครงสร้างการทำงานให้มีความเป็นระบบ โปร่งใส และมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการในระยะยาว

ทุกกระบวนการในห้องแล็บ IVF ถูกควบคุมภายใต้ระบบ Quality Control (QC) และ Quality Assurance (QA) อย่างเข้มงวด มีการติดตามตัวชี้วัดสำคัญ เช่น อัตราการปฏิสนธิ การพัฒนาของตัวอ่อน และผลลัพธ์การตั้งครรภ์ เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) และการประเมินจากหน่วยงานภายนอก (External Audit) เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานทั้งหมดถูกนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง

🔒ระบบความปลอดภัย

ทุกขั้นตอนของการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจำเป็นต้องอยู่ภายใต้สภาวะที่ “ต่อเนื่องและเสถียร” อย่างเคร่งครัด เนื่องจากตัวอ่อนมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอย่างมาก Superior A.R.T. จึงออกแบบระบบความปลอดภัยแบบหลายชั้น (Multi-layered Safety System) เพื่อป้องกันความเสี่ยงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ไฟฟ้าขัดข้อง หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ระบบโครงสร้างพื้นฐานได้รับการออกแบบให้รองรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง (Continuity of Operation) โดยมีระบบไฟฟ้าสำรอง (Backup Power) และแหล่งก๊าซสำรองสำหรับเครื่องมือสำคัญ เช่น ตู้เลี้ยงตัวอ่อน เพื่อให้สามารถรักษาอุณหภูมิและสภาวะของก๊าซได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดชะงัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความอยู่รอดและคุณภาพของตัวอ่อน

ภายในห้องปฏิบัติการมีระบบ Monitoring แบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับตรวจวัดค่าที่สำคัญ เช่น อุณหภูมิ ความเข้มข้นของก๊าซ และสภาพแวดล้อมต่างๆ พร้อมระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อค่าต่างๆ ออกนอกช่วงที่กำหนด เพื่อให้ทีมงานสามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที

ในด้านความปลอดภัยของตัวอย่างชีวภาพ (Biological Safety) เราใช้ระบบ Electronic Witnessing เพื่อยืนยันตัวตนของไข่ อสุจิ และตัวอ่อนในทุกขั้นตอนของกระบวนการรักษา ลดความเสี่ยงจาก Human Error และป้องกันการสลับตัวอย่างอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการตรวจสอบแบบซ้ำ (Double Verification) ตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนด้านความปลอดภัยเชิงระบบ (Risk Management) เช่น การจัดการถังไนโตรเจนเหลวสำหรับการแช่แข็ง การควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ (Access Control) และการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

IVF ไม่ใช่เพียงกระบวนการทางการแพทย์ แต่คือการสร้างโอกาสใหม่ให้กับชีวิต

ที่ Superior A.R.T. เราจึงใส่ใจในทุกขั้นตอน ด้วยมาตรฐานที่เหนือกว่า
เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า… คุณได้รับสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

ก้าวแรกสู่ความสมบูรณ์ของครอบครัว เริ่มต้นที่นี่

👉 ปรึกษาและวางแผนการมีบุตรกับทีมแพทย์เฉพาะทาง แชทคุยกับ Superior A.R.T. ได้เลยค่ะ

ถามหมอ 💬 กับหมอจิว : 5 พฤติกรรมคุณผู้ชาย ที่ทำลายอสุจิโดยไม่รู้ตัว

ถามหมอกับหมอจิว 5 พฤติกรรมที่ทำลายอสุจิ โดยไม่รู้ตัว

5 พฤติกรรมที่ทำลายอสุจิ โดยไม่รู้ตัว!

ใครกำลังวางแผนมีลูก ต้องหยุดดูคลิปนี้ด่วน!

ไลฟ์สไตล์ที่เราทำเป็นประจำ อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้คุณภาพของอสุจิเสื่อมลง มาฟัง “คุณหมอจิว” นพ. สิริเชษฐ์ อเนกพรวัฒนา สูตินรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และภาวะมีบุตรยาก จาก Superior A.R.T. เล่าให้ฟังกันค่ะ

▶️ กดเพลย์เพื่อดูคลิปได้เลย! คุณผู้ชายเผลอทำข้อไหนอยู่บ้างมั๊ยคะ

💬 ปรึกษาวางแผนมีบุตร หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แชทคุยกับ Superior A.R.T. ได้เลยค่ะ